ไม่นานมานี้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์การใช้ภาษาถิ่น รวมไปถึงเรื่องเครื่องแต่งกายชาติพันธุ์ในรัฐสภาออกมาให้ถกกันอย่างดุเดือด ประกอบกับในวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมาถือเป็นวันชนเผ่าพื้นเมืองโลก ทีมของเราจึงอยากจะพาไปเยี่ยมชมมิวเซียมเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ทำงานนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์มาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีวิธีการสื่อสารที่สนุกสนาน ชวนให้รู้สึกว่าเรื่องชาติพันธุ์ไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิด ว่าแล้วก็ตามเรามาขึ้น ‘รถบ้าน’ ที่มีชื่อว่า ‘วิวิธชาติพันธุ์’ ด้วยกันเลยดีกว่า

วิวิธชาติพันธุ์ นิทรรศการบนรถบ้านพร้อมจอหนังที่สัญจรไปส่งความรู้เรื่องคนกลุ่มน้อย

1

ขึ้นรถ

ใช่แล้ว สถานที่แห่งนี้ไม่ได้มีโถงอาคารเหมือนพิพิธภัณฑ์อื่นๆ แต่กลับจัดแสดงเนื้อหาอยู่ในรถบ้านขนาดเล็กกะทัดรัด ด้านในมีครัวจิ๋ว รายล้อมไปด้วยตู้ไม้ใส่หนังสือ และเบาะที่นั่งได้ไม่เกินสี่ห้าคน ประกอบด้วยข้าวของจากชาติพันธุ์ต่างๆ เรียงรายกันอยู่ ให้บรรยากาศอบอุ่นเหมือนนั่งอยู่ในบ้านของใครคนหนึ่ง โชคดีเหลือเกินที่เราได้พูดคุยกับ ดร.ชิตชยางค์ ยมาภัย และ ดร.พธู คูศรีพิทักษ์ สองหัวแรงผู้ขับเคลื่อนโปรเจกต์นี้มาตั้งแต่ต้น ให้เราได้ทำความรู้จักเรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลัง อีกทั้งความเป็นมาของสิ่งที่อยู่รอบตัวเราทั้งหลายเหล่านี้  

“ชื่อวิวิธชาติพันธุ์ ‘วิวิธ’ แปลว่า ความหลากหลาย ส่วน ‘ชาติพันธุ์’ ก็คือกลุ่มคนที่อยู่ร่วมกันโดยมีวัฒนธรรมร่วมหรือวิถีเดียวกัน ชื่อภาษาอังกฤษคือ Vivid Ethnicity ‘Vivid’ มีความหมายว่า สีสันอันสดใส พอรวมกับ ‘Ethnicity’ จึงมีความหมายว่า ตัวแทนสีสันอันสดใสของกลุ่มคนชาติพันธุ์ที่หลากหลาย” อาจารย์พธูเริ่มอธิบายคอนเซปต์ของพื้นที่สุดพิเศษแห่งนี้ให้เราฟัง 

ดร.ชิตชยางค์ ยมาภัย และ ดร.พธู คูศรีพิทักษ์

“เรามาจากสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ทำงานวิจัยด้านภาษาและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์มาโดยตลอด ก่อกำเนิดจากการศึกษาภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ก่อน เมื่อครั้ง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระราชปรารภแก่ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. คุณหญิงสุริยา รัตนกุล ว่า ‘ดูซิ แม้วเขาไม่ชอบให้คนเรียกว่าแม้ว เราก็ยังเรียกเขาอยู่ได้ เขาเป็นม้ง แค่นี้เรายังไม่รู้เลย แล้วเราจะไปทำอะไรได้’ 

“ถือเป็นจุดกำเนิดที่ทำให้คุณหญิงพยายามศึกษาทำความเข้าใจกลุ่มชาติพันธุ์ในเชิงลึก เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างคนต่างวัฒนธรรมให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น โดยก่อตั้งโครงการศูนย์ศึกษาวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชียอาคเนย์ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท และบัดนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็นสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย งานวิจัยเริ่มต้นจากงานภาษาศาสตร์ จากนั้นจึงต่อยอดมาศึกษาเรื่องวัฒนธรรม ต่อมาได้สร้างเป็นหลักสูตรปริญญาโทด้านภาษาศาสตร์ วัฒนธรรมศึกษา ภาษาและการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม และปริญญาเอกอีกสองสาขาคือ ภาษาศาสตร์ กับ พหุวัฒนธรรม” 

อาจารย์พธูเล่าต่อว่า “ที่สถาบันมีพิพิธภัณฑ์ที่อยู่คู่กันมาตั้งแต่เปิดอาคาร ชื่อว่า ‘พิพิธภัณฑ์มานุษยวิทยาวัฒนธรรม’ ซึ่งเนื้อหาจะเกี่ยวกับงานวิจัยของสถาบัน การทำงานภาคสนามเพื่อทำความเข้าใจภาษาและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มีโซนหมู่บ้านจำลอง นิทรรศการถาวรนี้อยู่แบบเดิมมาเป็นสิบปีแล้ว 

“จนเมื่อปีที่แล้ว ทีม iCulture ของเราสังกัดสถาบันวิจัยภาษาฯ ได้รับทุนจากงบประมาณแผ่นดินในโครงการเสริมสร้างความผูกพันต่อสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อการเปลี่ยนแปลงผ่านพิพิธภัณฑ์ ซึ่งนอกจากจะส่งผลให้มีแผนพัฒนานิทรรศการถาวรแล้ว ยังจัดทำนิทรรศการเคลื่อนที่พิเศษ ‘วิวิธชาติพันธุ์’ เพื่อตระเวนสอนวิธีการเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิดเชิงออกแบบให้แก่นักเรียนและชุมชนใน 7 จังหวัดใกล้เคียงกับมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งหลังจากจบโครงการแล้ว โครงการยังดำเนินต่อเนื่องด้วยตัวเอง แถมยังขยายพื้นที่ปฏิบัติการกว้างไกลไปทั่วประเทศด้วย”

2

การจัดการเรียนรู้ตามบริบท

“การนำนิทรรศการวิวิธชาติพันธุ์ออกไปสัญจรเผยแพร่ความรู้ ขับเคลื่อนด้วยกำลังสำคัญ 3 คน ถ้าเราสัญจรไปตามโรงเรียนก็อาจจะต้องมีอาสาสมัครมาช่วยเฉพาะกิจ ซึ่งการเรียนการสอนจะมีลักษณะแตกต่างกันไป เมื่อขึ้นมาบนรถบ้านคันนี้ จะเห็นว่ามีคอลเลกชันหลักคือ คลังห้องสมุด มีสารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์จากอาจารย์หลายท่านที่ทำมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งสถาบันฯ รวมถึงงานวิจัยใหม่ๆ เชิงพัฒนาหรือแก้ปัญหาต่างๆ ในกลุ่มชาติพันธุ์ที่ร่วมสมัยมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีวัตถุจัดแสดงที่ได้มาจากการลงพื้นที่วิจัยในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเราก็นำมาใช้เป็นสื่อการสอนด้วย”

พูดไม่ทันขาดคำ กาแฟดริปจากกลุ่มคนลัวะ (ละว้า) ที่แม่ฮ่องสอนก็ถูกยกขึ้นมาเสิร์ฟ บทสนทนาของเราก็ดำเนินต่อพร้อมกลิ่มหอมของกาแฟที่ฟุ้งไปทั้งรถ 

วิวิธชาติพันธุ์ นิทรรศการบนรถบ้านพร้อมจอหนังที่สัญจรไปส่งความรู้เรื่องคนกลุ่มน้อย

อาจารย์พธูหยิบหนังสือสารานุกรมว่าด้วยชาวลัวะขึ้นมาให้เราดูหน้าตาของผู้ผลิตสิ่งที่เรากำลังถืออยู่ในมือไปพลางๆ 

“ยกตัวอย่างที่ช่างชุ่ย เราได้โจทย์ให้สอนเรื่องอาชีพ เราจึงชูเรื่องการเป็นนักพิพิธภัณฑ์ เรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่สื่อถึง 4 สายงาน แบ่งเป็นฐาน 1. นักวิจัย ฐานที่ให้ฝึกตั้งคำถาม เก็บข้อมูล หาคำตอบ 2. นักอนุรักษ์ ที่ฐานนี้จะได้ฝึกปฏิบัติการเป็นนักอนุรักษ์ ด้วยการขุดค้นหาชิ้นส่วนเครื่องปั้นดินเผา ล้างทำความสะอาด และนำมาต่อให้เป็นใบ เพื่อนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ เป็นกิจกรรมที่เสริมสร้างความเข้าใจกระบวนการอนุรักษ์ 3. นักกิจกรรมการศึกษา ฐานนี้จะให้ลองออกแบบกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ ด้วยการร้อยลูกปัดจากชาติพันธุ์ต่างๆ 4. ภัณฑารักษ์ ฐานที่ให้ลองเอาชุดตุ๊กตาของแต่ละชาติพันธุ์มาจัดแสดง พร้อมเขียนคำบรรยายบนบอร์ดเล็กๆ 

“ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับความสนุกสนานในการลองเป็นนักพิพิธภัณฑ์ตามตำแหน่งที่แตกต่าง ซึ่งกิจกรรมที่จัดที่ช่างชุ่ยจะต่างกับกิจกรรมที่เราจัดตามมหาวิทยาลัย รายวิชาบริหารธุรกิจ บางแห่งให้โจทย์ว่าอยากได้ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรม เราก็สอนให้ได้ โดยเริ่มจากการตั้งคำถามกับเด็กว่า ถ้าคุณต้องไปทำงานกับชุมชน คุณคิดว่าจะเป็น Local to Global หรือ Global to Local 

วิวิธชาติพันธุ์ นิทรรศการบนรถบ้านพร้อมจอหนังที่สัญจรไปส่งความรู้เรื่องคนกลุ่มน้อย
วิวิธชาติพันธุ์ นิทรรศการบนรถบ้านพร้อมจอหนังที่สัญจรไปส่งความรู้เรื่องคนกลุ่มน้อย

“เราใช้สินค้าชาติพันธุ์จาก Museum Shop ที่ได้มาจากแต่ละชุมชน มาประกอบเป็นธุรกิจการค้าแบบจำลอง ให้เขาลองวางแผนธุรกิจ ลงมือทำขนมด้วยตนเอง ออกแบบการจัดร้านกาแฟชาติพันธ์ุด้วยตนเอง และทดลองนำผลิตภัณฑ์ไปขายจริง ภายในสามชั่วโมงที่เรียนนี่แหละ ขายเพื่อน ขายอาจารย์ ปรากฏว่าขายดีมาก!” อาจารย์หัวเราะ 

“หรืออีกกรณีคือไปมิวเซียมอื่นๆ อย่างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง หรือพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ กระบวนการจะเน้นไปทางการสนทนามากกว่าที่นี่ ส่วนมากจะจุดประเด็นจากวัตถุจัดแสดงในนิทรรศการเช่นกัน” 

3

สิ่งของล้วนเล่าเรื่อง

เมื่อพูดถึงสิ่งของ อาจารย์บอกว่าหลายอย่างในรถนี้ชุมชนก็บริจาคมาให้ใช้สอนเรื่องวัฒนธรรมของเขา “อย่างเสื้อของปราชญ์ชาวปกาเกอะญอ เขาไม่ขายให้ แต่ถ้าเอามาใช้ในพิพิธภัณฑ์เขายกให้เลย รวมทั้งหม้อยา (ไปป์) ที่ทำจากเงินด้วย แล้วก็มีหม้อยาไม้ที่พือพือเขานั่งสูบๆ อยู่แล้วก็ยื่นให้เลย” 

วิวิธชาติพันธุ์ นิทรรศการบนรถบ้านพร้อมจอหนังที่สัญจรไปส่งความรู้เรื่องคนกลุ่มน้อย

อาจารย์พธูเล่า “พือพือแปลว่าคุณตาค่ะ” นอกจากนั้น อาจารย์พธูยังหยิบ ‘ครกไม้ไผ่’ ที่ใช้ตำน้ำพริกมาให้ดูอีกหนึ่งชิ้น ได้มาจากโครงการอีโคมิวเซียมดอยสี่ธาร ณ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่

“เราเคยขอพือพือว่าอยากเอามาไว้ในมิวเซียม ซึ่งแกไม่ได้พูดภาษาไทยนะคะ แกพูดภาษากะเหรี่ยง วันที่แกยกครกไม้ไผ่มาให้แกก็มานั่งตำให้ดู แกคงอยากสาธิตให้เห็นวิธีการใช้” ซึ่งของเหล่านี้ยังเชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์ที่มีจำหน่ายในงานวิวิธชาติพันธุ์ด้วย เช่น มึซาโต๊ะ (แปลว่าน้ำพริก) แบรนด์ ‘พีพีพือพือ’ โดยโลโก้เป็นรูปของคุณตาคุณยายชาวปกาเกอะญอ ข้าวชาวดอย หรือกาแฟที่คั่วจากกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ (iCoffee) ซึ่งเป็นสินค้าที่ทีมงานช่วยกันพัฒนา เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชน

วิวิธชาติพันธุ์ นิทรรศการบนรถบ้านพร้อมจอหนังที่สัญจรไปส่งความรู้เรื่องคนกลุ่มน้อย

“ผลของงานวิจัยที่ผ่านมา เราพบว่าหนึ่งในวิธีการสืบสานวัฒนธรรมที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือการทำสินค้าที่กินได้นี่แหละ” อาจารย์พธูยิ้ม

4

ว่าด้วยความหลากหลายของ ‘ไทย’

ในขณะที่มือของเรากำลังกางหน้าหนังสือที่เขียนโดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และคณะเรื่องแผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย ว่าด้วยการบันทึกแหล่งที่มาของภาษาอันหลากหลายจากแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ เราเห็นจุดหลากหลายสีพิมพ์กระจายอยู่ทั่วแผนที่ของประเทศไทย แต่ละจุดอธิบายถึงของการใช้ภาษาพื้นถิ่นต่างๆ  ชวนให้นึกในใจว่าจุดเหล่านี้ทำให้แผนที่นี้ดูสวยงามมีสีสันเหลือเกิน และชี้ให้เห็นว่าความหลากหลายทางชาติพันธุ์นั้นมีอยู่ในทุกพื้นที่ของประเทศไทย ไม่ใช่แค่บนภูเขาหรือตามขอบชายแดนอย่างที่หลายๆ คนเคยคิด

วิวิธชาติพันธุ์ นิทรรศการบนรถบ้านพร้อมจอหนังที่สัญจรไปส่งความรู้เรื่องคนกลุ่มน้อย

“ในประเทศของเรามีกลุ่มชาติพันธุ์อยู่ประมาณ 70 ชาติพันธุ์ แบ่งตามตระกูลภาษาได้เป็น 5 ตระกูลภาษา ซึ่งลายบนรถบ้านคันนี้ก็ดึงจุดเด่นกลุ่มชาติพันธุ์มาจาก 5 ตระกูลภาษานี้ อันแรกเป็นลายของภาษาตระกูลจีน-ทิเบต ซึ่งลวดลายคล้ายกากบาท มาจากเสื้อชาวปกาเกอะญอ อันที่สองมาจากตระกูลออสโตรเอเชียติก ซึ่งถอดแบบมาจากสร้อยของคนลัวะ ส่วนอันที่สามเป็นตระกูลไท เอามาจากลายหน้าหมอนของชาวไทดำ อันที่สี่เป็นออสโตรเนเซียน หรือพวกชาวเลหมู่เกาะในเอเชีย พวกมอแกลน อูรักลาโว้ย ฯลฯ ซึ่งกราฟิกก็มาจากลายฝาบ้านของชาวมอแกลน อันสุดท้ายเป็นภาษาของตระกูลม้ง-เมี่ยน ถอดลายมาจากกางเกงของชาวเมี่ยนหรือเย้านั่นเอง”

5

การเคารพและความภูมิใจในความต่างของกันและกัน

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจระหว่างบทสนทนาของเรา คือแต่ละคนบนรถจะเริ่มพูดถึงความเกี่ยวโยงของตนกับชาติพันธุ์ต่างๆ บ้างบอกว่าตัวเองเป็นคนเหนือ เลยคุ้นชินกับชาวม้ง อีกคนพูดขึ้นว่าตนมีเชื้อมอญอย่างภาคภูมิใจ 

อาจารย์บอกว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก 

ดร.ชิตชยางค์ ยมาภัย และ ดร.พธู คูศรีพิทักษ์

“เคยเอารถคันนี้ไปที่ลำพูน ไปที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 26 ซึ่งมีนักเรียนจำนวนมากที่เป็นชนกลุ่มน้อย เขาก็เข้าแถวขึ้นมาเล่นบนรถกัน พอถามว่าเป็นคนจากที่ไหนก็ไล่ตอบกันมามากมายว่าลาหู่ ลีซู ม้ง อาข่า เย้า ฯลฯ ส่วนน้องที่เป็นคนไทยธรรมดาก็ยังพยายามบอกมาว่า เอ่อ ผมเป็นคนพื้นราบครับ”

เราเรียนรู้ได้จากบทสนทนาที่เกิดขึ้นว่า สถานที่นี้เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เขาจะพูดถึงและแลกเปลี่ยนระหว่างกันและกันเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของตัวเอง อีกทั้งประสบการณ์บนรถคันนี้ได้สร้างความมั่นใจแก่พวกเขา ให้เรื่องราวของเขามีความสำคัญ 

“ที่น่าตกใจคือ ตอนเอาไปใช้กับเด็กกรุงเทพฯ ปรากฏว่าพวกเขารู้เรื่องเกี่ยวกับชาติพันธุ์ที่หลากหลายน้อยมาก ซึ่งพอนึกย้อนกลับไป ตัวเราเองตอนเด็กๆ ก็ไม่รู้เรื่องนี้เหมือนกัน เพราะมันไม่มีในบทเรียน”

วิวิธชาติพันธุ์ นิทรรศการบนรถบ้านพร้อมจอหนังที่สัญจรไปส่งความรู้เรื่องคนกลุ่มน้อย

อาจารย์บอกว่าทั้งหมดนี้โยงไปสู่วัตถุประสงค์หลักของโครงการที่ นอกจากจะเป็นการจัดส่งความรู้เข้าสู่ชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เข้าถึงยากแล้ว ยังอยากให้เกิดสังคมที่เคารพความแตกต่างของกันและกัน เริ่มจากวัฒนธรรม ภาษา เชื้อชาติ สถานะ ไปจนถึงลักษณะทางกายภาพ เช่น ผู้พิการ 

“นอกจากนี้ ยังสร้างสำนึกรักในชาติพันธุ์ของตัวเองด้วย เราจะเห็นตัวอย่างจากคนกลุ่มน้อยที่เข้ามาอยู่เมืองใหญ่ บางครั้งเขาทำเป็นลืมอัตลักษณ์ของตัวเอง คืออยากเท่ หรืออยากมีความ Urban แต่พอคุยถึงชาติพันธุ์ตัวเองไปสักพักก็รู้สึกภูมิใจในบ้านเกิด อยากจะกลับไปพัฒนาบ้านของตัวเอง”

อาจารย์ยังแอบกระซิบว่า อีกเหตุผลที่ชาวบ้านชอบรถคันนี้คือ เมื่อถึงเวลากลางคืน มันเปลี่ยนเป็นจอฉายหนังกลางแปลง ฉายให้ผู้คนในหมู่บ้านดูกันด้วย

6

ต่อจากนี้ไป

เวลาไหลผ่านเราไปอย่างรวดเร็ว รู้ตัวอีกทีกาแฟแก้วที่ 2 ของเราก็หมด และถึงเวลาต้องลงจากรถบ้านอันแสนอบอุ่นคันนี้เสียแล้ว ด้วยความประทับใจเราจึงถามอาจารย์พธูถึงแผนการต่อยอดโครงการนี้ให้ยั่งยืนทิ้งท้ายก่อนจากกันด้วย

วิวิธชาติพันธุ์ นิทรรศการบนรถบ้านพร้อมจอหนังที่สัญจรไปส่งความรู้เรื่องคนกลุ่มน้อย

“ตอนแรกที่เราออกแบบโปรเจกต์นี้ มันเป็น Special Exhibition แต่มาตอนนี้เราก็ไม่รู้ว่าอายุมันจะยาวต่อไปได้อีกแค่ไหน ทั้งอายุของรถนิทรรศการที่ผ่านการเดินทางมามาก อีกส่วนก็คือการปฏิบัติงาน ที่ตอนนี้ทำผ่านกลุ่ม iCulture หรือกลุ่มพันธกิจวัฒนธรรมสถานบริรักษ์ ซึ่งอนุมัติจัดตั้งโดยสถาบันฯ เพื่อพันธกิจด้านพิพิธภัณฑ์ และวัฒนธรรมสถาน ของสถาบันฯ เราทำทุกอย่างด้วยตนเอง เป็นงานระดมทุนเพื่อพิพิธภัณฑ์ งานจิตอาสา บูรณาการศาสตร์ต่างๆ และบูรณาการการเรียนการสอน การวิจัย การบริการวิชาการ 

วิวิธชาติพันธุ์ นิทรรศการบนรถบ้านพร้อมจอหนังที่สัญจรไปส่งความรู้เรื่องคนกลุ่มน้อย

“ที่ผ่านมา เนื่องจากเราต้องทำวิจัยอยู่แล้ว บางครั้งก็เอาทุนวิจัยนั้นมาดำเนินการต่อ ส่วนบุคลากรก็คือฝึกนักศึกษาในคณะมาบ้าง เราก็อยากจะขับเคลื่อนงานพิพิธภัณฑ์ให้ตอบโจทย์สังคมในอนาคตด้วย”

ในขณะที่โบกมืออำลารถบ้าน เราเสียดายที่ยังมีเรื่องราวของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ซึ่งเรายังไม่รู้และอยากรู้อีกมาก ทั้งเรื่องความเชื่อ ดนตรี ประเพณี ความรัก ฯลฯ แต่เวลาดันหมดเสียก่อน คิดไปถึงคนที่มาจากกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านั้น ว่าพวกเขาจะอยากเรียนรู้หรือแสดงออกเรื่องชาติพันธุ์ของเขาบ้างไหมนะ? แล้วนอกจากที่นี่ (และรัฐสภา) แล้ว ยังมีพื้นที่ไหนที่เขาแบ่งปันตัวตนของเขาได้? มีวิธีอื่นอีกไหมที่จะช่วยไม่ให้เรื่องเล่าของพวกเขาจางหายไปในฝุ่นควันของความศิวิไลซ์?

ดร.ชิตชยางค์ ยมาภัย และ ดร.พธู คูศรีพิทักษ์

ติดตามข่าวคราวเพิ่มเติมของวิวิธชาติพันธุ์ได้ที่

Facebook : RILCAmuseumstudies

Website : museumlc.mahidol.ac.th

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

ขอโทษทุก ๆ ท่านที่เล่าเรื่องเก่าให้ฟังมายาวนาน แบบคนชราชอบเล่าความหลัง อาจจะจำผิดจำถูกบ้างก็ได้ ทุกอย่างในโลกจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ” 

นี่คำลงท้ายจากบันทึกของ หม่อมเจ้าหญิง มารศีสุขุมพันธุ์ บริพัตร ที่ทรงเขียนไว้ในหนังสือ วังสวนผักกาด 50 ปีฯ เรียกได้ว่าเป็นความเรียงชิ้นสำคัญที่ถ่ายทอดโดยตรงจากผู้พำนักที่ได้สัมผัส ‘สวนผักกาด’ ตั้งแต่แรกเริ่มก่อนจะมาเป็น บ้าน วัง พิพิธภัณฑ์ และดำเนินการจัดตั้งเป็น มูลนิธิจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ ตามเจตนารมณ์ของหม่อมราชวงศ์พันธุ์ทิพย์ บริพัตร พระมารดาของหม่อมเจ้าหญิงมารศีฯ 

“ถนนศรีอยุธยาเวลานั้น…ยังเป็นถนนดินแดง มีคลองข้างถนนและต้นมะฮอกกานีใหญ่และต้นก้ามปูตลอดทาง ที่ดินจะเป็นสวนที่คนจีนปลูกผักขาย จัดเป็นร่องปลูกผักและมีคูตามร่องที่เราต้องกระโดดข้ามเวลาไปดูที่ แม่เห็นก็ชอบใจบอกว่า ดีแล้วฉันจะอยู่เป็นนาง Wiggs แห่งวังสวนผักกาด (Mrs.Wigg คู่ The Cabbage Patch) ตามนิยายอังกฤษ เรื่องผู้หญิงคนหนึ่งอยู่โดดเดี่ยวในท้องนา ปลูกผักไม่แคร์ใคร ซึ่งตั้งใจตั้งชื่อบ้านใหม่ว่า บ้านสวนผักกาด พ่อ (เสด็จในกรมฯ) ท่านไม่เคยตั้งชื่อตำหนักที่ประทับว่า วัง จะเป็นที่ไหนก็ตาม เช่น บ้านประแจจีน และบ้านบ่อจืดที่หนองแก เพราะท่านถ่อมพระองค์ แต่คนทั่วไปมาแต่งตั้งให้เป็นวังทีหลัง”

หม่อมเจ้าหญิงมารศีฯ (พ.ศ. 2474 – 2556) เคยใช้ชีวิตช่วงหนึ่งในวังสวนผักกาด ก่อนเสด็จศึกษาต่อต่างประเทศด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ที่ประเทศสเปน ฝรั่งเศส และสวิตเซอร์แลนด์ และกลับมาทรงงานเป็นอาจารย์พิเศษที่จุฬาลงกรณ์ฯ และที่มหาวิทยาลัยในประเทศสเปน จากนั้นทรงยุติการสอนและหันมาวาดภาพเป็นศิลปินอย่างจริงจัง โดยท่านยังทรงบันทึกถึงพระมารดาเอาไว้ว่า “แม่ชอบรวบรวมของสวยงามและของเก่าก็มีมากขึ้นเสมอ เช่นอย่างดินเผาบ้านเชียงที่แม่รวบรวมเป็นคนแรก จนต้องบรรจุในบ้านไทยเล็ก ๆ ต่อไปเมื่อครบรอบวันแต่งงานครั้งหนึ่ง พ่อก็ประทานหอศิลป์ที่ไปซื้อมาจากวัดแห่งหนึ่ง (หอเขียน) ที่แม่เอามาซ่อมแซมไว้ตั้งในสวนด้วย และเริ่มจัดสวน ขุดบ่อให้สมกับที่ทางบ้านต่าง ๆ ที่เพิ่มจนเป็นลักษณะแรก ๆ ของพิพิธภัณฑ์ที่ทุกคนเห็นอยู่ในปัจจุบัน”

วันนี้ถือเป็นวันดีที่เราจะได้พาทุก ๆ ท่าน ลัดเลาะเข้าพิพิธภัณฑ์ (เกือบจะ) ลับ ใจกลางเมืองแห่งนี้ เผื่อจะได้สัมผัสมนต์ขลังและความสวยงามตามที่หม่อมเจ้าหญิงมารศีฯ บรรยายไว้อย่างประจักษ์ไปพร้อม ๆ กัน อีกทั้งเรื่องราวน่าสนใจสารพัดสารเพ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่อจบบทความนี้แล้ว พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาดจะกลายเป็นมิวเซียมโปรดในใจของผู้อ่านเช่นเดียวกับในใจเรา

พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด จากสวน วัง สู่มิวเซียมวัตถุเครื่องใช้โบราณกลางย่านพญาไท
พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด จากสวน วัง สู่มิวเซียมวัตถุเครื่องใช้โบราณกลางย่านพญาไท

จากสวนผัก สู่สวนศิลป์
Feel-like-home museum

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ในบริเวณเนื้อที่ 6 ไร่ใจกลางพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพมหานคร ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าพญาไทเพียง 400 เมตร โอบล้อมด้วยต้นไม้เขียวขจี มีต้นอินทนิลสูงใหญ่ตั้งตระหง่าน ทอดเงาบนสนามหญ้า หากมองขึ้นไปจะเห็นยอดตึกใบหยก ลดหลั่นสายตามาที่ระดับพื้นดิน คูน้ำยังคงมีเต่าปลา การจัดสวนสร้างเนินสูงต่ำให้เดินทอดน่องเพลิดเพลินใจ เมื่อเราก้าวเข้ามาด้านใน รู้สึกได้ว่ามาเยือนจุดเชื่อมโยงโลกอดีตและปัจจุบัน 

ที่นี่ประกอบด้วยเรือนไทยทั้งหมด 8 หลัง เชื่อมโยงกันด้วยทางเชื่อมด้านบน เมื่อเดินจบค่อยเดินลงมาสำรวจพื้นที่ด้านล่างใต้ถุนเรือนไทย หรือจะเริ่มต้นจากเดินชมห้องด้านล่างก่อนก็ย่อมได้ เรียกได้ว่า Journey หรือการออกแบบเส้นทางในการเดินชมพิพิธภัณฑ์ของวังสวนผักกาดไม่มีรูปแบบชัดเจน ไม่ได้กำหนดเส้นทางตายตัว ให้อารมณ์สบาย ๆ เหมือนมาเที่ยวบ้านญาติผู้ใหญ่ที่สะสมของสวยงามทรงคุณค่าไว้เยอะมาก แต่ก็ใจดีที่จะเปิดให้ลูกหลานได้เข้าชมแทบทุกจุด จะว่าไปวังสวนผักกาดนี้ นับได้ว่าเป็นสถานที่แห่งแรกในประเทศไทย ที่เจ้าของบ้านเปิดบ้านให้บุคคลภายนอกเข้าชม ในขณะที่ยังคงพำนักอาศัยอยู่นับแต่ พ.ศ. 2495 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน 

แรกเริ่มหมู่เรือนไทย 4 หลังที่เชื่อมต่อถึงกัน แต่เดิมเป็นของ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต บุนนาค) เทียดของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต (เสด็จในกรมฯ) อายุราวร้อยกว่าปี เมื่อตกทอดมาถึงเสด็จในกรมฯ และ หม่อมราชวงศ์พันธุ์ทิพย์ บริพัตร (คุณท่าน, คุณหญิง) จึงย้ายมาปลูกที่วังสวนผักกาด ต่อมาเมื่อมีของสะสมมากขึ้น ได้มีการสร้างเรือนไทยหลังอื่น ๆ เพิ่มเติม จนปัจจุบันมีถึง 8 หลังด้วยกัน

พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด จากสวน วัง สู่มิวเซียมวัตถุเครื่องใช้โบราณกลางย่านพญาไท
พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด จากสวน วัง สู่มิวเซียมวัตถุเครื่องใช้โบราณกลางย่านพญาไท

อย่างไรก็ดี หากใครชอบประวัติศาสตร์ศิลป์แล้วรับรองว่ามาที่นี้ย่อมไม่ผิดหวัง วังสวนผักกาดได้รวบรวมโบราณวัตถุในศิลปะสมัยทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี เชียงแสน สุโขทัย อู่ทอง อยุธยา และรัตนโกสินทร์ รวมถึงศิลปะขอม สะท้อนให้เห็นความชอบส่วนตัวของเจ้าของบ้านนักสะสม และความสนใจในเรื่องที่ผิดแผกไปจากคนในยุคนั้น เช่นการสะสมเครื่องถ้วยชามที่แตกหัก บิดเบี้ยว โดยนัยอาจมีแง่งามที่มองเห็นกระบวนการที่ผิดพลาดอันเกิดขึ้นระหว่างการสร้างสรรค์ คือศิลปะและความงามเช่นเดียวกัน ความไม่สมบูรณ์แบบนี้ก่อให้เกิดความสมบูรณ์แบบ ดังนั้น ที่วังสวนผักกาด เราจะได้เห็นจานชาม ถ้วยโถ ที่บิดเบี้ยว ชวนให้เรานึกถึงงานศิลปะร่วมสมัยในยุคปัจจุบัน 

พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด จากสวน วัง สู่มิวเซียมวัตถุเครื่องใช้โบราณกลางย่านพญาไท

นอกจากของสะสมแล้วเราก็จะได้ชมข้าวของเครื่องใช้ของเจ้านายในราชสกุล อาทิ ด้านล่างเรือนไทยหลังที่ 4 ใกล้ท้องพระโรง ยังคงมีพระอู่ (เปล) ของหม่อมเจ้าหญิงมารศีฯ เป็นต้น สะท้อนให้เห็นการเก็บสะสมและดูแลรักษาของรักของหวงและของใช้ของสมาชิกในบ้านเอาไว้เป็นอย่างดี เสมือนการชุบชูชีวิตผู้คนที่เคยพำนัก แม้ว่าผู้นั้นจะล่วงลับไปแล้วก็ตาม

‘เสด็จในกรมฯ’ และ ‘คุณหญิงพันธุ์ทิพย์’
ความรักที่ส่งเสริมให้คนรัก ‘รัก’ ที่จะเป็นตัวของตัวเอง

เรื่องราวความรักและการเกื้อกูลกันของเสด็จในกรมและคุณหญิงพันธุ์ทิพย์ ถูกบอกเล่าผ่านความเรียงของ ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ท่านได้เล่าว่า เมื่อคราวที่ยังเป็นนักศึกษาวิชาโบราณคดีอยู่ที่อังกฤษ ได้มีโอกาสรับรองท่านทั้งสอง โดยมีอยู่วันหนึ่งเสด็จในกรมฯ มีรับสั่งชวนให้ไปเลือกซื้อพระพุทธรูปอินเดียในศิลปะคันธารราฐ ที่ร้านสปิงค์ (Spink) ซึ่งเป็นร้านขายของเก่าชื่อดังในกรุงลอนดอน แต่ตรัสห้ามมิให้ชวนคุณหญิงพันธุ์ทิพย์ เพราะเกรงว่าคุณหญิงจะห้ามไม่ให้ซื้อพระพุทธรูปในราคาสูง แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็นที่น่าประหลาดใจว่าภายหลังที่คุณหญิงทราบเรื่อง “ท่านมิได้บ่นว่าอะไรมากนัก” และพระพุทธรูปองค์นั้นในปัจจุบันก็นับเป็นหนึ่งในโบราณวัตถุชิ้นเอกในพิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด  

พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด จากสวน วัง สู่มิวเซียมวัตถุเครื่องใช้โบราณกลางย่านพญาไท
พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด จากสวน วัง สู่มิวเซียมวัตถุเครื่องใช้โบราณกลางย่านพญาไท

ความสนใจในโบราณวัตถุและโบราณคดีของคุณหญิงพันธุ์ทิพย์ หรือที่หลายคนเรียกว่า ‘คุณท่าน’ นั้นเริ่มมีเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณท่านได้เรียนรู้และเข้าใจถึงความชื่นชอบของเสด็จในกรมฯ เห็นได้อย่างชัดเจนคือ ตอนที่เสด็จในกรมฯ โปรดให้รื้อตำหนักของพระบิดามาปลูกไว้ที่วังสวนผักกาด และเริ่มตกแต่งตำหนักเหล่านั้นด้วยโบราณวัตถุที่ทรงสะสมรวบรวมไว้แต่เก่าก่อน และทั้งหาซื้อมาเพิ่มเติม แม้คุณหญิงพันธุ์ทิพย์จะไม่ได้ร่ำเรียนมาทางโบราณคดี แต่ด้วยความที่ชอบเดินทางท่องเที่ยว สายตาของท่านก็มักจะสะดุดกับศิลปวัตถุที่น่าสนใจไม่มากก็น้อย แต่จุดเปลี่ยนที่สำคัญเห็นจะเป็นของขวัญที่เสด็จในกรมฯ ประทานให้แก่คุณหญิงเมื่ออายุครบ 50 ปี

ใน พ.ศ. 2501 เสด็จในกรมฯ และคุณหญิงพันธุ์ทิพย์ ได้ ‘หอเขียน’ มาจากวัดบ้านกลิ้ง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยคุณหญิงฯ เป็นตัวตั้งตัวตีแต่ต้นมาโดยตลอด ในเรื่องการทำนุบำรุงรักษา ลงท้ายด้วยเสด็จในกรมฯ ก็ประทานหอเขียนนี้ให้แก่คุณหญิงฯ ปัจจุบันเป็นโบราณสถานอันล้ำค่าอีกแห่งหนึ่งในประเทศไทยที่ตั้งอยู่ภายในวังสวนผักกาด มีภาพลายรดน้ำที่สวยงามวิจิตรตระการตา เป็นที่น่าเสียใจที่ เสด็จในกรมฯ ได้สิ้นพระชนม์ในอีกหนึ่งปีต่อมา คุณหญิงพันธุ์ทิพย์จึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อสืบต่อจากสิ่งที่เสด็จในกรมฯ ทรงสร้างไว้

พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด จากสวน วัง สู่มิวเซียมวัตถุเครื่องใช้โบราณกลางย่านพญาไท
พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด จากสวน วัง สู่มิวเซียมวัตถุเครื่องใช้โบราณกลางย่านพญาไท

“…สำหรับคนที่รักกันนั้น…ความตายก็มิใช่เป็นอาวุธที่จะมาตัดความสัมพันธ์ให้ขาดสะบั้นลงได้หมด..เสด็จฯ ท่านเคราะห์ดีที่ได้คุณหญิงไว้อยู่ด้วย เพราะคุณหญิงสามารถสนใจได้ในทุกเรื่องที่เสด็จฯ สนพระทัย คุณหญิงสามารถสานต่อในเรื่องที่เสด็จในกรมฯ ก่อไว้แล้ว ถึงแม้บางเรื่องท่านจะมิได้ก่อจริงจัง… คุณหญิงไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใดก็ตามที คุณหญิงมีฐานะสำคัญอย่างหนึ่งตลอดมาคือ เป็นเครื่องคอยส่งเสริมให้เสด็จท่านได้เป็นพระองค์ของท่านเองมากที่สุด ซึ่งสามีน้อยคนจะมีโชคลาภเป็นอย่างนั้นได้ และคุณหญิงได้เป็นผู้ดูแลให้ท่านได้มีความสุขตลอดพระชนม์ชีพของท่าน…” หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนถึงความสัมพันธ์ของเสด็จในกรมฯ และคุณหญิงพันธุ์ทิพย์ในหนังสือ เรื่องที่ข้าพเจ้าสนใจ รวบรวมพิมพ์แจกเนื่องในคุณหญิงพันธุ์ทิพย์อายุครบ 5 รอบ ในวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2512 

Ban Chiang Collection

รู้หรือไม่ว่า…พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด เป็นแหล่งรวบรวมโบราณวัตถุบ้านเชียงที่เยอะที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร 

แต่ก่อนที่จะไปชมคอลเลกชันบ้านเชียง เราอยากชี้จุดบอกผู้อ่านสักนิดว่า ที่วังสวนผักกาดนั้นมีศิลปะชิ้นเอกที่ควรค่าแก่การไปชื่นชม ได้แก่ พระพุทธรูปคันธารราฐ เทวรูปพระอุมา ตลับงาช้าง พระพุทธรูปอู่ทอง เครื่องสังคโลก ภาพจิตรกรรมฝาผนังลายรดน้ำในหอเขียน 

นอกจากภายในอาคารด้านหน้า (ศิลปาคารจุมภฏ-พันทิพย์) ซึ่งเป็นบริเวณจัดแสดงผลงานของหม่อมเจ้าหญิงมารศีฯ เมื่อเดินเข้ามายังด้านในจะพบกับ ‘ห้องศิลปนิทรรศมารศี’ ซึ่งเปิดพื้นที่เป็นสาธารณะสำหรับจัดนิทรรศการหมุนเวียนตลอดปี 

หลากหลายบทบาทของสวน-บ้าน-วัง-พิพิธภัณฑ์-มูลนิธิ เยี่ยมเรือนไทย 8 หลังที่สะสมวัตถุโบราณด้วยรัก เก็บไว้ให้ชื่นชม
หลากหลายบทบาทของสวน-บ้าน-วัง-พิพิธภัณฑ์-มูลนิธิ เยี่ยมเรือนไทย 8 หลังที่สะสมวัตถุโบราณด้วยรัก เก็บไว้ให้ชื่นชม

ตอนที่เราไปนั้นกำลังมีงานนิทรรศการ ‘พิจารณา’ โดยศิลปิน สุชา ศิลปชัยศรี ได้นำเอาซากกระดูกสัตว์และวัตถุที่พบเห็นโดยธรรมชาติมาสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะหลากหลายรูปแบบ โดยแฝงนัยของการมีชีวิตอยู่อย่างไม่ประมาท สอดคล้องไปกับห้องจัดแสดงที่อยู่ถึงก่อน ซึ่งเป็นพื้นที่บอกเล่าเรื่องราวของโบราณวัตถุบ้านเชียง เมื่อเข้ามาเห็นแล้วต้องประหลาดใจ! เพราะไม่คาดคิดว่าการมาเยือนวังสวนผักกาดในครั้งนี้จะสามารถชื่นชมและใกล้ชิดกับวัตถุทางประวัติศาสตร์ได้มากมายเช่นนี้ 

โบราณวัตถุบ้านเชียงเหล่านี้มีอายุร่วม 6,000 ปี อย่างที่ทราบกันดีว่า ‘บ้านเชียง’ เป็นแหล่งอารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่บริเวณจังหวัดอุดรธานี โดยโบราณวัตถุเหล่านี้ค้นพบโดย Stephen Young นักสังคมวิทยา ซึ่งเป็นบุตรชายของเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย 

หลากหลายบทบาทของสวน-บ้าน-วัง-พิพิธภัณฑ์-มูลนิธิ เยี่ยมเรือนไทย 8 หลังที่สะสมวัตถุโบราณด้วยรัก เก็บไว้ให้ชื่นชม
หลากหลายบทบาทของสวน-บ้าน-วัง-พิพิธภัณฑ์-มูลนิธิ เยี่ยมเรือนไทย 8 หลังที่สะสมวัตถุโบราณด้วยรัก เก็บไว้ให้ชื่นชม

“นักโบราณคดีก็เหมือนนักสืบ สืบเรื่องราวจากสิ่งของและหลักฐานทางประวัติศาสตร์เพื่อนำมาบอกเล่า อย่างของเก่าตั้งอยู่เฉย ๆ ก็คือของเก่า คุณค่าของวัตถุคงเป็นแค่เรื่องกาลเวลาที่ทำให้มันเก่า แต่จริง ๆ แล้วคุณค่าของโบราณวัตถุคือเรื่องราวที่ได้เกิดขึ้นกับของชิ้นนั้น เราจึงต้องพยายามหาข้อมูลที่เกี่ยวเนื่องอยู่ตลอด ซึ่งมีส่วนที่รู้อย่างกระจ่างชัดและส่วนที่ยังต้องสืบหาต่อไป 

ส่วนบทบาทของการเป็นภัณฑารักษ์ เรามองว่าภัณฑารักษ์เป็นเหมือน ‘ล่าม’ ที่ต้องประมวลผลจากเรื่องราวของนักสืบอีกที ซึ่งบางครั้งเราเองก็เป็นนักสืบด้วย (หัวเราะ)” คุณนิ-นิภาพร บุญทองใหม่ ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด อดีตนักศึกษาคณะโบราณคดีที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในทีมพิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด และทำงานร่วมกับมูลนิธิฯ มากว่า 7 ปี พาเราเดินชมห้องจัดแสดงศิลปะวัตถุบ้านเชียงด้วยความกระตือรือร้น เธอพาเราไปดูเครื่องมือเครื่องใช้ทำจากสำริด ภาชนะดินเผา และอธิบายลักษณะลวดลายที่ทำให้เห็นถึงวิวัฒนาการตามลำดับเวลา เรียกได้ว่าห้องนี้และเรือนไทยหลังที่ 5 เป็นจุดสำคัญที่คนรักบ้านเชียงห้ามพลาด

หลากหลายบทบาทของสวน-บ้าน-วัง-พิพิธภัณฑ์-มูลนิธิ เยี่ยมเรือนไทย 8 หลังที่สะสมวัตถุโบราณด้วยรัก เก็บไว้ให้ชื่นชม
หลากหลายบทบาทของสวน-บ้าน-วัง-พิพิธภัณฑ์-มูลนิธิ เยี่ยมเรือนไทย 8 หลังที่สะสมวัตถุโบราณด้วยรัก เก็บไว้ให้ชื่นชม

“ภัณฑารักษ์ทำหน้าที่นำเรื่องราวที่ทับซ้อนในมิติของเวลาและอารยธรรม มาเรียบเรียงและบอกเล่าให้คนทั่วไปรับรู้ และเข้าใจในคุณค่าและความหมายว่าของแต่ละชิ้นมีที่มาอย่างไร การสื่อความหมายจึงเป็นหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์และของภัณฑารักษ์ด้วย” เรียกได้ว่าคุณนิ เธอรับบทเป็น นักสืบ ล่าม นักเล่าเรื่อง แถมยังเป็นผู้ปัดฝุ่นผงแห่งกาลเวลาอีกด้วย ของแต่ละชิ้นที่มีค่าและละเอียดอ่อน เปราะบาง ได้ผ่านการทำความสะอาดด้วยความนุ่มนวลและหวงแหนจากมือของภัณฑารักษ์ท่านนี้

Dear all distinguished visitors
เรียนแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน

หลังจบสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยความที่วังสวนผักกาดเป็นศูนย์รวมความรู้ทางประวัติศาสตร์ของไทย จึงมีโอกาสได้เป็นสถานที่ต้อนรับบุคคลสำคัญในแวดวงสังคมที่โคจรมาเจอกันในงานเลี้ยงอาหารค่ำหรืองานเลี้ยงอาหารกลางวัน งานเลี้ยงต้อนรับและงานเลี้ยงอำลา ทำเอาห้องเครื่องวังสวนผักกาดไม่เคยว่างเว้นจากภารกิจประกอบอาหารไทยฝรั่ง เพื่อรับรองแขกเหรื่อจากทั่วโลก พื้นที่ในวังสวนผักกาดจึงเกิดระบบนิเวศของการแลกเปลี่ยนบทสนทนา ก่อให้เกิดมิตรภาพ สร้างความสัมพันธ์อันดี เผยแพร่ขนบธรรมเนียม ประเพณี และความรุ่มรวยทางศิลปวัฒนธรรมไทยที่บรรพบุรุษได้สืบทอดมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน

ซึ่งหากจะให้เอ่ยชื่อแขกผู้มีเกียรตินั้นคงต้องเริ่มจาก ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยและอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี (Corrado Feroci) ปูชนียบุคคลของมหาวิทยาลัยศิลปากร เจ้าชายฟิลิปส์ (Prince Philip, Duke of Edinburgh) พระสวามีของควีนอลิซาเบธแห่งเครือจักรภพอังกฤษ และ แจ็กเกอลีน เคนเนดี (Jacqueline Kennedy) สตรีหมายเลขหนึ่ง ภริยาของ จอห์น เอฟ. เคเนดี ไม่นับรวมถึงราชสกุลลำดับสูงและเครือญาติ มิตรสหาย ผู้เชี่ยวชาญที่มีความสนใจด้านประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การเมืองการปกครอง ศิลปะ หิน แร่ ลูกปัด มนุษยวิทยา พฤกษศาสตร์ สถาปัตย์ รวมทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและชาวไทยทั้งที่ตั้งใจเดินทางมาและเดินหลงเข้ามาแบบไม่ได้ตั้งใจ ทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นแขกผู้มีเกียรติแห่งวังสวนผักกาดทั้งสิ้น 

วังสวนผักกาดที่อยู่เคียงคู่ย่านพญาไทมากว่า 70 ปี และยังคงทำหน้าที่ต้อนรับแขกผู้มาเยือนให้ได้ใกล้ชิดกับศิลปวัฒนธรรมไทยแบบที่ไม่ต้องก้าวออกนอกวัง แม้ว่าตอนนี้ คุณท่าน, คุณหญิง, หม่อมราชวงศ์พันธุ์ทิพย์ เจ้าของบ้านผู้ขับเคลื่อนงานสะสมที่เป็นเสมือนจุดศูนย์กลางของวังสวนผักกาดจะจากโลกนี้ไปแล้วใน พ.ศ. 2530 แต่บ้านสวนผักกาด วังสวนผักกาด หรือพิพิธภัณฑ์สวนผักกาดแห่งนี้ ยังคงสานต่อเจตนารมณ์ ในการทำหน้าที่เป็นเสมือนช่างเชื่อมอดีตสู่ปัจจุบัน สะท้อนผ่านทั้งคอลเลกชันและตัวสถาปัตยกรรม ก่อให้เกิดบรรยากาศที่สงบเยือกเย็นเสมือนหยุดนิ่ง ท่ามกลางการไหลผ่านของห้วงเวลา ท่ามกลางความเร่งรีบบนถนนศรีอยุธยานี่เอง

หลากหลายบทบาทของสวน-บ้าน-วัง-พิพิธภัณฑ์-มูลนิธิ เยี่ยมเรือนไทย 8 หลังที่สะสมวัตถุโบราณด้วยรัก เก็บไว้ให้ชื่นชม

พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด 

วัน-เวลาทำการ : เปิดทุกวันจันทร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 9.00 – 16.00 น. 

ค่าเข้าชม : คนไทย 50 บาท ต่างชาติ 100 บาท นิสิต นักศึกษา 20 บาท 

สอบถามเพิ่มเติม โทรศัพท์ : 0 2246 1775, 02 245 4934, 02 246 1775 6 ต่อ 229

Facebook : พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด : Suan Pakkad Palace Museum

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load