The Cloud x ไทยประกันชีวิต
แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2557 เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 6.3 ตามมาตราริกเตอร์ที่จังหวัดเชียงราย แรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงสร้างความเสียหายและผลกระทบต่อผู้คนในพื้นที่จำนวนมาก เมื่อนาทีวิกฤตแห่งความเป็นความตายผ่านพ้นไป ความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้าคือหนทางเยียวยารักษาทุกสิ่งที่พังทลายลง

ในจังหวัดเชียงราย โรงเรียนกว่า 73 แห่งได้รับความเสียหาย ทำให้นักเรียนนับพันคนต้องหยุดเรียนอย่างไม่มีกำหนด จนกว่าโรงเรียนจะได้รับการบูรณะซ่อมแซม ทีมงาน Design for Disasters (D4D) หรือเครือข่ายความคิดสร้างสรรค์เพื่อเตรียมพร้อมรับมือและจัดการภัยพิบัติ ได้เข้ามาลงพื้นที่ศึกษาข้อมูลและริเริ่มโครงการเพื่อช่วยเหลือโรงเรียนและเด็กนักเรียน ด้วยความร่วมมือจากกลุ่มสถาปนิกไทย 9 ทีม

วรุตม์ วรวรรณ สถาปนิกที่เยียวยาผู้ประสบภัยด้วยงานออกแบบจากวัสดุและภูมิปัญญาท้องถิ่น

เมื่อพูดถึงการรักษา แน่นอนว่าอาชีพแรกๆ ที่เรานึกถึงคงหนีไม่พ้นวิชาชีพทางสาธารณสุข แต่จริงๆ แล้วทุกคนในสังคมก็เป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยาได้ ในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปตามความถนัด วิน-หม่อมหลวงวรุตม์ วรวรรณ แห่ง Vin Varavarn Architects (VVA) คือหนึ่งใน 9 สถาปนิกที่มาร่วมกับ D4D ออกแบบโรงเรียน 9 แห่งที่เสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ โดยทีมนักออกแบบตั้งใจสร้างมาตรฐานความเหมาะสมของอาคารในพื้นที่เขตแผ่นดินไหวของไทย

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ มีอีกหลายโปรเจ็กต์ที่สถาปนิกอย่างวินได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน ไม่เฉพาะแค่ทางภาคเหนือ แต่ลงไปยังพื้นที่ห่างไกลทางใต้ รวมถึงชุมชนแออัดในกรุงเทพฯ 

เราจะไปคุยกับวินถึงบทบาทนักออกแบบในสถานการณ์คับขัน ความสำคัญของงานสถาปัตยกรรมที่ส่งผลต่อชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะในทางการศึกษาและการเยียวยารักษาชุมชน ตลอดจนสังคมที่ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งได้ ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพใดก็ตาม

วรุตม์ วรวรรณ สถาปนิกที่เยียวยาผู้ประสบภัยด้วยงานออกแบบจากวัสดุและภูมิปัญญาท้องถิ่น

01

จุดเริ่มต้นที่แผ่นดินไหว จังหวัดเชียงราย 

“นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมและน้องๆ ในทีมได้ทำงานเชิงสังคม-สาธารณประโยชน์กับชุมชน จากคำชวนของ อาจารย์วี (วิภาวี คุณาวิชยานนท์) โดยใช้ชื่อโปรเจกต์ว่า ‘ห้องเรียนพอดีพอดี’ สื่อถึงความพอดีในการออกแบบก่อสร้าง ตลอดจนเลือกวัสดุราคาไม่แพง หาได้ง่ายในพื้นที่ ก่อสร้างได้รวดเร็ว เพราะเด็กๆ ที่ได้รับผลกระทบก็เฝ้ารอวันกลับไปเรียนหนังสือ แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นการออกแบบเน้นประหยัด แต่ด้วยการออกแบบที่ดี พวกเราเชื่อว่าห้องเรียนเหล่านี้จะเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ไม่ธรรมดาได้

“สมัยก่อนผมเคยคิดว่าการทำโปรเจกต์สาธารณะน่าจะง่ายกว่าโปรเจกต์แนว Commercial หรือ Business เพราะไม่มีการต่อรอง ไม่มีเรื่องตัวเลขเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างโครงการที่มีงบประมาณสูงๆ ปรากฏว่าคิดผิดถนัด เพราะโปรเจกต์ลักษณะนี้มีประเด็นสังคมที่ละเอียดอ่อนซ่อนอยู่ข้างใต้หลายมิติ ทั้งเรื่องวัฒนธรรม ความเข้าใจพื้นที่ เข้าใจผู้คน เหมือนเป็นโลกอีกใบของงานออกแบบ”

วรุตม์ วรวรรณ สถาปนิกที่เยียวยาผู้ประสบภัยด้วยงานออกแบบจากวัสดุและภูมิปัญญาท้องถิ่น

โรงเรียนห้วยส้านยาววิทยา คือโรงเรียนที่วินได้รับโจทย์ให้ไปออกแบบห้องเรียนพอดีพอดี “เนื่องจากเป็นเหตุการณ์กะทันหันที่ไม่คาดฝัน เราจึงไม่มีเวลาและไม่มีงบประมาณเดินทางโดยเครื่องบินขึ้นไปดูพื้นที่จริง ต้องอาศัยข้อมูลจากทีม D4D ซึ่งทำการบ้านมาอย่างละเอียด โดยเฉพาะเรื่อง Site Analysis ผมจำได้ว่าได้รับกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆ จาก ผอ.ไพโรจน์ (ไพโรจน์ ยะจอม) ส่งจากเชียงรายมายังนักออกแบบว่า

“ท่านต้องการโรงเรียนที่พอดีเหมือนชื่อโครงการ ไม่ต้องหรูหรา แค่เป็นโรงเรียนที่พอดี มีความสวยงามอย่างธรรมชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง ผมโชคดีมากที่ได้ทำงานกับ ผอ.ไพโรจน์ ท่านเป็นครูน่ารักและให้เกียรติสถาปนิกมาก”

วรุตม์ วรวรรณ สถาปนิกที่เยียวยาผู้ประสบภัยด้วยงานออกแบบจากวัสดุและภูมิปัญญาท้องถิ่น

02

ออกแบบเพื่อต้านภัยพิบัติในอนาคต

“สถาปนิกทั้งเก้าที่มาเข้าร่วมในโปรเจกต์นี้ ทั้งหมดเป็นออฟฟิศสถาปนิกขนาดเล็ก ไม่ใช่ Practice ใหญ่ จริงๆครั้งแรกที่เราประชุมกัน ได้ฟังไทม์ไลน์จาก D4D พวกเราทุกคนก็หันมามองหน้ากัน จะทำทันไหมนะ (ยิ้ม) ตอนนั้นสำหรับทีมเรา เราจะทำงานปกติในช่วงกลางวัน และหลังหกโมงถึงได้เริ่มทำโปรเจกต์นี้ ทำให้ทีมงานต้องทำงานกันดึกติดต่อกันทุกวันจนเสร็จตามกำหนด

“เราต้องเร่งทำแบบให้เสร็จภายในสองสัปดาห์จากวันที่ได้รับโจทย์ เพราะหลังจากแบบเสร็จ จะต้องเอาพรีเซนเทชันไปใช้ในการรณรงค์หาเงินบริจาคสำหรับค่าวัสดุและการก่อสร้าง เป็น Public Donation ที่เปิดให้คนทั่วไปร่วมบริจาคเงินสมทบทุน แต่มันยากมาก ทำยังไงก็งบไม่พอ เพราะโจทย์สำคัญของการออกแบบห้องเรียนพอดีพอดี คือต้องเป็นอาคารต้านแผ่นดินไหว ซึ่งโดยโครงสร้างที่เยอะกว่าปกติ ทำให้งบประมาณสูงตามไปด้วย

วรุตม์ วรวรรณ สถาปนิกที่เยียวยาผู้ประสบภัยด้วยงานออกแบบจากวัสดุและภูมิปัญญาท้องถิ่น
วรุตม์ วรวรรณ สถาปนิกที่เยียวยาผู้ประสบภัยด้วยงานออกแบบจากวัสดุและภูมิปัญญาท้องถิ่น

วินเล่าว่า ทุกคนในทีม D4D ต่างช่วยกันคนละไม้คนละมือ ไม่ใช่แค่ในส่วนของงานออกแบบ แต่รวมถึงการหางบประมาณสนับสนุนอื่นๆ ด้วย

“แต่งบประมาณก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี ทำให้ระยะเวลาการก่อสร้างถูกยืดออกไป ถึงจุดนี้ผมชื่นชมอาจารย์วีและทีมงาน D4D มากที่ไม่ยอมแพ้ สุดท้ายทีมงาน D4D มีโอกาสได้ไปคุยกับท่าน ว.วชิรเมธี ซึ่งทำโปรเจกต์เรื่องนี้อยู่ด้วย โดยท่านมีมูลนิธิที่ช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาภัยพิบัติโดยตรง จึงช่วยบริจาคเงินสมทบทุนก่อสร้างหลายโรงเรียนในโครงการนี้ ตลอดการทำงานหลายเดือนมีคนมากมายรวมไปถึงสมาคมวิชาชีพต่างๆเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งสนับสนุนเงิน วัสดุอุปกรณ์ ไปจนถึงองค์ความรู้”

วรุตม์ วรวรรณ สถาปนิกที่เยียวยาผู้ประสบภัยด้วยงานออกแบบจากวัสดุและภูมิปัญญาท้องถิ่น

03

โอกาสของโรงเรียนขยายโอกาส

โรงเรียนห้วยส้านยาววิทยาเป็นหนึ่งในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาของจังหวัดเชียงรายที่รับเด็กทุกคนเข้าเรียน ไม่ว่าจะยากดีมีจนหรือบกพร่องทางการเรียนรู้ใดๆ ก็ตาม เด็กนักเรียนส่วนใหญ่ในโรงเรียนเป็นเด็กชาวเขาที่ยากจน และมีปัญหาในเรื่องสมาธิในการเรียน

“ผอ.ไพโรจน์ เล่าว่า เด็กๆ บางคนถ้าต้องนั่งเรียนอยู่ในห้องนานๆ เขาจะเริ่มเหม่อลอยไม่มีสมาธิ ครูต้องพาไปเรียนข้างๆ สนามหญ้า เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ

“นอกจากความท้าทายเรื่องพื้นที่ที่โรงเรียนตั้งอยู่บริเวณสโลปสูงชันแล้ว ก็มีเรื่องนี้ที่เราต้องให้ความสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับผู้ใช้งานโดยตรง เราไปเจองานวิจัยที่ระบุว่า ถ้าเด็กๆ ที่มีปัญหาในเรื่องของสมาธิได้อยู่ในบรรยากาศที่ร่มรื่น เป็นธรรมชาติ จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของเขาในระยะยาวได้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบอาคารเรียนให้มีรูปแบบเหมือนศาลาไม่ใช่ห้องเรียนปิด แต่เป็นพื้นที่เปิดโล่งที่นักเรียนเกิดความรับรู้ต่อธรรมชาติรอบตัว ในขณะเดียวกันแนวคิดนี้ก็เป็นอาคารที่ประหยัดในเรื่องงบก่อสร้าง”

วรุตม์ วรวรรณ สถาปนิกที่เยียวยาผู้ประสบภัยด้วยงานออกแบบจากวัสดุและภูมิปัญญาท้องถิ่น

บริบทเดิมของโรงเรียนห้วยส้านยาวมีธรรมชาติที่น่าสนใจอยู่แล้ว ทั้งสวนป่ามะค่าด้านหลังโรงเรียนและต้นไม้ร่มรื่นโดยรอบ วินและทีมออกแบบอาคารทรงห้าเหลี่ยมหลังคาจั่วที่ภายในแบ่งเป็น 3 ห้องเรียนในอาคารหลังเดียวกัน เพื่อประหยัดพื้นที่ในการก่อสร้าง

อาคารจัดวางพาดผ่านพื้นที่ลาดชัน ทีมออกแบบจึงตั้งใจยกอาคารให้ลอย เว้นที่ว่างใต้ถุนบริเวณพื้นต่างระดับไว้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ โครงสร้างหลักของอาคารตั้งแต่หลังคา ผนัง ไปจนถึงพื้นเสา ล้วนเป็นโครงสร้างเหล็กทั้งหมด โดยตั้งอยู่บนฐานรากคอนกรีตฝังดิน โดยโครงสร้างทั้งหมดถูกออกแบบมาให้สามารถต้านทานแรงแผ่นดินไหวได้ถึง 8 มาตราริกเตอร์

วรุตม์ วรวรรณ สถาปนิกที่เยียวยาผู้ประสบภัยด้วยงานออกแบบจากวัสดุและภูมิปัญญาท้องถิ่น
วรุตม์ วรวรรณ สถาปนิกที่เยียวยาผู้ประสบภัยด้วยงานออกแบบจากวัสดุและภูมิปัญญาท้องถิ่น

“นอกจากโครงสร้างหลัก เราตั้งใจใช้วัสดุท้องถิ่นที่หาได้ทั่วไปในพื้นที่เพื่อลดต้นทุน อย่างไม้ไผ่ที่ราคาถูกและหาง่าย ก็ดัดแปลงไปใช้ในหลายๆ จุดของห้องเรียนพอดีพอดี เช่น ทำแผงหลังคาไม้ไผ่สำหรับวางทับหลังคาเพื่อป้องกันความร้อน ทำเป็นชั้นวางกระถางต้นไม้ ปลูกดอกไม้ พืชผักให้เด็กๆ เรียนรู้  ซึ่งดอกไม้ต่างๆก็นำมาจากแปลงเกษตรของเด็กๆ ไปจนถึงทำพื้นระเบียงที่ออกแบบให้ระบายน้ำฝนลงสู่พื้นดินได้อย่างรวดเร็ว

“เหมือนเราไม่ได้สร้างอาคาร แต่กำลังออกแบบโครงกระดูกของอาคารขึ้นมา ถ้าวันหนึ่งข้างหน้าโรงเรียนมีงบประมาณเพิ่มเติม ก็มาเพิ่มองค์ประกอบอื่นๆ ได้ตามที่ต้องการเช่น ผนัง ประตู หน้าต่าง เป็นสถาปัตยกรรมที่รอวันเติบโตต่อไป ในสถานการณ์วิกฤตที่เหตุแผ่นดินไหวเพิ่งเกิดขึ้น ไม่มีงบประมาณ ไม่มีกำลังคนมากมาย สิ่งที่ทำได้คือต้องผลักดันโครงกระดูกชิ้นนี้ให้เกิดขึ้นให้ได้ เพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้ได้เร็วที่สุด”

04

ก่อร่างสร้างสรรค์

วินเล่าให้ฟังว่า หลังโปรเจกต์ห้องเรียนพอดีพอดีเสร็จสมบูรณ์ ก็มีงานลักษณะให้คำปรึกษาเข้ามาอยู่ตลอด ตั้งแต่มูลนิธิที่กำลังสร้างโรงเรียนอยู่ที่อื่นๆ ในภาคเหนือของประเทศไทย ไปจนถึงองค์กรรัฐบาลจากประเทศเอกวาดอร์ที่ได้รับรู้เรื่องราวของอาคารเรียนห้วยส้านยาววิทยาจากสื่อต่างประเทศ จึงติดต่อขอแบบอาคารเรียนไปใช้เพื่อฟื้นฟูชุมชนในเมือง El Matal ซึ่งประสบปัญหาแผ่นดินไหวหนักถึง 8.5 ตามมาตราริกเตอร์ หรือ กุฏิวัดที่ต้องการออกแบบให้ต้านทานแผ่นดินไหว วินให้คำปรึกษาและแนะนำช่วยเหลือโครงการต่างๆมาโดยตลอด

จนกระทั่ง พ.ศ. 2561 วินได้รับการติดต่อจากมูลนิธิ The Build Foundation เพื่อขอแบบอาคารเรียนห้วยส้านยาววิทยา นำไปใช้ช่วยเหลือโรงเรียนบ้านฮ่องแฮ่ ที่ตั้งอยู่ในอำเภอแม่สาย และได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ตั้งแต่ปี 2557 เช่นเดียวกัน และยังไม่ได้รับงบประมาณการช่วยเหลือวินตัดสินใจร่วมมือกับมูลนิธิฯ และเสนอว่าจะให้ความร่วมมือกับโครงการของมูลนิธิฯที่มีประโยชน์ต่อเด็กนักเรียนที่ขาดโอกาสอย่างต่อเนื่องต่อไป  

วรุตม์ วรวรรณ สถาปนิกที่เยียวยาผู้ประสบภัยด้วยงานออกแบบจากวัสดุและภูมิปัญญาท้องถิ่น

“เรานำแบบโรงเรียนห้วยส้านยาววิทยามาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาต่อ อย่างฐานรากที่มีการปรับเปลี่ยน เพราะพื้นดินบริเวณที่ตั้งโรงเรียนบ้านฮ่องแฮ่เป็นทุ่งนา ที่มีความเป็นดินเหลว ไม่ยึดตัว จึงให้วิศวกรสำรวจชั้นดิน (Soil Test) และพบว่าถ้ายังใช้ฐานรากแผ่แบบเดิมจะอันตรายมาก เราก็เปลี่ยนฐานรากเป็นเข็ม

“จริงๆ แล้วอาคารทรงห้าเหลี่ยมหลังนี้ เราตั้งใจออกแบบไว้ให้เป็นอาคารที่ Multi-function คือไม่ใช่เป็นได้แค่อาคารเรียน แต่สามารถปรับเปลี่ยนดัดแปลงเป็นอาคารประเภทอื่นๆได้ด้วยจะเป็นบ้านหรือเป็นศูนย์ชุมชนก็ได้ เมื่อนำมาปรับใช้กับโรงเรียนบ้านฮ่องแฮ่ที่มีบริบทแตกต่างจากโรงเรียนห้วยส้านยาววิทยา แม้จะมีต้นแบบมาจากอาคารเดียวกัน แต่ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน

วรุตม์ วรวรรณ สถาปนิกที่เยียวยาผู้ประสบภัยด้วยงานออกแบบจากวัสดุและภูมิปัญญาท้องถิ่น

“หัวใจคือการหาองค์ประกอบพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อพื้นที่นี้โดยเฉพาะ แม้พื้นที่ของโรงเรียนบ้านฮ่องแฮ่จะไม่มีสวนป่า แต่ก็มีต้นไม้ใหญ่ตั้งตระหง่านให้ร่มเงาอยู่กลางพื้นที่ ต้นไม้ต้นนี้สวยงาม สิ่งที่เราทำคือสร้างอาคารสองหลังขนาบข้างต้นไม้ต้นนี้ แล้วเชื่อมอาคารทั้งสองไว้ด้วยกันด้วย Deck ใต้ร่มไม้ โดยบันไดลงจากอาคารเรียนมาสู่ Deck นี้ เราออกแบบให้มีลักษณะกึ่งบันไดกึ่งที่นั่ง

วรุตม์ วรวรรณ สถาปนิกที่เยียวยาผู้ประสบภัยด้วยงานออกแบบจากวัสดุและภูมิปัญญาท้องถิ่น
วรุตม์ วรวรรณ สถาปนิกที่เยียวยาผู้ประสบภัยด้วยงานออกแบบจากวัสดุและภูมิปัญญาท้องถิ่น

“พื้นที่ตรงนี้กลายเป็นเหมือนอัฒจันทร์เล็กๆ ที่เด็กๆ มานั่งทำกิจกรรมได้ คุณครูก็ชอบมาก เพราะทั้งร่มรื่นและกว้างขวาง ไอเดียเล็กๆ เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ต้องใช้งบประมาณมากมายในการทำขึ้น แต่คือองค์ประกอบทางการออกแบบเล็กๆ ที่อาจสร้างความแตกต่างได้”

วินเล่าต่อว่า “เนื่องจากพื้นที่หน้าโรงเรียนบ้านฮ่องแฮ่เป็นสนามหญ้า แดดจ้าและร้อนมาก วินและทีมจึงออกแบบผนังข้างๆ โรงเรียนให้เป็นไม้เลื้อยคลุมโรงเรียน ให้กรองแสงแทนที่จะเป็นกระจกโล่งๆ เพราะเราทำชายคาให้สั้นขึ้นเพื่อให้เด็กๆ เห็นวิวและไม่อับลม

“ครูก็มาถามผมว่า คุณวินตั้งใจให้ไม้เลื้อยเป็นต้นอะไร ผมก็บอกว่าผมตั้งใจให้เป็นดอกไม้นะ น่าจะทำให้เด็กๆรู้สึกสดชื่น ห้องเรียนมีบรรยากาศน่าเรียน

วรุตม์ วรวรรณ สถาปนิกที่เยียวยาผู้ประสบภัยด้วยงานออกแบบจากวัสดุและภูมิปัญญาท้องถิ่น

“เขาบอกว่าเขาไม่มีเงินซื้อดอกไม้ เขาขอปลูกเป็นพวกถั่วฝักยาว ตำลึง ได้ไหมเพราะเด็กๆ จะได้เอาไปทานได้ ส่วนแปลงดอกไม้จะให้เด็กๆ ปลูกจากเมล็ดที่หาได้ทุกวันนี้พืชผักสวนครัวพวกนั้น และแปลงดอกไม้งอกงามเขียวฟู ได้ทั้งฟังก์ชันกรองแสง แถมยังเอามาทำอาหารเที่ยงต่อได้เลย เหล่านี้คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเขา โดยเฉพาะวิธีคิด บางทีเราอาจคิดได้ไม่ครบทุกมิติ ในขณะที่คนในพื้นที่เขาคิดในสิ่งที่เขาต้องกินต้องใช้จริงๆ”

05

โรงเรียนเล็ก บนเกาะยาวใหญ่

โปรเจกต์ล่าสุดของวินและทีม คือลงใต้ไปที่เกาะยาวใหญ่จังหวัดพังงา พวกเขาได้ไปออกแบบฟื้นฟูโรงเรียนบ้านคลองบอน โรงเรียนเล็กๆ บนเกาะกลางทะเลอันดามันที่เด็กๆ มีพรสวรรค์และพรแสวงด้านศิลปะระดับประเทศ ได้รับรางวัลระดับชาติมามากมาย แม้จะมีเพียงห้องศิลปะเล็กๆ กับครูสอนศิลปะแค่คนเดียวก็ตาม

วรุตม์ วรวรรณ สถาปนิกที่เยียวยาผู้ประสบภัยด้วยงานออกแบบจากวัสดุและภูมิปัญญาท้องถิ่น

“เรามีโอกาสไปดูที่โรงเรียน และค้นพบว่าโรงเรียนนี้มีครูสอนศิลปะอยู่เพียงคนเดียว ชื่อคุณครูไข่ เขาสอนตั้งแต่เด็กอนุบาลจนถึงประถม แล้วก็สอนมานานกว่าสิบห้าปี ซึ่งเขาบอกว่าเดิมทีไม่มีห้องศิลปะหรอก เขาต้องเอาพื้นที่ห้องเรียน แบ่งเวลาออกมาทำพื้นที่ศิลปะบ้าง แล้วค่อยๆ ขยับขยาย 

“จนตอนนี้มีห้องศิลปะเล็กๆ อยู่ห้องหนึ่ง ที่เอาไว้ให้เด็กๆ ทำกิจกรรมศิลปะ แม้จะมีข้อจำกัดขนาดนี้แต่เด็กๆ กลับสร้างสรรค์ผลงานศิลปะได้อย่างดีเยี่ยม ชนะรางวัลระดับชาติมากมาย ทางมูลนิธิฯ กับเราเลยเห็นตรงกันว่า ประเด็นเรื่องศิลปะน่าสนใจมาก และตัดสินใจว่าอยากจะนำเรื่องศิลปะเข้ามาเป็นตัวเล่าเรื่องของอาคารเรียนใหม่นี้แทนที่จะเป็นอาคารเรียนปกติ”

งานของนักออกแบบอย่างวินในครั้งนี้ไม่ใช่การออกแบบเพื่อต้านภัยพิบัติ แต่โจทย์เปลี่ยนเป็นการออกแบบเพื่อสร้างโอกาสให้เด็กๆ ที่สมควรจะได้รับให้มากขึ้น

วรุตม์ วรวรรณ สถาปนิกที่เยียวยาผู้ประสบภัยด้วยงานออกแบบจากวัสดุและภูมิปัญญาท้องถิ่น
วรุตม์ วรวรรณ สถาปนิกที่เยียวยาผู้ประสบภัยด้วยงานออกแบบจากวัสดุและภูมิปัญญาท้องถิ่น

“บริบทเปลี่ยน ขั้นตอนการทำงานก็เปลี่ยนตามไปด้วย พอเราไปถึงจึงเพิ่งรู้ว่าที่นี่เป็นชุมชนมุสลิม ที่ผ่านมา เราทำงานกับชุมชนพุทธมาโดยตลอด เราพอจะรู้วิธีสื่อสารใต้บริบทวิถีพุทธ พอเปลี่ยนมาเป็นมุสลิม ก็เหมือนต้องมาเรียนรู้กันใหม่ เพราะเขาจะมีความละเอียดอ่อน ความเคร่งครัด มีเรื่องของผู้นำศาสนาอะไรต่างๆ เข้ามาช่วยเรื่องของการตัดสินใจ

“ทางโรงเรียนเขาสเกตช์แบบแปลนของโรงเรียนมาให้ แล้วก็ส่งมาให้เรา เพราะเขามีแปลนในใจว่าอยากได้อาคารแบบนี้ คือชั้นล่างเป็นห้องศิลปะ มีห้องน้ำ มีบันไดตรงกลาง อีกฝั่งหนึ่งเป็นห้องสมุด ชั้นบนเป็นห้องเรียน หลังจากเข้าใจสิ่งที่เขาต้องการ ทีนี้เราก็กลับมามองว่าจะทำพื้นที่ให้มันดีกว่านี้ได้หรือเปล่า เราก็เลยลองปรับดูว่าจะทำอย่างไรให้เกิดสเปซที่น่าสนใจมากขึ้น”

วรุตม์ วรวรรณ สถาปนิกที่เยียวยาผู้ประสบภัยด้วยงานออกแบบจากวัสดุและภูมิปัญญาท้องถิ่น
วรุตม์ วรวรรณ สถาปนิกที่เยียวยาผู้ประสบภัยด้วยงานออกแบบจากวัสดุและภูมิปัญญาท้องถิ่น

ทางเดินถูกปรับให้ย้ายมาอยู่ด้านหลังอาคารเพื่อให้สามารถมองเห็นวิวภูเขาและธรรมชาติด้านหลังห้องเรียนที่อยู่ชั้น2 ถูกปรับให้หมุน 90 องศาออกมาด้านหน้า ทำให้เกิดเป็นสเปซช่องว่างระหว่างห้องเรียน ซึ่งเชื่อมต่อกับพื้นที่ชั้นล่าง เกิดเป็นDouble Space ซึ่งเอื้อต่อการสร้างเป็นพื้นที่กิจกรรมศิลปะ เนื่องจากโปร่งโล่งไม่อุดอู้ มีแสงธรรมชาติเข้าได้มากขึ้น และอากาศถ่ายเทสะดวก

แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อเด็กๆ เดินหรือนั่งเรียนอยู่ที่ห้องเรียนด้านบน เขาก็ยังมองลงมาเห็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นด้านล่างได้ด้วย สร้างความต่อเนื่องระหว่างชั้นบนและชั้นล่าง ต่างจากอาคารเดิมซึ่งแยกชั้นบนและชั้นล่างขาดจากกันอย่างชัดเจน

06

บทบาทของนักออกแบบในสังคม

ต่อมาในปี 2563 วินได้รับการติดต่อจาก มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ เพื่อขอให้เข้ามาช่วยปรับปรุงแก้ไขแบบบ้านราคาประหยัดสำหรับคนไร้บ้านและคนยากไร้ในชุมชนคลองเตยให้ดีและเหมาะสมขึ้น  

โครงการนี้เป็นโครงการปรับปรุงซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้กับผู้ด้อยโอกาสในกรุงเทพฯ และ 25 จังหวัดภาคกลาง ดำเนินงานโดยกองทัพภาคที่ 1 และจังหวัดต่างๆ เพื่อสนับสนุนโครงการจิตอาสา ตามพระบรมราโชบายของรัชกาลที่ 10 ซึ่งสนับสนุนโดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่เข้ามาร่วมลงพื้นที่จริงในการปฏิบัติงานด้วย

ปัจจุบันโครงการนี้ได้เสร็จสมบูรณ์ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน และชุมชนทั้ง 11 ครัวเรือนได้เข้ามาอยู่อาศัยเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นช่วงประจวบกับการเริ่มระบาดของไวรัส COVID-19 โครงการนี้จึงช่วยให้ชาวบ้านมีที่พักอาศัยที่ สะอาด เหมาะสม และถูกสุขลักษณะ

วรุตม์ วรวรรณ สถาปนิกที่เยียวยาผู้ประสบภัยด้วยงานออกแบบจากวัสดุและภูมิปัญญาท้องถิ่น
วรุตม์ วรวรรณ สถาปนิกที่เยียวยาผู้ประสบภัยด้วยงานออกแบบจากวัสดุและภูมิปัญญาท้องถิ่น

“โปรเจ็กต์นี้เป็น โครงการตามพระราโชบายของรัชกาลที่สิบ ซึ่งจริงๆ โปรเจ็กต์จิตอาสาเพื่อช่วยเหลือชุมชนต่างๆลักษณะนี้ไม่ได้มีแค่ที่คลองเตยแต่กำลังเกิดขึ้นอยู่ทั่วประเทศ

“เนื่องจากโครงการนี้ในเฟสแรกที่ทำไปแล้วก่อนที่เราจะเข้ามาช่วย มีบ้านที่สร้างเสร็จแล้ว เราเลยขอเข้าไปดูว่าบ้านที่สร้างเสร็จนั้นพอใช้งานจริงแล้วเป็นยังไง บางหลังอยู่กันแปดชีวิต บางหลังก็อยู่คนเดียว คือมันมีความหลากหลายมาก เราเริ่มมองเห็นข้อดี ข้อด้อยของแบบเดิมได้ชัดเจนจากการเห็นการใช้งานจริง แบบเดิมมีพื้นที่ห้องครัว ห้องรับแขก ห้องนอน ซึ่งจริงๆ โดยการใช้ชีวิตจริงๆ ของเขา เขาไม่ทำครัวในบ้าน เนื่องจากกลิ่นและควันมันจะฟุ้งไปทั่วบ้าน เขาก็ไปนั่งพัดเตาข้างนอก

“พื้นที่ครัวกลายเป็นซอกเปล่าประโยชน์ ซึ่งพอเราเข้าไปดูมันกลายเป็นซอกที่นอนแคบๆ เขาเอาฟูกเข้าไปยัด แล้วก็ไปนอนอยู่ในซอก ผังบ้านจึงถูกแบ่งเป็นส่วนเล็กๆ แยกจากกันด้วยห้องน้ำกลางบ้าน เราจึงคิดว่าควรขยับห้องน้ำเพื่อรวมพื้นที่ย่อยๆ ให้กลายเป็นพื้นที่ใหญ่ และถ้าเขาอยากกั้นห้อง เขาก็สามารถทำได้ในอนาคต แต่ไปๆ มาๆ มันก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่เป็นอย่างที่เราคิด

วรุตม์ วรวรรณ สถาปนิกที่เยียวยาผู้ประสบภัยด้วยงานออกแบบจากวัสดุและภูมิปัญญาท้องถิ่น

“คือตอนแรกเราออกแบบพื้นที่ภายในบ้านให้เป็นห้องโล่งๆ ไม่มีการกั้นห้อง เพื่อลดค่าใช้จ่ายของผนังและประตู และคิดว่ามัน Flexible กว่า ถ้าเขาอยากกั้นห้องเขาก็หาเฟอร์นิเจอร์ ตู้ อะไรมากั้นส่วนได้ และถ้าเขาได้เห็นภายในบ้านที่เป็นห้องใหญ่ๆ น่าจะรู้สึกดีกว่า แต่ปรากฏว่ามันไม่ใช่อย่างที่เราคิด

“คือหัวหน้าชุมชนบอกเราว่า ชุมชนเขาอยู่บ้านเพิงที่มีลักษณะเป็นพื้นที่โล่งๆ มาตลอดชีวิต เขาอยากได้บ้านที่มีห้องนอน อยากมีประตูเป็นห้องๆ เป็นสัดส่วน นั่นคือสิ่งที่เขาไม่เคยมี เราก็เลยคิดได้ว่า เราอาจจะคิดในเชิงของนักออกแบบ แต่ในเชิงการใช้ชีวิตของเขา เขาไม่ได้จำเป็นที่จะต้องการแบบที่เราคิดไปทั้งหมด เราก็ปรับทำผนังกั้นห้องให้เขาตามที่ต้องการ มันคล้ายๆกับตอนที่เราไปออกแบบโครงการห้องเรียนพอดีพอดี และได้รับรู้ว่าชาวบ้านไม่ได้ชอบไอเดียของอาคารไม้ไผ่ เพราะเขาอยู่กับสิ่งนี้มาตลอดชีวิต เขาอยากได้อาคารปูน อิฐ เหล็ก ทาสีสวยๆ ที่เขาไม่เคยมี

วรุตม์ วรวรรณ สถาปนิกที่เยียวยาผู้ประสบภัยด้วยงานออกแบบจากวัสดุและภูมิปัญญาท้องถิ่น
วรุตม์ วรวรรณ สถาปนิกที่เยียวยาผู้ประสบภัยด้วยงานออกแบบจากวัสดุและภูมิปัญญาท้องถิ่น

“เราคุยกับมูลนิธิฯ ว่าเรายินดีที่จะร่วมทำงานกันไปเรื่อยๆ เรายินดีเอาความรู้ทางด้านการออกแบบเข้าไปช่วยและสนับสนุนโครงการที่จะช่วยเหลือเด็กๆและชุมชนที่ขาดโอกาส ส่วนตัวผมไม่เคยรู้สึกว่าเราเสียสละเลยนะ แต่ผมกลับมองว่าผมเองก็ได้อะไรหลายๆ อย่างกลับมาจากการได้ไปทำสิ่งนี้ บางอย่างที่ไม่ใช่ผลตอบแทนด้วยเงิน น้องๆในทีมก็ได้เรียนรู้ เราเองรู้สึกว่าเรามีความสุข เวลาเราทำงานในเชิง Business บางทีเราก็รู้สึกเหนื่อยและท้อได้เหมือนกัน

วรุตม์ วรวรรณ สถาปนิกที่เยียวยาผู้ประสบภัยด้วยงานออกแบบจากวัสดุและภูมิปัญญาท้องถิ่น

“พอไปทำโครงการลักษณะนี้เหมือนมันฉุดเราขึ้นมาในบางครั้ง ได้ทำงานที่ท้าทายและมีประโยชน์ ได้พบเจอรู้จักกับผู้คนมากมายที่มีมุมมองที่เป็นบวก หยิบยื่นความช่วยเหลือให้กัน แบ่งปันซึ่งกันและกัน และทำให้เรารู้สึกภูมิใจว่าวิชาชีพสถาปนิกที่เราทำก็สามารถช่วยแก้ปัญหา ช่วยคนอื่นได้จริงๆ แม้อาจจะเป็นส่วนเล็กๆ แต่ก็ทำให้รู้สึกว่าชีวิตเราไม่สูญเปล่า

“ผมยังรู้สึกดีที่สิ่งที่เราทำกลายเป็นตัวอย่างและแรงบันดาลใจที่ดีให้ลูกๆ ของเราได้เห็น อย่างลูกสาวผม ตอนนั้นอายุแปดขวบ ก็เคยเสนอโครงการออกแบบโรงเรียนต้านแผ่นดินไหวส่งคุณครูที่โรงเรียน หลังจากเขาได้รู้เรื่องที่ผมไปช่วยออกแบบโรงเรียนที่เชียงราย

“ผมเคยคิดว่าความหมายของการมีชีวิตของผมมันคืออะไร เราได้ทำงานที่เรารักก็จริง ทุกวันตื่นขึ้นมาเพื่อทำงานหาเงิน  โอเค เราได้รับการยอมรับในระดับนึง ได้รับรางวัลต่างๆ บ้าง แต่นี่คือสาระสำคัญที่เราต้องการจริงๆ ในชีวิตหรือเปล่า สุดท้ายเราจะตายไปพร้อมกับสิ่งเหล่านี้เท่านั้นเองหรือ ชีวิตเราน่าจะทำอะไรได้มากกว่านั้นนะ พอมาได้มาทำงานในลักษณะมากขึ้นเรื่อยๆ ผมรู้สึกได้ว่านี่คือสิ่งที่เคยขาดไปและเป็นสิ่งหนึ่งที่เราต้องการทำในชีวิต และในอนาคตเส้นทางนี้ที่เราเดินมาอาจจะพาเราให้ค้นพบบางอย่างต่อไปอีกก็ได้”

ขอบคุณภาพจาก Vin Varavarn Architects (VVA)

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Larger than Life

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

The Cloud X ไทยประกันชีวิต

Taboo หรือเรื่องต้องห้าม อาจรวมไปถึงการห้ามถาม ห้ามอยากรู้ ห้ามสงสัย แต่หารู้ไม่ว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมการตั้งคำถามตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก และเพื่อชวนกันมาตั้งคำถามในสิ่งที่เด็กๆ นึกสงสัยให้มีคำตอบ รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์ จึงจัดตั้งเว็บไซต์ในชื่อ ‘หิ่งห้อยน้อย’ ขึ้น เสมือนเป็นกลุ่มลับสำหรับเด็กๆ ขี้สงสัยโดยเฉพาะ

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

ตอนยังเป็นเด็ก รวงทัพพ์บอกว่าเธอสงสัยต่อสิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่อาจหาคำตอบให้กับเธอได้ และนั่นกลับกลายเป็นความกลัวในวัยเด็กที่เธอต้องเผชิญ จากคำถามที่ไม่เคยได้รับคำตอบ อย่างเช่นเรื่องของความตาย 

“เราเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับเด็กที่เสียแม่ไป เราไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กคนนั้นถึงอยากนอนมากกว่าตื่น เพราะว่าเขาอยากหนีความจริงไงคะ ความจริงบางอย่างถ้ามันไม่ได้ถูกอธิบายเหตุผล มันก็จะยาก แล้วจะกลายเป็นปมที่ใหญ่ขึ้น เราก็เลยเพิ่งมาเข้าใจว่าทำไมเราถึงกลัวมากในวันที่เสียพ่อไป เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

“คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเด็กไม่สามารถจะรับรู้อะไร ไม่เชื่อว่าเด็กคือคนที่รับรู้ หรือทำความเข้าใจกับอะไรได้ ทั้งกับเรื่องความสูญเสียหรือว่าเรื่องที่ซับซ้อน แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่เลย”

ในวันที่เทคโลยีไม่ใช่กำแพงข้อจำกัดด้านเพศและวัย แต่กลายเป็นสะพานเพื่อสร้างการเรียนรู้ให้มนุษยชาติ การค้นหาคำตอบให้คำถามของเด็กเยาวชน อาจไม่ได้ตั้งต้นจากแหล่งๆ เดิมอีกต่อไป แต่มีประตูสู่โลกกว้างมากมายเปิดกว้างรออยู่ 

ดังนั้นหิ่งห้อยน้อย จึงเป็นพื้นที่แห่งการตั้งคำถามและหาคำตอบ ไปจนถึงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมถึงแสดงออกทางความคิดเห็นต่อเรื่องอ่อนไหวในสังคมได้อย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศศึกษา การคุกคามทางเพศ ท้องไม่พร้อม อนามัยเจริญพันธุ์ การหย่าร้าง การกลั่นแกล้งรังแก ความหลากหลายทางเพศ ไปจนถึงความตาย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และการสร้างความคิดแบบ Critical Thinking ให้เยาวชน

“ทำไมมันถึงจะพูดไม่ได้ล่ะ ทำไมเราถึงหาคำตอบไม่ได้ เราก็เลยต้องทำสื่อแล้วกันที่จะช่วยให้เขา เอ๊ะ อ๋อ ให้สิ่งที่เขาตั้งคำถามกับมัน”

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

01

หิ่งห้อยถือกำเนิด

“รวงเป็นเด็กต่างจังหวัดค่ะ เป็นเด็กจังหวัดนครศรีธรรมราช พ่อกับแม่เป็นครู แล้วเขาก็คงจะเห็นระบบการศึกษาว่าการศึกษามันมีหลากหลายมาก เขาอ่านหนังสือการเลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยนู้นแล้ว เราก็เลยเป็นเด็กที่ทำทุกอย่างได้แล้วไปโรงเรียน” เธอเริ่มต้นเล่าเรื่องราวชีวิตของเธอตั้งแต่ต้น 

“เราชอบอ่านหนังสือ และที่บ้านจะพาไปร้านหนังสือทุกๆ เดือน เราเองก็ชอบอยู่ในห้องสมุด เป็นหนอนหนังสือเลย ได้อ่านหนังสือพวก หลายชีวิต ของคึกฤทธิ์ ปราโมช หรืออะไรแปลกๆ ตั้งแต่ประถม พอมัธยมก็อ่านงานของ อัลแบร์ กามูว์ แบบหนักๆ แล้ว เราก็เลยไม่ค่อยอินกับระบบโรงเรียนมาก เป็นเด็กที่ค่อนข้างประหลาดเหมือนกัน”

เธอบอกกับเราว่า เธอเป็นเด็กที่ครูมักจะมองว่าเป็นเด็กดื้อ

“ครูเขาพูดกับเราไม่ดีและคุกคามเราด้วย ทุกครั้งที่เราเข้าห้องเรียน เราจะถูกด่า เขาเคยพูดกับเราว่า พฤติกรรมแบบนี้คือพ่อแม่ไม่สั่งสอน เราก็จะยิ่งเจ็บ แต่สำหรับมุมเรา พ่อแม่เราเขาสอนดี แต่ที่เราเป็นแบบนี้เพราะเราเป็นเอง จากนั้นเราก็เลยไม่ไปโรงเรียนเลยสามเดือน แม่ก็คงเห็นแหละว่าเราไม่ค่อยโอเค ระหว่างสามเดือนนั้นเราก็ไปห้องสมุด ไปพิพิธภัณฑ์ ไปวัด ไปดูต้นไม้ แล้วมันก็ทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องเชื่อมั่นในตัวของเรา ว่าเราไม่ได้เกเร จนพี่ชายเข้าไปที่โรงเรียนแล้วก็ดูว่ามันเกิดอะไรกับน้อง พอพี่เขาเห็นความรุนแรงแบบนั้นจริง เขาก็เลยให้เราย้ายโรงเรียน ซึ่งตามหลักอำนาจนิยม เราจะเห็นว่าครูหรือผู้ใหญ่กดขี่เรามากแค่ไหน” หลังจากนั้นเธอจึงไม่เชื่อมั่นในการเรียนในโรงเรียนอีก

จากนั้นเธอก็เริ่มมีคำถามกับตัวเอง 

“แล้วเราเป็นคนที่แอบชอบผู้หญิงด้วย แล้วก็แอบชอบผู้ชายด้วย มันก็เกิดคำถามว่า ‘แล้วเราเป็นอะไรวะ’ แล้วยุคนั้นมันไม่ได้มีอะไรที่จะบอกเราได้เลย ในสังคมจะบอกว่ามีแค่กะเทย มีทอม ก็มีแค่นั้นอะ แล้วเราเป็นอะไรล่ะ เราไม่เข้าใจในสิ่งที่เราเป็น เราก็เลยเข้าไปในหาข้อมูลเองตามเว็บไซต์ต่างๆ สมัยนั้น”

และเป็นอีกครั้งที่เธอพบกับเหตุการณ์ที่ทำให้เธอตั้งคำถามสำคัญกับตัวเอง แต่เช่นเคยที่คำถามไม่เคยได้รับคำตอบสร้างปมความเจ็บปวดทางจิตใจกับเธอมาจนถึงปัจจุบัน

“ตอนเราอายุสิบสอง พ่อเราเสีย คืนนั้นทุกคนไปโรงพยาบาลกันหมด ส่วนเราไปในเช้าวันที่พ่อกำลังจะเสียแล้ว ผู้ใหญ่คนอื่นไม่ให้เราออกไปข้างนอก แล้วจะให้เราทำยังไงล่ะ ในเมื่อพ่อเราตาย แล้วเราก็เห็นว่าเราต้องย้ายบ้านนะ แล้วก็เห็นคนมาจีบแม่เรา เราเห็นความเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ซึ่งผู้ใหญ่ไม่กล้าพูดเลยว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วเราต้องใส่ชุดดำร้อยวัน เหมือนต้องอยู่กับความทุกข์หรือสีดำในแบบที่เขาบอก เราก็สงสัยว่ามันจะเปลี่ยนไปในด้านไหน เด็กอายุสิบสองมันไม่เหมือนเด็กอายุห้าขวบ ในเรื่องของการรับรู้ทางความตาย แต่ผู้ใหญ่คนไทยก็ชอบบอกว่า เขาขึ้นสวรรค์ หรือว่า เดี๋ยวเขาก็กลับมา ซึ่งมันเจ็บปวดมาก เราก็รู้แล้วแหละว่าพ่อตาย แต่ว่าเราจะทำความเข้าใจยังไงว่ามันจะต้องก้าวต่อไปนะ” 

และเพราะการที่เธอชอบอ่านหนังสือยากๆ ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ทำให้เธอเริ่มเข้าใจว่าเธอเองก็ทำหนังสือได้ เพื่อที่จะสื่อสารเรื่องราวที่ผู้ใหญ่มักไม่พูดกันโดยตรง อย่างเรื่องของความตายหรือความเจ็บป่วยทางด้านจิตใจ

“เพราะบางครั้งคำพูดของผู้ใหญ่ เขาก็มีเรื่องที่ไม่พูดตรงไปตรงมา มันไม่ชัด ทำให้เราสงสัยว่ามันคืออะไรกันแน่ เราก็เลยอยากเป็นนักเขียนหนังสือเด็กตั้งแต่ตอนนั้น” 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

02

หิ่งห้อยสร้างสรรค์

เมื่อรวงทัพพ์เรียนจบจากสาขาวรรณกรรมสำหรับเด็ก เธอได้มีโอกาสไปทำงานตามสำนักพิมพ์ มูลนิธิต่างๆ และเห็นว่ามีหลายประเด็นที่ไม่เคยได้รับการพูดถึง

 “พอเวลาเราเจอเด็กในพื้นที่จริง แล้วเด็กบอกว่าเด็กถูกล่วงละเมิด ความรู้หรือข้อมูลที่มันปิด มันไม่พอที่จะช่วยเขาเลย ปกติสื่อจะเสนอแค่สิ่งที่เขาอยากให้เห็น แต่ว่ามันมีอะไรอีกมากที่ไม่ได้พูดออกไป อย่างตอนนี้มีสื่อทางเลือกเยอะมาก ที่ทำให้คนตั้งคำถามว่าชีวิตเราเป็นแบบนี้จริงไหม แต่เราเห็นว่ามันไม่มีพื้นที่ให้เด็กได้รู้ข้อมูลพวกนี้เลย

“อีกอย่างคือที่ไทยไม่มีหนังสือที่พูดถึงความตายมากกับเด็กๆ ทั้งที่ในต่างประเทศ เราเห็นว่าเขามีสื่อในรูปแบบของนิทานเด็กที่อธิบายเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็ง นี่เกี่ยวข้องกับประจำเดือนนะ หรือถ้าที่อินเดียจะมี Do and Don’t ด้วยซ้ำ แต่ที่ไทยเหมือนเราทำให้เรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนห้ามพูด แล้วไปหาความรู้เอาเอง ซึ่งมันผิดมาก 

 “ตอนเราทำงานมูลนิธิในส่วนของการพัฒนาหนังสือเด็ก เวลาเราลงพื้นที่ เราก็จะเห็นเด็กที่ครอบครัวแตกแยก แล้วไม่มีใครลงไปคุยกับเขาเลย เรื่องเพศ เรื่องทำแท้งปลอดภัย เรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิของเขาโดยตรง เราเลยรู้สึกว่า เราจะทำงานแบบนี้ ในระบบที่มันไม่มีสื่อแบบนี้ได้หรอ ก็เลยสอบชิงทุนไปเรียนที่อินเดีย ซึ่งเป็นการเรียนหนึ่งปีที่ไม่มีวุฒินะ เป็นการเรียนเพื่อเรียนอย่างเดียว

“คนก่อตั้งคือ ซาเบรีย เทนเบอร์เกน ผู้หญิงตาบอดผู้ก่อตั้งโรงเรียนให้เด็กตาบอดที่ธิเบต เป็นหนึ่งในผู้เข้าชิงรางวัลโนเบล ผู้หญิงคนนี้เป็นเมนเทอร์ของเรา แล้วเขาก็เข้าใจความซับซ้อนของเราด้วย เพราะเขาเป็น Queer เราเพิ่งไปเข้าใจตอนนั้นเองว่าเราเป็น Queer ตอนที่เราต้องติ๊กว่าเราเป็นเพศอะไร มันก็จะมีหญิง ชาย แล้วก็อื่นๆ ใช่ไหมคะ โรงเรียนก็จะมีแพลตฟอร์มให้เราเลือก เห้ย เราเป็นอื่นๆ ได้ด้วย”

เธอเล่าถึงตอนที่เธอสัมผัสถึงปัญหาผ่านสังคมต่างประเทศในอีกมุมที่น่าสนใจ 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

“ก่อนหน้าที่เราจะไปอินเดีย เราได้ไปยูกันดา โปแลนด์ เยอรมนี เพราะว่าเราเจอเพื่อนบางคนที่เขาพาเราไปทางนั้น เราก็เลยได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น อย่างตอนที่เราไปเยอรมนีช่วงที่มีผู้ลี้ภัยหนีสงครามมา ช่วงนั้นเราเห็นว่าเขามีนิทรรศการเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยในห้องสมุดเด็ก ซึ่งมันเป็นประเด็นที่เราไม่พูด เช่นเรื่องชาวโรฮีนจา เราจะไม่พูด เราจะไม่สนใจ แต่ที่นั่นเขาพูด

“หรืออย่างโปแลนด์ ที่เราเห็นคือเขาค่อนข้าง Conservative มาก แต่ว่าคนออกมาพูดเรื่องการทำแท้งปลอดภัยกันทั้งเมือง ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย คนแก่ พูดกันทั้งเมือง เห้ย มันก็พูดได้นี่หว่า หรือที่ยูกันดา เขามีโรงเรียนทางเลือกให้คนที่ไม่ได้มีเงินแต่ว่ามีความตั้งใจมาเรียน ก็คล้ายๆ กับที่เราไปเรียนที่อินเดีย คนมีลูกเขาก็นั่งอุ้มลูกไปด้วย นั่งเรียนคอมพิวเตอร์ไปด้วย แล้วมีโปรเจกต์ ทำยังไงให้มีน้ำหรือให้มีพื้นที่ที่ซ่อมรถได้ยี่สิบสี่ชั่วโมง เพราะมันไม่มีน้ำหรือที่ซ่อมรถได้ในที่ทุรกันดาร ซึ่งมันน่าสนใจมาก 

“แล้วพอเราได้ไปเรียน เราก็เห็นปัญหาที่อินเดียเยอะมาก ทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิ เกี่ยวกับเพศ มันก็เลยเป็นการเขย่าเราอีกรอบ 

 “เราไม่ต้องอยู่ในระบบการเรียนแบบเดิมอีกแล้วพอเราไปเรียนที่อินเดีย ตอนนั้นเราเลือกเรียนทางด้านศิลปะ เพราะว่าเรามาจากการเขียนและการทำหนังสือเด็ก มันก็พัฒนาเราไป จากตอนแรกที่เราคิดว่าจะทำหนังสือเด็กตอนเรียนจบแต่เราก็เปลี่ยนใจ เพราะว่าลักษณะการเสพสื่อของเด็กเปลี่ยนไป การเข้าถึงที่เป็นอิสระและเป็นออนไลน์มากขึ้น เราเลยคิดกลับมาสร้างสื่อเพื่อเด็กในรูปแบบออนไลน์ดีกว่า”

03

หิ่งห้อยน้อยคลับ

หิ่งห้อยน้อยจึงปรากฏตัวขึ้น ในฐานะของเว็บไซต์และเพจเฟซบุ๊กที่เปิดพื้นที่ให้เด็กๆ ได้มาพูดคุยกัน และเมื่อเราถามถึงเหตุผลว่าทำไมจะต้องเป็นหิ่งห้อย รวงทัพพ์ก็บอกกับเราว่า

“จริงๆ หิ่งห้อยเป็นเหมือนความลับบางอย่างที่เด็กสงสัย เราคิดว่าหลายคนก็อาจจะชอบมัน แล้วมันก็เป็นเพื่อนของเราได้ในเวลาที่มืดมาก หิ่งห้อยเชื่อมโยงกับเด็กมาก เพราะในความเชื่อของเรา เราคิดว่าเด็กจะเติบโตได้ในสิ่งแวดล้อมที่ดีเท่านั้น หิ่งห้อยก็เหมือนกัน จะเติบโตได้ในดินดี น้ำดี อากาศดี อีกอย่างมันไม่ได้สว่างตลอด มีตอนที่มันมืดด้วย ก็เลยเลือกใช้หิ่งห้อยแทนความสงสัยของเด็กๆ ด้วย

“ที่ไทยไม่มีเว็บไซต์ให้เด็กนะ แล้วเราก็รู้แหละว่าเว็บไซต์จะไม่ได้ฮิตมาก แต่ว่าเว็บไซต์ของเราพิเศษตรงที่เด็กเข้ามาแล้วสามารถไปตั้งแอคเคาต์นิรนาม เพื่อถามเรื่องที่เขาสนใจได้

“การออกแบบก็คือชื่อว่าหิ่งห้อยน้อยคลับ เป็นภาพต้นไม้ที่เกาะกลางน้ำ ซึ่งเป็นเหมือนสัญลักษณ์ว่าจะไม่มีใครตามเขาเข้าไปได้ เราจะพูดอะไรก็ได้ แล้วพวกเขาก็อยู่ด้วยกันในนั้นได้ ต่อมาก็จะมีหอประกายข่าว เป็นพื้นที่บอกข่าวว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นบ้างในเชิงเรื่องต้องห้ามต่างๆ อย่างเรื่องเพศหรือเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วก็จะมีพื้นที่บอร์ดรวมให้เขามาคุยกัน ส่วนที่อธิบายเกี่ยวกับเราว่าเราทำงานอะไร แล้วก็ในส่วนของมีนโยบายด้วย”

หากถามว่าแล้วในประเด็นต้องห้ามทั้งหลาย มีเรื่องอะไรบ้างที่เด็กๆ สนใจ เราก็พบคำตอบ 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com
กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

“เรื่องที่เด็กเขาสนใจเยอะที่สุดคือเรื่องการบูลลี่ นอกจากนี้ก็มีเรื่องเพศ เรื่องประจำเดือนด้วย ซึ่งเรื่องเหล่านี้มันไม่ใช่การส่งเสริมเรื่องจริยธรรมอะไร เพียงแต่เรามองว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติมากที่ควรพูดถึงได้

“เราเลยพยายามจะสร้างให้สื่อของเรา เพื่อใช้อธิบายแทนคำพูดที่เราจะพูดไปตรงๆ อย่างเช่นเราทำเพลงที่พูดถึงคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว ที่ต้องรับมือกับลูกที่เมนส์มาครั้งแรก คือเราก็จะเข้าไปแทนใจของผู้ปกครองด้วย แล้วก็แทนใจของเด็กด้วย หลายคนก็บอกว่าดูแล้วร้องไห้นะ เพราะว่าตอนเด็กๆ เขาอยู่กับพ่อที่เลิกกับแม่ แล้วตอนที่เขาเมนส์มา เขาก็ไม่กล้าบอกพ่อ มันก็เหมือนไปโดนใจคนบางกลุ่ม”

“บางคนเป็นซึมเศร้าที่กำลังรักษาอยู่แต่ไม่รู้ว่าจะคุยกับใคร เขาก็มาคุยกับเรา บางทีก็ตลกมาก ทำการบ้านเลขไม่ถูกเขาก็มาให้เราช่วย หรือว่ามีปัญหาเรื่องเพื่อน เรื่องท้องไม่พร้อม ถ้าเรามีแพลตฟอร์มอื่นที่เราส่งต่อ เราก็จะส่งต่อไปให้เขาดูแลต่อ” 

ด้วยการพัฒนาสื่อจากหนังสือเล่มสู่แอนิเมชันและเพลงเกี่ยวกับประเด็นที่เด็กๆ สงสัย ก็จำเป็นต้องทุ่มทั้งเวลาและกำลัง

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com
กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“เราเพิ่งทำงานได้ปีกว่าๆ เอง แล้วเราทำงานคนเดียวค่ะ เปิดเว็บไซต์ คิดรูปแบบ ทำเองหมด ถ้าเรามีแหล่งทุน หรือว่ามีบุคลากรที่เข้าใจในงานนี้ มันก็จะไปเร็วกว่านี้ แต่ว่าเนื่องจากเวลาด้วย แล้วก็ COVID-19 ด้วย ทำให้เรายังไม่ได้โปรโมต และยังไปคุยกับเด็กๆ ที่โรงเรียนไม่ได้ว่าเว็บไซต์เราใช้งานยังไง ตอนนี้ในเฟซบุ๊กเลยได้รับการตอบรับจากเด็กเป็นส่วนมาก ก็น่าสนใจที่เด็กเลือกจะมาคุยกับเราในข้อความจริงๆ ดังนั้นการทำงานที่เราทำอยู่จะไม่เหมือนงานเด็กนะ มันเป็นงานสิทธิและงานสื่อที่เอามารวมกันมากกว่า”

“เราเรียกตัวเองว่าเป็น Artivist นะ เราคือศิลปินที่ใช้ศิลปะมาเพื่อทำงานเชิง Action ที่จะช่วยเหลือเด็กๆ ในเรื่องสิทธิ มันอธิบายความเป็นเราได้ดีกว่าการบอกว่าเราเป็นนักกิจกรรม เพราะนักกิจกรรมอาจจะต้องพูดเร็วๆ 

ถ้าเทียบกับพริก 5 สี เธอบอกว่าหิ่งห้อยน้อยจะเป็นพริกสีม่วงที่ต่างจากพริกสีอื่นๆ

“Kanthari แปลว่าพริกขี้หนูที่มันเผ็ดร้อน มีห้าสี สีเขียว สีเหลือง สีส้ม สีแดง แล้วก็สีม่วง เราเป็นสีม่วง เป็นคันธารีที่ทำงานศิลปะ เราจะเป็นสีประหลาดๆ ขึ้นมาให้มันต่างจากสีพริกทั่วไป งานที่เราทำก็เลยเป็นงานศิลปะ เป็นเพลง แอนิเมชัน ที่ใช้เวลาหน่อย ใช้ความร่วมมือของศิลปินมาทำ”

นอกจากการขับเคลื่อนบนแพลตฟอร์มออนไลน์แล้ว เธอยังลงพื้นที่เพื่อไปช่วยเหลือเด็กๆ ในพื้นที่จริงอีกด้วย 

“ช่วง COVID-19 ที่เราก็ลงพื้นที่ เราพยายามขยายเรื่องผ้าอนามัย เพราะว่ามันจำเป็นจริงๆ ถ้าไม่ทำ คนที่ได้รับผลกระทบก็จะไม่ได้รับการช่วยเหลือ อย่างเรื่องถุงยังชีพหลายใบก็ไม่ได้ใส่ผ้าอนามัยใช่ไหมคะ เราก็เลยลงพื้นที่ให้เห็นเลยว่า ถ้าเขาไม่มีผ้าอนามัย เขาไปเอาข้าวแจกไม่ได้นะ

“อย่างเราเจอเคสในคลองเตย ที่เขาออกไปเอาข้าวตามจุดแจกไม่ได้ เพราะว่าเขาเมนส์มาแล้วเขาไม่มีผ้าอนามัย ซึ่งถ้าเราถามหลายคนในช่วงนั้น เขาก็จะบอกว่าเขาใช้ทิชชู ใช้กระดาษแทนผ้าอนามัย คือเขาไม่มีจริงๆ เพราะช่วง COVID-19 เป็นช่วงที่ล็อกดาวน์ หลายคนไม่มีงานทำ เราก็เลยขอรับบริจาคผ้าอนามัย เพื่อเปลี่ยนความคิดเขาว่ามันจำเป็นนะ ซึ่งตอนนี้ก็ยังมีคนส่งมาและเราก็ยังขอรับอยู่ พอเราได้รับมาเราก็จะส่งต่อ ให้กลุ่มผู้หญิงบริการ หรือว่ากลุ่มเด็กที่ต้องการต่อไป 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“แล้วก็มีเรื่องเพศในม็อบ เราร่วมกับผู้หญิงปลดแอกเพื่อขยายเรื่องนี้ เพราะเรารู้สึกว่าที่เด็กออกมาเรียกร้อง คือเรื่องที่เด็กอยากจะพูด มีเด็กคนหนึ่งเขามาบอกว่าเขาเป็นเกย์ แล้วเขาโดนครูผู้ชายจับก้น แต่พอเขาไปบอก ผอ. เขาก็บอกว่าเขารู้แล้ว แต่ไม่ทำอะไร ไม่สนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น นั่นเลยเป็นสาเหตุที่เขาออกมาเคลื่อนไหว นี่คือความจริงของเด็กที่พูดไม่ได้

“เพราะว่าหลายคนอาจไม่เข้าใจว่า สิทธิเด็กคือสิทธิมนุษยชน แล้วไม่เข้าใจว่าเด็กที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องคือนักกิจกรรมเด็ก กฎหมายไทยไม่ได้ปกป้องหรือไม่ได้ทำงานลงมาถึงนักกิจกรรมเด็ก” 

“ในส่วนที่เราช่วยได้ คือเราช่วยทำเป็นงานศิลปะให้ได้ แต่ถ้าเราพูดแบบตรงๆ เลย เด็กจะมีความรู้สึกว่าถูกคุกคาม เราเลยทำยังไงให้สันติมากที่สุด ซึ่งงานนี้ก็ต้องคุยกับนักสันติวิธี ว่าจะทำยังไงให้ศิลปินผลิตผลงานที่ไม่ผลิตซ้ำความรุนแรง เพราะว่าภาพบางภาพที่อยู่ในช่วงนี้มันก็รุนแรงมาก แล้วมันก็จะสร้างความบอบช้ำทางจิตใจซ้ำกับเด็กอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งยากและท้าทายมาก” 

04

หิ่งห้อยกับเรื่องต้องห้าม

“เพราะว่าความจริงมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เราต้องเผชิญ หลายคนอาจบอกว่าเด็กเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ แต่พอเราโตมาแล้วเราจะรู้สึกว่าเราไม่ได้บริสุทธิ์หรอก เราเรียนรู้เยอะมากด้วยศักยภาพของเราเอง แล้วอีกอย่างคือมนุษย์เกิดมาด้วยความสงสัยอยู่แล้ว ความจริงจึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ที่เราจะต้องสงสัยได้ เราก็คิดว่าเราอยากทำให้เขาได้รู้ บางทีก็ความจริงนั้นอาจจะเจ็บบ้าง แต่มันก็คือความจริง” 

หลายครั้งเรื่องต้องห้ามพูดถึง ส่วนหนึ่งคือเรื่องที่เรากลัวเมื่อต้องพูด

“จริงๆ เด็กๆ ไม่ได้กลัวนะคะ แต่เขาถูกหล่อหลอมให้กลัวมากกว่า อย่างหลานสาวเนี่ยเขาฟันน้ำนมจะหลุด นี่คือความเจ็บปวดทางด้านร่างกายนะ แล้วบ้านเรามีแต่ให้โยนฟันขึ้นไปข้างบน แต่มันก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรที่จะทำให้เด็กรู้สึกผ่อนคลายได้เลย ซึ่งมันเป็นเรื่องธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราก็เลยเขียนนิทานกลอนอันหนึ่งให้เขาถอนฟันเองได้ บอกเขาว่ามันจะเจ็บแป๊บเดียว แล้วฟันมันก็จะงอกขึ้นมาใหม่นะ

“ทุกครั้งพอเขาถอนฟันเอง เขาก็จะเก็บใส่กล่อง แล้วเขาบอกว่าหนูอยากเป็นหมอฟัน เรารู้สึกดีที่มันเกิดขึ้น เพราะเราเห็นว่าเขาไม่กลัวกับความเจ็บปวดที่มันต้องเกิด” 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“เราควรคุยกันค่ะ เพราะว่าเรามาจากยุคที่ไม่เหมือนกัน มันมีหนังสือที่น่าสนใจเรื่อง Walden Pond ของเฮนรี เดวิด ธอโร (Henry David Thoreau) พูดประมาณว่า คุณเป็นผู้ใหญ่ คุณบอกไม่ได้หรอกว่าสิ่งนี้มันจะถูกและดีด้วยวิธีการนี้เสมอไป เพราะเรามาจากฐานยุคหรือฐานของประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกันเลย เราสอนกันไม่ได้ สิ่งที่คุณทำได้คือการที่คุณคอยซัพพอร์ตเขา 

“เราเลยอยากเป็นคนซัพพอร์ตเด็ก แต่เราจะไม่บอกว่านี่คือถูก นี่คือผิด เราพูดไม่ได้ เพราะเขาเลือกเองได้ เขาคิดเองได้ คุณก็คิดเองได้ ทุกคนคิดเองได้ ของที่อยู่ในหัว ใครจะมาบงการไม่ได้เลย แต่ตอนนี้ เหมือนคนเรากำลังเจาะดูในหัว ว่า เห้ย นี่ผิดนะ เอาความคิดมาตัดสินกัน”

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์
กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

05

หิ่งห้อยในอนาคต

เมื่อพูดถึงโปรเจกต์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไปของหิ่งห้อยน้อย

“เรากำลังมีโปรเจกต์หนึ่งที่น่าจะออกช่วงวันเด็กปีหน้าค่ะ เราอยากทำงานอาร์ตจากเรื่องราวของเด็กๆ ที่พูดถึงความทุกข์ของเด็กไทยประมาณสามสิบภาพ บนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เรามี แล้วก็จะจัดนิทรรศการจริงให้มันอยู่ในชีวิตประจำวันได้ นี่คือสิ่งที่เราจะทำต่อไป”

การได้พบปะกับหิ่งห้อยน้อยตัวเป็นๆ ในปัจจุบัน เธอก็บอกว่าเห็นความเปลี่ยนแปลงของเด็กๆ หลายคนที่กล้าออกมาตั้งคำถามกันมากขึ้น

“เราไม่ได้จะบอกว่าเด็กเดี๋ยวนี้เก่งขึ้นนะ เราคิดว่าเด็กจริงๆ เป็นแบบนี้ แต่เราต่างหากที่ไม่ถูกทำให้พัฒนาต่อยอดไป เหมือนถูกกดไว้ ไม่ถูกสอนให้ตั้งคำถาม เราเห็นความแตกต่างเลยนะเวลาเข้าไปในโรงเรียนในเมือง เด็กจะไม่กล้าพูด ไม่มียกมือเลย ถ้าเราไปโรงเรียนการศึกษาทางเลือก เราจะพบว่าเขาแย่งกันพูดเลย ถามกันไม่หยุด”

นี่จึงเป็นเหตุผลที่อยากให้เด็กๆ เริ่มต้นตั้งคำถาม

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“อยากให้เขาเริ่มตั้งคำถามค่ะ อาจจะเริ่มกับชีวิตตัวเองก่อนก็ได้ ว่าอยากได้อะไร หรือถ้าไม่อยากได้อะไรก็ปฏิเสธได้ แล้วก็หาความสุขให้กับตัวเอง ข้างในเรามันถามอยู่ตลอดเวลา มันไม่กลัวที่จะถาม หาคำตอบให้ตัวเอง เรื่องที่พูดไม่ได้อย่างตรงไปตรงมา”

“สังคมตอนนี้เราว่าก็เริ่มเห็นอะไรที่เป็นทิศทางของการตั้งคำถามมากขึ้น แล้วก็มีการเขย่ากันเยอะ ดังนั้นมันจะมีการสั่นมาก สังคมที่เราอยากเห็นคือสังคมที่มีพื้นที่ให้กับทุกคน ให้ทุกคนได้เป็นตัวของตัวเองได้ ได้มีความภูมิใจ ว่าสิ่งที่ตัวเองคิดและเชื่อจะมีพื้นที่ให้เขาแน่นอน ทั้งในการแสดงความคิดหรือการดำเนินชีวิต เราก็อยากเป็นสื่อทางเลือกหนึ่ง 

“ตอนนี้เราว่าถ้าผู้ใหญ่คิดว่าเด็กเป็นส่วนหนึ่งของประชาชน เราเชื่อว่าผู้ใหญ่ก็ได้พลังเยอะนะที่จะพัฒนาประเทศนี้ ทุกคนก็ทำงานกันอยู่ เด็กเองก็กำลังทำงานของเขาอยู่เหมือนกัน” เธอบอกเราทิ้งท้ายก่อนที่บทสนทนาจะจบลง

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

อิสรีย์ อรุณประเสริฐ

จบ Film Production ด้าน Producing & Production Design แต่ชอบถ่ายภาพและออกแบบงานกราฟิกเป็นงานอดิเรก มีครัว การเดินทาง และ Ambient Music เป็นตัวช่วยประโลมจิตใจจากวันที่เหนื่อยล้า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load