บ่ายแก่ๆ…

ห้อง 1 คูหา หัวมุมตึก ผนังและโต๊ะเก้าอี้สีขาวสะอาด ป้ายหน้าร้านเขียนว่าที่นี่แหละคือแบร์ลู (Berlu)

ชายร่างสันทัดเดินผ่านเข้าไปประจำที่หลังโต๊ะวางอาหารหน้าร้าน

ไม่วายจะทันได้ยินเสียงทักและรอยยิ้มใต้หน้ากาก ที่ทำให้เจ้าของใบหน้าหางตาตกทั้งสองข้าง

(แปลจากภาษาอังกฤษ) “คุณอุ้มใช่ไหมครับ”

“อ๊า.. ใช่ค่ะ มารับขนมที่สั่งไว้ค่ะ เป็นเพื่อนเอิร์ลด้วยค่ะ” แนะนำตัวเสียยาว พาดพิงไปถึง เชฟเอิร์ล-อัคพงศ์ นิลสม อีกต่างหาก

ก็ตื่นเต้นนี่นา ตามไอจีขนมร้านแบร์ลูมาตั้งนาน อ่านเรื่องของ เชฟวินซ์ หวิน (Vince Nguyen) มาก็เยอะ ได้เจอตัวจริงวันนี้เอง

ชีวิตและขนมหวานของ วินซ์ หวิน อดีต นศ.แพทย์ที่ลาออกมาทำร้าน Fine Dining ในพอร์ตแลนด์

เอาขนมของวินซ์กลับมาบ้าน เปิดกล่องลองกันกับลูกสาวและสามี

มีขนม 3 อย่าง เค้กหนึบใบเตยอร่อยให้ผ่าน เครปไส้มะพร้าวขูดใบมะกรูดสับโรยหอมเจียว อร่อยแปลกๆ ส่วนอีกอันหน้าตาเหมือนบัวหิมะไส้เผือก บ้านดิฉันไม่เก็ต! คือมันหวานน้อยมากกก (แถวเพชรบุรีคงเรียกว่าไม่หวาน) ลูกสาวชิมเข้าไปแล้วบอกว่าคายได้ไหมแม่

ร้อนถึงเอิร์ล

คืนนั้นถึงกับโทรไปคุยว่าเชฟวินซ์นี่เขาคืออะไรยังไง เอิร์ลยืนยันมาว่าเขาน่าสนใจจริง เพียงแต่ขนมที่ทำอาจจะไม่ได้ถูกใจทุกคน เพราะหวานน้อย ไม่มีกลูเต็นและนมไข่ แต่ยังไงไปคุยกับเขาเถอะ คนคนนี้มีของ

ก็เลยนัดโทรไปคุยกับวินซ์

คุยจบรักฮีเลย

เข้าเรื่องละนะ

หัวดีไปเป็นหมอ เหลือขอไปเป็น…
…เชฟ

นี่คือทัศนคติของคนจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่คนเอเชียที่อพยพมาอยู่อเมริกา

พ่อแม่วินซ์ไง ผลผลิตของครอบครัวเวียดนามพลัดถิ่น ที่ย้ายมาตั้งรกรากที่ออเรนจ์เคาน์ตี้ แคลิฟอร์เนีย เมื่อรุ่นก่อน ที่เชื่อว่าความขยันและการศึกษา จะทำให้คนได้เป็นหมอ เป็นทนาย ร่ำรวย มีชีวิตดีๆ

ครอบครัวของวินซ์เลยมีแต่หมอและทนาย

วินซ์ก็เป็นเด็กตามสูตร หัวดี เรียนโรงเรียนเอกชนแพงๆ มาตลอดชีวิต กำลังเรียนมหาลัย จะไปเป็นหมอเด็ก

ชีวิตและขนมหวานของ วินซ์ หวิน อดีต นศ.แพทย์ที่ลาออกมาทำร้าน Fine Dining ในพอร์ตแลนด์

แต่อยู่ดีๆ วันที่ไปทำงานพิเศษเป็นเด็กเสิร์ฟให้บริษัทเคเตอริ่ง

วันนั้นคนขาด วินซ์ซึ่งอายุน้อยที่สุดถูกโชคชะตาคว้าตัวไปช่วยงานในครัว

เขาพบว่าตัวเองชอบทำอาหารมาก

เลยลาออกจากเรียนหมอ

ไปสมัครเรียนโรงเรียนสอนทำอาหาร แล้วก็ไม่หวนกลับไปเดินบนเส้นทางเดียวกับที่บ้านอีกเลย

ง่ายๆ อย่างนั้นแหละ

ถามว่าพ่อแม่ช็อกไหม

ช็อกสิ

ผ่านมาสิบปี วินซ์ไปทำงานกับร้านอาหารโคตรจะดังมาทั่วโลก เปิดร้าน Fine Dining ชื่อแบร์ลูที่พอร์ตแลนด์จนได้รางวัล 1 ใน 10 Best New Restaurants in America ของ Robb Report เมื่อปีที่แล้ว

เมื่อ 2 อาทิตย์ก่อน พ่อวินซ์ยังบอกให้ไปเรียนเภสัชฯ อยู่เลย

ชีวิตและขนมหวานของ วินซ์ หวิน อดีต นศ.แพทย์ที่ลาออกมาทำร้าน Fine Dining ในพอร์ตแลนด์

พ่อแม่เนอะ ยังไงก็อดเป็นห่วงไม่ได้

วาดฝันว่าลูกชายคนเดียวจะใส่เสื้อกาวน์สีขาว อยู่ดีๆ ลูกก็ใส่ชุดดำมายืนทำกับข้าวซะงั้น

ถามว่าวินซ์แคร์ไหม

ไม่สิ

ผ่านมาสิบปี ประสบการณ์ยิ่งลับให้ความคิดสร้างสรรค์และฝีมือของเขาเฉียบคมขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็เฉือนเอาของอะไรที่ไม่จำเป็นออกไป เหลือไว้แต่ความ…

น้อย-มาก

ชีวิตและขนมหวานของ วินซ์ หวิน อดีต นศ.แพทย์ที่ลาออกมาทำร้าน Fine Dining ในพอร์ตแลนด์
คุยกับเชฟอเมริกันเชื้อสายเวียดนาม เส้นทางชีวิตที่พลิกผันจากกุมารแพทย์ สู่เจ้าของร้านอาหาร Fine Dining ที่ยืนหยัดได้ในยุคโรคระบาด

ดูอาหารแต่ละจานของวินซ์แล้ว อาจจะทำตัวไม่ถูกไปวูบหนึ่ง

มันดูคลีนมาก และดูน้อยมาก

วินซ์บอกว่าเขาเป็นคนวอกแวกง่าย

อะไรก็ตามที่ทำ จึงต้องมีรายละเอียดน้อยที่สุด ใจจะได้จดจ่อกับสิ่งน้อยๆ ที่อยู่ตรงหน้า

เขาไม่เคยใส่ผักเพียงเพื่อตกแต่งหน้าอาหาร

ทุกอย่างที่อยู่ในจาน มีขอบเขตชัดเจน และทำหน้าที่มากกว่าหนึ่งอย่างเสมอ

คนที่ได้กินอาหารของวินซ์ (ซึ่งน้อยอีกนั่นแหละ แค่คืนละ 12 คน) ต่างบอกว่าเป็นประสบการณ์ที่คาดไม่ถึงจริงๆ

คุยกับเชฟอเมริกันเชื้อสายเวียดนาม เส้นทางชีวิตที่พลิกผันจากกุมารแพทย์ สู่เจ้าของร้านอาหาร Fine Dining ที่ยืนหยัดได้ในยุคโรคระบาด
ซูกินีอาบเอิบอยู่ในไขกระดูกที่เคี่ยวด้วยน้ำส้มจากข้าว
คุยกับเชฟอเมริกันเชื้อสายเวียดนาม เส้นทางชีวิตที่พลิกผันจากกุมารแพทย์ สู่เจ้าของร้านอาหาร Fine Dining ที่ยืนหยัดได้ในยุคโรคระบาด
ต้นกระเทียมย่างกับกุ้งแม่น้ำมีรอยบากตรงกลาง คล้ายนัยน์ตาของงูที่ชุ่มไปด้วยน้ำมันจากใบมะเดื่อ ราดด้วยชารูบาร์บและซุปใสเคี่ยวจากกุ้งที่อยู่ในหลอดทดลอง
คุยกับเชฟอเมริกันเชื้อสายเวียดนาม เส้นทางชีวิตที่พลิกผันจากกุมารแพทย์ สู่เจ้าของร้านอาหาร Fine Dining ที่ยืนหยัดได้ในยุคโรคระบาด
ข้าวเกรียบทอดทาน้ำมันคาโนล่าเพียงบางๆ…

เวียร์ดมั้ยที่ทำขนมเวียด

เรื่องมันเกิดจากโควิด

ร้านปิด ใครจะทำไฟน์ไดนิ่งนั่งชิดๆ มากินอาหารกับคนแปลกหน้าได้ใช่ไหมล่ะ

วินซ์เลยต้องหาทางออก

เขาไม่เคยทำขนมเวียดนามมาก่อน แต่อย่างน้อยก็รู้ว่ารสชาติและเนื้อขนมเป็นอย่างไร

เขาหาสูตรจากอินเทอร์เน็ต แล้วดัดแปลงให้เป็นขนมของเขาเอง ทำขายเฉพาะเสาร์-อาทิตย์

ขนมเนื้อหนึบ หวานน้อย ไม่มีนม ไม่มีไข่ ใช้วัตถุดิบออร์แกนิกและทำเองหมด ไม่เว้นแม้แต่เส้นลอดช่องในขนมหวานเย็นที่เรียกว่าแจ่ (Che) ซึ่งบอกเลยว่าอร่อยจริงๆ

คนต่อคิวกันยาวสิ เราไปมา 3 ครั้ง คนเยอะทุกครั้งเลย

คราวนี้วินซ์เลยคิดว่ากลับมาเปิดไฟน์ไดนิ่งใหม่เดือนหน้า จะหาเรื่องให้ตัวเองอีกรอบ ด้วยการทำเป็น Vietnamese Tasting Menu เพราะเห็นร้านเล็กๆ อย่างนี้ แต่เป้าหมายของเขาคือการมีร้านอาหารพอร์ตแลนด์ที่ประสบความสำเร็จระดับประเทศ แต่ขณะเดียวกัน สิ่งที่ทำให้เขาดีใจมากกว่าได้รางวัล ก็คือมีประกันสุขภาพให้กับลูกน้องทั้ง 5 เขาบอกว่า ยอมให้เต็มร้อยกับคนเพียง 5 คน ดีกว่าให้ 50 คนแต่เพียงคนละ 50 

คุยกับเชฟอเมริกันเชื้อสายเวียดนาม เส้นทางชีวิตที่พลิกผันจากกุมารแพทย์ สู่เจ้าของร้านอาหาร Fine Dining ที่ยืนหยัดได้ในยุคโรคระบาด
ภาพ : Nick Muncy for Toothache Magazine
คุยกับเชฟอเมริกันเชื้อสายเวียดนาม เส้นทางชีวิตที่พลิกผันจากกุมารแพทย์ สู่เจ้าของร้านอาหาร Fine Dining ที่ยืนหยัดได้ในยุคโรคระบาด
ภาพ : Christine Dong

ที่เป็นอย่างนี้เพราะ…

ราศีเมถุน

วินซ์เกิดเดือนมิถุนาฯ

เขาว่าคนราศีนี้ มีหลายบุคลิกอยู่ในคนเดียว

บางทีก็ขี้เล่น บางทีก็จริงจัง บางทีก็สร้างสรรค์ บางทีก็ดูดุ

วินซ์ใส่เสื้อผ้าสีดำ แต่ร้านของเขามีแต่สีขาว

ตอนทำ Chef’s Table ที่เป็นไฟน์ไดนิ่ง เขาดูเคร่งขรึมจริงจัง เข้าถึงยาก

แต่พอมาทำร้านขนม เขากลับยืนปิ้งข้าวเกรียบควันโขมง ยิ้มแย้มโบกไม้โบกมือกับลูกค้า

เราก็ราศีเมถุน

คนถึงงงไงล่ะ (อ่านประโยคนี้ยังงงเลย ฮ่าๆ)

แต่เราเข้าใจนะ เราก็เป็นแบบนั้นแหละ สนใจอะไรก็ลงมือทำเลย ทำแบบทุ่มสุดตัวด้วย

แต่มีอย่างหนึ่งที่วินซ์บอกว่าไม่ต้องทำเหมือนเชฟคนอื่นก็ได้

…สัก

เขาบอกว่ามีอาหารเป็นที่ปล่อยของแล้ว ไม่ต้องสักหรอก

เราว่าเกลี้ยงๆ อย่างนี้ก็เหมาะกับเขาดีอยู่แล้ว

จะได้มองอาหารเนอะ ไม่ต้องดูแขนเชฟ

อ้อ ลืมบอกไป ชื่อร้าน Berlu มาจากคำว่า Hurluberlu ในภาษาฝรั่งเศส ที่แปลว่า An Eccentric Person ไม่ได้แปลกหรอก เราว่าเชฟวินซ์เขามีของ

www.Berlupdx.com 

www.instagram.com/berlupdx

Writer

Avatar

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

‘See the forest for the trees’ เป็นสำนวน หมายถึงการมองให้เห็นภาพรวม ไม่ใช่มัวแต่จดจ่ออยู่กับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ประหนึ่งมองต้นไม้แล้วก็ให้รู้ว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าใหญ่ ไม่ได้แยกส่วนอยู่โดดเดี่ยวตามลำพัง

ส่วน Forest For The Trees นั้น เป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรในเมืองพอร์ตแลนด์ ที่ก่อตั้งขึ้นโดยศิลปิน Gage Hamilton (เกจ แฮมิลตัน) และเจ้าของแกลเลอรี่ Matt Wagner (แมตต์ วากเนอร์) ที่ตั้งใจอยากให้คนเงยหน้าจากชีวิตประจำวัน หันขึ้นมามองเห็นเมืองทั้งเมืองเสมือนเป็นแกลเลอรี่ขนาดใหญ่ ผนังตึกคือผืนผ้าใบ ที่มีศิลปินและนักคิดมาช่วยกันระบายให้สนุกสนานสวยงาม

ลองนึกถึงบ้านที่มีแต่ผนังโล่งๆ ปราศจากสีสันและงานศิลปะดีๆ มันคงไม่ต่างอะไรกับเมืองที่มีแต่ตึกและผนังรกร้าง มองไปทางไหนก็เหือดแห้ง ปราศจากชีวิตชีวา ถ้ามีคนเบื่อและมือบอนหน่อยก็อาจจะพากันเอาสีสเปรย์มาพ่นให้เหนื่อยลูกตามากขึ้นไปอีก เทียบกับเมืองที่เดินไปทางไหนก็เจองานศิลปะที่ไม่ได้เอาแต่ซ่อนตัวอยู่ในแกลเลอรี่ แต่ร้องรำทำเพลงอยู่ตามผนังตึกต่างๆ ให้เราได้แปลกใจเล่นเมื่อพบเห็น แน่นอนว่าเมืองแบบหลังนี้ย่อมทำให้เรารู้สึกดีที่ได้อยู่ในเมืองนั้น และพานจะรู้สึกดีที่โลกนี้ยังมีสิ่งสวยงาม

Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดีForest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี

นั่นเป็นความรู้สึกของเราจริงๆ เวลาที่ขับรถหรือเดินไปทางไหน จู่ๆ ก็จะมีงานจิตรกรรมบนผนังตึก (murals) โผล่หน้ามาทักทาย ก่อนหน้านี้เราไม่เคยรู้ว่าใครเป็นคนมาวาดรูปเหล่านี้ไว้ หรือทำไมต้องเป็นผนังตึกเหล่านั้นที่ถูกเลือกมาประแป้งแต่งหน้าเสียสวยแจ่ม แต่วันหนึ่งเพื่อนบ้านที่เป็นศิลปินก็เล่าให้เราฟังว่า จิตรกรรมบนผนังตึกที่เราเห็นอยู่ทั่วไปในพอร์ตแลนด์นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นผลงานของ Forest For The Trees แทบทั้งนั้น พอเราเข้าไปดูรายชื่อศิลปินและผลงานที่ผ่านมาในเว็บไซต์ ก็ถึงกับร้องอ๋อว่าที่แท้ก็ FFTT นี่เองที่เป็นตัวตั้งตัวตี และเพื่อนบ้านเรา [ชื่อ Josh Keyes (จอช คีย์ส) ที่วาดรูปแรดคะนองเสยป้ายจราจรบนผนังสีขาว] ก็เป็นหนึ่งในผู้สร้างผลงานเอาไว้ด้วย เท่จริงๆ เลย

FFTT นั้นก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2014 นี่เอง แต่โกยศิลปินมาพ่นสเปรย์สะบัดฝีแปรงบนผนังตึกพอร์ตแลนด์ไปแล้วเกือบ 70 แห่ง หลายๆ จุดแทบจะกลายเป็นภาพจำของพอร์ตแลนด์ไปแล้วด้วยซ้ำ คือแขกไปใครมาก็มักจะแวะถ่ายรูปคู่กับตึกเหล่านั้นไปอวดกันในโซเชียลมีเดีย ที่สนุกก็คือมีแผนที่สำหรับให้คนตามไปดูงานเหล่านี้ และบางทีก็มีการจัดอีเวนต์รวมตัวกันปั่นจักรยานชมงานศิลปะของ FFTT ด้วย

Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี

สิ่งที่เราคิดว่าเป็นเรื่องที่ ‘ได้’ ด้วยกันทุกฝ่ายก็คือ หนึ่ง คนจัดงานซึ่งเป็นศิลปินและเจ้าของแกลเลอรี่ ถึงแม้จะไม่มีรายได้โดยตรงจากงานนี้ แต่ก็ได้สร้างกระแสความสนใจในศิลปะให้เกิดขึ้นในเมือง คือเอาศิลปะออกมาให้ดูกันฟรีๆ แบบไม่ต้องไปถึงแกลเลอรี่ จะตั้งใจไม่ตั้งใจยังไงก็ต้องได้เห็น ทั้งด้วยขนาดที่ใหญ่และอยู่ในโลเคชันที่มีคนผ่านไปมา ยิ่งพอร์ตแลนด์เป็นเมืองคนเดิน คนขี่จักรยาน และคนขับรถช้า ก็ยิ่งเอื้อให้มีโอกาสได้เห็นและหยุดดูมากเข้าไปใหญ่ สอง ศิลปินที่มาร่วมสร้างงาน ซึ่งมาจากทั่วอเมริกาและทั่วโลก ได้มีโอกาสเปิดตัวให้คนรู้จักผลงานมากขึ้น ทั้งจากลายเซ็นที่อยู่บนตึกและจากข้อมูลในเว็บไซต์ของ FFTT บางคนเป็นนักวาดผนังอาชีพ บางคนไม่เคยทำงานสเกลใหญ่ขนาดนี้มาก่อน แต่ปรากฏว่างานน่าสนใจเชียวพอได้โอกาสทำอะไรใหญ่ๆ เพื่อนบ้านเราบอกว่าเขาแทบไม่ได้ค่าจ้างจากงานนี้เลยด้วยซ้ำ แต่ถือว่าได้สร้างงานศิลปะเพื่อเมืองและเพื่อชุมชน และได้เป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจนี้ ทำให้มีคนรู้จักมากขึ้น แถมตอนที่ทำงาน ยังมีเชฟดังมาทำอาหารสุดหรูให้กินอีกด้วย (เป็นบ้านเราคงจะได้ข้าวกล่องกะเพราไก่ไข่ดาว) ศิลปินบางคนถือว่าได้มาเที่ยว เท่านี้ก็ถือว่าคุ้มค่าเหนื่อย

สาม เจ้าของตึกที่เคยมีแต่ผนังเปลือยโล่งไม่น่าสนใจ จู่ๆ ก็ได้งานศิลปะมาประดับตึก พอมีคนมาดู ก็อาจจะได้ลูกค้าเพิ่มไปอีกทาง สี่ เมืองพอร์ตแลนด์เองก็ได้ความงามที่หลากหลายมาสร้างสีสันและความน่าสนใจให้กับเมือง เพราะก็ต้องยอมรับว่าเมืองใหม่อายุไม่กี่ร้อยปีอย่างพอร์ตแลนด์นั้นไม่ได้มีสถาปัตยกรรมเก่าแก่ วัด วัง โบสถ์วิหาร หรืออาคารประวัติศาสตร์ ที่เชิดหน้าชูตา พิพิธภัณฑ์ศิลปะถึงจะค่อนข้างขยัน แต่ก็ไม่ได้มีงานระดับโลกชิ้นหายากที่คนจะต้องดั้นด้นมาดู คนส่วนใหญ่ที่มาพอร์ตแลนด์มักจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่มาหาอะไรแนวๆ ดังนั้น การตามรอยศิลปะบนผนังตึกที่กระจายตัวอยู่ทั่วเมือง ก็เลยกลายมาเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวอีกอย่างหนึ่งที่ถูกบรรจุไว้ในลิสต์ นอกเหนือจากไปกิน Voodoo Doughnuts และไอติม Salt & Straw (ฮา!) จึงไม่น่าแปลกใจที่กรมการขนส่งพอร์ตแลนด์ (Portland Bureau of Transportation) เองนั้นมีเงินทุนสนับสนุนให้กับโครงการศิลปะข้างถนนแบบนี้ด้วย นอกเหนือไปจากองค์กรที่ให้เงินสนับสนุนโครงการศิลปะโดยตรงอย่าง Regional Arts and Culture CounCil ที่เคยสนับสนุน FFTT มาก่อน

Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี

เมื่อวานเราจับลูกสาวตัวน้อย 2 คนใส่รถ แล้วขับวนไปดูงานชุดล่าสุดที่ศิลปินเพิ่งมาช่วยกันระบายไว้เมื่อต้นเดือนสิงหาที่ผ่านมานี้เอง ผลปรากฏว่าเราสนุกกันมาก และสะดวกดีเพราะไม่ต้องลงจากรถ ยังเปิดเพลง กินขนมอะไรกันไปได้ด้วย (คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็กคงพอจะนึกภาพออกว่าการเอาเด็กเล็กถอดเข้าถอดออกจากคาร์ซีทนี่มันไม่สนุกเอาเสียเลย และจากประสบการณ์พา 2 สาวไปดูงานอิมเพรสชันนิสม์คับคั่งที่ Musée d’Orsay ที่ปารีสมาหมาดๆ พบว่าลูกไม่สนุกด้วย ร้องแต่จะกลับโรงแรมไปเล่นเลโก้!) ไม่ได้ลบหลู่ แต่เราแอบคิดในใจว่านี่มันเหมือนแกลเลอรี่ Drive-thru เลยแฮะ ผิดกันที่นี่ไม่ใช่อาหารขยะ แต่เป็นงานศิลปะที่ผ่านการคิดมาอย่างดี เสพด้วยตา และให้คุณค่าโดยตรงต่อสมองและหัวใจ และในที่สุดก็ทำให้เราเห็นเมืองจากความเชื่อมโยงของศิลปะฝาถนนเหล่านี้ เหมือนเห็นป่าได้จากการมองต้นไม้อย่างที่ชื่อโครงการอุปมาไว้จริงๆ

Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี Forest For The Trees : องค์กรศิลปินที่เปลี่ยนผนังตึกทั่วพอร์ตแลนด์เป็นผลงานศิลปะชั้นดี

ขอขอบคุณ : พิชาญ สุจริตสาธิต
www.forestforthetreesnw.com

Save

Save

หมายเหตุ จิตรกรรมฝาผนัง (murals) นั้นเป็นงานศิลปะที่ศิลปินได้รับการว่าจ้างและได้รับอนุญาตจากเจ้าของอาคารให้สร้างงานศิลปะบนผนัง อาจจะเป็นด้านนอกหรือด้านในอาคารก็ได้ ตัวศิลปินเองก็ได้รับการยอมรับยกย่องอย่างเปิดเผย [muralist ที่มีชื่อเสียงระดับโลกก็อย่างเช่น Diego Rivera (ดิเอโก ริเวรา) สามีของ Frida Kahlo (ฟริดา คาห์โล) นั่นไง]

ต่างจากงานกราฟฟิตี้ (graffiti) ที่มักจะไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสถานที่ และศิลปินไม่ได้รับการว่าจ้างแต่ประการใด ศิลปินกราฟฟิตี้ชื่อก้องอย่าง Banksy นั้น ทุกวันนี้ก็ยังไม่เคยมีใครเห็นว่าหน้าตาเป็นอย่างไร

Writer

Avatar

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load