ในคลาสสุดท้ายของคอร์สริเน็น ดิฉันให้ผู้อบรมทุกคนออกมาเล่าริเน็น (ปรัชญา ความเชื่อของตน) บางท่านก็เลือกเล่าจากชีวิตตนเองก่อน บางท่านก็เล่าความเชื่อที่นำไปสู่ธุรกิจในปัจจุบัน

บางท่านก็เล่าตรงๆ ว่า เดิมทำธุรกิจเพื่อเงิน แต่พอประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ จนมาค่อยๆ ตกตะกอนว่า ธุรกิจตนเองสามารถช่วยพนักงาน ช่วยลูกค้าได้ 

ในคืนนั้น มีอยู่ 2 ท่าน ที่พูดประโยคเดียวกัน คือ “ไม่เคยคิดจะทำธุรกิจเลย”

ท่านหนึ่งมีปัญหาเรื่องผิวหน้าที่แพ้ง่าย เลยทำสกินแคร์จากวัตถุดิบที่ดี อีกท่านเป็นทันตแพทย์ที่ดูแลฟัน และเริ่มทำยาสีฟันสำหรับเด็ก เพื่อให้เด็กๆ แปรงฟันได้ดีขึ้น

เรื่องราวของทั้งคู่ชวนให้ดิฉันนึกถึงอดีตซาลารี่แมนคนหนึ่งที่ลาออกไปเรียนแพทย์ และกลับมาเปิดคลินิกของตนเอง

อะไรคือแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจของเขา

อดีตมนุษย์เงินเดือนที่ขายไม่ค่อยออก

ทาคาฟุมิ โอบายาชิ (Takafumi Obayashi) จบจากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียว มหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศ เขาได้เข้าทำงานที่บริษัท Recruit ซึ่งเป็นบริษัทอันดับหนึ่งด้าน HR

หน้าที่ของเขาคือการขายโฆษณาลงเว็บ

เมื่อทำงานไปได้ปีกว่าๆ โอบายาชิก็ได้รับฉายาว่า ‘เซลล์ที่นัดลูกค้าได้ แต่ขายไม่ได้’ เขาชวนลูกค้าพูดคุยได้อย่างสนุกสนาน นั่งฟังเรื่องราวของลูกค้าได้เป็นวันๆ แต่ก็ปิดการขายไม่ได้

รุ่นน้องที่ทำโปรเจกต์เดียวกับโอบายาชิมีสภาพจิตใจไม่ค่อยแข็งแรงนัก ในฐานะหัวหน้า เขาจึงพารุ่นน้องไปพบแพทย์ประจำบริษัท โอบายาชิคาดหวังว่า คุณหมอที่บริษัทจะมีคำแนะนำดีๆ หรืออย่างน้อย รับฟังปัญหาของรุ่นน้องคนนี้บ้าง แต่หมอก็ซักถามรุ่นน้องเพียงเล็กน้อย และบอกว่า “เหนื่อยแย่เลยเนอะ พักงานหน่อยไหม” ทั้งหมดเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่นาที

กฎหมายญี่ปุ่นมีข้อบังคับว่า บริษัทที่มีพนักงานเกิน 50 คน ต้องมีแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ (Occupational Physician) หรือแพทย์เฉพาะทางที่มีความเชี่ยวชาญในการดูแลสุขภาพของคนทำงาน คุณหมอมีหน้าที่ดูแลสุขภาพทั้งกายและใจให้กับพนักงาน

แต่ในโลกของความเป็นจริง คุณหมอที่โอบายาชิพบ มาตรวจคนไข้เหมือนเป็นงานอดิเรก ไม่ได้สนใจประวัติคนไข้ หรือชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ป่วยมากนัก

โอบายาชิรู้สึกผิดหวังมาก แต่ขณะเดียวกัน คุณหมอท่านนั้นก็ทำให้โอบายาชิรู้ว่า โลกนี้มีอาชีพที่นั่งฟังเรื่องราวของคนอื่นได้ตลอด จุดแข็งในการเป็นนักฟังของเขาน่าจะได้ใช้งานเต็มที่แน่ การที่เขาเป็นมนุษย์เงินเดือน จะทำให้ยิ่งเข้าใจคนไข้ได้ง่ายกว่าคุณหมอที่เรียนจบแล้วมาตรวจคนไข้เป็นแน่

เมื่อคิดเช่นนี้ได้แล้ว โอบายาชิก็ยื่นซองลาออกจากบริษัท Recruit ในวัย 30 ปี หลังจากทำงานบริษัทได้ 5 ปี 

สาขาวิชาที่แทบไม่มีใครอยากเลือกเรียน

ตอนลาออก โอบายาชิคิดว่าตนเองต้องไปสอบเข้าคณะแพทย์ใหม่อีกครั้ง และเขาก็มุ่งมั่นเตรียมทำเช่นนั้นด้วย แต่โชคดีที่มีมหาวิทยาลัยการแพทย์แห่งหนึ่ง เปิดรับคนที่ต้องการเปลี่ยนสายงาน และข้ามการเรียนวิชาพื้นฐานในปี 1 และ 2 ได้ โอบายาชิจึงเลือกสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั้น และเริ่มเรียนแพทย์ตั้งแต่ชั้นปี 3 เป็นต้นมา

Vision Partner คลินิกดูแลสุขภาพกายและใจคนทำงานโดยอดีตเซลส์แมนที่ขายของไม่ค่อยได้, ปรัชญาการทำธุรกิจแบบริเน็น
ภาพ : overs.zigexn.co.jp/people

เขามุ่งมั่นที่จะเป็นแพทย์ด้านอาชีวเวชศาสตร์แต่แรก แต่เมื่อบอกอาจารย์หรือคนรอบๆ ก็มีคนบอกแต่ว่า “สาขานี้สบายดีเนอะ” ไม่ค่อยมีใครสนใจไปเป็นแพทย์ประจำบริษัทสักเท่าไร แพทย์ด้านศัลยกรรม ด้านสมอง หรือด้านประสาทวิทยาดูเท่ และน่าจะสร้างรายได้มากกว่ากันนี่นา

แพทย์ที่จะเชื่อมระหว่างบริษัทกับพนักงาน

ฝั่งแพทย์เอง ไม่มีใครอยากทำงานบริษัท ส่วนฝั่งบริษัทเองก็ไม่ค่อยให้ความสนใจเรื่องแพทย์เท่าไร แต่ยอมมี เพียงเพราะกฎหมายบังคับ

แต่โอบายาชิกลับเห็นศักยภาพอันยิ่งใหญ่ของวิชาชีพนี้

หากหมอช่วยเหลือผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าหรืออยู่ในภาวะวิตกกังวลได้ ก็ย่อมทำให้บริษัทเติบโตได้ ยิ่งพนักงานแข็งแรง บริษัทก็จะยิ่งเติบโต

เมื่อโอบายาชิทำงานแพทย์จนขึ้นปีที่ 10 เขาก็ตัดสินใจเปิดคลินิกของตนเอง เพื่อช่วยเหลือคนทำงาน โดยตั้งชื่อว่า Vision Partner

Vision Partner คลินิกดูแลสุขภาพกายและใจคนทำงานโดยอดีตเซลส์แมนที่ขายของไม่ค่อยได้, ปรัชญาการทำธุรกิจแบบริเน็น
ภาพ : vision-partner.jp

สาเหตุที่เขาเลือกใช้คำว่า Vision เนื่องจากบางครั้ง คนเราก็มีช่วงที่ไม่รู้จะก้าวเดินต่อไปอย่างไร หรือมองไม่เห็นศักยภาพของตนเอง คลินิกแห่งนี้จะมอบ Vision ของทุกคน โดยเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่เคียงข้างวิถีการใช้ชีวิต ปลดปล่อยศักยภาพของพวกเขาให้เบ่งบาน และเป็นพาร์ตเนอร์ที่ดีที่สุดสำหรับคนไข้ทุกคน

คลิกนิกแห่งนี้ให้คำปรึกษาด้านจิตใจ เช่น บางคนเครียดจนไม่กล้าไปทำงาน บางคนอารมณ์รุนแรงกว่าปกติ จะมีคุณหมอโอบายาชิและจิตแพทย์ท่านอื่นๆ ให้คำปรึกษา

นอกจากนี้ ยังมีบริการให้ความช่วยเหลือด้านอาชีพการงานอีกด้วย ใครที่แพทย์เห็นว่าไม่ควรต้องทำงานที่เดิมต่อ ก็จะมีระบบช่วยเหลือด้านการย้ายงาน

วันเปิดคลินิก

สิ่งที่ทำให้ดิฉันแปลกใจ คือวันที่คุณหมอเลือกเปิดคลินิก

คลินิก Vision Partner เปิดให้บริการวันที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ.​ 2020 เป็นช่วงที่ COVID-19 กำลังระบาดหนักในญี่ปุ่นทีเดียว

คุณหมอและพาร์ตเนอร์เคยคิดที่จะเลื่อนวันเปิดให้บริการเหมือนกัน แต่เมื่อพวกเขากลับไปทบทวนสาเหตุที่พวกตนตั้งใจเปิดคลินิก พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะลุยต่อไป

Vision Partner คลินิกดูแลสุขภาพกายและใจคนทำงานโดยอดีตเซลส์แมนที่ขายของไม่ค่อยได้, ปรัชญาการทำธุรกิจแบบริเน็น
ภาพ : vision-partner.jp

ความตั้งใจในการเปิดคลินิกคือการทุ่มเทช่วยเหลือคนทำงาน

แม้คลินิกต้องจำกัดการรับคนไข้ หรือคนอาจยังไม่กล้าออกจากบ้านเท่าไร แต่หมอโอบายาชิก็ตัดสินใจเปิดคลินิก เนื่องจากช่วง COVID-19 และหลังจากนี้ จะเป็นช่วงที่คนมีโอกาสที่จะรู้สึกเครียด ซึมเศร้าได้มาก เขาจึงต้องการเป็น พาร์ตเนอร์ที่ช่วยคนเหล่านี้

ความฝันของคุณหมอ

ปัจจุบัน คุณหมอประจำอยู่ทั้งที่โรงพยาบาล คลินิก และบริษัท

การเปิดคลินิกเป็นของตนเอง ตลอดจนการให้สัมภาษณ์สื่อต่างๆ นั้น ทำไปเพื่อให้คนรู้จักแพทย์ด้านอาชีวเวชศาสตร์ ตลอดจนทำให้วงการแพทย์เองยอมรับแพทย์ด้านนี้ยิ่งขึ้น

คุณหมอมุ่งมั่นที่จะเพิ่มจำนวนแพทย์ด้านอาชีวเวชศาสตร์ที่มีความปรารถนาดีให้มีมากขึ้นในสังคมญี่ปุ่น ขณะเดียวกัน ต้องการทำให้บริษัทที่กฎหมายไม่ได้บังคับให้มีแพทย์ประจำได้เห็นความสำคัญของแพทย์เหล่านี้ ที่สามารถช่วยเหลือพนักงานของพวกเขาและเปิดใจรับแพทย์ด้านนี้ยิ่งขึ้น

หากเริ่มทำธุรกิจโดยหวังกำไร คลินิกดังเช่น Vision Partner คงไม่เกิดขึ้น

แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนวิธีคิดของผู้คน คุณหมอจึงตัดสินใจเปิดคลินิก ซึ่งจะทำให้เกิดการจ้างแพทย์ฝีมือดีเข้ามา ทำให้คนไข้และบริษัทได้เห็นผลลัพธ์ที่ดี

การเปิดคลินิกในช่วง COVID-19 นี้ อาจเป็นก้าวเล็กๆ ที่ก้าวออกไปลำบากมาก แต่ด้วย Vision ที่งดงาม และความมุ่งมั่นที่จะปฏิวัติทัศนคติของผู้คนต่ออาชีพตน คุณหมอโอบายาชิก็ค่อยๆ ก้าวเดินต่อไป

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

ใคร ๆ ก็มักเรียกบริษัทแห่งนี้ว่า เป็นบริษัทที่จำหน่ายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์ แต่พวกเขาไม่ค่อยพึงพอใจกับคำนี้สักเท่าไร พวกเขาไม่ชอบคำว่า ‘การขายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์’ หรือ ‘ธุรกิจขายแคตตาล็อก’ พวกเขานิยามตนเองว่าเป็นบริษัทที่ทำการตลาดทางตรง โดยมีความเชื่อว่า พวกเขาจะสร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน 

จุดเริ่มต้น 

บริษัท Felissimo ก่อตั้งเมื่อปี 1965 เป็นบริษัทที่นำสินค้าแปลกใหม่ หรือสินค้าครีเอทีฟมาขายในญี่ปุ่น 

เมื่อลูกชายคนโตเข้ามาบริหาร เขาเห็นโอกาสในการจำหน่ายสินค้าผ่านแคตตาล็อก ทางบริษัทเริ่มแจกแคตตาล็อกสินค้าฟรี ลูกค้าคนไหนสนใจก็โทรสั่งสินค้าได้ เมื่อบริษัทเริ่มเป็นที่รู้จัก ทางบริษัทจึงเริ่มเปลี่ยนมาจำหน่ายแคตตาล็อกสินค้านั้นตามร้านหนังสือแทน 

คำว่า ‘Felissimo’ มาจากคำว่า ‘Felicity’ ที่แปลว่า มีความสุขมาก แต่ดัดแปลงคำแบบภาษาอิตาลี เพิ่ม Simo เข้าไป โดยแฝงความหมายว่า ‘ความสุขที่ยิ่งใหญ่และยิ่งยวด’ 

ปรัชญาของบริษัท คือ สร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน

จุดเด่นประการหนึ่งของ Felissimo คือ การทำ Subscription Model กล่าวคือ หากผู้อ่านสนใจสินค้าซีรีส์ไหน ก็สมัครคอร์สต่อเนื่อง เช่น ซีรีส์ตะกร้าจัดบ้าน ซีรีส์กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง อย่างซีรีส์ถ้วยน้ำชาลายดอกไม้ อาจมีระยะเวลา 5 ครั้ง เดือนแรกอาจเป็นถ้วยลายดอกไม้สีแดงมาส่ง เดือนถัดไปเป็นลายสีเหลือง สีเขียว สีฟ้า ไล่ไปจนครบ 5 ครั้ง นั่นทำให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นว่า เดือนนี้ตนเองจะได้รับสินค้าลายอะไร สีไหน ดีไซน์แบบไหน ยิ่งสะสมครบ ก็ยิ่งจัดเป็นเซ็ตสวยงาม 

เมื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซเริ่มเป็นที่นิยม Felissimo ก็หันมาจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ด้วยเช่นกัน 

เมื่อต้องทบทวนกลยุทธ์ใหม่

ในช่วงแรกของการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายสินค้าเก๋ ๆ ผ่านทางแคตตาล็อก ตลอดจนการให้ลูกค้าสมัครโปรแกรมซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภค แต่เมื่อระยะเวลาผ่านมา 40 ปี มีคู่แข่งรายใหม่ ๆ เข้ามา ทั้งจากบริษัทญี่ปุ่นเองและบริษัทต่างประเทศ ยิ่งเมื่อผู้บริโภคค้นหาและซื้อสินค้าทางอีคอมเมิร์ซได้อย่างคล่องแคล่ว สินค้า Felissimo อาจไม่ได้ดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภคอีกต่อไป

สิ่งนี้สะท้อนในยอดขายของ Felissimo ที่ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ยอดขายช่วงปี 2010 เหลือเพียงแค่ 2 ใน 3 ของยอดขายเมื่อ 5 ปีก่อนเท่านั้น

ทาง Felissimo ก็พยายามปรับบริการต่าง ๆ เช่น การเพิ่มสินค้าหมวด ‘Just One’ หรือซื้อเพียงแค่ครั้งเดียว แต่บริษัทก็พบว่า การทำเช่นนี้อาจไม่ได้ใช้จุดแข็งของบริษัทสักเท่าใด 

ทางออก คือ การตั้ง ‘ชมรม’

ในปี 2010 พนักงานกลุ่มหนึ่งคุยกันว่า อยากแก้ปัญหาแมวจรจัดที่โดนกำจัดทิ้ง เมื่อพูดคุยกัน ทุกคนก็รู้ว่า พวกเขารักแมวกันมาก ๆ พนักงานกลุ่มนี้จึงตั้ง ‘ชมรมแมว’ โดยร่วมกันคิดไอเดีย พัฒนาสินค้าสำหรับคนรักแมว เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งไปบริจาคมูลนิธิ จะได้ช่วยเหลือเหล่าแมวเหมียวได้ 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.projectdesign.jp

เมื่อคนรักแมว คิดสินค้าเพื่อคนรักแมวด้วยกัน สินค้าจึงออกมาชวนอมยิ้มมาก ไม่ว่าจะเป็นหมอนกอดแมว หมอนข้างที่วางบนตักแล้วทรงคล้ายแมวหนุนตัก หรือที่นอนแมวที่ทำเป็นรูปทาร์ตผลไม้ หากแมว (สีครีม) ไปนอน ก็จะดูเหมือนทาร์ตน่าทานไปโดยปริยาย (น่าร๊ากกก! เอาเงินดิฉันไป!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

สินค้าจากชมรมแมวขายดิบขายดีเป็นอย่างมาก ทุกเดือนแฟนคลับแมวแมวก็จะตั้งตารอว่า มีสินค้าเกี่ยวกับแมวอะไรออกมาอีกบ้าง 

บริษัทจึงเริ่มเห็นทางสว่างว่า แทนที่จะจำหน่ายสินค้าตามหมวดสินค้า เช่น หมวดแฟชั่น หมวดของแต่งบ้าน ลองทำสินค้าตาม ‘ความสนใจ’ ของคน

ทุกวันพุธช่วงเช้า พนักงาน Felissimo จะรวมตัวกัน และช่วยกันคิดว่า ‘พวกเขาเอง’ อยากทำสินค้าธีมไหน สนใจอะไร 

ในปีถัดมา ก็เกิด ‘ชมรมสาวรัก DIY’ สำหรับสาว ๆ ที่ชอบทำงานฝีมือหรือตกแต่งห้องเอง ปัจจุบัน Felissimo มีชมรมเกือบ 30 ชมรมในบริษัท เช่น ชมรมนกน้อย ชมรมเต่าและทะเล ชมรมเวทมนตร์ (มีจำหน่ายชุดแม่มดน่ารัก ๆ สร้อยคอนำโชค กระเป๋าเครื่องสำอางที่หน้าตาเหมือนหนังสือเวทมนตร์)

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

พนักงานจัดอีเวนต์ทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสิ่งต่าง ๆ ในชมรมนั้น โดยที่ตัวพนักงานเองก็สนุก มีความสุข เพราะได้ทำในสิ่งที่ตนเองสนใจ และรู้เรื่องนั้น ๆ ดีอยู่แล้ว แถมได้ทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่มีเรื่องคุยกันถูกคอด้วย

สิ่งที่น่าสนใจ คือ เวลาตั้งชมรม พนักงานจะต้องตั้งเสาธง (Flag) หลักก่อน กล่าวคือ พวกเขาต้องการสร้างสังคมแบบไหน เช่น ชมรมแมว ต้องการสร้างสังคมที่มนุษย์กับแมวจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยมุ่งมั่นที่จะช่วยแมวที่อาจโดนกำจัดได้

นอกจากนี้ Felissimo กำหนดเงื่อนไข 3 ประการ คือ หนึ่ง สิ่งนั้นมีโอกาสพัฒนาเป็นธุรกิจได้ สอง มีความเป็นเอกลักษณ์ สาม เป็นประโยชน์แก่สังคม ถึงจะสร้างเป็นชมรมได้ (แค่ความชอบอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ) 

เมื่อพนักงานได้ทำในสิ่งที่พวกเขารัก

มีพนักงานกลุ่มหนึ่ง ชอบไปดูละครเวที ดูคอนเสิร์ต ซึ่งหลายครั้ง ก็ต้องไปต่างจังหวัดไกล ๆ พวกเธอเคยใช้กระเป๋าลาก แต่ลากขึ้นลงรถไฟ ก็ไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไร พวกเธอจึงออกแบบกระเป๋าขนาดมหึมา ที่สะพายหลังได้ ใส่รองเท้าอีก 1 คู่ ชุด เสื้อผ้า เครื่องแต่งหน้า แท่งไฟนีออนได้

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : style.nikkei.com

ส่วนชมรมมิวเซียม เป็นการรวมตัวของพนักงานที่ชอบไปชมงานนิทรรศการ ก็ออกแบบสินค้าสำหรับคนที่รักการไปมิวเซียม เช่น รองเท้าที่เหมาะกับการไปดูงานแกลเลอรี่ศิลปะ เดินนาน ๆ ก็ไม่เมื่อย ส้นรองเท้าเป็นยาง เดินแล้วเสียงไม่ดังรบกวนผู้อื่น ตัวสายรูปตัว T ที่ยึด ทำให้รองเท้าเกาะกับเท้าได้ง่าย ส้นสูงเพียง 3.5 เซนติเมตร ก็กำลังพอเหมาะกับการทำให้ขาดูยาว แต่ไม่เมื่อยเมื่อเดินนาน ๆ (อยากได้!!!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : note.com

ส่วนสินค้าที่มีประโยชน์เชิงอารมณ์ เช่น กระเป๋าเครื่องสำอางที่รูปทรงคล้ายพัดของเจ้าหญิงยุคเฮอัน

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
เจ้าหญิงยุคไหน ๆ ก็ต้องสวยงาม
ภาพ : note.com

สำหรับคนทั่วไป เมื่อเห็นสินค้าเหล่านี้แล้วอาจรู้สึกเฉย ๆ แต่สำหรับคนที่ชอบทำกิจกรรมนั้น ๆ หรือมีไลฟ์สไตล์ตรงกับสมาชิกชมรม ก็จะรู้สึกถูกใจ และค่อย ๆ เข้ามาอยู่ในวงของ Felissimo ในที่สุด

สินค้าที่คนอยากซื้ออย่างต่อเนื่อง

นอกจากสินค้าจากชมรมต่าง ๆ แล้ว Felissimo ยังคงรักษาเป้าหมายในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เมื่อบริษัทมีจุดเริ่มต้นจาก Subscription Model ทำอย่างไรให้ลูกค้ารักและอยากซื้อสินค้าจาก Felissimo อย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่บริษัทคิดเสมอในการพัฒนาสินค้า ตลอดจนแบรนด์ใหม่ ๆ 

ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์​ You + More ซึ่งหากออกเสียงไว ๆ ก็จะกลายเป็นคำว่า ‘Humour’ นั่นเอง 

คอนเซ็ปต์แบรนด์ คือ สร้างรอยยิ้มและความสนุกสนานให้กับชีวิตประจำวันที่ผู้คนคุ้นชิน

ยกตัวอย่างเช่น หมอนข้างหัวไชเท้าน้อย เวลาโอบกอด จะเหมือนอุ้มเด็ก แต่หน้าตาเป็นหัวไชเท้า น่ารักน่าเอ็นดู

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หรือร่มเทมปุระ ที่ปลอกเป็นเปลือกกุ้งทอด ส่วนตัวร่ม เป็นลายกุ้ง ด้ามจับ ก็ทำเป็นหางกุ้ง (ฮ่า ๆ ๆ) 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ภาพ : www.felissimo.co.jp

เป็นแบรนด์ที่ชวนอมยิ้มสมชื่อ 🙂 

ส่วนอีกแบรนด์ ชื่อ 1/d (อ่านว่า Once a day) คอนเซปต์ คือ ‘The housekeeping brand that makes daily living easy.’ ทำให้การทำความสะอาดบ้านเป็นเรื่องง่าย ทำพื้นที่ให้สะอาด แทนที่จะเก็บกวาดเมื่อสกปรก 

แบรนด์นี้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น สเปรย์ทำความสะอาดห้องน้ำ สบู่ขัดอ่างล้างจาน แปรงล้างขวด ผ้าขนหนูแห้งไว เป็นตัวช่วยที่จะทำให้บ้านสะอาดอย่างง่ายดาย และที่สำคัญ บรรจุภัณฑ์ดูเรียบง่าย ไม่กินที่ ยิ่งใช้เป็นเซ็ต ก็จะยิ่งดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้บ้านดูเป็นระเบียบ เพียงแค่จากการวางขวดเท่านั้น 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สเปรย์ทำความสะอาด
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สบู่ขัดอ่างล้างจาน 
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
แปรงอเนกประสงค์
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ผ้าขนหนูแห้งไว
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ถุงมือแอลกอฮอล์
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หากมองชีวิตประจำวันของเรา 

ในการดำเนินธุรกิจ อาจมีช่วงเวลาที่ธุรกิจไปได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป โมเดลความสำเร็จนั้น อาจไม่เหมาะกับบริบทในยุคใหม่ 

Felissimo ได้ลองผิดลองถูก จนพบว่า สิ่งที่พวกเขาปรับเปลี่ยนได้ คือ การออกสินค้าแนวใหม่ ที่ตอบโจทย์ชีวิตและไลฟ์สไตล์ผู้คนในยุคสมัยปัจจุบันยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน พวกเขายังคงมุ่งมั่นในการสร้างแฟนคลับ ทำให้ลูกค้าชื่นชอบและผูกพันกับ Felissimo ซึ่งแนวคิดนี้ สะท้อนในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างชมรม ตลอดจนการคิดสินค้าที่ผู้บริโภคอยากกลับมาซื้อบ่อย ๆ อย่างน้ำยาทำความสะอาดนั่นเอง

ค้นหาให้เจอว่า อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจควรรักษา อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลง 

“ผมคิดว่า หลักคิดแบบ Economy of Scale หมดยุคสมัยไปแล้ว สิ่งที่สำคัญในอนาคต คือ เศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ เราจะสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างไร นั่นต่างหาก เป็นสิ่งสำคัญต่อการอยู่รอดของธุรกิจ”คาซึฮิโกะ ยาซากิ ประธานรุ่นที่ 3 

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load