‘น้องนอนในห้องเสื้อ’ คือคอลัมน์ใหม่ใน The Cloud ที่ตั้งใจไปเยี่ยมห้องเสื้อแบรนด์แฟชั่น และคุยกันเรื่องบทเรียนธุรกิจ โดย น้องนอนในห้องลองเสื้อ เพจเล็กๆ ที่ชอบลองเสื้อในร้านนานๆ เป็นชีวิตจิตใจ 

ด้วยเพราะสนใจการไปเที่ยวร้านเสื้อผ้า ชอบการมีอยู่ของร้านเล็กๆ ในยุคที่ออนไลน์เฟื่องฟู และเติบโตมาในยุคที่คนซื้อเสื้อผ้าสำเร็จจากตลาดและห้างร้าน เวลาเห็นเสื้อตัดของแม่ในตู้เสื้อผ้าที่ทนแสนทน และยังรับพอดีกับรูปร่างก็อดอิจฉาไม่ได้ 

หลังจากวิ่งเข้าวิ่งออกห้องลองเสื้อแบรนด์ต่างประเทศมาจำนวนหนึ่ง ก็คิดอยากมีพื้นที่รวบรวมห้องเสื้อแบรนด์ไทยหลากสไตล์ หลากขนาด และหลากระดับดูบ้าง แต่จะไปลองเสื้อเฉยๆ ก็ดูใช้หน้าที่การงานในทางมิชอบ เลยขอเข้าไปพูดคุยเรื่องแนวคิดการทำธุรกิจแฟชั่น เผื่อใครที่สนใจธุรกิจ หรือแวดวงแฟชั่นเข้ามาก็จะได้ถือเป็นการแลกเปลี่ยนกัน แต่ถ้าใครคิดว่าธุรกิจแฟชั่นนั้นเข้มเกินไป ก็ข้ามไปอ่านเรื่องห้องลองเสื้อที่ล้อมกรอบด้านล่างอย่างเดียวก็ได้

‘น้องนอนในห้องเสื้อ’ ตอนที่ 1 พาไปเปิดห้องเสื้อ VL BY VEE แบรนด์ไทยที่วงการแฟชั่นและศิลปะญี่ปุ่นให้การยอมรับ ทั้งไม่เคยหายไปจากหน้านิตยสารและรายการวาไรตี้ของญี่ปุ่น และยังเป็นแบรนด์ที่มีแฟนๆ จงรักภักดีมาก ไม่ว่าจะออกคอลเลกชันไหนก็พากันกลับมาซื้อซ้ำ 

ในมุมของการออกแบบ VL BY VEE เป็นแบรนด์ไทยแท้ๆ ที่คิดอย่างคนญี่ปุ่น ละเอียดมาก (ในบทความมีคำว่าละเอียด ถึง 20 คำ) ละเอียดจนคนญี่ปุ่นยังชมว่าละเอียด

เข้าห้องเสื้อ VL BY VEE ลองชุดและลองคุยว่าทำไมเป็นแบรนด์ไทยขายดีที่ดังมากในญี่ปุ่น, วี-ฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์

ในมุมธุรกิจ เราคุยกับ วี-ฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์ เจ้าของแบรนด์ ถึงวิธีขายที่นอกตำรา การขายออนไลน์เมื่อ 13 ปีก่อน และวิธีคุยกับลูกค้าจนรู้ใจไปทุกเรื่อง ไปจนถึงขั้นตอนการขายในห้างฯ ญี่ปุ่นที่รู้แล้วทึ่งไม่หาย

ไม่ว่าความรู้สึกแรกที่คุณมีต่อเสื้อผ้าของ VL BY VEE จะเป็นอย่างไร สงสัยว่าใครใส่ สงสัยว่าใส่ยังไง สงสัยว่าทำไมขายดีจัง ลองฟังเรื่องราวด้านล่าง แล้วภาพแฟชั่นญี่ปุ่นของคุณจะเปลี่ยนไป (แต่ใจที่ยังอยากเป็นแม่บ้านญี่ปุ่นยังไม่เปลี่ยนแปลง)

ใครอ่านจบแล้วไปลองกระโปรงของคอลเลกชัน Autumn/Winter 2020-21 ‘MY PLEASURE’ อาจจะต้องบินไปถึงญี่ปุ่นนะ เพราะแม้จะขายที่ญี่ปุ่นแล้ว แต่ยังไม่เข้าร้านที่ไทยเลย 

เข้าห้องเสื้อ VL BY VEE ลองชุดและลองคุยว่าทำไมเป็นแบรนด์ไทยขายดีที่ดังมากในญี่ปุ่น, วี-ฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์

1

จากนักเรียนธุรกิจผู้เรียนต่อด้านออกแบบสิ่งทอเพื่อทำงานศิลปะตามฝัน

ความฝันของวีคือการทำงานศิลปะ (Fine Art)

หลังเรียนจบคณะบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วีสมัครเรียนต่อด้านการออกแบบสิ่งทอ ที่ Kobe Design University โดยมีเพียงแฟ้มผลงานวาดรูป จนได้เข้ามาเป็นนักเรียนวิจัยของคณะแฟชั่นและสิ่งทอ เธอใช้เวลาเพียงครึ่งปีก็สอบเข้าเรียนปริญญาโทได้

“การสอบเข้านั้นใช้ข้อสอบชุดเดียวกับคนที่เรียนแฟชั่นมาสี่ปี ช่วงเป็นนักเรียนวิจัยอยากเรียนวิชาอะไร หรือทดลองทำอะไรก็ปรึกษาอาจารย์ได้ทุกอย่าง ก่อนตัดสินใจเลือกเรียนด้านย้อมและสิ่งทอเพราะว่าเป็นแก่นของ Textile”

เข้าห้องเสื้อ VL BY VEE ลองชุดและลองคุยว่าทำไมเป็นแบรนด์ไทยขายดีที่ดังมากในญี่ปุ่น, วี-ฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์

วีบอกว่าเธอชอบแต่งตัว ชอบเสื้อผ้า แต่ไม่ได้คิดว่าจะเรียนแฟชั่นเพื่อทำเป็นอาชีพ 

“ตอนนั้นอยากทำงานศิลปะมากกว่า ซึ่ง Textile อยู่ตรงกลางระหว่างศิลปะและโลกความเป็นจริง ช่วงเรียนก็คิดแต่จะสร้างงาน ไม่ได้จะทำสินค้าเลย สำหรับเรางานศิลปะไม่จำเป็นต้องเป็นภาพวาด เราสนุกกับการทดลองหาเทคนิคใหม่ๆ เพื่อให้ได้งานศิลปะแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน 

“ช่วงยังเป็นนักเรียนวิจัย เราทำงานทอผ้าเป็นเรื่องราวของช้างในเมืองไทย ซึ่งคนญี่ปุ่นเข้าใจว่าช้างไทยในเมืองคือสัญลักษณ์ของความล้าหลัง เรื่องเล่าตั้งแต่ป่าสู่เมือง จนถึงวาระสุดท้ายของช้าง ต่อมาเราอินเรื่องต้นไม้และเทวดาที่อยู่ในต้นไม้ เพราะโกเบที่เราอยู่มีแต่ภูเขา มีศาลเจ้าเก่าๆ ที่มีต้นไม้ใหญ่ๆ เป็นช่วงที่อยู่เหงาๆ แล้วรู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่มาจากต้นไม้เหล่านั้น และที่ผ่านมา Textile จะเป็นงานแบนๆ เราอยากทำให้มีมิติ ก็เลยลองทอผ้าด้วยเทคนิคทอสองชั้นจากกี่อันเดียว ยัดนุ่นลงไป จากนั้นสอยผ้าให้เป็นต้นไม้ นอกจากนั้นก็มีงานภาพที่ทอด้วยเทคนิคมัดหมี่ ซึ่งปกติจะเกิดลายเดียวกันทั้งผืน เราก็ต้องคำนวณเส้นเริ่มและเส้นจบ ไปจนถึงการย้อมหลายชั้นให้ได้สีไล่กันไป”

เข้าห้องเสื้อ VL BY VEE ลองชุดและลองคุยว่าทำไมเป็นแบรนด์ไทยขายดีที่ดังมากในญี่ปุ่น, วี-ฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์

นอกจากใช้ทำงานศิลปะแล้ว ความรู้เชิงลึกเรื่องสิ่งทอทำให้วีเข้าใจวัตถุดิบ รวมถึงให้ความสำคัญกับเนื้อผ้าและเส้นใยมากๆ เธอรู้ว่าผ้าแบบไหนทำเสื้อทรงนี้สวย แบบไหนที่ใส่สบาย หรือแบบนี้ดีต่อสิ่งแวดล้อม

“มาจนถึงวันนี้ก็ยังใช้ความรู้ที่เรียนมาไม่หมดนะ วันหนึ่งถ้าเกิดได้ทำงานที่รวมความรู้ทุกอย่างที่มีก็คงดี”

เข้าห้องเสื้อ VL BY VEE ลองชุดและลองคุยว่าทำไมเป็นแบรนด์ไทยขายดีที่ดังมากในญี่ปุ่น, วี-ฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์

เริ่มจากขายเสื้อผ้าคู่สีสนุกบนออนไลน์ ซึ่งป๊อปมากในสายตาคนญี่ปุ่น ทำให้ VL ยุคแรกขายดีสุดๆ

หลังเรียนจบ ช่วงปี 2007 วีกับเพื่อนชาวญี่ปุ่นตัดสินใจเริ่มทำร้านออนไลน์ชื่อ TAMARIBA มีเสื้อผ้าและข้าวของกระจุกกระจิกจากกี่เล็กๆ ที่บ้าน เป็นการทำเพราะความสนุก ไม่ได้มีคอลเลกชัน ซึ่งบางเดือนมีเสื้อผ้า 4 – 5 แบบแล้วแต่เวลาที่มี โดยระหว่างที่กลับมาประเทศไทย เธอยังคงทำงานศิลปะไปพร้อมๆ กับงานเขียนหนังสือ แปลหนังสือ และทำเสื้อผ้าเป็นเพียงงานอดิเรก ภายใต้ชื่อแบรนด์ ‘VL’ มาจาก ‘วชิราภรณ์ ลิมวิภูวัฒน์’ ชื่อ-นามสกุลของวี 

โจทย์ของวีตอนที่ทำแบรนด์ VL ช่วงปี 2007 คือทำเสื้อผ้าที่น่ารักและสดใหม่ให้คนญี่ปุ่นใส่ 

เข้าห้องเสื้อ VL BY VEE ลองชุดและลองคุยว่าทำไมเป็นแบรนด์ไทยขายดีที่ดังมากในญี่ปุ่น, วี-ฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์

“Relax and Charming คือ ใส่สบาย เพราะขายบนออนไลน์ จะทำเสื้อที่ไม่มีไซส์หรือเข้ารูปคงไม่ได้ สบายแล้วยังต้องมีเสน่ห์ นั่นคือไม่ใช่เสื้อผ้าที่เห็นทั่วๆ ไปในท้องตลาด ต้องมีอะไรใหม่ เช่น บางทีก็ใส่ผ้าไทย แรกๆ เราใช้ผ้าขาวม้า ยุคนั้นแม้แต่แบรนด์ไทยก็ไม่มีใครใช้ผ้าขาวม้าทำเสื้อผ้าเลย เราชอบเรื่องนี้อยู่แล้วตั้งแต่ตอนเรียน ชอบเดินงาน OTOP ไปหาซื้อผ้าที่ดูไม่ทันสมัย มาทำให้ทันสมัย เพื่อมาเอามาใช้ในชุดยุคแรกของเรา”

เพราะคู่สีของผ้าขาวม้าไทยที่ไม่เหมือนใคร จึงดูป๊อปมากในสายตาคนญี่ปุ่น ทำให้ VL ยุคแรกขายดี

เข้าห้องเสื้อ VL BY VEE ลองชุดและลองคุยว่าทำไมเป็นแบรนด์ไทยขายดีที่ดังมากในญี่ปุ่น, วี-ฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์

ช่วง 2 -3 ปีแรกของการทำแบรนด์ มีลูกค้าประจำรอซื้อในออนไลน์ ทุกครั้งที่ปล่อยสินค้าใหม่ก็ขายหมดภายใน 2 วัน วีเล่าว่าส่วนหนึ่งเพราะเธอทำในจำนวนจำกัดและราคาไม่แพง ช่วงปี 2011 จึงเริ่มทำแบรนด์ที่มีคอลเลกชันจริงจัง และนอกจากเสื้อผ้าออกแบบใหม่ เธอยังแตกไลน์เสื้อผ้ารีเมกจากเสื้อวินเทจที่เธอชอบ ภายใต้ชื่อแบรนด์ชื่อ VL’s Gumgum ซึ่งมีจุดแข็งคือความสนุก คาดเดาไม่ได้ว่าเธอจะเปลี่ยนรูปทรงหรือจับคู่สีออกมาอย่างไร

“เป็นช่วงที่อิสระมาก ไม่ได้คิดถึงธุรกิจเท่าไหร่ เราทำคอลเลกชันและไปแสดงงานที่ญี่ปุ่นเพียงปีละครั้ง ฟังดูจะเซอร์ๆ หน่อย เราพอใจทำเท่านี้ ทำ Pop-up โชว์เสร็จก็ขายเลย คนก็มาจองๆ ไว้ พอหมดงานก็ขายหมด แล้วถึงค่อยผลิตเพิ่มขายในออนไลน์ ซึ่งก็ขายได้เรื่อยๆ ไม่ได้มีปัญหา”

3

ปรับวิธีคิดเมื่อแบรนด์เริ่มอยากเห็นเสื้อผ้าเข้าไปขายอยู่ตามร้านดัง

เมื่อผลตอบรับดีขึ้นเรื่อยๆ ก็มาถึงจุดเปลี่ยน วีตัดสินใจพักงานศิลปะ มาลุยทำแบรนด์จริงจังในปี 2014 ตั้งแต่เปลี่ยนชื่อเป็น ‘VL BY VEE’ เพื่อให้คนค้นหาข้อมูลของแบรนด์ในอินเทอร์เน็ตง่ายขึ้น ทำลายพิมพ์ของตัวเอง ย้ายไปจัดนิทรรศการและงานโชว์ในช่วงเดียวกับ Tokyo Fashion Week เหมือนแบรนด์อื่นๆ เพื่อให้สะดวกต่อ Buyer (ผู้ซื้อ) ที่มาเลือกซื้อสินค้าไปลงขาย รวมถึงการทำประชาสัมพันธ์ต่อ

“เรามาถึงจุดที่อยากเห็น ‘ผล’ เริ่มมี Buyer เจ้าดังมาสนใจ ชวนไปแสดงงานใหญ่ แต่เราก็ยังไปไม่ถึงจุดที่ร้าน Selected รายใหญ่ซื้อของเราไปขาย เราเริ่มอยากเห็นเสื้อผ้าเราไปอยู่ตามร้านต่างๆ จึงต้องปรับวิธี” 

ความต้องการจาก Buyer ที่มากขึ้น ส่งผลต้องผลิตในจำนวนที่เพิ่มขึ้น จะมารีเมกทีละตัวเหมือนเดิมคงไม่ได้ 

“เรายังชอบงานรีเมกอยู่นะ แต่พอวัตถุดิบอย่างเสื้อวินเทจไม่เหมือนกันก็ลำบาก Buyer และเมื่อเราต้องผลิตเยอะขึ้น ก็ต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานให้มีระบบระเบียบมากขึ้นตามประสบการณ์ โดยแก่นของแบรนด์ที่อยากให้คนใส่สนุกและได้พลังงานบวกยังไม่เปลี่ยนไป

“ในมุมของกลุ่มลูกค้าที่เติบโตขึ้น ถ้าเรายังอยู่เหมือนเดิม กลุ่มคนที่ชอบเราจะเหลือเพียงคนที่ชอบแต่งตัวมากๆ จริงๆ เขาถึงรับได้ทุกอย่างที่เราปล่อยออกมา เมื่อกลุ่มเป้าหมายเปลี่ยนไป มีคนหลายวัย หลายอาชีพ จากเดิมมีลูกค้าหลักคือนักออกแบบที่สนุกกับงานของเรา เราต้องคิดถึงกลุ่มพนักงานออฟฟิศซึ่งที่ผ่านมาเขาชอบ Vibe ของแบรนด์ แต่ใส่ไปทำงานจริงไม่ได้ นึกภาพตัวเองใส่ในชีวิตประจำวันไม่ออก” วีเล่า

เข้าห้องเสื้อ VL BY VEE ลองชุดและลองคุยว่าทำไมเป็นแบรนด์ไทยขายดีที่ดังมากในญี่ปุ่น, วี-ฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์

ปัจจัยสี่ที่ไม่ได้มีดีแค่เปลือกนอก

วีเชื่อเสมอว่าแฟชั่นไม่ควรมีดีแค่เปลือก เพราะแก่นของเสื้อผ้าคือการเป็นปัจจัยสี่ สำคัญคือต้องใส่สบาย วีจึงเลือกวัตถุดิบและผ้าที่ดี ใส่แล้วสบายตัว เป็นความรู้สึกที่เธอรู้สึกกับเสื้อผ้าจริงๆ งานของ VL BY VEE จึงออกมาแบบนี้ ซึ่งคนที่ใส่ก็สัมผัสได้ ไม่แปลกที่ลูกค้าญี่ปุ่นเกือบทุกคนจึงรู้สึกพิเศษกับแบรนด์

“เราไม่เคยลืมว่ากำลังทำเครื่องนุ่งห่มที่ใช้งานได้จริง ทำให้คิดถึงฟังก์ชัน สมมติทรงนี้ประหลาดจัง จะถอดและใส่อย่างไร โครงเสื้อสวยจากการเบี้ยวไปเบี้ยวมาใส่สบายจริงหรือเปล่า เป็นเราเองที่ชอบจับวัสดุต่างชนิดกันมาเจอกัน สำคัญคือเมื่ออยู่ด้วยกันแล้วซักได้จริงใช่ไหม เราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะคนที่ซื้อไปในราคาเท่านี้ เขาไม่ควรรู้สึกมีปัญหาใส่ครั้งเดียวแล้วเสีย หรือใส่ไม่สบาย ไม่อยากให้รู้สึกว่าดีไซน์แปลกดีแต่อึดอัดจังเลย”

สำหรับวี เสื้อผ้าที่ดีคือเสื้อผ้าที่มีฟังก์ชันและดีไซน์ใหม่

“ถ้าผลิตแต่งานซ้ำๆ คนไปซื้อที่อื่นก็ได้ ไม่ต้องซื้อของเรา แค่นี้ก็มีคู่แข่งเยอะมากแล้ว เราบอกตัวเองเสมอว่า ถ้างานออกมาไม่ดีมันก็เป็นขยะของโลกเปล่าๆ จะมาเพิ่มขยะทำไม ถ้าสมมติต้องปล่อยของไม่ดีออกมาเยอะๆ สู้ทำแบบให้น้อยลง และทำให้ดีมากไปเลยไม่ดีกว่าหรอ เพราะถ้าคนที่ใส่รู้สึกสบายเขาก็จะกลับมาซื้อซ้ำ ไม่ใช่ซื้อครั้งเดียวแล้วเลิกไป ซึ่งนั่นไม่ใช่ประเด็นที่เราทำเสื้อ เราคิดเรื่องพัฒนาสินค้ามากกว่ากำไร ซึ่งไม่ควรเอาอย่างนะ ดังนั้นอย่าถามเราเรื่องขายเลย เราคิดว่าทำของที่ดี คนก็จะกลับมาหาเอง เราเชื่อแบบนั้น ซึ่งความจริงมันผิด”

ทำไมผิด เราถาม

“ทำธุรกิจก็ต้องศึกษาก่อนว่าใครต้องการอะไร แล้วจึงทำของออกมาตอบสนองตลาด แต่เราทำจากความชอบ ไม่ได้คิดทำเป็นธุรกิจ อยู่ๆ วันหนึ่งลุกขึ้นมาบอกว่าอยากรวย แบบนั้นไกลเกินไป ไม่ใช่ตัวเราเลย ไม่ทำดีกว่า ไม่ได้อยากทำอะไรแบบนั้น”

เข้าห้องเสื้อ VL BY VEE ลองชุดและลองคุยว่าทำไมเป็นแบรนด์ไทยขายดีที่ดังมากในญี่ปุ่น, วี-ฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์

5

จุดแข็งของแบรนด์อยู่ที่ความละเอียดที่ลอกเลียนได้ยาก

“ความละเอียดเป็นจุดแข็งหนึ่งที่แบรนด์อื่นๆ แม้แต่ในญี่ปุ่นก็ไม่มี เขาอาจจะละเอียดแบบอื่น ซึ่งเราไม่รู้ คนที่เข้ามาดูเสื้อผ้าเรา ไม่ว่าจะดีไซเนอร์ญี่ปุ่นก็ตาม มักจะบอกว่างานของเรามันละเอียด ยิ่งดูยิ่งละเอียด เพราะเป็นนิสัยของเราเอง ชอบมองไปถึงเส้นด้ายและฝีเข็ม เรามองเห็นทุกอย่าง” วีเล่า

เข้าห้องเสื้อ VL BY VEE ลองชุดและลองคุยว่าทำไมเป็นแบรนด์ไทยขายดีที่ดังมากในญี่ปุ่น, วี-ฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์

ถ้าไม่นับเรื่องลายพิมพ์และลายปักบนผ้าในแต่ละคอลเลกชันที่ถึงจะเป็นจุดเด่นของแบรนด์ ก็ยังมีโอกาสถูกลอกเลียนแบบอยู่ดี วีบอกว่าเธอไม่คิดว่าจะมีใครยอมลอกเลียนรายละเอียดที่ซ่อนอยู่เพราะมันยุ่งยากพอตัว

“เช่น เนื้อผ้าที่มองด้วยตาเห็นเป็นเส้นเล็กๆ มาจากการทำให้ผ้าพลีทเรียบชั้นหนึ่ง เพื่อให้เกิดลายก่อนจึงนำมากุ๊นแต่งคอเสื้อ ทำให้คล้ายก็คงทำได้ แต่ทำให้ละเอียดแบบนี้เลยคงยาก ซึ่งต่อให้เขาทำตามเป๊ะก็คงไม่เหมือน และดูไม่ใช่ VL เราก็เลยช่างมัน”

ไม่ใช่แค่แบบทรงของเสื้อผ้าแสนละเอียด วิธีคิดขายของ VL BY VEE ก็ช่างละเอียดจนเอาชนะใจแฟนๆ

“เราไม่ได้คิดว่าเราขายดีเพราะมีแผนการตลาดที่ดี เราไม่ได้ทำรีเสิร์ชรวบรวมข้อมูลว่าคนกลุ่มไหนกันแน่ที่ใส่ แต่ด้วยความที่ต้องเจอลูกค้าตลอดเวลา ทำให้เรารู้ว่าลูกค้าที่เข้ามาซื้อเป็นคนแบบไหน ก็ได้เรียนรู้และปรับปรุงแบบเสื้อผ้าของเราให้คนกลุ่มนี้ใส่ได้ ในด้านพัฒนาสินค้าเพื่อให้เหมาะกับลูกค้าก็ต้องเข้าไปดู ไปคุย ไปเจอ มันไม่ใช่แค่ภาพว่าดูดี ใส่แล้วสวย ลูกค้าคำนึงถึงเรื่องใส่แล้วซักยังไง ซักง่ายไหม สมมติเราบอกเราใช้ผ้าไหม เขาจะถามว่าแล้วผ้าไหมนี้ต้องส่งซักไหม ขี้เกียจจังเลย คนญี่ปุ่นเขาสนใจทุกอย่าง เขาจะเปิดป้ายดูว่าเสื้อตัวนี้คอตตอนกี่เปอร์เซนต์ โพลีเอสเตอร์กี่เปอร์เซนต์ เพราะฉะนั้น เราก็ยิ่งพยายามศึกษาให้มากกว่าเขา ละเอียดให้มากกว่าเขา เพื่อจะตอบคำถามได้ทุกอย่างและปรับปรุงงานเราได้ ช่วงหลังก็พยายามจูนกับคนไทยมากขึ้น ที่ร้านก็มีเสื้อเรียบๆ หรือสินค้าที่ขายเฉพาะในไทย ให้ลูกค้าใส่คู่กับเสื้อผ้าอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น”

เข้าห้องเสื้อ VL BY VEE ลองชุดและลองคุยว่าทำไมเป็นแบรนด์ไทยขายดีที่ดังมากในญี่ปุ่น, วี-ฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์
เข้าห้องเสื้อ VL BY VEE ลองชุดและลองคุยว่าทำไมเป็นแบรนด์ไทยขายดีที่ดังมากในญี่ปุ่น, วี-ฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์
เข้าห้องเสื้อ VL BY VEE ลองชุดและลองคุยว่าทำไมเป็นแบรนด์ไทยขายดีที่ดังมากในญี่ปุ่น, วี-ฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์

6

ขั้นตอนกว่าจะเข้าไปการขายในห้างฯ ญี่ปุ่น

สตาฟรวมช่างฝีมือของ VL BY VEE ที่อยู่ในฝ่ายการผลิตตั้งแต่ต้นจนจบ ตอนนี้มีเพียง 6 คนเท่านั้น จะมีบางส่วนที่ต้องใช้ outsource หน้าที่หลักของวี คือควบคุมการผลิตให้ทันรายการสั่งซื้อทั้งหมด

“ไม่รู้ว่าทำได้ยังไง แต่ก็ทำได้ เราพยายามให้อยู่ในกรอบที่เราควบคุมได้ ซึ่งเมื่อเรารู้กระบวนการทุกขั้นตอน ถ้ามีปัญหาเราก็จะแก้ไขมันได้ง่าย เพราะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เราก็หาช่างเย็บผ้าประจำฝีมือดีอยู่ตลอดเพราะบางทีก็เกือบส่งออร์เดอร์ไม่ทันเหมือนกัน”

นอกจากการขายตรงผ่าน Pop-up หากลูกค้าชอบก็ซื้อเลย ยังมีการเข้าระบบห้างร้านญี่ปุ่น ซึ่งมีขั้นตอนที่ละเอียดมาก เริ่มจากแบรนด์ต้องซื้อประกัน เวลามีอะไรเสียหายที่เกิดขึ้นต่อลูกค้าจะได้มีเงินจ่ายค่าเสียหาย จากนั้นต้องเข้ารับการตรวจสอบความปลอดภัย เพื่อออกใบรับรองยื่นห้างร้านขนาดใหญ่ในญี่ปุ่น ตั้งแต่ส่งผ้าวัตถุดิบในขนาดที่กำหนดเข้าทดสอบว่าไม่เป็นอันตรายต่อลูกค้าหรือทำให้สีตก เข้าเครื่องสแกนหาเข็มที่อาจตกค้างในเสื้อ ซึ่งเกิดขึ้นได้ในกรณีที่เป็นเข็มหมุด โดยเฉพาะเมื่อแบรนด์ไม่ได้ตัดเย็บในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ใช้เครื่องจักร 

วีบอกว่าหากพบความเสียหายจะส่งกลับมาแก้ไขยาก จึงทำให้วีรอบคอบกับเรื่องนี้มากกว่าคนญี่ปุ่นเสียอีก

“เคยมี Multibrand Store แห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ขอส่งสินค้าคืน เพราะปัญหาเรื่องฝีเข็มของด้ายโพ้งในเสื้อที่ไม่สม่ำเสมอ ทำให้หลังจากนั้น QC ละเอียดขึ้นไปอีก และถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยงการโพ้งไปเลย”

VL BY VEE แบรนด์ที่เต็มไปด้วยพลังบวกและความใส่ใจ

เราชอบเวลาที่วีเล่าที่มาของงานแต่ละคอลเลกชัน เพราะเมื่อฟังคอนเซปต์แล้ว เราว่าไม่จริงเลยที่วีบอกว่าเธอหยุดทำงานศิลปะเพื่อมาให้เวลากับแบรนด์เต็มตัว เบื้องหลังที่เหมือนทำงานศิลปะ คือการหยิบความสนใจรอบตัวและเรื่องราวที่พบมาบันทึกเป็นคอลเลกชัน เช่น

Spring/Summer 2016 ‘Sky Picnic’ เกิดขึ้นตอนวีนั่งสมาธิ

เข้าห้องเสื้อ VL BY VEE ลองชุดและลองคุยว่าทำไมเป็นแบรนด์ไทยขายดีที่ดังมากในญี่ปุ่น, วี-ฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์

Autumn/Winter 2016-17 ‘Space Party’ เกิดขึ้นช่วงที่ดูหนัง Star Wars แล้วคิดถึงโปรดักชันโบราณในภาคเก่า หรือหนังเรื่อง E.T. the Extra-Terrestrial

เข้าห้องเสื้อ VL BY VEE ลองชุดและลองคุยว่าทำไมเป็นแบรนด์ไทยขายดีที่ดังมากในญี่ปุ่น, วี-ฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์
เข้าห้องเสื้อ VL BY VEE ลองชุดและลองคุยว่าทำไมเป็นแบรนด์ไทยขายดีที่ดังมากในญี่ปุ่น, วี-ฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์

Spring/Summer 2017 ‘Siesta’ เป็นคอลเลกชันที่คนเริ่มรู้จักแบรนด์ในวงกว้าง จากลายพิมพ์ที่แปลกตา แรงบันดาลใจจากสเปนที่เธอใฝ่ฝัน โดยลายเส้นวงกลมสีน้ำเงินจากไม้บรรทัดเรขาคณิตที่เล่นตอนเด็กๆ มีดอกไม้ให้ความรู้สึกนอนอาบแดดใต้ต้นไม้ใหญ่ในสวน

เข้าห้องเสื้อ VL BY VEE ลองชุดและลองคุยว่าทำไมเป็นแบรนด์ไทยขายดีที่ดังมากในญี่ปุ่น, วี-ฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์
เข้าห้องเสื้อ VL BY VEE ลองชุดและลองคุยว่าทำไมเป็นแบรนด์ไทยขายดีที่ดังมากในญี่ปุ่น, วี-ฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์

Spring/Summer 2019 ‘Tutti Frutti’ เป็นธีมผลไม้ที่วีตั้งใจแล้วว่าจะไม่ใส่แมว แต่เจ้าแมวก็นั่งอยู่บนโต๊ะนานมาก แบบ ‘ไม่ใส่ชั้นจริงหรอ’ สุดท้ายเธอก็ต้องวาดลงไป เป็นเหตุผลว่าทำไมมักจะมีแมวอยู่ในทุกๆ คอลเลกชัน

เข้าห้องเสื้อ VL BY VEE ลองชุดและลองคุยว่าทำไมเป็นแบรนด์ไทยขายดีที่ดังมากในญี่ปุ่น, วี-ฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์

‘COMING UP ROSES’ เป็นสำนวนแปลว่า ทุกอย่างจะกลายเป็นดี คอลเลกชันที่วีเริ่มทำงานตามใจตัวเองครั้งแรก

จนกระทั้งวันนี้ กลุ่มลูกค้าหลักของ VL BY VEE ยังคงเป็นคนญี่ปุ่น

วีบอกว่าที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2014 ถึงงานคอลเลกชัน Autumn/Winter 2019-20 เธอทำงานจากความรู้สึกที่คิดถึงภาพคนใส่ โดยเฉพาะรูปร่างของคนญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนคนไทย ทั้งสัดส่วนและความสูง

“คนไทยมีเชื้อสายจีนเยอะ รูปร่างจะสูงกว่า ขณะที่คนญี่ปุ่นไม่ชอบใส่เสื้อที่เข้ารูปนัก ที่ผ่านมาเรามีเรื่องพวกนี้ในหัวเต็มไปหมด”

เข้าห้องเสื้อ VL BY VEE ลองชุดและลองคุยว่าทำไมเป็นแบรนด์ไทยขายดีที่ดังมากในญี่ปุ่น, วี-ฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์

Spring/Summer 2020 ‘COMING UP ROSES’ เป็นคอลเลกชันแรกที่วีเริ่มทำงานตามใจตัวเอง

“ที่ผ่านมาก็เป็นความสนุกของการสร้างสรรค์อะไรสักอย่าง เพียงแค่ไม่ใช่เสื้อผ้าที่เราจะหยิบมาใส่ได้บ่อย แต่เราเห็นภาพว่าคนญี่ปุ่นจะหยิบมาใส่ได้บ่อย” 

เข้าห้องเสื้อ VL BY VEE ลองชุดและลองคุยว่าทำไมเป็นแบรนด์ไทยขายดีที่ดังมากในญี่ปุ่น, วี-ฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์
เข้าห้องเสื้อ VL BY VEE ลองชุดและลองคุยว่าทำไมเป็นแบรนด์ไทยขายดีที่ดังมากในญี่ปุ่น, วี-ฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์

วีออกแบบงานที่ลดทอนความน่ารักลง จากเดิมที่ใช้สีโทนพาสเทลเป็นหลัก เป็นคอลเลกชันที่มีความเป็นผู้ใหญ่ขึ้นจากลายผ้าที่ใช้สีโทนแข็งแรง และมีความเป็นผู้ชายเยอะขึ้น จากการเลือกเสนอเสื้อเชิ้ตหรือเสื้อผ้าทรงสุภาพบุรุษ แต่ทั้งหมดยังคงไว้ซึ่งรายละเอียดที่นับวันจะท็อปฟอร์มมากขึ้น

ขอเล่าตั้งแต่ภาพกุหลาบในหัวเจ้าของแบรนด์ โดยทั่วไปกุหลาบมาพร้อมภาพความโรแมนติก ความหวานชื่น วีเล่าว่าช่วงที่เธอคลุกคลีกับกุหลาบ ไม่ว่าจะซื้อจากปากคลองตลาดหรือทดลองปลูกในสวนกลับยากเย็น บ้างเปลี่ยนสีไปตามกรดของดินที่มีอยู่ก่อน กว่าจะสวยพร้อมให้ชื่นชมในแจกันได้ต้องผ่านอะไรมามากมาย

เข้าห้องเสื้อ VL BY VEE ลองชุดและลองคุยว่าทำไมเป็นแบรนด์ไทยขายดีที่ดังมากในญี่ปุ่น, วี-ฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์

“พอพูดถึงกุหลาบ คนมักคิดถึงสีแดง สีชมพู ตอนที่ไปบ้านยายที่โมริโอะกะก็มีทุ่งกุหลาบสีทำนองนี้ แต่ประสบการณ์ปลูกกุหลาบไม่เห็นเป็นแบบนั้น เลยตั้งใจให้กุหลาบมีสีม่วง ก่อนจะจับคู่สีที่ดูแข็งแรงๆ

เข้าห้องเสื้อ VL BY VEE ลองชุดและลองคุยว่าทำไมเป็นแบรนด์ไทยขายดีที่ดังมากในญี่ปุ่น, วี-ฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์

“Coming Up Rose เป็นสำนวนแปลว่า ทุกอย่างจะกลายเป็นดี เราว่าความหมายนี้เชื่อมโยงกับกุหลาบในหัวของเรา ก่อนจะถูกทำให้สวยต้องเจอกับหนาม ต้องผ่านมือหลายมือ เหมือนช่วงที่แสดงงานนี้ ญี่ปุ่นมีไต้ฝุ่นครั้งใหญ่ในรอบปี ทำให้แกลเลอรี่ต้องปิด ช่วงเปิดตัวคอลเลกชันจึงเงียบกว่าที่เคย แต่สุดท้ายก็ขายดี มีเอเจนซี่ติดต่อขอเสื้อผ้าไปใช้ ให้ดารานักแสดงใส่ในรายการวาไรตี้หรือถ่ายแบบเยอะเลย”

สำหรับคอลเลกชันล่าสุด Autumn/Winter 2020-21 ‘MY PLEASURE’ หยิบความสนใจช่วงที่ออกเดินทางในเมืองมากกว่าสถานที่เน้นธรรมชาติอย่างเคย ประกอบกับที่กลับไปฟังเพลงอิเล็กทรอนิกและเทคโน ที่เคยฟังในตอนยุค 90 ปลายๆ ถึง 2000

“มีการผสม Futuristic แบบ Retro ที่ผสมความ Sporty แต่ยังมีความ Elegance ด้วย” วีอธิบาย 

นั่นคือ แม้เสื้อผ้าจะมีความ Feminine แต่ก็มีความ Masculine ด้วยเช่นกัน มีเสื้อที่ใส่ไปทำงานได้ แต่หากดูโครงสร้างดีๆ จะพบความสนุกจากสิ่งที่ดูขัดแย้งกัน เป็นความ VL BY VEE ที่มีอยู่ในงานทุกคอลเลกชัน การใช้วัสดุที่คนทั่วไปมองว่าไม่ควรอยู่ด้วยกันให้มาอยู่ในเสื้อผ้าตัวเดียวกัน จะว่าไปก็สะท้อนหรือได้รับอิทธิพลจากงานรีเมกในยุคแรกอยู่

ล่าสุดช่วงวิกฤตโรคระบาดจากไวรัสโคโรน่า หน้ากาก VL BY VEE ก็ได้รับผลตอบรับดีในญี่ปุ่น จากลายผ้าต้นฉบับของแบรนด์ และเนื้อผ้าที่เหมาะกับการทำหน้ากาก ส่งผลให้ยอดขายดี เพราะคนกลับมาซื้อซ้ำและบอกต่อจนได้ลงแนะนำในเว็บไซต์แฟชั่นชื่อดังมากมาย เช่น SOEN, FUDGE และตามมาอีกหลายเจ้า ทำให้ VL BY VEE ได้กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ และยิ่งขายดีกันไปใหญ่ 

แบรนด์ที่วงการแฟชั่นและศิลปะในญี่ปุ่นให้การยอมรับ

“เราบอกตลอดว่าเราเป็นแบรนด์มาจากเมืองไทย แปลกที่เขาจัดให้เราเป็น Domestic Brand อยู่กับแบรนด์ญี่ปุ่น มีบทความแนะนำเราในเว็บไซต์ที่รวมนักออกแบบญี่ปุ่น หรือพวกเว็บไซต์แฟชั่นชั้นนำ อย่าง fashionsnap.com WWD ก็จะอัปเดตแฟชั่นของเราให้เกือบทุกซีซั่น เห็นชัดสุดในนิตยสาร SOEN ที่เล่าเรื่องวงการแฟชั่นและงานศิลปะ มีคอลัมน์ New Comer แนะนำดีไซเนอร์ญี่ปุ่นล้วนไม่ใช่ว่าใครก็มาลงง่ายๆ แต่เขาเลือกสัมภาษณ์เราทั้งที่เป็นคนไทย” วีเล่า หรืออาจจะเป็นเพราะแบรนด์อยู่ในสังคมญี่ปุ่นมานานพอ จนพวกเขาเปิดรับและมองเป็นแบรนด์ญี่ปุ่น

อะไรคือความยากของการทำธุรกิจแฟชั่นในยุคนี้ เราถาม

“บทเรียนปีนี้สอนว่า อะไรๆ ก็คาดเดาไม่ได้ เราพยายามรักษาไม่ให้ธุรกิจใหญ่เกินไป พยายามให้อยู่ในขนาดที่ควบคุมได้ ยิ่งมีคนข้องเกี่ยวมากผลที่ตามก็ยิ่งกว้าง ก็ต้องดูว่าทำในสเกลนี้ยังไงให้แข็งแรง โดยที่ไม่ทำอะไรเกินตัว”

ปัจจุบัน นอกจากญี่ปุ่นและไทยแล้ว ยังมีสินค้า VL BY VEE ที่ฮ่องกงด้วย 

“เคยมีแผนขายที่อังกฤษ แต่เมื่อถึงจุดที่ต้องขาย มีปัญหาเรื่องไซส์ หากจะต้องแก้ขนาดทั้งหมดเพื่อรองรับตลาดที่นั่น เราคงยังไม่พร้อมในตอนนี้”


น้องนอนในห้องลองเสื้อ : VL BY VEE

ห้องลองเสื้อของ VL BY VEE เดิมเป็นห้องนิรภัยใต้บันไดในโรงจำนำเก่า มีขนาดใหญ่พอให้ลองเสื้อพร้อมกันได้หลายคน ภายในตกแต่งด้วยพรมและเฟอร์นิเจอร์วินเทจที่วีขนมาจากบ้าน ซึ่งกลิ่นผลไม้อ่อนๆ ที่อบอวนอยู่ทั่วร้าน พร้อมเพลงแจ๊สที่เปิดคลอเบาๆ ทำให้บรรยากาศห้องลองเสื้อของที่นี่ผ่อนคลายและอยู่ได้นาน

เข้าห้องเสื้อ VL BY VEE ลองชุดและลองคุยว่าทำไมเป็นแบรนด์ไทยขายดีที่ดังมากในญี่ปุ่น, วี-ฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์
เข้าห้องเสื้อ VL BY VEE ลองชุดและลองคุยว่าทำไมเป็นแบรนด์ไทยขายดีที่ดังมากในญี่ปุ่น, วี-ฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์

ใครที่อยากลองเสื้อผ้าของ VL BY VEE แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นด้วยไอเท็มไหน ขอจงไปที่ร้าน VL BY VEE (ร้านเลขที่ 1 บนถนนหลานหลวง) หากพบวีหรือตั้ม (วิศุทธิ์ พรนิมิตร) ประจำการอยู่ ลองยิ้มทักทายพวกเขาสักนิดแล้วเอ่ยปากว่า อ่านมาจากคอลัมน์ ‘น้องนอนในห้องเสื้อ’ อยากให้ช่วยแนะนำตัวที่เหมาะกับคาแรกเตอร์ ซึ่งมั่นใจได้เลยว่าคู่รักศิลปินจะแนะนำเสื้อสีที่ดีต่อผิวของเรา ใส่แล้วขับผิวให้สวยและดูสดใส หรือถ้าไม่มั่นใจจุดใดบนร่างกาย วีก็ช่วยแนะนำเสื้อผ้ารุ่นที่ช่วงพรางความกังวลส่วนนั้นได้

“ส่วนใหญ่เราแนะนำให้เริ่มจากไอเท็มง่ายๆ ก่อน แต่ง่ายของคนไทยและญี่ปุ่นก็ไม่เหมือนกัน ง่ายของคนไทยคือเสื้อเดรสที่ไม่ต้องแมตช์เยอะ แต่ถ้าเป็นคนญี่ปุ่น แบบเสื้อที่สีดูโดดเด่นเกินไปถือว่าไม่ง่ายสำหรับเขา ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับอายุและภาพลักษณ์ของเขา ให้พูดเจาะจงยากมาก เพราะบางคนชอบใส่สีๆ บางคนชอบคุมโทน สีพื้น หรือถ้าอยากให้เขาลองอะไรใหม่ๆ ก็จะเลือกสีทองให้เขา ถ้าสีทองแรงไปก็เลือกสีขาวให้ หรือจับคู่สีบน-ล่างให้ ใจเราอยากให้ทุกคนได้ลองอะไรใหม่ๆ เพราะฉะนั้นเราจะแอบยื่นสิ่งเหล่านี้ให้เขาลอง”

เข้าห้องเสื้อ VL BY VEE ลองชุดและลองคุยว่าทำไมเป็นแบรนด์ไทยขายดีที่ดังมากในญี่ปุ่น, วี-ฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์

เราคิดเหมือนกับวีว่าเหตุผลที่คนเราควรได้ลองสิ่งใหม่ๆ คือการเปิดประตูไปสู่โลกอีกใบ แล้วจะพบว่าชีวิตนี้คุ้มค่าแล้ว เกิดมาสักครั้งควรได้ลองทำอะไรใหม่ๆ 

“อย่างเราถ้าใส่เสื้อผ้าหลายแบบก็จะพอรู้ว่าเสื้อผ้าทรงประหลาดมีอะไร แต่สำหรับคนที่ไม่เคยลอง เขาจะรู้สึกว่าทรงมันใหม่ มันใส่ยังไงนะ บางคนชอบแบรนด์เราแต่ไม่เคยใส่เสื้อผ้าแนวนี้เลย แต่ชอบมาดู ซึ่งเขาก็จะไม่กล้าลองเพราะคิดว่าเป็นเสื้อผ้าสำหรับคนแต่งตัวจัดๆ หรือเปล่า เขาใส่แต่เรียบๆ มาตลอด เขาก็จะอ้ำๆ อึ้งๆ แต่ในหัวเราเห็นภาพเขาอีกแบบ เขาคนนี้จะเปล่งประกายแค่ไหนเมื่อได้ลอง พอใส่และเห็นตัวเองอีกแบบเขาก็มีความสุข และไม่ว่าดีไซน์แปลกตาแค่ไหนสำคัญคือต้องใส่สบาย” วีทิ้งท้าย ขณะที่ตั้มย้ำกับเราซ้ำๆ ว่า อยากให้ลองเสื้อสีแดงในมือหลังจบบทสนทนา

VL BY VEE

www.vlbyvee.com

IG @vlbyvee

Writer

น้องนอนในห้องลองเสื้อ

ชื่อในวงการห้องลองเสื้อของ นภษร ศรีวิลาศ บรรณาธิการบทความธุรกิจ ที่สนใจเรื่องธุรกิจที่ดี ตาเป็นประกายได้ง่ายๆ หากได้ยินเรื่องกิจการครอบครัวสัญชาติไทยอายุเฉียดร้อย ปัจจุบันใช้หน้าที่การงานตีสนิทแบรนด์แฟชั่นไทยและเทศ หวังเป็นนักลองเสื้อเต็มเวลา

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

น้องนอนในห้องเสื้อ

เยี่ยมห้องเสื้อแบรนด์แฟชั่นและคุยกันเรื่องบทเรียนธุรกิจ

Dry Clean Only คือแบรนด์แฟชั่นสัญชาติไทย ที่หยิบเสื้อเก่ามาดัดแปลงใหม่จนไปไกลระดับโลก

เบส-ปฏิพัทธ์ ชัยภักดี เริ่มต้นก่อตั้งแบรนด์จากร้านเล็กๆ ในจตุจักรเมื่อ 13 ปีก่อน ขายในสิ่งที่คนทั่วไปไม่เข้าใจ แต่เหล่าแฟชั่นนิสต้ากรี๊ดมาก เสื้อปักลาย เติมแต่ง และตัดต่อรูปทรงประหลาดแต่สวยไม่เหมือนใคร จนวันหนึ่งมีคนจากญี่ปุ่นติดต่อไปขายในร้านรวมแบรนด์ชื่อดัง ตามด้วย ฮ่องกง เกาหลีใต้ และอีก 15 ประเทศทั่วโลก

เข้าห้องเสื้อ Dry Clean Only ซักถามวิธีคิดทำธุรกิจ ที่หยิบเสื้อเก่ามาดัดแปลงใหม่จนไปไกลระดับโลก

ถ้าใครติดตามข่าวสารวงการแฟชั่น ย่อมรู้จักเบสเป็นอย่างดี เขาเป็นคนแรกที่หยิบเสื้อยืดกระทิงแดงคุ้นตามาทำใหม่ในสไตล์วิกตอเรียนจนสื่อแฟชั่นต่างประเทศพูดถึง และนับตั้งแต่วันที่ Rihanna ใส่เสื้อยืดปักแขนด้วยไข่มุก ชื่อของ Dry Clean Only ก็เป็นที่รู้จักในหมู่คนรักแฟชั่นทั่วโลก และเสื้อผ้าหน้าตาคล้ายๆ กันนี้ก็เกิดขึ้นเต็มท้องตลาดนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

“ภูมิใจนะ แรกๆ อาจจะโกรธ แต่ถ้าเราอยู่ในธุรกิจนี้แล้วไม่ได้รับความสนใจ ไม่เคยโดยลอกเลียนผลงาน เราก็ควรจะต้องพิจารณาตัวเองมากกว่า” แม้เบสจะมองเป็นเรื่องปกติ แต่การลอกเลียนแบบก็เป็นสิ่งที่คนที่เรียกตัวเองว่าทำงานสร้างสรรค์ไม่ควรทำอยู่ดี

‘น้องนอนในห้องเสื้อ’ ตอนที่ 2 พาไปเปิดห้องเสื้อ Dry Clean Only คุยกับเบส ตั้งแต่เรื่องเริ่มต้นทำร้านในฝัน การคิดถึงจุดยืนในตลาดตั้งแต่วันแรกที่ทำธุรกิจ การรู้จุดแข็งของตัวเอง ไปจนรู้จักตลาด และการคิดไปข้างหน้าตลอดเวลา จนทำให้แบรนด์ชัดเจนในตัวตน

ขึ้นชื่อว่าการจะอยู่ในธุรกิจแฟชั่นนั้นแสนโหด Dry Clean Only เอาตัวรอดมาอย่างไร อะไรคือเบื้องหลังวิธีคิดและแผนธุรกิจฉบับ Dry Clean Only ขอเชิญทุกท่านปฏิบัติตามคำแนะนำ 

เริ่มจาก แยกผ้าขาวออกจากผ้าสี ก่อนลงใส่ถัง

เข้าห้องเสื้อ Dry Clean Only ซักถามวิธีคิดทำธุรกิจ ที่หยิบเสื้อเก่ามาดัดแปลงใหม่จนไปไกลระดับโลก

ขั้นตอนที่ 1 ตรวจสอบความฝันก่อนเริ่มต้นทำธุรกิจ

อดีตนักเรียนแฟชั่นที่ตัดสินใจเดินออกจากห้องเรียน ไปทำงานหาประสบการณ์ เพื่อเรียนรู้ธุรกิจแฟชั่น โดยใช้เวลา 4 ปีกับงานผู้ช่วยสไตลิสต์ ซึ่งเบสเรียนรู้ครบทุกขั้นตอนจนเขามั่นใจ

“ตอนนั้นคิดในหัวเลยว่า ถ้าเราจะเป็นผู้ช่วยสไตลิสต์ เราจะเป็นผู้ช่วยสไตลิสต์ที่ดีที่สุด ดีที่สุดในที่นี่ คือให้มากกว่าที่เขาคาดหวัง เช่น คนทั่วไปคิดว่าตำแหน่งผู้ช่วยนั้นไม่สำคัญ ดังนั้นจะมาสายก็ได้ แต่เราไม่คิดอย่างนั้น หากนัดตีห้า เราไปตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง ผู้ช่วยคนอื่นอาจจะมีกรรไกรหนึ่งอัน แต่เรามีโรล มีลูกกลิ้งทำความสะอาด มีเข็มกลัด มีทุกอย่างที่พร้อม เราชอบศึกษาเบื้องหลังการทำงานของคนในวงการที่ต่างประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมอุปกรณ์และสิ่งที่ควรทำ ต่อให้ไม่ได้ใช้ก็ไม่เป็นไร แต่จะมีเตรียมไว้ สิ่งนี้สำคัญกับเรานะ ขอให้ได้ทุ่มเทกับทุกอย่างที่ทำ ต่อให้ไปเปิดร้านข้าวแกงเราก็จะทำให้ร้านข้าวแกงของเราเป็นร้านที่ดีที่สุด”

เข้าห้องเสื้อ Dry Clean Only ซักถามวิธีคิดทำธุรกิจ ที่หยิบเสื้อเก่ามาดัดแปลงใหม่จนไปไกลระดับโลก

ขั้นตอนที่ 2 ตั้งใจจะเป็นร้านเสื้อผ้าที่ไม่เหมือนใครในจตุจักร

“เสื้อเราต้องแปลก” เบสคิดตั้งแต่วันแรก และเริ่มต้นดัดแปลงเสื้อผ้าที่มีอยู่ในตู้ 

ขณะที่เสื้อผ้าในอุตสาหกรรมเกิดขึ้นจากการตัดเย็บ เบสเป็นคนแรกที่ใช้ของเก่าเป็นวัสดุหลักของแบรนด์ และยังคงเป็นมาถึงวันนี้

“เราไม่อยากทำอะไรเหมือนคนอื่น ซื้อผ้าเหมือนคนอื่น ทำแพตเทิร์นเหมือนคนอื่น ถ้าจะทำแล้วเหมือนคนอื่นจะทำทำไม เสียเวลาชีวิต” งานของ Dry Clean Only โดดเด่นและเป็นที่จดจำเรื่องงานคราฟต์ การตกแต่งประดับประดา ปักและตัดต่อด้วยมือ ทำทุกอย่างในร้านด้วยตัวเองและมีผู้ช่วยอีก 2 คน

เข้าห้องเสื้อ Dry Clean Only ซักถามวิธีคิดทำธุรกิจ ที่หยิบเสื้อเก่ามาดัดแปลงใหม่จนไปไกลระดับโลก
เข้าห้องเสื้อ Dry Clean Only ซักถามวิธีคิดทำธุรกิจ ที่หยิบเสื้อเก่ามาดัดแปลงใหม่จนไปไกลระดับโลก

ขณะที่ราคาเสื้อผ้าที่จตุจักรโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 300 – 500 บาท เสื้อผ้าของเบทส์ราคาเริ่มต้น 800 – 1,200 บาท

“เราคิดอยู่แล้วว่าจะขายราคาเท่าไหร่” เบสเล่า

“คุณไม่เคยเปิดร้านมาก่อน แล้วเอาความมั่นใจมาจากไหน” เราถาม

“นอกจากรู้ว่าจะทำของที่แปลกไม่มีใครทำ ก็ไม่รู้อะไรเลย ตอนนั้นคิดแค่เราจะทำและส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดเหมือนทุกงานที่เคยทำ และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ลูกค้ากรี๊ดกร๊าด ตอนแรกเขาอาจจะตกใจราคา แต่พอเห็นของเขาก็เข้าใจ” เจ้าของแบรนด์ตอบ

เข้าห้องเสื้อ Dry Clean Only ซักถามวิธีคิดทำธุรกิจ ที่หยิบเสื้อเก่ามาดัดแปลงใหม่จนไปไกลระดับโลก

ขั้นตอนที่ 3 ชอบที่ใส่แล้วไม่เหมือนใคร

ถ้าไม่นับคนที่ชอบแฟชั่น สนใจงานออกแบบและศิลปะ ลูกค้า Dry Clean Only คือใคร เราถาม 

“คือคนที่ค่อนข้างชัดเจนกับตัวเอง มีอิสระ เราพบว่าเมื่อเราปล่อยให้สินค้านำ สินค้าก็จะดึงดูดลูกค้าเข้ามาเอง” เบสตอบ เขาบอกว่าลูกค้าจะค่อยๆ เผยตัวออกมาว่า เขาหรือเธอชอบเสื้อผ้าลักษณะนี้

เข้าห้องเสื้อ Dry Clean Only ซักถามวิธีคิดทำธุรกิจ ที่หยิบเสื้อเก่ามาดัดแปลงใหม่จนไปไกลระดับโลก
เข้าห้องเสื้อ Dry Clean Only ซักถามวิธีคิดทำธุรกิจ ที่หยิบเสื้อเก่ามาดัดแปลงใหม่จนไปไกลระดับโลก

ขั้นตอนที่ 4 ขายความคราฟต์ หนีความซ้ำ

เบสทำอย่างไร ลูกค้าของเขาจริงเห็นและรู้ทันทีว่านี่คืองานของ Dry Clean Only

เหตุผลที่เสื้อผ้าของ Dry Clean Only ช่วง 5 ปีแรก มีลายพิมพ์รูปสัตว์ทั้งหมด เพราะเบสชอบนก และเขารู้ดีว่าในตลาดมีเสื้อพิมพ์ลายสัตว์มากแค่ไหน ไม่ว่าจะลายหมาป่า สุนัขจิ้งจอก เสือ นกอินทรี ฯลฯ ถ้าเป็นสัตว์ป่า เบสทำให้ Dry Clean Only เป็นเจ้าของงานสไตล์นี้ได้ทั้งหมด โดยใช้ประสบการณ์ในชีวิตตีความเรื่องรอบตัวผ่านเสื้อผ้า จนสร้างมาตรฐานใหม่ให้เสื้อผ้าสไตล์นี้

เข้าห้องเสื้อ Dry Clean Only ซักถามวิธีคิดทำธุรกิจ ที่หยิบเสื้อเก่ามาดัดแปลงใหม่จนไปไกลระดับโลก

จากเสื้อผ้าเก่าราคา 200 บาท Dry Clean Only ทำให้ราคาเสื้อเก่าในตลาดเพิ่มสูงเป็น 800 – 1,000 กว่าบาท เพราะเป็นที่ต้องการของเหล่าแฟชั่นนิสต้า

เมื่อตลาดเริ่มปรับตัวตาม แทนที่จะมองว่าเป็นปัญหา เบสกลับรู้สึกสนุก

“ถ้าเธอฮิตอันนี้ ฉันก็จะไม่ฮิตอันนี้ เราก็ไปชุบชีวิตสิ่งใหม่ เช่น ด้วยเงินสี่สิบบาทก็ทำให้เกิดความงามในรูปแบบของเราได้” เบสบอกว่า นิสัยรักการอ่านตั้งแต่เด็ก ทำให้เขาสนุกกับการหลีกหนีสิ่งที่ซ้ำซากจำเจ ทำให้ตัวเขามีความฝันและจินตนาการออกจนทำทุกอย่างนอกกรอบได้เสมอมา

เข้าห้องเสื้อ Dry Clean Only ซักถามวิธีคิดทำธุรกิจ ที่หยิบเสื้อเก่ามาดัดแปลงใหม่จนไปไกลระดับโลก

ขั้นตอนที่ 5 กระทำความยุ่งยากให้กับตัวเอง

เสื้อผ้าของ Dry Clean Only ส่วนใหญ่เป็นเสื้อผ้าผู้หญิง ที่น่าสนใจคือ Dry Clean Only มีลูกค้าที่เป็นผู้ชายไม่น้อยกว่ากันเลย 

“ไม่ใช่ผู้ชายแต่งหญิงนะ แต่เป็นผู้ชายที่รู้จักเลือกบางชิ้นที่เหมาะกับเขา ซึ่งก็อยู่ที่วิธีสไตลิ่ง” เบสบอกว่า งานของเขาคือการทำลายกำแพง โดยทำเสื้อผ้าที่ไม่มีเพศ

หลักการออกแบบทุกอย่างมาจากตัวตนของเบส เขาบอกว่าทุกอย่างมาจากการที่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร กำลังจะไปในทิศทางไหน หรือแม้แต่ตอนนี้สนใจเรื่องอะไร บางอย่างเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ เช่น ชุดเจ้าสาวในแบบ Dry Clean Only ของคอลเลกชัน Pre Fall 2020 เกิดขึ้นจากเบสไปเจอดอกไม้ตกแต่งชุดแต่งงานเก่า 4 – 5 ลังโดยบังเอิญ ก็เลยเหมามาทั้งหมด 

“อย่างคอลเลกชัน Spring/Summer 2020 เกิดขึ้นหลังดูภาพยนตร์เรื่อง The Lover ที่ฉายครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1992 เป็นเรื่องราวของผู้หญิงยุโรปที่ต้องมาขายบริการที่สงครามเวียดนาม เราสนใจการพบกันระหว่างตะวันออกและตะวันตก จึงทำชุดกี่เพ้าใช้ผ้าจากชุดจีนตัดต่อกับกางเกงยีน ชุดกี่เพ้าจากเสื้อเบสบอล มีชุดกระโปรงและเสื้อผ้าผู้ชาย ซึ่งทั้งหมดถอดคาแรกเตอร์มาจากในหนัง ทำแพตเทิร์นวงกลม เป็นคอลเลกชันที่ประสบความสำเร็จมาก” 

ตลอดการสนทนา เบสบอกเราซ้ำๆ ว่า วิธีการทำเสื้อผ้าของ Dry Clean Only ยุ่งยาก เช่น กระโปรงที่มาจากการแก้แพตเทิร์นกางเกง

“เราทำความยุ่งยากให้กับตัวเอง คนอื่นคงจะไปซื้อผ้าคล้ายๆ กันมาทำ แต่เราไม่ หากตั้งใจแล้วว่าจะทำกระโปรงที่มาจากกางเกง ก็ต้องมาจากกางเกง เราต้องมีความซื่อสัตย์ต่อตัวเองและลูกค้า ซึ่งสุดท้ายกลายเป็นเอกลักษณ์ ส่งผลให้ตัวตนของแบรนด์ชัดมากจนมีแบรนด์อยากทำงานร่วมกับเรา” เบสเล่าความตั้งใจ ที่แม้ไม่ได้นำมาซึ่งกำไรที่เป็นตัวเลข แต่นำมาซึ่งการยอมรับของคนในวงการ

เข้าห้องเสื้อ Dry Clean Only ซักถามวิธีคิดทำธุรกิจ ที่หยิบเสื้อเก่ามาดัดแปลงใหม่จนไปไกลระดับโลก

ขั้นตอนที่ 6 เปิดตลาดญี่ปุ่น เปลี่ยนวิธีการทำงาน

หลังจากเปิดร้านที่จตุจักรได้ 5 ปี ก็เริ่มมี Buyer จากญี่ปุ่นสนใจเสื้อผ้าของ Dry Clean Only เบสบอกว่าจากที่เคยทำเสื้อผ้าเป็นชิ้น สัปดาห์ละ 3 – 4 แบบ เขาต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานใหม่ นั่นคือสร้างงานเป็นคอลเลกชันละ 20 – 30 แบบ

“นอกจากนำเสนอเรื่องราว เราต้องวางแผน เช่น ถ้าเราจะใช้วัสดุนี้ในการตกแต่ง ก็ต้องคิดเผื่อให้กระจายอยู่ในเสื้อผ้าสามสี่แบบ หรือลายพิมพ์บนผ้าที่ต้องเลือกให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน หรือจากสี เป็นต้น ช่วงหนึ่งที่เราสนใจดนตรีร็อกใต้ดิน เราก็จะรวบรวมหมุด ไม้กางเขน สนใจการทำเสื้อให้ขาดแหว่ง หรือช่วงที่สนใจงานถักไหมพรม ก็หยิบเทคนิคนี้มาทำเป็นดอกไม้แล้วประดับบนเสื้อที่เป็นลายป่า” เบสเล่า

เข้าห้องเสื้อ Dry Clean Only ซักถามวิธีคิดทำธุรกิจ ที่หยิบเสื้อเก่ามาดัดแปลงใหม่จนไปไกลระดับโลก

ยิ่งได้ฟังก็ยิ่งเห็นภาพตาม จากที่เคยคิดว่า Dry Clean Only เป็นแค่แบรนด์ดัดแปลงเสื้อผ้าจนได้ดี เราพบว่างานของ Dry Clean Only สนุกและไร้ข้อจำกัดแค่ไหน เบสทำเสื้อเชิ้ตให้เป็นเสื้อยืดได้ ออกแบบให้คอเสื้อที่เคยอยู่ด้านบนย้ายไปอยู่ด้านล่างได้ เพื่อบอกว่าทุกอย่างไม่จำเป็นต้องอยู่ที่เดิม

และด้วยความที่ Dry Clean Only ใช้เสื้อผ้าเก่ามาเป็นวัสดุหลัก เมื่อตลาดมีความต้องการสินค้ามากขึ้น การทำธุรกิจนี้จึงเป็นเรื่องยากและเต็มไปด้วยข้อจำกัด

เข้าห้องเสื้อ Dry Clean Only ซักถามวิธีคิดทำธุรกิจ ที่หยิบเสื้อเก่ามาดัดแปลงใหม่จนไปไกลระดับโลก

ขั้นตอนที่ 7 ลอกไม่กลัว

เบสบอกว่า Dry Clean Only เป็นแบรนด์ที่ไม่ได้กลัวการลอกเลียนแบบ เพราะสุดท้ายก็ไม่มีทางเหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์ 

“จริงๆ ลูกค้ามีตัวเลือกเยอะมาก มีแบรนด์นับพันนับหมื่นแบรนด์ในโลกนี้ เราไม่ได้มองว่าใครเป็นคู่แข่ง เพราะอยู่ที่เราให้อะไรกับผู้บริโภคและตลาด ซึ่งก็อยู่ที่เขาว่าจะเลือกเราหรือเปล่า ที่ผ่านมาเราทำงานโดยมองไปข้างหน้าตลอด คนที่ตามเราอาจจะทำงานคล้ายเราก็จริง แต่เขายังอยู่กับงานปักมือแบบที่เราทำเมื่อสิบปีก่อนอยู่เลย ขณะที่เราหันไปทุ่มเทให้เรื่องใหม่ๆ อย่างวัสดุและแพตเทิร์น”

ไม่แปลกที่ช่วงหนึ่ง สื่อญี่ปุ่นจะเรียกเบสว่า ‘ปิกัสโซแห่งวงการเสื้อยืด’ เพราะเขาทำเสื้อยืดอย่างเดียวมาตลอด 10 ปีแรกของการทำธุรกิจ จนเมื่อเข้าสู่ช่วงปีที่ 11 ของแบรนด์ หรือเมื่อ 2 ปีก่อน Dry Clean Only เริ่มเปลี่ยนไป มีไอเทมอื่นๆ อย่าง เสื้อคลุมหรือแจ็กเก็ต แจ็กเก็ตปาร์กา เทรนช์โค้ท แจ็กเก็ตบอมเบอร์ สเวตเตอร์ 

“พอทำธุรกิจไปสักพัก เราจะพบว่าเสื้อยืดมีข้อจำกัดเต็มไปหมด ถึงเวลาที่เราต้องมีสินค้าประเภทอื่นๆ บ้าง”

เข้าห้องเสื้อ Dry Clean Only Bangkok ซักถามวิธีคิดทำธุรกิจ ที่หยิบเสื้อเก่ามาดัดแปลงใหม่จนไปไกลระดับโลก
เข้าห้องเสื้อ Dry Clean Only ซักถามวิธีคิดทำธุรกิจ ที่หยิบเสื้อเก่ามาดัดแปลงใหม่จนไปไกลระดับโลก

ขั้นตอนที่ 8 ปรับวิธีขายให้ทันยุค New Normal

ความสนุกของเสื้อผ้า Dry Clean Only ชวนสงสัยว่า ลูกค้าที่เป็นเอเชียและยุโรป ชื่นชอบ Dry Clean Only ต่างกันอย่างไร

เบสจึงเล่าว่า เสื้อผ้าทั้ง 30 แบบในคอลเลกชันนั้น เขาไม่ได้ทำมาเพื่อตลาดภูมิภาคไหนเป็นพิเศษ ขึ้นอยู่กับ Buyer ที่เลือกสินค้าไปขายใน Multistore ทั้ง 10 ประเทศ และขณะที่แฟนๆ ของ Dry Clean Only ในเกาหลีใต้ชอบสีสันจัดจ้าน ใส่แล้วบ่งบอกความเป็นตัวเองออกมา ฝั่งอเมริกาจะเน้นความสนุกสนาน ส่วนฝั่งในยุโรปจะชอบแต่งตัวสีดำ เนี้ยบๆ ทึมๆ ตามแบบภูมิอากาศ แต่ช่วงหลังชาวยุโรปเปลี่ยนไปผ่อนคลายขึ้น สนุกขึ้น

“สุดท้ายตลาดทั้งโลกก็คล้ายจะเลือกของชิ้นเดียวกันอยู่ดี” เบสสรุป

สำหรับการขาย ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ Dry Clean Only จะเดินทางไปขายคอลเลกชันใหม่ที่โชว์รูมในปารีส 4 ครั้งต่อปี

“เราคิดว่าหลังจากนี้เสื้อผ้าคงจะไม่มีฤดูกาลแล้ว วิธีนำเสนอ วิธีขายก็คงต่าง อาจจะต้องทำ Direct Marketing ต้องรู้ว่าตลาดตัวเองอยู่ตรงไหนและไปให้ถึง โลกตอนนี้ไม่มีเส้นแบ่งตลาดอีกต่อไป ตลาดใหญ่เราอยู่ที่เกาหลีใต้ ฮ่องกง และจีน กำลังซื้อที่สูงของตลาดเหล่านี้ทำให้เราเลือกทำการตลาดตรงไปหากลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ได้เลย” เบสเล่าภาพรวมที่เกิดขึ้น หลังเกิดเหตุการณ์โรคระบาด

เข้าห้องเสื้อ Dry Clean Only ซักถามวิธีคิดทำธุรกิจ ที่หยิบเสื้อเก่ามาดัดแปลงใหม่จนไปไกลระดับโลก

ขั้นตอนที่ 9 เกิดจากการทำงานเป็นทีม

จากร้านเล็กๆ ที่ทำทุกอย่างคนเดียว ในวันที่แบรนด์เติบโตขึ้น เบสมีวิธีทำงานกับคนจำนวนมากขึ้นอย่างไร เราถาม

เบสบอกว่าเขาใช้วิธีละลายพฤติกรรมตัวเองก่อน บอกตัวเองให้รับฟังเพื่อเปิดรับคนอื่นเข้ามา

“ถ้าเราอยากทำงานคนเดียวอยู่ ก็ต้องยอมรับขนาดธุรกิจของเราว่าจะจำกัดอยู่ที่จตุจักรแน่นอน คงเป็นร้านของศิลปินที่ทำเสื้อขายวันละสิบสองตัว และขายแพงมาก แต่เราคิดมาตลอดว่า วันหนึ่งเราอยากมีกำลังมากพอที่จะผลิตเสื้อหนึ่งถึงสองพันตัว ดังนั้นเราก็ต้องรับฟังความคิดเห็นของทีมงานและคนที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ก่อนตัดสินใจ”

เข้าห้องเสื้อ Dry Clean Only ซักถามวิธีคิดทำธุรกิจ ที่หยิบเสื้อเก่ามาดัดแปลงใหม่จนไปไกลระดับโลก

ขั้นตอนสุดท้าย สรุปบทเรียนจากธุรกิจ

“ประสบการณ์ทำให้เรารู้ว่าลูกค้าคือใคร ต้องการอะไร ตอนนี้คนไม่ได้มองหาอะไรที่แพง เราจึงไม่ได้ทำแค่เสื้อผ้า บางทีก็ทำเสื้อยืดง่ายๆ ทำกระเป๋า อนาคตอาจจะมีของใช้ในบ้าน เช่น ปลอกหมอน ประสบการณ์จากธุรกิจสอนให้รู้จักคิดให้มากกว่าสิ่งที่เคยทำมา

“อีกเรื่องคือ บางอย่างที่เราชอบอาจจะขายไม่ได้ แต่เพื่อให้แบรนด์เติบโต ในหนึ่งคอลเลกชัน เราจำเป็นต้องมีงานสักชิ้นที่แนะนำให้ลูกค้าเปิดใจกับสิ่งใหม่ๆ และชิ้นนั้นอาจจะขายไม่ดีเลย แต่ต้องมี ส่วนชิ้นที่รู้แน่ๆ ว่าขายได้ เราก็ต้องติดตาม เปลี่ยนสีหรือดีไซน์บ้างนิดหน่อย ชิ้นที่ขายได้แน่ๆ คือสิ่งที่ทำให้ธุรกิจไปต่อได้ แต่ถ้าลืมให้ความสำคัญกับงานใหม่ๆ บ้าง แบรนด์ก็จะแบน” เบสทิ้งท้าย

เข้าห้องเสื้อ Dry Clean Only Bangkok ซักถามวิธีคิดทำธุรกิจ ที่หยิบเสื้อเก่ามาดัดแปลงใหม่จนไปไกลระดับโลก

น้องนอนในห้องลองเสื้อ : DRY CLEAN ONLY BANGKOK

Dry Clean Only เป็นตัวอย่างหนึ่งของแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จแม้ไม่มีหน้าร้าน 

นอกจากวิธีขายออนไลน์แล้ว คุณจะพบ Dry Clean Only ที่ร้านรวมแบรนด์คัดสรรชั้นนำในหลายประเทศทั่วโลก ตั้งแต่ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี อิตาลี สเปน อังกฤษ ออสเตรเลีย จีน ฮ่องกง ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รัสเซีย อียิปต์ เลบานอน กาตาร์ ซาอุดิอะราเบีย ตุรกี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 

เสียดายเล็กน้อยที่ไม่ได้ลองเสื้อมาฝากเป็นพิธีอย่างเคย เราจึงชวนเบสคุยเรื่องการแต่งตัว เผื่อใครที่เปิดใจให้ Dry Clean Only จากบทความนี้จะได้ตั้งหลักมีความสุขกับการแต่งตัวไปด้วยกัน

เข้าห้องเสื้อ Dry Clean Only Bangkok ซักถามวิธีคิดทำธุรกิจ ที่หยิบเสื้อเก่ามาดัดแปลงใหม่จนไปไกลระดับโลก

คนที่แต่งตัว คือคนที่รู้วิธีทำให้ตัวเองมีพลัง” เราพยักหน้าเห็นด้วยสุดแรง

“วันไหนที่รู้สึกไม่ดีกับตัวเองหรือรู้สึกไม่มีพลัง เสื้อผ้าจะช่วยเยียวยาและเปลี่ยนอารมณ์ให้รู้สึกดีขึ้น รู้สึกสวยและรู้สึกดีกับตัวเองแค่นั้นเลย ซึ่งเราไม่อยากเรียกสิ่งนี้ว่าสไตล์หรือจำกัดความว่านี่คือ Dry Clean Only อยากให้คุณเห็นและรู้สึกชอบ ก็แค่หยิบมันขึ้นมาลอง”

เบสบอกเหตุผลที่เขาชอบแต่งตัวเรียบๆ มากกว่าหยิบเสื้อผ้าของ Dry Clean Only มาใส่เป็นประจำว่า เขาอยากสร้างงานที่คนจดจำตัวงานได้ ไม่ได้อยากให้ใครมาจดจำว่าเขาเป็นแบบไหน

“ไม่ใช่ว่าเราทำเสื้อสวยแล้วหลงตัวเองใส่เสื้อผ้าตัวเองทั้งชุด ยกเว้นตัวที่ชอบจริงๆ เราถึงจะใส่ จริงเรากำลังทำเสื้อผ้าที่เหมาะกับคนอื่นมากกว่า และเราก็ชอบใส่เสื้อผ้าดีไซเนอร์แบรนด์อื่น อยากสนับสนุนธุรกิจแฟชั่นให้เขาดำเนินต่อไปได้ และอยากลบกำแพงที่ใครชอบคิดว่านักออกแบบใส่เสื้อผ้าคนอื่นไม่ได้ เราไม่เห็นด้วย มันต้องใส่ได้สิ” เบสสรุป

Dry Clean Only Bangkok

DRY CLEAN ONLY BANGKOK

www.drycleanonlybkk.com

Writer

น้องนอนในห้องลองเสื้อ

ชื่อในวงการห้องลองเสื้อของ นภษร ศรีวิลาศ บรรณาธิการบทความธุรกิจ ที่สนใจเรื่องธุรกิจที่ดี ตาเป็นประกายได้ง่ายๆ หากได้ยินเรื่องกิจการครอบครัวสัญชาติไทยอายุเฉียดร้อย ปัจจุบันใช้หน้าที่การงานตีสนิทแบรนด์แฟชั่นไทยและเทศ หวังเป็นนักลองเสื้อเต็มเวลา

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load