‘เขา’ คือหนึ่งในนักออกแบบแนวหน้าของประเทศไทย ผู้ฝากผลงานไว้ทั้งเวทีไทยและเวทีโลก 

เขาและทีม Farmgroup คือผู้เสกสรรชีวิตใหม่ให้กับสิ่งที่เคยถูกมองข้าม และโลโก้ของแบรนด์ต่างๆ ให้กลับมาโลดแล่นในโลกสมัยใหม่ได้อย่างลงตัวและคงไว้ซึ่งจิตวิญญาณ ถ่ายทอดลายเส้นและสีสันจากตัวตนที่หยิบจับมาจากทุกสรรพสิ่งรอบกายที่โคจรอยู่ในจักรวาลทุกโจทย์ตั้งต้น

ล่าสุด เขาคือหนึ่งในเจ้าของตำแหน่งนักออกแบบแห่งปี สาขา Graphic Design จากเวที Designer of the Year 2020 ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตนที่โดดเด่น ผสานเข้ากับความงามและความคิดสร้างสรรค์ จนถ่ายทอดพลังออกมาเป็นมาตรฐานใหม่ในวงการออกแบบ

และวันนี้ เราจะพาคุณร่วมดื่มด่ำรสชาติแห่งสีสัน ผ่านเรื่องราวของดีไซเนอร์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเชฟอยู่ที่สหรัฐอเมริกา 

แต๊บ-วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ

คุยกับ แต๊บ-วรทิตย์ แห่ง Farmgroup ถึงพลังเบื้องหลังงานออกแบบกราฟฟิกที่ทำให้สนุกและสื่อสารได้

มีเดียมแรร์ 

“ตอนเด็กๆ ผมเป็นคนเรียนไม่เก่งและไม่เก่งเลขเลย แต่ชอบวิชาศิลปะสุดเลยนะ”

วรทิตย์เริ่มต้นเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงเจือสุขในยามที่พาเราย้อนอดีตไปสู่วัยเยาว์ ตอนนั้นเด็กชายชอบวาดการ์ตูนโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับแอนิเมชัน และเคยลงมือวาดคอมมิคด้วยตัวเองบนสมุดเรียนฉีกพับครึ่งตอนประถม จากความหลงใหลที่เขามีให้กับ ดราก้อนบอล ซิตี้ฮันเตอร์ และหนังสือ ทาเลนท์ซีโร่ ที่ออกบนแผงหนังสือทุกวันอังคารตอนเย็น 

“ตอนวาดการ์ตูน ผมเอาไปให้พี่อ่านที่บ้าน มีเรื่องหนึ่งเป็นการ์ตูนเกี่ยวกับฟุตบอล เพราะช่วงนั้นชอบดูและเตะฟุตบอลกับเพื่อน แล้วฟุตบอลก็ยังอยู่ในชีวิตผมตอนนี้ มันไม่ไปไหนเลย”

แฟนลิเวอร์พูลผู้ยอมรับว่าตัวเองบ้าฟุตบอลเล่าต่อ ก่อนจะพาเราเข้าไปสู่โลกใบใหม่ในสหรัฐอเมริกา ที่ซึ่งความหลงใหลด้านการออกแบบได้เชื้อเชิญให้วรทิตย์เข้าไปในประตูของมัน

“ตอนนั้นผมพยายามสอบเทียบเข้ามหาลัยตั้งแต่ ม.5 แต่สอบไม่ได้ เพราะระบบเอนทรานซ์ทำให้พวกเราต้องเก่งทุกวิชา คุณแม่ก็เลยส่งผมไปอยู่กับครอบครัวโฮสต์เดียวกับพี่สาวที่เพนซิลเวเนีย เมืองเล็กๆ ในสหรัฐอเมริกา และได้เรียนไฮสคูลอีกหนึ่งปีที่โรงเรียนชายล้วน เรียกได้ว่า Culture Shock สุดๆ เพราะผมไม่ค่อยได้ภาษาอังกฤษเลย 

“กลายเป็นว่าผมได้ใช้ชีวิตมัธยมสองรอบ ได้เที่ยวและได้ใช้ชีวิตกับเพื่อนมัธยมตอนอยู่ไทย ได้เกเร โดดเรียน โยนโบว์ลิ่ง ตีสนุกเกอร์ แล้วก็ได้ใช้ชีวิตกับเพื่อนไฮสคูลที่อเมริกา ได้เห็นอะไรหลากหลายมาก ขณะที่ค่อยๆ เรียนรู้ภาษา จากนั้นก็เข้าเรียนมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับศิลปะใกล้บ้าน เพราะมันมีโปรแกรมแอนิเมชัน” 

วรทิตย์ใช้ชีวิตเหมือนเด็กไทยในอเมริกาทั่วไป เรียน อยู่หอพัก และไปเช่าบ้านกับเพื่อนเมื่อขึ้นปีสอง จนเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต คือการได้พบกับอาจารย์ ‘ริค’ (Rick Valicenti) ผู้จุดประกาย ‘ความบ้า’ ในการออกแบบสาขา Graphic Design ด้วยความหลงใหลในงานของตัวเอง ผสมผสานกับเรื่องราวชีวิต เขาทำให้วรทิตย์รู้สึกว่า “มันถึงกึ๋นจริงๆ” 

“อาจารย์ทำให้ผมรู้สึกมีอารมณ์ร่วมระหว่างชีวิตของเขากับงานว่ามันคือสิ่งเดียวกัน และจุดประกายให้รู้สึกว่า ‘นี่คือ Way of Life’ บนเส้นทางของการเป็นดีไซเนอร์ ผมอยากเป็นคนที่มีแพสชันกับมันอย่างแรงกล้า เลยทำให้เริ่มต้นหาความรู้รอบตัวอย่างอื่น อ่านหนังสือ และไม่ได้เรียนแค่ในห้องอย่างเดียว” 

ความมุ่งมั่นและการอยากออกไปใช้ชีวิต ทำให้วรทิตย์เริ่มต้นหางานพิเศษทำระหว่างเรียนไปด้วย

แต่เขาไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นกราฟิกดีไซเนอร์อย่างที่เราคิดกันหรอกนะ 

เพราะในตอนนั้น วรทิตย์เป็น ‘เชฟ’ ต่างหาก

“แถวมหาลัยมีร้านอาหารญี่ปุ่นร้านหนึ่งชื่อ ฮิบาชิ เป็นร้านเทปันยากิที่ต้องทำอาหารต่อหน้าคนที่นั่งอยู่ตรงนั้น ตอนนั้นมีคนฝากให้ผมไปเป็นเด็กล้างจาน แต่พอพวกเขาเห็นว่าผมเป็นเอเชียนก็ตาลุกวาว

“พวกเขาสอนให้ผมทำอาหารเพื่อไปเป็นเชฟให้ได้ ใช้เวลาอยู่ประมาณหกเดือน ในที่สุดเขาก็มีเชฟที่หน้าตาเป็นคนเอเชียสักที ผมทำอยู่ที่นั่นจนเรียนจบ แล้วก็ไปใช้ชีวิตต่อที่ LA” 

วรทิตย์ได้ทำงานเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ที่ลอสแอนเจลิส โดยช่วงเย็นจะสลับไปเป็นเชฟที่ร้านอาหาร

“มันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย เป็น Dr. Jekyll and Mr. Hyde มาก ๆ เพราะวันๆ ผมนั่งทำงานอยู่ที่ออฟฟิศในดาวน์ทาวน์ พอกลางคืนก็มานั่งหั่นอาหาร”

แต่นั่นกลับทำให้เขาตกตะกอนบางอย่าง

“เราพบว่าการทำสเต๊กกับงานออกแบบ เป็นงานดีไซน์ที่เราต้องคอยหานิยามและประณีตกับมันไปเรื่อยๆ ยิ่งพอเราสนใจมันมากขึ้น ก็จะมีขั้นตอนมากขึ้นไปอีก ทั้งสองอย่างมันทำให้เห็นว่า กว่าจะไปถึงขั้นตอนต่อไปได้ จะมีขั้นตอนใหม่ๆ เข้ามาแทรกเสมอ ตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกเกลือ หมักสเต๊กล่วงหน้าสองวัน 

“มันไม่ง่ายและไม่มีทางลัด”

คุยกับ แต๊บ-วรทิตย์ แห่ง Farmgroup ถึงพลังเบื้องหลังงานออกแบบกราฟฟิกที่ทำให้สนุกและสื่อสารได้
วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ ผู้บรรจุความคิดสร้างสรรค์ในกราฟิกดีไซน์เพื่อสร้างแบรนดิ้ง

จากหัวจดหมาย

“ตอนเป็นเด็กฝึกงานที่ไทย ผมไปฝึกงานที่ Production House ชื่อ The Bandits และรับหน้าที่พิมพ์จดหมายขอใช้สถานที่” เขาเล่าให้ฟังเรียบๆ ก่อนพาไปพบกับการ ‘ตกหลุมรัก’ ในสิ่งที่เราคาดไม่ถึง 

“ผมไปหลงรักกับหัวจดหมายของบริษัท” เราได้ยินรอยยิ้มจากเสียงของเขา 

“ด้วยความที่ Bandit แปลว่ากองโจร พอมันพรินต์ออกมา ผมเห็นว่าหัวจดหมายของเขาไม่เหมือนกันเลยสักอัน หัวหนึ่งเป็นลูแปง อีกหัวเป็นโรบินฮู้ด โจรทุกๆ คนในนั้นมีคาแรกเตอร์ซ่อนไว้อย่างแตกต่างกัน ทำไมกระดาษเล็กๆ แผ่นเดียวจึงมีมิติได้หลากหลายขนาดนั้น”

เมื่อรู้ว่านั่นคือกราฟิกดีไซน์ที่ถ่ายทอดความเป็นตัวตนของแบรนด์ (Brand Identity System) ออกแบบโดย ต้อม-ชัชวาล ขนขจี เขาจึงเลี้ยวหักศอกจากเส้นทางสู่แอนิเมเตอร์ เปลี่ยนสาขามาเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ทันที บวกกับการได้เจอกับอาจารย์ริค ที่โหมไฟแห่งแพสชันให้กระหน่ำมากขึ้นกว่าเคย และยังไม่มอดดับสักวัน

พ.ศ. 2548 เขาก็เปิดบริษัท Farmgroup ขึ้นมา 

“ฟาร์มกรุ๊ปมาจากส่วนผสมหลายอย่าง และตอนนั้นเรามองเห็นว่าเอเจนซี่โฆษณากับดีไซเนอร์จะแยกกัน

“คำว่า Farm จึงสะท้อนมาจากการเป็นคนลงมือปั้นของเรา ต้องเลี้ยงตั้งแต่ไก่ออกไข่จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ บวกกับเพื่อนมักบอกว่าผมมีความเป็นอเมริกันในตัว ซึ่งผมไม่ได้อยากเป็นแบบนั้นเท่าไหร่ ผมอยากกลับมาสู่ความเป็นไทย คำว่าฟาร์มมันจึงมีความถ่อมตัว (Humble) อยู่ในนั้นด้วยเหมือนกัน

“ตอนแรกที่มีออฟฟิศ เก้าอี้ต้องเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นฟาร์ม แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมก็คิดว่ามันเหลือแค่การสะท้อนด้วยจิตวิญญาณที่เราไม่จำเป็นต้องนำเสนอออกมาผ่านเฟอร์นิเจอร์”

วรทิตย์รู้สึกว่าออฟฟิศเป็นเหมือนอวัยวะส่วนหนึ่งของเขา ในฐานะที่เป็นผู้กำกับศิลป์ ดังนั้นตัวเขากับ Farmgroup จึงเป็นหนึ่งเดียวกันและมีร่องรอยของเขาอยู่ในงานเสมอ 

เขาเปรียบจุดเด่นของงานว่า หากเป็นสไตล์การเล่นฟุตบอลจากทีมที่มีตัวเองเป็นโค้ช จะใช้อาวุธอยู่ไม่กี่อย่างในการออกแบบ ซึ่งมีอาวุธหลักเป็นตัวอักษร พวก Typography ก่อนเล่าต่อว่าจุดเริ่มต้นของความสนใจใน Typography นั้นมาจากอาจารย์ที่อเมริกา

“เขาคือคนที่ทำให้ผมซึ่งในตอนนั้นคิดว่าตัวเองเก่งแล้ว ต้องกลับมาคิดใหม่ เพราะพอส่งงานไปแล้วเขาไม่ยอมตรวจให้ ผมไม่เคยรู้เลยว่าทำไม

“จนกระทั่งไปหาเขาหลังคลาส เขาบอกผมว่า ‘ฉันจะตรวจให้เมื่อใจคุณอยากเรียนด้วย’ จำได้เลยว่าตอนนั้นเหมือนโดนตบกะโหลก ตั้งแต่นั้นมาผมเลยชอบงานไทโปฯ เพราะเขา เหมือนมีคลื่นอารมณ์ที่คุกรุ่นในใจกับเขาเสมอ และทุ่มใจให้กับเขาไปเลย ผมเลยรู้สึกรักมันมาจนถึงในปัจจุบัน 

“ต้องขอบคุณเขานะที่มาตบกะโหลกผมแบบนั้น ทำให้ผมรักเขา และอยากทำงานออกมาให้ดี”

แม้จะเป็นเหมือนหัวเรือใหญ่ของบริษัท แต่ตลอดเส้นทางที่วรทิตย์พาเรากระโจนเข้าสู่โลกแห่งผลงาน เขาจะฝากไว้เสมอว่า ทุกงานของเขาและ Farmgroup เกิดจากการร่วมมือร่วมใจกันกับน้องๆ ที่เก่งและมีความอดทน ดังนั้น แต่ละงานที่สรรสร้างออกมา จึงมีเรื่องราวแห่งความตั้งใจแทรกไว้ในนั้น 

“ผมเอาเครดิตที่ได้รางวัลมาไว้แค่กับตัวเองไม่ได้ มันจะไม่แฟร์กับเขา อย่าง Hotel Art Fair ก็เป็นงานที่เราตั้งโจทย์กันเอง ดีไซน์ทุกอย่างเองกันหมด ช่วงแรกๆ เราออกเงินเองด้วยซ้ำ มันเป็นงานที่เราภูมิใจไปด้วยกันทุกคน” 

วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ ผู้บรรจุความคิดสร้างสรรค์ในกราฟิกดีไซน์เพื่อสร้างแบรนดิ้ง

สู่ Hotel Art Fair

“Hotel Art Fair เกิดขึ้นจริงๆ ในปีที่สอง เพราะในปีแรกเป็นกึ่งๆ งานจ้าง มีโรงแรมหนึ่งเขาอยากให้เราช่วยจัดกิจกรรม เพราะเห็นว่านอกจากการทำงานออกแบบให้แบรนด์ สิ่งพิมพ์ หรือโลโก้ พวกเรายังทำงาน Activation ให้กับแคมเปญมานานแล้ว โจทย์ตั้งต้นคือ ไม่อยากให้เป็น Festival ที่คนเดินพลุกพล่านในโรงแรม เราจึงมีความคิดว่าอยากเอางานศิลป์ให้เข้าไปอยู่ในห้อง”

ด้วยความที่โรงแรมเป็นกึ่งไพรเวต ทำให้งานลักษณะนี้ตอบโจทย์ความเป็นส่วนตัวของโรงแรม เมื่อถึงปีถัดมา พวกเขาจึงสานต่อโปรเจกต์ Hotel Art Fair เรื่อยๆ 

กระทั่ง พ.ศ. 2562 หนึ่งในงานที่เขาประทับใจมากที่สุด คืองานออกแบบ Key Visual ให้ Hotel Art Fair ในปีนั้นออกมาเป็นตัวอักษร H A F ซึ่งมาจากเหล่าน้องๆ ร่วมกันชวนเพื่อนดีไซเนอร์จากต่างประเทศมาใส่จิตวิญญาณลงไปใน Key Visual ของงาน ภายใต้ธีม Breaking Boundaries

วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ ผู้บรรจุความคิดสร้างสรรค์ในกราฟิกดีไซน์เพื่อสร้างแบรนดิ้ง
วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ ผู้บรรจุความคิดสร้างสรรค์ในกราฟิกดีไซน์เพื่อสร้างแบรนดิ้ง

“ผมชอบมันเพราะรู้สึกว่า Hotel Art Fair ปีนี้ออกมาสนุก ทั้งสนุกในระหว่างการทำงาน ตอนลงมือทำ และตอนที่เห็นมันออกมาเป็นรูปเป็นร่าง แม้กระทั่งตอนกลับมาย้อนดู ก็ยังรู้สึกว่ามันสนุกอยู่ดี”

วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ ผู้บรรจุความคิดสร้างสรรค์ในกราฟิกดีไซน์เพื่อสร้างแบรนดิ้ง
วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ ผู้บรรจุความคิดสร้างสรรค์ในกราฟิกดีไซน์เพื่อสร้างแบรนดิ้ง

Flag of Peace 

ความสนุกร่วมกระโจนลงไปในงานของ Farmgroup อย่างต่อเนื่อง วันหนึ่งวรทิตย์ได้รับอีเมลจากประเทศเนเธอร์แลนด์ที่ชวนดีไซเนอร์ทั่วโลกมาร่วมกันออกแบบธง สะท้อนให้เห็นถึงสันติภาพในแง่มุมของวัฒนธรรม และ Farmgroup เป็นศิลปินไทยเพียงกลุ่มเดียวที่ได้รับโอกาสนี้

“ที่มาที่ไปของงานจากดีไซน์แต่ละประเทศจะแตกต่างกัน ธงที่ดีไซเนอร์ทั่วทุกมุมโลกออกแบบ ส่งไปทำนิทรรศการในยุโรป จริงๆ ในไทยมีคนเก่งอยู่อีกเยอะ แต่มันเป็นความโชคดีของเราที่เขามาชวน ระหว่างทำก็คิดกันเยอะว่าจะออกแบบได้ยังไง

“ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่เฉดสีในประเทศไทยเยอะมาก ความเปิดใจของผู้คนยังไม่เยอะมาก เราเลยออกแบบตามความเข้าใจของเราในจุดนั้น และพวกเราเห็นว่าเวลาที่คนอื่นมองประเทศไทยด้วยตาเปล่า เขาจะมองเห็นสีมาก่อน สีคือสิ่งที่อยู่ในทุกวัฒนธรรมของเราจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นสีของกระจกตามวัด บนแท็กซี่ หรือแม้กระทั่งร่ม 

“ถ้าไปเดินที่ลอนดอน ไม่มีทางเห็นสีได้มากเท่ากรุงเทพฯ เราจึงรู้สึกว่า สีคือจิตวิญญาณของประเทศเรา”

วรทิตย์และทีมงานจึงได้ค่อยๆ ช่วยกันหยอดสีทีละสีลงไปในงานบนโปรแกรมโฟโต้ช้อป และค่อยๆ เบลนด์พวกมันให้เข้ากัน 

“ผมว่าสีมันเป็นสัญลักษณ์ที่ดีสำหรับใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารเรื่องสันติภาพด้วย”

คุยกับ แต๊บ-วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ แห่ง Farmgroup ถึงพลังเบื้องหลังงานออกแบบกราฟฟิกที่ทำให้สนุกและสื่อสารได้
ภาพ : Farmgroup

Out of Office

มากไปกว่าการทำกราฟิกดีไซน์ สิ่งที่ฟาร์มกรุ๊ปเป็นคือ Creative & Design Consultancy และสร้างแบรนดิ้งผ่านงานออกแบบหลากหลายแขนง

หนึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คืองานซัมเมอร์เซลล์ ซึ่งกลายเป็นนิทรรศการที่เปี่ยมล้นไปด้วยจินตนาการและคอนเซ็ปต์ออฟฟิศสุดจี๊ด

คุยกับ แต๊บ-วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ แห่ง Farmgroup ถึงพลังเบื้องหลังงานออกแบบกราฟฟิกที่ทำให้สนุกและสื่อสารได้
ภาพ : Patcha Kitchaicharoen

“ตั้งแต่ได้โจทย์มา The Mall Group ให้อิสระในการคิดกับเรา และตั้งโจทย์ได้กระตุกต่อมความคิดสร้างสรรค์ของเรามาก ได้ใส่องค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ ลงไปในโจทย์ของการเซลล์ของช่วงหน้าร้อน บางปีเป็นทะเลบ้าง สนามบินบ้าง แต่โจทย์ของปีนั้นเขาอยากได้ Co-no Working space เพราะ Co-working Space กำลังมา 

“เลยคิดกันว่า โอเค เราจะสร้างแบรนด์หนึ่งขึ้นมา และทำให้ทุกคนเชื่อว่านี่คือร้านจริงๆ และตั้งชื่อสินค้าให้เกี่ยวกับ ‘No Working Space’ ให้หมด เลยได้ว่าเป็น ‘Out of Office’” 

จากนั้นทีม Farmgroup เนรมิตออฟฟิศสุดซ่าขึ้นมา เริ่มตั้งแต่โครงสร้างที่ได้แรงบันดาลใจจากออฟฟิศญี่ปุ่นแสนน่าเบื่อ และเติมด้วยสีเทาไปจนถึงใส่สีนีออนเพื่อทำให้เป็นแบกดรอปของงาน 

“เราหยิบเสียงพรินเตอร์ที่ดังเสียงแอ๊ดๆ น่ารำคาญเข้าไป เขียนโปรแกรมขึ้นมาให้คนนั่งหน้าคอมพิวเตอร์แล้วถ่ายรูปตัวเอง และถุงช้อปปิ้งเป็นของตัวเองด้วย”

คุยกับ แต๊บ-วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ แห่ง Farmgroup ถึงพลังเบื้องหลังงานออกแบบกราฟฟิกที่ทำให้สนุกและสื่อสารได้

Holy Moly

“เราทำทุกอย่างเลย ยกเว้นชื่อ” เขาอธิบายเพิ่มถึงตัวอย่างงาน Holy Moly ซึ่งครอบคลุมสิ่งที่ฟาร์มกรุ๊ปทำ และสำหรับวรทิตย์ นี่ยังเป็นงานที่สะท้อนความเป็นไทยออกมาได้มากที่สุด

คุยกับ แต๊บ-วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ แห่ง Farmgroup ถึงพลังเบื้องหลังงานออกแบบกราฟฟิกที่ทำให้สนุกและสื่อสารได้
คุยกับ แต๊บ-วรทิตย์ แห่ง Farmgroup ถึงพลังเบื้องหลังงานออกแบบกราฟฟิกที่ทำให้สนุกและสื่อสารได้

“ผมว่าชื่อมันกวนโอ๊ยดี มันเป็นร้านพายของเพื่อนผม เขาเอาหน้าตาพายมาให้ดู ซึ่งเหมือนอยู่ในโรงแรมโอเรียนเต็ล คือดูดีและหรูหรา แต่ตั้งชื่อว่า Holy Moly เนี่ยนะ มันย้อนแย้งกันมาก ทำให้ผมรู้สึกสนุกกับมันขึ้นไปอีก” เขาเล่าติดตลก และอธิบายว่า Holy Moly แปลเป็นไทยได้ว่า ‘โอ้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย’ 

เราออกแบบร้านให้เขาด้วย ซึ่งเปิดพร้อมกับ The Commons ที่ทองหล่อเลย ทุกร้านในนั้นจะมีความเท่ มีความฝรั่ง และมีความเจ๋ง ผมก็คิดว่าแล้วเราจะทำยังไงให้ไม่เหมือนคนอื่น เลยออกมาเป็นรูปภาพพวกนี้ กับฟอนต์ Cooper Black”

คุยกับ แต๊บ-วรทิตย์ แห่ง Farmgroup ถึงพลังเบื้องหลังงานออกแบบกราฟฟิกที่ทำให้สนุกและสื่อสารได้

“ณ ช่วงเวลานั้น Art Director ของเราเป็นคนอเมริกัน เราก็ให้เขาช่วยโยนไอเดียร่วมกับทีมด้วยว่าความเป็นไทยคืออะไร เลยออกมาเป็นตุ๊กตุ๊ก คนหน้าขาว รวมถึงอีกหลายสิ่งที่ไม่ได้จบแค่ลายกนกหรือผ้าสามสีแบบเดิมๆ” 

คุยกับ แต๊บ-วรทิตย์ แห่ง Farmgroup ถึงพลังเบื้องหลังงานออกแบบกราฟฟิกที่ทำให้สนุกและสื่อสารได้

แล้วความเป็นไทยในปีนี้ สำหรับวรทิตย์ มองเห็นอะไร เราถามปิดท้ายในฐานะที่เขาได้รับรางวัลสุดยอดนักออกแบบไทย

“ผมคิดว่าน่าจะเป็นพลังของคนรุ่นใหม่” เขาตอบอย่างรวดเร็ว 

“มันน่าจะเป็นรูปแบบของเสียง ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองอย่างเดียว แต่เราอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเจเนอเรชัน และเป็นช่องว่างระหว่างการเปลี่ยนแปลง ซึ่งไม่อาจมองเห็นด้วยตา แต่เป็นความคิดของคนรุ่นใหม่ 

“แม้ผมอาจไม่เข้าใจเขาได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ผมคิดว่าเขาคือ Subject หลักของประเทศเราในตอนนี้ มันคือบทสนทนาหลักในสังคม และคือพลังที่เราเรียกว่า Youth Power”

5 วิธีคิด-วิธีทำงานที่อยากส่งต่อถึงกราฟิกดีไซเนอร์รุ่นใหม่

01 จงเรียนรู้อย่างอื่นที่ไม่ใช่แค่งานออกแบบ 

ผมอยากให้เรียนรู้เรื่องความรู้รอบตัวด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำธุรกิจ หาพาร์ตเนอร์ที่ดูเรื่องบัญชี อย่างน้อยรู้เรื่องภาษีก็ดี อย่าใช้ชีวิตศิลปินให้ตัวเองล้มเหลว แต่จงรู้จักแบรนดิ้งตัวเอง 

02 จงร่วมสร้าง Value ของอาชีพร่วมกัน 

ก่อนหน้านี้พี่ๆ นักออกแบบเองได้พยายามจัดตั้งสมาคมเพื่อยกระดับอาชีพดีไซเนอร์ โดยเฉพาะกราฟิกดีไซเนอร์ เพราะเป็นอาชีพที่เพิ่งมีมาไม่กี่ปีในประเทศไทย เป็นอาชีพใหม่ที่บางคนมองว่าเป็นงานอดิเรก มองว่าทำแป๊บเดียวทำไมต้องคิดตังค์ แต่มันไม่ใช่ เราต้องสร้างคุณค่าของมันให้คนทุกคนประจักษ์และรู้สึกได้ว่าอาชีพเราใช้ประสบการณ์นะ เพราะก่อนหน้านี้สมาคมสถาปนิกฯ ทำให้อาชีพเขามีลิมิตค่าจ้างขั้นต่ำได้ ตรวจสอบทุจริตได้ มีกฎเกณฑ์แต่ละอย่างที่มันแฟร์ ผมว่านี่เป็นสิ่งที่กราฟิกดีไซเนอร์ไม่มี

03 ถามตัวเองอยู่เสมอว่ารักในอาชีพนี้ไหม

ในอาชีพออกแบบ เราต้องรีเช็กกับตัวเองว่า ไฟคุณยังมีอยู่หรือเปล่า แล้วถ้ามันไม่มีแล้ว คุณก็ยังไม่ต้องทำก็ได้ อาจจะหาอะไรที่มีความสุขอย่างอื่นทำดีกว่า เพราะว่าทำอะไรที่มันมีความสุขแล้วประสบความสำเร็จด้วย ยิ่งดี และยิ่งมีประโยชน์ต่อคนอื่นนะ

04 จงมองให้เห็นคุณค่าในสิ่งเล็กๆ 

ถ้ามีโอกาส เราก็จะใช้วิชาที่เรามี ทำให้สังคมดีขึ้นให้ได้เหมือนกัน ผมนับถือแก๊ง MAYDAY ที่เขาทำป้ายรถเมล์ออกมาได้ขนาดนี้ ผมว่ากราฟิกดีไซน์มันก็ทำให้โลกเราดีขึ้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีภาพความเป็นโอทอป อาจเริ่มต้นจากเรื่องใกล้ตัวมากๆ อย่างฟอนต์วัดสายตาก็ได้

ผมว่าตอนนี้พอมีโซเชียลมีเดีย ทำให้คนไทยมีการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) ขึ้นเยอะ และผลกระทบต่อสังคมทำให้คนสร้างงาน หรือเจ้าของแบรนด์ ดีไซเนอร์เอง ละเมียดละไมกับสิ่งที่เราจะทำมากขึ้น และถ้าคิดจะทำงานกับชาวบ้าน ต้องคิดด้วยว่าการทำงานนี้จะช่วยเขาจริงหรือเปล่า และต้องเป็นวิธีคิดที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่ใช้เป็นภาพ PR แต่ไม่ได้ช่วยอะไรเขาจริงๆ 

05 จงสร้างคุณค่าให้ตัวเอง

ไม่มีกฎข้อไหนที่ดีไซเนอร์จะต้องทำงานดึกหรือทำงานเสาร์-อาทิตย์ แต่คุณต้องมีวินัย ซึ่งการมีวินัยคือการตระหนักว่าคุณใช้เวลากับงานไปเท่าไหร่ และได้อะไรแค่ไหน อยากฝากให้ใช้เวลาให้มีประโยชน์ จะได้ไม่โดนเอาเปรียบ เพื่อที่เราจะได้มี Work Life Balance ที่ดีขึ้น

Writer

Avatar

ฐาปนี ทรัพยสาร

อดีตนักเรียนหนังสือพิมพ์ที่ก้าวเข้าสู่วงการประชาสัมพันธ์ ผู้เชื่อมั่นว่าตัวอักษรสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ หลงใหลในวัฒนธรรมและมนุษย์

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Designer of the Year

วิธีคิดเฉียบคมเบื้องหลังงานเด็ดของนักออกแบบแห่งปี

ด้วยคุณสมบัติ ทองเหลืองคือวัสดุอันแข็งกร้าว เป็นโลหะที่ได้ชื่อว่าแกร่งสุดในยุคสำริด

ด้วยการออกแบบ ทองเหลืองกลายเป็นเครื่องเรือนชิ้นงามที่โอนอ่อนพลิ้วไหว แต่ยังซ่อนความมั่นคงไว้ภายใน ผ่านฝีมือ วัฒน์-อภิวัฒน์ ชิตะปัญญา นักออกแบบเจ้าของรางวัล Designer of the Year 2021 สาขา Furniture Design ผู้พลิกคุณสมบัติทางสายตาของวัสดุไปอย่างสิ้นเชิง แปรเปลี่ยนให้เหนือชั้นกว่าฟังก์ชันที่มี

ปัจจุบัน อภิวัฒน์เป็นที่รู้จักในฐานะดีไซเนอร์ประจำแบรนด์ MASAYA แต่ก่อนหน้านี้ เขาร่วมงานกับบริษัทต่างชาติอย่าง Alexander Lamont, Restrogen ทำงานตกแต่งผนังกับ Zen Forum ให้ Philips Collection ร่วมงานออกแบบกับแบรนด์ไทย ทั้ง Deesawat และ Prempracha รวมถึงกระโดดไปทำงานจิวเวลรี่กับ Nova Collection อีกด้วย

ตลอดเส้นทางดีไซเนอร์ อภิวัฒน์ยังพาผลงานไปอวดโฉมตามเทศกาลงานดีไซน์ทั่วโลก ตั้งแต่งาน Maison&Objet ที่ปารีส Bologna Design Week ประเทศอิตาลี Good Design Exhibition ณ กรุงโตเกียว London Design Festival ในอังกฤษ เป็นต้น กวาดรางวัลทั้งเวทีไทยและเทศมากมาย ชนิดที่ว่าถ้าหากให้ไล่เรียงทั้งหมดคงต้องใช้เนื้อที่อีกหลายบรรทัด

เขาหลอมรวมศิลปะเข้ากับงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์ได้อย่างแยบคายและเหนือชั้น ไม่ใช้เพียงทองเหลือง-วัสดุที่เจ้าตัวถนัด วัฒน์ยังจับสเตนเลส เหล็ก ไม้ ไปถึงเซรามิก มาสร้างสรรค์ศิลปะตกแต่งชิ้นงามด้วยแนวคิดเดียวกัน

ต่อไปนี้คือวิธีคิดวิธีทำงาน ที่หลอมรวมตัวตนเข้ากับการสร้างแบรนด์จากนักออกแบบแห่งปีคนนี้

วัฒน์-อภิวัฒน์ ชิตะปัญญา นักออกแบบเจ้าของรางวัล Designer of the Year 2021 สาขา Furniture Design

ศิลปะ + ประยุกต์

อภิวัฒน์เติบโตในครอบครัวศิลปินขนานแท้ มีพ่อเป็นครูสอนศิลปะคนแรกในชีวิต จึงไม่น่าประหลาดใจอะไรหากเขาจะมุ่งมั่นเอาดีบนถนนสายนี้อย่างเต็มตัวตั้งแต่เด็ก

หลังจบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพจากวิทยาลัยช่างศิลป และได้เข้าเรียนต่อระดับปริญญาตรีที่ภาควิชาวิจิตรศิลป์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ก่อนมาศึกษาด้านประยุกต์ศิลป์ในระดับปริญญาโท ที่คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หล่อหลอมแนวคิดสำคัญในการทำงานศิลปะให้แก่เขา

วัฒน์-อภิวัฒน์ ชิตะปัญญา นักออกแบบเจ้าของรางวัล Designer of the Year 2021 สาขา Furniture Design

“ถ้าเป็นศิลปิน การวาดรูปหนึ่งชิ้นเพื่อนำไปวางไว้ที่พิพิธภัณฑ์ อาจจะเพื่อตัวเอง คนจะชอบหรือไม่ชอบอีกเรื่องหนึ่ง แต่งานมักออกมาจากตัวตน

“แนวคิดของประยุกต์ศิลป์คือการทำงานศิลปะ จะเป็นประติมากรรมหรือภาพพิมพ์ก็ได้ แต่ต้องมีเป้าหมายชัดเจนว่า ผลงานชิ้นนี้จะเอาไปไว้ที่ไหนนอกจากมิวเซียม อาจไปประดับสถานที่ใดที่หนึ่ง ฉะนั้น แทนที่เนื้อหาจะออกมาจากตัวเราอย่างเดียว ก็ต้องมีส่วนที่แชร์กันคนละครึ่งกับอาคาร สถานที่ หรือว่าเรื่องราวของสถาปัตยกรรมนั้นๆ”

วัฒน์-อภิวัฒน์ ชิตะปัญญา นักออกแบบเจ้าของรางวัล Designer of the Year 2021 สาขา Furniture Design

ช่วงสั้นๆ หลังเรียนจบ บัณฑิตหนุ่มก็ปั้นธุรกิจส่วนตัวขึ้น เป็นแบรนด์ของแต่งบ้านที่ฟังก์ชันการใช้งานและดีไซน์ออกมาจากตัวเขาขนานแท้ อภิวัฒน์ได้เก็บเกี่ยวคอนเนกชันและรู้จักผู้คนในแวดวงวิชาชีพอย่างโลดโผนตลอดอายุกิจการ 3 ปี ก่อนจำต้องพับโปรเจกต์ลงเพราะความไม่เจนตลาด

น้ำเสียงคู่สนทนาไม่เผยความผิดหวังที่ต้องเลิกกิจการแรกของตัวเองไปแม้แต่น้อย เพราะมีบริษัทต่างชาติมากมาย ทั้ง Alexander Lamont ผู้มาจ้างวานให้ทำงานตกแต่งผนัง เล่นสนุกกับ Restrogen ประสานมือกับ Zen Forum กรีดแผ่นเหล็กเป็นดอกประการังฟรีฟอร์ม ราวกับกระดาษ

ทั้งหมดส่งให้เขารื่นเริงอยู่กับงานตามแต่เส้นสายสัมพันธ์ของคนรู้จักที่จะพาไปเจอ

ศิลปะ + ตกแต่ง

MASAYA เป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์สัญชาติไทยที่เริ่มต้นจากธุรกิจทำรูปปั้นสัตว์-พระพุทธรูปหล่อ ส่งออกในชื่อ Asia Collection ต่อมาลูกค้าเริ่มนำแบบเฟอร์นิเจอร์ทองเหลืองแบบตะวันตกมาสั่งผลิต จึงค่อยๆ เปลี่ยนสถานะเป็นกึ่งผู้ขายกึ่งโรงงานรับทำตามออเดอร์ ก่อนต่อยอดไปเป็น MASAYA ที่ผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์โดยเฉพาะอย่างเต็มตัว 

หลังจากวิ่งเล่นในวงการศิลปะตกแต่งอยู่พักหนึ่ง อภิวัฒน์ก็เข้ามาร่วมงานกับ MASAYA ในฐานะนักออกแบบหลัก ย้อนไปเมื่อ 6 ปีก่อน ผลงานชิ้นแรกที่สร้างชื่อให้เขาคือ ‘Feather’ งานสเตนเลสเชื่อมมือทีละเส้นที่แสดงความประณีตเหนือชั้นและใช้เวลาทำราว 2 เดือน จนคว้ารางวัล DEmark และ PE Award มาครอง

วัฒน์-อภิวัฒน์ ชิตะปัญญา นักออกแบบเจ้าของรางวัล Designer of the Year 2021 สาขา Furniture Design

“ตอนเริ่มออกแบบเป็นงานทองเหลือง แต่เพราะทำกับ MASAYA ปีแรก ยังไม่รู้มือว่าช่างปั้นทำตามแบบได้ไหม การหล่อก็มีปัญหาเยอะ พอออกมาไม่ตรงกับที่ต้องการทีเดียวก็เลยถอดแบบมาเป็นอีกงานหนึ่ง ซึ่งเป็นการเชื่อมสเตนเลสจากลวดชิ้นเล็กๆ ประมาณสองมิลลิเมตร แล้วค่อยๆ เชื่อมกันแทน

“ช่วงแรกผมต้องทำเป็นต้นแบบไว้ก่อน แล้วถ่ายทอดให้ช่างอีกที แต่พอผ่านมาสองสามปี ก็เริ่มปรับเทคนิคต่างๆ ให้เข้ากันได้แล้ว งานก็ค่อนข้างเป็นอย่างที่หวังไว้ แต่ก็ยังต้องพัฒนาต่อไป”

จากเดิมตั้งต้นว่าจะทำของตกแต่งขาย เพราะปูนปั้นเหล่านั้นไม่ได้มีฟังก์ชันพิเศษอื่นใดนอกจากเป็นเครื่องประดับชิ้นเขื่อง อภิวัฒน์ค่อยๆ เขียนนิยามสิ่งที่เขาทำขึ้นใหม่ ว่าเป็นศิลปะตกแต่งซึ่งใช้รสนิยมความงามนำฟังก์ชันการใช้งาน โดยมีฐานลูกค้าเก่าของโรงงาน-กลุ่มคนที่อุดหนุนประติมากรรมและงานทองเหลือง ช่วยซัพพอร์ตให้แบรนด์ตั้งไข่ได้ ไม่นานจึงค่อยๆ มีลูกค้าหน้าใหม่เข้าหา

วัฒน์-อภิวัฒน์ ชิตะปัญญา นักออกแบบเจ้าของรางวัล Designer of the Year 2021 สาขา Furniture Design

“ความต่อเนื่องสำคัญมาก” คู่สนทนาเล่าถึงแนวคิดในการทำงานช่วงนั้น

“มันทำให้คนเห็นภาพว่าแบรนด์นี้ทำงานแบบไหน ส่งผลโยงกันตั้งแต่ชิ้นแรกถึงชิ้นสุดท้าย ครั้งหนึ่งไปออกงาน Maison&Objet ลูกค้าทิ้งนามบัตรไว้แล้วก็ไม่ได้สนใจอะไร พออีกปีเขาถึงกลับมาซื้อสินค้าตัวแรกที่เราไปโชว์ ไม่ได้ซื้อตัวใหม่ด้วย เพราะเวลาศิลปินทำงานศิลปะอย่างต่อเนื่อง คนจะเห็นและเชื่อมั่นว่ามันออกมาจากตัวตนจริงๆ งานมีคุณภาพ ไม่ได้ฉาบฉวย”

วัฒน์ อภิวัฒน์ นักออกแบบเจ้าของรางวัล Designer of the Year 2021 สาขา Furniture Design

ศิลปะ + เฟอร์นิเจอร์

เพราะใช้สุนทรียะเป็นเข็มทิศในการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ กระบวนการทำงานของวัฒน์จึงมักเริ่มต้นจากการนำองค์ประกอบทางศิลปะเป็นวัตถุดิบหลักแล้วค่อยคิดต่อยอดออกไป แต่ก็ไม่ลืมใส่ฟังก์ชันการใช้งานเข้าไปด้วยทุกครั้ง

“ผมมักรู้สึกว่างานเพนต์ที่มีแค่สีขาวดำนั้นแบน แต่หากเป็นขาว ดำ เทา ก็จะเริ่มมีมิติขึ้นมาบ้างแม้เป็นงานสองมิติ ผมเอาแนวคิดนี้มาใช้กับประติมากรรม ซึ่งเป็นสามมิติอยู่แล้ว แต่จะมีบางส่วนที่คนมองไม่เห็น อาจเพราะธรรมชาติของมนุษย์ จึงไม่ค่อยทำอะไรที่เป็นก้อนมวลมากนัก มีสามสเต็ปเป็นอย่างต่ำ อย่างทองเหลือง ก็ทำให้มีเส้นหนา เส้นกลาง เส้นเล็ก มีบางพื้นผิวที่ถูกแสงส่องเพื่อให้เกิดน้ำหนักและเงา ภาพที่ออกมาจึงค่อนข้างมีเอกภาพ

“ส่วนฟังก์ชันนั้นเป็นเรื่องรอง เพราะลูกค้ากลุ่มนี้มีของที่ใช้งานได้ดีมากเกินพอแล้ว เขาไม่ได้เอาไปใช้จริงแน่นอน ผมเลยเน้นองค์ประกอบทางศิลปะ ซึ่งเป็นรูปแบบและเทคนิคเฉพาะของตัวเองมากกว่า”

อภิวัฒน์ ชิตะปัญญา ดีไซเนอร์ผู้พาศิลปะเข้าไปอยู่ในเฟอร์นิเจอร์และชีวิตประจำวัน

อภิวัฒน์ไม่ได้ใส่ฟังก์ชันลงไปเพื่อการใช้งานโดยตรง แต่มันมีหน้าที่เปลี่ยนงานศิลปะซึ่งอาจฟังดูสูงส่งเข้าใจยาก เป็นเครื่องใช้ไม้สอยที่คนทั่วไปรู้จักคุ้นเคย และเป็นกลยุทธ์ลับในการการพาศิลปะเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวัน

ดีไซเนอร์คู่สนทนาเผยไต๋ถึงแนวคิดในการทำศิลปะตกแต่งอย่างหมดเปลือก ก่อนเฉลยเทคนิคการเรียกความสนใจให้แบรนด์ผ่านสินค้าชิ้นโบว์แดง ที่แม้แพงจนไม่มีใครเอื้อมถึง แต่จำเป็นต้องมี

“การใช้วัสดุให้แตกต่างจากสามัญสำนึกของคนทั่วไป คือสิ่งที่จะทำให้งานแต่ละชิ้นอิมแพคขึ้น” เขาว่า

“เวลาไปออกงานแฟร์ จำเป็นต้องมีสินค้าที่อิมแพคเพื่อโชว์ศักยภาพโรงงาน อาจไม่มีคนซื้อตัวนั้นก็ได้ แต่ลูกค้าจะมาหยุดคุยกับเราและมองตัวอื่นต่อ ตรงนี้ต่างหากที่สำคัญ เราทำงานเพื่อขายอย่างเดียวไม่ได้ เหมือนเป็นการทำแบรนด์อย่างหนึ่ง หากมีสินค้าไฮไลต์สักชิ้น จะทำให้คนรู้จักเร็วขึ้นและติดตามแบรนด์เราต่อไปในภายหน้าว่าพัฒนาไปอย่างไร ต่อให้เขาไม่ซื้อ ก็อาจมาสั่งโรงงานเราผลิต มีรายได้เข้าอีกทางอยู่ดี” ดีไซเนอร์มากประสบการณ์อธิบายวิธีเรียกร้องความสนใจและสร้างความโดดเด่น เมื่อต้องเข้าไปอยู่ในงานจัดแสดงขนาดใหญ่

อภิวัฒน์ ชิตะปัญญา ดีไซเนอร์ผู้พาศิลปะเข้าไปอยู่ในเฟอร์นิเจอร์และชีวิตประจำวัน

ศิลปะ + ตัวตน

ปกติ ศิลปินหรือดีไซเนอร์ผู้เล่นกับวัสดุแต่ละคน มักเป็นที่รู้จักอย่างเฉพาะเจาะจง ว่าเชี่ยวชาญแมททีเรียลชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นพิเศษ ซึ่งนั่นมีส่วนทำให้ภาพจำเอกลักษณ์ในเชิงออกแบบเลือนรางลงไปไม่น้อย แต่อภิวัฒน์คือดีไซเนอร์ผู้ใช้วัสดุหลากหลาย จับทางยาก เราจึงต้องถามออกไปอย่างโจ่งแจ้งว่าสไตล์และตัวตนของเขาเป็นอย่างไร

“ผมไม่ได้มีสไตล์ เพราะทำหลายอย่างนอกจากทองเหลือง มีเซรามิก เหล็ก ไปจนถึงจิวเวลรี่ ผมว่าต้องให้คนนอกมองเข้ามา จะเห็นว่ามันไม่เกี่ยวกับวัสดุ แต่จะมีบุคลิกบางอย่างที่ผมถ่ายทอดลงไปมากกว่า”

อภิวัฒน์ ชิตะปัญญา ดีไซเนอร์ผู้พาศิลปะเข้าไปอยู่ในเฟอร์นิเจอร์และชีวิตประจำวัน
รู้จักตัวตน แนวคิด และกระบวนการทำงานของนักออกแบบเจ้าของรางวัล Designer of the Year 2021 สาขา Furniture Design

“อาจดูโบราณหน่อย แต่ผมถูกสอนว่าเวลาทำงานศิลปะ ไม่ว่าจะออกแบบแพตเทิร์นได้สวยแค่ไหน แต่ถ้ามันซ้ำมากๆ มันสวย แต่น่าเบื่อหน่าย ดังนั้น ต้องทำอะไรให้มีความแตกต่างสักสิบถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ความสวยนั้นมีเสน่ห์ ผมจึงใส่ดีเทลเล็กๆ ซ่อนเอาไว้นิดหนึ่ง งานผมจึงมักไม่เสมอกัน ไม่ค่อยเท่ากัน”

วัฒน์โชว์ภาพผลงานชิ้นสำคัญประกอบบทสนทนาเพื่อให้เราเห็นภาพ เป็นคอลเลกชัน Ink ที่เขาทำขึ้นเมื่อ ค.ศ. 2019 หลังจากเขาเริ่มรู้มือกับช่างในโรงงานแล้ว จึงใส่เทคนิคพิเศษมากมายซึ่งสะท้อนตัวตนของเขาลงไป

รู้จักตัวตน แนวคิด และกระบวนการทำงานของนักออกแบบเจ้าของรางวัล Designer of the Year 2021 สาขา Furniture Design

“สังเกตว่างานผมจะไม่มีทองเหลืองสำเร็จรูป เราต้องการโชว์ศักยภาพโรงงานเพื่อให้รู้ว่าถ้าไม่ใช่โรงหล่อก็ทำไม่ได้ ดังนั้น เวลาขึ้นรูปจะมีมิติเป็นเส้นหนาเส้นบางอยู่ด้วยกัน เพื่อให้มองมุมกลับได้ว่า ทำทองเหลืองที่ดูหนักให้เบาได้ยังไง และทำสีพิเศษขึ้นด้วย ตัวนี้เป็นจุดแข็งที่ทำให้เรามีคู่แข่งน้อย มันออกมาสมบูรณ์ตามที่ผมตั้งใจไว้และค่อนข้างเป็นตัวผม

“เริ่มต้นจากเก้าอี้ก็จริง แต่สุดท้ายลูกค้าอยากได้คอนโซล โต๊ะข้าง หรือโต๊ะกินข้าว เราก็ต่อยอดออกมาเรื่อยๆ หลายอย่างก็มาจากลูกค้าแนะนำ” เขาเล่าอย่างอารมณ์ดี น้ำเสียงเปิดเผยว่าเจ้าตัวมีความสุขที่ได้ทำ

รู้จักตัวตน แนวคิด และกระบวนการทำงานของนักออกแบบเจ้าของรางวัล Designer of the Year 2021 สาขา Furniture Design

“หรืออย่างชิ้น Peacock ที่ทำให้ Touchable” วัฒน์ชวนเราดูผลงานอีกชิ้น

“แพตเทิร์นไม่ชัดเจน ผมจึงต้องคิดไปทำไป โยนแบบจากกระดาษให้ช่างเลยไม่ได้ ต้องทำแพตเทิร์นต้นแบบให้เขาดูก่อน ดูช่องไฟและอธิบายให้เห็นภาพ งานนี้ใช้เทคนิคเดียวกัน แต่ปกติ Alexander Lamont ชอบใช้สีน้ำตาล เราจึงต้องเอาไปทำดำก่อน ซึ่งมีคนเชื่อมเป็นน้อยมาก”

รู้จักตัวตน แนวคิด และกระบวนการทำงานของนักออกแบบเจ้าของรางวัล Designer of the Year 2021 สาขา Furniture Design

“ถ้าวัสดุไม่ได้ต่างจากคนอื่นเท่าไหร่ ต้องหาความแตกต่างให้เจอ อาจเป็นความแตกต่างโดยรูปแบบ หรือความแตกต่างในรายละเอียด มันสร้างเอกลักษณ์ให้แบรนด์ได้” เขาชวนคิด

ศิลปะ + นวัตกรรม

แม้ว่าผลงานชิ้นหนึ่งๆ จะยืนระยะในตลาดได้พักใหญ่ แต่อภิวัฒน์ยังยืนยันว่าต้องหมั่นสร้างสรรค์งานใหม่ๆ ออกมาให้เป็นที่รับรู้อยู่เสมอ เพื่อแสดงวิสัยทัศน์และพัฒนาการของแบรนด์ ลูกค้าอาจไม่ได้สนใจซื้อหรือเป็นที่ฮือฮาในตลาดเสียทุกครั้ง แต่สิ่งที่ได้กลับไปแน่ๆ คือคำแนะนำซึ่งมีประโยชน์มหาศาล

“กระบวนการมันพัฒนาไปเรื่อยๆ ตามเทคโนโลยี แต่เครื่องมือเราไม่ได้แตกต่างจากคนอื่น เพราะฉะนั้น ต้องใส่จินตนาการ คิดตีความใหม่ ใช้ศักยภาพของเครื่องมือนั้นมาทำให้แตกต่าง แม้จะใช้เวลาผลิตนานขึ้น แต่ผมว่าคุ้มค่า

อย่างงาน bark หรือตอไม้พวกนี้ จริงๆ คนทำเยอะแล้ว ทั้งเรซิ่น ทองเหลือง ผมเลยไปเลาะเปลือกไม้เก่า ซึ่งเป็น เท็กเจอร์ที่สวยแล้วออก เอากระดาษลูกฟูกแปะทับทำเป็นแบบหล่อใหม่ ตอไม้นี้ก็จะมีเฉพาะแบรนด์เรา

“บางอย่างที่มีอยู่แล้ว เพียงจัดการอะไรเพิ่มนิดหนึ่ง ก็ทำให้แบรนด์แตกต่างได้ ตอไม้เดิมก็สวย แต่คนจำไม่ได้หรอก ตอไม้แบบนี้ ถ้าคนจะไปหล่อตาม ก็ต้องซื้อของผมไปทำเป็นพิมพ์

รู้จักตัวตน แนวคิด และกระบวนการทำงานของนักออกแบบเจ้าของรางวัล Designer of the Year 2021 สาขา Furniture Design
รู้จักตัวตน แนวคิด และกระบวนการทำงานของนักออกแบบเจ้าของรางวัล Designer of the Year 2021 สาขา Furniture Design

นวัตกรรม คือสิ่งที่ผู้ผลิตแต่ละเจ้ามีแทบจะไม่แตกต่างกัน แต่ศักยภาพในการใช้นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และเอกลักษณ์ของดีไซเนอร์ต่างหาก คือตัวแปรที่จะทำให้แบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งโดดเด่นขึ้นมาจากผู้เล่นอื่นในเกม

วัฒน์ค่อยๆ ชวนเราทำความรู้จักตัวตนเขาผ่านผลงาน ก่อนดึงเรากลับสู่โลกความจริงว่า ยังมีปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งซึ่งมีผลต่อการทำงานมากๆ คือช่างฝีมือ

“เขาไม่ใช่ช่างปั้นแบบอาร์ทิสต์ แต่เป็นช่างปั้นในโรงงาน แรกๆ ก็พยายามเคี่ยวเข็ญ ตอนหลังถึงรู้ว่าเราเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือไม่ได้ ต้องค่อยๆ หยอดเข้าไป ผมจะขึ้นรูปทรงเองแล้วให้เขาไปปั้นตาม ขยับให้ยากขึ้นทีละนิดจนตอนนี้เขารับทำหมด ดีไม่ดีอีกเรื่องนะ แต่ไม่ปฏิเสธ อยากลองทำ แต่ละคนถนัดไม่เหมือนกัน เราต้องเรียนรู้คนไปด้วย

“แต่ตอนนี้โรงหล่อทองเหลืองก็ปิดตัวลงไปเยอะแล้ว เพราะวัสดุแพงมากและงานหล่อพระแบบเดิมๆ น้อยลงทุกที ต้องปรับตัวมาทำงานประเภทนี้กัน โรงงานที่ผมทำอยู่ก็อาจจะต้องปิดตัวลงไปสักวันถ้าไม่มีคนสืบทอด” 

หลังนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์บรรยายภาพการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมที่เขาคลุกคลีด้วยน้ำเสียงห่วงใยเจือเสียดาย เขาก็ทิ้งท้ายด้วยแนวคิดการทำงานข้อสำคัญว่า

“งานแบบนี้ไม่ควรเชื่อมั่นว่าต้องขายได้อย่างเดียว แต่ควรเชื่อมั่นในความชอบก่อน ผมเริ่มต้นจากความอยากเห็นงานตัวเองเป็นรูปเป็นร่าง ไม่ได้มองว่างานชิ้นนี้จะขายได้เสียทีเดียว ผมนั่งสเก็ตช์งานทุกวัน ไม่ทิ้งมันเพราะคือความชอบ ถ้าทิ้งไปเพราะไม่ได้เงินแปลว่าไม่ได้ชอบจริง”

วัฒน์-อภิวัฒน์ ชิตะปัญญา นักออกแบบเจ้าของรางวัล Designer of the Year 2021 สาขา Furniture Design

5 คำแนะนำถึงดีไซเนอร์รุ่นใหม่จากนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์รุ่นพี่มากประสบการณ์

01 บาลานซ์

“ต้องบาลานซ์งานขายกับงานส่วนตัวที่เราชอบให้ดี บางอย่างจำเป็นต้องทำเพื่อตอบสนองการใช้งานของลูกค้า แต่ถ้ามีโอกาสก็ควรแทรกตัวตนของเราเข้าไปในสินค้า ไม่ต้องมาก เพราะบางทีถ้าใส่ตัวตนลงไปมากๆ แล้วอาจยืนระยะอยู่ได้ไม่ยาว”

02 แรงบันดาลใจ

“งานประเภทนี้ ถ้าไม่มีแรงบันดาลใจ โปรดักต์จะไม่มีพลัง โต๊ะจะเป็นแค่โต๊ะ เป็นเครื่องวางของ ไม่มีพลังงานเข้าไปอยู่ในนั้น ไม่สื่อสารระหว่างคนผลิตกับผู้ใช้งาน เหมือนผลิตจากเครื่องจักรในโรงงาน เพราะฉะนั้น ต้องมีแรงบันดาลใจของคนออกแบบด้วย”

03 จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์

“การใส่จิตนาการเข้าไปในชิ้นงานจะทำให้งานแตกต่าง เพราะจินตนาการมาจากประสบการณ์ส่วนตัวว่า คนคนนั้นอ่านหนังสืออะไรมา จินตนาการทำให้โปรดักต์มีชีวิตอิสระและหลุดออกจากกรอบได้ งานที่หลุดกรอบอาจขายไม่ได้ แต่ถ้าไม่ใช้จินตนาการทำให้หลุดกรอบบ้าง ก็ต่อยอดออกไปไม่ได้จริงๆ”

04 วัสดุ

“ไม่ว่าเป็นวัสดุธรรมชาติหรือโลหะ พอมองจุดแข็งจุดอ่อนออกแล้ว ต้องพลิกกลับอีกทีหนึ่ง อย่าไปใช้วัสดุตรงๆ มองแบบนี้เราจะทำงานแตกต่างจากสามัญสำนึกคนทั่วไป”

05 ความต่อเนื่อง

“งานชิ้นแรกที่ออกมาดี ลูกค้าอาจแค่เฝ้ามอง แต่ถ้าเราทำต่อเนื่องจนมีสไตล์ ลูกค้าจะเห็นตัวตนประสบการณ์ และทักษะของนักออกแบบออกมานอกเหนือจากความสวยงาม ก็เหมือนการเล่าเรื่องที่เราอาจไม่ต้องเขียนเล่าให้เขาฟังโดยตรง แต่เขามองเห็นได้จากงานแต่ละชิ้นจนเกิดความเชื่อมันขึ้นเอง”

Writer

Avatar

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load