ก่อนรัฐบาลจะประกาศล็อกดาวน์ครั้งล่าสุด ผู้เขียนได้เดินทางจากกรุงเทพฯ มาที่บ้านพักในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ 

ก่อนขึ้นเครื่องบิน ผู้เขียนได้ลงทะเบียนในแอปฯ CM-CHANA เพื่อเขียนรายละเอียด ที่อยู่บ้านพัก ฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ชนิดใด หรือยังไม่ได้ฉีด ซึ่งผู้เขียนได้ฉีดวัคซีน AstraZeneca 1 เข็มแล้ว เมื่อลงจากเครื่องบิน มีเจ้าหน้าที่สนามบินเชียงใหม่มาตรวจสอบว่า ผู้โดยสารได้ลงทะเบียนเรียบร้อยหรือยัง ก่อนจะผ่านเข้าสู่อาคารด้านนอก ตามเงื่อนไขของทางการ หากฉีดวัคซีน AstraZeneca 1 เข็มเกิน 2 อาทิตย์ ถือว่ามีภูมิคุ้มกันได้ขึ้นมา 80 เปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องตรวจหาเชื้อ แต่ต้องกักตัวอยู่ในบ้าน 14 วัน 

พอผ่านจากสนามบิน ผู้เขียนขับรถตรงมาบ้านที่อำเภอเชียงดาว และพบว่าเพียง 3 ชั่วโมงหลังจากผู้เขียนเดินออกจากสนามบิน ทางเจ้าหน้าที่ในอำเภอเชียงดาวได้ขึ้นรายชื่อผู้เขียนว่าเป็นคนจากกรุงเทพฯ เดินทางเข้ามาในพื้นที่แล้ว 

เช้าวันรุ่งขึ้น เจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. พร้อมผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้าน ได้มาที่บ้าน เพื่อสัมภาษณ์ผู้เขียนอย่างละเอียดว่าฉีดวัคซีนหรือยัง ยี่ห้ออะไร และขอความร่วมมือให้กักตัวอยู่บ้าน 14 วัน

อสม. อาสาชาวบ้านนับล้านทั่วประเทศ มดงานด่านหน้าผู้ป้องกันโควิด-19
อสม. อาสาชาวบ้านนับล้านทั่วประเทศ มดงานด่านหน้าผู้ป้องกันโควิด-19

พอ อสม. กลับไปไม่นาน ทางเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลอำเภอเชียงดาวก็โทรศัพท์มาสัมภาษณ์อีกครั้งหนึ่ง และบอกว่าถ้ามีอาการอะไรภายใน 14 วันขณะกักตัวอยู่ภายในบ้าน ให้ติดต่อไปที่โรงพยาบาลเลย

ทุกเช้าและเย็น จะมีประกาศเสียงตามสายรายงานสถานการณ์โควิด-19 การปฏิบัติตัว และความเคลื่อนไหวข่าวสารภายในชุมชนให้รับทราบตลอด พร้อมกับการประกาศขออาสาสมัครไปช่วยงานโน้นงานนี้ตลอด 

ระบบ อสม. ในต่างจังหวัดหลายแห่งยังเข้มแข็ง ช่วยป้องกันการกระจายของเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องยอมรับว่าในชนบท ความสัมพันธ์ระดับชุมชนยังมีความเข้มแข็ง อยู่กันอย่างพึ่งพาและช่วยเหลือกัน ลำพังเจ้าหน้าที่ของรัฐคงทำอะไรมากไม่ได้ หากคนในชุมชน โดยเฉพาะ อสม. ผู้เป็นสมาชิกในชุมชนไม่ร่วมมือกันอย่างจริงจัง

เมื่อปีที่ผ่านมา ทางองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยกย่องประเทศไทยว่า ‘สามารถควบคุมโรคโควิด-19 ได้ดี’ เพราะมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เป็นกำลังสำคัญประจำอยู่ทุกจังหวัด อสม. ถือเป็นด่านหน้าทำงานหนัก ลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน ให้ความรู้เรื่องสาธารณสุข การใช้ยา และการเฝ้าระวังการระบาด

ในหลายจังหวัด มีการแพร่ระบาดน้อย ตัวเลขลดลง เพราะรากฐานอันแข็งแกร่งของระบบสาธารณสุขขั้นมูลฐานของไทย โดยมีอาสาสมัครสาธารณสุขที่ฝังตัวอยู่ในชนบทไทยมานานร่วม 40 กว่าปีแล้ว เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ

อสม. อาสาชาวบ้านนับล้านทั่วประเทศ มดงานด่านหน้าผู้ป้องกันโควิด-19

คนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยในเมืองอาจจะไม่รู้จักคำว่า อาสาสมัครสาธารณสุข หรือ อสม. ว่าคืออะไร แต่คนเหล่านี้คือตัวเชื่อมโยงให้การป้องกันโรคภัยไข้เจ็บครอบคลุมผู้ทั้งประเทศได้ อย่าแปลกใจว่าคนเหล่านี้คือชาวบ้านธรรมดา ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกร พ่อค้า แม่ค้าในตลาด

เราทราบดีว่าในอดีต การรักษาพยาบาลทั่วโลกมักกระจุกอยู่ตามหัวเมืองใหญ่ ผู้คนในชนบทหรือต่างจังหวัดมักขาดแคลนโรงพยาบาลหรือการรักษาพยาบาล อัตราการเสียชีวิตของชาวบ้านจึงสูงมาก

ต่อมาในเดือนกันยายน พ.ศ. 2521 องค์การอนามัยโลกได้จัดให้มีการประชุมว่าด้วยการสาธารณสุขมูลฐาน (Primary Health Care) ที่เมืองอัลมา อตา สหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อร่วมกันพิจารณาหาวิธีที่จะทำให้บรรลุถึงการมีสุขภาพดีถ้วนหน้าได้ และประกาศว่า “การสาธารณสุขมูลฐาน เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเพื่อความยุติธรรมในสังคม และเป็นกุญแจที่จะนำไปสู่เป้าหมายของการมีสุขภาพดีถ้วนหน้า”

สาธารณสุขมูลฐาน คือการดูแลสุขภาพที่อยู่บนพื้นฐานของการปฏิบัติ โดยใช้เครื่องมือที่ถูกต้องตามหลักการและเป็นที่ยอมรับ ในการดูแลสุขภาพส่วนบุคคล ครอบครัว และชุมชน การจัดการสาธารณสุขมูลฐานต้องอาศัยความร่วมมือจากชุมชน และในทุกขั้นตอนต้องเกิดจากการรับฟังความคิดเห็นของคนในชุมชน

สาธารณสุขมูลฐาน เป็นระบบบริการสาธารณสุขที่เพิ่มเติม หรือเสริมจากระบบบริการสาธารณสุขของรัฐ ซึ่งจัดบริการในระดับตำบล หมู่บ้าน โดยประชาชนและความร่วมมือของชุมชนเอง อาจจะเรียกได้ว่า “สาธารณสุขมูลฐาน คือการดูแลสุขภาพอนามัยโดยประชาชน เพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชน ด้วยการสนับสนุนของรัฐ”

ต้องขอบคุณคุณหมอแห่งกระทรวงสาธารณสุขในสมัยนั้น ผู้ได้วางรากฐานให้กับสาธารณสุขมูลฐานไทยตั้งแต่เมื่อ 40 กว่าปีก่อน โดยให้ชาวบ้านได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงาน ไม่ใช่มีเฉพาะหมอหรือพยาบาลเท่านั้น และมี อสม. เป็นกำลังสำคัญ 

อสม. อาสาชาวบ้านนับล้านทั่วประเทศ มดงานด่านหน้าผู้ป้องกันโควิด-19
อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ประชาชนคนธรรมดาที่ประคับประคองระบบสาธารณสุขไปพร้อมกับบุคลากรทางการแพทย์

อสม. คืออาสาสมัครที่ได้รับการฝึกอบรมจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อให้รักษาพยาบาลได้อย่างง่ายๆ เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการดูแลสุขภาพของตนเอง ครอบครัว และชุมชน

การคัดเลือกอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จะคัดเลือกโดยวิธีออกเสียงในที่ประชุม ซึ่งประกอบด้วยกรรมการพัฒนาหมู่บ้าน กลุ่มผู้สื่อข่าวสาธารณสุข และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขตำบล แต่จะไม่มีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากทางราชการ เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจว่า อสม. เป็นข้าราชการ

อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ประชาชนคนธรรมดาที่ประคับประคองระบบสาธารณสุขไปพร้อมกับบุคลากรทางการแพทย์

อสม. ซึ่งกำเนิดขึ้นจากแนวทางในการใช้การสาธารณสุขมูลฐาน นับเป็นกำลังสำคัญในการดูแลสาธารณสุขของพี่น้องประชาชนทั้งในการ ป้องกันโรค รักษาพยาบาลเบื้องต้น และติดตามปัญหาสุขภาพผลงานสำคัญในช่วงแรกคือ เมื่อเกิดการระบาดของโรคไข้มาลาเรีย ได้มีการอบรม อสม. ให้เข้าใจโรคร้ายนี้ เพื่อกระจายไปบอกต่อให้กับชาวบ้านในพื้นที่ว่าจะป้องกันโรคได้อย่างไร จนสามารถควบคุมการระบาดของโรคร้ายนี้ได้ 

หลักการสำคัญคือ การป้องกันไม่ให้ประชาชนเกิดโรค ก่อนที่จะเป็นโรคแล้วต้องมารักษาพยาบาล

อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ประชาชนคนธรรมดาที่ประคับประคองระบบสาธารณสุขไปพร้อมกับบุคลากรทางการแพทย์
อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ประชาชนคนธรรมดาที่ประคับประคองระบบสาธารณสุขไปพร้อมกับบุคลากรทางการแพทย์

หลังจากนั้นมีการอบรมชาวบ้านในหมู่บ้านให้เป็น อสม. เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไปทั่วประเทศ อสม. ถือเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญที่จะคอยส่งข่าวสารจากหน่วยงานของรัฐลงไปในพื้นที่ ปัจจุบัน กระทรวงสาธารณสุขมีจำนวน อสม. ทั้งสิ้น 1 ล้าน 5 หมื่นคน ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดย อสม. 1 คน จะดูแลประชากรในละแวกใกล้เคียงจำนวน 20 หลังคาเรือน จนกลายเป็นกำลังหลักของกระทรวงสาธารณสุข

โดยมีภารกิจสำคัญ อาทิ กระตุ้นเตือนให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาโภชนาการที่เกิดขึ้น เช่น โรคขาดสารอาหารในเด็ก 0 – 5 ชวบ หรือเด็กแรกเกิดมีน้ำหนักต่ำ สอนอนามัยแม่และเด็ก จัดหาน้ำสะอาด อบรมให้ความรู้ระบบสุขาภิบาล การคุ้มครองผู้บริโภค การวางแผนครอบครัว การป้องกันควบคุมอุบัติเหตุอุบัติภัย ร่วมกันค้นหาผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิต มะเร็ง พร้อมทั้งจัดทำทะเบียนรายชื่อผู้ป่วยเพื่อรับการรักษาหรือส่งต่อ นอกจากนี้ยังช่วยอบรมการป้องกันโรคสำคัญ อาทิ โรคไข้เลือดออก โรคพยาธิ โรคเอดส์ และล่าสุดคือโรคโควิด-19 

พอเกิดโรคโควิด-19 อสม. มีวิธีทำงานคือ

“คอยสอดส่องดูแล ให้ข้อมูลความรู้กับลูกบ้านในการป้องกันโรค ใครมาจากต่างจังหวัด ต้องเก็บข้อมูล คอยดูการกักตัว และประชุมกันตลอดว่า จะรับมือกับผู้ป่วยอย่างไรหากเกิดขึ้น” อสม. คนหนึ่งได้บอกผู้เขียน

ผู้เขียนจำได้ว่าตอนเดือนเมษายน เมื่อมีการระบาดช่วงใหม่ๆ มีคนในหมู่บ้านหนึ่งในอำเภอเชียงดาว ติดรวดเดียว 7 คน มีการปิดหมู่บ้านนั้น ชาวบ้านช่วยกันส่งข้าวส่งเสบียงให้กับคนในหมู่บ้านที่โดนกักตัว และตรวจหาเชื้ออย่างเข้มแข็ง ภายในไม่กี่วัน ไม่มีคนติดโรคเพิ่ม

ขอบคุณ อสม. และเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขทุกคนที่ทำงานอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อยมาตลอดร่วม 2 ปีที่ผ่านมา และเป็นกำลังสำคัญในการควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ในหลายจังหวัด

ภาพ : Facebook เพื่อน อสม. และ อสม. อาสาสมัครสาธารณะสุข ประจำหมู่บ้าน

Writer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

“Colors are the smiles of Nature” Leigh Hunt

ผู้หลงใหลโลกศิลปะทราบดีว่า เรานำสีจากธรรมชาติหลายอย่างมาทดแทนสีจากเคมีได้ อาทิ สีน้ำตาล สีเทา สีน้ำตาลเข้ม สกัดมาจากดินชนิดต่าง ๆ ที่มีสีไม่เหมือนกัน สีจากธรรมชาติส่วนใหญ่ได้มาจากสีของดอกไม้ ผลไม้ ใบไม้ เปลือกไม้นานาชนิด อาทิ ดอกคำฝอย ขมิ้นชัน ให้สีเหลือง สีส้ม สีแดงอมส้ม ดอกอัญชันให้สีน้ำเงิน ดอกกระเจี๊ยบให้สีแดง เมล็ดคำแสดให้สีแสดหรือสีส้มอมแดง เปลือกเพกาให้ได้ทั้งโทนสีเขียว-เหลือง ฝักของต้นราชพฤกษ์หรือคูน ให้สีส้มอ่อนอมเทา

แต่ใครจะคิดว่า ฟางข้าวที่แทบจะไม่มีประโยชน์ ก็นำมาทำสีจากธรรมชาติได้เช่นกัน

สองสามีภรรยา ก่อคเณศ รุ้งสันเทียะ และ พสธร เดชศิริอุดม แห่งศูนย์การเรียนรู้อ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม จังหวัดอุดรธานี ได้ริเริ่มการทดลองใช้วัตถุดิบในธรรมชาติเพื่อทดลองทำสีย้อมจากธรรมชาติ มานานนับสิบปี ตั้งแต่ดิน เปลือกไม้ ใบไม้ ผลไม้ ฯลฯ นำมาย้อมสีผ้า และนำไปเผยแพร่ให้กับชุมชนทอผ้าทั่วประเทศ จนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญในเรื่องสีย้อมจากธรรมชาติ

อ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม นำฟางข้าวมาทำสีธรรมชาติหลายสิบสี ใช้วาดรูป ผสมอาหาร และทาบ้านได้

ก่อคเณศจบการศึกษาด้านจิตรกรรม ประติมากรรม จากเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกเฉียงเหนือ นครราชสีมา เป็นศิลปิน นักวาดภาพ นักเขียน ช่างภาพอิสระ เคยทำงานเป็นนักวิจัยชุมชนที่สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ก่อนจะมาก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้อ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม ร่วมกับภรรยา คุณพสธร หรือ หยก อดีตครูโรงเรียนรุ่งอรุณ ผู้ผันตัวเองมาพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบในชุมชนเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการสอนการแปรรูปวัตถุดิบจากธรรมชาติในการผลิตสีต่าง ๆ

ล่าสุด ทั้งสองคนได้ค้นพบนวัตกรรมสีจากฟางข้าว ทดลองทำจนประสบความสำเร็จ เกิดเฉดสีใหม่ ๆ จากฟางข้าวหลายสายพันธุ์ และอายุของฟางข้าวมากมายหลายสิบสี ตั้งแต่เขียว ชมพู ม่วง คราม น้ำตาล เหลือง น้ำเงิน ดำ ฯลฯ นำมาทำสีย้อมผ้า สีวาดรูปทั้งแบบสีน้ำหรือสีอะคริริก สีผสมอาหาร สีทาบ้าน ฯลฯ

อ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม นำฟางข้าวมาทำสีธรรมชาติหลายสิบสี ใช้วาดรูป ผสมอาหาร และทาบ้านได้
สีธรรมชาติหลายสิบสีจากฟางข้าว ทั้งเขียว ชมพู คราม เหลือง น้ำเงิน ใช้ย้อมผ้าและทาบ้านได้ โดยอ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม จ.อุดรธานี

ถือเป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจมาก ในยุคที่นำเอาผลผลิตจากธรรมชาติมาใช้ประโยชน์สูงสุด

ก่อคเณศวัย 44 เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า “ปัญหาของโลกปัจจุบันคือ การจัดการวัตถุดิบภาคการเกษตรที่เหลือ มีการนำไปใช้ประโยชน์น้อยมาก และกลุ่มผู้ทำงานสิ่งทอ ซึ่งส่วนใหญ่คือเกษตรกรในชุมชนต่าง ๆ ยังนิยมใช้สีเคมีและสีสังเคราะห์ย้อมผ้า และทิ้งน้ำย้อมลงสู่แม่น้ำลำคลองในชุมชน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก เราจึงเล็งเห็นคุณค่าและประโยชน์จากวัตถุดิบในการเกษตรและในธรรรมชาติ เข้ามามีส่วนช่วยขับเคลื่อนเรื่องสีจากธรรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป จึงเล็งเห็นว่านวัตกรรมนี้จะเป็นแนวทางงานสร้างสรรค์กับชุมชน“

ที่ผ่านมาสองสามีภรรยาพยายามคิดค้น ดัดแปลงวัตถุดิบเหลือใช้จากธรรมชาติกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

คุณพสธรเล่าประสบการณ์ครั้งหนึ่งว่า

“ช่วง พ.ศ. 2560 เคยไปเอาเปลือกทุเรียนที่ทิ้งเป็นขยะมาเผาเป็นขี้เถ้า และค้นพบว่าขี้เถ้าจากเปลือกทุเรียนเกือบทุกชนิดมีกำมะถันและแปรรูปเป็นน้ำด่างให้ความเข้มข้นสูง ใช้ทดแทนโซดาไฟ สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อม ในงานสิ่งทอ ล้างเส้นไหม ย้อมคราม และเรามาเผยแพร่จนก่อให้เกิดกระแสเก็บเปลือกทุเรียนมาทำน้ำด่างให้เป็นประโยชน์”

สองสามีภรรยายังคิดค้นการทำสีบาติกจากสีโคลน พัฒนาสีแดง สีม่วง เหลือง น้ำตาลจากใบสักที่มีมากมายในภาคเหนือ รวมถึงพัฒนาดอกทองกวาวและยางพาราให้เกิดสีชนิดต่าง ๆ

สีธรรมชาติหลายสิบสีจากฟางข้าว ทั้งเขียว ชมพู คราม เหลือง น้ำเงิน ใช้ย้อมผ้าและทาบ้านได้ โดยอ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม จ.อุดรธานี

ล่าสุดพวกเขาได้ลองพัฒนาฟางข้าวที่ถูกทิ้งไว้มากมายตามหัวไร่ปลายนาหลังการเก็บเกี่ยว ให้เกิดประโยชน์สูงสุดให้กลายเป็นสีธรรมชาติ

กระบวนการผลิตสีจากฟางข้าวมีขั้นตอนพอสรุปได้คือ เตรียมฟางข้าว นำไปล้างทำความสะอาด ต้มจนเดือดแล้วเติม สารส้ม เกลือ ลงไป รวมทั้งน้ำตาลทราย นำฟางข้าวไปหมัก แช่เอาไว้อย่างน้อย 6 – 10 ชั่วโมงจนฟางข้าวนิ่มหรือเปื่อย จากนั้นนำไปต้ม นำผ้าฝ้ายมาจุ่มทดสอบสี หากสีติดคงที่ดีแล้วให้กรอกเอาแต่น้ำสีที่เคี่ยวได้ออกมา

จากนั้นนำวัตถุดิบกลุ่มยางไม้ ยางพารา เมล็ดมะขาม ใส่แก้วสำหรับคนสีให้จับกัน จากนั้นทดสอบอีกครั้งด้วยการนำสีมาสกรีนผ่านบล็อกสกรีนหรือใช้พู่กันระบายสีบนผ้า เสร็จแล้วนำไปทดสอบคุณภาพสีเป็นครั้งสุดท้ายด้วยการซักล้างว่าสีจะติดคงทนไหม

วิธีพื้นฐานทั่วไปในการทำสีจากธรรมชาติ แต่อันที่จริงมีเคล็ดลับอีกหลายอย่างที่ไม่ขอเปิดเผย เพื่อปกป้องลิขสิทธิ์ของสองสามีภรรยา

“เราทดลองจนพบว่า ฟางข้าวชนิดต่าง ๆ นำมาประดิษฐ์สีได้ 64 สี อาทิ ฟางข้าวต้นอ่อน เพิ่งเกี่ยวมามีสีเขียว ฟางข้าวแห้งมีหลายสีหลายเฉด อาทิสีดำ เหลือง น้ำตาล ฟางข้าวก่ำให้สีม่วง ฯลฯ” ก่อคเณศอธิบายเคล็ดลับบางอย่างให้ฟัง

การเล็งเห็นปัญหาของฟางข้าว ส่งผลให้เกิดนวัตกรรมที่ผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาและองค์ความรู้เดิม ผสานองค์ความรู้ใหม่เพื่อมาต่อยอด เน้นการจัดการของเหลือที่มีในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สีธรรมชาติหลายสิบสีจากฟางข้าว ทั้งเขียว ชมพู คราม เหลือง น้ำเงิน ใช้ย้อมผ้าและทาบ้านได้ โดยอ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม จ.อุดรธานี

ทีมงานอ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม ได้ดำเนินการจัดการกระบวนการเพื่อผลิตสีจากฟางข้าวตามขั้นตอน ผ่านการทดลองวิจัยและนำเสนอในมิติต่าง ๆ ทั้งการผลิต กระบวนการ ส่งผลตรวจ จัดแสดงนิทรรศการ จนได้รับรางวัลระดับประเทศ อาทิ รางวัลพระราชทานชนะเลิศ นวัตศิลป์สีจากฟางข้าว โครงการนวัตกรรมข้าวไทย พ.ศ. 2564

ทีมงานของพวกเขาประกอบด้วยชาวบ้านละแวกนั้นที่ผันตัวเองมาเป็นผู้ผลิตสีจากธรรมชาติ และกลายเป็นศิลปินวาดภาพโดยใช้สีน้ำจากฟางข้าวจนสร้างและขายผลงานได้

“เราอยากส่งเสริมให้ชาวบ้านช่วงโควิดมีงานทำ โดยเฉพาะคนสูงวัย คนพิการ ที่ใคร ๆ คิดว่าไม่มีประโยชน์ พอทุกคนมาทำงาน ก็ได้ไอเดียว่าอาชีพที่สอดคล้องกับเกษตรกรรมของชาวบ้านคืองานหัตถกรรม จึงอยากส่งเสริมความรู้ด้านศิลปะพื้นถิ่น ที่เรียกว่าหัตถกรรมหรือหัตถศิลป์

“เราถนัดงานศิลปะ วาดภาพ การทำสี จึงเริ่มหาวัตถุดิบที่ไม่สิ้นเปลืองมากคือสีจากฟางข้าว อันดับแรกให้ชาวบ้านย้อมผ้าจากสีธรรมชาติ เมื่อย้อมผ้าเป็น พ่อ ๆ แม่ ๆ ก็จะหวงแหนสีที่ย้อม ถ้าเอาสีย้อมผ้าทิ้งลงดิน ดินก็เสีย ก็เลยเอามาระบายสีและต่อยอดให้ชาวบ้านได้ทดลองงานศิลปะตามแบบของพวกเขา กลายเป็นงานศิลปะจากชาวนาชาวไร่ ผมคิดว่าใครทำงานศิลป์ก็ได้ แค่ระบายสีแล้วรู้สึกมีความสุข ผ่อนคลายในใจก็ถือว่าสำเร็จแล้ว ไม่ว่างานนั้นจะออกมาแบบใด”

สีธรรมชาติหลายสิบสีจากฟางข้าว ทั้งเขียว ชมพู คราม เหลือง น้ำเงิน ใช้ย้อมผ้าและทาบ้านได้ โดยอ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม จ.อุดรธานี

สิ่งที่สองสามีภรรยาคิดค้นอยู่นั้น กำลังตอบโจทย์แนวโน้มเศรษฐกิจใหม่ในอนาคตที่เรียกว่า BCG Economy หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) คือ โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน อันประกอบด้วย Bio Economy นวัตกรรมจากผลผลิตทางการเกษตร Green Econymy ผลิตโดยคำนึงความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและ Circular Economy ใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด 

คือออกแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตเพื่อให้เกิดของเสียน้อยที่สุด ส่งเสริมการใช้ซ้ำ และให้ความสำคัญกับการจัดการของเสียจากการผลิตและบริโภค ด้วยการนำวัตถุดิบที่ผ่านการผลิตและบริโภคแล้วเข้าสู่กระบวนการแปรสภาพเพื่อกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งต่างจากระบบเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม ที่เน้นการใช้ทรัพยากร การผลิต และการสร้างของเสียเป็นขยะล้นโลก

ทุกวันนี้ ก่อคเณศ รุ้งสันเทียะ และ พสธร เดชศิริอุดม แห่งศูนย์การเรียนรู้อ้วนกลมแฮปปี้ฟาร์มยังเดินหน้าคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ และเดินสายเป็นวิทยากร อบรมชาวบ้านทั่วประเทศในการผลิตสีจากวัสดุในธรรมชาติที่ใคร ๆ คิดว่าไม่มีประโยชน์

“เราภูมิใจที่ได้ทำให้ชาวบ้าน คนสูงวัย คนพิการ เห็นคุณค่าของตัวเอง และภูมิใจที่เราเห็นคุณค่าของตัวเองด้วย” สองสามีภรรยาที่เคยทำงานเป็นพนักงานเงินเดือนในเมืองใหญ่ ได้ค้นพบการทำงานอย่างมีความสุขของตัวเองแล้ว

สนใจผลิตภัณฑ์สีธรรมชาติจากฟางข้าว

ติดต่อ Facebook : อ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม อุดรธานี

โทรศัพท์ : 09 2656 1614

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load