วันนี้นั่งดูข่าว ดูโน่น ดูนี่ แล้วก็คิดถึงการท่องเที่ยวในอิตาลี คิดถึงเพื่อนที่เป็นมัคคุเทศก์ เพื่อนที่ขับรถทัวร์ คิดถึงโรงแรมที่พักในอิตาลี

ที่พัก… ใช่ เรายังไม่เคยพูดถึงที่พักกันเลย และในวูบหนึ่ง ก็คิดถึงสถานที่แห่งหนึ่งขึ้นมา เป็นที่ที่คิดถึงอยู่ไม่เคยลืม

วันนี้จะพาทุกคนนั่งรถไฟไปฟลอเรนซ์ ไปแบบไม่ไยดีวัดวาอารามและพิพิธภัณฑ์ใด พอลงรถไฟเสร็จ เราก็จะต่อรถเมล์ไปยังสถานที่แห่งนี้กันเลย

มันคือ บ้านเยาวชน 

เอิ่ม… ฟังดูเหมือนจะพาไปสถานกักกันผู้ต้องคดีใช่ไหม จริงๆ คำนี้แปลมาจาก Youth Hostel นั่นเอง ในภาษาอิตาเลียนเรียก Ostello per la gioventù ออกเสียงว่า ออสแตลโล เปร์ ลา โจเวนตุ้ (หรือบางทีก็เขียนว่า Ostello della gioventù แล้วแต่ทางบ้านจะเรียกตัวเอง)

ทำไม มันอะไร ยังไง เขามีดีที่ไหนเธอ เธอจึงละเมอ เพ้อถึงอยู่ร่ำไป…

ก่อนอื่น ขออธิบายคำว่า บ้านเยาวชน หรือ Ostello หรือ Hostel ให้ผู้อ่านเข้าใจตรงกันก่อน

บ้านเยาวชนมีลักษณะไม่ค่อยเหมือนบ้านเท่าไหร่ จะโรงแรมก็…ทำนองนั้น เป็นเหมือนหอพักมากกว่า มีการแยกส่วนของที่พักเป็นฝั่งผู้ชาย ฝั่งผู้หญิง ห้องน้ำรวม นอนรวม เตียงเป็นเตียง 2 ชั้น บางที่ก็มีห้องเล็ก เตียงธรรมดาก็มี

ที่พักแบบนี้ แบ่งคร่าวๆ ได้ 2 แบบ แบบอิสระ กับแบบขึ้นอยู่กับสมาคมบ้านเยาวชน ซึ่งอย่างหลังนี้ต้องทำบัตรสมาชิก ของไทยมีที่ทำการอยู่ตรงสี่เสาเทเวศร์

Ostello ของฟลอเรนซ์ที่จะพูดถึงนี้เป็นแบบขึ้นอยู่กับสมาคมฯ ไม่มีบัตรพักไม่ได้ แต่ก็ทำตรงนั้นได้เลย ได้ยินมาว่า ตอนนี้ 5 ยูโร ใช้ได้ 1 ปี 

Ostello นี้ ‘ตอนนั้น’ มีชื่อจริงว่า Ostello Europa Villa Camerata ชื่ออันยาวจนหายใจไม่ทันนี้ ไม่มีใครเคยได้ยินคนเรียกโดยเต็ม ได้ยินแต่ 2 คำหลัง คือ Villa Camerata คำว่า วิลล่า คือ บ้านใหญ่ที่มีบริเวณ มักจะเป็นของผู้ดีมีตระกูล ส่วนคำว่า Camerata นั้นมีความหมายของมันก็จริง แต่ในที่นี่คือชื่อของย่านที่ตั้ง

เช็กอิน Villa Camerata โฮสเทลหรูราวบ้านผู้ดีโบราณสไตล์ฟลอเรนซ์ในราคายาจก

ใครคิดจะไปฟลอเรนซ์แล้วมาถามฉันว่าพักที่ไหนดี ถ้าฉันหรี่ตาดูทรงแล้วเห็นว่า รักการผจญภัย ต้องการประหยัดเงิน ยังพอมีเรี่ยวแรง ชอบศิลปะและธรรมชาติ ฉันก็จะป้ายยาให้ไปพักที่นี่โดยมิพักคิด ด้วยว่ามันช่างเป็นประสบการณ์ที่ดีงามเสียเหลือเกิน มิหนำซ้ำยังถูกสตางค์ ราคาตอนนั้นคืนละไม่ถึง 20 ยูโร ถูกราวกับนอนบ้านผีสิง ในขณะที่ตามโรงแรมข้างนอกนั้น เริ่มต้นก็น่าจะ 3 เท่าของราคานี้เป็นอย่างต่ำ

ที่ตั้งของวิลล่าคาเมราตาอยู่ตรงเชิงเขาด้านหลังของเมือง (หากคิดว่าด้านหน้าของเมืองคือแม่น้ำอาร์โนที่ไหลผ่านเมือง) ห่างจากสถานีรถไฟไปราว 6 กิโลเมตร ถ้านั่งแท็กซี่ไปก็ 13 นาที แต่ถ้านั่งรถเมล์ไปก็ราว 30 นาที ไม่รวมเวลารอรถ 

เมื่อรถเมล์จอด ก็ใช่ว่าจะถึง ด้วยว่าวิลล่านี้ตั้งซุ่มอยู่บนเนินเขา คุณจะต้องพากระเป๋ากอกแกก กุกกัก ครืดคราด เดินเลาะดงมะกอกป่า ฝ่าสวนส้ม ชมไร่องุ่น ขึ้นไปอีก 650 เมตร 

เช็กอิน Villa Camerata โฮสเทลหรูราวบ้านผู้ดีโบราณสไตล์ฟลอเรนซ์ในราคายาจก

เมื่อครั้งไปครั้งแรก ระหว่างลากๆ อุ้มๆ กระเป๋า (เพราะกลัวล้อกระเป๋าจะพัง) ในใจก็คิดว่า ด้วยความต้องการจะประหยัดเงินนี่ ต้องทำถึงขนาดนี้เชียวหรือนี่ แต่ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่า ทำบัตรสมาชิกแล้ว ต้องใช้ให้คุ้ม

สักพัก ก็ถึงตัววิลล่า อันเป็นอาคารสีเหลือง ตั้งเด่นเป็นสง่าเป็นรูปตัว L แต่ละปีกสูงไม่เท่ากัน

เช็กอิน Villa Camerata โฮสเทลหรูราวบ้านผู้ดีโบราณสไตล์ฟลอเรนซ์ในราคายาจก

ถึงจะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ฉันย่อมจำความรู้สึกตอนนั้นได้ดี มันเป็นความรู้สึกประหลาดใจที่เห็นบ้านเยาวชนซึ่งเก็บเงินราคาถูกอย่างนั้น มีสวนสวย ตัดต้นไม้ได้รูป ลานน้ำพุ กระถางกุหลาบ อีกทั้งระเบียงก่อนเข้าตึกก็มีเพดานซึ่งมีดาวเพดานเป็นไม้สลัก มันหรูเกินเบอร์ไปมาก 

พอเข้าไปด้านใน ก็อ้าปากค้าง รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นพจมาน พินิจนันท์ ลูกของคุณพ่อพนา เมื่อครั้งเหยียบบ้านทรายทองครั้งแรกในบัดดล 

นั่งรถไฟไปเที่ยวฟลอเรนซ์ อิตาลี นอนดูจิตรกรรมฝาผนัง เดินชมภาพเฟรสโก้และประติมากรรม ในโฮสเทลที่เคยเป็นที่เสวนาของปัญญาชน
นั่งรถไฟไปเที่ยวฟลอเรนซ์ อิตาลี นอนดูจิตรกรรมฝาผนัง เดินชมภาพเฟรสโก้และประติมากรรม ในโฮสเทลที่เคยเป็นที่เสวนาของปัญญาชน

ในตัวอาคารซึ่งมีห้องโถงกลางเป็นเวิ้งสี่เหลี่ยมนั้น เป็นห้องเพดานสูง เมื่อมองสักพักจึงจะเห็นได้ว่า ชั้นสองเปิดทะลุเกือบทั้งชั้น เห็นเพดานสูงลิ่วแต่งแต้มด้วยจิตรกรรมฝาผนังแบบฝรั่งอยู่ด้านบน สิ่งที่ทำให้เราเห็นเป็นชั้นสองได้คือประตูไม้กรุกระจก และระเบียงทางเดินที่อยู่ล้อมรอบเป็นกรอบสี่เหลี่ยม พื้นช่องว่างระหว่างประตูนั้น จะปล่อยเปลือยให้เป็นพื้นโล่งฤาก็หาไม่ หากแต่เป็นภาพเฟรสโก้อันวิจิตร บางภาพเป็นแนวหลอกตา (Trompe l’oeil) ทำให้ดูลึกอีกด้วย

มิเพียงแต่มีภาพวาด ประติมากรรมปูนปั้น หินสลัก ก็มีอยู่ตามด้านตามมุม ประดับประดาอย่างสวยงามตามอย่างบ้านผู้ดีโบราณคนนึงพึงจะทำ ฉันมองภาพเหล่านั้นด้วยความตื่นเต้นสักพัก หันไปมองคนรอบๆ ตัว ก็เห็นแหงนหน้ามองเพดานและสิ่งรอบๆ ตัวกันทุกคนไป เจ้าหน้าที่อมยิ้ม เธอคงคุ้นตากับภาพนักท่องเที่ยวแบบนี้ดี

นั่งรถไฟไปเที่ยวฟลอเรนซ์ อิตาลี นอนดูจิตรกรรมฝาผนัง เดินชมภาพเฟรสโก้และประติมากรรม ในโฮสเทลที่เคยเป็นที่เสวนาของปัญญาชน

เมื่อผ่านขั้นตอนการเช็กอิน ก็เดินไปห้องพัก ห้องพักนั้นมีทั้งโซนโบราณกับโซนทันสมัย ฉันโชคดีได้อยู่โซนโบราณ เป็นห้องกว้าง เพดานสูง เพดานก็ยังมีภาพเฟรสโก้อีก เป็นการนอนที่สุนทรีมากๆ ขาดแต่ประติมากรรม รูปสลัก ปูนปั้น ฯลฯ ซึ่งก็ดีแล้ว เพราะตื่นมาตอนกลางดึก เห็นเงาตะคุ่ม ฉันย่อมแยกได้ยากว่าเป็นรูปประติมากรรมหรืออย่างอื่น

รวบรัดตัดความ สรุปว่า คืนนั้นฉันนอนอย่างมีความสุขมาก ส่วนเรื่องห้องน้ำห้องท่านั้น ทันสมัย ไม่ต้องออกไปโยกบ่อ หรือถือจอบเสียมเข้าทุ่งแต่อย่างใด

เมื่อคุณอ่าน คุณคงได้เห็นภาพประกอบไปด้วย ผิดกับลูกศิษย์ฉันที่คงคิดว่า ครูนี่เนอะ พูดอะไรก็พูดได้ หนูไม่เคยเห็นนี่ จะรู้ได้ยังไงว่าครูไม่โม้ บ้านเยาวชนที่ไหนจะสวยงามขนาดนั้น

นั่งรถไฟไปเที่ยวฟลอเรนซ์ อิตาลี นอนดูจิตรกรรมฝาผนัง เดินชมภาพเฟรสโก้และประติมากรรม ในโฮสเทลที่เคยเป็นที่เสวนาของปัญญาชน

ใช่ว่าฉันจะไม่สงสัย ได้แต่เก็บความสงสัยไว้มาค้นหาคำตอบ แต่คำตอบนั้น ยิ่งเกินเลยไปกว่าจินตนาการที่ฉันมีไปเสียอีก

ณ ที่แห่งนี้ ปรากฏหลักฐานการสร้างที่อยู่อาศัยครั้งแรกคือสร้างขึ้นในตอนปลายศตวรรษที่ 13 ถึงต้นศตวรรษที่ 14 เป็นบ้านพักนอกเมืองของตระกูลของดันเต อลิกิแยรี (Dante Alighieri) นักประพันธ์เอกของอิตาลี เอกแบบ เอกจริงๆ

พ้นจากยุคสมัยของดันเตแล้ว ลูกหลานก็ขายไป จนในศตวรรษที่ 15 คงได้มีการต่อเติมจนมีหน้าตาคล้ายในปัจจุบัน เนื่องจากในประวัติของ Ostello บอกไว้ว่าอย่างนั้น

นั่งรถไฟไปเที่ยวฟลอเรนซ์ อิตาลี นอนดูจิตรกรรมฝาผนัง เดินชมภาพเฟรสโก้และประติมากรรม ในโฮสเทลที่เคยเป็นที่เสวนาของปัญญาชน

วิลล่าแห่งนี้ ซึ่งบางทีก็รู้จักกันในนามว่า วิลล่าคาร์เนชั่น (Villa del Garofano) ผ่านเจ้าของมาหลายมือ หลายตระกูล ที่น่าจดจำคือ ครั้งหนึ่งในสมัยศตวรรษที่ 17 วิลล่าแห่งนี้เคยทำหน้าที่เป็นหนึ่งในสถานที่พบปะเสวนาของบรรดาปัญญาชนนักคิดนักเขียนของเมืองฟลอเรนซ์กลุ่มหนึ่ง ว่ากันว่าหนึ่งในสมาชิกในกลุ่มนี้มีจอห์น มิลตัน (John Milton, 1606 – 1674) กวีชาวอังกฤษผู้ประพันธ์บทกวีมหากาพย์ Paradise Lost อยู่ด้วย

นั่นคือประวัติที่ฉันมารู้เอาภายหลัง ซึ่งก็ดีแล้ว หากฉันรู้ว่าเป็นบ้านเก่าของดันเต ฉันคงทำพิธีเดินไหว้ไปทุกมุมบ้าน ที่จะได้นอนสวยๆ คงถูกเชิญให้ไปนอนที่อื่นเป็นแน่

และหลังจากที่ฉันไปพักไม่กี่ปี ก็อ่านเจอในนิตยสารเล่มหนึ่ง (โปรดสังเกตถึงความเก๋าและจริงใจ สมัยนั้นยังไม่มีเน็ตไง) ว่า ที่แห่งนี้ได้รับการโหวตจากนักท่องเที่ยวให้เป็น Ostello ที่สวยที่สุดในอิตาลี และอยู่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก

แต่อนิจจาไม่เที่ยง ล่าสุด วันนี้ระหว่างการหาข้อมูลและภาพประกอบ ก็พบข่าวในปี 2019 ว่า วิลล่าคาเมราตาแห่งนี้ กำลังถูกขายทอดตลาด เปิดราคาประมูลไว้ที่ 7.5 ล้านยูโร ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้

ก็ได้แต่หวังว่า เจ้าของใหม่ยังจะคงทำให้เป็นบ้านเยาวชนเหมือนเดิม

ฉันจะได้ส่งคนไปซึมซาบความประทับใจและกลับมาเล่าให้ฉันฟังอีก 😊


ข้อมูลอ้างอิง

www.nove.firenze.it
Curiositasufirenze.wordpress.com
curiositasufirenze.wordpress.com

Writer & Photographer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

Miss Italy

ครูก้า-สรรควัฒน์ ประดิษฐ์พงษ์ พาท่องเที่ยวและเรียนรู้วัฒนธรรมสนุกๆ ของอิตาลี

ไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องมาเขียนเรื่องนี้ เพราะกลัวการแตะเรื่องศาสนามาก แต่เนื่องจากมีวันหนึ่งสอน ๆ อยู่ ก็คุยกับนักเรียนเรื่องนักบุญ แล้วพบว่านักบุญเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของคนอิตาเลียนมาก ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ

เช่นเดียวกับตอนอื่น ๆ ของบทความนี้ อย่าหาความลึกซึ้งใด ๆ นี่มันยิ่งกว่าวิชา ‘พื้นฐานวัฒนธรรมอิตาเลียน 101’ เสียอีก

นักบุญกับชื่อคนอิตาเลียน

ความสัมพันธ์ประการแรก ได้แก่ ชื่อของคนอิตาเลียน หลายคนคงทราบดีอยู่แล้วว่า ชื่อของคนอิตาเลียนมักซ้ำไปซ้ำมา ส่วนใหญ่เป็นชื่อของนักบุญแทบทั้งสิ้น นาน ๆ จะเจอคนชื่อแหวกแนวให้เราได้ฮือกัน เช่น ฉันเคยมีเพื่อนใหม่คนหนึ่ง แนะนำตัวในงานปาร์ตี้ว่าชื่อ Rosalba (โรซาลบา อันอาจแปลได้ว่า กุหลาบยามอรุณ) เล่นเอาคนทั้งวงฮือขึ้นมา แล้วบทสนทนาก็เปลี่ยนไปเป็นเรื่องที่มาของการตั้งชื่อนี้ทันที หรือครั้งหนึ่งเคยมีเพื่อนถามฉันว่า ที่เมืองไทยมีนักบุญบุสก้าด้วยเหรอ

นักบุญกับวันแต่ละวัน

ปฏิทินในอิตาลี หรืออาจกล่าวได้ว่า ปฏิทินคาทอลิก ในแต่ละวันจะมีชื่อวันประจำนักบุญต่าง ๆ การกำหนดว่าวันไหนเป็นของนักบุญใด เป็นหน้าที่ของทางคริสตจักร การเลือกว่านักบุญไหนอยู่วันใด ก็จะต้องดูความเกี่ยวโยงกับนักบุญท่านนั้น ๆ เช่น นักบุญวาเลนไทน์ เป็นนักบุญประจำวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เพราะตามตำนานท่านมรณภาพในวันนั้น (อ่านเรื่องราวของท่านได้อีกนิดที่คอลัมน์ตอน ตามหาเมืองแห่งวาเลนไทน์ที่แท้จริงของอิตาลี ที่เป็นบ้านเกิดและที่ตายของนักบุญวาเลนไทน์)

นักบุญประจำตัวคนอิตาเลียน และนักบุญของนักบินอวกาศ แอร์โฮสเตส ช่างตัดเสื้อ สัตวแพทย์
นักบุญวาเลนตีโน
ภาพ : laprensatexas.com

คนอิตาเลียนโบราณจำวันต่าง ๆ ด้วยวันของนักบุญ คงเหมือนเราจำวันเป็นข้างขึ้นข้างแรมในสมัยก่อน พบว่าในเอกสารโบราณของอิตาลี หมายวันกันด้วยชื่อนักบุญ จำกันได้ยังไงก็สุดจะเดา ปัจจุบันแม้คนอิตาเลียนจะเรียกวันเป็นแบบสากลกันแล้ว แต่ก็ยังมีบางวันที่คนอิตาเลียนนิยมเรียกด้วยชื่อนักบุญ เช่น หลังวันคริสต์มาส 1 วัน ที่อังกฤษเรียกว่า Boxing Day นั้น อิตาเลียนเรียกว่า วันซานโต สเตฟาโน (Santo Stefano) วันสิ้นปีเรียกว่า วันซาน ซิลเวสโตร (San Silvestro)

นักบุญประจำตัวคนอิตาเลียน และนักบุญของนักบินอวกาศ แอร์โฮสเตส ช่างตัดเสื้อ สัตวแพทย์
รูปปั้นนักบุญซานโต สเตฟาโน
ภาพ : commons.wikimedia.org

หรือบางวันก็ไม่ถึงกับเรียกด้วยชื่อ แต่ก็ระลึกถึงเสมอ เช่น ถ้าถามคนอิตาเลียนว่า วันไหนนะเธอที่ได้ชื่อว่าเป็นวันที่มีดาวตกเยอะสุดในรอบปี คนอิตาเลียนก็มีแนวโน้มสูงที่จะบอกว่า (คืน) วันซาน ลอเรนโซ (San Lorenzo) ไงล่ะ แล้วจึงอธิบายเพิ่มเติมว่า วันที่ 10 สิงหาคม เป็นต้น (อ่านได้ในคอลัมน์ตอน คืนแห่งนักบุญลอเรนซ์วันที่ 10 สิงหาคม คืนที่คนอิตาลีเชื่อว่ามีดาวตกเยอะมากที่สุด)

วันฉลองนักบุญวันเกิด

ดังที่ได้บอกไปแล้วว่า คนอิตาเลียนส่วนใหญ่มีชื่อเป็นนักบุญ และทุกวันก็มีนักบุญประจำวัน ด้วยเหตุนี้เด็กอิตาเลียนจึงมีวันฉลองสำคัญอยู่ 2 วัน คือวันเกิด และอีกวันคือวันฉลองนักบุญ หรือที่เรียกว่า โอโนมาสติโค (Onomastico)

ยกตัวอย่างง่าย ๆ น้องวาเลนตีโน ก็จะมีวันสำคัญของตัวเอง 2 วันต่อปี (เป็นอย่างน้อย) นั่นคือวันเกิดของน้อง และวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะน้องแก่แดดแก่ลมแต่อย่างใด หากแต่เพราะวันดังกล่าวมีนักบุญประจำวันคือ นักบุญวาเลนตีโน หรือชื่อ วาเลนไทน์ ในภาษาอังกฤษเท่านั้นเอง

ที่เรียกว่า ‘น้อง’ เพราะผู้ที่ดูจะตื่นเต้นกับวันฉลองนักบุญวันเกิด ส่วนใหญ่มักเป็นเด็ก ผู้ใหญ่จะไม่ค่อยฉลองวันเหล่านี้แล้ว อาจลืมไปด้วยซ้ำ เคยมีเด็กมาเล่าให้ฟังว่า ไปอวยพรวันฉลองนักบุญอาจารย์อิตาเลียนท่านหนึ่ง อาจารย์อึ้งไปครู่ใหญ่ แล้วก็รำพึงออกมาว่า “จริงด้วย ฉันลืมไปแล้ว”

นักบุญประจำเมือง

นอกจากนักบุญจะอยู่ในชื่อแล้ว ยังอยู่รอบตัวคนอิตาเลียนในมิติอื่น ๆ อีกด้วย เรียกได้ว่าถึงแม้เราจะไม่ได้เป็นคาทอลิก แต่ก็มิอาจมิรับรู้ได้ เมืองแต่ละเมืองล้วนมีนักบุญประจำเมือง เมืองโรมคือ นักบุญปีเตอร์ และ นักบุญพอล เมืองโบโลญญาคือ นักบุญปีโตรนัส เมืองเนเปิลส์คือ นักบุญเจนนาโร เมืองมิลานคือ นักบุญอัมบรอโจ ส่วนเมืองฟลอเรนซ์มีนักบุญร่วมกัน คือ นักบุญจอห์น แบปติสต์

ในวันที่นักบุญท่านนั้นปรากฏในปฏิทินคาทอลิก เมืองนั้น ๆ ก็มักจะกำหนดให้เป็นวันหยุด แล้วในเมืองก็จะฉลองกันอย่างเอิกเกริก

ไม่ได้มีแค่นักบุญประจำเมือง นักบุญประจำประเทศอิตาลีก็มีเช่นกัน นั่นคือ นักบุญแคทเธอรีนแห่งเซียน่า (Santa Caterina da Siena) และ นักบุญฟรานซิสแห่งอัสซีซี (San Francesco d’Assisi)

นักบุญประจำตัวคนอิตาเลียน และนักบุญของนักบินอวกาศ แอร์โฮสเตส ช่างตัดเสื้อ สัตวแพทย์
นักบุญแคทเธอรีนแห่งเซียน่า
ภาพ : en.wikipedia.org
นักบุญประจำตัวคนอิตาเลียน และนักบุญของนักบินอวกาศ แอร์โฮสเตส ช่างตัดเสื้อ สัตวแพทย์
นักบุญฟรานซิสแห่งอัสซีซี
ภาพ : view.genial.ly

นักบุญประจำกลุ่มคน

คนไทยพุทธ-พราหมณ์ มีพระพิฆเนศเป็นเทพประจำศิลปินฉันใด อิตาเลียนคาทอลิกก็มี นักบุญลูกา ประจำอาชีพศิลปินได้ฉันนั้น แต่ไม่ใช่แค่อาชีพศิลปินเท่านั้น อาชีพใด ๆ ในอิตาลีก็ล้วนแล้วแต่มีนักบุญประจำทั้งสิ้น

การได้รับเลือกเป็นนักบุญประจำอาชีพนั้น มิได้มีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการโดยศาสนจักร หากแต่เป็นการเชื่อต่อ ๆ กันมาโดยมิอาจรู้ได้ว่าต้นเรื่องเป็นใคร แต่หากถามว่าด้วยเหตุใดคนเหล่านี้จึงยกนักบุญท่านโน้นท่านนี้ขึ้นมาเป็นนักบุญประจำ ตอบได้ว่าเพราะลักษณะ นิสัย หรือการกระทำในชีวประวัติของท่าน มีอะไรบางอย่างที่เกี่ยวโยงกับคนกลุ่มนั้น ๆ ตัวอย่างเช่น นักบุญฟรานซิส นักบุญประจำอาชีพสัตวแพทย์ เพราะเชื่อว่าท่านคุยกับสิงสาราสัตว์ได้ นอกจากนี้ ท่านยังเป็นนักบุญของพวกขอทานด้วย เพราะท่านใช้ชีวิตสมถะเยี่ยงยาจก หรือ นักบุญโจเซฟ นักบุญประจำอาชีพช่างฝีมือ เพราะท่านเป็นช่างไม้ เป็นอาทิ

อาจยังไม่แปลกหูแปลกตาพอ ลองดูอาชีพเหล่านี้บ้างเป็นไร

นักบุญประจำนักบินอวกาศ ได้แก่ นักบุญโจเซฟแห่งเมืองโคแปร์ตีโน (Giuseppe da Copertino) เพราะเล่ากันว่าปรากฏอัศจรรย์ ท่านลอยตัวขึ้นระหว่างประกอบพิธีมิสซาอยู่มากกว่า 1 ครั้ง

นักบุญประจำตัวคนอิตาเลียน และนักบุญของนักบินอวกาศ แอร์โฮสเตส ช่างตัดเสื้อ สัตวแพทย์
นักบุญโจเซฟแห่งเมืองโคแปร์ตีโน
ภาพ : it.wikipedia.org

นักบุญประจำแอร์โฮสเตสและมัคคุเทศก์คือ นักบุญโบนาดิปิซา (Bona di Pisa) เพราะได้นำทางผู้คนพร้อมทั้งช่วยเหลือทุกอย่าง ระหว่างทางไปจาริกแสวงบุญในสเปนถึง 9 ครั้ง

นักบุญประจำตัวคนอิตาเลียน และนักบุญของนักบินอวกาศ แอร์โฮสเตส ช่างตัดเสื้อ สัตวแพทย์
นักบุญโบนาดิปิซา
ภาพ : insidethevaticanpilgrimages.com

บางอาชีพก็มีนักบุญประจำอาชีพมากกว่า 1 รูป ยกตัวอย่างเช่น ช่างตัดเสื้อ มีนักบุญประจำอาชีพอยู่อย่างน้อย 5 รูป ได้แก่

นักบุญแอน หรือยายพระเยซู อาจเพราะท่านมีภาพความเป็นหญิงที่อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน เย็บชุนเสื้อผ้า

นักบุญบาร์โตโลเมโอ หนึ่งในอัครสาวก เพราะท่านตายโดยการถูกถลกหนัง อันที่จริงท่านเป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์ของอาชีพที่ใช้มีดหรือของมีคมแทบทั้งสิ้น

นักบุญจอห์น แบปติสต์ อาจเพราะท่านนำหนังเสือมาตัดเย็บเป็นอาภรณ์ แปลว่าต้องมีความรู้เชิงช่างอยู่มิใช่น้อย

นักบุญมาร์ตีโนแห่งเมืองตูร์ เพราะท่านได้ตัดเสื้อคลุมแบ่งให้ขอทาน เพื่อบรรเทาความหนาวเหน็บ

นักบุญโอโมโบโน เนื่องจากท่านเป็นพ่อค้าขายผ้ามาก่อน

นอกจากนี้ ยังมีนักบุญประจำกลุ่มคนที่ไม่ได้แยกตามอาชีพด้วย เช่น กลุ่มคนตาบอด มี นักบุญลูเซีย (Santa Lucia) เป็นนักบุญผู้ปกป้องพวกตน เนื่องจากตามตำนาน ชายนอกศาสนาผู้มีอิทธิพลบังคับให้ท่านแต่งงาน ด้วยหลงรักในดวงตาคู่งามของท่าน ท่านจึงควักลูกตาออกเสีย

นักบุญลูเซีย
ภาพ : en.wikipedia.org

ไม่แค่นั้น นักบุญประจำ ‘คอ’ ก็ยังมี ได้แก่ นักบุญบียาโจ (San Biagio) เนื่องจากท่านเคยช่วยเด็กที่ก้างปลาติดคอให้รอดชีวิตมาได้

เราจะพบเจอนักบุญได้ที่ไหน

เมื่อคุณไปอิตาลี คุณอดไม่ได้หรอกที่จะไปเดินเยี่ยมชมโบสถ์ วิหาร หรือเดินหอศิลป์ ที่เหล่านี้แหละที่คุณจะได้พบกับนักบุญท่านต่าง ๆ ผ่านบรรดารูปสลักและจิตรกรรม

แล้วเราจะรู้ว่าท่านเป็นใครได้อย่างไร

แน่นอนว่าหากไม่ใช่นักบุญในสมัยใหม่อย่างเช่น นักบุญเทเรซา เราย่อมไม่รู้ว่าท่านหน้าตาเป็นอย่างไร ดังนั้นในการสร้างสรรค์งานศิลปะหรือการอ้างถึงใด ๆ จึงต้องมีตัวบอก เช่น เพศที่ชัดเจน เครื่องแต่งกาย ของที่ถือ สัตว์ที่อยู่แวดล้อม เป็นต้น ของที่บอกจะมีอย่างเดียวหรือหลายอย่างก็ได้ ต่อไปนี้คือพื้นฐานการดูนักบุญสำหรับมือใหม่ ได้แก่

นักบุญปีเตอร์ ชายแก่มีเครา ถือกุญแจ เพราะท่านเป็นผู้ถือกุญแจประตูสวรรค์

นักบุญพอล ถือดาบ หนังสือ เพราะท่านเป็นหนึ่งในผู้เขียนพระวรสาร และถือว่าเป็นนักรบ (ทางจิตวิญญาณ) ผู้ต่อสู้เพื่อศาสนาคริสต์

นักบุญปีเตอร์กับนักบุญพอล
ภาพ : urbanpost.it

นักบุญลูกา อยู่กับวัวและหนังสือ

นักบุญมาร์ค อยู่กับสิงโต

นักบุญมาร์ค
ภาพ : www.catholicfaithstore.com

นักบุญจอร์จ ถือหอก อยู่กับมังกร

นักบุญแอนดรูว์ อยู่กับไม้กางเขนรูปตัว X เพราะท่านถูกตรึงบนกางเขนรูปนี้

นักบุญแอนดรูว์ ในมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์
ภาพ : michelangelobuonarrotietornato.com

นักบุญเวโรนิกา ถือผ้าที่มีใบหน้าของพระเยซู เนื่องจากท่านเป็นผู้ซับเหงื่อและเลือดของพระเยซู ระหว่างทางเดินไปยังสถานที่ตรึงกางเขน

นักบุญเวโรนิกา ในมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์
ภาพ : michelangelobuonarrotietornato.com

นักบุญโจเซฟ มักอยู่กับพระกุมารเยซู ถือดอกลิลลี่ รอบตัวมักมีอุปกรณ์ช่างไม้

นักบุญโจเซฟ
ภาพ : www.catholicnewsworld.com

ถ้าคิดในใจว่า อุปกรณ์ช่างไม้น่ะเข้าใจได้ แต่ดอกลิลลี่นั้นมาได้ยังไง จริง ๆ ดอกลิลลี่เป็นเครื่องหมายที่บอกว่า นักบุญในรูปนั้นเป็นชายหรือสาวบริสุทธิ์ สัญลักษณ์เช่นนี้ก็จะช่วยให้เราดูออกได้ง่ายขึ้น

เอาล่ะ พอหอมปากหอมคอ ใครจะต้องคบค้าสมาคมกับคนอิตาเลียน หรือใครจะไปอิตาลี ก็จะสนุกขึ้นแล้ว แค่เวลาไปโบสถ์ไหน มองหานักบุญปีเตอร์ในร่างของชายชราถือกุญแจให้เจอก็ตื่นเต้นแล้ว

อ้อ ถ้าอยากรู้เรื่องสัญลักษณ์เหล่านี้ แนะนำหนังสือเล่มนี้เลย ‘เครื่องหมายและสัญลักษณ์ในคริสตศิลป์’ แปลโดย ศาสตราจารย์กุลวดี มกราภิรมย์ อ่านสนุกมาก

ข้อมูลอ้างอิง

www.pitturaomnia.com/pitturaomnia_00012b.htm

it.cathopedia.org/wiki/Lista_di_santi_patroni_cattolici_(professioni)

www.santiebeati.it/dettaglio/35350

www.quatarobpavia.it/san-biagio-pavia/

urbanpost.it/il-santo-del-giorno-29-giugno-santi-pietro-e-paolo/

michelangelobuonarrotietornato.com/2021/01/30/san-pietro-quattro-pilastri-quattro-santi-e-quattro-reliquie/

www.catholicnewsworld.com/2016/03/10-amazing-facts-about-st-joseph-to.html

Writer

สรรควัฒน์ ประดิษฐพงษ์

‘ครูก้า’ ของลูกศิษย์และลูกเพจ ผู้เชื่อ (ไปเอง) ว่าตัวเองเป็นครูสอนภาษาอิตาเลียนมือวางอันดับหนึ่งของเอเชียอาคเนย์ หัวหน้าทัวร์ผู้ดุร้าย นักแปลผู้ใจเย็น ผู้เชิดหุ่นกระบอกมือสมัครเล่น และนักเขียนมือสมัครเล่นเข้าไปยิ่งกว่า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load