24 พฤศจิกายน 2564
5,662

ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

องค์กรใหญ่ด้านพลังงานอย่างกลุ่ม ปตท. คิดเช่นนั้น จึงรวมพลังกับบริษัทพันธมิตรอีกหลายภาคส่วน เพื่อขอเป็นอีกแรงหนึ่งในการช่วยแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศ ผ่านการสร้างสถาบันการศึกษา ผลิตบุคลากรที่มีทักษะความสามารถ รวมถึงการประดิษฐ์คิดค้นใหม่ๆ ด้วยการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

สถาบันวิทยสิริเมธี (Vidyasirimedhi Institute of Science and Technology) หรือในชื่อย่อว่า VISTEC เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่เพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ (Education Zone) ในเมืองแห่งนวัตกรรม Smart City วังจันทร์วัลเลย์ (Wangchan Valley) จังหวัดระยอง ด้วยความตั้งใจให้มีสถาบันอุดมศึกษาในระดับปริญญาโทและเอก เพื่อเน้นบ่มเพาะคนที่มีศักยภาพด้านการทำวิจัยโดยเฉพาะ

หากแรงบันดาลใจแต่แรกบนพื้นที่กว่า 3,400 ไร่มาจากซิลิคอนวัลเลย์ เมืองแห่งเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สหรัฐอเมริกา สถาบันวิทยสิริเมธี ซึ่งเรากำลังจะพูดถึงอยู่นี้ก็อาจเปรียบเหมือนมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สถาบันที่เป็นแหล่งผลิตและสร้างสรรค์เทคโนโลยี งานวิจัย และนวัตกรรมสุดไฮเทคในหุบเขาซิลิคอน

ศ.ดร.จำรัส ลิ้มตระกูล อธิการบดีสถาบันวิทยสิริเมธี ให้เกียรติพูดคุยกับ The Cloud บอกเล่าถึงความตั้งใจที่ผ่านมา สิ่งที่กำลังทำอยู่ และความท้าทายในอนาคตข้างหน้าของสถาบันวิจัยไซส์จิ๋ว แต่คุณภาพคับแก้วเกินตัวแห่งนี้

เจาะลึกสถาบันวิทยสิริเมธี สถาบัน ป.โท และ ป.เอก เน้นบ่มเพาะนักวิจัยและนวัตกรรมไทย
01

ในโลกปัจจุบันที่ความก้าวหน้าทางนวัตกรรมถาโถมเข้ามาไม่หยุด เทคโนโลยีใหม่ๆ พร้อมใจเสนอตัวเข้ามาเป็นตัวช่วยในการใช้ชีวิตของมนุษย์ไม่เว้นวัน หลายประเทศจำเป็นต้องพยายามวิ่งให้ทันกับวิถีใหม่ เช่นเดียวกันกับประเทศไทยของเราก็จำเป็นต้องปรับตัวในหลากหลายด้าน

ไทยแลนด์ 4.0 ที่ได้ยินกันมาหลายปีให้หลังมานี้ เป็นอีกสัญญาณการขยับตัวครั้งใหญ่ ที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมมีส่วนอย่างมากต่อการกำหนดทิศทางเดินของประเทศ เมื่อเราอยากเปลี่ยนสถานะจากผู้ใช้กลายเป็นผู้ผลิต จากเศรษฐกิจแบบเดิมสู่การขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เพื่อนำไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วให้ได้

หนึ่งในปัจจัยที่สำคัญมากคือ ‘คน’

“มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งสร้างคน ถ้าคนนั้นมีความรู้ดียิ่ง เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ดี เป็นวิศวกรที่ดี ก็จะสร้างผลงานทางวิทยาศาสตร์ที่ดี เทคโนโลยีที่ดี นวัตกรรมที่ดี และยังนำไปสู่เชิงพาณิชย์ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว การจะสร้างสรรค์ไม่ใช่แค่คน ไม่ใช่แค่งาน แต่นำไปสู่การตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ และสอดรับกับทิศทางระดับโลก 

“นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมกลุ่ม ปตท. เชื่อว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศ เพราะเมื่อเราสร้างคน สร้างวิทยาศาสตร์ที่ดี มันก็จะตอบโจทย์ในระยะยาว” ศ.ดร.จำรัสเริ่มเล่าถึงที่มาที่ไปของสถาบันและความตั้งใจของกลุ่ม ปตท.

แม้ประเทศไทยจะมีมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง บางที่มุ่งมั่นผลิตคิดค้นงานวิจัยออกมาสู่สังคมอย่างหลากหลาย ดังที่เราอาจพอเห็นกันบ้างในหน้าสื่อ แต่สิ่งที่หลายคนไม่ทราบกัน คือความจริงแล้วปัญหาใหญ่ด้านงานวิจัยของบ้านเรา อยู่ที่จำนวนงานสวนทางกับคุณภาพ โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ถึงจะทำออกมาจำนวนมาก แต่หลายงานถูกจัดอยู่ในกลุ่มขึ้นหิ้ง เพราะอาจจะยังไม่ตอบสนองความต้องการของสังคม หรือไม่สามารถสร้างสรรค์เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อนำไปใช้ต่อได้

เราขอชวนดูภาพโมเดลที่สถาบันวางเป็นหลักคิดแนวทางในการผลิตงานวิจัยประกอบไปพร้อมกัน 

เจาะลึกสถาบันวิทยสิริเมธี สถาบัน ป.โท และ ป.เอก เน้นบ่มเพาะนักวิจัยและนวัตกรรมไทย

อาจารย์จำรัสอธิบายให้ฟังง่ายๆ ว่า งานวิจัยในโลกแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คืองานวิจัยที่มุ่งทำเพื่อความพอใจส่วนตัว ต้องการหาเพียงคำตอบใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น เช่น ทำไมโลกถึงหมุนรอบตัวเอง ขณะที่อีกรูปแบบหนึ่ง คืองานที่สนใจประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมและสังคม

“ถ้าวิจัยตอบโจทย์ทางวิทยาศาสตร์ และให้ความสำคัญทางด้านอุตสาหกรรมไปพร้อมกัน ก็คือบริเวณที่เขียนว่า Pasteur ยกตัวอย่างเช่น การใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ผลิตวัคซีนแรกของโลก อย่างในช่วงโควิด-19 วัคซีน mRNA ก็เกิดจากแนวคิดนี้”

แล้วงานวิจัยส่วนใหญ่ในเมืองไทยอยู่ตรงไหนในภาพ อธิการบดีของ VISTEC ชี้ไปที่ส่วนสีเทาด้านล่าง คือเป็นงานวิจัยที่แทบไม่มีอะไรใหม่

ดังนั้น หัวใจสำคัญของ สถาบันวิทยสิริเมธี คือต้องการทลายกรอบและวิธีคิดสร้างงานวิจัยแบบเดิมๆ เพื่อผลิตงานวิจัยชั้นเลิศที่ตอบโจทย์ต่อความต้องการของประเทศและนานาชาติขึ้นมา ด้วยการผสมผสานองค์ความรู้ที่สร้างขึ้นมาใหม่ ให้เข้ากับการใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมด้วย

เรียกงานลักษณะนี้ว่า ‘Frontier Research’ หรืองานวิจัยชั้นแนวหน้า

02

ก่อนจะพาไปรู้จักหลากหลายผลงานของสถาบันฯ ขอแนะนำให้รู้จักกับหลักสูตรการเรียนการสอนของที่นี่เสียก่อน เพื่อให้เข้าใจภาพรวมยิ่งขึ้นว่า มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งนี้กำลังมุ่งทำงานพัฒนาด้านอะไรกันบ้าง

ภายในสถาบันวิทยสิริเมธีประกอบด้วย 4 สำนักวิชา คือ สำนักวิชาวิทยาการโมเลกุล (School of Molecular Science and Engineering; MSE) สำนักวิชาวิทยาการพลังงาน (School of Energy Science and Engineering; ESE) สำนักวิชาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมชีวโมเลกุล (School of Biomolecular Science and Engineering; BSE) และสำนักวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ (School of Information Science and Technology; IST) นอกจากนี้ยังมีศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นแนวหน้า (Frontier Research Center; FRC) เพื่อช่วยสนับสนุนการดำเนินงานวิจัยต่างๆ

หากสังเกตให้ดี จะพบว่าแต่ละสำนักวิชาของ VISTEC ยังตั้งใจออกแบบมาให้สอดคล้องและตอบโจทย์เทรนด์การพัฒนาอุสาหกรรมแห่งอนาคต หรือ New S-Curve ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ที่มีแนวโน้มเติบโตมากขึ้นในอนาคต อันมีส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศ ประกอบด้วยอุตสาหกรรมการกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพ เคมีชีวภาพ และเทคโนโลยีชีวภาพ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมดิจิทัล และอุตสาหกรรมการแพทย์และผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์

“ที่เรามีสี่สำนักวิชา เพราะเราไปดูงานมาทั่วโลก ตามมหาวิทยาลัยชั้นนำ เราเลยรู้ว่าต้องเรียนเรื่องพวกนี้ ทำวิจัยเรื่องพวกนี้ ถึงจะอยู่ได้ในอีกสิบถึงยี่สิบปีข้างหน้า เพราะฉะนั้น ถ้าถามว่าการผลิตคนของเราจะตอบโจทย์ไหม มันตอบโจทย์ตั้งแต่ก่อนผลิตแล้ว เพราะเรารู้ว่าโจทย์ของโลกเป็นยังไง จะมีงานทำไหม มีแน่นอน เพราะโลกจะทำแบบนี้ไปอีกสิบถึงยี่สิบปี” อาจารย์จำรัสอธิบายเพิ่มเติมถึงเรื่องหลักสูตร

เจาะลึกสถาบันวิทยสิริเมธี สถาบัน ป.โท และ ป.เอก เน้นบ่มเพาะนักวิจัยและนวัตกรรมไทย
สถาบันวิจัยที่มุ่งผลิตบุคลากรและนวัตกรรม ด้วยความเชื่อว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม คือหัวใจในการพัฒนาประเทศ
03

จุดแข็งที่ VISTEC แตกต่างจากคนอื่นมีอยู่ 6 ข้อใหญ่ เป็นการสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ในวงการศึกษา ยังไม่มีสถาบันไหนในไทยเหมือน โดยมีสถานที่ฝึกวิจัยแบบปฏิบัติจริงระหว่างเรียน มีหลักสูตรที่ออกแบบมาให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพทางด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และเทคโนโลยี โดยเป็นสถาบันเฉพาะทางที่มุ่งเน้นคุณภาพ และมุ่งพัฒนางานวิจัยขั้นแนวหน้า การยกระดับคุณภาพของงานวิจัยให้อยู่ในเกณฑ์สูง เป็นความแตกต่างที่สร้างขึ้นมาเพื่อจัดการศึกษาให้พัฒนาทักษะผู้เรียนและนักวิจัยให้มีศักยภาพโดดเด่นมากที่สุด

Residential Research Location สถานที่ฝึกวิจัยแบบปฏิบัติจริง

“นึกถึงคณะแพทยศาสตร์ที่มีโรงพยาบาลให้นักศึกษาแพทย์ฝึกฝนระหว่างเรียน คนที่จบไปก็สามารถทำงานได้เลย เราก็ออกแบบสถาบันฯ โดยเชิญบริษัทมาทำงานวิจัยร่วมกับเรา เหมือนกับสร้างโรงพยาบาลทางอุตสาหกรรมไว้ในคณะ เราเรียกว่านี่คือ Industial Hospital ดังนั้น หากคุณเรียนที่นี่จะพบว่าไม่เหมือนกับที่อื่น เรียนที่อื่น เมื่อเรียนเสร็จ ทำแล็บเสร็จแล้วก็กลับบ้าน แต่สำหรับที่นี่มีการฝึกการทำวิจัยร่วมกับภาคอุตสาหกรรม คุณจะเรียนรู้จากเคสจริงๆ เลยว่าอุตสาหกรรมกำลังทำอะไรอยู่ กำลังเกิดอะไรขึ้นในภาคธุรกิจเหมือนกับในโรงพยาบาล เพราะจะได้เห็นของจริงเลย

“จุดนี้ยังแตกต่างจากมหาวิทยาลัยในไทยทั่วไป แต่เหมือนกับมหาวิทยาลัยอื่นทั่วโลก เพราะจะทำให้เห็นว่า งานที่กำลังทำอยู่เกิดประโยชน์อะไร และทำให้เกิดแพสชันในการเรียน”

Full-time Postdoctoral System หรือระบบนักวิจัยหลังปริญญาเอกเต็มรูปแบบ

“อันนี้อาจแตกต่างมากในประเทศไทย คือคนที่จบปริญญาเอกแล้ว เราจะยังไม่ให้เป็นอาจารย์ แต่ให้ทำวิจัยก่อน เรียกอันนี้ว่านักวิจัยหลังปริญญาเอก โดยอาจารย์หนึ่งคน จะมีนักวิจัยที่จบปริญญาเอกแล้วมาช่วยงานสามคน ซึ่งแบบนี้ในมหาลัยอื่นไม่มี”

สำหรับระบบนักวิจัยหลังปริญญาเอกแบบเต็มรูปแบบนี้ VISTEC ถือเป็นที่แรกในประเทศไทยที่นำมาใช้ เพื่อส่งเสริมการฝึกปฏิบัติงานวิจัยที่ดี และช่วยเพิ่มคุณภาพของงานวิจัยได้อย่างต่อเนื่อง

Tenure-Track System หรือระบบขับเคลื่อนบุคลากร

อีกระบบหนึ่งที่ VISTEC นำมาใช้ คือการขับเคลื่อนบุคลากรแบบ Tenure Track เพื่อคัดสรรบุคลากรที่มีคุณภาพ และช่วยให้คณาจารย์รุ่นใหม่มีความกระตือรือร้นในการสร้างผลงานวิจัยอย่างมุ่งมั่นต่อเนื่อง มีการตั้งเงื่อนไขของตำแหน่งทางวิชาการที่เข้มข้น โดยเน้นจากการประเมินคุณภาพของผลงานทางวิชาการเป็นหลัก รวมถึงการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิในระดับนานาชาติมาร่วมประเมินด้วย 

“ภายใต้ระบบ Tenure Track อาจารย์ทุกท่านจะเป็นมืออาชีพเหมือนอาจารย์ในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ทุ่มเทกับงานวิจัย การเรียนการสอน เพื่อบ่มเพาะนักวิทยาศาสตร์วิศวกรและนักวิจัยรุ่นใหม่ สร้างสรรค์ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพดีเด่น และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและต่อสังคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับนานาชาติโดยรวม”

Curriculum Design การออกแบบหลักสูตร

ศ. ดร.จำรัส เผยว่า สิ่งที่มหาวิทยาลัยเปิดใหม่เท่านั้นที่จะทำได้ คือการออกแบบหลักสูตรให้ทันสมัย ซึ่งจุดเด่นของหลักสูตรของ VISTEC คือ ความมีประสิทธิภาพและมุ่งเน้นความเป็นเลิศทางด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และเทคโนโลยี รวมไปถึงการปลูกฝังด้านบุคลิกภาพ ความเป็นผู้นำ การเข้าสังคม และการจัดการ  การนำเนื้อหาหลักสูตรของมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกมาผสมผสานปรับใช้ เพื่อให้ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมและสังคม รวมถึงช่วยสร้างแรงจูงใจให้นิสิตมีความมุ่งมั่นในการก้าวไปสู่อาชีพนักวิทยาศาสตร์ที่มีทักษะสูง นอกจากนี้ ยังเป็นการเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีในวันข้างหน้าด้วย

“การจะทำหลักสูตรทันสมัย สมติว่าหลักสูตรทางด้านคอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุดในโลกอยู่ที่ MIT ต้องไปดูว่าเขาทำอะไร คิดอะไร ใช้มหาวิทยาลัยชั้นนำนั้นเป็นโมเดล ไปดูอุตสาหกรรมในอนาคตข้างหน้า โลกนี้จะทำอะไร เอาไปปรับใช้กับของเรา แล้วไปถามความเห็นจากนักวิทยาศาสตร์ จากสังคม ว่าต้องการอย่างที่เราต้องการหรือเปล่า หลักสูตรก็จะไปได้ไกลและตอบโจทย์”

Small Size Big Advantage สถาบันเฉพาะทางที่มุ่งเน้นคุณภาพ

อีกสิ่งหนึ่งคือ VISTEC เป็นองค์กรขนาดเล็ก เพื่อให้นิสิต คณาจารย์ และผู้บริหาร ติดต่อระหว่างกันได้ง่าย ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการในทุกด้านสะดวกและคล่องตัวยิ่งขึ้น

“เมื่อบุคลากรในสถาบันมีปัญหาอะไรก็แก้ไขได้เร็ว ถ้านิสิตมีปัญหา ไม่เกินครึ่งชั่วโมงผมก็รู้แล้ว การมีโครงสร้างที่เล็กนี่คือข้อได้เปรียบ” 

แม้สถาบันแห่งนี้จะมีขนาดเล็ก แต่คุณภาพไม่ได้เล็กตามขนาด เพราะหากมองไปที่อัตราส่วนจำนวนคณาจารย์ ต่อนักวิจัยหลังปริญญาเอก ต่อนักศึกษา คือ 1 : 3 : 5 ซึ่งถือว่าเป็นข้อได้เปรียบที่โดดเด่นกว่าสถาบันอื่น ทำให้การสร้างผลงานและบุคลากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูง

Frontier Research การวิจัยขั้นแนวหน้า

ความแตกต่างประการสุดท้าย เป็นสิ่งที่ VISTEC ให้ความสำคัญอย่างมาก ซึ่งได้เล่าถึงไปบ้างแล้วในตอนต้น คือการผลิตงานวิจัยขั้นแนวหน้า เป็นการผสมผสานงานวิจัยพื้นฐานในเชิงทฤษฎีร่วมกับการวิจัย เพื่อสร้างแนวคิดและผลิตองค์ความรู้ใหม่ๆ อันจะนำไปสู่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม หรือการใช้งานในด้านต่างๆ ซึ่งนอกจากช่วยแก้ปัญหางานวิจัยของไทยที่มีปริมาณมากกว่าคุณภาพแล้ว ยังตอบโจทย์ในเชิงอุตสาหกรรมที่สามารถนำความรู้มาใช้ประโยชน์ในชีวิตจริง และช่วยพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศอย่างยั่งยืน

สถาบันวิจัยที่มุ่งผลิตบุคลากรและนวัตกรรม ด้วยความเชื่อว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม คือหัวใจในการพัฒนาประเทศ
สถาบันวิจัยที่มุ่งผลิตบุคลากรและนวัตกรรม ด้วยความเชื่อว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม คือหัวใจในการพัฒนาประเทศ
04

เมื่ออุดมการณ์และเป้าหมายของสถาบันวิทยสิริเมธี คือการขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม คำถามจึงอยู่ที่ว่า แล้วงานวิจัยที่ตีตราของ VISTEC มีส่วนช่วยตอบโจทย์สังคม หรือเข้ามาใกล้ชิดกับชีวิตของเราทุกคนในฐานะประชากรของชาติอย่างไรบ้าง

ขอเริ่มต้นกันที่ตัวอย่างงานวิจัยด้านเทคโนโลยีพลังงาน ซึ่ง VISTEC ได้จัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานที่ทันสมัยที่สุดในอาเซียน เพื่อวิจัยทางด้านนี้โดยเฉพาะ

ผลที่ได้คือแบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไอออน มีจุดเด่นคือคุณสมบัติในด้านการกักเก็บพลังงานที่สูงขึ้น น้ำหนักเบา แถมอายุการใช้งานยังยาวนาน รวมถึงมีความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ดังนั้น ยิ่งหากเราผลิตแบตเตอรี่ที่มีราคาถูก รถยนต์ก็จะราคาถูกตามไปด้วย ที่สำคัญ แบตเตอรี่ของ VISTEC ยังมีคุณภาพดีที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจุดนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตและส่งออกสินค้าด้านเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานให้กับประเทศไทยได้อย่างมหาศาล

ส่วนในสถานการณ์เกินคาดคิดอย่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตลอด 2 ปีมานี้ VISTEC ยังมีบทบาทอย่างมากต่อการช่วยพัฒนาเทคโนโลยีและเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้รับมือโรคระบาด อาทิ การวิจัยและพัฒนาชุดตรวจเชื้อแบบ Antigen Test Kit โดยใช้เทคโนโลยี CRISPR Diagnostic ที่มีความรวดเร็วและระบุผลได้แม่นยำ น่าสนใจว่าทาง VISTEC ทำวิจัยนี้สำเร็จตั้งแต่ช่วงแรกของการแพร่ระบาดในประเทศ 

หรือคราวที่โควิด-19 โจมตีในบ้านเราอย่างหนักหน่วงเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา ทาง VISTEC ยังร่วมมือกับ Medensy บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ทางการแพทย์ สร้างแอปพลิเคชัน ‘CHIVID’ ขึ้น เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคโควิด-19 จากระยะไกล เช่นในกลุ่มผู้ที่ทำ Home Isolation และตามโรงพยาบาลสนาม ดูแลอย่างครบวงจรตั้งแต่การรับผู้ป่วยเข้าระบบไปจนถึงค้นหาสถานที่พักคอยหรือโรงพยาบาล และที่พิเศษกว่านั้นคือ แอปพลิเคชันนี้สามารถติดตามอาการของผู้ป่วย ผ่านการแปรผลค่าของเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว รวมถึงข้อมูลการส่งยารักษาไปให้ถึงสถานที่กักตัว

สำหรับการพัฒนาด้านหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทาง VISTEC ได้สร้างหุ่นยนต์เลียนแบบพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิต เพื่อใช้สำรวจและทำงานในพื้นที่ขรุขระหรือมีสิ่งกีดขวาง เช่น ใช้ตรวจสอบจุดชำรุดของท่อน้ำมันและท่อส่งก๊าซ รวมถึงยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์อีกรูปแบบหนึ่ง ให้ทำงานร่วมกับมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยนำไปใช้เป็นหุ่นยนต์บริกรในร้านกาแฟและร้านอาหาร มีความสามารถจดจำลูกค้า เพื่อเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มให้ได้อย่างอัตโนมัติและแม่นยำ

นอกจากนี้ยังมีโครงการ C-ROS (Cash Return from Zero Waste and Segregation of Trash) หรือโครงการขยะเพิ่มทรัพย์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกสิกรไทย โดยปักหมุดโครงการครั้งแรกที่จังหวัดน่าน ในชื่อ ‘น่าน Zero Waste’ ด้วยการนำเทคโนโลยีด้านชีวภาพมาใช้ เพื่อเปลี่ยนขยะอินทรีย์ให้เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพและสารชีวภัณฑ์ที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แถมปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ยังนำไปใช้จริงในกว่า 10 ชุมชน ทั้งนี้ จุดมุ่งหมายคือเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับขยะอินทรีย์ และเป็นต้นแบบในการสร้างสังคมไร้ขยะ รวมถึงยังช่วยสนับสนุนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ต่อยอดเข้าสู่สังคมได้ในอนาคต

หรืองานบางชิ้นหลายคนอาจเคยพอได้ยินกันมาบ้าง อย่างโปรเจกต์การสร้างหน้าเสมือนมนุษย์ จำลองภาพเคลื่อนไหว 3 มิติเหมือนบุคคลจริงจากภาพถ่าย ผลงานของ ดร.ศุภศรณ์ สุวจนกรณ์ อดีตนักพัฒนาของ Google  Brain ซึ่งเคยได้รับเชิญไปพูดถึงงานชิ้นนี้บนเวทีงาน TED 2018 ที่แวนคูเวอร์มาแล้วนั้น ปัจจุบันก็เป็นหนึ่งในอาจารย์ของ VISTEC ด้วยเช่นกัน

“แพสชันคือการทำแล้วไม่เลิก การลุ่มหลงในงานวิจัยเป็นสิ่งที่สำคัญ ผมอยากให้แพสชันนี้เป็น DNA ของ VISTEC ทุกคนที่เข้ามาอยู่ที่นี่มี DNA คิดถึงแต่วิทยาศาสตร์เป็นหลัก เพื่อสร้างสิ่งใหม่ ค้นพบสิ่งใหม่” ท่านอธิการบดีเน้นย้ำ

สถาบันวิจัยที่มุ่งผลิตบุคลากรและนวัตกรรม ด้วยความเชื่อว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม คือหัวใจในการพัฒนาประเทศ
สถาบันวิจัยที่มุ่งผลิตบุคลากรและนวัตกรรม ด้วยความเชื่อว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม คือหัวใจในการพัฒนาประเทศ
05

“สถาบันวิทยสิริเมธีมีผลงานวิจัยเฉลี่ยต่อบุคลากรสูงที่สุดในประเทศไทย และเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของต่างประเทศอย่าง MIT และ Caltech ก็ถือว่าเราอยู่ในเส้นทางที่ดี 

“เราดูที่คุณภาพมากกว่าปริมาณ ถ้าเทียบตอนนี้ ในวิทยาศาสตร์ทุกสาขา เคมี ฟิสิกส์ ไบโอ และพลังงาน เราอยู่ที่หนึ่งของประเทศไทยเกือบทุกสาขาวิชา และอยู่ที่สามของอาเซียน เราเป็นแบบนี้ติดต่อกันมาสามปีแล้ว เพราะฉะนั้น ที่บอกว่าเราต้องการเป็น Ivy Leauge ในเมืองไทย เราถึงจุดนั้นไปแล้ว แต่เราต้องการเป็น Top 10 ของอาเซียนด้วย ซึ่งยังต้องพยายามต่อไป ถ้าเทียบในยุโรปเราก็อยู่ประมาณที่หนึ่งร้อย แต่อย่าลืมว่าเป้าหมายใหญ่เราต้องอยู่ที่ห้าสิบของโลก” อาจารย์จำรัสกล่าวถึงเป้าหมายของสถาบันที่วางไว้ตั้งแต่ระยะสั้นไปจนถึงระยะยาว

จากเป้าหมายแรกคือต้องขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทยให้ได้ภายใน ค.ศ. 2020 ซึ่งแน่นอนว่าวันนี้ VISTEC ก้าวข้ามจุดขั้นนั้นมาได้แล้วอย่างไม่ยากเย็นนัก 

ล่าสุดจากการจัดอันดับคุณภาพงานวิจัยของมหาวิทยาลัยต่างๆ หรือ Nature Index Ranking สถาบันวิทยสิริเมธีอยู่อันดับที่ 1 ของประเทศไทยในสาขา All Sciences, Chemical Science และ Life Science ยิ่งไปกว่านั้นเฉพาะสาขา Chemical Sciences ยังอยู่ที่เดิมอันดับที่ 1 ของประเทศต่อเนื่องมาถึง 3 ปี 

ขณะที่เมื่อเทียบกันกับในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน VISTEC อยู่ในลำดับที่ 3 โดยเป็นรองแค่ National University of Singapore (NUS) และ Nanyang Technological University (NTU) มหาวิทยาลัยชั้นนำด้านเทคโนโลยีของประเทศสิงคโปร์เท่านั้น 

ส่วนในระดับโลก VISTEC อยู่ในอันดับที่ 12 จากการจัดลำดับคุณภาพของมหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งมาไม่เกิน 30 ปี

ในอนาคตอันใกล้ คือใน ค.ศ. 2025 VISTEC ตั้งใจว่าจะไปอยู่ใน Top 10 ของมหาวิทยาลัยในอาเซียน เป็นอีกก้าวถัดไปที่น่าเอาใจช่วย 

ส่วนเป้าหมายใหญ่ระยะยาว ซึ่งเปรียบเหมือนก้าวสำคัญที่ VISTEC ตั้งไว้ อาจารย์จำรัสบอกมาเป็นตัวเลขสั้นๆ ง่ายๆ คือ 20 และ 50 แต่เป็นความท้าทายที่ทำได้ไม่ง่ายนัก นั่นคือการอยู่ในลำดับที่ 50 ของการจัดลำดับมหาวิทยาลัยโลกให้ได้ภายใน 20 ปี หรือใน ค.ศ. 2035

“ถ้าเราไม่สร้างวิทยาศาสตร์ เราก็ต้องเป็นประเทศที่ซื้อ เราจะซื้อแบบนี้ตลอดชีวิตเหรอ เราสมควรที่จะเป็นไทยคิดค้น ไทยประดิษฐ์ และไทยพัฒนา ฉะนั้น VISTEC อยากเป็นส่วนหนึ่งในสังคมไทย ที่สร้างและผลิตนวัตกรรมออกมา” อธิการบดีของสถาบันวิทยสิริเมธีสรุปถึงสิ่งที่ VISTEC ตั้งใจทำอยู่อีกครั้ง

สถาบันวิจัยที่มุ่งผลิตบุคลากรและนวัตกรรม ด้วยความเชื่อว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม คือหัวใจในการพัฒนาประเทศ

ภาพ : สถาบันวิทยสิริเมธี

Writer

พณิช ตั้งวิชิตฤกษ์

นักลองฝึกพิสูจน์อักษร ผู้แสร้งเป็นนักลองฝึกเขียน อดีตเป็นนักเรียนภาษา ผู้สนใจเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ รักในมวลรอบข้างที่ดี กาแฟ ชาเขียว และแมวเหมียว

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

26 พฤศจิกายน 2564
389

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราได้คุยกัน

เรามีโอกาสได้สนทนากับ อัสบีเยิร์น วาร์วิค เรอร์ทเว็ท ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (NSC) หรือคุณเอบี ชายชาวนอร์เวย์ที่มีความรู้เรื่องปลาดีไม่เป็นสองรองใครเป็นครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว เขาคลุกคลีอยู่กับองค์กรที่ตั้งใจเสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับแหล่งที่มาของอาหารทะเลที่มาจากประเทศนอร์เวย์แก่ผู้นำเข้า ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคมาถึง 11 ปี เราคุยกันด้วยหัวข้อเกร็ดน่ารู้ของแซลมอน ปลายอดฮิตอันดับหนึ่งที่ใคร ๆ ก็รู้จัก 

ฟยอร์ดเทราต์ ฝาแฝดแซลมอนที่อยู่ในวิถีการกินปลาและเคล็ดลับสุขภาพดีของชาวนอร์เวย์

ในวันนี้ด้วยวาระโอกาสใหม่ เราได้พูดคุยกันถึงเรื่องน่าสนใจอย่างฟยอร์ดเทราต์ (Fjord Trout) หรือปลาที่นิยมเป็นอันดับสองที่น้อยคนนักจะรู้จัก ถึงความเหมือน-ความต่างจากแซลมอน วิธีการแยกแยะและเคล็ดลับการปรุง รวมไปถึงวิถีการบริโภคปลาของชาวนอร์เวย์จากอดีต มาสู่ปัจจุบันที่กำลังเปลี่ยนไป

ทำไมประเทศนอร์เวย์มีสภาพแวดล้อมทำประมงที่สมบูรณ์แบบ

เป็นข้อสงสัยที่เรายังไม่ได้รับการเคลียร์ให้กระจ่าง คราวนี้เราจึงถามชายชาวนอร์เวย์ที่ปลายสายทันที เอบีตอบว่าเพราะประเทศนอร์เวย์มีกระแสน้ำกัลฟ์สตรีม กระแสน้ำอุ่นที่ไหลเวียนมาจากอ่าวเม็กซิโก ซึ่งยาวมายังอ่าวของประเทศนอร์เวย์ด้วย ทำให้น้ำของที่นี่มีสารอาหารมาก

“ถ้าเราไม่มีกระแสน้ำกัลฟ์สตรีม เราก็คงไม่มีสภาพแวดล้อมที่ทำการประมงออกมาได้ดีขนาดนี้ รวมไปถึงตลอดชายฝั่ง เรามีฟยอร์ดเยอะมาก (ช่องทางน้ำที่ยาวสลับกับธารน้ำแข็ง) และถ้าลองขยายภาพของชายฝั่งนอร์เวย์ดู คุณจะพบว่าชายฝั่งทะเลของเรายาวที่สุดเป็นอันดับสองของโลก

“ดังนั้น เราเลยมีทุกองค์ประกอบที่เหมาะสมอย่างมากในการเลี้ยงปลา ด้วยการมีภูมิประเทศที่เป็นเกราะกำบังปลาได้ แม้ว่าสภาพอากาศจะเลวร้ายหรือมีพายุยังไง ก็แน่ใจได้ว่าฟยอร์ดจะปกป้องปลาที่อยู่ตรงกลางได้เป็นอย่างดี โดยไม่ถูกผลกระทบไปด้วยอย่างแน่นอน”

ฟยอร์ดเทราต์ ฝาแฝดแซลมอนที่อยู่ในวิถีการกินปลาและเคล็ดลับสุขภาพดีของชาวนอร์เวย์

ฟยอร์ดเทราต์คือปลาอะไร ทำไมต้องมาจากที่นี่

เขาปฏิเสธทันที บอกว่าไม่จำเป็น แต่ข้อดีของฟยอร์ดเทราต์นอร์เวย์ที่เหนือแหล่งอื่น คือประสบการณ์ที่มีและแร่ธาตุในน้ำที่เขาเอ่ยเมื่อตอนต้น

เอบีเล่าว่าจริง ๆ แล้วฟยอร์ดเทราต์เป็นปลาชนิดแรกที่ใช้ในการเริ่มต้นทำฟาร์มปลา เพราะการดูแลฟยอร์ดเทราต์ง่ายกว่าแซลมอน ปลาชนิดนี้ถูกเลี้ยงในหลายที่ทั่วโลก ทั้งในกระแสน้ำจืดและน้ำทะเล แต่รสชาติของปลาก็จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงไปด้วยตามแหล่งที่อยู่ เพราะมันดูดซึมแร่ธาตุจากน้ำ ดังนั้น น้ำที่เย็นจัดและใสสะอาดของนอร์เวย์ ทำให้ฟยอร์ดเทราต์เติบโตอย่างช้า ๆ (ยิ่งน้ำเย็น ปลาก็ยิ่งโตได้ช้าลงไปด้วย) แปลว่าคุณก็จะได้เนื้อปลาที่แน่นและอร่อยยิ่งขึ้น

ฝาแฝดของแซลมอนที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับสอง วิถีการกินปลาและเคล็ดลับสุขภาพดีแบบฉบับชาวนอร์เวย์

ฝาแฝดของแซลมอน ทดแทนกันได้หรืออย่างไร

เราศึกษามาว่าในโลกของเชฟ บางคนอาจเรียกว่าฟยอร์ดเทราต์ในฐานะของตัวแทนของแซลมอน ในฐานะบุคคลภายนอก เราสงสัยว่าแล้วสำหรับเอบีมีมุมมองอย่างไร

ผมไม่ค่อยเห็นด้วย ปลาสองชนิดนี้ค่อนข้างคล้ายกันมาก มันดูเหมือนกันจนคนสับสนอยู่ตลอด ก็พอเข้าใจได้ครับ ขนาดคนนอร์เวย์เองยังมีสับสนอยู่เลย ว่ากันตามตรงก็คือ มันเป็นปลาคนละสปีชีส์กัน มีทั้งความคล้ายและแตกต่าง ผมแน่ใจว่าถ้าผู้บริโภคชาวไทยได้ลองทำอาหารจากฟยอร์ดเทราต์และแซลมอนด้วยวิธีการเดียวกัน ก็ต้องรู้สึกได้อย่างแน่นอน”

ความแตกต่างหลัก ๆ เลยก็คือ ฟยอร์ดเทราต์มีสีเนื้อแดงกว่าแซลมอนซึ่งสีออกไปทางส้ม รวมไปถึงชั้นไขมันของแซลมอนก็แทรกอยู่ภายในชั้นของเนื้อ สลับไปจนเห็นเป็นลายอย่างชัดเจน แต่ฟยอร์ดเทราต์มีไขมันทั้งระหว่างชั้นเนื้อน้อยกว่า ค่อนข้างลีน แต่มีไขมันมากที่ส่วนช่วงท้อง สำหรับภายนอก ฟยอร์ดเทราต์ตัวอ้วนสั้นและหนักกว่าแซลมอน แต่มีหัวเล็ก หนังของมันเป็นสีเงินมากกว่าด้วย ในขณะที่แซลมอนจะมีลำตัวยาวและบางกว่าเล็กน้อย 

ในด้านการเลี้ยงดู ฟยอร์ดเทราต์ค่อนข้างทนต่อโรคและสภาพอุณหภูมิที่เปลี่ยนได้มากกว่าแซลมอน แต่มันโตค่อนข้างช้ากว่าและกินอาหารเยอะกว่าด้วย แซลมอนหนักได้ถึง 7 – 8 กิโลกรัม แต่ฟยอร์ดเทราต์หนักสูงสุดอยู่ที่ 4 – 6 กิโลกรัมเท่านั้น แถมยังใช้เวลาเลี้ยงนานกว่าประมาณ 2- 3 เดือน

“เมื่อนำไปประกอบอาหาร จะยิ่งทำให้เห็นความแตกต่างได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ผมว่ามันสำคัญมากที่ต้องบอกผู้บริโภคถึงข้อแตกต่างที่มี เพราะถ้าเข้าใจว่ามันเหมือนกัน วันนี้คุณกินแซลมอน แล้วพรุ่งนี้คุณกินฟยอร์ดเทราต์ เพราะเข้าใจว่ามันเหมือนกัน คุณอาจจะรู้สึกได้ว่าปลาที่ได้มาไม่ตรงตามมาตรฐาน เพราะรสชาติที่ต่าง” 

ฟาร์มปลากับปลาในธรรมชาติต่างกันแค่ไหน ยังไง ทำไมปลาในฟาร์มถึงดีกว่า

เอบีรีบแจกแจงให้เห็นถึงข้อแตกต่างทันที

“ต่างแน่นอนครับ ฟยอร์ดเทราต์และแซลมอนในธรรมชาติจะว่ายทวนน้ำมายังแม่น้ำที่เป็นน้ำจืดเพื่อวางไข่ เวลาส่วนมากมันจึงอาศัยอยู่ในทะเล ดังนั้น เลยเป็นปลาที่น่าสนใจมากเพราะอาศัยอยู่ได้ในทั้งน้ำจืดและน้ำทะเล แต่ปลาที่อยู่ในฟาร์มจะอยู่แค่ภายในทะเลอย่างเดียว ซึ่งเราอยากให้เป็นแบบนั้น เพราะจะตรวจสอบและติดตามปลาได้อยู่เสมอ หากปลาว่ายไปที่น้ำจืด จะส่งผลกระทบกับเนื้อปลาเป็นอย่างมาก ไม่ใช่ว่าถึงขั้นกินไม่ได้ แต่คุณภาพอาจจะลดลงพอสมควร”

วิธีการแปรรูปปลาที่หลากหลายของนอร์วีเจียน

ย้ายมาที่เรื่องวัฒนธรรมการกินของชาวนอร์เวย์ เอบีเริ่มเล่าให้เราฟังว่า นอร์เวย์มีประเพณีที่เก่าแก่มากทั้งการเลี้ยงและแปรรูปปลาในรูปแบบต่าง ๆ ถ้าดูจากแง่มุมประวัติศาสตร์ เมื่อก่อนนอร์เวย์มีเรือประมงเล็กมาก เมื่อเทียบกับชายฝั่งทะเลที่ยาวเป็นอันดับสองของโลก ทำให้การประมงในสมัยก่อนค่อนข้างอันตราย เพราะต้องออกเรือไปไกล ทำได้เพียงรอให้ถึงฤดูที่ปลาจะเข้ามาใกล้ชายฝั่งเองเท่านั้น 

ในช่วงหน้าหนาวอย่างเดือนมกราคม-เมษายนที่เป็น High Season ปลาคอดจะเข้ามาวางไข่ใกล้ชายฝั่ง ชาวนอร์เวย์ก็จะจับปลาให้ได้มากที่สุดในช่วงนั้น แต่ด้วยความที่เป็นเพียงประเทศเล็ก ทำให้บริโภคปลาทั้งหมดนั้นไม่ได้ การถนอมอาหารจึงเข้ามามีส่วนสำคัญอย่างมาก เพื่อเก็บรักษาผลผลิตที่ได้มาไม่ให้สูญเปล่า

“เราจะเอาปลาคอดแขวนไว้สองถึงสามเดือนจนแห้ง ทำให้เก็บต่อได้อีกหลายเดือน เพื่อบริโภคทั้งในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศได้ด้วย ปลาตากแห้งเหล่านี้ถูกใช้เป็นค่าเงินของชาวไวกิ้งในสมัยก่อน

“ผมเชื่อว่าวิวัฒนาการของอาหารในแต่ละประเทศ ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศและอากาศของที่นั้น ๆ อย่างนอร์เวย์เป็นประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามชายฝั่ง ทำให้การประมงเป็นเหมือนกระดูกสันหลังของประเทศ จริง ๆ เราก็มีการผลิตเนื้อสัตว์อื่น ๆ แต่เมื่อเทียบแล้วก็น้อยกว่ามาก การประมงเลยเป็นเหมือนนิยามของประเทศเราเลยครับ”

มื้อพิเศษของชาวนอร์เวย์เมื่อ 50 ปีก่อน

ก่อนหน้าที่นอร์เวย์จะริเริ่มการทำฟาร์มปลาของตัวเอง ทำให้การจับปลามักทำได้แค่ในช่วงฤดูหนาวที่ปลาเข้ามาวางไข่ใกล้ชายฝั่ง เมนูพิเศษดั้งเดิมก็คือปลาคอดสด กินกับตับปลาคอด ไข่ปลาและมันฝรั่ง เพราะในช่วงเวลาอื่นของปี การกินปลาคอดจะมาในรูปแบบแปรรูปซะมากกว่า

แต่การทำฟาร์มปลาในปัจจุบันทำให้การกินปลาเปลี่ยนไป เพราะนั่นแปลว่าจะมีปลาหลายชนิดให้กินสดได้ตลอดปี เอบีเล่าว่าเมื่อก่อนการได้กินแซลมอนถือเป็นโอกาสพิเศษ มีเพียงไม่กี่อาทิตย์ในช่วงฤดูร้อน ในวัยเด็กเขาได้กินแค่ปีละครั้งเท่านั้น แต่ตอนนี้ ชาวนอร์เวย์กินแซลมอนเฉลี่ยถึงคนละ 8 กิโลกรัม ต่อปี

“พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไปครับ ชาวนอร์เวย์ได้กินปลาที่สดเท่าที่จะสดได้อยู่ตลอด เช่นเดียวกันกับผู้บริโภคชาวไทยที่ได้กินปลาสด ๆ ต้องขอบคุณนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ทำให้ทุกคนทั่วโลกได้กินปลาสด ๆ เหมือนที่คนนอร์เวย์ได้กิน แต่ในขณะเดียวกัน การที่เราพาปลาเหล่านี้ไปให้ผู้คนทั่วโลกรู้จักอีกมากมาย เราก็ได้รับแรงบันดาลใจจากเมนูต่าง ๆ กลับมาเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการกินแบบจีน ไทย เวียดนาม และแน่นอนว่าแบบญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ผมว่าทุกประเทศก็มีการประยุกต์ รวมถึงปรับเอาฟยอร์ดเทราต์และแซลมอนไปใช้ที่ต่างกัน อย่างประเทศไทยผมก็เคยเห็นในต้มยำหรือยำต่าง ๆ ที่น่าสนใจ”

 หนึ่งในอาหารจานโปรดที่ต้องทำจากฟยอร์ดเทราต์เท่านั้น

เอบีรีบตอบอย่างทันทีว่าเมนู Cold Smoke Fjord Trout หรือฟยอร์ดเทราต์รมควันเย็น คือเมนูเฉพาะที่ต้องทำจากฟยอร์ดเทราต์เท่านั้น และเป็นเมนูโปรดส่วนตัวของเขาด้วยเช่นกัน

“เมื่อคุณใช้วิธีรมควันด้วยอุณหภูมิที่ต่ำกว่าปกติมาก ซึ่งไม่เหมือนการรมควันทั่วไป ก็จะได้ปลาที่มันน้อยกว่า และรสชาติหวานกว่าด้วย เนื้อจะออกมานุ่มมาก ๆ รวมถึงสีที่ฟยอร์ดเทราต์แดงกว่าแซลมอนอยู่แล้ว ก็จะยิ่งแดงสวยขึ้นไปอีก ที่นอร์เวย์เรากินปลารมควันเยอะมาก ใส่ในแซนด์วิช สลัด หรือจานพาสต้า ก็ใช้เยอะเช่นกัน”

คนนอร์เวย์กินปลาเป็นอาหารเช้า ?

เมื่อเราถามถึงความเชื่อที่เคยได้ยินมาว่า คนนอร์เวย์กินปลาทุกมื้อ ไม่เว้นแม้กระทั้งอาหารเช้า เอบีหัวเราะและรีบยกตัวอย่างว่า ที่ประเทศไทย อาหารทุกมื้อจะมาเป็นจานร้อนและปรุงสุก แต่ที่นอร์เวย์มีอาหารจานร้อนแค่เพียง 1 มื้อต่อวันเท่านั้น โดยมื้อเช้าจะกินแซนด์วิชที่ท็อปด้วยคาเวียร์ พร้อมแซลมอนหรือปลาแมคเคอเรล มื้อกลางวันก็กินคล้ายมื้อเช้า มื้อเย็นจึงเป็นมื้อเดียวที่จะกินอาหารจานร้อนอย่างพาสต้าหรือปลาอบ และหลังจากนั้นถ้าใครนอนดึก มื้อดึกก็มักเป็นของกินเล่นที่คล้ายมื้อเช้าอีกทีหนึ่ง

“เท่ากับว่าเรากินปลาถึงสี่มื้อต่อวัน อันนี้เป็นวิถีของชาวนอร์เวย์แท้ ๆ ครับ แต่ในปัจจุบันก็มีหลายคนที่พฤติกรรมเปลี่ยนไป กินมื้ออาหารที่มีจานร้อนมากขึ้น เช่น ไข่ออมเล็ต เรากินขนมปังเยอะมากครับ ผมย้ายมาอยู่ที่นี่ก็กินขนมปังน้อยลงเยอะเลย รวมถึงแผนกในซูเปอร์มาร์เก็ตที่ไทยก็ต่าง ที่นอร์เวย์จะมีแผนกเครื่องทาและของที่ไว้กินกับขนมปังเยอะมาก เช่น แฮม ไก่งวง ปลารมควัน ทั้ง Hot Smoke Cold Smoke ไข่ปลา คาเวียร์ วันหนึ่งเรากินสิ่งที่เกี่ยวกับปลาเยอะมาก”

พฤติกรรมกินปลาที่เปลี่ยนไปจนอาจเกิดเป็นปัญหาตามมา

ย้อนกลับไป 50 ปีก่อน นอร์เวย์เป็นประเทศที่จนมาก และเหตุผลที่คนกินปลาเยอะแค่เพียงเพราะเป็นอาหารราคาถูก หาได้ทุกที่ ผลที่ตามมาคือประชากรมีปัญหาสุขภาพน้อยมาก อัตราของผู้ป่วยโรคหัวใจแทบไม่มีเลย เพราะพวกเขาได้รับโอเมก้า 3 และวิตามินที่เพียงพออยู่ตลอด ต่อมาเมื่อประเทศร่ำรวยจากการส่งออกปลามากขึ้น ก็ทำให้คนอยากลองอาหารชนิดอื่น ๆ จากทั่วโลกและกินปลาน้อยลง จนหน่วยงานเกี่ยวกับสาธารณสุขของนอร์เวย์เปิดเผยว่า ปัจจุบันชาวนอร์เวย์เริ่มมีปัญหาโรคอ้วน และมีไลฟ์สไตล์ที่ก่อให้เกิดโรคมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน ทางการนอร์เวย์จึงรณรงค์ให้คนภายในประเทศกลับมากินปลาและอาหารทะเลให้เพิ่มขึ้นเช่นกัน

เอบีเล่าติดตลกให้เราฟังว่า ตอนอยู่บ้านที่นอร์เวย์ก็กินปลาเยอะกว่าจริง

“เป็นเพราะผมชอบลองอาหารไทยมาก แต่ก็พยายามกินอาหารทะเลให้เพิ่มขึ้นอยู่เหมือนกันครับ ผมรักปูและกุ้งที่นี่มาก โดยเฉพาะกุ้งลายเสือ”

รู้ว่าอาหารไทยอร่อย หวังว่าเขาคงจะไม่มีปัญหาสุขภาพตามมาเช่นกัน

Writer

ณิชากร เอื้อสุนทรวัฒนา

นักเรียนโฆษณาที่ชอบการขีดเขียน มีภาพยนตร์ เครื่องหอม และของอร่อยเป็นความสนใจหลัก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load