“ห้ามถ่ายรูปนะ ชาวบ้านไม่ถูกใจสิ่งนี้” กันซานี (Gantzani) ผู้เป็นพนักงานฝ่ายกิจกรรมแห่ง Pumulani Lodge บอกผมระหว่างที่เรากำลังเดินไปหมู่บ้านอึมเบยา ที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบมาลาวี (Lake Malawi) ทะเลสาบแสนสวยที่ตั้งอยู่ในประเทศชื่อเดียวกันในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก

“ต้องขอชาวบ้านก่อน จะถ่ายได้ก็ต่อเมื่อพวกเขาอนุญาตแล้วเท่านั้น อย่าถ่ายโดยไม่บอกไม่กล่าวโดยเด็ดขาด ชาวบ้านไม่ชอบมากๆ เลย” เสียงกันซานียังคงดังงึมงำอยู่เรื่อยๆ ระหว่างที่เราเดินไปหมู่บ้านกัน

กันซานีชวนผมไปเดินเล่น เพราะเขาเห็นว่าผมทำกิจกรรมทุกประเภทที่ลอดจ์แห่งนี้มีไว้ให้หมดแล้วทุกกิจกรรม ไม่ว่าจะไปดำน้ำ หัดพายเรือแบบนั่ง หัดพายเรือแบบยืน ไปดูเขาให้อาหาร Fish Eagle ไปเดินป่า ไปดูดาว ฯลฯ หน้าที่ของพนักงานฝ่ายกิจกรรมอย่างเขา จึงต้องหากิจกรรมให้แขกอย่างผมทำอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการฟุ้งซ่าน และวันนี้คือการไปเดินเที่ยวหมู่บ้านอึมเบยาที่เขาเองก็อาศัยในหมู่บ้านนี้

ผมได้รับการเตือนเรื่องการถ่ายรูปบุคคลและสถานที่ต่างๆ เวลาเดินทางในทวีปแอฟริกาเสมอ และผมก็พยายามไม่ทำให้ใครต้องอารมณ์เสีย โดยผมจะขออนุญาตทุกครั้ง ถ้าได้รับการปฏิเสธผมก็จะขอโทษและเดินจากไปด้วยความเข้าใจ คนแอฟริกาไม่ถูกกับกล้องเพราะในบางประเทศก็อยู่ในภาวะสงครามมานานจนไม่ไว้ใจกัน บางดินแดนก็มีความเชื่อเรื่อง ‘ขวัญ’ ที่อาจจะออกจากร่างไปเมื่อโดนถ่ายภาพ แต่ส่วนใหญ่คิดว่าคนถ่ายภาพจะนำภาพเขาไปขายหาผลประโยชน์ หรือไม่ก็นำไปออกสื่อในทางที่เสียหาย เช่น ทำให้คนเข้าใจว่าแอฟริกายากจนข้นแค้น เป็นต้น

“ได้เลย ถ้าจะถ่ายรูปใครก็จะบอกยูก่อนละกัน แล้วถ้าถ่ายไม่ได้ก็บอกเราด้วยละกันนะ” ผมยืนยันให้เขาสบายใจ และผมก็แอบทำใจไว้แล้วว่า ผมคงไม่มีรูปถ่ายสักรูปติดกล้องกลับไปวันนี้ ว่าแล้วผมก็เก็บกล้องและไอโฟนใส่เป้พร้อมกับคิดเสียว่าไม่พกมาก็ละกัน

แต่กฎย่อมมีข้อยกเว้น และบางทีก็มาจากผู้สร้างกฎเสียเอง

ที่หมู่บ้านอึมเบยา ผมพบหญิงสาวคนหนึ่งนั่งสานเสื่ออยู่อย่างตั้งใจ ผมขออนุญาตกันซานีเข้าไปนั่งดูเธอสานเสื่ออยู่นาน ผมพยายามชวนเธอคุยด้วยภาษาถิ่นเท่าที่พูดได้ เวลาผ่านไปหลายนาทีจน…

“ไม่ถ่ายรูปเหรอ? มานั่งดูอยู่ตั้งนานแล้วนะ” เจ้าของเสียงคือผู้หญิงคนนั้น คนที่ผมไปนั่งดูเธอสานเสื่ออยู่พักใหญ่ และกันซานีเป็นผู้แปลคำพูดของเธอให้ผมฟัง เมื่อชวนให้ถ่ายรูปแบบนี้ก็นับว่าเข้าทางผมมากๆ ผมจึงหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายเฉพาะแค่มือของเธอก่อนเพื่อหยั่งเชิง

เอาชนะใจชาวมาลาวี ทวีปแอฟริกา ที่กลัวเสีย ‘ขวัญ’ จากการถูกถ่ายรูป

เวลาไปประเทศอื่นๆ ในแอฟริกาหากผมถ่ายรูปใครเสร็จแล้ว ผมจะหันกล้องให้ผู้เป็นแบบดูภาพตัวเองทันที ส่วนมากผมจะได้รับรอยยิ้มอายๆ ไม่ก็เสียงหัวเราะเขินๆ กลับมาจากแบบในกล้อง แต่ไม่ใช่หนนี้ที่มาลาวี

“ทำไมถ่ายแต่มือ?” เธอตัดพ้อเหมือนกับว่า “แล้วตัวฉันไปไหนล่ะ?”

ผมรีบกลั้นยิ้มแล้วกดภาพเธอใหม่ คราวนี้เห็นผ่านหลังลงไปยังมือที่กำลังสานเสื่อหนึ่งรูป กับถ่ายย้อนจากมือกลับมาที่ใบหน้าของเธออีกหนึ่งรูป เมื่อผมหันภาพให้ดู เธอก็เขินเอามากๆ และบอกว่าขอให้ลบภาพที่เห็นหน้าเธอออกเพราะเธออาย

“ได้ๆๆ เดี๋ยวผมจัดให้ครับ” ว่าแล้วผมก็ลบรูปที่เธอไม่ชอบออกทีนที 

เอาชนะใจชาวมาลาวี ทวีปแอฟริกา ที่กลัวเสีย ‘ขวัญ’ จากการถูกถ่ายรูป

จากนั้นผมก็ได้ยินเสียงปรบมือดังแปะๆๆ พร้อมกับมีเสียงตะโกนเรียกมาจากบ้านใกล้ๆ กัน เธอตะโกนภาษาถิ่นมาบางอย่างและกันซานีก็แปลให้ฟังว่า “เธอชวนไปที่บ้าน ให้ไปถ่ายรูปเธอบ้าง เธอสานเสื่อผืนนึงเสร็จพอดี”

ไปๆๆ งั้นเราไปกัน ผมร่ำลาชาวหญิงผู้ใจดีและรีบเดินต่อไปยังบ้านหลังที่สองด้วยใจพองโต พอผมย่างเท้าเข้าบริเวณบ้าน เธอรีบกางเสื่อผืนสวยให้ดูอย่างภูมิใจ เสื่อมีรายละเอียดงดงาม พอจับแล้วนุ่มน่านั่งมากๆ ไม่ทันไรเธอก็ลงไปนั่งและเรียกกันซานีให้มาอยู่ด้วยกัน แล้วบอกให้ผมถ่ายภาพนั้นไว้ พอผมนับ นึง.. ส่อง.. ซั่ม.. เธอก็หัวเราะและเอาหน้าหลบหลังกันซานี ผมพยายามใหม่ คราวนี้ไม่นับ แต่เธอก็ก้มหลบอีกและหัวเราะเขินอย่างเอิกเกริก ผมก็พยายามอยู่หลายรอบ จนได้ภาพเธอยิ้มสวยข้างๆ กับซานีบนเสื่อที่เธอสานเองกับมือ

เอาชนะใจชาวมาลาวี ทวีปแอฟริกา ที่กลัวเสีย ‘ขวัญ’ จากการถูกถ่ายรูป

เธอชวนผมมาที่ชานบ้านเพื่อดูเธอสานเสื่อต่อ เธอทำอย่างตั้งใจมากๆ แสงกำลังสวยและเธอกำลังมีสมาธิ ผมอยากถ่ายภาพเธอไว้ แต่มนุษย์ขี้เขินอย่างเธอต้องเสียสมาธิแน่ๆ หากผมบอกเธอตรงๆ ผมเลยแอบถ่ายเธอโดยไม่บอก และนี่เป็นรูปเดียวที่ผมไม่ขออนุญาตเจ้าของภาพ แต่ผมยื่นภาพที่แอบถ่ายให้เธอดู

“ชอบๆๆ ชอบภาพนี้มากๆ” เธอพูดออกมาอย่างจริงใจ และนั่งมองรูปนี้อยู่นาน

เอาชนะใจชาวมาลาวี ทวีปแอฟริกา ที่กลัวเสีย ‘ขวัญ’ จากการถูกถ่ายรูป

ผมดีใจมาก แต่ไม่รู้จะให้เธอได้ครอบครองภาพเผลอของเธอภาพนี้ได้อย่างไรนอกจากส่งไลน์ให้กันซานีเก็บไว้ และอาจขอที่โรงแรมพรินต์ใส่กระดาษให้เธอ จากนั้นผมก็เดินผละออกมาจากบ้านหลังนั้น และเดินลึกเข้าไปในหมู่บ้าน

“ไหนว่าชาวบ้านไม่ชอบให้ถ่ายรูปไง? ทำไมกลายเป็นว่าพวกเขามาชวนเราถ่ายรูปเสียเองล่ะ?” ผมถามกันซานี

“เพราะยูไม่ยกกล้องเล็งไปที่พวกเขา ยูไม่ถือกล้องตลอดเวลา ยูพยายามสื่อสารกับพวกเขาจนเป็นเพื่อนกับพวกเขา ยูรอให้เขายอมแพ้ต่อกล้องเอง… มันไม่เหมือนกันนะ” กันซานีอธิบายในขณะที่เราเดินต่อไปยังหมู่บ้านที่สองที่ชื่อว่าหมู่บ้านอึมเตวา (M’tewa)

“ชาวบ้านหมู่บ้านอึมเตวา ก็ไม่ชอบให้ถ่ายรูปนะ” อีกละ กันซานียังคงย้ำกับผมด้วยเรื่องเดิม

“ตอนไปหมู่บ้านอึมเบยา นายก็บอกเราแบบนี้” ผมแอบคัดค้านเล็กๆ เมื่อนึกถึงการเดินเล่นในหมู่บ้านอึมเบยาเมื่อสักครู่ 

การทำตัวเป็นเหมือนคนไม่มีกล้องถ่ายรูป และพยายามผูกมิตรด้วยการไปชวนพูดชวนคุยกลับก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่ชาวบ้านพ่ายแพ้ต่อกล้องหันมาชวนเราให้ถ่ายรูปเสียเอง ปรากฏการณ์นี้ทำให้ผมคิดว่า ผมน่าจะพอมีหวังที่จะได้รูปจากหมู่บ้านอึมเตวากลับไปสักนิดสักหน่อยก็ยังดี ถ้าลองใช้วิธีเดิมอย่างที่เคยใช้มาเมื่อสักครู่

พอเดินพ้นเขตหมู่บ้านอึมเบยาสู่หมู่บ้านอึมเตวา ผมก็เห็นโอกาสดีที่จะผูกมิตร แม่หญิงของหมู่บ้านกำลังรวมตัวช่วยกันโขลกช่วยกันตำคาสซาวา (Cassava) ซึ่งเป็นพืชประเภทมันและเป็นอาหารหลักของชาวแอฟริกา ที่นำมาทำเป็นแป้งกลมๆ คล้ายหมั่นโถวไว้บิจิ้มกินกับแกงสารพัดชนิด ผมจึงขออนุญาตกันซานีเข้าไปอาสาช่วยตำคาสซาว่าอย่างรวดเร็ว

เอาชนะใจชาวมาลาวี ทวีปแอฟริกา ที่กลัวเสีย ‘ขวัญ’ จากการถูกถ่ายรูป

เหล่าแม่หญิงก็ส่งไม้ดุ้นใหญ่มาให้ผมร่วมโขลกกับพวกเธอ ที่ครกใบเขื่องมีผู้โขลกอยู่ 4 คน แต่ละคนต้องเล็งจังหวะกันดีๆ เพื่อผลัดกันโขลกสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนไป แน่นอนว่ามือใหม่อย่างผมย่อมทำผิดทำพลาดโขลกไม่ลงจังหวะกับเขาบ้าง หรือไม่ก็เมื่อถึงตาผมแล้ว แต่ผมดันยืนมึนอยู่ไม่โขลกลงไปสักที

ผมรีบขอโทษพวกเธอซ้ำแล้วซ้ำอีกด้วยเกรงว่าเธอจะโกรธ แต่กลับกลายเป็นว่าพวกเธอขำมากๆ และแสดงท่าทีเอ็นดูต่อนักโขลกมือใหม่ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมคิดว่าพวกเธอน่าจะเข้าใกล้อาการพ่ายแพ้ต่อกล้องเต็มทน และมันก็เป็นจริงเมื่อกันซานีเดินมาบอกผมว่า “เขาถามว่าไม่ถ่ายรูปเหรอ” จากการแปลภาษาถิ่นให้ผมเข้าใจ

หุๆๆ นั่นไงล่ะ ผมแอบฮิฮะพร้อมกับยกมือปาดเหงื่อบนหน้าผาก นี่ผมถึงกับอาบเหงื่อต่างน้ำเพื่อแลกกับรูปถ่ายสักสองสามใบเลยนะเนี่ย แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าผมขอถ่ายเป็นคลิปล่ะ พวกเธอจะยอมไหม?

“กันซานี ถ้าเราจะขอถ่ายเป็นคลิปได้ไหม? แบบเป็นภาพเคลื่อนไหวด้วยนะ” ผมถามให้เขาช่วยแปลให้พวกเธอเข้าใจ และพอกันซานีแปลจบผมก็ได้ยินเสียงโห่ฮาอย่างดีใจ นั่นแปลว่าสำเร็จ

คราวนี้ผมหยิบไอโฟนขึ้นมากดปุ่มบันทึกวิดีโอและพวกเธอก็ไม่ได้แค่ให้ผมถ่ายเฉยๆ แต่ยังร้องเพลง ปรบมือกันสนุกสนาน โดยมีเด็กๆ มาร่วมเล่นร่วมร้องกันมากมายจนผมได้ทั้งคลิปและภาพถ่าย ผมแอบคิดว่าชาวบ้านหมู่บ้านอึมเตวามีอาการพ่ายแพ้ต่อกล้องหนักกว่าหมู่บ้านที่แล้วอีกนะเนี่ย

“กันซานี เราเดินต่อไปอีกหมู่บ้านกันเหอะ อย่าเพิ่งกลับเลยนะ” ผมชักติดใจ และเราก็มุ่งหน้าจากหมู่บ้านอึมเตวาไปยังหมู่บ้านที่ 3 นั่นคือหมู่บ้านกาซันกา (Kasankha)

หมู่บ้านกาซันกาเป็นหมู่บ้านที่ใหญ่กว่า 2 หมู่บ้านที่ผ่านมา สังเกตได้จากการที่มีร้านชำใหญ่ถึง 2 ร้าน ขายข้าวของเครื่องใช้มากมาย มีตลาดและมีบ่อน้ำบาดาลหลายจุด เด็กๆ วิ่งกรูมาเดินตามผมเป็นพรวน ผมยังแอบกล้องไว้ในเป้ แต่ลองหยิบไอโฟนขึ้นมาหันหน้าไปทางกันซานีเป็นเชิงขออนุญาต และเขาก็พยักหน้า ผมเลยใช้มันถ่ายภาพเด็กๆ 

เอาชนะใจชาวมาลาวี ทวีปแอฟริกา ที่กลัวเสีย ‘ขวัญ’ จากการถูกถ่ายรูป

โอ้โห เด็กๆ สนุกกันใหญ่ ต่างแอ็กท่าสู้ไอโฟนแบบไม่ต้องร้องขอ และเมื่อผมหันภาพให้พวกน้องๆ ดู พวกเขาก็หัวเราะกันเสียงใสสนั่นหมู่บ้าน เป็นการเชิญชวนให้เด็กคนอื่นๆ วิ่งกรูกันเข้ามา ปรากฏการณ์พ่ายแพ้ต่อกล้องเกิดขึ้นโดยที่ผมยังไม่ได้ลงมือปฏิบัติการใดๆ เลย 

เอาชนะใจชาวมาลาวี ทวีปแอฟริกา ที่กลัวเสีย ‘ขวัญ’ จากการถูกถ่ายรูป

ผมสังเกตเห็นว่ามีผู้คนออกมารวมตัวกันมากมาย เหมือนว่าจะมีพิธีอะไรสักอย่าง แล้วผมก็ถามกันซานี เขาอธิบายว่ากำลังจะมีการเต้นระบำที่ลานหมู่บ้าน ระบำนี้เรียกว่า ‘กุเล วัมกุลุ’ (Gule Wamkulu)

กันซานีอธิบายเพิ่มเติมว่ากุเล วัมกุลู คือระบำหน้ากาก มีความหมายว่าระบำอันยิ่งใหญ่ (Great Dance) ใช้เต้นในงานทุกประเภท ไม่ว่าในงานรื่นเริงหรือในงานศพ รวมทั้งในพิธีขลิบอวัยวะเพศเด็กชายด้วย และจะเต้นกันในแถบทะเลสาบมาลาวีเท่านั้น โดยผู้เต้นต้องเป็นเพศชายและต้องผ่านการคัดเลือกจากผู้เต้นรุ่นก่อนๆ ที่เรียกกันว่าอึนยาอู (Nyau) ท่าเต้นนั้นได้รับการถ่ายทอดเฉพาะภายในกลุ่ม ส่วนประกอบสำคัญของกุเล วัมกุลุคือหน้ากาก โดยหน้ากากแต่ละอันจะสื่อความหมายที่แตกต่างกันไป และมีมากกว่า 150 แบบ

“ขอไปดูด้วยได้ไหม?” ผมอ้อนกันซานีอีกครั้ง และเขาหันมายิ้มกว้าง นั่นแปลว่าได้ เราก็เดินตามชาวบ้านไปที่ลานโดยมีน้องๆ หนูๆ จากหมู่บ้านกาซันกาที่ยังเดินตามผมมาเป็นพรวน พวกเขาเป็นเจ้าบ้านที่น่ารักมากๆ เพราะเขาเดินไปร้องเพลงไปอย่างสดใส และทำให้แขกจากเมืองไทยคนนี้ประทับใจสุดๆ

เอาชนะใจชาวมาลาวี ทวีปแอฟริกา ที่กลัวเสีย ‘ขวัญ’ จากการถูกถ่ายรูป

ที่ลานใหญ่มีนักดนตรีมายืนรออยู่หลายคน ทุกคนเข้ามาจับมือทักทายอย่างเป็นมิตรจนผมเลิกเกร็ง เกรง และกังวล เขาก่อกองไฟเล็กๆ เพื่อลนหน้ากลองที่ทำจากหนังวัว พร้อมกับลองใช้ไม่ตีไปเรื่อยๆ จนได้เสียงทุ้มกังวาล ข้างๆ นั้นมีผู้หญิง 3 คนในผ้านุ่งพื้นเมืองสีสดใส พวกเธอคือนักร้องที่จะร้องเพลงประกอบการเต้น ผมได้ยินเธอคุยกันไป โยกตัวไป และวอร์มเสียงร้องอยู่เบาๆ ชักตื่นเต้นแล้วสิ

สักพักใหญ่ผมเห็นนักเต้นที่สวมหน้ากากเดินออกมาสามสี่คน หน้ากากนั้นมีสีสันสดใส ชุดที่ใส่อยู่ก็จัดจ้านไม่แพ้กัน ผมอยากหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายภาพมาก แต่ผมไม่ทราบว่าพวกเขาไปถึงจุดที่เกิดอาการพ่ายแพ้ต่อกล้องกันหรือยัง ผมยังไม่ได้คุยอะไรกับพวกเขาเลย แล้วผมจะถ่ายรูปได้ไหมนะ?

เอาชนะใจชาวมาลาวี ทวีปแอฟริกา ที่กลัวเสีย ‘ขวัญ’ จากการถูกถ่ายรูป
เอาชนะใจชาวมาลาวี ทวีปแอฟริกา ที่กลัวเสีย ‘ขวัญ’ จากการถูกถ่ายรูป

ผมหันมาทางเด็กๆ เพื่อนซี้ที่ชินกับการถ่ายรูปของผมแล้วพร้อมกับหยิบไอโฟนออกมาก่อนและถ่ายรูปเล่นกับพวกเด็กๆ เพื่อลองดูท่าทีของชาวบ้านคนอื่น ขณะนั้นกลองก็เริ่มบรรเลง นักร้องเริ่มร้องเพลงพื้นเมือง ชาวบ้านต่างมาออกันแน่น ต่อมาไม่นานมีคนมาสะกิดแขนผม พอหันกลับไป เขาคือหนึ่งในมือกลอง ผมใจหายวาบทันทีเพราะคิดว่าเขาไม่พอใจ

“ทำไมถ่ายแต่เด็กๆ ล่ะ? พวกเราเล่นกลองอยู่นะ ถ่ายพวกเราด้วยสิ แล้วเดี๋ยวอย่าลืมถ่ายนักเต้นระบำด้วย เขาเป็นเพื่อนของพวกเราเอง” คุณพี่มือกลองอธิบายเสียงเครียด พร้อมกับชี้ไปยังนักเต้นที่สวมหน้ากาก โดยมีกันซานีแปลให้ผมฟังพร้อมรอยยิ้ม 

เอาชนะใจชาวมาลาวี แอฟริกา ที่กลัวเสีย ‘ขวัญ’ จากการถูกถ่ายรูป

ยิ้มของกันซานีกว้างแล้วแต่ผมยิ้มกว้างกว่า เพราะคราวนี้ผมได้บันทึกทั้งภาพและวิดีโอคลิปการเต้นระบำสำคัญนี้ไว้มากมาย

กุเล วัมกุลุเป็นระบำที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ผู้เต้นต้องแข็งแรงมากๆ โดยเฉพาะเมื่อเวลาเขารัวเท้าอย่างรวดเร็วจนฝุ่นคลุ้ง ผมยืนหน้าสุด ดังนั้นฝุ่นจึงเข้าหน้าผมเต็มๆ จนผมจาม “ฮ้าดเช่ย” ออกมาสนั่น

เอาชนะใจชาวมาลาวี แอฟริกา ที่กลัวเสีย ‘ขวัญ’ จากการถูกถ่ายรูป
เอาชนะใจชาวมาลาวี แอฟริกา ที่กลัวเสีย ‘ขวัญ’ จากการถูกถ่ายรูป

“ขอโทษครับ ฮ้าดเช่ย” ผมรีบขอโทษผู้เต้นกับชาวบ้าน แต่ดันจามอีกหน แต่ชาวบ้านก็ไม่ว่าอะไร

เมื่อการเต้นจบลง ผมรีบนำรูปและวิดีโอคลิปไปให้พวกเขาดูตามที่ผมเคยปฏิบัติมา พวกเขาดูไปเฮไปอย่างสนุกสนาน 

ระหว่างเดินกลับ Pumulani Lodge ผมหันมากล่าวกับกันซานีว่า “ยูต้องให้ข้อมูลใหม่แล้วล่ะว่าชาวบ้านหมู่บ้านอึมเบยา อึมเตวา และกาซันกา ชอบถ่ายรูปมากๆ แต่ต้องใจเย็นๆ และรอให้เขาพ่ายแพ้ต่อกล้องเองก่อน จากนั้นก็จะได้รูปกลับไปเพียบ จริงมั้ย” 

เขายิ้ม ผมว่าจริง งั้น….กันซานี หันหน้ามาหน่อย ขอรูปนึงซะดีๆ

อย่าลืมนะครับ ถ้าไปเที่ยวมาลาวี ต้องยึดคติว่า ‘ช้าๆ ได้รูปงามๆ’ นะครับ

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

“ไปทำไมสิงคโปร์ ที่นั่นไม่มีอะไรเลยนอกจากแหล่งช้อปปิ้ง ข้าวของก็แพง ถ้าชอบประวัติศาสตร์ อยากดูเมืองเก่า ไปเที่ยวประเทศอื่นไม่ดีกว่าเหรอ”

เนื้อถ้อยกระทงความที่ญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้เมื่อหลายปีก่อน เป็นดั่งสายเบรกที่ทำให้เด็กรุ่นใหม่ที่ใฝ่ใจในเรื่องราวสมัยเก่าเช่นผมต้องห้ามความคิดตัวเองจากการจองตั๋วเครื่องบิน ‘กรุงเทพ-สิงคโปร์’ ทุกครั้งในรอบสิบกว่าปีที่ล่วงมา

ชั่วชีวิต 25 ปีนี้ ผมเคยเหินฟ้าไปต่างประเทศมาถึง 19 หน กว่าครึ่งหนึ่งในนั้นมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่กลุ่มประเทศและดินแดนที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวจีน พูดจีนเป็นภาษาแม่ คงเป็นด้วยความคุ้นเคยส่วนตัว อาหารถูกลิ้น และอุดมไปด้วยประวัติความเป็นมาที่น่าค้นหา

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์

หลังจากได้โลดแล่นลั้นลาในจีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน ฮ่องกง มาเก๊า ตลอดจนรัฐที่มีสัดส่วนจำนวนประชากรจีนมากที่สุดในมาเลเซียอย่างปีนังมานับครั้งไม่ถ้วน ในที่สุดต้นปีนี้ ดวงท่องเที่ยวของผมก็โคจรมาชนกับสิงคโปร์จนได้ ช่างประจวบเหมาะกับตรุษจีนปีนี้ที่มาเร็วกว่าปกติ ส่งผลให้บ้านเมืองอยู่ในบรรยากาศของการเฉลิมฉลองยาวนานตั้งแต่ปีใหม่สากลจนถึงปีใหม่จีน

เพื่อเสริมดวงชะตาให้กับตัวเองในวัยเบญจเพส สถานที่แรกที่วาบขึ้นมาในความคิดของผมก็คือ ‘Buddha Tooth Relic Temple and Museum’ ที่คนไทยนิยมแปลชื่อนี้กันว่า ‘วัดพระเขี้ยวแก้ว’ วัดใหญ่ใจกลางไชน่าทาวน์ของประเทศเกาะแห่งนี้

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบันทึกการเดินทางฉบับนี้จะเพิ่มตัวเลือกใหม่ ๆ ให้กับนักท่องเที่ยวไทยที่อยากไปสิงคโปร์ แต่เบื่อสิงโตพ่นน้ำ ยักไหล่ให้ไฟในสวน เฉย ๆ กับสวนสนุก หรือขี้เกียจช้อปปิ้งนะครับ

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์

Chinese Singaporeans Community
ชุมชนชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีน

เวลาต้องนึกถึงประเทศและเขตปกครองที่พูดภาษาจีนเป็นหลัก คนไทยอย่างเราคงต้องหันหน้าขึ้นไปทางเหนือ คือภูมิภาคเอเชียตะวันออกซึ่งมีจีนเป็นพี่ใหญ่ พ่วงด้วยดินแดนเกาะและคาบสมุทรเล็กน้อยอย่างไต้หวัน ฮ่องกง มาเก๊า ที่ประชากรหมู่มากเป็นชาวจีนเหมือนกัน

แต่อีกประเทศหนึ่งที่ผู้คนมักละเลย ลืมไปว่าต้องหันหน้าลงใต้ด้วย ก็คือสิงคโปร์ ประเทศเกิดใหม่อายุไม่ถึง 60 ปี ซึ่งแยกตัวออกจากส่วนอื่น ๆ ของมาเลเซียที่คนส่วนใหญ่เป็นจีน

ชาวจีนรู้จักเกาะสิงคโปร์มาเป็นพันปี หลักฐานเก่าสุดที่จีนบันทึกถึงเกาะนี้เขียนขึ้นในศตวรรษที่ 10 และเริ่มเดินเรือจากแผ่นดินใหญ่มาค้าขายตั้งแต่ยุคกระโน้น

เมืองสิงคโปร์เพิ่งถือกำเนิดขึ้นในปี 1819 ภายใต้การนำของ เซอร์ โทมัส สแตมฟอร์ด แรฟเฟิลส์ (Sir Thomas Stamford Raffles) ข้าหลวงชาวอังกฤษ แต่ก่อนหน้าเซอร์โทมัสกับพลพรรคชาวแดนผู้ดีของเขาจะล่องเรือมายึดเกาะนี้ มีชาวจีนจำนวนหนึ่งอพยพมาอยู่ก่อนแล้ว พวกเขามาที่นี่เพื่อเพาะปลูกสีเสียดบ้าง พริกไทยบ้าง

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์
รูปปั้น เซอร์ โทมัส สแตมฟอร์ด แรฟเฟิลส์ ริมแม่น้ำสิงคโปร์

ครั้นเมื่ออังกฤษพัฒนาสิงคโปร์เป็นอู่ต่อเรือและเมืองท่าเสรี ชาวจีนจำนวนมหาศาลจึงลงเรือมาตายเอาดาบหน้า ณ เกาะเล็กปลายแหลมมลายูแห่งนี้ ภายในเวลาไม่กี่ปี ตัวเลขประชากรจีนก็แซงหน้าทั้งผู้ปกครองชาวอังกฤษ ชาวมลายูที่อยู่บริเวณนี้มาก่อน รวมถึงชาวอินเดียที่อพยพมาพร้อม ๆ กัน

ในปี 1822 แค่ 4 ปีหลังการสถาปนาเมืองสิงคโปร์ แรฟเฟิลส์ผู้เป็นพ่อเมืองต้องวางผังเมืองสิงคโปร์เสียใหม่ ให้ผู้คนแต่ละเชื้อชาติใต้ปกครองของเขาได้มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง สำหรับชุมชนคนจีนนั้น ได้รับการจัดสรรที่ดินให้อยู่ด้านทิศตะวันตกของแม่น้ำสิงคโปร์ เรียกว่า Chinese Campong มีความหมายว่า หมู่บ้านจีน (Campong มาจาก Kampung ในภาษามลายู แปลว่า หมู่บ้าน)

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์
แผนที่เก่าสมัยก่อตั้งเมืองสิงคโปร์ ชุมชนจีนจะอยู่ทางซ้ายมือของภาพ
ภาพ : National Museum of Singapore

ภายใน Chinese Campong หรือ ‘กำปงจีน’ นั้นยังแยกย่อยออกเป็นหลาย ๆ โซนเพื่อรองรับผู้อพยพชาวจีนต่างภูมิลำเนากัน จีนที่อพยพมามักเป็นคนแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน และกวางตุ้ง ทั้ง 3 กลุ่มก็จะถูกจัดให้อาศัยอยู่ในโซนที่พูดภาษาเหมือนกัน มาจากภูมิลำเนาเดียวกัน มีถนนกำหนดขอบเขตชัดเจน ไม่ย้ายข้ามกลุ่มไปอยู่ปะปนกับจีนกลุ่มอื่น

ชุมชนจีนในสิงคโปร์เจริญเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป มันเริ่มมีลักษณะและขอบเขตที่ชัดเจนว่าเป็นย่านจีนประมาณปี 1843 เมื่อมีการปล่อยเช่าและขายที่ดินแก่ผู้อพยพชาวจีนมากขึ้น จนเป็น ไชน่าทาวน์ (Chinatown) ตามความรับรู้ของคนสมัยนี้

อัตราส่วนเชื้อชาติของประเทศสิงคโปร์ในปัจจุบันระบุว่ามีคนจีนอยู่ถึงร้อยละ 75.9 หรือราว 3 ใน 4 ของประชาชนสิงคโปร์ทุกหมู่เหล่า ถึงคนสิงคโปร์เชื้อสายจีนจำนวนหนึ่งจะย้ายออกไปอยู่ตามเขตเมืองใหม่หรือพื้นดินที่เพิ่มเติมมาจากการถมทะเล แต่ไม่ว่าเขาจะอยู่แห่งหนใดในประเทศแห่งนี้ ครั้งหนึ่งบรรพบุรุษผู้มาจากแดนไกลของเขาก็น่าที่จะเคยพักอาศัยในย่านนี้มาก่อน

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์
บรรยากาศประดับตกแต่งฉลองตรุษจีนปี 2566 ซึ่งเป็นปีเถาะ (กระต่าย)

Kreta Ayer, Heart of the Chinatown
ย่านเกรตา อาเยอร์ หัวใจแห่งไชน่าทาวน์

ขอบเขตของไชน่าทาวน์กรุงเทพฯ อยู่ตรงไหน หลายคนคงตอบไม่ได้ บางคนนับแค่ถนนเยาวราช บางคนรวมสำเพ็งหรือทรงวาดเข้าไปด้วย และอีกมากอาจตีเส้นไปถึงตลาดน้อย หัวลำโพง วงเวียน 22 วรจักร ฯลฯ แต่ภาพจำที่เราทุกคนมีต่อย่านชาวจีนในกรุงเทพก็น่าจะเหมือน ๆ กัน คือเป็นภาพของถนนเยาวราชที่มีร้านทอง ร้านอาหาร ภัตตาคาร มากมายแข่งกันประชันแสงป้ายไฟนีออนเหนือท้องถนน

ไชน่าทาวน์ของสิงคโปร์อาจจะกำหนดขอบเขตได้ชัดเจนกว่าบ้านเรา ด้วยเหตุที่บ้านเขาแบ่งย่านจีนออกมาเป็น 4 พื้นที่ย่อย ได้แก่ Telok Ayer, Bukit Pasoh, Tanjong Pagar และ Kreta Ayer

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์

ทั้ง 4 ย่านนี้ ถนนเกรตา อาเยอร์ (Kreta Ayer Road) คือส่วนที่เทียบได้กับเยาวราช ชื่อของย่านนี้เป็นภาษามลายู แปลว่า ‘เกวียนลำเลียงน้ำ’ ส่วนภาษาจีนจะเรียก หนิวเชอสุ่ย (牛车水) แปลว่า ‘เกวียนวัวขนน้ำ’ เนื่องจากในศตวรรษที่ 19 อันเป็นยุคก่อตั้งชุมชนชาวจีนนั้น น้ำประปาในย่านนี้ยังขาดแคลน ต้องพึ่งรถเกวียนเทียมโคกระบือเป็นที่ขนลำเลียงน้ำประปาเข้ามาสู่ย่านบ้านเรือน

ทุกวันนี้ เกรตา อาเยอร์ ได้รับการประกาศให้เป็นเขตอนุรักษ์โดยรัฐบาลสาธารณรัฐสิงคโปร์ แม้ที่นี่จะได้ชื่อว่าเป็นหัวใจแห่งไชน่าทาวน์สิงคโปร์ ทำนองเดียวกับถนนเยาวราชของกรุงเทพ แต่ในความคล้ายก็มีความต่างกันตรงที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของเกรตา อาเยอร์ ดูเงียบสงบ ทางรถวิ่งเป็นเพียงถนนสายเล็ก 4 เลน เต็มไปด้วยร้านค้า ภัตตาคาร บ้านเก่าซึ่งถูกสร้างขึ้นในสไตล์ชิโน-ยูโรเปียน ซึ่งทางสากลจะรู้จักสถาปัตยกรรมแนวนี้ในชื่อ Strait Eclectic Shophouses กันมากกว่า

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์

แม้ว่าตึกแถวทรงชิโน-ยูโรเปียนของสิงคโปร์จะไม่เก่าแก่เท่าในมะละกาซึ่งเป็นเมืองโบราณ มีน้อยกว่าปีนังชนิดทิ้งห่างกันอย่างไม่เห็นฝุ่น แต่ก็เยอะกว่าภูเก็ตรวมถึงอีกหลายจังหวัดในไทย หลายตึกมีรูปแบบสวยงามเฉพาะตัว ไม่เหมือนเมืองไหน ๆ ที่สำคัญคือตึกแถวในย่านนี้ได้ถูกผู้ปกครองอังกฤษสมัยอาณานิคมกำหนดให้สร้างทางเดินหน้าบ้านให้มีมาตรฐานเดียวกันตั้งแต่ปี 1822 คือต้องมีระยะความกว้าง 5 ฟุตเท่ากัน ภาษาจีนฮกเกี้ยนเรียกว่า ‘หง่อคาขี่’ ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานในการสร้างตึกแถวประเภทนี้ในอีกหลาย ๆ ที่ เป็นต้นว่าย่านเมืองเก่าภูเก็ต

ช่วงที่ผมท่องเที่ยวอยู่นั้น ชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีนเริ่มประดับประดาบ้านเรือนรอรับตรุษจีนกันแล้ว ร้านค้าในตึกแถวทั่วเกรตา อาเยอร์ ได้พากันปรับโฉมเป็นร้านขายสินค้าสำหรับเทศกาลปีใหม่จีน ไม่ว่ามองไปทางใด นัยน์ตาก็ต้องพร่าเบลอกับสีแดงของสินค้า ทั้งโคมไฟ กระดาษอักษรมงคล กระดาษกลอนคู่ (ตุ้ยเลี้ยง) รวมถึงซองอั่งเปาแบบต่าง ๆ ที่ขายกันทีต้องเหมาพื้นที่หน้าร้านไปทั้งแถบ

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์
ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์

ทุกร้านมีลูกค้าเข้ามาเลือกซื้อของเยอะเสียจนแม่ค้าแม่ขายไม่ต้องเหนื่อยตะโกนเชียร์ให้เปลืองน้ำลาย เรื่องหนึ่งซึ่งผมเพิ่งเอะใจได้ระหว่างเดินดูของอยู่แถวนั้นก็คือการใช้ภาษาของชาวจีนสิงคโปร์ดูจะแตกต่างจากชาวจีนมาเลเซียที่เคยสัมผัสมา

เพื่อนชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนเคยเล่าให้ผมฟังว่า เวลาคนจีนมาเลเซียคุยกันเองจะพูดภาษาจีนกลางเสมอ ไม่ว่าครอบครัวนั้นจะเป็นจีนแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน แคะ ไหหลำ หรือกวางตุ้ง ทุกคนต้องเรียนจีนกลางจนฟังพูดอ่านเขียนได้ แต่เมื่อไปพบชาวมลายูที่เป็นคนส่วนใหญ่ของมาเลเซีย หรือคนมาเลเซียเชื้อสายอินเดีย พวกเขาจึงจะสลับไปพูดภาษามลายูหรืออังกฤษ

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์

แต่ที่สิงคโปร์นั้นต่างออกไป ต่อให้เป็นคนเชื้อสายจีนด้วยกันแล้วไซร้ ทุกคนก็นิยมคุยกันเป็นภาษาอังกฤษอยู่ดี กระนั้นก็ยังไม่ใช่อังกฤษแท้ ๆ แบบที่ฝรั่งเจ้าของภาษาฟังเข้าใจ แต่เป็นอังกฤษที่มีสำเนียง คำศัพท์ และไวยากรณ์จีนปน อันเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘ซิงลิช’ (Singlish) หรืออังกฤษแบบสิงคโปร์นั่นเอง

ภาษานี้เพื่อนคนไทยที่เคยทำงานเป็นไกด์จีนของผมเคยกล่าวถึงด้วยสีหน้าปูเลี่ยน ๆ ว่า “มึงรู้มั้ย กูรับแขกจีนมาทุกกลุ่ม กูไม่เคยมีปัญหา แต่ความมั่นใจในภาษาจีนของกูมาถดถอยลงเพราะเจอสิงคโปร์ กูไม่รู้ว่าแขกกลุ่มนั้นมันพูดจีนหรือพูดอังกฤษกับกูกันแน่!”

ระหว่างที่ผมกำลังเดินดูของขายตรุษจีน ถ่ายภาพตึกชิโน-ยูโรเปียน และเงี่ยหูฟังคนคุยกันเป็นภาษาซิงลิชเพลิน ๆ อยู่นั้น เท้าทั้งสองก็นำพาผมมาถึงจุดหมายสำคัญประจำทริปนี้ คือจัตุรัสเกรตา อาเยอร์ (Kreta Ayer Square) อันมีวัดพระเขี้ยวแก้วสูงเด่นอยู่ตรงหน้า

Buddha Tooth Relic Temple
วัดพระเขี้ยวแก้ว

ลัดเลาะไชน่าทาวน์ ขอพรวัดพระเขี้ยวแก้วเสริมสิริมงคลรับปีใหม่จีน ณ ประเทศสิงคโปร์

เมื่อมาถึงไชน่าทาวน์แห่งนี้แล้ว ไม่ว่าคุณจะนับถือศาสนาใดก็ควรจะได้มาเยี่ยมยลวัดพุทธที่ได้ชื่อว่างามและขึ้นชื่อที่สุดในสิงคโปร์เป็นบุญตา

วัดนี้เป็นวัดสาขาของวัดเจดีย์ทอง หรือ Golden Pagoda Buddhist Temple ในเขต Tampines ที่อยู่ห่างออกไป ต่อมาช่วงต้นปี 1997 การท่องเที่ยวสิงคโปร์ได้ทาบทาม พระอาจารย์ชื่อฝ่าจ้าว (Venerable Shi Fa Zhao) พระเถระชั้นผู้ใหญ่และเจ้าอาวาสประจำวัดนี้ ให้สร้างวัดแห่งใหม่ขึ้นบนที่ดินแปลงใหญ่ในไชน่าทาวน์ที่ยังว่างเปล่า แม้ทางวัดจะลองเขียนแบบแปลนและส่งข้อเสนอไปในปีถัดมา ทว่าแบบวัดดังกล่าวก็ไม่ได้รับการอนุมัติ

แต่แล้วในปี 2002 วัดเจดีย์ทองได้รับมอบพระทาฐธาตุ หรือพระเขี้ยวแก้ว ซึ่งเป็นเขี้ยวของพระพุทธเจ้ามา แผนจะสร้างวัดหลังใหม่ที่ไชน่าทาวน์จึงได้รับการนำกลับมาปัดฝุ่นอีกครั้ง

ภายหลังการหารือที่กินเวลานานปี ในที่สุดวัดแห่งใหม่ก็ได้รับการสถาปนาขึ้นเมื่อปี 2005 โดยใช้ชื่อว่า Buddha Tooth Relic Temple and Museum

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์

ว่ากันว่าแต่เดิมวัดนี้จะสร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีนตอนใต้ที่บรรพบุรุษของพุทธศาสนิกชนชาวสิงคโปร์ส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมา แต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อชื่อฝ่าจ้าวได้ปรับแบบแปลนใหม่ โดยให้สร้างเป็นวัดสูง 4 ชั้น โดยยึดตามวัดใหญ่สมัยราชวงศ์ถังซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองของพุทธศาสนาในจีน และผสมองค์ประกอบบางอย่างของวัดทิเบตเข้าไปด้วย

หลายคนเห็นสีสันและหน้าตาวัดนี้ภายนอก อาจรู้สึกว่าดูเหมือนวัดญี่ปุ่นมากกว่าวัดจีน ซึ่งก็ไม่ผิดที่คุณจะเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกอย่างนั้น แต่ต้องอธิบายว่าวัดญี่ปุ่นที่หน้าตาละม้ายแบบนี้เพิ่งมีในสมัยนาระและเฮอัน ซึ่งก็ถอดแบบมาจากสถาปัตยกรรมสมัยถังของจีนอีกทอดหนึ่ง

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์

วัดนี้เปิดค่อนข้างเช้า คือประมาณ 07.00 น. และปิดตอน 17.00 น. ถึงตอนที่ผมไปจะยังเช้าอยู่มาก แต่ภายในวัดก็เริ่มคึกคักแล้ว มีสาธุชนชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีนที่ศรัทธาในพุทธศาสนาเดินทางมาไหว้ขอพรไม่ขาดสาย และเพราะภายในวัดติดแอร์ การจุดธูปสักการะจึงทำได้แค่ด้านนอกเท่านั้น

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์

นอกเหนือจากความเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศที่พรูมาปะทะร่าง ไม่ว่าใครที่เข้ามาในวัด บริเวณที่เรียกว่า ‘หอร้อยมังกร’ หรือ ไป๋หลงเตี้ยน (百龍殿) ก็คงจะรู้สึกแบบเดียวกัน คือตะลึงงันกับความโอ่อ่าของโถงที่มีความสูงจากพื้นถึงเพดานกว่า 27 ฟุต ตกแต่งด้วยลวดลายและวัสดุสีแดงและทอง ที่นี่เป็นพระอุโบสถ มีพระประธานคือพระศรีอริยเมตไตรย พระพุทธเจ้าในอนาคตซึ่งมีความสูงถึง 15 ฟุตในปางนั่งห้อยพระบาท พระหัตถ์ขวาทำท่าอภัยมุทราอันแสดงถึงความเมตตาและกรุณา มีพระโพธิสัตว์ 2 องค์ประทับขนาบข้าง เป็นพระพุทธรูปที่แลดูสงบ แต่แฝงด้วยความยิ่งใหญ่ ดูน่าเลื่อมใสศรัทธายิ่งนัก

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์
ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์

กราบพระประธานประจำวัดเสร็จแล้ว สิ่งต่อไปที่น่าจะทำก็คือเดินชมผนังโดยรอบโถงที่ตกแต่งด้วยพระพุทธรูปองค์เล็กองค์น้อยนับร้อยนับพัน เป็นภาพแทนของคติมหายานที่เชื่อว่าในจักรวาลมีพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์มากมายดั่งเม็ดทราย 

แต่ละจุดจะมีพระโพธิสัตว์หรือพระพุทธเจ้าองค์สำคัญ ๆ ของชาวจีนแทรกอยู่เป็นระยะ ทุกองค์มีความหมาย คือเป็นผู้คุ้มครองคนที่เกิดในปีนักษัตรต่าง ๆ

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์
ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์

เมื่อเดินตามพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ประจำปีเกิดไปเรื่อย ๆ ผมก็มาถึงโถงด้านหลัง เรียกว่า หอปัญญาจักรวาล หรือ เหยวียนทงเตี้ยน (圓通殿) ซึ่งมีพระประธานคือ จินดามณีจักรอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นภาคหนึ่งของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ หรือพระกวนอิมที่เราคนไทยรู้จักดี

ระหว่างเดินชมความงามของพุทธศิลป์ในวัดอยู่นั้น มีชาวสิงคโปร์แวะเวียนมากราบไหว้พระโพธิสัตว์กวนอิมองค์นี้อยู่เนือง ๆ บางคนให้พระสงฆ์ภายในวัดสวดมนต์ให้ด้วย

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์

รอไปอีกสักพัก ก็ได้เวลาทำวัตรเช้าประจำวันพอดี พระสงฆ์ในวัดหลายรูปเดินเรียงแถวหน้ากระดานมาร่วมกันสวดมนต์ที่เบื้องหน้าพระศรีอริยเมตไตรยองค์โต มีพระสงฆ์นั่งลงหน้ากลองจีน ทำให้ได้รู้ว่าพระที่นี่ทำวัตรสวดมนต์กันเป็นท่วงทำนอง และสวดเป็นภาษาจีนกลาง ซึ่งจะแตกต่างจากพระจีนเมืองไทยตรงที่พระจีนบ้านเรายึดถือจารีตแบบพระในมณฑลกวางตุ้ง สวดมนต์เป็นภาษาเก่าของแถบมณฑลกวางตุ้ง

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์

ฟังพระที่นี่สวดมนต์เป็นทำนองแบบเทปบทสวดมนต์จีน จิตใจผมรู้สึกแช่มชื่นแจ่มใสอย่างบอกไม่ถูก จึงยกมือขึ้นพนมไหว้ ตั้งจิตอธิษฐานต่อบรรดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในที่นี้ด้วยความศรัทธาเต็มเปี่ยม ขอพรให้การเดินทางต่อจากนี้มีแต่ความราบรื่นปลอดภัย และมีสิ่งดี ๆ เข้ามาตลอดปีใหม่นี้

…and Museum
…และพิพิธภัณฑ์

ไหว้พระเสริมสิริมงคลเสร็จเรียบร้อย ความอิ่มเอมที่ได้รับทำผมเกือบลืมไปเลยทีเดียวว่าวัดนี้ยังมีอีกหลายชั้นที่ยังไปไม่ถึง ที่ได้สำรวจมานี้ก็แค่ชั้น 1 เพียงชั้นเดียว

และเกือบลืมด้วยว่าชื่อเต็มของวัดนี้ยังมีคำว่า ‘And Museum’ ห้อยท้าย นั่นหมายความว่าชั้นบน ๆ ขึ้นไปต้องเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงข้าวของชิ้นสำคัญเป็นแน่

เริ่มจากชั้นลอยซึ่งเป็นที่จัดแสดงหุ่นขี้ผึ้ง ชีวประวัติ และของเนื่องในพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงหลายรูป ทั้งพระสงฆ์ชาวสิงคโปร์และต่างประเทศ ผมเดินดูรอบชั้น พบว่ามีพระเถระชั้นผู้ใหญ่ของไทยปนอยู่มาก

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะพระอาจารย์ชื่อฝ่าจ้าว เจ้าอาวาสผู้ก่อตั้งวัดพระเขี้ยวแก้วแห่งนี้มีสัมพันธภาพอันแน่นแฟ้นกับประเทศไทยมาก ท่านยังเคยได้รับประทานยศ ‘เจ้าคุณ’ และสมณศักดิ์แบบไทยมาแล้ว เดินทางมาไทยก็หลายหน บางครั้งเดินดูของในพิพิธภัณฑ์วัดนี้ก็หลงคิดว่าตัวเรายังอยู่แถวบ้านหรือเปล่า เพราะมีทั้งภาษาไทยและข้าวของที่มาจากเมืองไทยเยอะจนนับชิ้นไม่ถ้วน

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์
พระอาจารย์ชื่อฝ่าจ้าว รับพระราชทานพัดยศจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ของไทย

ตั้งแต่ชั้น 2 ขึ้นไปจนถึงชั้นหลังคา แทบทุกชั้นจะซอยพื้นที่แบ่งเป็นบริเวณสำหรับสักการะและพิพิธภัณฑ์ เมื่อมาถึงที่นี่ทั้งที ก็ต้องไม่ลืมไปที่ชั้น 4 ที่มีไว้ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว ที่มาของชื่อวัดนี้ด้วย

In Chinatown, Singapore

ในไชน่าทาวน์ สิงคโปร์

เที่ยวชมความงามของศิลปกรรมภายในจนหนำใจ ผมพกพาความอิ่มบุญออกจากวัดพระเขี้ยวแก้ว แล้วเริ่มออกเดินทางต่อ ไปยังบริเวณอื่น ๆ ของไชน่าทาวน์ที่ยังไปไม่ทั่ว

ถ้าไม่นับวัดแห่งนี้ ในชุมชนชาวจีนก็ยังมีศาลเจ้าและศาสนสถานของชนชาติจีนอีกหลายแห่งที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในแต่ละถนน บางแห่งเป็นของชาวแต้จิ๋ว บางแห่งเป็นของชาวฮกเกี้ยน กวางตุ้ง หรือไหหลำ แต่ที่มีเหมือนกันคือความคึกคักคับคั่งด้วยเหล่าบรรดาผู้ศรัทธาชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีนที่ต้องการมาสร้างบุญเสริมกุศลรับปีใหม่ตามความเชื่อของพวกตน

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์
ศาลเจ้าเทียนฮกเก็ง ย่าน Telok Ayer เป็นศาสนสถานอีกแห่งที่มีผู้คนมาสักการะจำนวนมาก

นอกจากชาวจีนที่เป็นกลุ่มประชากรส่วนมากของย่านนี้และประเทศสิงคโปร์แล้ว ในไชน่าทาวน์แห่งนี้ยังมีบ้านเรือน ร้านค้า และศาสนสถานของชาวทมิฬจากภาคใต้ของอินเดียที่ย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ร่วมกับชาวจีนอย่างสันติสุขตั้งแต่ร้อยกว่าปีก่อน แต่ถ้าให้เล่าเรื่องราวของคนกลุ่มนี้อีก เห็นทีจะต้องแยกข้อเขียนออกเป็นอีกหนึ่งบทความ

ท่ามกลางความสบายใจที่ได้จากการรับพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนวันขึ้นปีใหม่จีน อีกหนึ่งความรู้สึกที่เบียดแทรกเข้ามาคือความดีใจที่วันหนึ่งตัวเองได้มาเที่ยวประเทศนี้

ไหว้พระที่วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเขี้ยวแก้ว ท่องย่านเก่าในเมืองทันสมัยที่สิงคโปร์

“ไปทำไมสิงคโปร์ ที่นั่นไม่มีอะไรเลยนอกจากแหล่งช้อปปิ้ง ข้าวของก็แพง ถ้าชอบประวัติศาสตร์ อยากดูเมืองเก่า ไปเที่ยวประเทศอื่นไม่ดีกว่าเหรอ” ถ้อยคำในวันเก่าลอยมาตามลม ผมบอกตัวเองได้แล้วว่าคำพูดนี้ไม่เป็นความจริง ประวัติศาสตร์ที่ผมสนใจมีอยู่ทุกที่ อยู่ที่เราจะมองเห็นมันหรือเปล่า เหมือนเช่นคำสอนว่า “ทุกที่มีดีมีร้าย ขึ้นอยู่กับสายตาเราจะเลือกมอง”

และตอนนี้ผมพูดได้เต็มปากว่า สิงคโปร์เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ผมชอบมาก และอยากกลับไปเยือนครั้งใหม่ไว ๆ เลยครับ

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load