ควันกำยานหอมฟุ้งและเสียงระฆังที่ย่ำอย่างครื้นเครงได้ยินมาแต่ไกล เป็นเสียงและกลิ่นที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกันนักในกรุงเทพฯ บรรดาบาทหลวงรัสเซียร่างสูงใหญ่ในชุดยาวสีทองเปล่งประกายสดใส ยืนเรียงรายกันด้านหน้าโบสถ์ เพื่อรอต้อนรับสายคาดเอวของพระนางมารีย์พรหมจารี พระมารดาพระเจ้า 

พระศาสนจักรรัสเซียออร์โธดอกซ์กำลังมีงานฉลองใหญ่ครบรอบ 20 ปีการสถาปนาการแพร่ธรรมในประเทศไทย ผมเดินเข้าไปในซอยวชิรธรรมสาธิต 36 ที่นี่เป็นที่ตั้งของอาสนวิหารแห่งนักบุญนิโคลัสฯ โบสถ์ศูนย์กลางของชาวคริสต์นิกายรัสเซียออร์โธดอกซ์ในไทย ซึ่งนอกจากโบสถ์แห่งนี้แล้ว ยังมีโบสถ์ออร์โธดอกซ์กระจัดกระจายกันไปในจังหวัดที่มีชุมชนชาวรัสเซียอาศัยทำงานหรือมาพักผ่อนท่องเที่ยวอยู่มาก เช่น พัทยา สมุย ภูเก็ต และกาญจนบุรี 

สายคาดเอวพระแม่มารี ของศักดิ์สิทธิ์ที่ศาสนจักรรัสเซียเชิญมาเมืองไทย

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในห้องอาหารของโบสถ์คุณพ่อโอเล็กซ์และคุณพ่อมิเกล ซึ่งเป็นบาทหลวงประจำที่นี่ได้ให้การต้อนรับเราอย่างอบอุ่น เพื่อให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการฉลองครบรอบนี้ ท่านเชิญชวนให้ทุกๆ คน ไม่ว่าเชื้อชาติศาสนาไหน มาร่วมยินดีกับการฉลอง 20 ปีพระศาสนจักรรัสเซียในไทย

โดยในเหตุการณ์สำคัญนี้ ผู้นำศาสนจักรออร์โธดอกซ์ในไทยได้ขอร้องไปทางประเทศรัสเซีย ให้อัญเชิญชิ้นส่วนผ้าคาดเอวของพระนางมารีย์พรหมจารี พระมารดาของพระเยซูคริสต์มาให้ทุกคนสักการะด้วย แน่นอนว่า พระอัยกาคีริลล์ (Patriarch Kirill of Moscow) ประมุขพระศาสนจักรรัสเซียออร์โธดอกซ์ตอบรับด้วยความยินดี และอนุญาตให้อัญเชิญสายคาดเอวศักดิ์สิทธิ์ออกจากรัสเซีย ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่พระธาตุอันสูงค่ายิ่งนี้จะเดินทางมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอัญเชิญไปเยี่ยมเยียนคริสตชนออร์โธดอกซ์ทุกๆ โบสถ์ในไทย

สายคาดเอวพระแม่มารี ของศักดิ์สิทธิ์ที่ศาสนจักรรัสเซียเชิญมาเมืองไทย

ผมฟังท่านแล้วตื่นเต้นมาก เราอาจจะต้องทำความเข้าใจประเพณีในศาสนาคริสต์ก่อนว่า ชาวคริสต์เคารพ Relic หรือ พระธาตุ ชิ้นส่วนของกระดูก ข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้าอาภรณ์ของนักบุญผู้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ที่เคยทำอัศจรรย์หรือสร้างคุณงามความดีไว้ในศาสนา แน่นอนว่าพระธาตุที่สำคัญที่สุดนั้นย่อมเกี่ยวข้องกับ พระเยซูคริสต์หรือแม่พระ แต่เนื่องจากในความเชื่อของศาสนาคริสต์ ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จขึ้นสวรรค์ทั้งร่างกายและวิญญาณไปแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีพระศพหรือกระดูกหลงเหลืออยู่ มีเพียงเสื้อผ้าบางส่วนที่คงเก็บรักษาไว้ในโลกเท่านั้น สำหรับในกรณีของพระนางมารีย์นั้น ได้แก่ ผ้าคาดเอวและชิ้นส่วนเสื้อคลุม ซึ่งในครั้งนี้ทางโบสถ์ได้อัญเชิญผ้าคาดเอวจากรัสเซียมาให้คริสตชนไทยสักการะเป็นโอกาสพิเศษ

ผ้าคาดเอวแม่พระ ชัยชนะต่อความตายของพระเป็นเจ้า

ผ้าคาดเอวแม่พระเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญเกี่ยวกับพระนางมารีย์ที่ยังคงเหลืออยู่ในโลกใบนี้ แม้จะไม่ปรากฏเรื่องราวในพระคัมภีร์ แต่ชาวออร์โธดอกซ์ก็เคารพชิ้นส่วนผ้านี้อย่างสูงตามประเพณีศักดิ์สิทธิ์ที่สืบทอดกันมา 

สายคาดเอวพระแม่มารี ของศักดิ์สิทธิ์ที่ศาสนจักรรัสเซียเชิญมาเมืองไทย

ตำนานเล่าว่าเมื่อพระนางมารีย์สิ้นพระชนม์ลง บรรดาสาวกจึงฝังพระศพพระนางไว้ แต่เมื่อกลับมาอีกครั้งก็พบว่าหลุมฝังพระศพนั้นว่างเปล่า เพราะพระเป็นเจ้าทรงรับพระนางเข้าสู่สวรรค์ทั้งร่างกายและวิญญาณแล้ว ขณะนั้นนักบุญโทมัสสานุศิษย์คนหนึ่งไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ เขาจึงไม่เชื่อว่าพระศพของพระแม่ถูกอัญเชิญขึ้นสู่สวรรค์จริงๆ พระมารดามารีย์ต้องการให้เขาเชื่อ จึงได้ปรากฏกายต่อหน้านักบุญโทมัสและประทานสายคาดเอวให้ท่านเพื่อพิสูจน์เรื่องนี้ นักบุญโทมัสจึงนำสายคาดเอวนี้ติดตัวไปยังดินแดนต่างๆ ที่ท่านไปแพร่ธรรม รวมทั้งที่อินเดีย จึงมีชิ้นส่วนผ้าคาดเอวนี้ในอินเดียด้วย อย่างไรก็ตามพระศาสนจักรรัสเซียออร์โธดอกซ์มิได้รับรองว่าชิ้นที่อยู่ในอินเดียเป็นของแท้

เมื่อนักบุญโทมัสสิ้นใจ มีการเชิญผ้าคาดเอวของแม่พระกลับไปเก็บรักษาไว้ในเอเชียกลาง

 ต่อมาเมื่อศาสนาคริสต์ตั้งมั่นลงในอาณาจักรโรมันแล้ว ในศตวรรษที่ 5 จักรพรรดิอาร์คาดิอุส (Arcadius) จึงนำผ้าคาดเอวนี้ไปประดิษฐานในกรุงคอนสแตนติโนเปิลอันเป็นเมืองหลวงด้านตะวันออกของอาณาจักรโรมัน และเก็บรักษาไว้อย่างดี จนกระทั่งในศตวรรษที่ 9 จักรพรรดินีโซอี (Zoe) ชายาของจักรพรรดิลีโอที่ 6 (Leo VI) ทรงถูกวิญญาณร้ายรบกวนและทรงสุบิน (ฝัน) ว่าหากได้สัมผัสผ้าศักดิ์สิทธิ์นี้ จะช่วยขับไล่วิญญาณได้ พระจักรพรรดิจึงมีโองการโปรดให้เปิดหีบผ้าคาดเอวศักดิ์สิทธิ์นี้อีกครั้ง เพื่อให้พระชายาโซอีทรงสัมผัสและทรงขับไล่วิญญาณร้ายนั้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ มีบันทึกว่า แม้ผ้าผืนนั้นจะถูกเก็บไว้ถึง 400 ปี แต่ก็อยู่ในสภาพเหมือนเป็นของใหม่ มิได้ชำรุดผุพัง

สายคาดเอวพระแม่มารี ของศักดิ์สิทธิ์ที่ศาสนจักรรัสเซียเชิญมาเมืองไทย

ในศตวรรษที่ 10 ด้วยความศรัทธาต่อพระมารดามารีย์ สายคาดเอวที่ถักทอจากขนอูฐนี้จึงถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน และแจกจ่ายออกไปยังโบสถ์ในนานาประเทศ ทั้งไซปรัส บัลแกเรีย และจอร์เจีย ต่อมาเมื่อกรุงคอนสแตนติโนเปิลถูกโจมตีจากชาวมุสลิมจนแตกใน ค.ศ. 1453 ผ้าคาดเอวรวมทั้งศาสนวัตถุศักดิ์สิทธิ์ต่างๆกระจัดกระจายหายสูญไป บางส่วนที่เคลื่อนย้ายทันเวลาก็ตกอยู่ในศาสนจักรท้องถิ่นต่างๆ บางส่วนก็อยู่ในความครอบครองของอาณาจักรมุสลิม

จนกระทั่งใน ค.ศ.1625 พระเจ้าซาร์มิคาเอล เฟโรโดโรวิช โรมานอฟ แห่งรัสเซีย ทรงได้รับผ้าคาดเอวจากพระเจ้าชาห์แห่งเปอร์เซีย เป็นของกำนัลพร้อมกับพระธาตุของนักบุญคนอื่นๆ อีกมากมาย จึงมีการประดับผ้าคาดเอวนี้ด้วยด้ายทองคำเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระนางมารีย์ และอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ในวิหารอิปาตเยฟ (Ipatiev) ในเมือง Kostroma ทางตอนเหนือของรัสเซีย และกลายเป็นสถานที่แสวงบุญสำคัญสำหรับชาวรัสเซียออร์โธดอกซ์

สายคาดเอวพระแม่มารี ของศักดิ์สิทธิ์ที่ศาสนจักรรัสเซียเชิญมาเมืองไทย

“ที่นั่น คนรัสเซียต้องต่อแถวรอกันหลายชั่วโมงท่ามกลางอากาศหนาวจัด เพื่อจะได้สักการะผ้าคาดเอวชิ้นนี้” พ่อโอเล็กซ์บอกเรา

“แต่ว่าในโอกาสพิเศษนี้ เราอัญเชิญมาให้ชาวไทยและชาวรัสเซียในไทยได้นมัสการกันง่ายๆ เลยนะ แถมอากาศก็อุ่นกว่าด้วย” คุณพ่อหัวเราะ

“แล้วคนต่างศาสนาจะร่วมสักการะด้วยได้ไหมครับ” 

“แน่นอน เพราะแม่พระเป็นแม่ของทุกคน ไม่ใช่แม่ของชาวรัสเซียหรือชาวคริสต์เท่านั้นนี่นา ผ้าคาดเอวชิ้นนี้เคยตกเป็นสมบัติของพระเจ้าชาห์แห่งเปอร์เซียเช่นกัน แต่ก็ได้รับการเก็บรักษาไว้อย่างให้เกียรติ เพราะชาวมุสลิมในยุคนั้นต่างก็ให้ความเคารพ ‘ท่านหญิงมัรยัม’ ในฐานะมารดาของนบีอีซาด้วย”

พิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ใต้แสงเทียนและกลิ่นกำยาน

สายคาดเอวพระแม่มารี ของศักดิ์สิทธิ์ที่ศาสนจักรรัสเซียเชิญมาเมืองไทย

ขบวนแห่หีบรักษาผ้าคาดเอวแม่พระเริ่มเคลื่อนเข้าไปในโบสถ์ พร้อมกับเสียงสวดต้อนรับและควันกำยาน บาทหลวงค่อยๆ วางหีบศักดิ์สิทธิ์ลงบนแท่นกลางห้องโถง เพื่อให้ทุกคนได้เริ่มสักการะ พระศาสนจักรออร์โธดอกซ์นั้นขึ้นชื่อในเรื่องความเคร่งครัดตามหลักประเพณีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยอัครสาวก นอกจากพระคัมภีร์ที่เทิดทูนที่สุดแล้ว พิธีกรรมต่างๆ ก็ประกอบขึ้นอย่างซับซ้อนและเต็มไปด้วยรายละเอียดแบบโบราณ 

สายคาดเอวพระแม่มารี ของศักดิ์สิทธิ์ที่ศาสนจักรรัสเซียเชิญมาเมืองไทย

ภายในอาสนวิหารนั้นลูบไล้ด้วยสีทองทั่วทั้งโบสถ์ เบื้องหน้าเป็นฉากไอคอนหรือ Iconostasis ที่เป็นฉากกั้นระหว่างพระแท่น อันเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของนักบวชและส่วนของคริสตชนฆราวาส สายตาของบรรดานักบุญในภาพไอคอนจับจ้องลงมาบนตัวเราทุกทิศทาง เสมือนว่าเรากำลังอยู่ท่ามกลางพวกท่านเหล่านั้นในสวรรค์จริงๆ โดมขนาดใหญ่ตรงกลางแสดงภาพพระเยซูผู้ทรงสรรพานุภาพ หรือ Pantocrator ซึ่งแสดงภาพพระองค์ในฐานะผู้พิพากษาโลก ยิ่งทำให้บรรยากาศเคร่งขรึมจริงจังมากขึ้นไปอีก

สายคาดเอวพระแม่มารี ของศักดิ์สิทธิ์ที่ศาสนจักรรัสเซียเชิญมาเมืองไทย

“ไอคอน (Icon) เป็นเอกลักษณ์ของพระศาสนจักรออร์โธดอกซ์ ที่นี่เราแตกต่างจากนิกายอื่นๆ ที่อาจจะไม่มีรูปลอยตัว หรือใช้รูปปั้นสามมิติ แต่ไอคอนเป็นภาพวาดสองมิติที่มีระเบียบการวาดอย่างเคร่งครัด ไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบตามสุนทรียศาสตร์หรือตามใจของศิลปินได้ เพราะทุกท่วงท่า ทุกการแสดงออก แววตา ตัวอักษร การใช้สี การตวัดเส้น ล้วนมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ซุกซ่อนอยู่ ผู้ที่เรียนรู้อย่างจริงจังจึงจะอ่านไอคอนออกอย่างแจ่มแจ้ง และผู้ที่จะเขียนไอคอนได้ก็ต้องฝึกฝนกันอย่างยาวนาน” คุณพ่อคนหนึ่งบอกเรา

สายคาดเอวพระแม่มารี ของศักดิ์สิทธิ์ที่ศาสนจักรรัสเซียเชิญมาเมืองไทย

“อาสนวิหารแห่งนี้ ตั้งชื่อตามนักบุญนิโคลัสผู้กระทำอัศจรรย์ ท่านเป็นที่เคารพของศาสนจักรทั้งคาทอลิกและออร์โธดอกซ์ เรื่องราวของท่านเป็นที่เล่าขานกันมายาวนาน มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นมากมาย เราจึงมักพบว่าชาวรัสเซียนิยมตั้งชื่อบุคคลหรือโบสถ์ตามนาม ‘นิโคลัส’ ของท่าน ถ้าคุ้นๆ ชื่อกัน น่าจะเคยได้ยินมาบ้างว่าท่านนิโคลัสก็เป็นต้นเค้าของซานตาคลอสในโลกตะวันตกนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ซานตาคลอสก็ไม่ใช่ผู้แจกของขวัญในวันคริสต์มาสตามธรรมเนียมรัสเซีย หากแต่เป็นนักปราชญ์สามคนที่เดินทางมาถวายบรรณาการแด่พระคริสต์เมื่อแรกประสูติต่างหาก”

สายคาดเอวพระแม่มารี ของศักดิ์สิทธิ์ที่ศาสนจักรรัสเซียเชิญมาเมืองไทย

พิธีดำเนินไปอย่างละเอียดซับซ้อน บิชอปหรือหัวหน้าบาทหลวงเริ่มด้วยการแต่งตัวที่แท่นกลางวัด ท่านถอดชุดเดิมออก และใส่ชุดใหม่สำหรับประกอบพิธี ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความหมายระลึกถึงการเตรียมตัวเข้าสู่พระมหาทรมาน หรือการถูกตรึงกางเขนของพระเยซูคริสต์ทั้งสิ้น มีบทภาวนาด้วยการขับเป็นทำนองยาวๆ ไม่ใช่เสียงดนตรี แต่มีเฉพาะเสียงของมนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้างโดยตรง ชวนให้เราตกอยู่ในภวังค์ กลิ่นกำยานที่ลอยคลุ้งในห้องอาสนวิหาร เสมือนคำภาวนาที่ลอยขึ้นไปยังสวรรค์ แสงเทียนวิบวับที่จุดบูชาพระธาตุของเหล่านักบุญ เสียงกระดิ่งกระพรวนดังเบาๆ บรรยากาศที่เคร่งขรึมแบบชาวรัสเซียช่วยให้จิตใจมนุษย์ลอยสูงขึ้นหาพระเป็นเจ้าได้อย่างน่าอัศจรรย์ 

สายคาดเอวพระแม่มารี ของศักดิ์สิทธิ์ที่ศาสนจักรรัสเซียเชิญมาเมืองไทย
สายคาดเอวพระแม่มารี ของศักดิ์สิทธิ์ที่ศาสนจักรรัสเซียเชิญมาเมืองไทย

การนมัสการพระเจ้าของชาวออร์โธดอกซ์นั้น ถือว่าประสาทสัมผัสต่างๆ จะต้องเปิดออกเพื่อสื่อกับพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นจมูกที่สัมผัสกลิ่นกำยาน หูที่คอยฟังทำนองสวด ตาและปากที่สัมผัสนมัสการภาพไอคอน (Icon) ของพระเป็นเจ้าและเหล่านักบุญ ลิ้นที่จะรับขนมปังและไวน์หรือศีลมหาสนิท (ซึ่งสงวนไว้สำหรับคริสตชนออร์โธดอกซ์เท่านั้น) และแน่นอนว่า ‘ใจ’ ของเราก็ต้องถูกยกขึ้นเพื่อนมัสการพระองค์ด้วย

สายคาดเอวพระแม่มารี ของศักดิ์สิทธิ์ที่ศาสนจักรรัสเซียเชิญมาเมืองไทย

เป็นภาพที่แปลกตาว่าในโลกสมัยใหม่ที่คนไทยมักจะคิดกันว่า ฝรั่งไม่เคร่งครัดในศาสนา แต่ในโบสถ์ออร์โธดอกซ์ ผู้คนต่างอุ้มลูกเล็กๆ พ่อแม่พาลูกชายวัยรุ่นมา เมื่อบาทหลวงชูศีลมหาสนิทขึ้น ทุกคนก็ก้มลงกราบกับพื้นเหมือนชาวไทยกราบเบญจางคประดิษฐ์ทีเดียว เราเห็นพลังของศาสนาที่ยังอุ้มชูจิตใจของคนในยุคสมัยใหม่ เป็นศรัทธาที่ไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบมากว่า 2,000 ปี แม้ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่ในโบสถ์แห่งนี้ พิธีกรรมต่างๆ ยังเป็นรูปแบบเดียวกับสมัยที่สาวกของพระคริสต์ยังจาริกออกเทศนาในเอเชียไมเนอร์

สายคาดเอวพระแม่มารี ของศักดิ์สิทธิ์ที่ศาสนจักรรัสเซียเชิญมาเมืองไทย

พิธีกรรมของรัสเซียออร์โธดอกซ์วันนี้ยาวนานกว่า 3 ชั่วโมง เพราะมีทั้งการสักการะพระธาตุผ้าคาดเอวแม่พระ ที่แม้ว่าคิวจะไม่ได้ยาวเท่าในรัสเซีย แต่ก็ต้องใช้เวลารอเหมือนกัน เราเห็นบางคนกราบลงกับพื้น บางคนจูบพระธาตุ บางคนก็คำนับ มีการเสกโบสถ์นักบุญเซอร์กีย์แห่งราโดเนียซ ซึ่งเป็นโบสถ์ขนาดเล็กที่ใช้ประกอบพิธีในวันธรรมดา การบวช ‘สังฆานุกร’ หรือผู้ช่วยบาทหลวง และการฉลองครบรอบ 20 ปี โดยมีพระคุณเจ้าเซอร์กีย์ ผู้นำศาสนจักรรัสเซียออร์โธดอกซ์แห่งสิงคโปร์และเอเชียอาคเนย์ และพระคุณเจ้าเธโอฟาน อาร์ชบิชอปแห่งเกาหลีเดินทางมาเป็นประธานในพิธี 

สายคาดเอวพระแม่มารี ของศักดิ์สิทธิ์ที่ศาสนจักรรัสเซียเชิญมาเมืองไทย

ก่อนจะมาเข้าร่วมพิธี ผมถามคุณพ่อโอเล็กซ์ว่า “แล้วผมจะยืนไหวหรือ”

 พ่อโอเล็กซ์หัวเราะ แล้วตอบว่า 

“ศรัทธาจะทำให้เรายืนไหว”

สายคาดเอวพระแม่มารี ของศักดิ์สิทธิ์ที่ศาสนจักรรัสเซียเชิญมาเมืองไทย

ผู้สนใจชมพระธาตุศักดิ์สิทธิ์นี้ ตามไปชมได้ ณ โบสถ์ต่างๆ ในเขตสังฆมณฑลในประเทศไทยตามกำหนดการ ดังนี้

• วันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2562 – 9 มกราคม พ.ศ. 2563 ณ โบสถ์พระตรีเอกานุภาพ จ.ภูเก็ต

• วันที่ 10 – 13 มกราคม พ.ศ. 2563 ณ โบสถ์พระเยซูเจ้าเสด็จสู่สวรรค์ เกาะสมุย

• วันที่ 14 – 16 มกราคม พ.ศ. 2563 ณ โบสถ์นักบุญเจ้าชายวลาดิเมียร์ ผู้เทียบเท่าอัครสาวก จ.เชียงใหม่

• วันที่ 17 – 19 มกราคม พ.ศ. 2563 ณ อาสนวิหารนักบุญนิโคลัส กรุงเทพฯ

Writer

ปติสร เพ็ญสุต

เป็นนักรื้อค้นหอจดหมายเหตุ ชอบเดินตรอกบ้านเก่าและชุมชนโบราณ สนใจงานศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเภท รวมทั้งคริสตศิลป์ด้วย ปัจจุบันกำลังติดตามธรรมาสน์ศิลปะอยุธยาและเครื่องไม้จำหลักศิลปะอยุธยา เคยคิดจะเป็นนักบวช แต่ไม่ได้บวช

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

ครุ่นคริสต์

เรื่องสนุกเกี่ยวกับคริสตศาสนาในประเทศไทย

คริสต์มาสเป็นเวลาพิเศษจริงๆ โดยเฉพาะใครที่เรียนโรงเรียนคาทอลิกหรือคริสเตียน ทุก ปีมีกิจกรรมพิเศษหน้าเสาธง มีซานต้ามาแจกของขวัญ มีต้นคริสต์มาส และแน่นอน บางโรงเรียนก็จัดให้มีละครคริสต์มาส คือจัดแจงให้เด็กๆ มาแต่งตัวเป็นพระแม่มารีย์บ้าง โยเซฟบ้าง เทวดาบ้าง ลูกแกะบ้าง เป็นที่สนุกสนาน และคนที่สนุกที่สุดก็คือพ่อแม่ที่จะได้ลุ้นว่าลูกตัวเองจะได้เล่นเป็นอูฐหรือลา ละครเหล่านี้ก็เล่นซ้ำไปซ้ำมาจนจำบทได้ แน่นอนว่าเนื้อเรื่องมาจากพระคัมภีร์ไบเบิล แต่นำมาร้อยเรียงรวบรัดใหม่ เพื่อให้จดจำได้ง่ายสำหรับเด็กๆ ดังนั้นเราก็ทราบเรื่องราวการประสูติของพระคริสต์ตามไบเบิลฉบับมาตรฐานกันดีอยู่แล้ว 

วันนี้เลยชวนท่านผู้อ่านไปรู้จักกับตำนานคริสต์มาสสนุกๆ ซึ่งครั้งหนึ่งในยุคกลางเคยสร้างสีสันให้กับวันคริสต์มาส แต่ในปัจจุบัน ตำนานเหล่านั้นเลือนหายไปจากการสังคายนาบ้าง การปฏิรูปศาสนาบ้าง กลายเป็นหนังสือห้ามอ่านบ้าง คงเหลือแต่เนื้อความในพระคัมภีร์ฉบับดั้งเดิม เลยอยากชวนท่านผู้อ่านมาดูกันว่า นอกจากพระคัมภีร์แล้ว ชาวคริสต์ในยุคกลางเขาพูดถึงคริสต์มาสว่าอย่างไรกันบ้าง 

24 ตำนานการประสูติอัศจรรย์ของพระเยซู ที่อยู่นอกพระคัมภีร์ไบเบิล

บทความนี้ผมเลือกหนังสือนอกสารบบพระคัมภีร์ขึ้นมาบางเล่ม เช่น ตำนานทอง (The Golden Legend) และพระวรสารของผู้ใช้ชื่อว่านักบุญมัทธิว และพระวรสารของนักบุญยากอบ ฯลฯ หนังสือเหล่านี้แต่งขึ้นเพื่อเสริมศรัทธาและรวบรวมตำนานโบราณต่างๆ เอาไว้ด้วยกัน แต่ไม่จัดนับเป็นพระคัมภีร์มาตรฐาน 

อย่างไรก็ตาม เนื้อความข้างในก็ค่อนข้างส่งอิทธิพลมากต่อชาวคริสต์ในยุคพันปีก่อน สะท้อนออกมาในวรรณกรรม นิทาน สถาปัตยกรรม ศิลปะ และเค้าโครงเรื่องบางอย่างก็ยังส่งอิทธิพลสืบเนื่องมาในสมัยปัจจุบัน ในฐานะธรรมประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาในนิกายออร์โธดอกซ์และคาทอลิก

01 การเลือกคู่ของพระนางมารีย์และโยเซฟ

24 ตำนานการประสูติอัศจรรย์ของพระเยซู ที่อยู่นอกพระคัมภีร์ไบเบิล
ภาพการสมรสของพระนางพรหมจารี ศิลปินราฟาแอล
ภาพ : th.wikipedia.org/wiki

แม้พระคัมภีร์ไบเบิลไม่ได้กล่าวถึงวัยเยาว์ของแม่พระ แต่ในหนังสือนอกสารบบกลับให้รายละเอียดว่า บิดามารดาของเธอถวายมารีย์ให้รับใช้ในพระวิหาร เป็นการแก้บนที่เคยขอลูกไว้กับพระเป็นเจ้า พระนางมารีย์ในวัยเยาว์อาศัยอยู่ในพระวิหารด้วยความศรัทธาเต็มใจ ทุกวันมีเทวดานำขนมปังมาให้เธอกับมืออย่างลับๆ ทุกคนต่างรู้เรื่องนี้และพิศวงใจเป็นอันมาก เธอมีหน้าที่ทำงานฝีมือเย็บปักถักร้อยรับใช้บรรดาสมณะ จนเวลาผ่านไป เธอมีอายุได้ 12 ปี ซึ่งเลยวัยที่จะอาศัยอยู่ในพระวิหารและควรแต่งงาน บรรดาสมณะต่างประชุมกันว่าจะทำอย่างไรกับเธอดี 

มีผู้เสนอให้อธิษฐานวอนขอต่อพระเจ้าเพื่อหาคู่ครองให้เธอ ขณะนั้นเศคาริยาห์เป็นหัวหน้าสมณะเห็นชอบต่อความคิดนี้ จึงเข้าไปในห้องชั้นในวิหารและสวดภาวนา มีเสียงจากสวรรค์ลงมาหาท่านว่า 

“เศคาริยาห์ ท่านจงไปรวบรวมบรรดาพ่อหม้ายของอิสราเอล ให้พวกเขานำไม้เท้ามาด้วย 1 อัน และพระเจ้าจะทรงแสดงเครื่องหมายให้ท่านทราบ เธอจะเป็นภรรยาของผู้นั้น” เศคาริยาห์จึงให้เป่าแตรประกาศไปทั่วกรุง และส่งคนไปทั่วทั้งดินแดนอิสราเอล

บรรดาชายหนุ่มที่ยังโสดนำไม้เท้าของตนมาด้วย บรรดาสมณะต่างรวบรวมไม้เท้าไปวางไว้พระแท่นบูชาอธิษฐานภาวนา และนำออกมาแจกจ่ายคืนให้กับชายหนุ่ม แต่ไม่มีอัศจรรย์ใดๆ เกิดขึ้น จนบรรดาสมณะถามว่ามีผู้ชายที่ไม่มีคู่ครองหลงเหลืออยู่อีกหรือไม่ ชาวบ้านจึงแจ้งว่ายังมี ‘โยเซฟ’ พ่อหม้ายชราอายุมากแล้วอีกคนหนึ่ง พวกเขาจึงไปตามโยเซฟมา 

โยเซฟถือไม้เท้าของตนมาอย่างไม่เต็มใจ ทั้งละอายว่าตัวเองเคยแต่งงาน มีลูกชายและลูกสาวหลายคนแล้ว ไม่คู่ควรกับพระนางมารีย์ที่เป็นเด็กสาวพรหมจารีบริสุทธิ์ แต่ท่านก็เดินทางไปพระวิหาร บรรดาสมณะรับเอาไม้เท้าของโยเซฟไปอธิษฐานและนำมาส่งคืน ปรากฏว่ามีนกพิราบบินออกมาจากไม้เท้า และร่อนอยู่เหนือศีรษะของเขา (ในงานคริสต์ศิลป์มักแสดงภาพดอกลิลลี่ สัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์งอกออกมาจากไม้เท้า) 

โยเซฟตกใจมาก ไม่กล้ารับพระนางมารีย์เป็นภรรยา แต่บรรดาสมณะกล่าวว่า “นี่คือพระประสงค์ของพระเจ้า จงเกรงกลัวพระองค์เถิด ท่านไม่เห็นหรือว่าผู้ที่ไม่เชื่อฟังพระองค์จะประสบชะตากรรมอย่างใด” พร้อมยกตัวอย่างบุคคลที่ต้องพบความพินาศเมื่อไม่เชื่อฟังพระบัญชาของพระเจ้า โยเซฟจึงต้องยอมรับพระนางเป็นภรรยา และตั้งใจว่าจะตบแต่งพระนางกับบุตรชายคนใดคนหนึ่งในอนาคต เมื่อโยเซฟรับพระนางมารีย์กลับมา ก็ได้พาเพื่อนสาวพรหมจารี 5 คนของพระนางกลับมาด้วยเพื่ออยู่เป็นเพื่อน เพราะพวกนางมิได้รับสัญญาณจากพระเจ้าให้แต่งงานกับผู้ใด

02 ตำนานไม้เท้าของโยเซฟ

ความเป็นมาของไม้เท้าโยเซฟ มีการแต่งเติมตำนานเข้าไปจนกลายเป็นเรื่องเหลือเชื่อ จากเค้าโครงของตำนานเห็นได้ชัดว่าสับสนปนเปกับตำนานของไม้กางเขน โดยกล่าวว่าพระเป็นเจ้าทรงสร้างไม้เท้าอันนี้ในวันที่ 6 ของการสร้างโลก จากนั้นอาดัมก็ลักลอบนำมันออกมาจากสวนเอเดน และส่งต่อไปในบรรดาบุคคลที่สำคัญต่างๆ ในพันธสัญญาเดิม ในที่สุดก็ตกเป็นไม้เท้าของโมเสส ซึ่งเขาใช้เลี้ยงสัตว์และปกป้องฝูงแกะของเขาจากอันตราย ไม้เท้านี้เองที่โมเสสใช้ทำอัศจรรย์ในประเทศอียิปต์ต่อหน้าฟาโรห์ รวมทั้งแยกทะเลแดงเพื่อให้ชาวอิสราเอลเดินข้ามด้วย ต่อมากษัตริย์ดาวิดก็ได้นำไม้เท้านี้มาทำเป็นคทา และในที่สุดก็ตกเป็นของโยเซฟอย่างน่าอัศจรรย์ 

โยเซฟมีอาชีพเป็นช่างไม้ที่ต้องไปทำงานก่อสร้างในที่ต่างๆ เขาจึงพาพระนางมาอยู่ที่บ้านฝากไว้กับบรรดาเพื่อนสาวของเธอ และออกไปทำงานในท้องที่อื่น วันหนึ่งบรรดาสมณะประชุมหารือกันว่าจะทอผ้าม่านผืนใหม่สำหรับพระวิหาร โดยผู้รับหน้าที่ต้องเป็นหญิงสาวพรหมจารี 7 คน จึงมีการจับฉลากกันคัดเลือกหญิงสาว 7 คน พระนางมารีเป็นหนึ่งในนั้นด้วย โดยจับฉลากได้รับด้ายสีม่วงและด้ายกำมะหยี่สีแดงเข้ม ซึ่งเป็นสีที่ใช้สำหรับกษัตริย์ พระนางจึงรับด้ายมาทอที่บ้านพร้อมกับเพื่อนสาวพรหมจารีคนอื่นๆ

03 การแจ้งข่าวประสูติของพระคริสต์ (Annunciation)

ในยุคกลางเชื่อกันว่า อัครเทวดากาเบรียล (Gabriel) รับพระบัญชาจากพระเป็นเจ้ามาแจ้งข่าวประสูติของพระคริสต์ต่อพระนางมารีย์ในวันที่ 25 มีนาคม เป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิในเมืองนาซาเร็ธ บ้านของพระนาง นักบุญเบอร์นาร์ด (St. Bernard) จึงสรรเสริญวันนี้ด้วยถ้อยคำอันไพเราะว่า “ดอกไม้ให้กำเนิดดอกไม้ในเวลาของดอกไม้” เพราะนาซาเร็ธแปลว่า ดอกไม้ 

ปัจจุบันยังมีการรำลึกถึงวันนี้อยู่ในพระศาสนจักร แต่ตำนานทองที่แต่งขึ้นในยุคกลางได้ให้รายละเอียดต่อไปว่า วันที่ 25 มีนาคมมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย เหตุการณ์สำคัญได้แก่ เป็นวันที่พระเจ้าทรงสร้างอาดัม เป็นวันที่อาดัมและเอวากินผลไม้ต้องห้ามในสวนเอเดน และสมัยนั้นก็เชื่อกันว่าพระเยซูคริสต์ถูกตรึงกางเขนในวันที่ 25 มีนาคมด้วย 

24 ตำนานการประสูติอัศจรรย์ของพระเยซู ที่อยู่นอกพระคัมภีร์ไบเบิล
การแจ้งข่าวประสูติของพระคริสต์ ศิลปิน Robert Campin, 1427 – 32
ภาพ : MET museum

อย่างไรก็ตาม ในพระคัมภีร์ไบเบิลไม่ได้บอกรายละเอียดของการแจ้งข่าวประสูติไว้มากนัก แม้แต่วันที่ที่แน่นอน นอกจากกล่าวถึงบทสนทนาของทูตสวรรค์และพระนางมารีย์ว่า

เมื่อถึงเดือนที่ 6 พระเจ้าทรงใช้ทูตสวรรค์กาเบรียลมายังเมืองหนึ่งในแคว้นกาลิลีชื่อนาซาเร็ธ ให้ไปแจ้งข่าวแก่หญิงพรหมจารีคนหนึ่งที่หมั้นไว้กับชายที่ชื่อโยเซฟ ซึ่งเป็นคนในเชื้อวงศ์ของดาวิด 

ชาวคริสต์ในยุคโบราณต่างสงสัยว่า ในขณะที่อัครเทวดากาเบรียลมาแจ้งข่าวประสูติ พระนางมารีย์ทรงกระทำอะไรอยู่ ตำนานเล่าว่าเมื่อทูตสวรรค์ลงมาหามารีย์ พระนางกำลังเย็บม่านของพระวิหารอยู่ ระหว่างนั้นก็หยิบเหยือกใบหนึ่งไปตักน้ำจากบ่อน้ำพุ พร้อมกับบรรดาเพื่อน ๆ อีก 5 คนอันเป็นหญิงสาวพรหมจารี ทุกคนต่างได้ยินคำทักทายของเทวดาพร้อมกันทั้งสิ้น จึงเป็นพยานให้พระนางมารีย์ได้ว่าไม่เคยมีชายใดได้ล่วงเกินเธอเลย

ในทางศิลปะบางครั้งจะแสดงภาพพระนางกำลังอ่านพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม ในตอนที่ประกาศกอิสยาห์กล่าวถึงหญิงพรหมจารีคนหนึ่งจะตั้งครรภ์ พระนางกำลังสงสัยว่าเหตุการณ์อัศจรรย์เหนือธรรมชาตินั้นจะเป็นไปได้อย่างไร ทันใดนั้นทูตสวรรค์ก็ปรากฏกายมาต่อหน้าเธอ เพื่อทำให้คำทำนายของประกาศกเป็นความจริง เมื่อพระนางมารีย์ตอบรับการแจ้งข่าวของทูตสวรรค์เรียบร้อยแล้ว พระนางก็ตั้งครรภ์ด้วยอำนาจของพระจิตเจ้า 

ขณะที่เทวดามาแจ้งข่าวการประสูตินั้นเองโยเซฟไม่ได้อยู่บ้าน และอีก 6 เดือนต่อมา เขาก็กลับมา และพบว่าพระนางมารีย์ตั้งครรภ์แล้วด้วยฤทธิ์อำนาจของพระจิตเจ้า เขาได้สอบถามเธออย่างละเอียด แต่มารีย์ก็ยืนยันว่าเธอมิได้มีชายใดล่วงเกิน 

โยเซฟกังวลใจเป็นอันมาก จึงคิดจะถอนหมั้นอย่างลับๆ และส่งพระนางกลับไปอยู่บ้าน เพราะการมีชู้ในธรรมเนียมชาวยิวถือว่าเป็นบาปหนักและมีโทษถึงตาย เธอจะต้องถูกลงโทษด้วยการขว้างด้วยหิน เมื่อเขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้นในเวลากลางคืนทูตสวรรค์ก็มาแจ้งแก่โยเซฟในความฝันว่าให้รับพระนางมารีย์เป็นภรรยา และให้ตั้งชื่อบุตรในครรภ์ว่าเยซู เพราะเขาจะเป็นผู้ช่วยมนุษยชาติให้รอดพ้นจากบาป เมื่อตื่นขึ้น โยเซฟจึงรับพระนางเป็นภรรยา แต่ก็มิได้ล่วงเกินพระนางแต่อย่างใด (มัทธิว 1 : 20 – 25)

04 การทดสอบของพวกสมณะ

เมื่อครรภ์ของพระนางมารีย์โตขึ้น มิอาจปิดบังความจริงกับชาวบ้านได้อีก อันนาสผู้เป็นเจ้าหน้าที่ของสมณะชาวยิวมาเยี่ยมโยเซฟที่บ้าน และได้พบพระนางมารีย์ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ จึงไปฟ้องบรรดาสมณะว่า มารีย์ ผู้ซึ่งเป็นสาวพรหมจารีที่โยเซฟรับไปดูแลที่บ้านนั้น ตั้งครรภ์ก่อนจะมีการแต่งงานอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำบาปหนัก และถ้าหากว่าบุตรในครรภ์เป็นลูกของโยเซฟ ก็เท่ากับว่าโยเซฟล่วงเกินนางก่อนแต่งงานโดยมิได้ให้เกียรติ แต่ถ้าโยเซฟมิได้ล่วงเกินพระนางมารีย์ ก็แสดงว่านางมีชู้ 

สมณะจึงให้เรียกโยเซฟและพระนางมารีย์มาสอบสวน โดยให้ดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ เดินวนรอบพระแท่นบูชา 7 รอบ และส่งไปอยู่ในที่เปลี่ยว ชาวยิวเชื่อกันว่าผู้ใดที่ดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์และทำบาป จะมีเครื่องหมายปรากฏขึ้นบนใบหน้าและดวงตาของผู้นั้น แต่ว่าเมื่อพระนางมารีย์และโยเซฟดื่มน้ำนั้นแล้ว ก็ไม่มีเครื่องหมายของบาปอันใดเลยปรากฏขึ้น บรรดาสมณะจึงไม่สามารถเอาผิดพวกเขา และส่งพวกเขากลับไปบ้านเหมือนเดิม

05 การประสูติของพระเยซู

ในพระคัมภีร์ไบเบิลกล่าวถึงการประสูติของพระเยซูคริสต์ไว้ 2 สำนวน จากจำนวน 4 เล่ม คือในพระวรสารของนักบุญมัทธิวและพระวรสารของนักบุญลูกา ส่วนพระวรสารอีก 2 เล่มนั้น ตั้งต้นโดยกล่าวถึงช่วงเวลาที่พระองค์กำลังออกเทศนาในวัยหนุ่ม โดยข้ามการประสูติและเวลาเยาว์วัยของพระเยซูไป ดังนั้น รายละเอียดในพระคัมภีร์จึงมีค่อนข้างน้อย และเป็นโอกาสที่จะมีผู้เขียนหนังสือนอกสารบบแต่งเติมเสริมรายละเอียดเพิ่มเข้าไปจนพิสดารในภายหลัง 

พระวรสารของนักบุญลูกาให้รายละเอียดเกี่ยวกับการประสูติของพระองค์ไว้ค่อนข้างยาวว่า

“ครั้งนั้น พระจักรพรรดิออกัสตัสทรงออกพระราชกฤษฎีกาให้มีการสำรวจสำมะโนประชากรทั่วจักรวรรดิโรมัน การสำรวจสำมะโนประชากรครั้งแรกนี้มีขึ้นเมื่อคีรินีอัส เป็นผู้ว่าราชการแคว้นซีเรีย ทุกคนต่างไปลงทะเบียนในเมืองของตน โยเซฟออกเดินทางจากเมืองนาซาเร็ธในแคว้นกาลิลีไปยังเมืองของกษัตริย์ดาวิดชื่อ เบทเลเฮมในแคว้นยูเดีย เพราะโยเซฟสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์กษัตริย์ดาวิด ท่านไปลงทะเบียนพร้อมกับพระนางมารีย์ซึ่งกำลังทรงพระครรภ์ ขณะที่อยู่ที่นั่นก็ถึงกำหนดเวลาที่พระนางมารีจะมีพระประสูติกาล พระนางประสูติพระโอรสองค์แรก ทรงใช้ผ้าพันพระวรกายพระกุมารนั้นแล้วทรงวางไว้ในรางหญ้า เนื่องจากไม่มีที่ในห้องพักแรมเลย” (ลูกา 2 : 1-7)

ส่วนพระวรสารของนักบุญมัทธิวให้รายละเอียดที่แตกต่างกันออกไป คือได้กล่าวถึงเรื่องที่ทูตสวรรค์มาแจ้งให้โยเซฟทราบว่าพระนางมารีย์ทรงตั้งครรภ์ด้วยอำนาจของพระจิตเจ้าและให้รับพระนางเป็นภรรยา แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดของสถานที่และการประสูติ แต่ได้กล่าวถึงเรื่องบรรดาโหราจารย์จากทิศตะวันออกมานมัสการพระเยซูที่บ้านแทน

06 การเดินทางไปยังเมืองเบธเลเฮม

ในพระคัมภีร์ไม่ได้กล่าวรายละเอียดการเดินทางกลับไปเมืองเบธเลเฮม อันเป็นต้นเรื่องการประสูติของพระคริสต์ นอกจากใจความสั้นๆ ว่า พระจักรพรรดิออกัสตัสต้องการจะสำรวจสำมะโนประชากร ทุกคนในจักรวรรดิโรมันต้องเดินทางกลับไปยังภูมิลำเนาเดิม โยเซฟซึ่งมีบ้านเกิดอยู่ที่เมืองเบธเลเฮมจึงต้องกลับไปที่นั่น เขาได้พาพระนางมารีย์ที่กำลังมีครรภ์แก่ไปด้วย (ลูกา 2 :1 – 5)

ส่วนในหนังสือนอกสารบบและตำนานต่างๆ กล่าวว่า ผู้คนในยุคกลางเชื่อว่า พระเยซูประสูติเมื่อโลกอายุได้ 5,900 ปีตามการคำนวณของนักบุญยูสิบิอุส (St. Eusebius ค.ศ. 283 – 371) ในรัชสมัยของจักรพรรดิออกัสตัสแห่งจักรวรรดิโรมัน พระองค์ทรงสั่งให้สำรวจสำมะโนประชากรทั่วทั้งจักรวรรดิเพื่อที่จะได้เก็บภาษีได้อย่างถูกต้อง จึงบัญชาให้ทุกคนกลับไปยังบ้านเกิดเพื่อลงทะเบียน พร้อมทั้งนำเงินเหรียญ 1 ไปจ่ายภาษีด้วย และเมื่อนับเงินเหรียญนั้นจะได้ทราบจำนวนประชากรทั้งหมด ชาวยิวซึ่งเป็นเมืองขึ้นของโรมันก็ต้องปฏิบัติตามเช่นนั้นด้วย โยเซฟก็ได้พาพระนางมารีย์กลับไปยังเมืองเบธเลเฮมซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่าน 

พระนางมารีย์ประทับอยู่บนหลังลาพาหนะเพราะมีครรภ์แก่ ระหว่างทางพระนางทรงพบบุคคลลึกลับ 2 คน คนหนึ่งกำลังร้องไห้ พระนางก็พลอยโศกเศร้าไปกับเขาด้วย และอีกคนหนึ่งกำลังหัวเราะด้วยความยินดี พระนางก็แย้มสรวลไปกับเขาด้วย เมื่อโยเซฟเห็นอาการของพระนางมารีย์ดังนั้น ก็แปลกใจเพราะในทางเปลี่ยวนั้นไม่มีบุคคลอื่น และท่านก็ไม่เห็นใคร ท่านจึงถามมารีย์ว่าเหตุใดจึงแสดงอาการเช่นนั้น 

มารีย์ตอบว่า “คนที่ฉันเห็นเขากำลังร้องไห้นั้น คือชาวยิวที่มีใจแข็งกระด้างไม่ยอมรับพระเมสสิยาห์ที่กำลังจะมาบังเกิด จึงต้องประสบความพินาศไป ฉันจึงโศกเศร้าไปพร้อมกับเขา ส่วนคนที่กำลังหัวเราะดีใจเป็นคนต่างศาสนา (Pagan) ที่ต้อนรับพระเมสสิยาห์ และจะได้รับการไถ่กู้ให้รอด ฉันจึงยินดีไปกับเขาด้วย” 

โยเซฟประหลาดใจกับถ้อยคำของพระนางเป็นอันมาก ตำนานเรื่องนี้แต่งขึ้นในยุคที่ชาวคริสต์ค่อนข้างดูถูกชาวยิวว่าเป็นชนชาติที่ฆ่าพระเจ้า ยิวในยุโรปจึงตกอยู่ในสถานะที่ค่อนข้างถูกเหยียดหยามมาตลอด

07 ตำนานเรื่องสันติภาพอันยาวนานของจักรวรรดิโรมัน

หนังสือตำนานทอง (The Golden Legend) ซึ่งแต่งรวบรวมในยุคกลางกล่าวว่า ในรัชสมัยของจักรพรรดิออกัสตัส ชาวโรมันต่างภูมิใจในสันติภาพอันยาวนานของอาณาจักรโรมัน ซึ่งแผ่ขยายอิทธิพลไปครึ่งค่อนโลกในขณะนั้น จนทุกคนเชื่อว่าสันติภาพนี้จะยืนยงไปตลอดกาล พวกเขาจึงสร้างวิหารขึ้นมาหลังหนึ่งอุทิศให้แก่เทพอพอลโล และให้ชื่อว่า ‘วิหารแห่งสันติภาพนิรันดร’

ชาวโรมันเข้าทรงถามเทพเจ้าอพอลโลว่า สันติภาพของจักรวรรดิจะยืนยงไปนานเพียงใด เทพเจ้าอพอลโลตอบกลับมาว่า “ตราบเท่าที่หญิงพรหมจารีจะให้กำเนิดบุตร” พวกเขาจึงยินดีมากและคิดไปว่าสันติภาพจะดำรงตลอดไป ซึ่งระหว่างนั้นเอง พระนางมารีย์ซึ่งเป็นหญิงพรหมจารีก็ให้กำเนิดบุตรจริงๆ และในคืนนั้นเอง วิหารของเทพอพลอลโลก็พังทลายลง บางตำนานก็กล่าวว่า วิหารอพอลโลหลังนี้สร้างโดยโรมิวลุส จักรพรรดิองค์แรกของโรมัน ในคริสตศิลป์ จึงมักพบภาพซากปรักหักพังของวิหารแบบกรีกในฉากการประสูติของพระคริสต์ด้วย ซึ่งมีที่มาจากนิทานเรื่องนี้ 

นอกจากนี้ ซากวิหารกรีกยังมีความหมายเชิงอุปมา หมายถึงการหมดลงของยุคศาสนากรีก และยุคใหม่ของพระคริสต์กำลังจะมาแทนที่

08 การคลอดที่เหนือธรรมชาติ

ชาวคริสต์ในยุคกลางเชื่อว่าเมื่อเอวากินผลไม้ต้องห้ามแล้ว ก็ถูกพระเจ้าสาปแช่งให้ต้องได้รับความเจ็บปวดในขณะคลอดบุตร ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องลงมาถึงบรรดาสตรีทุกคนในโลกว่าจะต้องรับทุกข์ทรมานขณะคลอด อย่างไรก็ตามพระนางมารีย์ทรงเป็นข้อยกเว้น เพราะพระเป็นเจ้าทรงปกป้องนางไว้จากบาปกำเนิดดั้งเดิมของเอวา ด้วยเหตุนี้ การคลอดของพระนางจึงไม่เจ็บปวด พระนางทรงคุกเข่าหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเมื่อมีประสูติกาล และการคลอดนั้นสะอาดปราศจากเลือด

 อย่างไรก็ตาม มีการถกเถียงว่าพระนางมารีย์คลอดอย่างเหนือธรรมชาติหรือไม่ ในศิลปะของนิกายออร์โธดอกซ์มักแสดงภาพพระนางมารีย์ประทับนอนอย่างอ่อนเพลียหลังการคลอดปกติอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งแตกต่างจากในศิลปะเรอเนสซองที่มักแสดงภาพระนางมารีย์มิได้แสดงอาการเหน็ดเหนื่อยเลย ปัญหาเรื่องการคลอดเหนือธรรมชาติหรือไม่จึงมีคำตอบที่แตกต่างกันไปในยุคโบราณ

09 โยเซฟกับปีศาจชายแก่

เรื่องราวของโยเซฟกับปีศาจชายแก่ปรากฏในศิลปะของนิกายออร์โธดอกซ์ ในขณะที่พระนางมารีย์กำลังคลอดอยู่นั้น โยเซฟรอคอยอยู่ภายนอกด้วยความกระวนกระวายใจ ขณะนั้นซาตานแปลงกายเป็นชายแก่มาสนทนากับท่าน และพยายามยุยงล่อลวงให้ท่านเชื่อว่าพระนางมารีย์ไม่ได้ตั้งครรภ์ด้วยฤทธิ์อำนาจของพระจิตเจ้า หากแต่มีเพศสัมพันธ์กับชายอื่นต่างหาก มันทำให้ท่านยิ่งวุ่นวายใจมากขึ้น 

10 จักรวาลหยุดนิ่งชั่วขณะ

ขณะที่พระนางมารีย์กำลังจะคลอดบุตร โยเซฟออกไปตามหมอตำแย ระหว่างทางนั้นท่านสังเกตว่าธรรมชาติและจักรวาลหยุดนิ่งอยู่ชั่วขณะ นกที่กำลังบินก็หยุดกลางอากาศ ผู้คนที่กำลังทำงานถืออุปกรณ์นิ่ง ผู้ที่กำลังกินก็อ้าปากค้างอยู่ ผู้ที่กำลังพูดก็มิได้มีเสียงเปล่งออกมา ใบหน้าของทุกคนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า จักรวาลหยุดเคลื่อนไหวอยู่ชั่วขณะหนึ่ง โยเซฟตกตะลึงแต่ไม่นานทุกอย่างก็กลับเป็นปกติ 

24 ตำนานการประสูติอัศจรรย์ของพระเยซู ที่อยู่นอกพระคัมภีร์ไบเบิล
พระคริสต์ประสูติ ศิลปิน Duccio di Buoninsegna, 1308 – 1311
ภาพ : Washington National gallery

11 สถานที่ประสูติของพระเยซู ถ้ำหรือคอกสัตว์

การวิเคราะห์พระคัมภีร์ในปัจจุบันนั้นเชื่อว่า พระเยซูทรงบังเกิดในคอกเลี้ยงสัตว์ ซึ่งคงจะเป็นคอกสัตว์ภายในบริเวณบ้านเก่าของนักบุญโยเซฟนั่นเอง เนื่องจากท่านต้องกลับมาลงทะเบียนสำมะโนประชากรในบ้านเกิดของตน และเมื่อพระนางมารีย์กำลังจะคลอดบุตร บ้านของท่านซึ่งเต็มไปด้วยบรรดาญาติพี่น้อง คงจะไม่มีพื้นที่เพียงพอ จึงต้องย้ายพระนางออกไปคลอดในคอกสัตว์ในบริเวณบ้าน 

อย่างไรก็ตาม การคลอดในคอกสัตว์ก็เป็นที่ประทับใจของบรรดาชาวคริสต์ เพราะแสดงถึงการถ่อมตัวของพระบุตรพระเจ้าลงมาบังเกิดในที่ต่ำต้อยสกปรกที่สุดในโลกมนุษย์ ทุกวันนี้เมื่อมีการจำลองเหตุการณ์ประสูติของพระเยซูจึงมักสร้างคอกสัตว์จำลองขนาดเล็กขึ้นมา และมีพระกุมารเยซูประทับอยู่ในรางหญ้า

อย่างไรก็ตาม ในธรรมเนียมของพระศาสนจักรออร์โธดอกซ์ มีความเชื่อว่าพระเยซูเจ้าทรงประสูติในถ้ำ และชาวคริสต์ก็มีธรรมเนียมการไปแสวงบุญในสถานที่ประสูติของพระเยซูคริสต์ในเมืองเบธเลเฮม ซึ่งมีสภาพเป็นถ้ำหิน ทั้งนี้เกิดจากการตีความพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมที่ว่า “พระองค์จะประทับในคูหาอันอ่อนนุ่ม” ทำให้ในศิลปะนิกายออร์โธดอกซ์มักจะแสดงฉากประสูติพระเยซูอยู่ในถ้ำ ทั้งนี้การประทับอยู่ในถ้ำก็เป็นการพยากรณ์ล่วงหน้าว่าพระศพของพระองค์จะถูกฝังอยู่ในถ้ำเช่นกัน การอยู่ในถ้ำจึงให้ความหมายของการเกิดและการตายของพระเยซูคริสต์

ปัญหาว่าพระเยซูประสูติในสถานที่ใดคงจะเป็นที่ถกเถียงกันพอสมควร ดังนั้นในคัมภีร์นอกสารบบจึงประนีประนอมว่าพระองค์ประสูติในถ้ำและประทับในนั้นเป็นเวลา 3 วันจากนั้นในวันที่ 3 พระนางมารีย์ทรงย้ายออกจากถ้ำและเข้าไปอาศัยอยู่ในคอกเลี้ยงสัตว์ และพำนักที่นั่นอีก 3 วัน พระนางวางพระกุมารลงในรางหญ้า มีลาและวัวมานมัสการพระองค์ เป็นไปตามคำทำนายของประกาศกอิสยาห์ว่า “วัวรู้จักเจ้าของของมันและลาก็รู้จักเจ้าของรางหญ้า” ดังนี้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประทับอยู่ท่ามกลางสัตว์ทั้งสอง และยังเป็นไปตามคำทำนายของประกาศกอบาคัสด้วยว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงแสดงพระกายท่ามกลางสัตว์ทั้งสอง” 

โยเซฟพักอยู่กับพระนางมารีย์ที่นั่นอีก 3 วัน จากนั้นจึงเข้าไปพำนักในบ้านอีก 1 วัน เมื่อถึงวันที่ 8 บิดามารดาก็นำพระองค์ไปเข้าพิธีสุหนัตตามกำหนดธรรมเนียมของศาสนายิว และตั้งชื่อพระองค์ว่า ‘เยซู’ ตามที่ทูตสวรรค์แจ้งเอาไว้

12 การนมัสการของวัวและลา (Adoration of the Ox and Ass) 

วัวและลาเป็นสัตว์ที่ไม่ปรากฏในพระคัมภีร์ตอนที่พระคริสต์ประสูติ แต่ในงานคริสตศิลป์และการประดับตกแต่งฉากการประสูติจนกระทั่งปัจจุบัน กลับขาดวัวและลาไม่ได้ งานศิลปะในยุคต้นคริสเตียนนั้น บางครั้งพบว่าวัวและลามีความสำคัญกว่าแม่พระและนักบุญยอแซฟเสียอีก 

การเพิ่มวัวและลาเข้ามาในฉากประสูติของพระเยซูเป็นที่ประทับใจของชาวคริสต์ เพราะแสดงถึงความต่ำต้อยของพระองค์ที่ประสูติท่ามกลางคอกสัตว์ ทั้งยังสอดคล้องกับคำทำนายของประกาศกอิสยาห์ว่า “วัวยังรู้จักเจ้าของ ลายังรู้จักรางหญ้าของนายมัน แต่ชนชาติอิสราแอลประชาชนของพระเจ้า กลับไม่รู้จักพระองค์” (อิสยาห์ 1 : 3) ดังนั้นการที่มีวัวและลาในฉากประสูติจึงมิได้แสดงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ แต่เป็นการอุปมาว่า ชาวยิวไม่ต้อนรับพระผู้ไถ่ที่มาบังเกิด 

ส่วนวัวนั้นยังอาจมีความหมายถึงชาวยิว เพราะวัวเป็นสัตว์ใช้งานที่สะอาด เป็นเครื่องหมายของนักบวช เปรียบเสมือนชาวยิวที่แบกธรรมบัญญัติของโมเสสไว้ แต่กลับไม่รู้ความหมายที่แท้จริง จึงปฏิบัติตามบัญญัติอย่างเถรตรง ไม่เข้าใจกฎความรักของพระเป็นเจ้า

ส่วนลานั้นเป็นสัตว์ต่ำต้อยสกปรก มีความหมายถึงพวกนอกศาสนา (Pagan) ที่นับถือรูปเคารพของเทพเจ้านอกรีตต่างๆ พระคริสต์ประสูติท่ามกลางมนุษย์ 2 ประเภท และนำคนเหล่านี้กลับมาหาพระองค์

24 ตำนานการประสูติอัศจรรย์ของพระเยซู ที่อยู่นอกพระคัมภีร์ไบเบิล
การนมัสการของวัวและลา เอกสาร Klosterneuburger Evangelienwerk Gen. 8 f. 8v จากเมือง Schaffhausen, หอสมุด Stadtbibliothek
ภาพ : www.e-codices.unifr.ch/en/list/one/sbs/0008

13 การนมัสการของหมอตำแย (Adoration of the Midwife)

หมอตำแยไม่ปรากฏในพระคัมภีร์ แต่ปรากฏในหนังสือนอกสารบบคือพระวรสารของผู้ใช้ชื่อว่านักบุญมัทธิว และพระวรสารของนักบุญยากอบ กล่าวว่าโยเซฟออกไปตามหมอตำแยในหมู่บ้านเบธเลเฮม ในระหว่างนั้นเองพระนางมารีย์ก็มีประสูติกาลพระเยซูคริสต์ เมื่อโยเซฟกลับมาพร้อมกับหมอตำแย 2 คนชื่อซาโลเม่และเซเลมี (Salome and Zelemie) เห็นว่าพระนางคลอดอย่างเรียบร้อยแล้วก็ขออนุญาตตรวจร่างกาย 

ซาโลเม่เข้าไปตรวจพระนางมารีย์ก่อน และพบว่าเธอยังเป็นพรหมจารีอยู่ทั้งๆ ที่กำลังให้นมบุตร ก็ตกใจมากร้องเสียงดัง เมื่อเซเลมีได้ยินก็ไม่เชื่อว่านางยังเป็นพรหมจารี จึงขอตรวจดูบ้าง เมื่อมือของเธอสัมผัสกับร่างกายของมารีย์ ทันใดมือก็เหี่ยวแห้งไปทันที นางจึงอ้อนวอนขอโทษต่อพระนางที่มีความสงสัยเคลือบแคลง พระนางมารีย์จึงให้เธอนมัสการพระกุมารเยซู มือของเธอก็กลับหายเป็นปกติ เรื่องการรักษามือของหญิงสาวเช่นนี้ คล้ายคลึงกับนิทานเรื่องอนัสตาเซียซึ่งนิยมในฝรั่งเศสช่วงศตวรรษที่ 15 อนัสตาเซียนั้นเกิดมาไม่มีมือ เมื่อเธอได้ไปอุ้มพระกุมารเมื่อแรกประสูติไว้ในอ้อมแขน พระเป็นเจ้าก็บันดาลให้มืออันสวยงามงอกขึ้นมาจากแขนของเธอ

14 การนมัสการของโหราจารย์ (Adoration of the Magi)

Adoration of the Magi ศิลปิน Gentile da Fabriano, 1423
ภาพ : en.wikipedia.org/wiki/Adoration_of_the_Magi

การนมัสการของโหราจารย์เป็นเรื่องราวหนึ่งในพระคัมภีร์ที่เป็นที่ประทับใจของผู้คน ค่อนข้างลึกลับซับซ้อนและถูกต่อเติมรายละเอียดออกไปจนกลายเป็นเรื่องแฟนตาซีเหนือธรรมชาติ หัวข้อนี้ถูกหยิบยืมออกไปผลิตเป็นงานคริสตศิลป์อย่างกว้างขวาง และถูกตีความไปในแง่มุมต่างๆ มากมาย มีการฉลองวันพระคริสต์แสดงองค์ในวันที่ 6 มกราคม เป็นเครื่องหมายถึงการที่พระเยซูเสด็จมาบังเกิดเพื่อมนุษย์ทั่วทั้งโลก มิใช่จำกัดอยู่เฉพาะชนชาติอิสราเอลหรือชาวยิวเพียงเผ่าเดียวเท่านั้น พระเป็นเจ้าทรงแสดงพระองค์ต่อคนนอกศาสนาด้วย 

ในยุคกลาง โหราจารย์เป็นตัวแทนของบรรดาพวกนอกรีตที่ใช้เวทมนตร์คาถาโหราศาสตร์ ที่ได้กลับใจเข้าสู่อ้อมแขนของคริสต์ศาสนา ยังมีการแต่งเติมตำนานว่า เมื่อพวกเขากลับไปยังดินแดนในภาคตะวันออกแล้ว ต่อมาก็ได้รับศีลล้างบาปเป็นคริสต์ศาสนิกชนจากนักบุญโทมัส อัครสาวก ซึ่งเดินทางไปเผยแผ่ศาสนาในอินเดียหลังจากที่พระเยซูสิ้นพระชนม์แล้ว ส่วนโหราจารย์ทั้งสามนั้นเมื่อสิ้นชีวิตลง ตามตำนานทองกล่าวว่า ศพของท่านได้ถูกนำไปยังเมืองมิลาน แล้วปัจจุบันย้ายมาเก็บรักษาไว้ที่เมืองโคโลญ 

ในพระคัมภีร์ ปรากฏเรื่องราวของบรรดาโหราจารย์จากทางทิศตะวันออกในพระวรสารของนักบุญมัทธิวเพียงเล่มเดียวเท่านั้น มีรายละเอียดว่า

“ในรัชสมัยกษัตริย์เฮโรดพระเยซูเจ้าประสูติที่เมืองเบธเลเฮมในแคว้นยูเดีย มีโหราจารย์บางท่านจากทิศตะวันออกเดินทางมากรุงเยรูซาเล็ม และสืบถามว่ากษัตริย์ของชาวยิวที่ประสูติที่ใด พวกเราได้เห็นดาวประจำพระองค์ขึ้น จึงพร้อมใจกันมาเพื่อทำนมัสการพระองค์ 

เมื่อกษัตริย์เฮโรดทรงทราบข่าวนี้ ก็ทรงวุ่นวายพระทัยมาก ชาวกรุงเยรูซาเล็มทุกคนก็วุ่นวายใจไปด้วย กษัตริย์เฮโรดทรงให้ประชุมบรรดานักปราชญ์หัวหน้าสมณะถามพวกเขาว่าพระคริสต์จะประสูติที่ใด พวกเขาจึงค้นหารายละเอียดในพระคัมภีร์ และตอบว่าพระคริสต์จะประสูติในเมืองเบธเลเฮม แคว้นยูเดีย ดังนั้นกษัตริย์เฮโรดจึงเรียกบรรดาโหราจารย์มาเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ แล้วทรงใช้บรรดาโหราจารย์ไปที่เมืองเบธเลเฮม กล่าวลวงว่าเมื่อพบพระกุมารแล้ว จงกลับมาบอกให้รู้จะได้ไปนมัสการพระองค์ด้วย 

พวกเขาก็ออกเดินทางไป มีดวงดาวที่เขาเห็นทางทิศตะวันออกปรากฏมาอีกครั้งหนึ่งและนำทางให้ มาหยุดนิ่งเหนือสถานที่ประทับของพระกุมาร พวกเขามีความยินดีจึงเข้าไปในบ้าน พบพระกุมารกับพระนางมารีย์ จึงคุกเข่าลงนมัสการพระองค์ และเปิดหีบสมบัติ นำทองคำ กำยาน และมดยอบออกมาถวายพระองค์ แต่พระเจ้าทรงเตือนพวกเขาในความฝันมีให้กับไปหากษัตริย์เฮโรดพวกเขาจึงกลับไปบ้านเมืองของตนโดยทางอื่น (มัทธิว 2 : 1 – 12) 

เพราะเมื่อกษัตริย์เฮโรดทราบว่าโหราจารย์กลับบ้านของตนไปแล้วพระองค์ก็ทรงพิโรธมาก จึงสั่งให้ประหารเด็กทารกที่อายุต่ำกว่า 2 ปีในเมืองเบธเลเฮมและในดินแดนใกล้เคียง

15 โหราจารย์รู้จักพระคริสต์ได้อย่างไร

ในหนังสือตำนานทองกล่าวว่า โหราจารย์เหล่านี้เป็นลูกศิษย์สำนักเดียวกับประกาศกบาลาอัม (Balaam) (ประกาศกผู้หนึ่งในพันธสัญญาเดิม ซึ่งได้ทำนายว่าจะมีพระผู้ไถ่มาบังเกิด) นิมิตนั้นก็สืบทอดมาจากบรรดาบรรพบุรุษของพวกเขานั่นเอง คำทำนายกล่าวว่า “ข้าพเจ้ามองเห็นเขาแล้ว แต่ไม่ใช่บัดนี้ ข้าพเจ้ามองดูเขา แต่ไม่ใช่จากใกล้ๆ ดาวดวงหนึ่งจะขึ้นมาจากยาโคบ ธารพระกรจะรุ่งเรืองออกมาจากอิสราเอล” (กันดารวิถี 24 : 17) ซึ่งหมายความว่าจะมีพระผู้ไถ่เกิดจากเผ่าอิสราเอลของยาโคบ 

บรรพบุรุษของโหราจารย์ได้คัดเลือกลูกศิษย์ 12 คนเพื่อถ่ายทอดคำทำนายเหล่านี้ และหากผู้ใดผู้หนึ่งถึงแก่ความตาย บุตรชายของเขาจะเป็นผู้สืบทอดคำทำนายนี้ขึ้นมาแทนที่บิดา และในทุกๆ ปีคนทั้ง 12 จะขึ้นไปยังภูเขา อาศัยอยู่บนนั้นเป็นเวลา 3 วัน เพื่อชำระร่างกายให้สะอาด สวดภาวนาต่อพระผู้เป็นเจ้า ให้ทรงเผยแสดงให้พวกเขาเห็นดวงดาวที่ประกาศกบาลาอัมกล่าวทำนายไว้ก่อนหน้านี้ 

ในคัมภีร์นอกสารบบ ‘พระวรสารภาษาอาหรับ’ ซึ่งได้รับอิทธิพลของศาสนาทางตะวันออกเข้าไปมาก ถึงกับกล่าวว่าบรรดาโหราจารย์เหล่านี้ได้ฟังคำทำนายเรื่องกษัตริย์เกิดใหม่จากซาราธูสตรา ศาสดาของศาสนาโซโรอัสเตอร์ อันเป็นศาสนาที่บูชาไฟในแถบเปอร์เซียทีเดียว

24 ตำนานการประสูติอัศจรรย์ของพระเยซู ที่อยู่นอกพระคัมภีร์ไบเบิล
รูปการนมัสการของโหราจารย์ ศิลปิน Giovanni di Paolo, 1450 
ภาพ : Washington national gallery

16 พระสุบินของพระเจ้ากรุงเปอร์เซีย

ในกรุงเปอร์เซียมีวิหารที่อุทิศให้เทพีจูโน (Juno) มีเทวรูปที่ทำจากเงินและทองประดิษฐานอยู่มากมาย วันหนึ่งพระราชาแห่งเปอร์เซียทรงพระสุบินแปลกประหลาด จึงไปที่วิหารนั้นเพื่อทำนายฝัน นักบวชฟังความฝันแล้วทำนายว่า “ขอยินดีกับพระองค์ตอนนี้เทพีจูโนทรงพระครรภ์แล้ว” พระราชาทรงประหลาดพระทัยมาก ถามว่า “ผู้ที่ตายไปแล้วจะตั้งครรภ์ได้อย่างไร” 

นักบวชตอบว่า “เธอผู้ตายไปแล้วบัดนี้กลับมีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง และกำลังให้กำเนิดบุตร จูโนฟื้นคืนชีพแล้ว เธอจะไม่ได้ชื่อจูโนอันแปลว่าแผ่นดินอีกต่อไป แต่จะมีชื่อใหม่ว่าอูราเนีย ซึ่งแปลว่าสวรรค์ สมญานามของเธอคือ น้ำพุนิรันดร ซึ่งจะไหลไปหล่อเลี้ยงมนุษยชาติ น้ำพุซึ่งมีปลาเพียงตัวเดียว แต่มนุษย์ทั้งโลกจะกินเนื้อของมันได้พอเพียงราวกับกินปลาทั้งมหาสมุทร เธอปฏิสนธิด้วยอำนาจของพระผู้สร้าง และจะให้กำเนิดบุตรของพระผู้สร้าง ชื่อแท้จริงของเธอคือ มิเรียม” (มิเรียมเป็นสำเนียงหนึ่งของคำว่า มารีย์) 

พระเจ้ากรุงเปอร์เซียทรงโสมนัสมากจึงทรงส่งโหราจารย์ ซึ่งอยู่ในบังคับบัญชาของพระองค์ให้ออกไปแสวงหาว่ากษัตริย์ที่จะประสูติใหม่นั้นอยู่ที่ใด โดยส่งมอบของขวัญไปด้วย ตำนานเช่นนี้คงเป็นความพยายามกลืนศาสนาดั้งเดิมของทั้งชาวกรีกและศาสนาของชาวอาหรับ

17 ดาวแห่งเบธเลเฮม

ดวงดาวแห่งเบธเลเฮมเป็นดาวประหลาดเคลื่อนไหวได้ และนำบรรดาโหราจารย์ไปเฝ้าพระกุมารเยซู ซึ่งเป็นที่ประทับใจชาวคริสต์มาก ด้วยเป็นเรื่องราวอัศจรรย์เหนือธรรมชาติ จนมีนักปราชญ์และนักดาราศาสตร์หลายท่านพยายามค้นหาว่าดวงดาวนี้คืออะไรกันแน่ 

จนกระทั่งในศตวรรษที่ 14 มีการค้นพบดาวหางฮัลเลย์เป็นครั้งแรก ก็มีผู้สรุปไปว่าดาวหางฮัลเลย์ก็คือดวงดาวแห่งเบธเลเฮมนั่นเอง อย่างไรก็ตามนักบุญมัทธิวผู้นิพนธ์พระวรสารคิดว่าดวงดาวนี้เกิดขึ้นอย่างอัศจรรย์ เราไม่จำเป็นต้องหาหลักฐานทางวิชาการหรือวิทยาศาสตร์มาอธิบายปรากฏการณ์นี้ โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงบริบททางตำนานและศาสนา

ส่วนในหนังสือตำนานทองกล่าวว่า ในเวลาที่พระเยซูเจ้าทรงประสูตินั้นเอง ดาวดวงหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเหนือภูเขาที่พวกโหราจารย์กำลังเฝ้ามองอยู่ มีลักษณะเป็นรูปกุมารผู้หนึ่ง ใต้ศีรษะของกุมารนั้นมีรูปกางเขนกำลังเปล่งรัศมี ดาวดวงนั้นได้กล่าวกับโหราจารย์ว่า “จงไปยังดินแดนแห่งยูเดีย แล้วพวกท่านจะได้พบกษัตริย์ที่พวกท่านกำลังแสวงหา ผู้ซึ่งประสูติมาจากหญิงพรหมจารีย์” 

บรรดาโหราจารย์ได้ติดตามดวงดาวนั้นไป จนกระทั่งดาวมาหยุดอยู่ที่บ้านที่พระกุมารประทับ บางตำนานกล่าวว่าดาวตกลงไปในบ่อน้ำที่พระนางมารีย์ตักเป็นประจำ และหากผู้ใดที่มีจิตใจบริสุทธิ์มองลงไปในบ่อน้ำก็จะเห็นดาวดวงนั้นคงอยู่ที่นั่น

18 จำนวนโหราจารย์

ในพระคัมภีร์ไม่ได้บอกแน่ชัดว่าโหราจารย์ที่มาจากทิศตะวันออกมีกี่คน ดังนั้นในศิลปะยุคต้นศาสนาคริสต์ ที่ปรากฏในอุโมงค์คาตาคอมบ์ (Catacomb) จึงแสดงภาพโหราจารย์แตกต่างกัน มีจำนวนตั้งแต่ 2 – 6 คน แต่ออไรเจิน (Origen) นักปราชญ์ยุคต้น เป็นบุคคลแรกที่วิเคราะห์ว่าโหราจารย์น่าจะมี 3 คนตามจำนวนของขวัญที่เขานำมาถวายให้พระกุมารเยซู จากนั้นจำนวนของโหราจารย์ก็คงที่เป็น 3 คน มาตลอด 

เลข 3 นี้ถูกตีความขยายรายละเอียดออกไปว่า หมายถึงผู้คนจาก 3 ทวีปทั่วโลก ซึ่งในขณะนั้นชาวยุโรปรู้จักโลกเพียง 3 ทวีปเท่านั้น คือยุโรป เอเชีย และแอฟริกา เริ่มมีการแสดงภาพคนสีผิวต่างกัน นอกจากนั้นยังหมายถึงวัยของมนุษย์ 3 วัยตามความคิดของอริสโตเติลว่าประกอบด้วยวัยเยาว์ วัยกลางคน และวัยชรา ภาพลักษณ์ของโหราจารย์ที่แสดงออกในศิลปะจึงมักเป็นผู้ชาย 3 วัยหรือ 3 เชื้อชาติ ตามแต่การตีความของศิลปิน ซึ่งโดยความหมายหลักก็คือ พระคริสต์ทรงประสูติมาเพื่อคนทุกชาติภาษาทั่วโลก

24 ตำนานการประสูติอัศจรรย์ของพระเยซู ที่อยู่นอกพระคัมภีร์ไบเบิล
The adoration of the Magi ศิลปิน Abraham Bloemaert, 1624
ภาพ : en.wikipedia.org/wiki/Adoration_of_the_Magi
แท่นด้านหน้าโบสถ์ the Lady chapel of the Portuguese mission, London
ภาพ : Lawrence OP จาก Flickr

19 รายละเอียดของโหราจารย์

คำว่า Magi ซึ่งเป็นรูปพหูพจน์ของ Magus นั้น แปลได้ใน 3 ภาษา ในภาษาฮิบรูแปลว่าอาจารย์ ในภาษากรีกแปลว่านักปรัชญา และในภาษาลาตินแปลว่า ‘ชาญฉลาด’ พวกเขามีชื่อเสียงมากในทางด้านสติปัญญา ในหนังสือตำนานทองได้กล่าวถึงชื่อของโหราจารย์ทั้งสามเป็นภาษาฮิบรู ภาษากรีก และภาษาลาตินไว้ว่า “ชื่อของทั้ง 3 นั้นเขียนเป็นภาษาฮิบรูว่า Galgalath, Magalath และTharath และเขียนในภาษากรีกว่า Appelius, Amerius, and Damascus หรืออาจเขียนในภาษาละตินว่า Jaspar, Melchior และ Balthasar” ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเราจะรู้จักชื่อของโหราจารย์ทั้งสามในภาษาละติน

เมลควายร์ (Melchoir) เป็นชายชราอายุ 60 ปี ผมเป็นสีขาว มีหนวดยาว เป็นผู้มอบทองคำแด่พระเยซู กัสปาร์ (Gaspar) เป็นชายหนุ่มอายุ 20 ปี มีผิวพรรณงดงามหน้าตาหมดจด เป็นผู้ถวายกำยานแด่พระคริสต์ คนสุดท้ายชื่อบัลทาซ์ (Balthasar) เป็นชายผิวดำอายุ 40 ปี เป็นผู้ถวายมดยอบให้พระเยซูคริสต์ 

บรรดาโหราจารย์เดินทางมาโดยไม่หยุดหย่อน ไม่กินและไม่ดื่ม พวกเขาเดินทางโดยใช้อูฐชนิดพิเศษ ซึ่งเดินทางระยะ 12 วันได้ในวันเดียว บางตำนานกล่าวว่าพวกเขาใช้เวลาเดินทาง 2 ปีมาถึงอิสราเอล หลังจากเห็นดาวปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรก ฉะนั้น พวกเขาคงไม่ได้มาทันเวลาประสูติทันที แต่มาถึงหลังจากนั้นมาก สอดคล้องกับพระวรสารนักบุญมัทธิวที่กล่าวว่า เฮโรดสั่งประหารเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีลงมาเพราะกลัวว่ากษัตริย์ผู้ประสูติใหม่จะนำปัญหาวุ่นวายมาให้  เมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุการณ์ที่พระนางมารีย์นำพระกุมารไปถวายพระเป็นเจ้าในพระวิหารเมื่ออายุได้ 40 วัน (ซึ่งปรากฏในพระวรสารนักบุญลูกา) จึงถือว่าเป็นไปได้ โดยไม่มีอันตรายเกิดขึ้นกับพระองค์ เพราะกษัตริย์เฮโรดยังไม่ทราบเรื่องนี้

20 ความหมายของบรรณาการ

24 ตำนานการประสูติอัศจรรย์ของพระเยซู ที่อยู่นอกพระคัมภีร์ไบเบิล
พรมแขวน ศิลปิน Edward Burne-Jones, 1887
ภาพ : Musée d’Orsay

บรรดาโหราจารย์ได้นำของขวัญ 3 อย่างมาให้พระเยซูกุมาร นั่นคือ ทองคำ กำยาน มดยอบ ของทั้ง 3 สิ่งนี้มีความหมายนั่นคือ ทองคำหมายถึงเครื่องบรรณาการของกษัตริย์ อันแสดงว่าพระเยซูทรงเป็นกษัตริย์ของโลกนี้ กำยานเป็นเครื่องหอมที่ใช้ในศาสนา หมายถึงพระเยซูทรงเป็นสมณะผู้อุทิศตัวถวายเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้า และมดยอบเป็นเครื่องหอมใช้ผสมน้ำมันสำหรับเจิมหรือชโลมศพ หมายถึงพระเยซูจะต้องตายเพื่อลบล้างบาปให้กับมนุษย์ 

ทองคำของโหราจารย์นี้มีตำนานเล่าว่า เคยเป็นทองคำของเตราห์ พ่อของอับราฮัม และตกทอดมาถึงโยเซฟ เขาใช้ทองคำนี้ซื้อเครื่องเทศจากชาวเมืองชีบามาใช้ชโลมศพยาโคบผู้เป็นบิดา ในยุคพันธสัญญาเดิม นอกจากนี้ยังมีตำนานว่าของขวัญทั้ง 3 ชิ้นของโหราจารย์นั้นเคยเป็น ของที่เซ็ตบุตรชายของอาดัม มนุษย์คนแรกนำมาฝังไว้กับศพของบิดา ต่อมาได้ถูกย้ายไปฝังเอาไว้ในกรุงเยรูซาเล็มซึ่งเป็นใจกลางโลก และตกทอดมาเป็นสมบัติของพวกโหราจารย์อย่างน่าอัศจรรย์ 

ในหนังสือ คำบอกเล่าเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดในเปอร์เซีย เมื่อพระนางมารีย์และโยเซฟรับของขวัญจากโหราจารย์แล้ว พระนางก็มอบผ้าอ้อมผืนเล็กของพระกุมารให้กับพวกโหราจารย์เป็นของตอบแทน พวกเขาได้นำจิตรกรมาด้วย และได้ขออนุญาตพระนางมารีย์วาดภาพพระองค์อุ้มกุมารในอ้อมแขน นำกลับไปสักการะบูชาในบ้านเกิดของตัวเอง 

เมื่อถึงเปอร์เซียแล้ว พวกเขาได้สักการะผืนผ้าของพระกุมาร โดยจุดไฟขึ้นและโยนผ้านั้นลงในกองไฟ ผ้าก็ไม่ไหม้แต่อย่างใด เมื่อไฟมอด พวกเขาจะหยิบผ้านั้นขึ้นมาสัมผัสมือและศีรษะ ก่อนนำไปประดิษฐานในวิหารและจารึกว่า “ชาวเปอร์เซียอุทิศวิหารนี้ให้แก่พระสุริยะ พระเป็นเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ กษัตริย์ของพระเยซู ด้วยความยินดียิ่ง”  การเอ่ยถึงพระสุริยะซึ่งเป็นเทพพื้นเมืองมาก่อน แสดงให้เห็นว่าผู้แต่งพยายามที่จะยกย่องศาสนาคริสต์เหนือศาสนาพื้นเมืองของชาวเปอร์เซีย โดยเฉพาะพวกโซโรอัสเตอร์

21 การแสดงพระองค์เป็นพระจักรพรรดิ

การนมัสการของโหราจารย์ยังถูกเปรียบเทียบกับการแสดงพระองค์เป็นพระจักรพรรดิของพระเยซู ในศิลปะโรมันนั้นมักจะมีธรรมเนียมการสร้างภาพพระจักรพรรดิทรงรับบรรณาการจากคนป่าเถื่อน ซึ่งประกอบด้วยชาวแอฟริกา ชาวเอเชีย และชาวยุโรปเหนือ โดยเฉพาะภาพของชาวปาร์เทียน (Parthian) ซึ่งมีเอกลักษณ์คือการใส่หมวกฟรีเจียน (phrygian cap) สวมเสื้อทูนิคสั้น และใส่รองเท้าบู๊ท พวกนี้นับถือศาสนาที่บูชาเทพมิทราส (Mithras) ศาสนาลึกลับจากดินแดนตะวันออกนี้แพร่กระจายเข้าไปในดินแดนโรมันด้วย และกลายเป็นที่นิยมของบรรดาทหารและขุนนาง มีสัญลักษณ์เป็นภาพเทพมิทราสกำลังฆ่าวัว 

ในยุคต้นศาสนามิทราสเป็นคู่แข่งของศาสนาคริสต์ที่เริ่มขยายตัวในอาณาจักรโรมัน ดังนั้นจึงปรากฏว่าในศิลปะยุคต้นคริสเตียนนั้นมักจะมีการแสดงภาพพระเยซูคริสต์ทรงรับบรรณาการจากโหราจารย์ที่แต่งตัวแบบชาวปาร์เทียน ซึ่งนอกจากจะได้รับอิทธิพลจากภาพการรับบรรณาการของจักรพรรดิโรมันแล้ว ยังเป็นการแสดงความเหนือกว่าของศาสนาคริสต์ต่อศาสนาเทพมิทราสอีกด้วย

อย่างไรก็ตามความนิยมการแสดงภาพโหราจารย์เป็นชาวปาร์เทียนนั้นก็มิได้เป็นที่นิยมอยู่นานนัก เมื่อเข้าสู่ยุคกลางและศาสนาคริสต์สามารถกำจัดศาสนาอื่นๆ จนกลายเป็นศาสนาหลักของยุโรปได้สำเร็จ ศาสนามิทราสเสื่อมสลายลงจนหายไป รูปลักษณ์ทางศิลปะของโหราจารย์ก็เปลี่ยนแปลงไปเป็นชนชาติอื่นๆ

24 ตำนานการประสูติอัศจรรย์ของพระเยซู ที่อยู่นอกพระคัมภีร์ไบเบิล
Far left end, lower register of the Dogmatic Sarcophagus (before mid-4th cent.): The Adoration of the Magi

22 โหราจารย์ผิวดำ (The Black Magus)

เมื่อมีการตีความว่าจำนวนเลข 3 ของโหราจารย์หมายถึงมนุษย์ 3 เชื้อชาติในโลก ก็เริ่มมีการแสดงออกทางศิลปะเป็นชายผิวขาวชาวยุโรป ชาวเอเชียนั้นแสดงแทนด้วยผู้ชายผิวเหลืองโพกศีรษะแบบชาวตะวันออกกลางหรือชาวเติร์ก ส่วนอีกคนหนึ่งนั้นแทนด้วยชายแอฟริกันผิวดำ ในยุคกลางนั้นเชื่อกันว่ามนุษย์แบ่งออกได้เป็น 3 เชื้อชาติตามจำนวนลูกชายของโนอาห์ เมื่อน้ำท่วมโลกมีเพียงโนอาห์กับลูกชาย 3 คนชื่อฮาม (Ham) เชม (Shem) และจาเฟ็ต (Japheth) และภรรยาที่รอดมาได้ 

หลังจากแผ่นดินเริ่มแห้ง โนอาห์ก็ปลูกไร่องุ่น และนำผลผลิตมาบ่มหมักเป็นไวน์ เมื่อท่านถวายผลผลิตแรกให้พระเจ้าแล้ว ก็ดื่มไวน์จนเมามายและเริ่มถอดเสื้อผ้าเปลือยกาย บรรดาลูกชายเมื่อมาเห็นบิดาอยู่ในสภาพน่าอับอาย ก็รีบไปหาผ้ามาคลุมให้ แต่ฮามผู้เดียวกลับหัวเราะเยาะบิดา ในภายหลังเมื่อบิดาทราบเข้าก็สาปแช่งเขาให้ต้องเป็นข้ารับใช้รับใช้ของบรรดาพี่น้อง และเชื่อกันว่าลูกหลานของฮามคือคนผิวดำในทวีปแอฟริกานั่นเอง โหราจารย์ผิวดำคือบัลทาซาร์จึงเชื่อว่าสืบเชื้อสายมาจากฮาม เขาเป็นผู้ถวายมดยอบอันเป็นเครื่องหอมที่ใช้ชโลมศพคนตาย เป็นสัญลักษณ์การกล่าวทำนายของ ‘การตายของพระบุตรพระเจ้า’ ด้วย

24 ตำนานการประสูติอัศจรรย์ของพระเยซู ที่อยู่นอกพระคัมภีร์ไบเบิล
ประติมากรรมโหราจารย์ทั้งสาม คนขวาสุดเป็นชายผิวดำ
ภาพ : MET Museum

23 จากโหราจารย์กลายเป็นกษัตริย์

พระคัมภีร์ไบเบิลกล่าวเพียงว่าเหล่าผู้มาจากตะวันออกเหล่านี้เป็นโหราจารย์ (Magi แปลว่า นักปราชญ์หรือผู้ฉลาด) แต่ต่อมาสถานะของคนลึกลับเหล่านี้เริ่มเปลี่ยนแปลงจากนักปราชญ์ผู้ทรงความรู้ไปเป็นกษัตริย์ ทั้งนี้เกิดจากการที่บรรดานักปราชญ์ในศาสนจักรช่วงศตวรรษที่ 5 – 6 ตีความพระคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมว่า

“ขอบรรดากษัตริย์แห่งทาร์ซิสและหมู่เกาะทั้งหลายนำบรรณาการมาถวาย กษัตริย์แห่งเชบาและซาบานำของกำนัลมาถวายด้วย ขอกษัตริย์ทั้งหลายกราบถวายบังคมพระราชา และนานาชาติรับใช้พระองค์” (สดุดี 72 : 10-11) 

การวิเคราะห์เช่นนี้ส่งผลต่อคริสตศิลป์ในยุคกลางช่วงศตวรรษที่ 10 ลงมา เริ่มมีการแสดงภาพของท่านเหล่านี้แต่งกายด้วยเครื่องทรงแบบกษัตริย์ 

เมื่อเริ่มมีความคิดว่าโหราจารย์แท้จริงแล้วเป็นบรรดากษัตริย์ ก็มีการกำหนดให้แต่ละคนปกครองอาณาจักรต่าง ๆ ในดินแดนตะวันออกของยุโรปด้วย โดยทั่วไปแล้วจะถือว่าพวกเขามาจากเปอร์เซีย อาหรับ และอินเดีย ตามการวิเคราะห์ของนักบุญยอห์น คริสซอสตอม (John Chrysostom) แต่ก็มีบางความคิดกล่าวว่ามาจากบาบิโลเนียและเยเมนด้วย 

นอกจากจะเริ่มมีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปเป็นกษัตริย์แล้ว ในยุคศตวรรษที่ 14 เริ่มมีความนิยมที่จะวาดรัศมีกลม (Halo) รอบศีรษะของโหราจารย์เหล่านี้ด้วย นั่นคือเริ่มมีความคิดว่าพวกเขามีสถานะเทียบกับนักบุญ (หลังจากได้รับศีลล้างบาปจากนักบุญโทมัสเมื่อท่านเดินทางไปอินเดียในภายหลัง) ดังนั้นในช่วงยุคกลางจึงเริ่มมีขนบการบูชาพระธาตุของพวกท่านที่เมืองโคโลญ และกำหนดวันถึงแก่กรรมของพวกท่านขึ้นมาด้วย บรรดาชาวบ้านเริ่มมีการเคารพบูชาโหราจารย์เหล่านี้ โดยเฉพาะพวกทำคุณไสยเวทมนต์

24 ตำนานการประสูติอัศจรรย์ของพระเยซู ที่อยู่นอกพระคัมภีร์ไบเบิล
Adoración de los Reyes Magos by El Greco, 1568 
ภาพ : Museo Soumaya, Mexico City

24 เหตุการณ์อัศจรรย์ในกรุงโรม

ในคืนที่พระคริสต์ประสูตินั้นเอง มีเครื่องหมายอัศจรรย์ปรากฏบนท้องฟ้า ซึ่งเห็นได้ทั่วโลกในรูปแบบต่างๆ กัน ในกรุงโรมนั้นพระจักรพรรดิออกัสตัสทรงเป็นใหญ่เหนือกว่าทุกคนในโลก บรรดาประชาชนอยากจะบูชาพระองค์ในฐานะเทพเจ้า แต่ทรงห้ามปรามไว้ ในคืนนั้นพระองค์แลเห็นความผิดปกติบนท้องฟ้า จึงสงสัยว่าจะมีผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าพระองค์มาเกิดใช่หรือไม่ จึงตรัสเรียกคนทรงหญิงมาไต่ถาม คนทรงนั้นเข้าทรงแล้วเห็นภาพพระอาทิตย์ทรงกลด ภายในมีหญิงพรหมจารีผู้หนึ่งนั่งบนแท่นบูชา อุ้มเด็กทารกไว้ในอ้อมแขน มีเสียงดังว่า “นี่คือแท่นบูชาแห่งสวรรค์” คนทรงอธิบายนิมิตนั้นให้จักรพรรดิฟัง และเชิญชวนให้พระองค์ไปนมัสการ แต่พระองค์ทรงนิ่งเสีย ในเวลาต่อมาเมื่อศาสนาคริสต์เจริญรุ่งเรืองก็มีโบสถ์สร้างขึ้นในบริเวณที่เป็นพระราชวังหลวงนั้น โบสถ์นั้นมีชื่อว่า “โบสถ์แม่พระผู้เป็นแท่นบูชาแห่งสวรรค์”

ส่งท้าย

ตำนานต่างๆ ที่แต่งเติมสีสันให้คริสตจักรในยุคกลางเหล่านี้ ในปัจจุบันถูกชำระออกไปโดยศาสนจักรและนักปราชญ์ทางศาสนา เพราะถือว่าเป็นเรื่องราวที่ปลอมปนเข้ามา และเข้าข่ายปลอมพระคัมภีร์ และแทนที่จะนำพาชาวบ้านไปสู่แสงสว่างทางปัญญา กลับพาให้หลงไปกับเรื่องราวปลีกย่อยอัศจรรย์เหนือธรรมชาติ 

กระนั้นก็ตาม เรื่องราวเหล่านี้กลับสะท้อนความเชื่อซื่อๆ ของชาวบ้านและนักปราชญ์ในยุคนั้น ที่พวกเขาพยายามแสวงหาพระเป็นเจ้าอย่างเต็มกำลัง เพื่อจะรู้จักพระองค์ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ พระคัมภีร์ไบเบิ้ลเพียงเล่มเดียวอาจไม่จุใจเพียงพอ เทวตำนานปกรณัมจึงเกิดขึ้นเพื่อเติมเต็มและอุดช่องคำถามต่างๆ ที่ชาวบ้านถามกันไม่หยุดหย่อน ว่าเหตุใดพระคริสต์จึงทำอย่างนั้น ทำไมพระแม่มารีย์จึงทำอย่างนี้ 

พวกเขาค้นคว้าและตอบคำถามกันด้วยเครื่องมือและตำราเท่าที่มีอย่างสุดความสามารถเพื่อที่จะเข้าถึงพระเป็นเจ้า เป็นเหมือนกับบรรดาโหราจารย์ (Magi) จากดินแดนตะวันออกไกล ที่มาเฝ้าพระกุมารเยซูในคืนวันประสูติ พวกเขามีเพียงดวงดาวแห่งเบธเลเฮมดวงเดียวเท่านั้น แต่ก็พบกับพระเป็นเจ้าในร่างมนุษย์ได้ 

และเมื่อหวนกลับมานึกถึงมนุษย์เราในยุคปัจจุบัน เรามีสารพัดตำรา ห้องสมุด อินเทอร์เน็ต อย่างเพียบพร้อม เมื่อกดเสิร์ชกริ๊กเดียวก็ค้นออกมาได้นับหมื่นๆ เรื่อง ว่าพระเยซูเป็นใคร แต่เราเคยใช้เครื่องมือเหล่านี้แสวงหาพระองค์บ้างหรือไม่ ดังนั้นในโอกาสคริสต์มาสนี้ เชิญชวนให้พี่น้องทุกท่านลองตั้งคำถามเล่นๆ กับตัวเองก็ได้ว่า ฉัน ในฐานะเอทิสต์ ศาสนิกชน หรือต่างศาสนิกชน มุมมองของท่านต่อพระเยซูคริสต์เป็นอย่างไร แล้วทำไมหนอ เสียงของเด็กน้อยที่เกิดในรางหญ้าเล็กๆ คนนี้ จึงเป็นเสียงที่ได้ยินไปทั่วทั้งโลก

สุขสันต์วันพระคริสตสมภพครับ

Writer

ปติสร เพ็ญสุต

เป็นนักรื้อค้นหอจดหมายเหตุ ชอบเดินตรอกบ้านเก่าและชุมชนโบราณ สนใจงานศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเภท รวมทั้งคริสตศิลป์ด้วย ปัจจุบันกำลังติดตามธรรมาสน์ศิลปะอยุธยาและเครื่องไม้จำหลักศิลปะอยุธยา เคยคิดจะเป็นนักบวช แต่ไม่ได้บวช

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load