หากวาง 2 อัลบั้มแรกในชีวิตของผู้หญิงที่ชื่อ วิโอเลต วอเทียร์ ลงตรงหน้า

เอาเข้าจริง ดูจากแววตาบนหน้าปกและโทนสี Glitter and Smoke ก็น่าจะเป็นตัวแทนของวัยก้าวเข้าสู่เลข 3 ที่เผชิญเรื่องราวมามากจนมองเห็นแง่มุมต่างของชีวิต 

แต่เปล่าเลย Your Girl ต่างหากที่เป็นผลงานล่าสุดของเธอ และแม้มันจะดูแสบซนแก่นเซี้ยวเหมือนเด็กสาว แต่วีบอกว่าเธอไม่เคยคิดถี่ถ้วนขนาดนี้มาก่อน มากกว่าครั้งไหนที่ผ่านมา

อาจหมายความว่าอัลบั้มนี้มีอิทธิพลกับเธอถึงระดับตัวตนข้างใน ไม่เพียงแต่ผ่านร้อนหรือผ่านหนาว แต่มันบรรจุความพัง ๆ ของชีวิตในวันที่เธออ่อนแอ หลงทาง และน่าเกลียดชิงชังไว้เต็มไปหมด 

ในเวลากว่า 2 ปีที่พังทลายลงซ้ำ ๆ เธอพบว่าตัวเองกลับมาหยัดยืนใหม่ได้อย่างแข็งแกร่ง

วันนี้ เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ถูกบอกว่าเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่จ้องตาเธอได้ตลอดการสนทนา เพราะวีคิดว่าดวงตาของเธอเป็นอวัยวะที่ไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไรนัก กลับกัน คงเป็นเพราะเราเห็นพลังของผู้หญิงที่ผ่านการต่อสู้กับตัวตนและความเชื่อของตัวเองสะท้อนอยู่ในนั้น

วีที่อยู่ตรงหน้าเรามีความสุข เปี่ยมไปด้วยพลัง เล่าเรื่องในอดีตอย่างคนไม่มองกลับหลัง หัวเราะให้กับมัน สมกับที่เธอบอกว่านี่เป็นวีเวอร์ชันใหม่ล่าสุดที่รักที่สุดในชีวิต

การตามหาตัวตนที่หล่นหายของ 'วี วิโอเลต' เวอร์ชันใหม่ที่เร็ว แรง และรักมากที่สุด
การตามหาตัวตนที่หล่นหายของ 'วี วิโอเลต' เวอร์ชันใหม่ที่เร็ว แรง และรักมากที่สุด
Now playing…

ระวังเสียใจ (Warning)

คลิปเต้นทเวิร์กของวีเป็นไวรัลมาก ฟีดแบ็กบางส่วนบอกว่า ไม่รู้มาก่อนเลยว่าตัวจริงเป็นแบบนี้ คุณคิดเห็นยังไงตอนอ่าน

อ้าว นี่คือภาพ Marketing ของฉันไม่ตรงกับสิ่งที่ฉันเป็นเหรอ (หัวเราะ) คิดแบบนั้นไปอีก เพราะจริง ๆ วีก็เป็นคนค่อนข้างซ่าอย่างเปิดเผยนะ เพียงแต่หน้าตาอาจจะดูเรียบร้อยมั้ง 

เข้าใจว่าวีไม่ได้เป็นคนเรียบร้อยมาตลอด เพราะรู้ตัวเองว่าเราเป็นคนแบบไหน หรือว่าเราวางตัวดีเกินไปในสังคมจนคนคิดว่าเราเป็นคนดี๊ดี เรียบร้อย ๆ มันก็อาจจะช็อกเขา แต่จริง ๆ ดูทรงในคอนเสิร์ตก็รู้แล้วนะว่าไม่ได้เป็นคนเรียบร้อย (หัวเราะ) ก็เลยเซอร์ไพรส์นิดหน่อยที่คนตกใจมาก 

แล้วภาพ Marketing ที่วีถูกจัดวางไว้เป็นแบบไหน

วีไม่ได้มีทีม Branding ขนาดนั้น ไม่ได้มีใครวางใคร วีแค่เป็นตัวเองมาเรื่อย ๆ แหละ แต่เดาว่าอาจจะเป็นเพราะวิธีการเล่น Social Media มั้งที่ทำให้เขาเข้าใจผิดไปแบบนั้น โพสต์เป็นงานมาก ๆ รูปค่อนข้าง Official ขึ้นมาหน่อย ไม่ได้โพสต์อะไรเล่น ๆ มั่ว ๆ ซั่ว ๆ บอกตัวเองนะว่าจริง ๆ ควรเล่น แต่มันแค่เหนื่อย

รู้สึกว่าการเป็นคนมีชื่อเสียงต้องเป็นแบบอย่างที่ดีหรือไอดอลของคนอื่นไหม

เป็นแบบอย่างที่ดีได้ ก็ดี แต่ถ้ามันดันเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี มันก็คือเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี 

คนทุกคนในโลกใบนี้มันเป็นแบบอย่างกันได้หมด ยิ่ง Celebrity ทุกคน แต่ว่าจะเป็นแบบไหน ให้เรียนรู้จากอะไร อะไรที่มันไม่ดีก็แค่ไม่ต้องไปทำตาม แค่นั้นเอง เราก็มีมุมที่ไม่ดีแน่ ๆ แต่เราไม่จำเป็นต้องพรีเซนต์ออกมา

วีไม่ได้กดดันที่จะต้องเป็นคนที่ดีมาก ๆ ให้กับสังคม วีอยากเป็นคนดีด้วยตัวของวีเอง วีไม่ได้พยายามจะดีเพื่อเป็นตัวอย่างของใคร 

การตามหาตัวตนที่หล่นหายของ 'วี วิโอเลต' เวอร์ชันใหม่ที่เร็ว แรง และรักมากที่สุด
การตามหาตัวตนที่หล่นหายของ 'วี วิโอเลต' เวอร์ชันใหม่ที่เร็ว แรง และรักมากที่สุด

นอกจากรูปงานที่ดูเป็นทางการ สิ่งที่เห็นบ่อยพักหลังคือรูปคุณร้องไห้

เพิ่งมีอันล่าสุดที่วีร้องไห้ 2 รูป อันอื่นก็แค่เล่าให้ฟังแต่ไม่ได้โพสต์รูป เพราะเราเป็นคนหนึ่งที่แอบแอนตี้การโพสต์รูปตัวเองร้องไห้ ไม่แน่ใจว่ามันเป็นกลไกในหัวหรือเปล่า 

วีแค่รู้สึกว่า เวลาโพสต์อะไรที่เราอ่อนแอมาก ๆ หรือส่วนตัวมาก ๆ จะมีอะไรมาย่ำยีซ้ำอีกทีหนึ่ง

อย่างเพลง โลกร้าย (Sick) เผยให้เห็นความอ่อนแอของเรามาก เราก็มี Bad Day ข้างหน้าฉากเราอาจจะดูดี ดูสวย หารู้ไม่กูแต่งหน้า 2 ชั่วโมง เหนื่อยมาก ทุก ๆ อย่างที่คนเห็นในโซเชียลมีเดีย มันคือสิ่งที่ถูกปั้นแต่งมาแล้วทั้งนั้น เรารู้สึกว่า I can be real about it และเราก็โพสต์สิ่งนั้น 

ซึ่งวันที่วีเลือกเล่าคือ เฮ้ย เราเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่แน่นอน เจอคอมเมนต์แย่ ๆ มาเยอะมาก แล้วมันจะมีวันไม่ดีวันหนึ่งที่คอมเมนต์พวกนี้จะแทงใจดำเราได้ เราจะรับมันไม่ค่อยไหว เราจะร้องไห้ ซึ่งเพราะเราก็เป็นมนุษย์เหมือนกันเลยเล่าสู่กันฟัง แล้วทุก ๆ อย่าง วีฮึบได้ภายใน 5 – 10 นาที มันเกิดขึ้นเร็วมาก แต่กลายเป็นมันดราม่าใหญ่กว่าที่เป็นมาก ๆ 

นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เราไม่อยากโพสต์อะไรที่เปราะบางหรืออ่อนแอ เพราะคนเอาไปตีให้มันเกินกว่าที่เราต้องการจะสื่อ บวกกับคอมเมนต์ที่เข้ามาพูด มีคนที่เข้ามาให้กำลังใจ มีคนที่เข้ามาสั่งสอน ซึ่งวีว่านี่คือหนึ่งในวิธีการย่ำยีเหมือนกัน

การเป็นคนมีชื่อเสียง ต้องใช้ความกล้ามากกว่าคนอื่นไหมที่จะบอกใคร ๆ ว่าเราเป็นคนอ่อนแอ

มันต้องใช้ความกล้าที่จะ Real 

หลาย ๆ คนไม่กล้าโชว์ความเป็นตัวของตัวเอง สิ่งที่เป็นจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมุมความอ่อนแอ มุมความแตกต่าง มุมของความคิดเห็น หรืออะไรก็ตามที่สวนกระแสกับโลกใบนี้ สิ่งเหล่านี้มันต้องการความกล้ามาก ๆ ที่จะออกมาพูดและยืนหยัด โดยที่รู้ว่ามันจะมีกระแสน้ำมาพัดเราอีกเยอะมาก แต่เราต้องเลือกยืนอยู่ตรงนั้น ไม่เปลี่ยนไป 

ล่าสุดที่บอกว่ามีคอมเมนต์แทงใจดำ เขาว่าเพลงของเราไม่ดี แต่เราเลือกที่เราจะเป็นแบบนี้ เราเลือกที่จะทำเพลงแบบนี้ เพราะเราชอบเพลงแบบนี้ นี่คือตัวตนของเรา และถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้แมสที่สุดในโลก แต่เราเลือกที่จะเป็นตัวของเราเองมากกว่าที่จะขายวิญญาณแล้วไปทำเพลงเพื่อติด Radio แต่ไม่เป็นตัวของเราเอง เราเลือกที่จะสู้แบบนี้ 

แล้วถ้าวันหนึ่งเราจะแมสขึ้นมา วีภูมิใจกว่าที่เราจะขายวิญญาณ แล้วให้คนอื่นเอาคำมายัดใส่ปากเรา

รู้ไหมว่าความกล้าเหล่านี้มีที่มาจากไหน

เดาว่ามีที่มาจากครอบครัวของวี เราได้รับความรักพื้นฐานมาเต็มที่ และพ่อแม่วีส่งเสริมให้เรามั่นใจในตัวเองมาตั้งแต่เด็ก ๆ ถ้าเห็นแม่วี ก็จะรู้ว่าเขาเป็นคนมั่นใจล้น ๆ พ่อวีก็เหมือนกัน 

การตามหาตัวตนที่หล่นหายของ 'วี วิโอเลต' เวอร์ชันใหม่ที่เร็ว แรง และรักมากที่สุด

มั่นใจล้น ๆ คือยังไง

มั่นใจล้น ๆ ก็คือ สมมติเย็บผ้า อันนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดมาก แม่ทำเสร็จก็จะชมตัวเอง เก่งมากเลยตัวฉัน แล้วเขาก็จะชอบบอกว่า วันนี้แม่ไปทำอันเนี้ยมานะ แม่เป็นคนดีมาก 

รู้สึกว่าวีได้สิ่งนี้มาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ววีก็เป็นแบบนั้นมาตลอด มันมีมุมเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราจะรู้สึกว่าเราสวยมาก เราร้องเพลงเพราะมาก เรามีความมั่นใจ เพราะเรารู้ในข้อดีที่เราชื่นชมตัวเอง แล้วเราก็ไม่พยายามไปกดสิ่งนั้นลง เต็มที่เลยค่ะ

ช่วงไหนบ้างที่ความมั่นใจของเด็กคนนั้นเริ่มเสียไป

มีหลายช่วงนะ ก็จะเสียเป็นเรื่อง ๆ แหละ 

มีช่วงหนึ่งที่วีโดนวิจารณ์โดยคนใกล้ตัวบางคนบ่อย ๆ จนเราตั้งคำถามเหมือนกันว่า นี่สิ่งที่กูเป็นมันไม่ดีเหรอวะ หรือการเป็นเรามันผิด สิ่งที่เธอคอมเมนต์ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ มันเป็นระดับตัวตนที่เรารู้สึกว่า เราไม่รู้จะเปลี่ยนยังไงแล้ว พอน้ำเซาะตรงนี้บ่อย ๆ มันทำให้เราพังทลายข้างในเหมือนกัน มันทำลายชุดความเชื่อของเรา เพราะนี่คือแก่นของเรา นี่คือตัวตนของเรา จนเราตั้งคำถามกับสิ่งที่ตัวเองเป็น ตั้งคำถามกับทุก ๆ อย่าง 

บางครั้งเราต้องพังตัวเองลงเพื่อที่จะสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ มันเลยทำให้เรา evolve ขึ้นเรื่อย ๆ มั้ง เพราะมันมีโมเมนต์ที่ต้องหยุดซ่อมตัวเองก่อนแล้วสร้างใหม่ขึ้นมา 

ซึ่งช่วงนี้โชคดีมากที่ได้สัมภาษณ์เราในโมเมนต์ที่จิตใจแข็งแรงมาก (หัวเราะ) วีเคยสัมฯ กับสื่อหนึ่งตอนเพิ่งปล่อย Glitter and Smoke แล้วบทสัมภาษณ์นั้นไม่เคยออกมาเลย เพราะเขาน่าจะรู้ว่าตอนนั้นวีพังมาก

ชุดความคิดแบบนี้มันเกิดขึ้นในช่วงไหนของชีวิต

อืม เป็นรอบ ๆ ปีแหละ ไม่ใช่ใน 1 ปีนะ หลายปีมันจะพังทีหนึ่ง ถ้าเป็นช่วงมหาวิทยาลัยก็จะพังแบบรายเดือน 6 เดือนพังที เพราะมันอาจจะไม่ได้พังในเชิงตัวตน แต่มันจะพังในเชิงความรู้สึก อาจจะทำงานเยอะ เด็กมันเหนื่อย รับแรงกดดันไม่ไหว แต่ในเชิงตัวตน วีว่ามันจะค่อย ๆ เจอเป็นเหตุการณ์ ค่อย ๆ พังเราไปทีละจุด ค่อย ๆ ซ่อมไปทีละจุด

หลังซ่อมตัวเองที่พังได้สำเร็จ มันทำให้คุณโตกว่าคนอื่นไหม 

ไม่ได้รู้สึกว่าโตกว่าคนอื่น ยังรู้สึกว่าวีต๊องมากเลย 

เราโตขึ้นไหม ก็โตขึ้น แต่ในความโตขึ้นของวีมันไม่ใช่การเป็นผู้ใหญ่ แต่ความโตขึ้นคือการมี empathy เข้าใจมนุษย์มากขึ้น ไม่ได้ไปโกรธไปเกลียดใคร เป็นฟีล อ๋อ เออ เขาเป็นแบบนี้ เข้าใจมากกว่าที่จะไปทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่

แสดงว่าเมื่อก่อนวีเป็นคนแบบนั้นเหรอ

ก็ไม่ได้เป็นแบบนั้น แค่แบบ (จิ๊ปาก) ใช้คำว่าไม่เข้าใจมากกว่า 

เรายอมรับไม่ได้ว่า ไอ้นี่มันก็แค่เป็นแบบนี้แหละ พยายามทำความเข้าใจยังไงก็ไม่เข้าใจ เพราะมันไม่เห็นภาพ แต่พอโตขึ้นก็เลยมองกว้างขึ้นมั้ง แล้วก็จะปล่อย อืม มันคงเป็นแบบนั้น แต่สุดท้ายไม่ได้รู้สึกว่าติงต๊องน้อยลงไปกว่าตอนอายุ 20 (หัวเราะ)  

การตามหาตัวตนที่หล่นหายของ 'วี วิโอเลต' เวอร์ชันใหม่ที่เร็ว แรง และรักมากที่สุด

จริงเหรอ

จริง

10 ปีผ่านมาแล้วนะ

10 ปีผ่านมาก็ยังเล่น แฮ่ กับเพื่อนจนถึงตอนนี้ (หัวเราะ) แต่วีว่าเด็กรุ่นใหม่โตกว่าวี โตมากจนวีแบบ มึงคุยอะไรกันวะ ตอนนั้นวียังเล่นบาร์บี้ แล้วก็เล่นต่อคำไร้สาระ (หัวเราะ)

ตัวเองตอนนี้เป็นเวอร์ชันที่ชอบที่สุดไหม

So far 

น่าจะเป็น the best so far เดานะ 

อะไรเป็นตัววัดว่านี่คือ The Best Version ของฉัน

Happiness น่าจะอย่างนั้นมั้ง 

น่าจะวัดด้วยความสุขของตัวเราเอง ว่าเรามีความสุขกับตัวเองมากน้อยขนาดไหน มีความสุขกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเราขนาดไหน โดยรวม ๆ ตอนนี้เราก็ไม่ได้แบกความทุกข์ไว้เยอะ

การตามหาตัวตนที่หล่นหายของ 'วี วิโอเลต' เวอร์ชันใหม่ที่เร็ว แรง และรักมากที่สุด

เทียบกับตัวเองในกี่ปีที่ผ่านมา

เอาจริง ๆ ไหม 2 ปีที่ผ่านมา วีทุกข์มาก เมื่อต้นปีวียังทุกข์อยู่เลย 

จริง ๆ วีก็มีความสุขนะ มีความรักที่ดี แต่ในระดับตัวตน มันมีอะไรบางอย่างที่ยังซ่อมไม่เสร็จอยู่จริง ๆ ช่วงประมาณเดือนกรกฎาของปีนี้มั้งที่วีกลับมาแข็งแรงจริง ๆ เราเพิ่งซ่อมตัวเองเสร็จมา อัพเดต IOS อัพเกรด Android มาเรียบร้อย กลายเป็นว่านี่เป็นเวอร์ชั่นใหม่ที่น่าจะเร็วที่สุดและแรงที่สุด 

เรื่องอะไรที่ต้องซ่อมเยอะ

ไม่อยากลงไปแตะรายละเอียดมาก แต่พูดถึงตัวตนคือถ้าเราอยู่ร่วมกันกับคนบางประเภทที่เขาทำให้เรารู้สึกไม่ดี บางครั้งตัวเราจะเหี่ยวลง แล้วมันทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเองอีกว่า ทำไมเธออย่างนู้น อย่างนี้ มันทำให้เราต้องซ่อมแซมตัวเองใหม่เพื่อที่จะทำให้ตัวเองแข็งแรง ไม่ว่าจะไปเจอใครที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดี เราก็จะไม่รู้สึกแย่เพราะเขา ไม่เก็บความคิดเห็นแย่ ๆ หรือการกระทำที่ไม่ถูกใจ และเราจะยืนหยัดเพื่อตัวเองได้ 

อยากให้วีเล่ากระบวนการซ่อมแซมตัวเอง 7 เดือนที่ผ่านมาทำอะไรบ้าง 

ถ้าอยู่ตรงนั้นต่อไปแล้วรู้ตัวว่าเราซ่อมตัวเองไม่ได้ วีเอาตัวเองออกมาก่อน เพราะอยู่ไปซ่อมตัวเองไป มันก็จะมีคนมาทำพังได้เรื่อย ๆ เราไม่ได้ blame เขานะ แต่ตัวเราอาจจะรับมือกับสิ่งนั้นได้ไม่ดีเอง งั้นเราถอยออกมาอยู่ในที่ที่เรารู้สึกปลอดภัยหรือสบายใจก่อน ค่อย ๆ ซ่อมจากตรงนั้น ค่อย ๆ แข็งแรงจากตรงนั้น กลับไปอยู่ในอ้อมอกแม่ 

โมเมนต์ที่วีเจอปัญหาหนัก ๆ วีรู้สึกว่า เราโชคดีมากที่มีครอบครัวเป็นรากฐานที่แข็งแรงที่เราสามารถกลับไปหาเขาได้

จากเด็กที่เติบโตมาด้วยความมั่นใจ รู้สึกยังไงที่มาถึงจุดที่ตั้งคำถามกับตัวเอง

มันสูญเสียตัวตนนะ 

เพราะว่าวีคงโตมาแบบมีความมั่นใจเป็นแก่นของเราไปแล้ว แล้วพอไม่มีสิ่งนั้น มันเลยเหมือนเราหลงทาง สูญเสียตัวตนของตัวเองไป เพราะฉะนั้นมันต้องใช้เวลาที่จะหาตัวเองให้เจอ หรือทำความเข้าใจกับตัวเองใหม่ ทำความรู้จักตัวเองใหม่ ต้องใจเย็น ๆ มาก ๆ มันไม่มีทางที่จะซ่อมได้ทันที 

อย่างล่าสุดที่วีก็พัง ในระดับเล็กมาก เพิ่งอาทิตย์ที่แล้วเอง มันมีเหตุการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกว่า เฮ้ย เรามั่นใจ เรา build สิ่งนี้มาอีกครั้งแล้ว แต่นี่กูดีไม่พออีกแล้วเหรอวะ 

ขึ้นอยู่กับเราจะรับมือยังไง เพราะมันจะมีอะไรที่มากระทบจิตใจเราอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งสุดท้ายแล้วเราต้องยอมรับความรู้สึกนั้นและพยายามทำความเข้าใจใหม่ เป็น challenge ที่เราต้องพิสูจน์ 

การตามหาตัวตนที่หล่นหายของ 'วี วิโอเลต' เวอร์ชันใหม่ที่เร็ว แรง และรักมากที่สุด
การตามหาตัวตนที่หล่นหายของ 'วี วิโอเลต' เวอร์ชันใหม่ที่เร็ว แรง และรักมากที่สุด
Now playing…

อย่าใจร้ายกับตัวเอง (It’s Okay)

The Cloud เคยคุยกับวีตอนอัลบั้ม Glitter and Smoke ตอนนั้นคุณบอกว่าการทำอัลบั้มเหมือนการบันทึกช่วงชีวิต อัลบั้มนี้ยังเป็นการบันทึกช่วงชีวิตอยู่ไหม

เป็น ชัดมาก 

คือมันไม่ได้ทำเพื่อบันทึก แต่เราดันใส่ความเป็นเราในตอนนั้น ๆ ลงไป ที่บอกว่าวีใช้เวลาในการทำอัลบั้มนี้เกือบ ๆ 2 ปี เห็นเลยว่าถ้าพัง เรากลับมาเยียวยาและรักตัวเองยังไง กว่าจะเรียกความมั่นใจกลับมาว่า กูไม่ใช่คนที่จะเสียใจเว้ย มึงนั่นแหละ มันใช้เวลามาก ๆ ที่จะผลักดันตัวเองไปถึงจุดนั้นได้ 

ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังของเพลงที่ดูสดใสจะดาร์กขนาดนี้

ใช่ จริง ๆ มันดาร์กมากนะ แต่เราอยากเป็นแสงที่สว่างที่สุดในที่มืดตรงนั้น 

แม้ว่าจุดเริ่มต้นมันจะดาร์ก แต่การที่เราคิดแง่บวกกับมันแล้วดึงตัวเองขึ้นมาได้ เลยเป็นสิ่งที่น่าเฉลิมฉลองมาก ๆ มันคือ I don’t give a fuck about you anymore 

การตามหาตัวตนที่หล่นหายของ 'วี วิโอเลต' เวอร์ชันใหม่ที่เร็ว แรง และรักมากที่สุด
การตามหาตัวตนที่หล่นหายของ 'วี วิโอเลต' เวอร์ชันใหม่ที่เร็ว แรง และรักมากที่สุด

เพราะมีอิทธิพลกับชีวิตมาก ก็เลยพูดถึงอัลบั้มนี้เยอะมากเลยใช่ไหม

ถ้าถามว่ามันมีอิทธิพลต่อชีวิตไหม มี แต่วีแค่รู้สึกว่า กูทำเพลงมาดีขนาดนี้ กูจะไม่โปรโมตหน่อยเหรอ (หัวเราะ) 

เราอยากโปรโมตเยอะ ๆ เพราะเราภูมิใจ เราไม่เคยคิดถี่ถ้วนขนาดนี้มาก่อนกับการทำอัลบั้ม อัลบั้มที่แล้วก็ยังไม่ถี่ถ้วนขนาดนี้ เคยมีคนมาบอกว่าอัลบั้มก่อนดีกว่า ลึกว่า ซึ่งไม่ อัลบั้มนี้ลึกกว่าเยอะ มันเต็มไปด้วยเมสเสจต่าง ๆ นานา อัลบั้มก่อนมันเป็นแค่มู้ด แค่ดูดาร์ก แต่อัลบั้มนี้แม้มันจะดูสดใส แต่จริง ๆ แล้วความคิด กระบวนการ และเมสเสจข้างหลังมันลึกกว่านั้นมาก 

คุณเคยบอกว่าคำพูดที่ใจร้ายที่สุด ไม่ได้มาจากคนอื่น แต่มาจากตัวเอง 

ใช่

อะไรที่คุณมักจะด่าทอตัวเองบ่อย ๆ 

เธอเป็นภาระ แค่เป็นเธอก็ผิดแล้ว

เคยไปถึงจุดนั้นด้วยเหรอ

เคยไปถึงแล้ว 

เหมือนสิ่งที่เราเป็นมันผิด การมีอยู่ของเรามันผิด ไม่ได้ถึงขั้นจะฆ่าตัวตาย แต่มันจะมีความรู้สึกว่า แล้วกูต้องเป็นแบบไหน ต้องเป็นอะไร แล้วเราเป็นอะไรอยู่ ทำไมสิ่งที่เป็นเรามันถึงไม่ดีเลยสักอย่าง

ส่วนหนึ่งวีคิดว่า มันมาจากคำพูดคนอื่น ๆ ที่มันแทงใจดำด้วย แล้วที่ยากที่สุดกลายเป็นว่าตัวเราเองเชื่อคำพวกนั้น ด่าตัวเองด้วยคำพูดพวกนั้น กลายเป็นบอกตัวเองว่าสิ่งที่เราเป็นมันผิด แล้วทำให้รู้สึกว่าเราไม่เหลือใคร 

คุณเอาชนะความคิดตัวเองยังไง

มันก็ต้องใจเย็นกับตัวเองแหละ เหมือนวีนั่งมองกระจก เห็นตัวเองแล้วก็รู้สึกสงสาร ก็เลยค่อย ๆ บอกตัวเองว่า ไม่เป็นไร ใจเย็น ๆ บวกกับว่ามีเพื่อนดี มีครอบครัวดี แล้วก็มีแฟนดีด้วย 

แม้ว่าจะมีช่วงที่เราไม่ได้ชอบตัวเองที่สุดแต่เราก็รู้ว่าเขารักเรา เราก็จะรู้สึกว่า (น้ำตารื้น) อืม เขายังรักเราได้ เราก็ต้องรักตัวเราได้สิ 

คุยกับตัวเองหน้ากระจกบ่อยไหม

ไม่บ่อย แต่จะมีวันที่เราส่องกระจกแล้วหลุดเข้าไป เหมือนมองเข้าไปจริง ๆ ไม่ได้มองแค่ภายนอก 

ขอบคุณตัวเองบ่อยไหม

ช่วงนี้บ่อยมาก 

ก่อนหน้านี้ล่ะ 

ไม่ค่อยขอบคุณเท่าไหร่ (หัวเราะ)

ถ้าคนรอบข้างไม่ได้มอบพลังงานดี ๆ และความรักให้ คิดว่าตัวเองจะเป็นยังไง

คงไม่ได้เป็นแบบนี้ วีอาจจะแข็งแกร่งมาก ๆ ก็ได้ แต่เป็นคนแข็งแกร่งที่ไม่มี Empathy หรืออาจจะแข็งแกร่งจนเห็นแก่ตัวก็เป็นไปได้ 

ไม่รู้เหมือนกัน คงเป็นเพราะว่าวีได้รับมากพอที่จะรู้ว่าการให้มันเป็นสิ่งที่ดีมาก  

คุยกับ วี วิโอเลต ศิลปินผู้บอกให้ทุกคนรักตัวเอง ถึงวันที่ปราศจากความกล้า และยอมพังทลายเพื่อสร้างใหม่ปีละหลาย ๆ ครั้ง

การเข้มแข็งมันเป็นได้หลายแบบมากเลย ช่วงนี้รู้สึกว่าการร้องไห้ก็เข้มแข็งในแง่หนึ่งนะ เพราะมันเป็นการที่เรายอมรับตัวเอง ซึ่งสิ่งที่ยอมรับยากที่สุดก็คือข้อเสียของตัวเองนั่นแหละ ยอมรับความน่าเกลียดของตัวเองว่า เออ กูเป็นแบบนี้ว่ะ กูต้องโอเคกับสิ่งนั้น กูต้องยอมรับว่าเป็นแบบนั้นจริง ๆ ก่อนจะซ่อมแซมมันได้

จำวันที่ยอมรับความน่าเกลียดของตัวเองได้ไหม

จำได้ 

เป็นยังไงบ้าง

ก็พังอยู่นานเลย มีช่วงเวลาที่ไม่แน่ใจว่าเป็นที่ฉันอ่อนแอหรือว่าโลกใจร้าย บางครั้งเราไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่เรายอมรับสิ่งนั้นมาก่อน 

งั้นคำตอบของคำถามที่ว่า ไม่แน่ใจว่าเป็นที่ฉันอ่อนแอหรือโลกที่ใจร้าย คืออะไร

เพลง โลกร้าย ไม่ได้มีคำตอบขนาดนั้น มันแค่ I just need you now ในตอนนี้คือเรารับไม่ไหว เราต้องการคนมาอยู่ข้าง ๆ เพลงมันเลยอุ่นขึ้นมาหน่อยหนึ่ง เพราะเราไม่ได้ตัวคนเดียว 100% เออ มันเจ็บปวดมากนะ 

ส่วนเพลง อย่าใจร้ายกับตัวเอง คือเราจะไปต่อยังไงดี เลยเกิดเป็นเหตุการณ์ว่า โอเค ถ้าไม่ไหว ก็ร้องไห้ ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ค่อยเริ่มใหม่ Take it day by day ไม่ต้องรีบเร่ง ไม่ต้องเอาความสำเร็จของคนอื่นมาเทียบกับเรา เพราะทุก ๆ คนมีจังหวะชีวิตต่างกัน เขาไม่มีวันเป็นเหมือนเรา และเราก็ไม่มีวันเป็นเหมือนเขา เพราะฉะนั้นต้องหยุดเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับไม้บรรทัดของทุกคน 

มีคนหนึ่งเคยพูดกับวีแล้วสิ่งนี้มันติดค้างอยู่ในหัววีมาก ๆ เขาบอกให้วัดความสำเร็จของเธอด้วยความสุข ถ้าเราพอใจ นั่นคือสำเร็จแล้ว สมมติเธอประสบความสำเร็จมาก ๆ ในเชิงการงานแบบทุกคนชื่นชม แต่ตัวเธอยังไม่ได้พอใจ มันก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จอยู่ดี 

คุยกับ วี วิโอเลต ศิลปินผู้บอกให้ทุกคนรักตัวเอง ถึงวันที่ปราศจากความกล้า และยอมพังทลายเพื่อสร้างใหม่ปีละหลาย ๆ ครั้ง

ถ้าคอนเซปต์ของอัลบั้มนี้คือการรักตัวเอง ตอนนี้คุณรักตัวเองมากพอหรือยัง

คิดว่าเพิ่งจะเรียนรู้ที่จะรักตัวเองอย่างถูกวิธีก็ตอนนี้แหละ เมื่อก่อนก็ไม่ได้รักตัวเองถูกวิธีขนาดนี้นะ 

การรักตัวเองที่ถูกวิธีเป็นยังไง

เคารพตัวเอง ใจดีกับตัวเอง ไม่โกหกตัวเอง แล้วก็ยอมรับในทุกข้อดี-ข้อเสียและทุกความรู้สึกของตัวเอง เพราะบางครั้งเราบอกตัวเองว่าไม่เฮิร์ทเว้ย แต่กลายเป็นกดอารมณ์ตัวเองไว้ สุดท้ายวันหนึ่งมันกลายเป็นปมที่จะปะทุขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ 

ถ้างั้น จงซื่อสัตย์กับทุกความรู้สึก ถ้าเรารู้สึกอิจฉาก็บอกกับตัวเองเลยว่า เออ กูอิจฉาว่ะ แล้วจะแก้ความรู้สึกนี้ยังไงดี กูต้องอิจฉาต่อไปไหม หรือกูจะแก้ที่ตัวกู วีว่าอันนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับยากมาก ๆ

คำว่าอิจฉาเป็นสิ่งที่ฟังดูแย่มาก แต่มนุษย์ทุกคนรู้สึกกันได้ทุกวัน แค่เปิดไอจีมา เชี่ย แม่งหุ่นดี อิจฉาว่ะ มันจะมีความรู้สึกที่น่าเกลียดแบบนี้อีกเยอะมาก ๆ ทำแบบนี้กูเห็นแก่ตัวปะวะ เออ ใช่ กูเห็นแก่ตัว มันต้องยอมรับ แล้วเราจะได้รู้ว่าต้องแก้ไขยังไง พอเราซื่อสัตย์กับตัวเองมาก ๆ เราก็จะไม่โกรธหรือเกลียดตัวเองที่มีข้อเสียพวกนั้น เราก็แค่รู้ว่า เออ แบบนี้ไม่ดีเลย ก็แก้ไขมันใหม่ วีว่าอันนี้คือการรักตัวเองที่ถูกต้อง เพราะมันจะทำให้เราได้พัฒนาจริง ๆ

ส่งผลไปถึงคนรอบข้างด้วยไหม หลังเปลี่ยนไปเป็นคนละคน

เพื่อนก็ทึ่งว่า โห จิตมึงแข็งมากเลยนะตอนนี้ เพราะมันผ่านมาเยอะไง มันเห็นวีมาเยอะ 

ต้นปีมันเห็นว่าวีร้องไห้อยู่เรื่อย ๆ นั่งดาวน์ แล้วพอวันหนึ่งมันมานั่งคุยกับวีแล้ววีไม่ Give a fuck กับเรื่องนั้น เรื่องนู้น เราปล่อยวางได้จริง ๆ เพื่อนมันเลย เชี่ย กูยังปล่อยไม่ได้เลย กลายเป็นว่าเราแซงหน้าไปในบางเรื่อง เพราะเราปล่อยให้ตัวเองพังแล้วกลับขึ้นมาใหม่ แต่มันไม่จำเป็นต้องปล่อยให้พังขนาดนั้นนะ วีอาจจะเป็นคนที่สุดเหวี่ยงสุด ๆ ทางอารมณ์

ตัวตนที่ผ่านมาเกิดจากการรู้สึกอะไรแบบสุด ๆ เศร้าก็เศร้าสุด รักก็รักสุด ทุกวันนี้เผื่อใจเวลารักใครรึเปล่า

ตอนแรกก็เผื่อ แต่ตอนนี้ไม่ค่อย ลืมคำว่าเผื่อแล้ว (หัวเราะ) 

ลืมตัวเหรอ

ใช่ เวลาตกหลุมรักมันไม่มีใครค่อย ๆ ตกได้อยู่แล้ว ตกก็คือตก ถึงช่วงที่เป็นจังหวะทางลาดชัน เราจะค่อย ๆ ค่อย ๆ พอเบรกได้อยู่ แต่ถ้าเกิดมันเป็นหลุม เราก็คงตกลงไปแล้ว 

แสดงว่าทุกวันนี้ไม่กลัวที่จะเสียใจแล้ว

ก็กลัวนะ ไม่งั้นไม่เกิดเพลง จินตนาการ หรอก (หัวเราะ) 

แต่สุดท้ายชีวิตนี้ถ้าเราไม่กล้าหาญที่จะออกไปรู้สึกอะไรเลยมันก็จะน่าเบื่อ 

ไปเถอะ พออกหักเราก็รู้แล้วแหละว่ามันไม่ตายหรอก 

คุยกับ วี วิโอเลต ศิลปินผู้บอกให้ทุกคนรักตัวเอง ถึงวันที่ปราศจากความกล้า และยอมพังทลายเพื่อสร้างใหม่ปีละหลาย ๆ ครั้ง
คุยกับ วี วิโอเลต ศิลปินผู้บอกให้ทุกคนรักตัวเอง ถึงวันที่ปราศจากความกล้า และยอมพังทลายเพื่อสร้างใหม่ปีละหลาย ๆ ครั้ง
Now playing…

ตั้งแต่มีเธอฉันมีความสุข (This Time)

เพลงของคุณมีเอกลักษณ์คือการเล่าเรื่องได้เห็นภาพ แต่เหมือนคนเพิ่งรู้ว่าคุณเป็นคนเขียนเอง

เออใช่ คนเพิ่งรู้ ทั้ง ๆ ที่วีเขียนมานานมากแล้วนะ

เป็นผลจากที่เรียนฟิล์มมารึเปล่า

เกี่ยวมาก ๆ ก่อนหน้านี้วีไม่ได้เขียนเพลงแบบนี้ วีเขียนด้วยอารมณ์

มีอยู่วันหนึ่งนั่งเรียนคลาสหนัง เขาก็สอนการเล่าเรื่องด้วยภาพ สมมติจะบอกว่าตัดสินใจ เธอจะแสดงออกมายังไงว่าตัดสินใจ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นมาในหัว เป็นเรื่องขอ Eexecution ทางภาพ วีเลยรู้สึกว่า จริง ๆ เราเล่าเพลงของเราให้เป็นภาพได้นี่ สร้างห้องนั่งเล่นขึ้นมา สร้างห้องนอน สร้างการกระทำ จะทะเลาะกันยังไงโดยที่ไม่ต้องบอกว่าทะเลาะ อ๋อ แบบข้าวของกระจายเต็มพื้น 

คุยกับ วี วิโอเลต ศิลปินผู้บอกให้ทุกคนรักตัวเอง ถึงวันที่ปราศจากความกล้า และยอมพังทลายเพื่อสร้างใหม่ปีละหลาย ๆ ครั้ง

มีภาพไหนที่เห็นแต่ไม่กล้าเขียนลงไปไหม

ตอนนี้ยังไม่มีขนาดนั้นมั้ง 

อืม มี ๆ แต่ไม่กล้าเล่า (หัวเราะ) เป็นเรื่องความรัก 

พอคุยแบบนี้ก็เริ่มตั้งคำถามว่า หรือจริง ๆ เราไม่ควรจะกลัวสิ่งเหล่านี้วะ เพราะเราไม่ใช่คนผิด 

ไม่รู้เหมือนกัน เพราะมันยังหาคำตอบไม่ได้มั้ง เราก็เลยไม่กล้าเล่าออกมา นี่คือเพิ่งตั้งคำถามตอนนี้เลย ว่าแล้วทำไมกูถึงไม่กล้าเล่า เราไม่ควรไม่กล้าเล่าด้วยซ้ำ เออ มันไม่ควรเลย 

ซึ่งปัญหาที่คุณเจอมันเป็นเรื่องของความเชื่อและตัวตน แต่การเขียนเพลงคือการเล่าเรื่องชีวิตของตัวเองให้คนทั้งโลกรับรู้ไม่ใช่เหรอ

(หัวเราะ) 

ใช่ เวลามีคนคอมเมนต์แง่ลบเลยกระทบกับตัวเราเยอะอยู่เหมือนกันว่า อ๋อ เขาไม่ชอบตัวตนของฉัน เราก็รู้ว่าไม่ใช่อย่างงั้นแหละ แต่ความรู้สึกบางทีมันห้ามกันไม่ได้ 

วีรู้ว่ามีอีกหลาย ๆ คนที่เขารู้สึกเหมือนวีแน่ ๆ มันไม่ได้เกินมนุษย์ ไม่ได้ไกลตัวใคร มันคือชีวิตประจำวันมาก ๆ 

ในอัลบั้ม Your Girl วีว่า ถ้าวีเด็กกว่านี้แล้วมีคนมาพูดกับวีแบบนี้ วีคงไม่หลงทางขนาดนี้ การที่เราได้พูดออกไปมันอาจจะเป็นประโยชน์กับใครก็ได้ 

The Cloud เคยถามว่า วีช่วงอายุ 26 เป็นยังไง แล้วคุณตอบว่า เป็นวัยที่ถูกมองข้าม เพราะคนจะให้ความสำคัญแค่อายุ 25 กับข้ามไป 30 แล้ววีในวัย 29 ปี เป็นปีที่ถูกมองข้ามด้วยรึเปล่า 

ไม่ได้มองข้าม แต่เป็นวัยที่อยากทำอะไรก็รีบทำ (หัวเราะ) เริ่มไม่ Give a fuck ไม่ได้แคร์เยอะ เพราะฉันจะ 30 แล้ว เพราะฉะนั้น ฉันอยากทำอะไรบ้าง ไม่ต้องสนใจใคร ฉันจะทำก่อน อย่ามัวแต่กังวลคนอื่นทั้ง ๆ ที่เราไม่ได้ไปสร้างความทุกข์ให้เขาเลย 

ตอนนั้นคุณบอกว่า การเข้าใกล้อายุ 30 เป็นเรื่องน่ากลัว ตอนนี้ยังกลัวอยู่ไหม

ไม่กลัว ไม่ได้อยากจะ 30 ทันที เพราะโควิดมันโกงอายุเราไป วีรู้สึกว่าไม่เป็นไร เราหน้าเด็กอยู่ ล่าสุดโกหกอายุตัวเองจนคนถามว่าจริง ๆ วีอายุเท่าไหร่ แล้ววีจำไม่ได้ (หัวเราะ) 

อยากเป็นคนอายุ 30 แบบไหน

อยากเป็นคนอายุ 30 ที่สวยและมีคุณภาพ แล้วมีคุณภาพในที่นี้ก็คือทุก ๆ ด้าน ทั้งตัวตน ผลงาน แต่เราจะไม่โปรโมตสิ่งนี้เยอะ เราจะโกงอายุต่อไป เพื่อที่เราจะได้อยู่ในวงการต่อนาน ๆ  (หัวเราะ)

พูดถึงวีในอนาคตไปแล้ว อยากให้พูดถึงวีในอายุเลข 2 หน่อยว่าเป็นยังไง เห็นพัฒนาการอะไรในรอบ 10 ปีบ้าง

โอ้ ไม่น่าเชื่อว่าจะเปลี่ยนไปเยอะขนาดนี้เหมือนกัน ถ้าวีตอนอายุ 19 – 20 มองมา ก็น่าจะภูมิใจ แบบว่า มึงทำได้ดีนะ โตมาได้โอเคอยู่ 

คงเป็นคนที่ถ้ากลับไปแนะนำตัวเองในวัย 20 แล้วไอ้เด็ก 20 มันจะเชื่อฟัง

คุยกับ วี วิโอเลต ศิลปินผู้บอกให้ทุกคนรักตัวเอง ถึงวันที่ปราศจากความกล้า และยอมพังทลายเพื่อสร้างใหม่ปีละหลาย ๆ ครั้ง
คุยกับ วี วิโอเลต ศิลปินผู้บอกให้ทุกคนรักตัวเอง ถึงวันที่ปราศจากความกล้า และยอมพังทลายเพื่อสร้างใหม่ปีละหลาย ๆ ครั้ง

ตอนนี้พูดได้หรือยังว่าวีคนที่ไม่มั่นใจในตัวเอง หรือรักตัวเองในทางที่ผิด ได้ตายไปแล้ว 

พูดไม่ได้ 100% แต่เรารักตัวเองในทางที่ถูกมากขึ้น สมมติถ้าเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ปล่อยให้ตัวเองอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นอีก คิดว่าครั้งนี้จะ aware แล้วก็จะตัดสินใจได้ดีขึ้น 

แต่เราอาจจะไม่ได้แข็งแกร่งขนาดไม่ปล่อยให้ตัวเองไปอยู่ตรงนั้นตั้งแต่แรก เราอาจจะแค่ เอ๊ะ นี่เรากำลังไปในเส้นทางนั้นหรือเปล่า รู้สึกแปลก ๆ ไม่แน่ใจ แต่ว่าไปก่อน มันอาจจะยังเป็นแบบนั้นอยู่ ถลำไปนิดหนึ่งแล้วพอเริ่มเห็นชัดถึงจะค่อย ๆ ถอยออกมาได้

กลัวไหมที่จะกลับไปเป็นแบบเดิม

ไม่กลัว เพราะเคยออกมาได้แล้ว 

ออกแล้วก็ออกเลย?

เออ ก็รู้แล้วว่าเดี๋ยวก็หาย แต่ไม่ได้อยากกลับไปตรงนั้นอีกนะ แล้วก็หวังว่าคงจะไม่กลับไป เพราะมันรู้สึกแย่ เช่น ไม่อยากกลับไปอกหัก มันเหนื่อย 

แต่คนเราก็ต้องอกหักรึเปล่า

แต่ก็อกหักมาเยอะแล้วไง 

รักนี้จะเป็นรักสุดท้ายเหรอ

ไม่รู้ เราไม่กล้าเคลม ขอให้คบกันนาน ๆ แล้วกัน

ถ้าสมมติว่าชีวิตคุณเป็นทินเดอร์ คนแบบไหนที่จะปัดซ้าย 

อันนี้เป็นสิ่งที่เห็นชัดที่สุดว่าสเปคในวัย 20-29 ปีเปลี่ยนเยอะมาก คนที่เราคบด้วยเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนเหมือนไม่มีสเปค ช่วงที่วีโสดยาว ๆ ก่อนหน้านั้น แฟนวีน่าจะเป็น Narcissist ทุกคนเลย (หัวเราะ)

ทำไมถึงดึงดูดคนแบบนั้น หรือคนแบบนั้นดึงดูดคุณเหรอ

เราคงยังรักตัวเองไม่เป็นจริง ๆ ถึงยังปล่อยให้ตัวเองอยู่ตรงนั้นได้นานขนาดนั้น

งั้นคนแบบไหนที่คุณจะปัดขวาในทินเดอร์

เราแทบไม่ปัดขวาเลย พอมาเจอเก้า จิรายุถึงเพิ่งปัดขวา

เป็นแบบนั้นจริง ๆ เพราะหลังจากที่วีอกหัก ตั้งแต่ I’d do it again วีก็โสดยาว ๆ แบบไม่มีคนคุย ไม่คบกับใคร ใครเข้ามาจีบก็ปัดทิ้งเลย รู้เลยทันทีว่า You do not meet my standard and I am not gonna lower my standard แบบนี้

จะไม่ยอมเสียเวลาอีกแล้ว

ใช่ รู้สึกว่าเรามีค่าพอ 

ช่วงที่ต้องตัดสินใจว่า โอเค เปิดใจก็ได้ มันยากไหม

ตอนแรกคิดว่าจะยาก แต่ไม่ยาก

แค่แบบ เอ๊ะ หรือว่าผ่านวะคนนี้ เหมือนไม่แน่ใจ หรือจะลองดูก็ได้ เพราะไม่เจอมานานมากแล้วไง แต่ก็บอกตัวเองไว้ว่า ช่วงสโลปที่เราค่อย ๆ ยั้ง ๆ (ยั้งเท้าตัวเอง) ถ้าทำอะไรไม่เวิร์กขึ้นมา เราจะไปเลยนะ 

มั่นใจ?

มั่นใจมาก เรามั่นใจมาก ว่าถ้าเขาทำอะไรที่เราไม่โอเคขึ้นมา เราไม่คุยก็ได้ ตอนนั้นวีคุยกับเขาเลยว่า ถ้ามีนักข่าวมาถามว่า คุยกับเราเหรอ จะตอบว่าอะไร เพราะถ้าเกิดคุณปิดเรา ก็ไม่ต้องคุยกับเราแต่แรก 

ในอัลบั้ม Your Girl ของคุณมีฟีลเตอร์ผู้หญิงสไตล์ต่าง ๆ ให้เล่น ในฐานะเจ้าของเพลง คิดว่าตัวเองเป็นผู้หญิงแบบไหน

ยากจัง 

อ้อร้อ 

ทำไม

มันมีความน่ารักและน่าถีบในเวลาเดียวกัน (หัวเราะ)

คุยกับ วี วิโอเลต ศิลปินผู้บอกให้ทุกคนรักตัวเอง ถึงวันที่ปราศจากความกล้า และยอมพังทลายเพื่อสร้างใหม่ปีละหลาย ๆ ครั้ง

ขอบคุณสถานที่ ร้าน 22 Sep. Cafe & Space

324/1-3 รัชดาซอย 3 แยก 4 แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ใครไม่ติสต์, Soundtiss 

วลีที่สาว ๆ ผู้ชื่นชอบการแต่งหน้าทุกคนต้องคุ้นหู เพราะ ตู่-สวรินทร์ ศรีบุญมา บิวตี้บล็อกเกอร์ เจ้าของเสียง มาพร้อมกับยอดผู้ติดตามเหยียบล้านคนบนยูทูบ เธอปรากฏตัวบนหน้าจอด้วยรอยยิ้มสดใส พูดคุยกับคนดูอย่างเป็นมิตร ประหนึ่งสาวที่อยากเนรมิตใบหน้าเพื่อนสนิทให้สวยเช้ง

ปีที่ผ่านมาชื่อของเธอเป็นที่พูดถึงไม่ขาดสาย เมื่อตู่ลุกขึ้นมาสวมบทบาทเป็นคนอื่น แปลงโฉมตัวเองอย่างสิ้นเชิง ด้วยการแต่งหน้าแฟนซีตามตัวละครจากหนังและการ์ตูนดัง 

หากเหมือนแค่หน้าตา เธอก็คงไม่แตกต่างจากช่างแต่งหน้าทั่วไป 

สิ่งที่ทำให้พิเศษและโดดเด่นกว่าใคร คือการที่เธอเรียนรู้ลักษณะตัวละครจนเก็บเอาไปฝัน ศึกษาการเคลื่อนไหวทุกท่วงท่า ตกแต่งฉากหลังราวกับถ่ายที่เดียวกัน จากทักษะศิลปะที่สั่งสมมาจากวัยเยาว์ และเธอทำมันด้วยความรัก

เราเดินทางมาถึงบ้านที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของเด็กสาว ทักทายตากับยายที่เธอเรียกว่าพ่อแม่ เพื่อนั่งลงคุยกับตู่เวอร์ชันแต่งหน้าเบาบางที่สุด ตั้งแต่วันที่เธอเล่นเสริมสวยกับยาย จนถึงตอนตายที่ขอให้เอาเครื่องสำอางใส่โลง

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Fantastic Baby

ทุก ๆ คน รวมถึงตัวคุณเอง เรียกคุณว่า Soundtiss คิดว่าตัวเองเป็นคนติสต์ไหม

เราไม่รู้จักคำจำกัดความของคำว่าติสต์ด้วยซ้ำ

แล้วมาจากไหน

จริง ๆ ชื่อนี้มันเกิดตอนที่เราเป็นเด็กแก๊ง (หัวเราะ) 

ช่วงนั้นทุกคนจะชอบ Southside, Thaitanium ต้องเดินสยาม ใส่เสื้อแก๊ง แล้วเราชื่อตู่ไง เพื่อนก็บอกว่า “ชื่อนี้ไม่เก๋เลย!”

เลยเปลี่ยนเป็น

Soundtiss 

เราชื่อ สวรินทร์ เพื่อนเลยเอาคำว่า เสา เป็น ‘ซาวนด์’ เพราะว่ามึงชอบร้องเพลงนี่ มึงชอบวาดรูปด้วย ก็เป็นอาร์ติสต์ แล้วก็เอาคำว่า ‘ซาวนด์’ กับ ‘ติสต์’ มารวมกัน ซึ่งเพื่อนคนนั้นที่ตั้งชื่อให้ก็มีชื่อเสียงอยู่ใน TikTok เหมือนกันคือ Pizza Movie เป็นคนรีวิวหนัง เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย เก๋ เพราะว่าชอบโดนล้อชื่ออยู่แล้วตั้งแต่เด็ก 

ชื่อตู่มีอะไรให้น่าล้อในตอนนั้น

ทุกคนจะมองว่าตู่เป็นชื่อของผู้ชาย แต่จริง ๆ เราเกิดมาชื่อ ฟีน งงไหม แล้วอยู่ดี ๆ แม่ก็เปลี่ยนให้เป็นชื่อตู่ เพราะเพลง อะไร ๆ ก็ตุ๊ดตู่ มันดัง เขาก็เลยตั้งชื่อนั้นให้เรา (หัวเราะ)

เล่าเรื่องชีวิตตอนเป็นเด็กแก๊งให้ฟังหน่อย

โห เป็นช่วงชีวิตที่พ่อแม่หวงมาก ไม่ยอมให้ออกไปเที่ยว แต่สมัยนั้นสเตตัส BB ต้องบอกว่า “OTW Siam Paragon” “OTW เซ็นลาด” แล้วเป็นยุคที่เน็ตไอดอลโด่งดังมาก เราอยากเป็นหนึ่งในนั้น อยากเป็นคนดังเหมือนเขาบ้าง เราก็เลยลองไปดู ตอนนั้นทุกคนต้องแต่งตัวสีดำ ใส่เสื้อแขนกุด ใส่เสื้อวง เจอกันแล้วเดินไปเรื่อย ๆ 

แล้วเราก็งงกับเพื่อนว่า แค่นี้หรอ นี่หรอคือเด็กแก๊ง (หัวเราะ) หลังจากนั้นเราก็ เอ๊ะ มันไม่ใช่ทางของเรา ก็เลยเฟด ๆ ออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวของฉันเองดีกว่า 

อย่าบอกนะว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการกรีดอายไลเนอร์

ต้องบอกว่ากรีดมาก่อนเป็นเด็กแก๊งอีก 

ถามจริง

ใช่ เพราะตอนเด็ก ๆ เรียนวิทยาลัยนาฏศิลป์ ต้องไปประกวด ไปรำ ไปแสดง ต้องแต่งหน้าเองมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว คือแอบเขียนคิ้วไปโรงเรียนตั้งแต่ ม.2 

ห๊า

(หัวเราะ) เราทาแป้งพัฟเลย 

ตอนนั้นแต่งหน้าตามใคร

คนแรกที่รู้สึกว่าอยากแต่งหน้าตามคือ PONY Makeup เพราะเราเคยทำงานขายหนังสือที่ธรรมศาสตร์ แล้วร้านข้าง ๆ ก็เอาหนังสือของ PONY Makeup มาวาง เรารู้สึกว่า เฮ้ย คนเกาหลีเขาแต่งหน้าสวยจังเลย เราอยากแต่งหน้าแบบเขา แต่ไม่มีเงินซื้อหนังสือเล่มนั้น 300 กว่าบาท แพงมาก เลยไปนั่งดูแล้วก็เอามือถือถ่ายรูปกลับมาอ่านที่บ้าน (หัวเราะ) ฝึกตาม เริ่มเปิดยูทูบ ซึ่งเมื่อก่อนก็ลำบากเพราะว่าไม่มีคอมพ์ มือถือก็ไม่ได้มีเน็ตดีขนาดนั้น ต้องไปยืมคนอื่น

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

อะไรมาก่อนกันระหว่างการชอบแต่งหน้ากับชอบศิลปะ

จริง ๆ ต้องบอกว่าชอบศิลปะก่อน ตั้งแต่เกิดมาคือเราได้ยินอยู่แล้วว่าพ่อแม่เราจบช่างศิลป์ ลาดกระบังฯ ไม่รู้ว่าทำไมถึงชอบวาดรูปเหมือนกัน แต่จำได้ตอนเด็ก ๆ เลยก็คือจะวาดรูปให้เพื่อนในห้องตลอด เวลามีการบ้านวิชาวาดรูป เพื่อนก็จะ “วาดให้หน่อย” (หัวเราะ) จนกระทั่งโตขึ้นมานิดหนึ่ง แม่เห็นว่าเราชอบแสดงออกก็เลยส่งไปเรียนร้องเพลง เลยได้มาอีกความสามารถหนึ่ง 

พอขึ้นมัธยมฯ ก็ไปเรียนเอกร้องเพลงที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ แต่เราโตมาในสังคมที่ไม่รู้ว่าการไปติววาดรูปคืออะไร เช่น คนที่เขาไปสอบศิลปากร บางคนติวมาตั้งแต่ ม.1 คือเราอยู่แต่กับการประกวดร้องเพลง จน ม.6 ถึงลองศึกษาดูว่า ถ้าเราอยากต่อมหาลัยวาดรูปต้องมีอะไรบ้าง โอ้โห รู้ตัวช้ามาก

ซึ่งเราติวน้อยมาก เพราะว่าตอนนั้นก็เริ่มทำงานแล้ว อยากหาเงิน แล้วก็บังเอิญ (เสียงสูง) เป็นปีแรกที่เขาใช้ 9 วิชาสามัญยื่น แจ๊กพอตสุด ๆ แล้วคะแนนปฏิบัติก็ออก เราผ่าน แต่พอ 9 วิชาสามัญออกปุ๊บ ฉันได้เกินครึ่งมา 3 คะแนน (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่า กูไม่น่าจะรอดละ เลยเลือกมาสอบนิเทศศิลป์ใกล้บ้านที่สวนสุนันทาฯ 

เห็นในทวิตเตอร์ช่วงวันเด็กที่คุณเล่าว่า “เคยประกวดวาดรูป แต่อาจารย์ไม่ให้รางวัล เพราะวาดสวยกว่าคนอื่น” 

เป็นคำถามที่คาใจมาตลอด 

ทุกคนในชั้นเรียนรู้อยู่แล้วว่าเราชอบวาดรูป พอมีประกวดวันแม่ก็เลยลองวาดรูปดู เราก็ตั้งใจวาดมาก ทุกคนบอกว่า “ยังไงก็ชนะ” “วาดสวยมากเลย” แล้วพอวันที่เขาประกาศ เราเห็นรูปเราแปะอยู่ แต่ไม่ได้อยู่ตรงที่ประกาศรางวัล หรือเขาไม่รู้ว่าเราส่งประกวด ก็เลยเดินไปถามอาจารย์ว่า หนูส่งไปแล้วทำไมหนูไม่ได้ เขาบอกว่า “ก็วาดสวยเกินคนอื่นน่ะ…” อ้าว!

เหมือนว่าถ้าไปแปะมันจะแปลกแยกจากคนอื่นเกินไป เขาบอกว่า “ให้รางวัลคนอื่นเขาบ้าง” อ้าว! 

แล้วทำยังไง 

ก็โอเค ตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไร แต่พอโตมาถึงรู้ว่า เฮ้ย มันแย่เหมือนกันนะ ถ้าเราเป็นคนจิตใจอ่อนไหว ถ้าวันนั้นเราตั้งใจวาดมาก ๆ อยากได้รางวัลเพื่อไปอวดคุณแม่ เราคงเสียใจมาก หรือถ้าเรามีลูกแล้วลูกเราเจอแบบนั้น เราก็คงวีนครูเลยว่า เป็นอะไรจ๊ะ (หัวเราะ) 

เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยไหมในชีวิตของคุณ

น่าจะมีแค่เหตุการณ์นี้แหละ เพราะเรียกว่าเป็นเด็กที่อยู่เป็น (หัวเราะ) บ้านจะมียายเป็นครูสอนภาษาไทย ทุกคนจะเรียบร้อยมาก ยายสอนวิธีการวางตัวกับผู้ใหญ่ ยิ่งเราเรียนนาฏศิลป์อีก เดินเข้าหาครูต้องคลานเข่า 

แต่เป็นเด็กที่แต่งหน้าทาคิ้วตั้งแต่ ม.2

ใช่ เราแอบทำทุกอย่างแต่อาจารย์ไม่เคยว่า เพราะเราทำเนียนมาก เช่น เราอยากผูกโบผิดระเบียบ อาจารย์มาปุ๊บ ถอด อาจารย์ไปปุ๊บ ติด ที่ผ่านมาไม่ใช่คนเรียบร้อยแต่แค่อาจารย์จับไม่ได้แค่นั้นเลย 

ทำไปเพราะอยากสวย หรือต้องการมีอิสระในการแสดงตัวตน

เราอยากเท่ อยากสวย แต่ตอนเด็กเราไม่ได้เข้าใจ ถูกปลูกฝังว่าเป็นกฎก็ต้องทำตามสิ ไม่ชอบก็ไม่ต้องอยู่ เราเลยโอเค ไม่ตั้งคำถามก็ได้ แอบทำไปแล้วกัน

พอโตมาถึงรู้สึกว่า ทำไมถึงห้ามฉันใส่ถุงเท้าพื้นดำ ทั้ง ๆ ที่ถุงเท้าพื้นขาวมันซักยาก ขอสวยนิดหนึ่งได้ไหม บางคนไปโรงเรียนแล้วอย่างน้อยมีสีแก้มมีสีปากนิดหนึ่งให้ดูน่ารัก มีชีวิตชีวาในการเรียนมากขึ้น มันเป็นจริง ๆ นะวันไหนที่เราลุกขึ้นมาแต่งตัว เราจะรู้สึกว่ามีพลังในการทำงานมากขึ้น

ขอ 1 อย่างในหน้าที่ต้องมีก่อนออกจากบ้าน

ลิปสติก เคยทดลองการออกจากบ้านแบบขี้เกียจมาหลายรอบแล้ว เขียนคิ้วอย่างเดียวไม่ได้ค่ะ

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

ONE OF A KIND

ช่วงนี้ที่คุณเริ่มแต่งหน้าเหมือนตัวละครมากมาย ถือว่าเป็นช่วงที่พีกที่สุดของ Soundtiss รึเปล่า

สุด ๆ ช่วงนี้พีกสุด ๆ คนเริ่มแคปไปแชร์ว่า “โอ๊ย Soundtiss แต่งหน้าเหมือนทุกคนเลย” อาจเพราะเรามีความสุขกับมันมากขึ้น มีทีมมากขึ้น สนุกกับการทำงาน แฟนก็เป็นตากล้อง ทีมตัดต่อก็เก่งมาก ๆ เรามีเลขา มีน้องฝึกงานเป็น Stylist เป็น Content Creator มาอีก แบบว่า Dream Team มาก ๆ 

ในฐานะที่ตอนนี้พุ่งขึ้นสุดกราฟ วิจารณ์การแต่งหน้าของ Soundtiss เมื่อ 6 ปีที่แล้วหน่อย

โอ้โห หน้าเทามาก 

พูดเลยว่าไม่ได้ตั้งใจหน้าเทา แต่ว่าเขาไม่ขายรองพื้นสีเข้มให้เรา 

สมัยก่อนด้วยความที่เราเป็นเด็กและไม่มีทางเลือก เราก็รับทุกงานเลยค่ะ แล้วเป็นช่วงที่ทุกคนต้องตัวขาวและเขาทำรองพื้นสีเดียว เราก็รีวิวด้วยสีเดียวนั้น (หัวเราะ) ไอ้เรื่องทรงคิ้ว การแต่งตามันยังเป็นในเรื่องของยุคสมัย ความนิยม แต่เรื่องหน้าเทาเนี่ยมันเหนือกาลเวลา 

มองเห็นพัฒนาการอะไรในตัวของน้อง Soundtiss คนนั้นจนถึงปัจจุบัน

หน้าไม่เทาแล้ว เลือกสีรองพื้นตรงเป๊ะ แล้วก็มีสติมากขึ้น เสพสื่อมากขึ้น คิดเยอะมากขึ้น วิธีการแต่งหน้าก็พัฒนาขึ้น

การแต่งหน้าเชิงคอสเพลย์หรือแต่งหน้าเหมือนคนอื่น เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนไหน

เริ่มจากการที่เราดูบล็อกเกอร์ต่างประเทศที่เขาแต่งหน้าเป็นคนอื่น แล้วเรารู้สึกว่า โอโห เขาแต่งเหมือนจัง เราจะทำได้เปล่าวะ

ครั้งแรกที่แต่งคือเป็น Wonder Woman เพราะเราชอบคาแรกเตอร์นี้มากเลย เราอยากเป็นแบบเขา ก็เลยกลับบ้านมาแล้วลองแต่งดู ตอนแรกก็แต่งหน้ากรีดอายไลเนอร์ปกติ แต่ตอนนั้นไม่ได้ถ่ายคลิป เลยลองแต่ง ๆ ดู เริ่มวาดตาสองชั้นปลอม เอ๊ะ! มันก็คืออยู่นะ ต่อมาก็ลองแต่งเป็น คาร่า (Cara Delevingne) บวกกับเริ่มดูอนิเมะ โคตรเซียนโรงเรียนพนัน แล้วก็คิดว่าคาแรกเตอร์นางเอกมันเริ่ด อยากคอส ลองสอนคอสเพลย์ดูบ้างละกัน เผื่อใครหลาย ๆ คนอยากแต่งคอสแต่ไม่รู้ว่าต้องแต่งยังไง โชคดีที่เราชอบวาดรูป เอามาปรับใช้กับการแต่งหน้าได้ค่อนข้างดี 

แต่มันเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน มากขึ้นหลายเท่า

ที่สุด (หัวเราะ) ปกติตั้งกล้องถ่ายที่บ้านก็จบแล้ว แต่พอเราเริ่มเล่นใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ก็ต้องเช่าฉาก เช่าสถานที่ เช่าชุด เช่าวิก แต่ถามว่าคุ้มไหม ก็คุ้มค่ามาก เพราะเรารู้สึกว่าคนดูได้อะไรกลับไปเยอะขึ้น ถ้าลูกค้าเขามาจ้างเรา เขาก็จะมีความมั่นใจว่าเราต้องทำผลงานออกมาได้ดีมากแน่ ๆ เหมือนเป็นการสร้างมาตรฐานของตัวเองขึ้นมา 

ช่วยเล่าแบบละเอียดให้หน่อยว่าที่ต้องเสียทั้งเงินและเวลามากขึ้น มันมากขนาดไหน

อย่างล่าสุด อวตาร เรามีแพลนอยู่แล้วว่าจะแต่งเป็นอวตาร หนึ่ง คือยกทั้งทีมไปดู (หัวเราะ) น้อง Stylist พี่อ๊อด เรา เลขาทุกคนเข้าไปอยู่ในโรง เป็นการดูหนังที่เหมือนทำการบ้านส่งอาจารย์ เตรียมแว่นแบบชัดสุด ๆ เข้าไปนั่งดูหน้า ดูตา ดูลักษณะ ดูลายบนหน้าเขา 

ออกจากโรงปุ๊บก็มาประชุมกันต่อว่าแต่งเป็นคนนี้ดีไหม แต่หน้าเขาเรืองแสงนะ กูจะเป็นสิวไหมเนี่ย แต่ไม่เป็นไร สู้ ก็เลยสั่งสีเรืองแสงประมาณ 10 กระปุกจากทุกร้าน พี่อ๊อดก็ซื้อไฟ Blue Light เพื่อเอามานั่งเทสต์ นั่งจุด ว่าไหนคือสีที่ถูกต้องที่สุด 

ลงทุนมาก

แล้วก็ต้องมานั่งแพลนว่าเราจะแต่งอะไรบ้าง ออกแบบฉากหลังที่เราจะใช้ หาซื้อไฟ ซื้อฉาก ไปแบกต้นไม้มา แล้วการพ่นสี Body Paint ก็ยากมาก ต่อให้เราวาดรูปเก่งหรือแต่งหน้าเป็นอยู่แล้ว ก็เลยให้น้องพรีมพร้อมที่เคยฝึกงานด้วยเข้ามาช่วย ต้องจ้างช่างทำผมอีก เพราะว่าน้องคีรี ผมยาวถึงกลางหลัง แล้วคอนแทคเลนส์ก็ต้องมานั่งดูสีตาเขา มันเป็นสีออกเหลืองที่ออกเขียวอีกทีหนึ่งนะ เราสั่งมาเยอะมาก เพื่อดูว่าอันไหนมันดีที่สุด 

กระบวนการทั้งหมดที่เล่ามา เพื่อคลิปกี่นาที

3 นาที (หัวเราะ)

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

แล้วเพื่อยอดวิวเท่าไร

ใน TikTok ยังโชคดีที่ขึ้นหลักล้านวิว แต่ในยูทูบไม่รู้ว่ากี่หมื่นวิวแล้ว ค่อนข้างน้อยนิดหนึ่ง เพราะ Target แคบ แต่งหน้าประหลาด ๆ คนก็ไม่รู้ว่าจะดูเพื่อแต่งตามไปทำไม แต่อีกหนึ่งคลิปที่เรารู้สึกว่าประสบความสำเร็จมาก ๆ คือแต่งหน้าเป็นตัวละครฆีบาโร ประมาณ 8 แสนวิวแล้ว 

พอตั้งมาตรฐานไว้สูงขนาดนี้ กดดันเวลาแต่งเป็นตัวละครต่อ ๆ ไปไหม

กดดันทุกรอบ (หัวเราะ) เครียดทุกรอบเลยว่า เราจะแต่งเหมือนเปล่าวะ คนติดภาพไปแล้วว่า Soundtiss ต้องแต่งเหมือน 

เราก็ออกมาอธิบายทุกรอบว่า ฉันไม่สามารถแต่งเหมือนได้ทุกคนนะ ฉันไม่ได้แต่งหน้าเหมือนเขา 100 เปอร์เซ็นต์หรอก แต่คนดูเราขี้อวย บางทีเราลงแค่หู เขาบอก “เหมือนมากค่ะ!” 

ยัง! 

(หัวเราะ)

เออ เราก็กดดัน แต่โชคดีที่คนดูเราน่ารัก เขาเข้าใจว่าเราไม่ได้แต่งเหมือน แต่ในเรื่องของการใช้สี เทคนิคการแต่งหน้า มันเหมือนจริง ๆ แล้วก็คาแรกเตอร์ที่เราสื่อออกมาหรือว่าท่าทางมันคล้ายกับคนนั้นจริง ๆ ก็เลยชื่นชม

จะบอกว่าทุกครั้งที่กำลังจะแต่งหน้าเป็นใครคนหนึ่ง เราจะเก็บไปฝันเลย เพราะจะดูคลิปเขาซ้ำ ๆ ก่อนนอนเพื่อเก็บดีเทล

รู้สึกอยากเอาชนะตัวเองไปเรื่อย ๆ ไหม

ใช่ เหมือนไม่ต้องสู้กับคนอื่น สู้กับตัวเองให้รอดก่อน (หัวเราะ) อันไหนทำได้ก็ทำ อะไรที่มันไม่ไหว ก็ไม่เป็นไรนี่ เรียกว่าทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ในตอนนั้นแล้ว

ในแวดวง Makeup Artist คนที่แต่งหน้าแนว ๆ คุณมีมากน้อยแค่ไหน

ก็มี แต่ว่ายังน้อยอยู่ หรืออาจจะมีเยอะกว่านี้แต่ไม่ได้ออกสื่อมาก เพราะเอาจริง ๆ ไม่ค่อยมีคนดูเท่าไร เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม แต่คงเพราะเป็นการแต่งหน้าที่ค่อนข้างจะแฟนซีมาก ๆ คนส่วนใหญ่ที่เขาไม่ได้เสพงานอาร์ตก็ไม่รู้จะดูทำไม แต่งตามไม่ได้

กลายเป็นว่าทุกวันนี้ที่เรามียอดวิวเยอะขึ้นมาจาก TikTok ส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทยกลุ่มหนึ่งและที่เหลือเป็นชาวต่างชาติหมดเลย 

ในเมื่อรู้ว่ามันยากขนาดนี้ ได้ยอดวิวไม่คุ้มกับค่าเหนื่อย ทำไมถึงยังตั้งใจที่จะผลิตงานบนเส้นทางนี้เหมือนเดิม

เพราะว่าเราชอบมันมาก (ลากเสียง) แล้วเราก็หาตรงกลาง ต้องบอกว่าไม่ใช่ทุกคลิปที่เราจะเล่นใหญ่เหมือนอวตาร คลิปที่เราตั้งกล้องถ่ายกับแสงธรรมชาติก็มีเยอะมาก เพื่อให้เข้าถึงคนดูทั่วไปที่เขาแต่งตามได้ 

อย่างคลิปที่เล่นใหญ่มาก ๆ บางทีเราก็ไม่อยากพูด ขายของไม่ได้ เราก็จะทำคลิปฟรีไปเลยเพื่อคืนกำไรให้กับคนดู แล้วก็เรียกคนดูใหม่ ๆ ที่เป็นชาวต่างชาติเข้ามา เพราะพอคลิปเราไม่พูด ชาวต่างชาติก็จะเข้ามาดูได้

เคยคิดไหมว่าจะมีชื่อเสียงขนาดนี้

ไม่คิดว่าจะมาถึงจุด ๆ นี้ ตอนแรกยังคิดอยู่เลยว่าโตไปฉันคงจะเป็นครูสอนร้องเพลงมั้ง

เพราะว่าตอนนั้นก็ยังรับจ้างสอนร้องเพลงแล้วก็สอนเปียโนเด็กด้วย วันนั้นก็ยังเริ่มต้นงง ๆ แค่รู้สึกว่าฉันอยากดัง ฉันอยากมีแสง ฉันอยากเป็นเน็ตไอดอล คิดแค่นั้นเลย

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Flower Road

เครื่องสำอางอยู่ในชีวิตคุณมาแล้วกี่ปี

น่าจะอยู่มาตั้งแต่เกิด เพราะจำได้ว่าตั้งแต่อนุบาลหรือประถม ชอบเล่นแต่งหน้ากับยายที่บ้านเก่า แบบยายขอแต่งหน้าหน่อย ก็จะนั่งปัดแก้มทาตาให้เขา ส่วนมากเป็นแบบตาฟ้า แก้มชมพู ปากแดง แต่โชคดีที่ยายเห็นว่าเราชอบแต่งหน้า ต้องทำงาน ต้องไปประกวดร้องเพลง เขาก็ไปตลาดแล้วก็ซื้อเครื่องสำอางราคาหลักสิบมาให้ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังใช้นะ เพราะว่าบางอย่างมันดีจริง ๆ

คุณผ่านการทำงานอะไรมาบ้าง

โห จิปาถะมาก (ลากเสียง) เราโตมากับความรู้สึกว่าอยากมีเงินเยอะ ๆ เพราะเราอยากได้ของ แต่พ่อแม่เราไม่มีเงินซื้อให้ เราต้องหาเอง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเศร้าหรืออะไร บวกกับการที่เราโตมาในสังคมที่เพื่อนก็ทำงานเหมือนกัน ออกไปรับงานรำ ออกไปรับงานเต้น ออกไปทำนู่นทำนี่ 

ตอนนั้นก็ไปประกวดร้องเพลง ไปขายหนังสือได้วันละ 300 ไปเต้นให้ค่ายโทรศัพท์ค่ายหนึ่ง บวกกับการที่เราเคยเรียนร้องเพลงหรือเคยเรียนการเป็น MC มาก่อน ก็เลยได้เป็น MC ครั้งแรกให้กับค่ายมือถืออันนั้น เริ่มรับงานพริตตี้ เคยไปยืนถือน้ำส้มแบบ ชิมได้นะคะ ชิมไหมคะ ลองได้นะคะ เราชอบทำงานมาก

แล้วมาเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ได้ยังไง

เพราะว่าตอนนั้นช่วงเรา ม.6 เราเสพพันทิป เสพบิวตี้บล็อกเกอร์เยอะมาก ๆ เสพ แพรี่พาย ดู PONY ดูพี่ นุ่น นพลักษณ์ ดูพี่ สายป่าน (Sp Saypan) เราชอบมากเลย แล้วเราก็ชอบแต่งหน้าลงเฟซบุ๊กส่วนตัวของตัวเอง คนก็เริ่มถามว่า แต่งหน้ายังไง ใส่คอนแทคเลนส์อะไร เลยลองทำกระทู้รีวิวคอนแทคเลนส์ในจีบัน อยู่ดี ๆ ยอดแชร์ก็เยอะมาก จนมีคนทักมาบอกว่า “ลองทำยูทูบดูสิ เดี๋ยวส่งคอนแทคเลนส์ให้” 

เราก็เลย อะ ลองเปิดยูทูบ ลองเปิดเพจ แล้วก็เริ่มสอนแต่งหน้ามาตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าจะตั้งชื่ออะไร ก็เลยใช้ชื่อ Soundtiss 

ช่วงแรก ๆ ที่ทำจับทางได้ไหม 

แรก ๆ คือเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่สามารถเป็นอาชีพได้หรือเปล่า

ทำไปเพราะว่าสนุก แล้วก็เริ่มมีสปอนเซอร์เข้ามา เราก็ ว้าว! ได้เงินด้วยหรอเนี่ย ช่วงนั้นก็ยังรับงาน MC พริตตี้อยู่ ตอนนั้นไปออกรายการ I Can See Your Voice ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอาชีพอะไร ถ้าย้อนกลับไปดู เขาจะบอกว่าเราทำเคสขาย 

จริงหรอ

ใช่ เขาถามว่าเราทำอะไร เราก็บอกว่า ทำหลายอย่างเลย แต่ว่าไม่ได้ทำอะไรเป็นกิจจะลักษณะสักอย่าง ทำยูทูบด้วย แต่มีอยู่ 3 คลิป ก็เลยไม่รู้ว่าต้องพูดว่าทำยูทูบไหม เขาเลยเอาตอนที่เรานั่งวาดรูปในคอมพิวเตอร์เก่า ๆ ไปลงแทน

ตอนที่คิดว่างานนี้น่าจะเป็นอาชีพได้ อธิบายให้คนที่บ้านหรือคนรอบตัวฟังยังไง

เราไม่เคยบอกใครเลย (หัวเราะ)

ไม่เคยมีการมานั่งคุยกันว่า ฉันเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์แล้วนะ แม่กับพ่อคือไม่เคยมานั่งคุยกันเลยว่า เธอทำงานอะไร เขาแค่สงสัยว่าทำไมของมาส่งที่บ้านเยอะจัง สั่งอะไรมาหรือเปล่า เราก็อธิบายให้เขาฟังว่า อ๋อ เขาส่งมาเพื่อให้หนูรีวิวนะ หนูต้องลองสินค้า อธิบายให้เขาฟังแค่นี้ แล้วคนรอบตัวเราทุกคนก็น่ารัก ช่วยกันตลอด 

รู้ไหมว่าเพราะอะไร

ไม่แน่ใจเหมือนกัน คือพวกเราลำบากกันมามาก โตมาในสังคมที่ถ้าเจอคนที่มีพ่อแม่ครบ เราจะ Amazing (หัวเราะ) เพราะว่าในกลุ่ม ตู่ไม่มีพ่อ เพื่อนอีกคนก็ไม่มีแม่ อีกคนก็ไม่มีพ่อ อีกคนก็บ้านแตก เรารู้สึกว่านั่นคือปกติ ซึ่งมันก็คือปกติจริง ๆ แค่เวลาเราเล่าให้ใครฟัง เขาก็จะ ห๊ะ ไม่มีพ่อเหรอ เราก็แบบ…แล้วทำไม แปลกเหรอ เพื่อนเราก็ไม่มีนะ (หัวเราะ) 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

แม้กระทั่งมีคนมาพูดใส่เรื่องพ่อ คุณยังไม่รู้สึกอะไร เคยมีช่วงที่ไม่มั่นใจในตัวเองหรือเปราะบางทางอารมณ์บ้างไหม 

ไม่เคยเปราะบางหรือไม่มั่นใจในตัวเองเลย ส่วนใหญ่จะเปราะบางกับคอมเมนต์มากกว่า 

เอาจริง ๆ ช่วงที่เราทำช่องของตัวเองไม่ค่อยเจอคอมเมนต์แย่ ๆ ในช่องของเราก็จะเป็น Community เพื่อนหญิงพลังหญิงแบบ “พี่ตู่สวยมากค่ะวันนี้” “โห พี่ตู่หุ่นแบบนี้ดีแล้วค่ะ ไม่ต้องลดนะคะ” แต่วันหนึ่งที่เราเริ่มไปออกช่องอื่น ๆ มากขึ้น Mass มากขึ้น คนดูมี Target เยอะมากขึ้น เริ่มมี Range อายุที่กว้างมากขึ้น เขาก็จะมีความ เอ๊ะ ทำไมผู้หญิงคนนี้ดูโหวกเหวกจัง ก็จะรู้สึกกับคอมเมนต์พวกนี้

แต่ถ้าถามว่าเคยไม่มั่นใจในตัวเองไหม บอกเลยว่าไม่เคย (หัวเราะ) น่าจะเป็นเพราะเพื่อนส่วนหนึ่ง เพราะเพื่อนมั่นหน้ามั่นใจทุกคน สมมติเพื่อนเราใส่บิกินีมา แล้วบอกว่า “มึง กูอ้วนเปล่าวะ” เพื่อนทุกคนจะหันไปบอกว่า “มึงไม่อ้วนค่ะ ใครบอกมึงอ้วน มึงบอกกูมาเลย มึงสวยมากวันนี้” (เท้าเอวชี้) เราเลยรู้สึกมั่นใจในทุกอย่างที่เราทำ 

พ่อแม่ของคุณมีส่วนช่วยให้มั่นใจในตัวเองมากน้อยแค่ไหน

ตู่เรียกว่าพ่อแม่ แต่จริง ๆ เขาเป็นตายาย ตอนนี้เขาอายุ 80 กันแล้วนะ เพราะฉะนั้นมันจะมี Generation Gap หนักมาก คือเขาจะไม่เคยบอกว่า “หนูสวยมาก” 

ไม่มีเลยหรอ

ไม่มี เขาก็ชื่นชมว่าไอ้ตู่มันเก่งนะ แต่ไม่ได้เป็นฟีลเหมือนแม่ลูกวัยรุ่นทั่วไป 

แล้วเด็กที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมกับพ่อแม่ที่อายุเยอะมาก มีปัญหาบ้างไหม

โอ๊ย มีเยอะแยะมากมาย ทุกวันนี้ยังทะเลาะกันอยู่เลย (หัวเราะ) เราหัวสมัยใหม่มาก ๆ เขาก็จะ Conservative สุด ๆ 

ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการทำงานเลย เขาปล่อยเราชิลล์มาก อยากเรียนอะไรก็เรียน ไม่ได้คาดหวังอะไร ใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเองก็พอแล้ว แค่อย่าทิ้งเขาก็พอ แต่สิ่งหนึ่งที่มีความไม่เข้าใจก็คือเรื่อง ทำไมถึงไม่แต่งงาน ทำไมถึงไม่หมั้นหมาย ทำไมถึงต้องนอนห้องเดียวกัน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องพวกนี้ 

แล้วทำยังไง

โชคดีที่แม่เรามีความดื้อเป็นปกติของคนแก่ แต่ถ้าวันไหนเรามานั่งจับเข่าคุยกัน เขาจะฟัง เราจะเป็นคนสังเกตพ่อแม่ตัวเองว่าถ้าพูดตอนนี้อะวีนแน่ เหวี่ยงแน่ ต้องรอจังหวะดี ๆ เช่น ตอนกินข้าวหรือตอนที่อยู่กับคนอื่น เราจะพูดต่อหน้าคนอื่นเลยว่า “แม่ มันเป็น 1 2 3 4 นะ แม่เข้าใจไหม” แล้วคนอื่นก็จะแบบ “ใช่ ลูกมันพูดถูก” 

แต่ก็เป็นธรรมดาของคนแก่ที่อยู่บ้านแล้วจะมีความขี้น้อยใจ ขี้งอน ล่าสุดพ่อติดโควิด อายุเกือบ 80 ไม่เข้าใจคำว่ากักตัว 

คุณรับมือด้วยการ…

กรี๊ด  

ให้เขาไปกักตัวที่โรงพยาบาล 5 วัน ก็คือจะหนีออกจากโรงพยาบาล พอกลับถึงบ้าน แม่ฉันก็เป็นมะเร็ง พ่อฉันก็เดินไปหาแม่เลย

ไม่ได้สิ!

ไม่ได้ (ตะโกน) แม่ก็ร้องไห้ “ฮือ ทำไมไม่กักตัว” ตอนนี้เล่าเหมือนตลก แต่ตอนนั้นคือหัวจะระเบิด 

คิดสภาพ วันนั้นถ่ายชุดเซเลอร์มูนอยู่ข้างบน แล้วอยู่ดี ๆ พ่อก็เปิดประตูเข้ามาถามว่า “แม่ไปไหน!” ฉันก็เดินใส่ชุดเซเลอร์มูนไปบอกว่า “กลับไปกักตัวเดี๋ยวนี้!” 

นี่ให้แม่ไปอยู่อีกบ้านหนึ่งเลย เพราะว่าพ่อไม่กักตัว พ่อก็น้อยใจอีก บอกว่า “เราคบกันมาตั้งขนาดนี้ ทำไมเธอถึงทิ้งฉัน” ซีนอารมณ์มาก

เออ ก็จะเป็นฟีลนี้ แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหาในเรื่องของการใช้ชีวิตเลย 

โชคดีที่เหมือนชีวิตจะมีอุปสรรคแต่ก็ไม่มีนะ

ใช่ คือเราไม่มีพ่อ แม่ก็ไม่ได้มีเงินขนาดนั้น โชคดีที่ตายายถึงเขาจะดุมากและไม่ให้เราออกจากบ้านเลย แต่เราเป็นเด็กที่รับได้แล้วก็เข้าใจในความเป็นเขา 

ถ้าเราเติบโตมาในครอบครัวที่ญาติทุกคนเป็นคนรวย เราอาจจะโดนกดดันก็ได้ว่าเธอต้องมีธุรกิจ แต่ด้วยความที่ตายายเราไม่ได้มีอะไรให้อยู่แล้ว เขาแค่อยากให้เราใช้ชีวิตให้มีความสุข หาแฟนดี ๆ สักคน เขาต้องการแค่นี้ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ซึ่งเรื่องพวกนี้คนมีชื่อเสียงหลายคนเลือกจะไม่เล่าก็ได้ ทำไมคุณถึงเล่าให้ทุกคนฟังหมด โดยเฉพาะในทวิตเตอร์

จริง ๆ มีหลายเรื่องมากนะที่เราไม่ได้ทวีตลงไป แต่ส่วนใหญ่ที่ทวีตเราคิดแล้วว่าจะต้องมีคนเกิดเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกับเราแน่ ๆ เราชอบเวลาที่มีคนมาปรับทุกข์หรือมาพูดคุยกัน 

รู้สึกว่าต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของแฟนคลับหรือคนที่ติดตามเราอยู่ไหม

พูดยากมาก เพราะบางคนก็รู้สึกว่า ฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีผิดมีถูกเหมือนทุกคน ส่วนตัวเรารู้สึกว่าควรจะมีตรงกลาง ไม่ใช่สูญเสียความเป็นตัวเองไปเลย ฉันก็กินเหล้า ฉันก็เที่ยว ฉันก็พูดคำหยาบ แต่ก็จะพยายามอยู่ในร่องในรอย ไม่สุดโต่งในการด่ากราดจนเกินไป 

แต่กว่าจะมาถึงตรงนี้ เห็นว่ามีช่วงหนึ่งที่ติดกินยาลดน้ำหนัก

ใช่ 

เพราะอะไรเด็กที่มั่นใจในตัวเองสุด ๆ ถึงไปถึงจุดนั้นได้

เพราะเข้าไปในโรงเรียนที่หันไปก็มีแต่คนขาว ๆ จัดฟัน ตาโต ทุกคนมัดผม ทุกคนผมยาว แต่เราหัวฟู ตรงข้ามทั้งหมด ก็เลยพยายามทำให้ตัวเองดูดีขึ้น พยายามทำให้เราตัวขาวขึ้นสุด ๆ ไปเลย จนวันหนึ่งเริ่มมีกระแสคนผิวแทนเข้ามา เราก็เลยหลุดจากตรงนั้น

ช่วงที่เข้าไปอยู่ในวังวนนั้น คุณหลงไปถึงขนาดไหน

โอ้โห ตอนนั้นประมาณ ม.3 ทำเพื่อให้ผู้ชายมาชอบเรา โทรมมาก เพราะกินยาลดความอ้วนแผงละ 100 บาทที่ตลาดนัด แล้วก็เบลอมาก เศร้าไปหมด รู้สึกดาวน์ กินข้าวไม่ลง ใจก็เต้นตึก ๆๆ เหมือนจะตายตลอดเวลา อกหัก ร้องไห้ เศร้า น้ำหนักลงไป 46 ผอมจนเพื่อนเจอแล้วบอกว่า “เฮ้ย ไปทำอะไรมา โทรมมาก” นี่ก็แบบ ฉิหายละ เราต้องหยุดกินยา น้ำหนักก็โยโย่มา 53 ตัวแตกเลย กลายเป็นว่าทุกอย่างใหญ่กว่าเดิม เราก็ทำใจ (หัวเราะ) ตั้งแต่วันนั้นมาก็ไม่กินอาหารเสริมลดความอ้วนอีกเลย

แล้วเขาชอบเราไหม

เขามาชอบเราตอน ม.ปลาย แต่เราไม่ได้ชอบเขาแล้ว เชิด! (หัวเราะ)

วังวนนั้นให้บทเรียนอะไรกับคุณบ้าง

เรารู้สึกว่าสวยแบบเป็นตัวเองดีที่สุดแล้ว 

คือไม่ผิดนะถ้าเราอยากสวยเหมือนใคร มี Role Model ได้ แต่ต้องเข้าใจพื้นฐานของเราด้วยว่ามันไปได้สุดมากแค่ไหน และอย่าไปก้าวก่ายคนอื่น เช่น สมมติเพื่อนเราบอกว่าอยากขาว เราก็จะบอกว่า “เฮ้ย จริง ๆ ผิวแทนสวยนะ แต่ถ้ารู้สึกว่าอยากขาวก็โอเค แล้วแต่ ถ้าสบายใจที่จะขาว”

ตอนนี้กลายเป็นเราต้องไม่ไปยัดเยียด Beauty Standard ของเราเองให้คนอื่น เพราะเราก็เจอบ่อยเหมือนกัน ถ้าอยากออกกำลังกาย อยากผอม ก็จะมีคนมาบอกว่า “เฮ้ย ไม่ต้องผอมหรอก ผอมไม่ได้แปลว่าสวยนะ” เราก็รู้สึกว่า อ้าว แล้วไปว่าคนผอมทำไม 

อยากบอกทุกคนที่ยังอยู่ในวังวนของ Beauty Standard ว่าเอาที่ตัวเองสบายใจ อยากสวยแบบไหนก็สวยแบบนั้นแหละ ไม่ต้องไปนั่งฟังคนอื่นว่าเธอต้องสวยแบบนี้นะ เธออย่าผอมนะสมัยนี้เขาต้องอวบ เธออย่าขาวนะสมัยนี้เขาต้องผิวแทน ถามตัวเองดูว่าอยากเป็นแบบไหน แล้วก็ลุยเลย ไม่ผิด ไม่มีอะไรผิดทั้งนั้น

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Last Farewell

การได้เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ ทำให้คุณเป็นตัวเองในแบบที่ชอบมากขึ้นไหม

เราได้เป็นทุกคนเลย (หัวเราะ)

การเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ทำให้เห็นความสวยงามมากขึ้น เพราะพอเราแต่งหน้าหลาย ๆ คน เราจะเห็นเสน่ห์บนหน้าตาทุกคนเลย เห็นว่า ตา จมูก ปาก เขาสวยแตกต่างกันนะ แต่ว่าเขาสวยทุกคน  

เราก็เคยรู้สึกนะว่าเราอยากไปฉีดปากเพิ่ม เคยอยากไปทำตา ซึ่งคนทำไม่ผิดนะ แต่ส่วนตัวเรารู้สึกว่าเป็นแบบนี้ดีแล้ว เพราะถ้าเราไปทำหน้าชัดแล้วอะ เราจะแต่งหน้าเป็นคนอื่นยากขึ้นแน่เลย งั้นเราก็เคารพกับหน้าเราแบบนี้แหละ (หัวเราะ)

อะไรคือเกณฑ์วัดว่านี่คือจุดที่ประสบความสำเร็จ

โห เราไม่รู้เลยว่าคำว่าประสบความสำเร็จคืออะไร เพราะคำว่าประสบความสำเร็จของแต่ละคนต่างกัน ของเราคือการแต่งหน้าเป็นคนนั้น แล้วมีคนบอกว่า “อุ๊ย แต่งเป็นคนนี้แน่เลย” แต่กับบางคนความสำเร็จของเขาอาจจะเป็นการทำแล้วได้ 10 ล้านวิว มันก็แล้วแต่คนมอง ไม่ได้มีบรรทัดฐานตายตัว บางคนที่เขายอด 10,000 Followers แต่เขารู้สึกประสบความสำเร็จก็มี 

รู้สึกยังไงที่อาชีพนี้พาให้คุณได้มีรถ มีบ้าน เป็นของตัวเอง

ดีใจมาก นี่เป็นความฝันตั้งแต่เด็กเลยว่า ฉันอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง 

เพราะตอนเด็ก ๆ เราจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ห้องหนึ่งอยู่รวมกัน 3 คน จนช่วงที่เราทำงานก็ไม่มีห้องเป็นของตัวเองที่จะใช้ถ่าย ถ้าทุกคนย้อนกลับไปดู จะเห็นว่าข้างหลังเป็นราวตากผ้าแล้วเราก็เอาผ้ามาแขวน พอเริ่มมีอะไรมากขึ้น เราก็ไปขอห้องเก็บของทำงานได้ไหมจ๊ะ ทุกคนก็ต้องเอาของทั้งหมดออก เพื่อให้เราไปนั่งทำงานตรงนั้น แล้วก็ทำมาเรื่อย ๆ จนเก็บเงินซื้อบ้านซื้อรถได้ 

สมัยก่อนทำงานมาเท่าไรก็หมดเพราะว่าต้องใช้ จำได้เลยว่าตอนจ่ายค่าเทอมมหาลัย ประมาณ 15,000 มั้ง บัญชีเหลือเงิน 0 บาท (หัวเราะ) ตอนกดเงินออกมาน้ำตาจะไหลแบบ กูไม่มีเงินอีกแล้ว กูหามาตั้งนาน แต่ทำไรไม่ได้ นอกจากหาเงินใหม่ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ถ้าตอนนี้ไปสมัครงานอีก แล้วเขาให้แนะนำข้อดีของตัวเองจะบอกว่า

เป็นคนมีสติมาก เป็นคนใจเย็น เป็นคนมีแพสชัน แล้วก็ชอบแก้ไขปัญหา 

เคยมีครั้งหนึ่งในชีวิตที่… แม่ป่วยเป็นมะเร็งใช่ไหม พี่สาวโทรมาแล้วก็บอกว่า “เนี่ย แม่อยู่ห้องผ่าตัดนะ 50 : 50 มีสิทธิ์เสียชีวิต” สิ่งที่เราทำก็คือลุกขึ้นมา โทรบอกญาติว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง 1 2 3 4 ในหัวคิดแล้วว่า ถ้าสัปดาห์หน้าแม่กูตายกูต้องทำยังไงต่อ กูต้องทำงานนี้ ๆๆ นะ กูต้องใช้ชีวิตแบบนี้ ๆๆ นะ 

ส่วนใหญ่เวลาเกิดอะไรขึ้นเราจะนึกถึง Worst Case ที่สุด อะไรคือสิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้น แล้วคิดว่าต้องแก้ไขปัญหายังไง เออ เราเป็นคนแบบนี้ 

แล้วก็เคยอยู่ในรถกระป๋องที่คนขับเขาหลับในเว้ย รถก็โยกไปมาในอุโมงค์ ทุกคนในรถกรี๊ด แต่เราหน้านิ่งมาก มีสติ แล้วเราก็หยิบมือถือขึ้นมาเพื่อพิมพ์ข้อความบอกแม่ว่ารักนะ

เป็นข้อดีจริงเหรอ

นั่นน่ะสิ เป็นข้อดีจริงไหมวะ แต่ก็ดีกับการทำงาน

แล้วการใช้ชีวิตล่ะ

ก็จะเป็นคนไม่ได้แสดงอารมณ์ของตัวเองเท่าไร เพราะรู้สึกว่าฉันต้องมีสติตลอดเวลามากเกินไป เช่น ตอนแม่ป่วย เราไม่ร้องไห้เลยเพราะรู้สึกว่าคนอื่นร้องแล้ว กูจะร้องไม่ได้ เดี๋ยวมันจะไปกันหมด เรากลายเป็นคนที่ต้องมีสติที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น

เพราะไม่อยากอ่อนแอ

เคยอยู่ในจุดที่ไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเราอ่อนแอ แต่หลัง ๆ ก็อ่อนแอไปเหอะ กูเป็นมนุษย์ (หัวเราะ) 

เมื่อก่อนแฟนไม่เคยเห็นเราร้องไห้เลย น้อยมาก หลัง ๆ เป็นประจำเดือน เริ่มเศร้าเริ่มร้องไห้เหมือนคนปกติแล้ว ที่ผ่านมาจะไปกลั้นน้ำตาทำไมวะ (หัวเราะ)

ถ้าเครื่องสำอางอยู่กับคุณมาตั้งแต่เกิด คิดจะอยู่กับมันอีกไปถึงเมื่อไร

โอ๊ย ก็คงจนกว่าจะตาย ถ้าตายฝากเอาเครื่องสำอางใส่โลงไปด้วย (หัวเราะ) 

เมื่อวานเพิ่งบอกเพื่อนไปว่า “มึง ถ้ากูตายอะ อย่าลืมปัดแก้มสี Pansy Pop ให้กูนะ แล้วก็ปากอย่าลืมทาลิปของ Dior เบอร์ 000 ให้กูด้วย” เพื่อนก็บอกว่า “มึงลุกขึ้นมาแต่งเองเถอะ ถ้ามึงตายกูก็แต่งให้ได้ไม่สวยเท่ามึง” 

Soundtiss ออกแบบความตายของตัวเองไว้ว่ายังไงอีก

พูดตรงนี้กับคนสัมภาษณ์เลย 

ถ้าตายปุ๊บ ฝากบอกแม่ด้วยว่า ไม่ต้องเศร้า แล้วก็ฝากเปิดเพลง BIGBANG ในงานศพของฉันด้วย ยังไงสารก็ต้องไปถึง BIGBANG ว่าช่วยทำคอนเสิร์ตหน่อย ถ้ากูตายอย่างน้อยคนอื่นก็ต้องได้ดูคอนเสิร์ต BIGBANG วะ 

เราบอกเพื่อนตลอดว่างานศพกู ถ้าเป็นไปได้มึงเปิดเพลง BIGBANG ไปเลย มึงจัดปาร์ตี้ไปเลย อย่าคิดว่ากูตาย คิดว่า กูเนี่ยไปโลกใหม่ (หัวเราะ)

เป็นงานศพที่เปิดเพลง Last Farewell 

เออ! ถูกต้อง! 

เธอเศร้าได้ เธอร้องไห้ได้นะ แต่อย่าจมปลักกับการที่ฉันตายไป เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่จากเป็นก็จากตาย เพราะฉะนั้น ถ้าฉันตาย อย่างน้อยทุกคนต้องได้สนุกที่สุด ปกติเพื่อนจะมาปาร์ตี้ที่บ้านตลอด ถ้ากูตายมึงก็จัดปาร์ตี้ส่งท้ายให้กูเลย เอาเบียร์มารดน้ำกูนะ (หัวเราะ) 

ทุกวันนี้คิดพินัยกรรมไว้ เพราะเรามีคติประจำใจว่า ใช้ชีวิตให้เหมือนเป็นวันสุดท้าย เราบอกรักแฟน กอดแฟนทุกวัน เพราะเจอมาเยอะมากกับการที่คนรอบข้างเสียไว ญาติพ่อเรานอนแล้วตาย ไหลไปเลย เราก็เลยพยายามใช้ชีวิตให้เหมือนวันสุดท้าย และก็บอกเพื่อนตลอดว่า ถ้ากูตาย มึงต้องแบ่งเงินแบบนี้นะ มึงเป็นพยานให้กูแล้ว 3 คน มึงเข้าใจไหม สมบัติกูต้องแบ่งยังไง พวกมึงฟังแล้วรู้เรื่องนะ (หัวเราะ) 

งั้นก่อนตาย คนสุดท้ายที่อยากแต่งหน้าเหมือนคือใคร

โอ้โห ฉิบหายแล้ว เหมือนตัวเองได้ไหม ขอแต่งหน้าเป็นตัวเองแล้วกันก่อนตาย ให้ทุกคนได้เห็นว่านี่คือหน้าฉัน 

แล้วก็ช่วยเอารูปนั้นน่ะไปแปะหน้าโลง เพราะตอนนี้หน้าโลงศพน่าจะไม่มีรูปที่เหมือนตัวเองแล้ว

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load