เรามาจากสายอาชีพงานดีไซน์เหมือนกัน แต่สารภาพจากใจจริง ก่อนหน้าที่จะได้คุยกับ แต๊บ-วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เราไม่รู้จริง ๆ ว่าการทำ Branding จะสนุกขนาดนี้ แบบที่ฟังจบแล้วอยากจะลองอยู่ในกระบวนการคิดแบบนั้นบ้าง

ความสนุกที่หมายถึงคือความมีระบบระเบียบ มีแพตเทิร์น ในขณะเดียวกันก็อิสระและไร้ขอบเขต (ฟังดูย้อนแย้งเหมือนเพลง Getsunova แต่หากอ่านจนจบแล้วคุณคงเข้าใจ)

อาจเป็นเพราะคนเล่าเอ็นจอยกับงานมากด้วย

วรทิตย์เป็นเจ้าของออฟฟิศชื่อ Farmgroup ที่ทำงานครอบคลุมหลายอย่างของ Brand Experience รวมถึงงานดีไซน์อื่น ๆ ที่อยากทำและทำได้

The Cloud เคยคุยกับวรทิตย์ไปแล้ว เมื่อครั้งที่เขาได้รางวัลนักออกแบบแห่งปี สาขา Graphic Design จากเวที Designer of the Year 2020 ครั้งนี้เราขอมาคุยกับเขาอีก โดยเจาะไปที่งานถนัดของวรทิตย์อย่างการออกแบบโลโก้ และงานอื่น ๆ โดยรอบที่เกี่ยวข้อง โดยมีงาน ‘เวทีราชดำเนิน’ ที่เพิ่งออกมาไม่นานเป็นตัวชูโรง

“พี่ไม่มีออฟฟิศแล้วนะ ขายเฟอร์นิเจอร์ทิ้งหมดเลย ตอนนี้เรา Work from Anywhere จะไป Work from the Beach ก็ได้” ดีไซเนอร์ใหญ่พูดด้วยท่าที่สบาย ๆ เป็นเหตุผลที่เรานัดพบกันที่โชว์รูมเฟอร์นิเจอร์สวย ๆ อย่าง Chanintr Work สุขุมวิท ซอย 26

In Design วันนี้ ขอเชิญทุกคนพบกับวรทิตย์กันอีกสักครั้ง เขาจะมาเล่าเกี่ยวกับที่มาที่ไปของอาชีพ วิธีการทำงาน และเบื้องหลังการดีไซน์ของหลาย ๆ งานให้เราฟังอย่างเอ็กซ์คลูซีฟ

โลโก้เวทีมวยราชดำเนินโฉมใหม่ และสารพันการออกแบบโลโก้ของ แต๊บ-วรทิตย์ แห่ง Farmgroup

Tips of The Iceberg
แค่ยอด แต่เห็นชัดที่สุด

ย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างดีไซเนอร์คนนี้กับโลโก้สักหน่อย 

“พี่เรียนไม่เก่ง” วรทิตย์พูดเปิดด้วยประโยคนี้

เด็กชายวรทิตย์ชอบศิลปะมาแต่ไหนแต่ไร แรกเริ่มเลยเขาอยากเป็นสถาปนิก แต่ด้วยความที่ไม่สันทัดทางวิชาการอย่างคณิตศาสตร์หรือฟิสิกส์ เขาจึงมองหาอาชีพอื่นที่ได้ขีด ๆ เขียน ๆ 

วรทิตย์เลือกเรียนแอนิเมชันในระดับมหาวิทยาลัยใน 2 ปีแรก ที่ PennWest รัฐ Pennsylvania ก่อนจะค้นพบตัวเองตอนที่ได้กลับมาฝึกงานที่บริษัท The Bandits ที่ไทยเมื่อเรียนจบชั้นปีที่ 2 ว่า การทำ ‘โลโก้’ เป็นศาสตร์ที่โดนใจคนอย่างเขามากที่สุด

The Bandits แปลว่า กองโจร ที่นั่นเป็น Production House ที่เป็นเหมือนมือปืนรับจ้างถ่ายโฆษณา ถ่ายทำวิดีโอ ทั้ง Stationary System อย่างบนนามบัตร ซองจดหมาย หรือหัวจดหมายของพวกเขาจะมีเหล่าโจรเจ๋ง ๆ เป็นโลโก้สลับผลัดเปลี่ยนกันไป ทั้งตี๋ใหญ่ ลูแปง โรบินฮู้ด หรือชอลิ้วเฮียง 

“ตี๋ใหญ่ก็คือยิงนัดเดียวจอด แม่น! บอกคุณสมบัติของบริษัทว่าไม่พล่าม ไม่ไร้สาระ ส่วนโรบินฮู้ดก็ปล้นคนรวยเอามาให้คนจน เป็นบริษัทที่มีความดี”

“พี่ Amaze กับมันมาก นี่มันหัวจดหมายอะไร” เขาเล่าด้วยน้ำเสียงที่ทำให้เราเชื่อ ว่าเขา Amaze จริง ๆ 

โลโก้เวทีมวยราชดำเนินโฉมใหม่ และสารพันการออกแบบโลโก้ของ แต๊บ-วรทิตย์ แห่ง Farmgroup

“ตอนนั้นเราก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องกราฟิกดีไซน์ไง เราแค่เข้าใจว่าหัวจดหมายมันต้องมีโลโก้บริษัทใหญ่ ๆ มาเจอนี่พี่เลยเกิดแรงบันดาลใจ” โลโก้ของ The Bandits ที่วรทิตย์ชอบใจ ออกแบบโดย ต้อม-ชัชวาล ขนขจี จากบริษัท Blind “มันทำให้พี่รู้สึกว่า Brand Identity มีหลักและสนุกได้ พี่รู้สึกชอบจากจุดนั้น”

หลังจากฝึกงานเรียบร้อยแล้ว วรทิตย์กลับไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย ตัดสินใจย้ายเมเจอร์จากแอนิเมชัน มาเรียน Graphic Design ตามหัวใจเรียกร้อง ซึ่งเขาก็ต้องจูนตัวเองใหม่ไม่น้อยกับเรื่องวิธีคิด หรือเรื่อง Grid System ที่ไม่เคยเรียนรู้มาก่อน

เมื่อเรียนจบวรทิตย์ได้ทำงานตรงสายกราฟิกที่ Bug Studio ซึ่งเป็น Multi-deciplinary Design Studio ทำทุกอย่าง โดยจะหนักไปที่ Interior Design และ Exhibition-event Design ทำให้เขาได้ประสบการณ์กว้างขวาง และมาเปิดบริษัทที่ทำหลายอย่างชื่อ Farmgroup เป็นของตัวเองในเวลาต่อมา

“ตอนเริ่มต้นก็ทำแค่ Graphic Design แล้วขยายทีม มีสถาปนิก มี Interior Designer เข้ามาช่วยด้วย เราก็เลยใช้คำว่า Brand Experience

“เราเป็นอาหารตามสั่ง รู้ว่าเราทำอาหารแนว ๆ นี้นะ เราทำโลโก้ เราทำ Identity ทำสิ่งพิมพ์ได้ แต่ถ้าถามว่าลองทำป้ายมั้ย ลองทำ Sculpture มั้ย เราก็ทำ ไม่ได้พยายามลิมิตตัวเองว่าเราจะทำอะไร”

โลโก้เวทีมวยราชดำเนินโฉมใหม่ และสารพันการออกแบบโลโก้ของ แต๊บ-วรทิตย์ แห่ง Farmgroup
โลโก้เวทีมวยราชดำเนินโฉมใหม่ และสารพันการออกแบบโลโก้ของ แต๊บ-วรทิตย์ แห่ง Farmgroup

วรทิตย์บอกว่า หากจะทำ Branding นอกเหนือจาก Brand Strategy หรือ Brand Marketing แล้ว Brand Identity ก็เป็นหนึ่งในนั้น

“สำหรับโลโก้ ฝรั่งบางคนเขาเรียกว่ามันเป็น Tips of The Iceberg โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำนิดเดียวแต่เห็นก่อน โลโก้ทำให้เห็นแต่แรกว่าแบรนด์นี้เป็นใคร หรือจะทำให้เห็นว่าแบรนด์นี้มีการเปลี่ยนแปลงก็ได้เหมือนกัน” ดีไซเนอร์มากประสบการณ์พูด “จริง ๆ แล้วแบรนด์ไม่ใช่แค่โลโก้ มันมีอะไรหลาย ๆ อย่าง ทั้งหมดเราเรียกว่า Brand Experience ไม่ว่าจะเป็นการพูดจาหรืออะไรก็เป็น Branding ทั้งหมด แต่ Identity เป็นของอย่างแรกที่คนเห็น 

“เพราะฉะนั้นเวลาคนมาจ้างเราทำแบรนด์หรือให้เรามาทำ Brand Identity โลโก้ก็จะเป็นไอเท็มต้น ๆ ที่เขาขอให้เราดีไซน์ให้”

และแน่นอน พาร์ตออกแบบโลโก้เป็นพาร์ตที่วรทิตย์โปรดปรานในการออกแบบเป็นพิเศษ ก็โลโก้ถึงกับทำให้เขาย้ายวิชาเรียนมาแล้วนี่นา

Think / Thought / Thought
คิด คิดแล้ว คิดอีก

ได้โจทย์โลโก้มาแล้วเริ่มคิดที่อะไรก่อน – เราถามตามประสาคนอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับอาชีพนี้

“ในแง่มุมที่เป็นตัวกลางระหว่างดีไซเนอร์กับลูกค้า ตอนรับบรีฟเราต้องอ่านลูกค้าก่อนว่าเขาต้องการอะไร” ต๊อบ-วรารินทร์ สินไชย ผู้เป็น COO (Chief Operating Officer) เริ่มเล่าก่อนในพาร์ตของตัวเอง 

จากนั้นทีมก็จะเริ่มรีเสิร์ช ระดมสมองกันว่าได้อะไรจากการรีเสิร์ชนั้น แล้วจัดทิศทางการทำงานต่อ

“เวลาเราเริ่มทำก็จะเหมือนกรวย ให้ทุกคนไปคิดเยอะ ๆ กว้าง ๆ ไม่ต้องคิดลึก ไม่ต้องลงรายละเอียด หาความเป็นไปได้ที่หลากหลาย แล้วเราก็ค่อย ๆ Narrow Down ตัดออก หรือพยายามจัดกลุ่ม” วรทิตย์อธิบายต่อ

กว่าจะไปถึงผลลัพธ์สุดท้ายได้จริง ๆ พวกเขาต้องผ่านกระบวนการค้นคว้าเพิ่มเติมระหว่างทาง ศึกษาว่าทาร์เก็ตคนที่จะมาเห็นโลโก้นี้ โปรไฟล์เป็นอย่างไร แล้วก็ดูด้วยว่า ธุรกิจแบบเดียวกันในประเทศหรือต่างประเทศเขาทำอย่างไรกันบ้าง ซ้ำกันรึเปล่า ตามสัญชาตญาณที่ดีไซเนอร์มีเป็นปกติ

“ในขณะเดียวกันเราก็ดูถึงฟังก์ชันด้วย ว่าโลโก้ตัวนี้จะต้องโดนใช้ที่ไหน ใช้บนจอ ใช้บนสิ่งพิมพ์ ใช้บนแพ็กเกจจิ้ง ใช้บนหนังสือ ใช้บนอะไร มันก็จะช่วยให้เราตัดสินใจว่าจะเป็นรูปแบบสัญลักษณ์ เป็นรูปแบบของตัวอักษร เป็นชื่อเต็ม หรือมีทั้งหมด เราจะคิดพวกนี้ไปพร้อม ๆ กันทั้งหมด แล้วค่อย ๆ ย่อยออกมาเป็นผลลัพธ์สุดท้าย”

“สุดท้ายแล้วเราคิดเสร็จแล้วไปเสนอลูกค้า มันจะเสิร์ฟเป็นเหมือนเมนูสำเร็จแล้ว ตักกินได้เลย เราดีไซน์เมนูให้หมดแล้ว”

โลโก้เวทีมวยราชดำเนินโฉมใหม่ และสารพันการออกแบบโลโก้ของ แต๊บ-วรทิตย์ แห่ง Farmgroup

ต่อเนื่องจากขั้นตอนแรก ขั้นตอนสุดท้ายอย่างการพรีเซนต์ลูกค้าก็ต้องอ่านลูกค้าเช่นกัน พวกเขาต้องออกแบบการนำเสนอให้ถูกจริตลูกค้า และทำให้ลูกค้าเข้าใจงานได้มากที่สุด ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ฝั่งผู้ประสานงานกับผู้ออกแบบจะต้องทำงานร่วมกัน

“เราต้องรู้ลูกค้าก่อน ว่าแต่ละคนเขาเป็นสปีชีส์ไหน”

The Three Musketeers
สามงานน่าเล่า

01 Thai League (2015)

โลโก้เวทีมวยราชดำเนินโฉมใหม่ และสารพันการออกแบบโลโก้ของ แต๊บ-วรทิตย์ แห่ง Farmgroup

ในวาระเปลี่ยนนายกสมาคม Thai League ก็ถือโอกาสปรับโครงสร้าง รวมถึงออกแบบอะไรใหม่ ๆ บ้าง

เป็นจังหวะที่คนรู้จักที่วรทิตย์เคยทำงานด้วยในอดีต ได้เข้าไปเป็นผู้บริหารในสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย Farmgroup จึงได้งานน่าสนุกนี้มา

“เขาอยากจะปรับโครงสร้างลีกทั้งหมดใหม่ ก็เลยมาบอกเราว่าอยากหาสัญลักษณ์ที่ทันสมัยและเหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย ไม่ใช่แค่ดีไซเนอร์ชอบ แต่คนทั้งประเทศจะต้องชอบ เพราะฟุตบอลเป็นของทุกคน ผลลัพธ์ก็เลยออกมาเป็นแบบนี้” วรทิตย์เริ่มเล่า

คนไทยกับช้างมีความสัมพันธ์กันแต่ดั้งเดิม รวมถึง ‘ช้างศึก’ ก็เป็นคำเรียกแทนฟุตบอลทีมชาติไทยมานานด้วย เหล่าดีไซเนอร์จึงเริ่มจากการพยายามเป็นช้างกันก่อนเป็นอันดับแรก

“เราก็ทำการบ้านกันเยอะ สเก็ตช์กันเยอะมาก” เขาเน้นเสียง “สุดท้ายก็ได้เป็นรูปตัว T ที่มีลูกฟุตบอลลอยผ่าน ฟึบ! หรืออาจจะมองเป็นช้างหันข้างก็ได้ เป็นช้างเผือก มีตา แล้วก็มีงาที่ไล่สีเป็น Gradient

“ก็เลยมีความ Abstract นิดๆ คงไม่มีใครอยากได้รูป ‘ช้าง’ เลย จะเอารูปช้างสักตัวมาเป็นสัญลักษณ์ทำไม มันจะเหมือน Illustration ไม่ใช่สัญลักษณ์”

สำหรับสี พวกเขานำสีของอัญมณีไทยอย่างนพเก้ามาเล่น อัญมณีแต่ละชนิดจากมีความแข็งต่างกัน พวกเขาจึงใช้ความแข็ง-อ่อน แทนลีกสูงสุดลงมาล่างสุดตามลำดับ

“เราพยายามไม่คิดอะไรลึก เบสิก ๆ แต่เอามานำเสนอให้มันทันสมัย” องค์ประกอบต่าง ๆ ก็เป็นลายไทยง่าย ๆ อย่างลายกนก ลายประจำยาม ลายไฟ ลายช่อฟ้า เพียงแต่นำมาใช้ให้มีความเหลี่ยม เป็น Geometry มากยิ่งขึ้น

โลโก้เวทีมวยราชดำเนินโฉมใหม่ และสารพันการออกแบบโลโก้ของ แต๊บ-วรทิตย์ แห่ง Farmgroup
โลโก้เวทีมวยราชดำเนินโฉมใหม่ และสารพันการออกแบบโลโก้ของ แต๊บ-วรทิตย์ แห่ง Farmgroup

นอกจากนั้น พวกเขาก็ได้ออกแบบฟอนต์ Thai League ไปด้วย โดยได้แรงบันดาลใจ ความเหลี่ยมมุม มาจากลายไทยเช่นกัน 

“เราออกแบบไปถึง Broadcast Design อย่างกราฟิกบนจอทีวีเวลาถ่ายทอดสดเลย” วรทิตย์เล่าอย่างมีไฟ ทราบมาว่าเขาเองก็เป็นคอฟุตบอลตัวยง “เราต้องศึกษาว่าโปรแกรมที่เขาถ่ายทอดสด ที่ขึ้นชื่อนักเตะ เขาใช้โปรแกรมอะไร มีการทำงานยังไง แล้วก็ต้องดีไซน์องค์ประกอบและเครื่องมือต่างๆ ให้เขาเอาไปใช้ได้สะดวกที่สุด 

“เขาประกาศชื่อนักฟุตบอลก่อนเตะ มีเวลาแค่ 15 นาทีในการพิมพ์ แล้วทำกราฟิกขึ้นตอนถ่ายทอด”

งานงานหนึ่งต้องศึกษาเยอะเลย – เราพูดอย่างประทับใจ

“ใช่ครับ พี่ว่ามันเป็นความสนุกอย่างหนึ่งของดีไซเนอร์นะ ยิ่ง Graphic Designer เรามีความรู้รอบตัวเยอะขึ้นเรื่อย ๆ เลย วันนี้เราทำแบรนด์รองเท้า อีกวันหนึ่งเราทำมวยไทย ทำอาชีพนี้ก็มีข้อดีอย่างหนึ่ง”

02 Plern (2021)

โลโก้เวทีมวยราชดำเนินโฉมใหม่ และสารพันการออกแบบโลโก้ของ แต๊บ-วรทิตย์ แห่ง Farmgroup

ไม่ได้เป็นการรีแบรนด์แต่อย่างใด Plern หรือ เพลิน เป็นแอปฯ ฟังเพลงใหม่ของ GMM Grammy เน้นเพลงไทยหลากค่ายเป็นพิเศษ

“ทีม GMM ไปเจออินไซต์มาว่า คนไทยส่วนใหญ่ฟังเพลงในยูทูบมากที่สุด ป้าเจ้าของร้านอาหารเขาก็จะเลือกเพลงหนึ่ง อาจจะหมอลำ เพลงฝรั่ง แล้วก็ปล่อยไหลไปทั้งวัน ซึ่งเขาบอกว่าคนไม่มายด์ที่จะมีโฆษณาแทรกด้วย ฟังฟรี” และนี่ก็คือที่มาของชื่อแอปฯ ‘เพลิน’ มาจากเปิดให้เพลิน ๆ ไป ไหลไปเรื่อย ๆ 

วรทิตย์และ Farmgroup อยากจะออกแบบงานที่ตอบโจทย์คนเหล่านั้น และตอบสนองความเพลินที่ว่า

ในที่สุด ‘เส้นเพลิน’ ถูกคิดค้นขึ้นมาใช้ในอาร์ตเวิร์กต่าง ๆ เส้นเพลินเป็น ‘เส้นเสียง’ ที่วิ่งไปเรื่อย ๆ ไม่มีวันจบ เหมือนการฟังเพลงของคนไทย สุดท้ายเส้นก็ปรากฏบนโลโก้ของแอปฯ ดูแล้วมีลักษณะเหมือน พ พาน

“เราคิด System สีโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากอากาศในประเทศไทย และคิด System เส้นมาจากบรรยากาศ เพราะเพลงฟังแล้วสร้างบรรยากาศ แล้วก็ออกมาเป็น Identity แบบนี้”

เส้นนี้เปลี่ยนสถานะได้ เปลี่ยนสีได้ เปลี่ยนมุมได้ เปลี่ยนความหนาก็ยังได้ แค่ยังเป็นเส้นก็เรียกว่าเส้นเพลิน วรทิตย์บอกว่าการตั้งต้นตัวอย่างไว้ให้นี้เป็นการสร้างเทมเพลตและ Graphic Element ให้เส้นเพลิน Regenerate ตัวมันเองไปได้เรื่อย ๆ

โลโก้เวทีมวยราชดำเนินโฉมใหม่ และสารพันการออกแบบโลโก้ของ แต๊บ-วรทิตย์ แห่ง Farmgroup

“แบรนด์ต้องเจริญเติบโต อยู่แบบเดิมมันน่าเบื่อ เราก็ต้องสร้างกรอบความคิดบางอย่าง ให้เขาไปสร้างอะไรได้เองในอนาคตโดยที่ยังอยู่ในคอนเซ็ปต์เดิม” สร้างกรอบความคิดที่วรทิตย์กล่าว อธิบายง่าย ๆ ก็คือแนะนำให้รู้จักและทำตัวอย่างการใช้เส้นคร่าว ๆ เช่น เส้นแบบนี้จะใช้กับเพลย์ลิสต์เพลงอกหัก เส้นแบบนั้นจะใช้กับเพลย์ลิสต์เพลงลูกทุ่งฟังสบาย 

“เส้นนี้ก็เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ ใช้ง่าย เข้าใจง่าย และพัฒนาต่อไปได้ง่าย”

03 meat!y (2022)

โลโก้เวทีมวยราชดำเนินโฉมใหม่ และสารพันการออกแบบโลโก้ของ แต๊บ-วรทิตย์ แห่ง Farmgroup

‘รสชาติเหมือนเนื้อ ด้วยวัตถุดิบลับที่ใส่ลงไป’ คือคีย์เวิร์ดเกี่ยวกับโปรดักต์ Plant-based Meat (เนื้อที่ทำมาจากพืช) ที่ Betagro ให้กับ Farmgroup

ทีมดีไซน์จึงเล่นกับความตกอกตกใจที่กัดไปแล้วรู้สึกเหมือนกินเนื้อไม่มีผิด แต่ทำมาจากพืช พวกเขาเลือกใช้เครื่องหมายตัว L กลายมาเป็น ‘meat!y’

ในส่วนของอาร์ตเวิร์ก จะใช้สีชมพู-เขียวเป็นหลัก โดยสีชมพูเป็นตัวแทนของเนื้อ สีเขียวเป็นตัวแทนของพืช ส่วนโลโก้จะมีความหยักอยู่ในภาษา แทนความกรอบและความเป็นเนื้อ

“เนื่องจากโปรดักต์แรกเขาเป็นทงคัตสึ เราก็เลยคุยกันในทีมว่าถ้าเราเอาโลโก้ไปทอดกรอบ ขอบมันจะเป็นยังไงนะ” วรทิตย์เล่า เราสะดุดใจ ชอบคำว่า ‘เอาโลโก้ไปทอดกรอบ’ มาก ไม่ใช่ใครจะคิดได้ง่าย ๆ

“มันก็เลยได้ขอบของความทอดกรอบ แล้วก็มีเท็กซ์เจอร์ข้างในที่สื่อถึงความธรรมชาติ มีความไม่สมบูรณ์แบบ ไม่เนี้ยบกริบสีชัดเต็มเหมือนคอมพิวเตอร์ เราใส่องค์ประกอบเหล่านี้เข้าไป ทำให้แบรนด์มีความเกี่ยวโยงกับธรรมชาติมากขึ้น”

คุยกับ แต๊บ-วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เกี่ยวกับงานออกแบบโลโก้ที่เขารัก โดยมีงาน ‘เวทีราชดำเนิน’ เป็นตัวชูโรง

เครื่องหมาย ! เป็นทั้งส่วนหนึ่งของโลโก้ และเป็นทั้ง Graphic Element ที่ทีมดีไซน์นำไปออกแบบเป็นอาร์ตเวิร์กต่าง ๆ นำไปทำแพตเทิร์น หรือเตรียมไว้ให้ทางแบรนด์นำไปเล่นต่อ นอกจากนี้ยังออกแบบ ‘สติกเกอร์’ รูปวัว รูปไก่ รวมถึงโควตคำสั้น ๆ ไว้ให้ลูกค้านำไปใช้ เพื่อเพิ่มความสนุกให้กับแบรนด์ด้วย

“ในตลาดอาหาร Plant-based เมืองไทย ส่วนมากจะเป็นสีเขียว ภาพลักษณ์ดูธรรมชาติ ๆ แต่ Positioning ของแบรนด์นี้ เขาบอกเลยว่ามันต้อง Bold

“การที่คุณจะกินอะไรที่ดีต่อสุขภาพ ไม่จำเป็นต้องดูน่าเบื่อ หรือดูแล้วไม่อร่อย ก็เลยเป็นที่มาที่เราเลือกตัวอักษร เลือกสีแบบนี้มาใช้ รวมถึงการจัดวาง การนำไปใช้ด้วย พี่ว่าแบรนด์นี้ก็โดดเด่นที่สุดในตลาดเมืองไทย ณ ปัจจุบัน แล้วก็ฉีกมาจากที่ Betagro เคยทำด้วย”

คุยกับ แต๊บ-วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เกี่ยวกับงานออกแบบโลโก้ที่เขารัก โดยมีงาน ‘เวทีราชดำเนิน’ เป็นตัวชูโรง

New Era of Muay Thai
การปล่อยหมัดครั้งใหม่

จบจาก 4 งานที่วรทิตย์อยากเล่า เราถามต่อถึงงานของ Farmgroup ที่เป็นที่ฮือฮามากที่สุดงานหนึ่งเมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา

‘เวทีราชดำเนิน’ 

ที่นี่เป็นสนามมวยมาตรฐานเวทีแรกของประเทศไทย เปิดให้บริการตั้งแต่ พ.ศ. 2488 จนเมื่อปีนี้ GSV ได้มา Take Over กิจการต่อ ด้วยเป้าหมายจะปั้นที่นี่ให้เป็นสังเวียนมวยไทยอันดับ 1 ของโลก ซึ่งมีการจัดมวยผู้หญิงอย่างที่ไม่เคยมาก่อน และนอกจากมวย ก็ต้อนรับทั้งคอนเสิร์ต ปาร์ตี้ หรือกิจกรรมต่าง ๆ เหมือนอย่าง Wembley Stadium ของอังกฤษ

GSV ติดต่อมาที่ Farmgroup ให้รับหน้าที่พลิกโฉมเวทีคลาสสิกแห่งนี้ไป

เช่นเดียวกับหลายอาคารในถนนราชดำเนิน อาคารของเวทีมวยราชดำเนินเป็นสถาปัตยกรรมยุคอาร์ตเดโค ตามพระราชนิยมของ ร.5 ในสมัยนั้น ซึ่งตัวอักษร ‘เวทีราชดำเนิน’ ที่ปรากฏอยู่หน้าอาคาร ก็เป็นสไตล์อาร์ตเดโคแพ็กคู่มากับสถาปัตยกรรม

“ในฐานะที่เป็น Graphic Designer และคนชอบตัวอักษร พี่ก็รู้สึกว่ามันมีความพิเศษ มีคุณค่าเชิงวัฒนธรรมเหนือสิ่งอื่นใดเลย เพราะฉะนั้นต้องเก็บมันไว้ให้ได้” วรทิตย์หมายถึงอยากจะนำป้ายมาทำเป็นโลโก้ เพราะตัวอักษรนี้ก็เป็นเหมือนภาพเวทีราชดำเนินที่คนจำได้ชัดเจน

“จริง ๆ แล้วมีโลโก้ราชดำเนินอันเก่าอยู่ เป็นรูปคนต่อยมวยแล้วมีตัวอักษรวนรอบเป็นกลม อันนั้นก็ยังมีอยู่ แต่ไม่เคยโดนหยิบไปสื่อสารอะไรอยู่แล้ว เราก็เลยไม่ได้แตะ คิดซะว่าเป็นเหมือนครุฑ”

คุยกับ แต๊บ-วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เกี่ยวกับงานออกแบบโลโก้ที่เขารัก โดยมีงาน ‘เวทีราชดำเนิน’ เป็นตัวชูโรง

ฟอนต์ของป้ายอาคารมีดีไซน์เป็นวงกลม วรทิตย์บอกว่าอาจมาจากลักษณะรอบเวทีมวยที่เป็นวงกลมเช่นกัน พวกเขาที่ตั้งต้นว่าจะคิดโลโก้เป็นภาษาอังกฤษ เพราะเวทีราชดำเนินต้องการเป็นอันดับ 1 ของโลก จำเป็นต้องมีความสากลมากยิ่งขึ้น จึงได้แบบมาเป็นตัว R ที่ได้แรงบันดาลใจของ Curve ต่าง ๆ จากส่วนหนึ่งของตัวอักษรภาษาไทยบนป้าย ซึ่งกว่าจะได้ R ที่ลงตัว ก็ผ่านการทำงานร่วมกันหลาย ๆ ฝ่าย ทั้งทีม Farmgroup ทีม GSV และทีมออกแบบของ RWS

นอกจากนี้ Farmgroup ยังคิดกราฟิกชื่อเต็มของ ‘เวทีราชดำเนิน’ เป็นเวอร์ชันภาษาอังกฤษ เขียนว่า ‘Rajadamnern Stadium’ มาใช้ร่วมกับ Lettermark ตัว R ด้วย

ส่วนเวอร์ชันภาษาไทยดั้งเดิมก็มีการปรับปรุงเช่นกัน

“พี่เชื่อว่าตอนเขาดีไซน์เป็นป้ายมันมีข้อจำกัด เรื่องว่าวรรณยุกต์ข้างบนมันลอยไม่ได้ เพราะมันจะต้องมีเหล็กดามอยู่ เดี๋ยวจะไม่สวย เขาเลยทำให้ติดกัน” วรทิตย์กล่าว “แต่พอตอนนี้มันเป็น Digital Version พี่เลยปรับให้มีองศา มีตำแหน่งของวรรณยุกต์ที่ถูกต้อง แล้วก็ปรับขนาดตัวอักษร รวมถึงปรับปรุงโดยใช้เทคนิคเนิร์ด ๆ ต่าง ๆ เกี่ยวกับ Typography ให้เขา”

ในแง่การเลือกใช้สี พวกเขาเลือกสีน้ำเงินเข้ม สีฟ้าอ่อน และสีทองมาใช้ โดยที่สีน้ำเงินเข้มเป็นสีของโลโก้สนามมวยเก่าที่อยากเก็บไว้ สีฟ้าอ่อนเป็นสีเสื้อของกรรมการในสนามมวยราชเทวี ซึ่งแต่ละสนามก็จะใส่กันคนละสี ส่วนสีทองเป็นสีที่มีความสง่างามและเป็นโทนสีที่พัฒนามาจากสีของตัวอาคารเดิม

คุยกับ แต๊บ-วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เกี่ยวกับงานออกแบบโลโก้ที่เขารัก โดยมีงาน ‘เวทีราชดำเนิน’ เป็นตัวชูโรง
คุยกับ แต๊บ-วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เกี่ยวกับงานออกแบบโลโก้ที่เขารัก โดยมีงาน ‘เวทีราชดำเนิน’ เป็นตัวชูโรง

“พี่ว่าเวลาจะเป็นตัวบอกเองว่ามันประสบความสำเร็จรึเปล่า” วรทิตย์ให้ความเห็น หลังจากที่เวทีราชดำเนินปล่อยโลโก้ใหม่ออกมา ก็มีเสียงพูดถึงจากประชาชนหลายทาง ด้วยความคาดหวังว่าวงการมวยจะมีอะไรเปลี่ยนไป “ถ้าถามว่าโลโก้มีส่วนกับความสำเร็จมั้ย จะพูดว่ามีก็ได้หรือไม่มีก็ได้ แต่ถ้าประสบความสำเร็จแล้วมี Identity ที่ดี มันยิ่งต่อยอด กลายเป็น Asset อย่างหนึ่งที่แบรนด์มีติดตัว ซึ่งเป็นมูลค่ามหาศาลได้ในอนาคต”

เขาบอกว่า อย่างที่เห็นง่ายที่สุดเมื่อเปลี่ยนโลโก้ คือความกระชุ่มกระชวยของคนในองค์กรเอง Brand Identity ใหม่ ๆ นำมาซึ่งพลังงานที่ดีในการขับเคลื่อนต่อไป

“ถ้าคนในองค์กรภูมิใจที่จะ Represent Brand นี้ คนนอกเขาจะรับรู้ได้จากอะไรหลาย ๆ อย่าง”

Good Enough
ดี (พอแล้วหรือยัง)

วันเวลาผ่านไป มีโลโก้ที่รู้สึกเสียดายไหมนะ ว่าควรดีไซน์แบบนั้นแบบนี้มากกว่า 

“โห เสมอ! เรียกว่าเป็นคำสาปของดีไซเนอร์” วรทิตย์ตอบคำถามของเราทันควันโดยไม่เสียสักวินาทีหยุดคิด “เวลามันเดินไปเรื่อย ๆ ความคิดความอ่านก็เดินหน้าไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น ถ้าเอางานเมื่อ 5 ปีที่แล้วมาให้คิดตอนนี้ ก็อาจจะไม่ได้ออกมาเหมือนตอนนั้น ทุกอย่างมัน Specific ณ ช่วงเวลานั้น โจทย์ตอนนั้น ธุรกิจตอนนั้น สิ่งแวดล้อมตอนนั้น”

“โลโก้ Farmgroup เองก็ซื่อบื้อที่สุดแล้ว เป็นรูปโรงนา ซึ่งเป็นโรงนาแบบฝรั่งด้วย” เขาพูดอะไรที่เราคิดไม่ถึงว่าจะได้ยิน

“ตอนแรกพี่ตั้งใจจะไม่มีโลโก้ เพราะเรารู้สึกว่าเราจะไม่มีวันแฮปปี้กับโลโก้และอยากจะแก้มันตลอดแน่ ๆ เลย แต่คนก็เรียกร้อง Company Stamp จนเราต้องมี”

ออฟฟิศที่ออกแบบโลโก้เยอะมาก แต่ตัวเองไม่มีโลโก้ มันก็แปลกเหมือนกันนะ – เราออกความเห็น

“แปลกเหรอ 

“จริง ๆ แล้วมันก็เหมาะสมแล้วรึเปล่า ความเป็นกลางอาจจะดีที่สุดแล้ว เราอาจจะควรเป็นกลาง เป็น Blank Canvas” วรทิตย์อารมณ์ดี “ก็เป็นอีกหนึ่งแนวคิดหนึ่งเนอะ เถียงไปก็ไม่มีวันจบเลยเรื่องนี้ (หัวเราะ)”

เราลองถามเขากว้าง ๆ ว่า สิ่งสำคัญของการออกแบบโลโก้คืออะไร ต้องจำง่าย เรียบง่าย สื่อสารได้ดีรึเปล่า แต่เขาก็บอกว่าคำตอบไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป ระยะมานี้วรทิตย์เริ่มสนใจโลโก้กระทรวงที่มีรายละเอียดเยอะ ๆ จากที่เคยคิดว่าเชย ตอนนี้เขารู้สึกว่างานเหล่านี้สวยงาม มีประวัติศาสตร์ เหตุผล และความหมายในตัวเอง

“วันนี้คิดแบบนี้ พรุ่งนี้อาจจะกลับมาไม่ชอบเหมือนเดิมก็ได้ ความคิดความอ่านคนเราเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ”

‘Good Design’ เป็นคำวรทิตย์ชอบใช้ แต่ก็เป็นคำที่กว้างมากในขณะเดียวกัน เมื่อก่อนมันอาจจะแปลว่าสวยงามและเวิร์กเท่านั้น แต่ตอนนี้ก็อาจจะต้องเพิ่มความยั่งยืนเข้ามาด้วย และหากจะถามว่า Good Design ต้องลงตัวไหม ก็อาจจะไม่เสมอไปเช่นกัน บางงานผู้ออกแบบอาจต้องการให้มันกบฏ หากทำให้เรารู้สึกถูกรบกวนได้ นั่นก็อาจเป็นอีกหนึ่ง Good Design

“เวลาเราทำงานกันในทีม เราก็จะใช้ Gut Feeling คุยกันว่ามัน Good Enough แล้วหรือยัง บางงานถ้าไม่ได้สวยมาก แต่มี Quality อย่างอื่น มันก็อาจจะทำให้อันนั้นเป็น Good Design ได้โดยไม่จำเป็นต้องสวย”

ทุกวันนี้วรทิตย์เดินทางมาถึงจุดสบายใจของอาชีพ เขาไม่ต้องการอะไรไปมากกว่าชีวิตที่สมดุล และรายได้ที่พอให้ครอบครัวดำรงชีวิต แต่เมื่อถามว่ายังมีโปรเจกต์อะไรที่อยากทำอยู่ไหม เขาก็มีคำตอบในใจ (นั่นไง) และตอบว่าอยากทำโปรเจกต์ที่ต้องคิดหลายอย่าง อย่างงานโอลิมปิกหรืองานสายการบิน (เป็นเพราะตอนนี้ลูกชายชอบเครื่องบินมาก) 

วรทิตย์บอกว่างานเหล่านี้เป็นงานระบบใหญ่ มีผลกระทบกว้างมาก ๆ และอาจจะเป็นเชื้อเพลิงให้มีการพัฒนาหลาย ๆ อย่างด้านการออกแบบของประเทศเรา หลัง ๆ มานี้เขาสนใจงานที่พัฒนาอะไร ๆ ให้กับคนหมู่มากมากกว่าพวก Luxury Brand 

อยากบอกอะไรกับคนรุ่นใหม่ในวงการดีไซน์บ้าง – เราถามส่งท้าย

คุยกับ แต๊บ-วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ เกี่ยวกับงานออกแบบโลโก้ที่เขารัก โดยมีงาน ‘เวทีราชดำเนิน’ เป็นตัวชูโรง

“เด็กรุ่นใหม่เก่ง ๆ ทั้งนั้นเลย ทุกวันนี้พี่ก็ต้องอัปเดตตัวเองให้คุยกับเด็กรุ่นใหม่รู้เรื่อง” ดีไซเนอร์ใหญ่ตอบอย่างถ่อมตัว “สิ่งที่อยากฝากไว้ คือพี่ไม่อยากให้ทุกคนทำงานจนมันเขมือบชีวิตเรา อยากให้เรามีวินัยกับตัวเอง ดูแลตัวเองและคนรอบข้างให้ดี

“คนในอาชีพอย่างนี้ เวลามันไม่เคยพอ คิดเพิ่ม ทำเพิ่ม งานก็ยิ่งดีขึ้น ซึ่งน้อยคนนักที่จะรู้ว่าการหยุดก็คือการดีไซน์ที่ดีอย่างหนึ่งนะ”

เราตั้งใจฟัง หวังว่าจะนำมาปรับใช้กับชีวิตนอนน้อยของตัวเองบ้าง “สุดท้ายแล้ว It’s just a job นะ การหาเลี้ยงชีพไม่ใช่ทุกอย่าง ทุกคนต้องมีชีวิตของตัวเอง”

Writer

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

เรื่องน่าตื่นเต้นในวันนี้ คือเราได้โอกาสคุยกับเจ้าของผลงานอันเป็นที่รู้จักในวงกว้างหลายประเทศในโลก อย่าง ‘Warbie Yama’

จริงอยู่ที่ชื่อของ Warbie Yama อาจจะยังไม่ได้ติดหูคนไทยทั่วบ้านทั่วเมือง แต่เชื่อสิว่าหากได้เห็นหน้าตานกเหลืองตัวอ้วนนามว่าวอร์บี้แล้ว คุณจะต้องร้องอ๋อ อย่างน้อยเพื่อนสักคนของคุณต้องเคยส่งสติกเกอร์เจ้าตัวนี้มาทักทายบ้างแหละ

Fun Fact : Warbie Yama ไม่ได้เป็นแค่สติกเกอร์ไลน์อย่างเดียว 

ทุกอย่างเริ่มจากแอนิเมชันสั้น ๆ ที่เป็นธีสิสปริญญาโทของ นอร์ธ-อรุษ ตันตสิรินทร์ แล้วค่อย ๆ ใช้เวลาเป็น 10 ปี ต่อยอดไปเป็นหลายสิ่ง คอมิกก็มี สินค้าก็มี แม้มู้ดโดยรวมจะดูออกไปทางประเทศเอเชียตะวันออกหน่อย แต่คนวาดเป็นคนไทย เกิดและโตในไทย ซึ่งมีแพสชันและความสามารถล้นเหลือจนไปเฉิดฉายไกลถึงต่างประเทศ

Warbie Yama เป็นงานส่วนตัวของนอร์ธ จริง ๆ แล้วเขาทำงานประจำที่ Nickelodeon ช่องทีวีสำหรับเด็กสัญชาติอเมริกัน โดยทำหน้าที่เป็น Lead Animator ของเรื่อง Ninja Turtles, Avatar: The Legend of Korra, Monsters vs Aliens, Wallykazam รวมทั้งเป็น Animation Director บางส่วนของเรื่อง Santiago of the Sea และ SpongeBob

ตอนนี้ที่ River City Bangkok มีนกวอร์บี้ครอบครองอยู่เต็มพื้นที่ เนื่องในโอกาสที่นิทรรศการ Warbie Yama ครั้งแรกในไทยกำลังจัดขึ้นที่ชั้น 2 คอลัมน์ In Design คราวนี้จะพาผู้อ่านบุกไปหานอร์ธถึงนิทรรศการ คุยกับเขาเรื่องชีวิตการเป็นแอนิเมเตอร์ ผลงานส่วนตัว และที่มาที่ไปของงานครั้งนี้ (โอกาสดี ๆ แบบนี้คงไม่ได้มีบ่อย ๆ!)

อรุษ ตันตสิรินทร์ แอนิเมเตอร์คนไทยแห่ง Nickelodeon ผู้พา Warbie Yama บินไกลทั่วโลก

เล่าชีวิตนอร์ธ ดิ แอนิเมเตอร์ ผ่านงานส่วนตัว

Chapter 0 : Flipbook

หน้าที่ของนอร์ธในการทำแอนิเมชันที่ Nickelodeon คือคิดการเคลื่อนไหวของตัวการ์ตูน เช่น คิดรายละเอียดของ Motion การหยิบอาวุธของนินจาเต่า โดยทำให้สอดคล้องกับคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกันไปของแต่ละตัวละคร ซึ่งแน่นอนว่าการจะทำให้ออกมาเป็นธรรมชาติไม่ใช่เรื่องง่าย

“Raphael ดุ Donatello ก็นักวิทยาศาสตร์ เนิร์ดหน่อย Michelangelo ก็ขี้เล่น” เขาพยายามอธิบายให้เราที่ไม่เคยดูนินจาเต่าฟัง

นอร์ธพาเรานั่งลงหน้ากระท่อมในนิทรรศการที่มี Warbie นอนหลับอุตุอยู่ด้านใน นอกจากพวกเราแล้ว ก็มีผู้คนหลั่งไหลกันเข้ามาในโลกของเจ้านกเหลืองอย่างไม่ขาดช่วง

อรุษ ตันตสิรินทร์ แอนิเมเตอร์คนไทยแห่ง Nickelodeon ผู้พา Warbie Yama บินไกลทั่วโลก

“ผมโตในเมืองไทยครับ แล้วก็ย้ายไปอเมริกาช่วงเรียนปริญญาโท” นอร์ธเล่าอย่างกระตือรือร้น หลังจากที่เขาออกตัวว่าชอบอ่าน The Cloud ก็พาให้เราตื่นเต้นในการคุยกับเขามากขึ้นไปอีก

“จริง ๆ วาดรูปตั้งแต่เด็กแล้ว เรียนวิชาอื่นก็ยังนั่งวาดบนพวกสมุดเรียน ชอบวาดตรงมุมของหนังสือแล้วก็กรีดดู เป็น Flipbook แล้วก็เป็นประเภทที่พอไปเล่นเกมหรือดูการ์ตูนช่อง 9 อะไรมาก็จะเอามาวาดเป็นของตัวเอง จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ เคยทำหนังสือการ์ตูนเล่มเล็ก ๆ บาง ๆ เอาเข็มกับด้ายมาเย็บสัน แล้วก็ให้เพื่อนที่โรงเรียนดู”

เด็กชายอรุษชอบวาดรูปเป็นพิเศษ ยิ่งวาดแล้วมีคนให้ชมก็ยิ่งวาดใหญ่ เมื่อมีการประกวดวาระต่าง ๆ ก็เป็นเขาทั้งนั้นที่เป็นนักล่ารางวัล นำอุปกรณ์วาดรูปที่ได้มาใช้ต่อ แต่ถามว่าอยากเป็นนักวาดการ์ตูนรึเปล่า เขาบอกว่าตอนเด็ก ๆ ยังไม่ได้คิดไกลถึงขนาดนั้น

อรุษ ตันตสิรินทร์ แอนิเมเตอร์คนไทยแห่ง Nickelodeon ผู้พา Warbie Yama บินไกลทั่วโลก

พอเติบโตขึ้น เขาเข้าเรียนระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ในสาขาวิชา Visual Communication Arts ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ Graphic Design เป็นหลัก

“ตอนนั้นยังไม่ได้เรียนแอนิเมชัน แต่ว่ามันจะมีวิชาอย่าง Motion Graphic มีวิชาสอนเกี่ยวกับการทำกราฟิกเคลื่อนไหวที่ได้เรียนตอนปี 3 เป็นจุดเริ่มต้นอีกจุดหลังจากตอนทำ Flipbook ที่เราเริ่มสนุกกับการทำภาพเคลื่อนไหว พอช่วงที่มี Jurassic, Star War มีหนังฮอลลีวูดที่เป็น CG Animation เราว่ามันเป็นอะไรที่จับต้องได้และดูอะเมซิ่งมาก อยากลองทำ เลยไปหาเรียนข้างนอก ซึ่งเหนื่อยมาก ต้องเรียนจนถึง 4 ทุ่ม แต่ก็สนุก”

รู้สึกถึงพลังวัยรุ่นขึ้นมาเลย!

Chapter 1 : Rocket Boy

“หลังจากที่เรียนข้างนอกจนเริ่มทำได้ ก็ได้เสนอแอนิเมชันสั้นเป็นธีสิสจบปริญญาตรี ผมเอาความผสมผสานจากการได้เรียนที่มหาวิทยาลัยสอน Motion Graphic เข้ามาผสมด้วย อาจารย์ก็เลยให้ทำ” นอร์ธเล่า

ในที่สุดก็ได้เวลา ‘ลองของ’ สักที แม้จะมีความยาวเพียงแค่ 30 วินาที แต่สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นไม่นานอย่างเขาถือว่าเป็นงานที่ท้าทายมาก และ Chapter แรกของการเป็นแอนิเมเตอร์ก็เริ่มต้นขึ้น

Rocket Boy เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการเล่นซนของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งสะท้อนจากตัวนอร์ธเอง ตอนเด็ก ๆ เขาชอบเล่นจุดจรวด จุดประทัด นำประทัดกับธูปผูกติดกันไว้เป็นการตั้งเวลา เมื่อธูปไหลลงมาถึงจุดหนึ่งแล้วเขาก็จะคอยฟังเสียง ‘ปั้ง’ นอร์ธชอบไอเดียนั้น จึงทำแอนิเมชันที่มีตัวละครเด็กชายหยิบจับเอาของที่อยู่ทั่วไปอย่างถังน้ำ หม้อ มาใส่เป็นชุดเกราะ แล้วก็ไปเล่นซน โดยมีสุนัขพันธุ์แจ็ครัสเซลล์เป็นผู้รับเคราะห์ ซวยไปพร้อมกับเด็กชาย

“ท้าทายมาก เราตั้งโจทย์โดยที่ยังไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือเปล่า แต่คิดว่าตั้งที่อยากได้ไว้ก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยไปหาหนทางของมันเอง เลยเป็น Learning Curve ที่กระโดดมาก ๆ” เขาพูดถึงการทำ ‘ควัน’ เป็นครั้งแรก ตอนเริ่มต้นเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะไปหาความรู้จากไหน แต่พอไปถามอาจารย์และได้โอกาสใส่ชุดนักศึกษาเข้าไปเรียนรู้วิธีการที่บริษัท CG ของอาจารย์ เขาก็เริ่มทำได้

“พอไปถึงผมก็ไปนั่งกับพี่ที่ออฟฟิศ บอกว่า ‘พี่ช่วยสอนผมทำควันหน่อย’ ถึงงานเขาจะก็ยุ่งอยู่แล้วเขาก็ทำให้ดู ผมก็จด ๆ แล้วรีบกลับมาฝึกต่อที่บ้าน สิ่งที่ลัดที่สุดไม่ใช่หนังสือ เพราะผมเป็นคนอ่านหนังสือช้า ผมวิ่งไปหาคนที่เป็น Professional ด้านนั้น ขอให้เขาสอนเรา

Rocket Boy เป็นเรื่องแรกที่จุดประกายว่า เราทำหนังแอนิเมชันเล่าในสิ่งที่อยากเล่าได้แล้ว เป็นตัวที่สำคัญมาก ๆ เลย” เขาพูดด้วยแววตาเป็นประกาย ความรู้สึกคงเหมือนการปั่นจักรยานได้ครั้งแรกแล้วลิงโลดในใจ ต่อไปนี้จะเป็นทางที่คดเคี้ยวแค่ไหนก็พร้อมจะลอง

และความภูมิใจของเขาตอนที่เป็นนักศึกษาจบใหม่ก็คือการที่แอนิเมชันสำเร็จสมใจ การนำธีสิสไปจัดแสดงที่สยามดิสคัฟเวอรี่แล้วมีคนจาก a day ของานของเขาไปลงหน้าหนึ่งของนิตยสารปก เรย์ แมคโดนัลด์ และการที่นำ Rocket Boy ส่งประกวดแล้วได้รางวัลที่ 1 งาน TAM: Thailand Animation and Multimedia มาครอบครอง

Chapter 2 : Cheez…z

“จบปุ๊บก็ทำงานเป็นแอนิเมเตอร์อยู่ที่บริษัทในเมืองไทยนี่แหละครับ” นอร์ธเล่าต่อถึง Chapter ถัด  ไปของชีวิต “อาจารย์ที่สอน Motion Graphic ผมเขาเรียกไปทำงานด้วย ดีใจมาก ได้งานเลย ทำอยู่สัก 2 ปี ถึงตัดสินใจบอกแกว่า อยากไปเรียนต่อที่อเมริกา เพราะแอนิเมชันมันเติบโตที่นั่น”

ในที่สุดนอร์ธก็ได้ไปเรียนต่อที่ Academy of Arts, San Francisco สาขา Animation and Visual Effect และได้ทำแอนิเมชันเรื่อง Cheez…z เป็นธีสิสจบ

Cheez…z คือการบอกให้คนหน้ากล้องฉีกยิ้ม เพื่อที่คนหลังกล้องจะกดชัตเตอร์ ซึ่งเรื่องราวของแอนิเมชันนี้ก็ไม่ได้ซับซ้อนนัก เป็นเพียงบ่ายวันหนึ่งที่คุณลุงใจดีอยากถ่ายรูปสวย ๆ ของนกตัวหนึ่งรูปเดียวเท่านั้น

อรุษ ตันตสิรินทร์ แอนิเมเตอร์คนไทยแห่ง Nickelodeon ผู้พา Warbie Yama บินไกลทั่วโลก

“จริง ๆ มันเริ่มจากบ่ายวันอาทิตย์ แสงอุ่น ๆ ตอนที่อยู่ซานฟรานซิสโก ผมไปเดินงาน Japan Town เห็นลุงญี่ปุ่นแต่งตัวดี ๆ ถือกล้องเก่า ๆ ตัวหนึ่ง แล้วแกก็ยืนยิ้ม น่ารักมาก ตอนนั้นไปกับเพื่อนแต่เพื่อนเดินไปหมดแล้ว ผมยังหยุดดูคุณลุงอยู่ไกล ๆ  เหตุการณ์วันนั้นเหมือนเป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากทำคาแรกเตอร์ตัวนี้ สำหรับผมมันดึงดูดมาก ๆ” นอร์ธพูดถึงตัวละครยามะ ที่มาก่อนเจ้าวอร์บี้เสียอีก 

เขารู้สึกเหมือนว่าลุงที่เขาผ่านไปเจอ น่าจะผ่านเรื่องราวในชีวิตมามาก คงจะตกผลึกอะไรหลายอย่าง แต่ยิ้มของลุงก็ทำให้คนอย่างเขามีความสุขตาม

“ส่วนนกเนี่ย มันมีเหตุการณ์ตอนเด็ก ๆ ที่มีนกบินชนกระจกบ้านแล้วบาดเจ็บ ก็เลยช่วยมันไว้ พอหายก็ปล่อยมันไป” เขาเล่าต่อ “เราว่าคาแรกเตอร์นกมีเสน่ห์ตรงที่เราจับต้องมันได้ยากมาก เรามักจะได้ความน่ารักของมันมาในรูปแบบของภาพถ่ายหรือไม่ก็อะไรบางอย่าง เพราะนกเป็นสัตว์ปีกที่มีอิสระ บินไปไหนก็ได้ 

“สมมติเราชอบนกตัวนี้ ก็ต้องลุ้นว่าจะได้เจออีกเมื่อไร เพราะมันบินแล้วบินไปไกล ไม่เหมือนกับหมาบางตัวที่ยังอยู่แถวนั้น คาแรกเตอร์นกจึงมีเสน่ห์ มันเป็นสัตว์ตัวหนึ่งที่มีคุณค่านะ ถ้าเราได้สัมผัส ได้จับมัน คุณลุงเลยขอแค่ว่าถ่ายรูปสวย ๆ รูปเดียว ทำไมถ่ายยากจัง” ด้วยเหตุนี้ ตัวละครหลักทั้งสองตัวจึงถือกำเนิดขึ้นมา

อรุษ ตันตสิรินทร์ แอนิเมเตอร์คนไทยแห่ง Nickelodeon ผู้พา Warbie Yama บินไกลทั่วโลก

“ในด้านเทคนิค การทำให้ตัวละครเคลื่อนไหว ผมรู้สึกว่ามันดีขึ้นนะ เพราะว่าเราไปเรียนแล้วได้เจอกับอาจารย์ที่เก่ง ๆ จึงได้รู้ว่าเราทำให้ตัวละครมีชีวิตได้มากขึ้น ซึ่งผมว่าตรงนี้คือส่วนสำคัญส่วนหนึ่งเลยที่ทำให้วอร์บี้มีวันนี้ได้ Expression ของวอร์บี้ สายตากวน ๆ ของมัน คนได้เห็นครั้งแรกก็จากเรื่องนี้ แล้วผมก็ชอบความเป็น Artistic Style ของมัน ผมไม่อยากให้มันดู Realistic มาก เพราะแบบนี้ดูแล้วอุ่นดี”

สำหรับดนตรีประกอบ นอร์ธที่ได้เล่นดนตรีแบบ Street Learner ช่วงมัธยม นำทักษะตรงนั้นมาแต่งเมโลดี้สั้น ๆ ในกับแอนิเมชันเรื่องนี้ โดยตอนแต่งก็นึกไปถึงทำนองที่คุณลุงยามะจะฮัมในหัว แล้วลองใส่คีย์บอร์ด ใส่กีตาร์ และเครื่องเคาะที่ฟังดูญี่ปุ่น ๆ เข้าไป จำกัดจำเขี่ยตามกำลังของนักเรียน แต่ก็ออกมามีเสน่ห์และติดหูทีเดียว

แล้วทำไมถึงเลือกจะทำให้แอนิเมชันไม่มีบทพูด – เราถามคำถามสำคัญ คำถามที่ติดอยู่ในใจตั้งแต่แรกได้ดู Cheez…z

“มันเป็นธรรมชาติของการทำ Short Film ทั่วไป เพราะการใส่บทพูดมันยาก เป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่เราต้องเขียนสคริปต์ขึ้นมา ต้องหาคนพากย์ ซึ่งจะเพอร์เฟกต์หรือเปล่าก็ไม่รู้ และส่วนตัวรู้สึกว่าการได้มองเห็นเป็นบุคคลที่สามนั่งดูเหตุการณ์ไกล ๆ ไม่ได้ยินว่าเขาพูดอะไร จะได้ความสนุกไปอีกแบบ แค่ภาพก็อาจสื่อพอแล้วโดยไม่ต้องมีคำพูดใด ๆ”

Chapter 3 : Warbie Yama

Chapter ที่ 3 นี้ ไม่ได้เป็นแอนิเมชัน หากแต่เป็นการนำตัวละครจาก Cheez…z มาพัฒนาต่อ ถึงอย่างนั้น Chapter นี้นี่แหละที่พาเขาให้เป็นที่รู้จักไปทั้งโลก

หลังจากเรียนจบเขาก็ได้งานเริ่ด ๆ สมความสามารถที่ Nickelodeon Studio ที่ L.A. ระหว่างนั้นหนังธีสิสอย่าง Cheez…z ได้เริ่มฉายในนิทรรศการและ Film and Animation Festival ทั้งในอเมริกาและประเทศอื่น ๆ ซึ่งเขาก็กวาดรางวัลมามากมายจากการเดินสายในคราวนั้น

วอร์บี้ยังอยู่ในใจเขาตลอด ว่าง ๆ เขาก็วาดเจ้านกเล่นบ้าง คิดเรื่องต่อจาก Short Film บ้าง แต่ยังไม่ได้ทำอะไรจริงจัง จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาได้ไปงานประมูลภาพเพื่อช่วยเหลือศิลปินแอนิเมเตอร์คนหนึ่งที่ป่วยเป็นมะเร็ง โดยส่งภาพวอร์บี้เล็ก ๆ ขนาด 5*7 นิ้วไปเข้าประมูลกับเขาด้วย ท้ายที่สุดเมื่อหมดเวลา ผู้หญิงเกาหลีคนหนึ่งก็ชนะประมูล และเดินยิ้ม ๆ ถือภาพออกไปจากห้อง

“มันเป็นจุดสำคัญที่ทำให้รู้สึกว่า เฮ้ย คาแรกเตอร์นี้อาจจะมีพลังบางอย่างในการสร้างสิ่งดี ๆ ก็ได้นะ ในอนาคตอาจจะทำอะไรได้มากกว่านี้” เขาเล่าถึงโมเมนต์จุดประกาย 

ตั้งแต่นั้นมาเขาก็เริ่มคิดเรื่องราวเพิ่มขึ้น แล้วก็ลองทำ Art ในรูปแบบอื่น ๆ ปั้นดินบ้าง วาดเป็นสีไม้บ้าง สีน้ำบ้าง ไปแจมอีเวนต์ แจมแกลเลอรี่ต่าง ๆ บ้าง ตามใจสนุกสนาน

อรุษ ตันตสิรินทร์ แอนิเมเตอร์คนไทยแห่ง Nickelodeon ผู้พา Warbie Yama บินไกลทั่วโลก
อรุษ ตันตสิรินทร์ แอนิเมเตอร์คนไทยแห่ง Nickelodeon ผู้พา Warbie Yama บินไกลทั่วโลก

“พอ Line เข้าเมืองไทย ก็มี Line Sticker เกิดขึ้น ที่บ้านก็อยากใช้ลายวอร์บี้ คุณแม่ชอบวอร์บี้มาก เลยลองทำดูนอกเวลาทำงาน” 

ช่วงปี 2014 สติกเกอร์เซ็ตแรกแจ้งเกิดใน Line และเป็นที่รู้จักไปหลายประเทศทั่วโลกในเวลาต่อมา ถึงจะไม่ค่อยมีคำพูดอะไร แต่นอร์ธก็เอ็นจอยกับการทำงานมาก เนื่องจากใน Short Film ที่เคยทำ Expression จะจำกัดโดยเนื้อเรื่อง แต่เมื่อเป็นสติกเกอร์เขาก็เล่นได้หลากหลายขึ้น ได้ลองคิดว่าคนจะใช้ส่งไปเพื่ออะไรบ้าง รวมถึงได้แอบใส่เนื้อเรื่องที่แต่งเพิ่มเข้าไปในเซ็ตถัด ๆ มาด้วย

“อย่างเช่นมีคุณลุงปั่นจักรยานแล้วมีคนซ้อนท้าย ซึ่งเป็นภาพ Silhouette เห็นแต่เงา นั่นเป็นครั้งแรกที่มีตัวละครใหม่ เป็นใครก็ไม่รู้มานั่งซ้อนท้ายอยู่ ก็มีแฟน ๆ ถามมาว่า คนที่ซ้อนท้ายลุงยามะคือใครคะ(หัวเราะชอบใจ) ก็เลยเริ่มสนุกที่มีคนติดตาม จริง ๆ มันคือสตอรี่ของป้ามะลิที่เราคิดมาอยู่แล้ว”

สักพักนอร์ธจึงเริ่มปล่อยคอมมิคลงในโซเชียลมีเดียตามเทศกาล คริสต์มาสบ้าง วาเลนไทน์บ้าง เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของวอร์บี้ ลุงยามะ และป้ามะลิ แม้จะต้องทำงานประจำไปด้วย เขาก็แบ่งเวลาว่างเล็ก ๆ น้อย ๆ มาทำงานส่วนนี้ไปด้วยอย่างช้า ๆ

“เราอยากให้คอมมิกพูดเรื่องราวที่ Positive เกิดความอบอุ่นใจ หรือบางเรื่องอาจจะเป็นกิมมิกเล็ก ๆ ที่สะท้อนมาจากสิ่งที่เรากลับไปแก้ไขในอดีตไม่ได้แล้ว เช่น อาจมีบางเหตุการณ์ที่เราไม่น่าแก้ปัญหาด้วยความโผงผาง ควรแก้ปัญหาโดยการใช้ความซอฟต์ก็ได้หรือเปล่า มันก็เลยออกมาในคอมมิกบางส่วน”

อรุษ ตันตสิรินทร์ แอนิเมเตอร์คนไทยแห่ง Nickelodeon ผู้พา Warbie Yama บินไกลทั่วโลก

ศาสตร์การเขียนคอมมิกต่างจากแอนิเมชันมากไหม?

“ผมว่าโดยพื้นฐานน่าจะคล้ายกัน คือเรื่องของเมจเสจหลัก เวลาเราจะบอกอะไรในนั้น แต่ว่าความท้าทายต่างกัน ด้วยความที่เป็นเฟรมเป็นภาพนิ่ง เคลื่อนไหวไม่ได้ โดยเฉพาะคอมมิกของวอร์บี้ยามะ ผมไม่ค่อยใช้คำพูดเลย เนื่องจากว่าแฟน ๆ มีหลายประเทศ เราเลยอยากเล่าให้เข้าใจตรงกันได้โดยเอาคำพูดทิ้งไป 

“บางทีอย่างถ้าอ่านการ์ตูนที่คำพูดเยอะ ๆ รูปเดียวเล่าได้ตั้งหลายอย่าง แต่อันนี้รูปเดียวยังไม่พอ ต้องเพิ่มอีกหลาย Panel เพราะฉะนั้นกระบวนการคิดจึงท้าทายขึ้น”

เพราะการทำงานแบบ One Man Show ไม่ได้มีทีมเป็นร้อย ๆ เหมือนการ์ตูนทั่วไป วอร์บี้จึงค่อย ๆ เติบโตและใช้เวลาเป็นสิบปีกว่าจะมาถึงวันนี้ที่มีคนชอบทุกเพศ ทุกวัย นอร์ธบอกว่าคนมักชอบวอร์บี้เพราะเชื่อมโยงกับตัวเองหรือคนรู้จัก ซึ่งดูกวน ๆ เหวี่ยง ๆ บ้าง แต่ในขณะเดียวกันก็น่ารัก

“คนอเมริกันเห็นมันก็พูดว่า Side Eyes Chick อะไรอย่างนี้ พูดมาแต่ไกลเลยโดยที่ยังไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับมัน มันโดดเด่นมาตั้งแต่หน้าตาแล้ว” แอนิเมเตอร์เล่าอย่างอารมณ์ดี

Chapter 4 : Lucky

เราขอให้เขาเล่างานส่วนตัวอีกสักงานให้ฟัง นอร์ธนิ่งคิดสักพักแล้วเริ่มเล่าถึง ‘Lucky’ ด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปชัดเจน

Lucky เป็นแอนิเมชันสั้น ๆ เกี่ยวกับหมาตัวหนึ่งที่เขาเคยเลี้ยงสมัยประถม พอถึงเวลาต้องย้ายบ้านแล้วพาหมาไปด้วยไม่ได้ จึงจำเป็นต้องทิ้งลัคกี้ไว้ หลายปีต่อมา เมื่อนอร์ธกลับไปบ้านเก่าแล้วถามถึงเพื่อนตัวเดิม คนแถวนั้นบอกว่ายังเห็นลัคกี้ไปรอที่ท่าน้ำทุกวันเหมือนที่เคยทำตอนนอร์ธอยู่ แต่ตอนนี้ไม่เห็นอีกแล้ว

“คล้าย ๆ หนังฮาจิที่เคยดูเลย แต่เป็นเรื่องจริงของเรา” นอร์ธเอ่ย 

“ลัคกี้เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลที่ตลกมากของออสเตรเลีย ชื่อ The Loop ที่ให้ทุกคนทำแอนิเมชันมา จะยาวหรือสั้นแค่ไหนก็ได้ แต่ต้องวนลูปไปเรื่อย ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นสนุก ๆ อาร์ต ๆ

“ตอนนั้น The Loop จะมาจัดที่ Nickelodeon Studio ในธีม Childhood ให้เวลา 4 วัน” เมื่อพูดถึงเทศกาล แววตาของเขาก็สดใสขึ้น “ผมนึกไปถึงเหตุการณ์ของลักกี้ได้ยังไงก็ไม่รู้ กลายเป็นที่มันรอทุกวันเป็น Loop ได้ แต่ Loop ของมันเศร้าเหมือนกัน ตอนเช้าลักกี้ออกมารอที่ท่าเรือ เห็นเรือลำหนึ่งออกมาเทียบท่า คนเดินขึ้นมา ลักกี้มอง ก็ยังไม่ใช่ รอจนเย็นพระอาทิตย์ตก ก็เดินหมาหงอยกลับบ้าน แล้วก็วนมาใหม่ คือตอนเช้าเดินมาที่โป๊ะ”

ท่ามกลางหนังสั้นตลก ๆ Lucky ที่ถูกจัดไว้ลำดับสุดท้ายของคืนนั้น พาให้ทุกคนในคอร์ทยาร์ดเงียบกริบ 

“ปรากฏว่าวันนั้น Lucky ได้รางวัลที่ 1 จากการโหวต” แอนิเมเตอร์เผย แสดงว่าเรื่องเศร้าในวัยเด็กกินใจคนไม่น้อย “จึงเป็นอีกแพลนหนึ่งว่า เดี๋ยวในอนาคตจะทำให้มันสมบูรณ์ เพราะอันนี้เป็นเหมือนโมเมนต์สั้น ๆ แค่นาทีกว่า”

เจาะเส้นทางของ 'นอร์ธ' อรุษ ตันตสิรินทร์ แอนิเมเตอร์ชาวไทยแห่ง Nickelodeon ตั้งแต่จุดสตาร์ทมาจนถึงวันที่ Warbie Yama ประสบความสำเร็จ

ทำไมถึงเลือก Lucky มาเล่าชีวิตใน Chapter ถัดไป?

“มันเหมือนคนละโลกกับวอร์บี้เลย แต่ว่ารากเหมือนกัน คือกลับไปวัยเด็กอีกแล้ว เราอยู่ห่างบ้านนาน ๆ บางทีเราก็นึกถึงตอนอยู่ที่อเมริกา เมือง Burbank จะมีร้านแผ่นเสียงเก่า ๆ เราเจอแผ่นเสียงอย่าง Carpenters, DGs ที่พ่อแม่ชอบฟัง เลยทำให้เรานึกถึงเรื่องราวเก่า ๆ 

“เราอยากเล่าบางเรื่องที่อาจจะไม่ขำ แต่ว่าได้อะไรบางอย่าง”

นัก (ค่อย ๆ) เล่าเรื่อง

ถึงจะประสบความสำเร็จในส่วนของแอนิเมชันสั้น Line Sticker และคอมมิก แต่นอร์ธยังไม่มีแผนจะต่อยอด Warbie Yama เป็นแอนิเมชันเรื่องยาว เนื่องจากปัจจัยหลายอย่าง ทั้งทีมสร้าง ทุน แต่หากทุกอย่างพร้อมเมื่อไหร่ ก็ (อาจจะ) เป็นไปได้

“ตั้งแต่ทำวอร์บี้มา ไม่ได้คิดเลยว่าปลายทางคืออะไร หรือเราจะได้อะไรจากมัน เราไม่ได้จะทำสินค้าเพื่อรวย ทำหนังเพื่อโกยเงิน หรือจะได้เป็นผู้กำกับ คิดแค่ว่า ‘ตอนนี้ฉันอยากเล่าเรื่องแบบนี้’ ก็เลยเล่าออกมา เวลาผ่านไปก็สะสมมาจนกระทั่งออกมาเป็นแบบนี้ ส่วนพาร์ต Business ก็ทำตามสมควร

“พอไม่ได้คาดหวังมาก จิตใจเราก็เลยยังอยู่ ยังทำงานสื่อสารออกมาได้ดี คนดูก็คงจะรู้สึกได้ถึงความจริงใจที่เราสื่อออกไป เลยเป็นรากฐานที่ค่อนข้างแข็งแรง”

ในการสร้างสรรค์งาน ส่วนที่ท้าทายที่สุดสำหรับนอร์ธคือเนื้อเรื่อง เพราะเกี่ยวข้องกับอารมณ์ของคนดู แอนิเมเตอร์ต้องคิดว่าจะเริ่มยังไงให้สวย ไคลแมกซ์ยังไงให้สุด จบยังไงให้ดี ส่วนเมื่อถามถึงสูตรหรือเทคนิคในการคิดงาน เขาตอบทันทีเลยว่า ไม่มี เขาเพียงแต่ทำงานตามความรู้สึก และมุ่งให้คนดู ‘ได้อะไรสักอย่าง’ จากการเสพงาน ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้มหรือความรู้สึกอื่น ๆ ก็ตาม

“ศิลปะบาโรกจะมียุคหนึ่งที่มักใช้ศิลปะแนวมืดมน ซึ่งบางทีศิลปะนั้นอาจทำให้คนดูรู้สึก Release อันนี้คือหนึ่งในบทเรียนตอนที่เรียน History of Arts เลยว่า เมื่อ Release อะไรออกมาบางอย่างแล้ว ความสุขจะตามมาทีหลัง

“แต่ว่าของผมมันไม่ได้ Extreme ขนาดนั้น แค่เป็นโมเมนต์หนึ่ง ทำให้คนรู้สึกอย่างหนึ่ง เช่น วอร์บี้นั่งอยู่ในต้นไม้ มองออกไปแล้วฝนตก สักพักหนึ่งก็เปลี่ยนเป็นแดดออกแล้วนกร้องจิ๊บ ๆ ผมก็เขียนสั้น ๆ ว่า ‘Rain or shine can brings joy’ ต่อให้ฝนตกหรือแดดออก มันก็มีความสุขได้เหมือนกัน” 

เราว่าเขาเป็นนักเล่าเรื่อง เขาไม่เพียงวาดรูปหรือทำแอนิเมชัน แต่มีเรื่องที่อยากเล่า มีความรู้สึกที่อยากส่งต่อ ซึ่งสิ่งที่น่าประทับใจก็คือ แม้บางครั้งจะไม่ได้ใส่คำบรรยายอะไร ผู้คนก็ถอดความหมายสิ่งที่เขาจะสื่อออกมาได้ตรงใจอย่างไม่น่าเชื่อ

เจาะเส้นทางของ 'นอร์ธ' อรุษ ตันตสิรินทร์ แอนิเมเตอร์ชาวไทยแห่ง Nickelodeon ตั้งแต่จุดสตาร์ทมาจนถึงวันที่ Warbie Yama ประสบความสำเร็จ

นิทรรศการในครั้งนี้ใช้เวลาเตรียมงานถึง 2 ปี กว่าจะเนรมิตรทุกอย่างออกมาให้เป็นดั่งภาพในจินตนาการของนอร์ธได้ ถ้าคุณได้มาดู ก็จะได้เห็นตั้งแต่สมุดสเก็ตช์ภาพวอร์บี้ เห็นวอร์บี้ขนาดเท่าของจริง วอร์บี้ในจอที่ Interact กับผู้ชมได้ เพลงเพราะ ๆ จากวอร์บี้ออเคสตร้า วอร์บี้ในรูปแบบงานศิลปะต่าง ๆ ไปจนถึงวอร์บี้จากลายเส้นของศิลปินหลายประเทศ นอกจากนี้ยังมีวอร์บี้รับบทเป็นนักแสดง MV เพลงที่ ป๊อด Moderndog ร้องกับ โบ Triumph Kingdom ที่นอร์ธภูมิใจนำเสนอด้วย

“ผมคิดว่านิทรรศการนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่วิเศษมาก อาจจะดีก็ได้ถ้ามันได้ไปประเทศอื่นด้วย เช่นประเทศที่มี Fanbase อยู่แล้ว อย่างไต้หวัน อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น หรือแม้แต่อเมริกา แต่อย่างที่บอก เราไม่ได้มีแพลนอะไรเยอะแยะ เราไปตามที่รู้สึกว่ามันสมควร ณ เวลานี้ แล้วพอโอกาสอะไรมาก็ค่อยว่ากัน

อยากบอกอะไรกับคนที่อยากเป็นแอนิเมเตอร์เหมือนกันไหม?

“งานนี้เป็นงานที่เต็มไปด้วยจินตนาการ อยากเล่าเรื่องอะไรก็แล้วแต่ เล่าได้เลย อยากจะส่งเมสเสจที่ดีกับคนก็ได้ เราก็ทำเรื่อย ๆ ทำแบบที่ชอบ ให้คนอื่นดูบ้างแล้วค่อย ๆ ปรับไป ทุกอย่างใช้เวลา แค่ต้องทำไปเรื่อย ๆ เท่านั้นเอง”

จากที่ไม่ได้รู้จักวอร์บี้มากนัก รู้จักแค่ในฐานะสติกเกอร์ไลน์หน้าตาคุ้น ๆ ที่เพื่อนส่งมา หลังจากที่คุยกันจนจบ ได้ฟังเส้นทางการทำงานด้วยใจรักของนอร์ธ เราก็วิ่งลงไปซื้อภาพวาดวอร์บี้ถือไอติมที่ช็อปด้านล่าง แล้ววิ่งขึ้นมาอีกครั้งเพื่อให้เขาเซ็นก่อนจะกลับ

ขอให้งานสร้างสรรค์และคนทำงานจงเจริญ!

เจาะเส้นทางของ 'นอร์ธ' อรุษ ตันตสิรินทร์ แอนิเมเตอร์ชาวไทยแห่ง Nickelodeon ตั้งแต่จุดสตาร์ทมาจนถึงวันที่ Warbie Yama ประสบความสำเร็จ

นิทรรศการ “It’s me, Warbie! The Inside World of Warbie Yama” จัดแสดงตั้งแต่ 25 พฤศจิกายน 2565 – 25 มกราคม 2566 ที่ RCB Galleria 2 ชั้น 2 ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก ซื้อบัตรได้แล้วที่ The Gallery Shop ชั้น 1 River City Bangkok หรือซื้อบัตรออนไลน์ได้ที่ Ticketmelon (https://bit.ly/3MCcryU) และ ZipEvent (https://bit.ly/3MFLsmk) ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมทาง LINE Official : @rivercitybangkok

Writer

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load