24 พฤศจิกายน 2564
12 K

ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

องค์กรใหญ่ด้านพลังงานอย่างกลุ่ม ปตท. คิดเช่นนั้น จึงรวมพลังกับบริษัทพันธมิตรอีกหลายภาคส่วน เพื่อขอเป็นอีกแรงหนึ่งในการช่วยแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศ ผ่านการสร้างสถาบันการศึกษา ผลิตบุคลากรที่มีทักษะความสามารถ รวมถึงการประดิษฐ์คิดค้นใหม่ๆ ด้วยการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

สถาบันวิทยสิริเมธี (Vidyasirimedhi Institute of Science and Technology) หรือในชื่อย่อว่า VISTEC เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่เพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ (Education Zone) ในเมืองแห่งนวัตกรรม Smart City วังจันทร์วัลเลย์ (Wangchan Valley) จังหวัดระยอง ด้วยความตั้งใจให้มีสถาบันอุดมศึกษาในระดับปริญญาโทและเอก เพื่อเน้นบ่มเพาะคนที่มีศักยภาพด้านการทำวิจัยโดยเฉพาะ

หากแรงบันดาลใจแต่แรกบนพื้นที่กว่า 3,400 ไร่มาจากซิลิคอนวัลเลย์ เมืองแห่งเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สหรัฐอเมริกา สถาบันวิทยสิริเมธี ซึ่งเรากำลังจะพูดถึงอยู่นี้ก็อาจเปรียบเหมือนมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สถาบันที่เป็นแหล่งผลิตและสร้างสรรค์เทคโนโลยี งานวิจัย และนวัตกรรมสุดไฮเทคในหุบเขาซิลิคอน

ศ.ดร.จำรัส ลิ้มตระกูล อธิการบดีสถาบันวิทยสิริเมธี ให้เกียรติพูดคุยกับ The Cloud บอกเล่าถึงความตั้งใจที่ผ่านมา สิ่งที่กำลังทำอยู่ และความท้าทายในอนาคตข้างหน้าของสถาบันวิจัยไซส์จิ๋ว แต่คุณภาพคับแก้วเกินตัวแห่งนี้

เจาะลึกสถาบันวิทยสิริเมธี สถาบัน ป.โท และ ป.เอก เน้นบ่มเพาะนักวิจัยและนวัตกรรมไทย
01

ในโลกปัจจุบันที่ความก้าวหน้าทางนวัตกรรมถาโถมเข้ามาไม่หยุด เทคโนโลยีใหม่ๆ พร้อมใจเสนอตัวเข้ามาเป็นตัวช่วยในการใช้ชีวิตของมนุษย์ไม่เว้นวัน หลายประเทศจำเป็นต้องพยายามวิ่งให้ทันกับวิถีใหม่ เช่นเดียวกันกับประเทศไทยของเราก็จำเป็นต้องปรับตัวในหลากหลายด้าน

ไทยแลนด์ 4.0 ที่ได้ยินกันมาหลายปีให้หลังมานี้ เป็นอีกสัญญาณการขยับตัวครั้งใหญ่ ที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมมีส่วนอย่างมากต่อการกำหนดทิศทางเดินของประเทศ เมื่อเราอยากเปลี่ยนสถานะจากผู้ใช้กลายเป็นผู้ผลิต จากเศรษฐกิจแบบเดิมสู่การขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เพื่อนำไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วให้ได้

หนึ่งในปัจจัยที่สำคัญมากคือ ‘คน’

“มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งสร้างคน ถ้าคนนั้นมีความรู้ดียิ่ง เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ดี เป็นวิศวกรที่ดี ก็จะสร้างผลงานทางวิทยาศาสตร์ที่ดี เทคโนโลยีที่ดี นวัตกรรมที่ดี และยังนำไปสู่เชิงพาณิชย์ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว การจะสร้างสรรค์ไม่ใช่แค่คน ไม่ใช่แค่งาน แต่นำไปสู่การตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ และสอดรับกับทิศทางระดับโลก 

“นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมกลุ่ม ปตท. เชื่อว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศ เพราะเมื่อเราสร้างคน สร้างวิทยาศาสตร์ที่ดี มันก็จะตอบโจทย์ในระยะยาว” ศ.ดร.จำรัสเริ่มเล่าถึงที่มาที่ไปของสถาบันและความตั้งใจของกลุ่ม ปตท.

แม้ประเทศไทยจะมีมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง บางที่มุ่งมั่นผลิตคิดค้นงานวิจัยออกมาสู่สังคมอย่างหลากหลาย ดังที่เราอาจพอเห็นกันบ้างในหน้าสื่อ แต่สิ่งที่หลายคนไม่ทราบกัน คือความจริงแล้วปัญหาใหญ่ด้านงานวิจัยของบ้านเรา อยู่ที่จำนวนงานสวนทางกับคุณภาพ โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ถึงจะทำออกมาจำนวนมาก แต่หลายงานถูกจัดอยู่ในกลุ่มขึ้นหิ้ง เพราะอาจจะยังไม่ตอบสนองความต้องการของสังคม หรือไม่สามารถสร้างสรรค์เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อนำไปใช้ต่อได้

เราขอชวนดูภาพโมเดลที่สถาบันวางเป็นหลักคิดแนวทางในการผลิตงานวิจัยประกอบไปพร้อมกัน 

เจาะลึกสถาบันวิทยสิริเมธี สถาบัน ป.โท และ ป.เอก เน้นบ่มเพาะนักวิจัยและนวัตกรรมไทย

อาจารย์จำรัสอธิบายให้ฟังง่ายๆ ว่า งานวิจัยในโลกแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คืองานวิจัยที่มุ่งทำเพื่อความพอใจส่วนตัว ต้องการหาเพียงคำตอบใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น เช่น ทำไมโลกถึงหมุนรอบตัวเอง ขณะที่อีกรูปแบบหนึ่ง คืองานที่สนใจประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมและสังคม

“ถ้าวิจัยตอบโจทย์ทางวิทยาศาสตร์ และให้ความสำคัญทางด้านอุตสาหกรรมไปพร้อมกัน ก็คือบริเวณที่เขียนว่า Pasteur ยกตัวอย่างเช่น การใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ผลิตวัคซีนแรกของโลก อย่างในช่วงโควิด-19 วัคซีน mRNA ก็เกิดจากแนวคิดนี้”

แล้วงานวิจัยส่วนใหญ่ในเมืองไทยอยู่ตรงไหนในภาพ อธิการบดีของ VISTEC ชี้ไปที่ส่วนสีเทาด้านล่าง คือเป็นงานวิจัยที่แทบไม่มีอะไรใหม่

ดังนั้น หัวใจสำคัญของ สถาบันวิทยสิริเมธี คือต้องการทลายกรอบและวิธีคิดสร้างงานวิจัยแบบเดิมๆ เพื่อผลิตงานวิจัยชั้นเลิศที่ตอบโจทย์ต่อความต้องการของประเทศและนานาชาติขึ้นมา ด้วยการผสมผสานองค์ความรู้ที่สร้างขึ้นมาใหม่ ให้เข้ากับการใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมด้วย

เรียกงานลักษณะนี้ว่า ‘Frontier Research’ หรืองานวิจัยชั้นแนวหน้า

02

ก่อนจะพาไปรู้จักหลากหลายผลงานของสถาบันฯ ขอแนะนำให้รู้จักกับหลักสูตรการเรียนการสอนของที่นี่เสียก่อน เพื่อให้เข้าใจภาพรวมยิ่งขึ้นว่า มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งนี้กำลังมุ่งทำงานพัฒนาด้านอะไรกันบ้าง

ภายในสถาบันวิทยสิริเมธีประกอบด้วย 4 สำนักวิชา คือ สำนักวิชาวิทยาการโมเลกุล (School of Molecular Science and Engineering; MSE) สำนักวิชาวิทยาการพลังงาน (School of Energy Science and Engineering; ESE) สำนักวิชาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมชีวโมเลกุล (School of Biomolecular Science and Engineering; BSE) และสำนักวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ (School of Information Science and Technology; IST) นอกจากนี้ยังมีศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นแนวหน้า (Frontier Research Center; FRC) เพื่อช่วยสนับสนุนการดำเนินงานวิจัยต่างๆ

หากสังเกตให้ดี จะพบว่าแต่ละสำนักวิชาของ VISTEC ยังตั้งใจออกแบบมาให้สอดคล้องและตอบโจทย์เทรนด์การพัฒนาอุสาหกรรมแห่งอนาคต หรือ New S-Curve ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ที่มีแนวโน้มเติบโตมากขึ้นในอนาคต อันมีส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศ ประกอบด้วยอุตสาหกรรมการกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพ เคมีชีวภาพ และเทคโนโลยีชีวภาพ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมดิจิทัล และอุตสาหกรรมการแพทย์และผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์

“ที่เรามีสี่สำนักวิชา เพราะเราไปดูงานมาทั่วโลก ตามมหาวิทยาลัยชั้นนำ เราเลยรู้ว่าต้องเรียนเรื่องพวกนี้ ทำวิจัยเรื่องพวกนี้ ถึงจะอยู่ได้ในอีกสิบถึงยี่สิบปีข้างหน้า เพราะฉะนั้น ถ้าถามว่าการผลิตคนของเราจะตอบโจทย์ไหม มันตอบโจทย์ตั้งแต่ก่อนผลิตแล้ว เพราะเรารู้ว่าโจทย์ของโลกเป็นยังไง จะมีงานทำไหม มีแน่นอน เพราะโลกจะทำแบบนี้ไปอีกสิบถึงยี่สิบปี” อาจารย์จำรัสอธิบายเพิ่มเติมถึงเรื่องหลักสูตร

เจาะลึกสถาบันวิทยสิริเมธี สถาบัน ป.โท และ ป.เอก เน้นบ่มเพาะนักวิจัยและนวัตกรรมไทย
สถาบันวิจัยที่มุ่งผลิตบุคลากรและนวัตกรรม ด้วยความเชื่อว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม คือหัวใจในการพัฒนาประเทศ
03

จุดแข็งที่ VISTEC แตกต่างจากคนอื่นมีอยู่ 6 ข้อใหญ่ เป็นการสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ในวงการศึกษา ยังไม่มีสถาบันไหนในไทยเหมือน โดยมีสถานที่ฝึกวิจัยแบบปฏิบัติจริงระหว่างเรียน มีหลักสูตรที่ออกแบบมาให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพทางด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และเทคโนโลยี โดยเป็นสถาบันเฉพาะทางที่มุ่งเน้นคุณภาพ และมุ่งพัฒนางานวิจัยขั้นแนวหน้า การยกระดับคุณภาพของงานวิจัยให้อยู่ในเกณฑ์สูง เป็นความแตกต่างที่สร้างขึ้นมาเพื่อจัดการศึกษาให้พัฒนาทักษะผู้เรียนและนักวิจัยให้มีศักยภาพโดดเด่นมากที่สุด

Residential Research Location สถานที่ฝึกวิจัยแบบปฏิบัติจริง

“นึกถึงคณะแพทยศาสตร์ที่มีโรงพยาบาลให้นักศึกษาแพทย์ฝึกฝนระหว่างเรียน คนที่จบไปก็สามารถทำงานได้เลย เราก็ออกแบบสถาบันฯ โดยเชิญบริษัทมาทำงานวิจัยร่วมกับเรา เหมือนกับสร้างโรงพยาบาลทางอุตสาหกรรมไว้ในคณะ เราเรียกว่านี่คือ Industial Hospital ดังนั้น หากคุณเรียนที่นี่จะพบว่าไม่เหมือนกับที่อื่น เรียนที่อื่น เมื่อเรียนเสร็จ ทำแล็บเสร็จแล้วก็กลับบ้าน แต่สำหรับที่นี่มีการฝึกการทำวิจัยร่วมกับภาคอุตสาหกรรม คุณจะเรียนรู้จากเคสจริงๆ เลยว่าอุตสาหกรรมกำลังทำอะไรอยู่ กำลังเกิดอะไรขึ้นในภาคธุรกิจเหมือนกับในโรงพยาบาล เพราะจะได้เห็นของจริงเลย

“จุดนี้ยังแตกต่างจากมหาวิทยาลัยในไทยทั่วไป แต่เหมือนกับมหาวิทยาลัยอื่นทั่วโลก เพราะจะทำให้เห็นว่า งานที่กำลังทำอยู่เกิดประโยชน์อะไร และทำให้เกิดแพสชันในการเรียน”

Full-time Postdoctoral System หรือระบบนักวิจัยหลังปริญญาเอกเต็มรูปแบบ

“อันนี้อาจแตกต่างมากในประเทศไทย คือคนที่จบปริญญาเอกแล้ว เราจะยังไม่ให้เป็นอาจารย์ แต่ให้ทำวิจัยก่อน เรียกอันนี้ว่านักวิจัยหลังปริญญาเอก โดยอาจารย์หนึ่งคน จะมีนักวิจัยที่จบปริญญาเอกแล้วมาช่วยงานสามคน ซึ่งแบบนี้ในมหาลัยอื่นไม่มี”

สำหรับระบบนักวิจัยหลังปริญญาเอกแบบเต็มรูปแบบนี้ VISTEC ถือเป็นที่แรกในประเทศไทยที่นำมาใช้ เพื่อส่งเสริมการฝึกปฏิบัติงานวิจัยที่ดี และช่วยเพิ่มคุณภาพของงานวิจัยได้อย่างต่อเนื่อง

Tenure-Track System หรือระบบขับเคลื่อนบุคลากร

อีกระบบหนึ่งที่ VISTEC นำมาใช้ คือการขับเคลื่อนบุคลากรแบบ Tenure Track เพื่อคัดสรรบุคลากรที่มีคุณภาพ และช่วยให้คณาจารย์รุ่นใหม่มีความกระตือรือร้นในการสร้างผลงานวิจัยอย่างมุ่งมั่นต่อเนื่อง มีการตั้งเงื่อนไขของตำแหน่งทางวิชาการที่เข้มข้น โดยเน้นจากการประเมินคุณภาพของผลงานทางวิชาการเป็นหลัก รวมถึงการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิในระดับนานาชาติมาร่วมประเมินด้วย 

“ภายใต้ระบบ Tenure Track อาจารย์ทุกท่านจะเป็นมืออาชีพเหมือนอาจารย์ในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ทุ่มเทกับงานวิจัย การเรียนการสอน เพื่อบ่มเพาะนักวิทยาศาสตร์วิศวกรและนักวิจัยรุ่นใหม่ สร้างสรรค์ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพดีเด่น และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและต่อสังคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับนานาชาติโดยรวม”

Curriculum Design การออกแบบหลักสูตร

ศ. ดร.จำรัส เผยว่า สิ่งที่มหาวิทยาลัยเปิดใหม่เท่านั้นที่จะทำได้ คือการออกแบบหลักสูตรให้ทันสมัย ซึ่งจุดเด่นของหลักสูตรของ VISTEC คือ ความมีประสิทธิภาพและมุ่งเน้นความเป็นเลิศทางด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และเทคโนโลยี รวมไปถึงการปลูกฝังด้านบุคลิกภาพ ความเป็นผู้นำ การเข้าสังคม และการจัดการ  การนำเนื้อหาหลักสูตรของมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกมาผสมผสานปรับใช้ เพื่อให้ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมและสังคม รวมถึงช่วยสร้างแรงจูงใจให้นิสิตมีความมุ่งมั่นในการก้าวไปสู่อาชีพนักวิทยาศาสตร์ที่มีทักษะสูง นอกจากนี้ ยังเป็นการเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีในวันข้างหน้าด้วย

“การจะทำหลักสูตรทันสมัย สมติว่าหลักสูตรทางด้านคอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุดในโลกอยู่ที่ MIT ต้องไปดูว่าเขาทำอะไร คิดอะไร ใช้มหาวิทยาลัยชั้นนำนั้นเป็นโมเดล ไปดูอุตสาหกรรมในอนาคตข้างหน้า โลกนี้จะทำอะไร เอาไปปรับใช้กับของเรา แล้วไปถามความเห็นจากนักวิทยาศาสตร์ จากสังคม ว่าต้องการอย่างที่เราต้องการหรือเปล่า หลักสูตรก็จะไปได้ไกลและตอบโจทย์”

Small Size Big Advantage สถาบันเฉพาะทางที่มุ่งเน้นคุณภาพ

อีกสิ่งหนึ่งคือ VISTEC เป็นองค์กรขนาดเล็ก เพื่อให้นิสิต คณาจารย์ และผู้บริหาร ติดต่อระหว่างกันได้ง่าย ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการในทุกด้านสะดวกและคล่องตัวยิ่งขึ้น

“เมื่อบุคลากรในสถาบันมีปัญหาอะไรก็แก้ไขได้เร็ว ถ้านิสิตมีปัญหา ไม่เกินครึ่งชั่วโมงผมก็รู้แล้ว การมีโครงสร้างที่เล็กนี่คือข้อได้เปรียบ” 

แม้สถาบันแห่งนี้จะมีขนาดเล็ก แต่คุณภาพไม่ได้เล็กตามขนาด เพราะหากมองไปที่อัตราส่วนจำนวนคณาจารย์ ต่อนักวิจัยหลังปริญญาเอก ต่อนักศึกษา คือ 1 : 3 : 5 ซึ่งถือว่าเป็นข้อได้เปรียบที่โดดเด่นกว่าสถาบันอื่น ทำให้การสร้างผลงานและบุคลากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูง

Frontier Research การวิจัยขั้นแนวหน้า

ความแตกต่างประการสุดท้าย เป็นสิ่งที่ VISTEC ให้ความสำคัญอย่างมาก ซึ่งได้เล่าถึงไปบ้างแล้วในตอนต้น คือการผลิตงานวิจัยขั้นแนวหน้า เป็นการผสมผสานงานวิจัยพื้นฐานในเชิงทฤษฎีร่วมกับการวิจัย เพื่อสร้างแนวคิดและผลิตองค์ความรู้ใหม่ๆ อันจะนำไปสู่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม หรือการใช้งานในด้านต่างๆ ซึ่งนอกจากช่วยแก้ปัญหางานวิจัยของไทยที่มีปริมาณมากกว่าคุณภาพแล้ว ยังตอบโจทย์ในเชิงอุตสาหกรรมที่สามารถนำความรู้มาใช้ประโยชน์ในชีวิตจริง และช่วยพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศอย่างยั่งยืน

สถาบันวิจัยที่มุ่งผลิตบุคลากรและนวัตกรรม ด้วยความเชื่อว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม คือหัวใจในการพัฒนาประเทศ
สถาบันวิจัยที่มุ่งผลิตบุคลากรและนวัตกรรม ด้วยความเชื่อว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม คือหัวใจในการพัฒนาประเทศ
04

เมื่ออุดมการณ์และเป้าหมายของสถาบันวิทยสิริเมธี คือการขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม คำถามจึงอยู่ที่ว่า แล้วงานวิจัยที่ตีตราของ VISTEC มีส่วนช่วยตอบโจทย์สังคม หรือเข้ามาใกล้ชิดกับชีวิตของเราทุกคนในฐานะประชากรของชาติอย่างไรบ้าง

ขอเริ่มต้นกันที่ตัวอย่างงานวิจัยด้านเทคโนโลยีพลังงาน ซึ่ง VISTEC ได้จัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานที่ทันสมัยที่สุดในอาเซียน เพื่อวิจัยทางด้านนี้โดยเฉพาะ

ผลที่ได้คือแบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไอออน มีจุดเด่นคือคุณสมบัติในด้านการกักเก็บพลังงานที่สูงขึ้น น้ำหนักเบา แถมอายุการใช้งานยังยาวนาน รวมถึงมีความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ดังนั้น ยิ่งหากเราผลิตแบตเตอรี่ที่มีราคาถูก รถยนต์ก็จะราคาถูกตามไปด้วย ที่สำคัญ แบตเตอรี่ของ VISTEC ยังมีคุณภาพดีที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจุดนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตและส่งออกสินค้าด้านเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานให้กับประเทศไทยได้อย่างมหาศาล

ส่วนในสถานการณ์เกินคาดคิดอย่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตลอด 2 ปีมานี้ VISTEC ยังมีบทบาทอย่างมากต่อการช่วยพัฒนาเทคโนโลยีและเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้รับมือโรคระบาด อาทิ การวิจัยและพัฒนาชุดตรวจหาเชื้อโควิด-19 โดยใช้เทคโนโลยี CRISPR Diagnostic ที่มีความรวดเร็วและระบุผลได้แม่นยำ เทียบเท่าชุดตรวจมาตรฐาน RT PCR น่าสนใจว่าทาง VISTEC ทำวิจัยนี้สำเร็จตั้งแต่ช่วงแรกของการแพร่

หรือคราวที่โควิด-19 โจมตีในบ้านเราอย่างหนักหน่วงเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา ทาง VISTEC ยังร่วมมือกับ Medensy บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ทางการแพทย์ สร้างแอปพลิเคชัน ‘CHIVID’ ขึ้น เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคโควิด-19 จากระยะไกล เช่นในกลุ่มผู้ที่ทำ Home Isolation และตามโรงพยาบาลสนาม ดูแลอย่างครบวงจรตั้งแต่การรับผู้ป่วยเข้าระบบไปจนถึงค้นหาสถานที่พักคอยหรือโรงพยาบาล และที่พิเศษกว่านั้นคือ แอปพลิเคชันนี้สามารถติดตามอาการของผู้ป่วย ผ่านการแปรผลค่าของเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว รวมถึงข้อมูลการส่งยารักษาไปให้ถึงสถานที่กักตัว

สำหรับการพัฒนาด้านหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทาง VISTEC ได้สร้างหุ่นยนต์เลียนแบบพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิต เพื่อใช้สำรวจและทำงานในพื้นที่ขรุขระหรือมีสิ่งกีดขวาง เช่น ใช้ตรวจสอบจุดชำรุดของท่อน้ำมันและท่อส่งก๊าซ รวมถึงยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์อีกรูปแบบหนึ่ง ให้ทำงานร่วมกับมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยนำไปใช้เป็นหุ่นยนต์บริกรในร้านกาแฟและร้านอาหาร มีความสามารถจดจำลูกค้า เพื่อเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มให้ได้อย่างอัตโนมัติและแม่นยำ

นอกจากนี้ยังมีโครงการ C-ROS (Cash Return from Zero Waste and Segregation of Trash) หรือโครงการขยะเพิ่มทรัพย์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกสิกรไทย โดยปักหมุดโครงการครั้งแรกที่จังหวัดน่าน ในชื่อ ‘น่าน Zero Waste’ ด้วยการนำเทคโนโลยีด้านชีวภาพมาใช้ เพื่อเปลี่ยนขยะอินทรีย์ให้เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพและสารชีวภัณฑ์ที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แถมปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ยังนำไปใช้จริงในกว่า 10 ชุมชน ทั้งนี้ จุดมุ่งหมายคือเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับขยะอินทรีย์ และเป็นต้นแบบในการสร้างสังคมไร้ขยะ รวมถึงยังช่วยสนับสนุนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ต่อยอดเข้าสู่สังคมได้ในอนาคต

หรืองานบางชิ้นหลายคนอาจเคยพอได้ยินกันมาบ้าง อย่างโปรเจกต์การสร้างหน้าเสมือนมนุษย์ จำลองภาพเคลื่อนไหว 3 มิติเหมือนบุคคลจริงจากภาพถ่าย ผลงานของ ดร.ศุภศรณ์ สุวจนกรณ์ อดีตนักพัฒนาของ Google  Brain ซึ่งเคยได้รับเชิญไปพูดถึงงานชิ้นนี้บนเวทีงาน TED 2018 ที่แวนคูเวอร์มาแล้วนั้น ปัจจุบันก็เป็นหนึ่งในอาจารย์ของ VISTEC ด้วยเช่นกัน

“แพสชันคือการทำแล้วไม่เลิก การลุ่มหลงในงานวิจัยเป็นสิ่งที่สำคัญ ผมอยากให้แพสชันนี้เป็น DNA ของ VISTEC ทุกคนที่เข้ามาอยู่ที่นี่มี DNA คิดถึงแต่วิทยาศาสตร์เป็นหลัก เพื่อสร้างสิ่งใหม่ ค้นพบสิ่งใหม่” ท่านอธิการบดีเน้นย้ำ

สถาบันวิจัยที่มุ่งผลิตบุคลากรและนวัตกรรม ด้วยความเชื่อว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม คือหัวใจในการพัฒนาประเทศ
สถาบันวิจัยที่มุ่งผลิตบุคลากรและนวัตกรรม ด้วยความเชื่อว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม คือหัวใจในการพัฒนาประเทศ
05

“สถาบันวิทยสิริเมธีมีผลงานวิจัยเฉลี่ยต่อบุคลากรสูงที่สุดในประเทศไทย และเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของต่างประเทศอย่าง MIT และ Caltech ก็ถือว่าเราอยู่ในเส้นทางที่ดี 

“เราดูที่คุณภาพมากกว่าปริมาณ ถ้าเทียบตอนนี้ ในวิทยาศาสตร์ทุกสาขา เคมี ฟิสิกส์ ไบโอ และพลังงาน เราอยู่ที่หนึ่งของประเทศไทยเกือบทุกสาขาวิชา และอยู่ที่สามของอาเซียน เราเป็นแบบนี้ติดต่อกันมาสามปีแล้ว เพราะฉะนั้น ที่บอกว่าเราต้องการเป็น Ivy Leauge ในเมืองไทย เราถึงจุดนั้นไปแล้ว แต่เราต้องการเป็น Top 10 ของอาเซียนด้วย ซึ่งยังต้องพยายามต่อไป ถ้าเทียบในยุโรปเราก็อยู่ประมาณที่หนึ่งร้อย แต่อย่าลืมว่าเป้าหมายใหญ่เราต้องอยู่ที่ห้าสิบของโลก” อาจารย์จำรัสกล่าวถึงเป้าหมายของสถาบันที่วางไว้ตั้งแต่ระยะสั้นไปจนถึงระยะยาว

จากเป้าหมายแรกคือต้องขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทยให้ได้ภายใน ค.ศ. 2020 ซึ่งแน่นอนว่าวันนี้ VISTEC ก้าวข้ามจุดขั้นนั้นมาได้แล้วอย่างไม่ยากเย็นนัก 

ล่าสุดจากการจัดอันดับคุณภาพงานวิจัยของมหาวิทยาลัยต่างๆ หรือ Nature Index Ranking สถาบันวิทยสิริเมธีอยู่อันดับที่ 1 ของประเทศไทยในสาขา All Sciences, Chemical Science และ Life Science ยิ่งไปกว่านั้นเฉพาะสาขา Chemical Sciences ยังอยู่ที่เดิมอันดับที่ 1 ของประเทศต่อเนื่องมาถึง 3 ปี 

ขณะที่เมื่อเทียบกันกับในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน VISTEC อยู่ในลำดับที่ 3 โดยเป็นรองแค่ National University of Singapore (NUS) และ Nanyang Technological University (NTU) มหาวิทยาลัยชั้นนำด้านเทคโนโลยีของประเทศสิงคโปร์เท่านั้น 

ส่วนในระดับโลก VISTEC อยู่ในอันดับที่ 12 จากการจัดลำดับคุณภาพของมหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งมาไม่เกิน 30 ปี

ในอนาคตอันใกล้ คือใน ค.ศ. 2025 VISTEC ตั้งใจว่าจะไปอยู่ใน Top 10 ของมหาวิทยาลัยในอาเซียน เป็นอีกก้าวถัดไปที่น่าเอาใจช่วย 

ส่วนเป้าหมายใหญ่ระยะยาว ซึ่งเปรียบเหมือนก้าวสำคัญที่ VISTEC ตั้งไว้ อาจารย์จำรัสบอกมาเป็นตัวเลขสั้นๆ ง่ายๆ คือ 20 และ 50 แต่เป็นความท้าทายที่ทำได้ไม่ง่ายนัก นั่นคือการอยู่ในลำดับที่ 50 ของการจัดลำดับมหาวิทยาลัยโลกให้ได้ภายใน 20 ปี หรือใน ค.ศ. 2035

“ถ้าเราไม่สร้างวิทยาศาสตร์ เราก็ต้องเป็นประเทศที่ซื้อ เราจะซื้อแบบนี้ตลอดชีวิตเหรอ เราสมควรที่จะเป็นไทยคิดค้น ไทยประดิษฐ์ และไทยพัฒนา ฉะนั้น VISTEC อยากเป็นส่วนหนึ่งในสังคมไทย ที่สร้างและผลิตนวัตกรรมออกมา” อธิการบดีของสถาบันวิทยสิริเมธีสรุปถึงสิ่งที่ VISTEC ตั้งใจทำอยู่อีกครั้ง

สถาบันวิจัยที่มุ่งผลิตบุคลากรและนวัตกรรม ด้วยความเชื่อว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม คือหัวใจในการพัฒนาประเทศ

ภาพ : สถาบันวิทยสิริเมธี

Writer

พณิช ตั้งวิชิตฤกษ์

นักลองฝึกพิสูจน์อักษร ผู้แสร้งเป็นนักลองฝึกเขียน อดีตเป็นนักเรียนภาษา ผู้สนใจเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ รักในมวลรอบข้างที่ดี กาแฟ ชาเขียว และแมวเหมียว

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

25 พฤศจิกายน 2565
401

ใครจะเดือดร้อนก่อน ถ้าโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยน้ำเสียลงสู่ลำคลองจนเสียสมดุล ตัวเราหรือปลาในแม่น้ำ

ใครจะเดือดร้อนก่อน จากปัญหา PM 2.5 เราหรือนกที่พึ่งพาอากาศในการโบยบิน

ใครจะเดือดร้อนก่อน กับปัญหาขยะล้นโลกที่มนุษย์ทิ้งไว้ เราหรือสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในธรรมชาติ 

การตั้งคำถามด้านบนเกิดขึ้นระหว่างที่เราสนทนากับ เต๋า-นพเก้า สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานสื่อสารองค์กรและพัฒนาเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เธอชวนขบคิดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยเลนส์ความเห็นอกเห็นใจที่มนุษย์เราควรมองใหม่ให้ใกล้ตัว และตระหนักถึงบ่อเกิดความเสี่ยงเหล่านี้ว่าเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่เรื่องที่ไกลห่างออกไปหลายพันไมล์

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

Care the Bear หรือ ‘Care the Bear : Change the Climate Change’ โครงการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จึงเกิดขึ้นในปี 2018 ด้วยความตั้งใจลดสภาวะโลกร้อนโดยการลดก๊าซเรือนกระจกจากการจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ 

บางคนอาจจะสงสัยว่า SET องค์กรด้านการระดมทุนและการลงทุน ฟังดูไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดูแลสิ่งแวดล้อมสักเท่าไหร่ ทำไมถึงหันมองตัวเองใหม่ในฐานะสมาชิกในสังคม ว่าจริง ๆ แล้วมนุษย์ทุกคนต่างเกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อม และหลายคนก็อาจเผลอเป็นบ่อเกิดของปัญหาสิ่งแวดล้อมจากพฤติกรรมบางอย่างของตัวเอง ซึ่งคำตอบก็อยู่ในคำถาม เพราะ SET มองว่าในภาคธุรกิจเอง ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องมีการจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ขึ้นมาในแง่ของการตลาด แน่นอน จัดแต่ละทีก็สร้างขยะบานปลาย เปลืองพลังงานสุดขีด และปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากในแต่ละครั้ง

ตลอด 4 ปี ‘Future is Now’ คือแกนหลักที่ Care the Bear ยึดมั่น เพราะการจะเปลี่ยนอนาคตอันไกล เริ่มจากปัจจุบันอันใกล้ก่อนเสมอ พวกเขาออกแบบหลักปฏิบัติ 6 Cares ง่าย ๆ สำหรับงานอีเวนต์ ให้สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการเข้าใจง่าย เรียนรู้ง่าย เอาไปใช้ได้ง่าย ๆ และวัดผลได้จริง โดยปัจจุบัน Care the Bear ลดก๊าซเรือนกระจกไปได้แล้ว 17,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดให้ง่ายกว่านั้นคือเทียบเท่าการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปีของต้นไม้ 1.8 ล้านต้น

และกรณีการจัดการประชุม APEC 2022 ในไทยที่เพิ่งผ่านมา งานระหว่างประเทศสเกลใหญ่ขนาดนี้ Care the Bear ก็ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินการร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและพันธมิตร ได้แก่ กลุ่มบริษัทบางจาก เอสซีจี และโออาร์ โดยทำให้พื้นที่ศูนย์ข่าว ชั้น LG เป็น “ศูนย์ข่าวสีเขียว” ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปได้ 30,295.40 กิโลคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่ไม่น้อย

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

องค์กรการเงินที่สร้างหมีมาลด Carbon Footprint

‘หมี’ เป็นสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากถิ่นที่อยู่อาศัยที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปเพราะ Climate Change กลายเป็นแรงบันดาลใจมาสคอตหมีสีขาว สัญลักษณ์ของ Care the Bear ที่ SET ออกแบบขึ้นมาให้มองแวบเดียวก็รู้สึกเป็นมิตร ขณะที่การเรียกร้องเรื่องภาวะโลกร้อนมากขึ้นทั้งไทยและต่างประเทศ เราเห็นว่าสภาพภูมิอากาศที่ผันผวน พื้นที่ที่เคยหนาวมาก ๆ ก็เริ่มร้อน พื้นที่ที่ร้อนอยู่แล้วก็ยิ่งแล้ง พ่วงด้วยปัญหาขยะล้นโลก มาสคอตหมีที่ทำจากขวดพลาสติก 1,071 ขวด ตั้งอยู่ภายในบริเวณบูท SET งาน APEC สะท้อนเรื่องราวเหล่านี้

ความตื่นตัวเรื่องรักษ์โลก เป็นส่วนหนึ่งที่ภาคเอกชนควรให้ความสำคัญ สำหรับ SET แล้ว จุดเริ่มต้นของโครงการเกิดขึ้นท่ามกลางการทำกิจกรรมเพื่อสังคมที่พวกเขาทำมาโดยตลอด ผ่านการเป็นคลังความรู้ทางการเงิน และมีมูลนิธิที่สนับสนุนสังคมในเชิงเงินทุน สิ่งที่ SET เห็นคือกิจกรรมหรือการบริจาค มักมีประเด็นสิ่งแวดล้อมซ่อนอยู่ในทุกสถานที่ที่ไป ไม่ว่ากิจกรรมปลูกต้นไม้ กิจกรรมเก็บขยะ ซึ่งคนไทยได้ยินหรือได้ทำจนชิน แต่พอหันกลับมาดูการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจ กลายเป็นว่ายังบางตา 

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

5 – 6 ปีให้หลัง SET จึงตั้งคำถามกันเองในองค์กรว่า พวกเขาจะค้าขายเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนสิ่งแวดล้อมได้จริงหรือ และบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ที่มีคำว่า ‘แห่งประเทศไทย’ ห้อยท้าย สามารถเป็นประโยชน์กับประเทศมากกว่าที่เป็นอยู่ไหม

“ก่อนหน้านี้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้สึกเดือดร้อนจากฝุ่น PM 2.5 ไม่เคยรู้สึกว่าขยะเริ่มทำให้ปวดหัว แทบไม่มีใครสังเกต Carbon Footprint บนผลิตภัณฑ์ แม้กระทั่งเขาหัวโล้นเกิดขึ้นได้อย่างไรก็ไม่รู้ ขับรถผ่านไปก็แค่มองว่าสวยดี แต่ไม่รู้ว่าจริง ๆ มีความโหดร้ายหรือความไม่สมดุลเกิดขึ้นกับธรรมชาติ” คุณเต๋าผู้ดูแลโครงการ Care the Bear แบเรื่องราวให้ฟัง ด้วยวิสัยทัศน์ของ SET ทำให้เราพยายามมองเรื่องรอบตัวให้ใกล้ตัวมากขึ้น และคิดลึกไปถึงผลกระทบว่านอกจากมนุษย์แล้ว สิ่งที่จะได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาสิ่งแวดล้อมมากกว่า มักเป็นสัตว์ทั้งหลายและธรรมชาติเสมอ

แต่องค์กรที่ความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ได้เก๋าเกม ถ้าจะมาทำเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยขาดความรู้ก็คงจะไปไม่ถึงฝัน สิ่งที่คุณเต๋าและทีมงานทำคือ เรียน เรียน เรียน แล้วก็เรียน ไม่ใช่แค่เรียนรู้ แต่ต้องเรียนทำด้วย

“ตอนนั้นเราไปลงคลาสเรียนกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เขาก็มีการจัดอบรม เวิร์กชอป และลงมือปฏิบัติจริง สอนเราคำนวณค่าต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งพอจะเข้าใจว่าค่าเหล่านี้กระทบกับโลกอย่างไรบ้าง แต่ออกตัวไว้ก่อนว่าเราไม่ได้เรียนแบบลึกมาพอที่จะพัฒนาเครื่องจักรเพื่อลดคาร์บอนไดออกไซด์แต่อย่างใด เราเพียงเรียนเพื่อให้รู้ประเด็น เห็นประโยชน์ และกลับมาออกแบบกลยุทธ์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งทีมเราตั้งใจกันไว้ว่า กลยุทธ์ที่จะดึงออกมา ต้องทำให้คนรู้สึกว่าใกล้ตัวและง่ายที่สุด

“เหมือนเรือใหญ่เวลาจะเลี้ยว มันเลี้ยวได้ไม่เร็วหรอก จึงต้องหาเครื่องมือที่มีความหลากหลายมาช่วย ต้องตอบโจทย์ทั้งระยะสั้นและการเปลี่ยนแปลงระยะยาว รวมถึงระยะที่คุณต้องเปลี่ยนเลยวันนี้ ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ จึงเกิด Care the Bear ขึ้นเมื่อปี 2018 เพื่อค้นหาคำตอบว่าสิ่งที่เริ่มได้เลยทันทีคืออะไร ซึ่งเราอยากเริ่มจากการลด Carbon Footprint ในสายงานเราเอง นั่นคือภาคธุรกิจ”

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

6 Cares ที่ช่วยลดการทำลายโลกจากงานอีเวนต์

ช่องว่างใหญ่ที่ภาคธุรกิจหลายคนมองข้ามไป คือเวลาจัดงานอีเวนต์หรือกิจกรรมที่สอดคล้องกับแนวทางการตลาด หลายเจ้ามักโฟกัสแค่สิ่งที่ต้องการจะสื่อสารและผลลัพธ์ที่อยากให้เกิดขึ้น จนลืมไปว่า ‘ขยะ’ จากงานนั้นสร้างความเดือดร้อนมากขนาดไหน ซึ่งอีเวนต์ Carbon Footprint เป็นประเด็นที่ทำน้อยกันมาก ๆ คุณเต๋าและทีม SET เล็งเห็นช่องว่างนี้ และพบว่ามีแนวทาง 6 เรื่อง ซึ่งในตอนนั้น SET ได้ทำงานร่วมกับองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มีมาตรฐานไว้อยู่แล้ว โดยนำมาปรับใช้ให้ง่ายขึ้น และสอดคล้องกับการจัดกิจกรรมของภาคธุรกิจ ไม่ว่าการทำกิจกรรม สร้างบูท จัดนิทรรศการ มีตติ้ง เอาต์ติ้งของบริษัท หรือตลาดนัดแบบไม่เบียดเบียนโลกและตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของผู้คน ซึ่ง SET จะเข้าไปพูดคุย เวิร์กชอป และช่วยกันระดมความคิดร่วมกับสมาชิกในโครงการด้วยหลักปฏิบัติ 6 Cares

แคร์ที่หนึ่ง เดินทางโดยรถสาธารณะ 

“ลองคิดสิว่า คนจะมาร่วมกิจกรรมกับเราเขาจะมาด้วยวิธีการอะไรที่จะลดโลกร้อนได้ ขับรถมาด้วยกันได้ไหม มารถสาธารณะเองได้ไหม หรือทำอะไรได้บ้าง ซึ่งพอภาคธุรกิจจัดเกิดกิจกรรมขึ้น ต้นเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็จะมาจากพวกเราเอง คนที่มาร่วมเขามาเพราะเรา เราเลยต้องโน้มน้าวให้เขาเดินทางมาหาเราโดยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้น้อยที่สุด” 

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

แคร์ที่สอง ลดการใช้กระดาษและพลาสติก

“เวลาจัดกิจกรรม เรามีขวดน้ำ มีของแจก มีกระดาษเอกสาร เช่น แผ่นพับประชาสัมพันธ์ ใบปลิว เราเป็นตัวการในการสร้างขยะ ซึ่งถ้าคิดมุมกลับ งั้นเราเปลี่ยนเป็น QR Code ได้ไหม ให้ข้อมูลเขาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ไหม แม้กระทั่งขวดน้ำพลาสติก ถ้าเราแจกเป็นขวดน้ำใช้ซ้ำให้เขาเติมน้ำได้หรือเปล่า ทำให้คนที่มางานเรามีส่วนร่วมกับเราไปด้วย

“เหลือส่วนที่ยังลดไม่ได้ จะนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร เหมือนในงาน APEC ที่มี โออาร์ มาเป็นพันธมิตรนำขยะพลาสติกไปรีไซเคิลและอัพไซคลิ่ง”

Care the Bear กลุ่มคนที่ออกแบบงานอีเวนต์ไทยให้กรีนขึ้นด้วยการลด Carbon Footprint

แคร์ที่สาม งดการใช้โฟม 

“การเลิกใช้โฟมไปเลย เรามองว่าไม่ใช่เรื่องยากอะไร แค่คุณต้องหาวัสดุทางเลือกมาให้ผู้บริโภคได้ เช่น อาหารอย่าใส่กล่องโฟม การตกแต่งงานอย่าให้มีโฟม ของแจก ป้าย เป็นอย่างอื่นได้ไหมที่เก๋กว่าโฟม จริง ๆ มีวัสดุทดแทนมากมายที่นำมาใช้ได้ ซึ่งเราก็ช่วยสมาชิกโครงการวางแผนตรงนี้ให้มากขึ้น”

แคร์ที่สี่ ลดการใช้พลังงานจากอุปกรณ์ไฟฟ้า

“ไฟที่ส่องสว่างอาจจะหันมาพึ่งหลอดประหยัดพลังงาน หรือถ้ามีส่วนที่เป็นเอาต์ดอร์ เราก็จะช่วยออกแบบให้คุณไม่ต้องใช้ไฟฟ้าเยอะ หรือหาทางชดเชยพลังงาน เช่น APEC ที่เป็นการจัดกิจกรรมครั้งใหญ่ มีทั้งแอร์ ไฟฟ้า เราเลี่ยงได้ยากมาก เราก็ร่วมกับพันธมิตรอย่างกลุ่มบริษัทบางจากประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมจัดหาคาร์บอนเครดิตผ่าน Carbon Markets Club มาชดเชย”

แคร์ที่ห้า เลือกใช้วัสดุตกแต่งที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ 

“เราจะตกแต่งพื้นที่ไม่ให้กวนสิ่งแวดล้อม ไม่ให้เป็นขยะ และนำกลับมาใช้ใหม่อย่างไรได้บ้าง การก่อสร้างพื้นที่ต้องใช้วัสดุทางเลือกอย่างไร เช่น ไม่ใช้ไม้อัดบาง ๆ ที่สุดท้ายมันไม่คงทน และต้องเอาไปทิ้งอย่างเดียวภายหลัง ซึ่งการให้ความรู้เหล่านี้ สุดท้ายก็จะเกิดการเรียนรู้ของเจ้าหน้าที่ พนักงาน หรือคนที่คิดจะทำเรื่องนี้ งาน APEC เอง เราก็ร่วมกับพันธมิตรอย่าง SCG ที่ช่วยดูการใช้วัสดุรีไซเคิลทั้งงานและจุดแยกขยะ โดยปลายทางจะนำขยะตรงนั้นไปทำเป็นเฟอร์นิเจอร์”

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

แคร์ที่หก ลดขยะจากอาหาร

“เราพยายามอย่างยิ่งไม่ให้เกิดอาหารเหลือทิ้ง เชิญชวนให้เกิดการตักแต่พอดี ไม่ว่าจะคิดถึงปริมาณอาหารที่ให้กับลูกค้าว่ามากไปหรือน้อยไป หากเป็นบุฟเฟต์ ป้ายประชาสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ที่บอกให้เขารู้ว่าขยะเหลือทิ้งสร้างผลกระทบอย่างไรก็อาจช่วยได้บ้าง หรืออย่างงาน APEC เราก็ร่วมกับศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นำขยะเศษอาหารไปอัดเม็ดเป็นอาหารสัตว์ต่อไป”

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

ทั้งหมดนี้คือหลักปฏิบัติ 6 Cares ที่ SET ใช้มาตลอด และนำไปสู่การสร้างเว็บเบสที่ให้สมาชิกของ Care the Bear เข้าไปกรอกรายละเอียดข้อมูลการจัดกิจกรรมซึ่งคำนวณรวมออกมาได้ว่า 6 เรื่องที่คุณพยายามร่วมกันในการลดโลกร้อน ลดคาร์บอนไดออกไซด์ หรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปได้มากแค่ไหนหลังสิ้นสุดงาน เพื่อให้เห็นว่าเราได้ทำอะไรไปบ้างและรบกวนโลกประมาณไหน จนเกิดแรงกระเพื่อมในการปรับตัวสำหรับการจัดกิจกรรมครั้งต่อ ๆ ไป เช่นเดียวกับงาน APEC ที่ Care the Bear สามารถลดก๊าซเรือนกระจกไปได้ 30,295.40 กิโลคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งถือเป็นความภูมิใจของ SET

สร้าง Empathy ลงในใจคน ด้วยตัวเลขที่วัดผลได้ 

 “We are on a highway to climate hell”

คุณเต๋ายกคำพูดของ อันโตนิโอ กูเทอเรซ (Antonio Guterres) เลขาธิการใหญ่ UN ที่บอกถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมตอนนี้ สั้นแต่เห็นภาพว่า Climate Change เป็นเรื่องใหญ่ซึ่งไม่ควรละเลยมันอีกต่อไป แต่พฤติกรรมของมนุษย์ที่จะหันมาใจดีกับโลกมากขึ้น ต้องมาจากความคิดที่เปลี่ยนไปก่อน 

Care the Bear นับเป็นจุดสตาร์ทด้วยหลักปฏิบัติ 6 Cares ที่เรากล่าวไปด้านบน ให้คนรู้สึกว่าเอาไปปรับใช้ได้ง่าย ๆ และส่งต่อไปยังพฤติกรรมของพนักงานในองค์กร ผู้บริหาร เพื่อน ครอบครัว คนรอบตัว เพิ่มจำนวนคนที่เข้าร่วมขึ้นมาเรื่อย ๆ เพราะทุกคนเห็นพ้องตรงกันว่า Care the Bear วัดผลได้ ทำให้ปัจจุบันโครงการนี้มีสมาชิกไม่ใช่แค่บริษัทจดทะเบียน แต่รวมถึงบริษัทจำกัด มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และอื่น ๆ เข้ามาร่วมด้วยมากมาย

“เราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญไปเสียทุกเรื่อง เราจึงต้องมีทั้งกลุ่มธุรกิจเพื่อสังคมหรือทีมงานจากสถาบันการศึกษาที่เข้ามาเป็นพันธมิตรในการพัฒนาโครงการไปด้วยกัน เพราะสำคัญมาก เวลาที่เราจะไปให้ความรู้ใคร เราต้องรู้จักเรื่องนี้อย่างดีก่อนว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากโลกแปรปรวนมีอะไรบ้าง ซึ่งหลักสำคัญคือเราคิดว่าทุกคนควรมีความเห็นอกเห็นใจต่อธรรมชาติ

“คุณรู้หรือเปล่าว่าน้ำยาเคมีที่อยู่ในไส้ปากกาจำเป็นต้องเอาไปเผา มีส่วนที่ทำให้คุณมีการปนเปื้อนอย่างไรบ้าง สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่มองข้ามกันมาก ๆ และไม่มีวันเข้าใจ จนถึงวันหนึ่งที่คุณต้องหันมาตระหนัก วันที่เราอยู่บนทางแยกที่วิกฤต”

สิ่งหนึ่งที่ SET เรียนรู้คือหลายคนที่เพิกเฉยต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะพวกเขาต่างมองไม่ออกว่าตัวเองจะมีบทบาทอะไรในการช่วยโลกได้ พอพูดว่าวันนี้ลดคาร์บอนไดออกไซด์ไปจำนวนหนึ่ง คนก็อาจจะไม่เข้าใจว่าเยอะหรือน้อย หรือจะช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรได้จริง ๆ Care the Bear เลยคำนึงถึงสิ่งนี้ ออกแบบ Climate Care Calculator เพื่อใช้คำนวนปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจก โดยเปรียบเทียบกับจำนวนการปลูกต้นไม้ จุดประสงค์เพื่อให้คนเห็นภาพว่า การเพิ่มขึ้นของต้นไม้จะช่วยให้เราลดโลกร้อนได้จริง

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

“ณ วันที่เราเปรียบเทียบอะไรง่าย ๆ แบบนี้ โดยไม่ต้องเน้นความเป็นนักวิชาการนำหน้าเสมอ พูดออกมาง่าย ๆ เลยว่า ถ้าคุณมีต้นไม้ใหญ่อยู่ 1,800,000 ต้น คุณจะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปได้เท่าไหร่ คุณจะเห็นพื้นที่สีเขียวเท่าไหร่ มันอาจจะเข้าใจได้หรือดูจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมกว่าการพูดถึงคำว่า ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งคนอาจจะงงว่าคืออะไร หรือการที่คนเก็บขยะไปรีไซเคิลแต่ไม่รู้ว่ามันช่วยลดโลกร้อนไปเท่าไหร่แล้ว

“ถ้าเรามีส่วนในการส่งเสียงในเรื่องที่ไม่เป็นรูปธรรมให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น คนจะรู้สึกว่าฉันอยากจะทำ เขาได้รู้ว่าวันหนึ่งคนไทยทิ้งขยะ 10 ชิ้น กรุงเทพฯ มีคน 8 ล้านคน สร้างขยะวันละ 80 ล้านชิ้น ภาพที่เห็นชัดแบบนี้อาจทำให้คนมองมันเป็นเรื่องใหญ่ เร่งด่วน และเกี่ยวข้องกับตัวเอง”

สำหรับการประชุม APEC เมื่อวันที่ 14 – 19 พฤศจิกายน ที่เพิ่งจบไป บทบาทของ Care the Bear คือการสนับสนุนการจัดการพื้นที่ในศูนย์ข่าวสีเขียว 22,000 ตารางเมตร เพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงาน และทรัพยากรในการจัดกิจกรรม ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งคุณเต๋าเล่าว่านี่ถือเป็นอีกก้าวของ SET ที่ได้เข้าไปหารือร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเปิดรับแนวคิด Carbon Footprint อีเวนต์ให้ผนวกร่วมกับงานใหญ่ครั้งนี้ และเรายังได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากพันธมิตรตลาดทุน ทั้งกลุ่มบริษัทบางจาก เอสซีจี และโออาร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าก้าวเล็ก ๆ ของ Care the Bear หากหลายภาคส่วนร่วมกันนำไปปรับใช้ จะสร้างอิมแพคที่ยิ่งใหญ่ได้แน่นอนในอนาคต

สิ่งสำคัญที่สุดที่ Care the Bear และทีมผู้บริหาร SET ในปัจจุบัน อยากฝากทิ้งท้าย คือ ‘ความหวัง’ มันอาจไม่ดีกับทุกคนหากคิดไปว่าเราต่างหมดโอกาสที่จะเห็นโลกน่าอยู่ขึ้น หมดความหวังถึงความเป็นไปได้ในการเห็นโลกสมดุล การได้เห็นว่ายังมีคนรอบข้างลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง อย่างน้อยก็อาจเป็นแรงบันดาลใจ หรือเพิ่มเชื้อเพลิงความตั้งใจของใครสักคนให้ลุกขึ้นมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงเรื่องเล็ก ๆ เหล่านี้ หรือพยายามช่วยกันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เหมือนที่ Care the Bear ทำมาโดยตลอด 4 ปี

6 แนวทางลดโลกร้อนที่ทำตามได้จริงเมื่อต้องจัดอีเวนต์ โดย SET Social Impact ที่ทำให้การจัดกิจกรรมลดขยะได้มหาศาล

Writer

พัชญ์สิตา ไพบูลย์ศิริ

นัก (ชอบ) เขียนบ้ากล้องที่ชอบถ่ายรูปตัวเองเป็นพิเศษ เสพติดเสียงธรรมชาติ กลิ่นฝน และสีเลือดฝาดบนใบหน้า ที่ใช้เวลาเขียนงานไปพร้อมๆ กับติ่งอปป้าอย่างใจเย็น

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load