Ragazze (รากาเซ่) คือ แบรนด์เครื่องหนังสัญชาติไทยที่ดังมากเมื่อ 30 กว่าปีก่อน

ในยุคที่ห้างร้านขนาดใหญ่ยังมีไม่มาก และแฟชั่นก็เป็นเรื่องไกลตัวเสียเหลือเกิน ร้านกระเป๋าขายแค่กระเป๋า ร้านรองเท้าก็ขายแค่รองเท้า 

คุณเรียม-อภิณห์พร เลิศเศวตพงศ์ อดีตนางแบบและเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าที่สยามเซ็นเตอร์ ตัดสินใจลุกขึ้นมาเปิดร้านขายเครื่องหนังที่มีกระเป๋าและรองเท้าอยู่ด้วยกัน บุกเบิก Styling อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

Ragazze แบรนด์เครื่องหนังที่เจ้าของวาดรูปไม่เป็น ไม่มีนโยบายลดราคา แต่ขายดีมาก

ผลก็คือ ร้านเติบโตขยายสาขาอย่างรวดเร็ว หน้าร้านมีพนักงานเป็นสิบคอยให้บริการแนะนำสินค้ามือเป็นระวิง แม้ราคาสินค้าโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 300 กว่าบาท เทียบกับค่าครองชีพและเงินเดือนเฉลี่ยถือว่าสูงมาก แต่ทุกคนที่มาที่ร้านยอมจ่าย ขอเพียงมีกระเป๋าและรองเท้าที่เข้ากันดีกับตัวเขา สร้างบุคลิกภาพและเสริมความมั่นใจ

ตรงกับโจทย์ธุรกิจของคุณเรียม เธออยากเห็นผู้คนมีชีวิตที่ดีจากการเลือกสิ่งที่เข้ากับตัวเอง

เครื่องหนังของรากาเซ่ในยุคแรกออกแบบโดยคุณเรียม ผู้วาดภาพร่างแพตเทิร์นใดๆ ไม่เป็น แต่สื่อสารและรับมอบความเชื่อใจกันระหว่างทีมจนสินค้าขายดีและขายหมด หลักฐานที่พอมีคือรูปถ่ายในหนังสือแคตตาล็อกที่รากาเซ่ก็บุกเบิกทำก่อนใครในประเทศนี้

คุณเรียม-อภิณห์พร เลิศเศวตพงศ์ ปิ๊ก-ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ เป้-ธีรเมศร์ เลิศเศวตพงศ์ Viera by Ragazze และ Ragazze 1984

The Cloud ได้รับเกียรติจากคุณเรียมมาพูดคุยเรื่องรากาเซ่ในยุคก่อร่างสร้างธุรกิจ วิถีที่นักออกแบบและผู้ประกอบการหญิงยุคก่อนนำพาแบรนด์ให้เติบโตสวยงามผ่านกาลเวลา การสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ อย่างนักสร้างสรรค์ และวิธีคิดทำสิ่งที่คนอื่นไม่ทำกัน 

ไปจนถึงเรื่องราวการส่งต่อให้ทายาทรุ่นสอง ปิ๊ก-ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ ซึ่งรับช่วงต่อใน พ.ศ. 2543 – 2548 วางโครงสร้างกิจการและจัดทำระบบหลังบ้าน แล้วส่งไม้ต่อให้ เป้ธีรเมศร์ เลิศเศวตพงศ์ ผู้เป็นพี่ชาย ทำหน้าที่ Brand Manager ดูแลการสร้างแบรนด์รากาเซ่และรับมือกับโจทย์ยากๆ จากโลกที่เปลี่ยนไปด้วยแนวทางของตัวเอง ภายใต้ชื่อแบรนด์ Viera by Ragazze และ Ragazze 1984

ในฐานะที่เป็นแฟน Viera by Ragazze สารภาพว่าตื่นเต้นกว่าใคร ยิ่งได้ฟังบรรยากาศของแฟชั่นทั้งไทยและเทศในยุคต่างๆ ก็ยิ่งจินตนาการตามถึงเสียงรองเท้าส้นสูงเดินกระทบพื้นถนนกลางเมืองฟลอเรนซ์ในอิตาลี

Ragazze แบรนด์เครื่องหนังที่เจ้าของวาดรูปไม่เป็น ไม่มีนโยบายลดราคา แต่ขายดีมาก

ธุรกิจ : Viera by Rasgazze (พ.ศ. 2527)

ประเภท : แบรนด์เครื่องหนังคุณภาพสูง

เจ้าของและผู้ก่อตั้ง : คุณอภิณห์พร เลิศเศวตพงศ์

ทายาทรุ่นที่สอง : คุณธีรเมศร์ เลิศเศวตพงศ์ และคุณธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์

Ragazze แบรนด์เครื่องหนังที่เจ้าของวาดรูปไม่เป็น ไม่มีนโยบายลดราคา แต่ขายดีมาก

ภาค Ragazze

เริ่มต้นทำในสิ่งที่รู้ว่ายากมากแต่ก็จะทำ

ย้อนกลับเมื่อ 35 ปีก่อน คุณเรียมเล่าว่าคนไทยเรายังไม่เข้าถึงแฟชั่นมาก นิตยสารก็ไม่ค่อยมี แบรนด์ต่างประเทศก็มีไม่เยอะ ไม่มีใครลุกขึ้นมาชี้นำการแต่งตัวแก่ใคร 

เหตุผลที่คุณเรียมผู้รักเสื้อผ้าและการแต่งตัวมากตัดสินใจลุกขึ้นมาเปิดร้านรากาเซ่ ผลิตและจำหน่ายเครื่องหนัง กระเป๋า รองเท้า แทนธุรกิจร้านเสื้อผ้าที่ทำอยู่ก่อน เพราะเคยทำแล้วมีคนลอกแบบตลอดเวลา ขนาดที่ยังไม่ทันขายหน้าร้านที่สยาม ก็มีเสื้อผ้าแบบเดียวกันขายอยู่ที่ตึกใบหยกในราคาถูกกว่า 10 เท่า 

Ragazze แบรนด์เครื่องหนังที่เจ้าของวาดรูปไม่เป็น ไม่มีนโยบายลดราคา แต่ขายดีมาก
Ragazze แบรนด์เครื่องหนังที่เจ้าของวาดรูปไม่เป็น ไม่มีนโยบายลดราคา แต่ขายดีมาก

“เวลาไปต่างประเทศ เราจะคอยสังเกตว่าผู้คนเขาแต่งตัวยังไง ใช้ชีวิตกันยังไง ที่เปิดร้านแบบนี้ก็เพราะ อยากให้คนไทยมีความรู้สึกว่าเราต้องแต่งตัวอย่างนี้ ประมาณนี้ แล้วชีวิตจะสดชื่นมากขึ้น เพียงเริ่มจากการเป็นตัวของตัวเอง เราก็รู้ว่าเครื่องหนังทำยากกว่าเสื้อผ้ามาก แต่จะขอทำ เมื่อทำชิ้นแรกๆ ออกมา เราบอกสามีทันทีว่า ‘ไปหาร้าน ฉันจะเปิด’ เพราะเราเห็นภาพชัดเจนมาก ขณะเดียวกันเราเห็นภาพตัวเองเดินอยู่ที่ต่างประเทศ ปราดเปรียวไม่นุ่มนิ่ม ถ้าคนไทยได้ลองแต่งตัวด้วยเสื้อผ้ากับเครื่องหนังแบบนี้แล้วมันใช่ มันถูกต้อง” คุณเรียมเล่า

โดยสรุปก็คือ รากาเซ่ ตั้งใจจะเป็นร้านเครื่องหนังที่อยากเห็นลูกค้ามีชีวิตที่ดีจากความรู้สึกดีกับตัวเอง เพราะรู้จักเลือกสิ่งที่เหมาะกับตัวเอง

Ragazze แบรนด์เครื่องหนังที่เจ้าของวาดรูปไม่เป็น ไม่มีนโยบายลดราคา แต่ขายดีมาก
Ragazze แบรนด์เครื่องหนังที่เจ้าของวาดรูปไม่เป็น ไม่มีนโยบายลดราคา แต่ขายดีมาก

หากจะเป็นผู้ประกอบการหญิงในยุคนั้นต้องใช้ความกล้าหาญสักเท่าไหร่

ใครก็รู้ ว่าความมั่นใจสำคัญต่อการเริ่มต้น คุณเรียมในยุคนั้นต้องใช้ความกล้าหาญสักเท่าไหร่ เราสงสัย

“ไม่ใช่อยู่ๆ ลุกไปกล้าทำ แต่ต้องมั่นใจในของของเรามากๆ ก่อนจะลุย เผอิญไม่มีใครเบรกเราด้วย ซึ่งถ้าเบรกก็คงต้องบู๊กันแหลก เพราะเราก็คงไม่ยอมจริงๆ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับธุรกิจเรายกให้สามีตัดสินใจ” คุณเรียมบอกเรา

รากาเซ่ในช่วง 10 ปีแรกนั้นดังสุดๆ ขยายสาขาเร็วมาก สิงหาคมไปเปิดที่สยาม พฤศจิกายนไปเปิดลาดพร้าว ธันวาคมไปราชดำริ จากนั้นไปต่อที่อัมรินทร์

Ragazze แบรนด์เครื่องหนังที่เจ้าของวาดรูปไม่เป็น ไม่มีนโยบายลดราคา แต่ขายดีมาก

“ผมเคยเห็นในรูปเก่าว่าร้านเราทำถุงกอล์ฟด้วย อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมร้านเรามีถุงกอล์ฟขายได้และขายหมดด้วยนะ คิดว่าตอนนั้นคงเกิดจากการตั้งคำถามว่า ถ้ามีถุงกอล์ฟแบบรากาเซ่จะออกมาหน้าตาแบบไหน อานม้าก็ทำ จะบอกว่าเป็นความรู้สึกอยากทดลองอันแรงกล้าของแม่เราก็ได้” เป้เล่า

ไม่ใช่แค่ทำถุงกอล์ฟ รากาเซ่ยังเป็นแบรนด์แรกที่มีหนังสีๆ ซึ่งหนังสีแรกที่ทำคือ สีเขียวโอลีฟ

อันเกิดจากความสงสัยของคุณเรียมว่า ทำไมเครื่องหนังต้องสีดำกับน้ำตาล

“เราคิดว่าน่าจะมีสีอื่นที่ทำได้ จริงๆ คือการรู้ว่า เราทำสิ่งนี้ไปเพื่อใคร และใครจะได้ประโยชน์จากความกล้าหาญนี้” คุณเรียมเล่าด้วยตาเป็นประกาย

บรรยากาศการทำงานที่อบอวลไปด้วยความเชื่อมั่นระหว่างกัน

ความมหัศจรรย์ของรากาเซ่ในเชิงธุรกิจ มาจากการประกอบกันของพาร์ตเนอร์ คนที่มี vision กับคนที่มีฝีมือ ซึ่งหายากมากในยุคนี้

“เราเป็นนักออกแบบกระเป๋าที่วาดรูปไม่เป็น แต่มีเพื่อนช่างที่คอยช่วย เราจับเขามานั่งคุยเลยว่าเราอยากได้กระเป๋าแบบนี้ สูงประมาณนี้ ฉันจะแต่งตัวประมาณนี้ เห็นแล้วใช่เลย ว่าฉันอย่างได้กระเป๋าแบบนี้ รู้สึกโชคดีมากที่วินัยและบุญชัยเข้าใจ พวกเขาบอกว่า ‘ครับๆ เดี๋ยวลองดูนะ ได้หรือไม่ได้เดี๋ยวลองมาปรับกัน’ ซึ่งปรับนิดหน่อยก็ได้เลย

“เราทำอย่างอื่นไม่เป็นหรอก ได้แต่บอกอย่างนี้นะต้องแบบนี้ ฉันถือแล้วออกมาเป็นแบบนี้ ประมาณนี้ พวกเขาบอกแค่ว่า ‘ได้ เขาช่วยได้’ มันเกิดจากเราเชื่อในเพื่อนร่วมงาน และคนรอบข้างเขาก็ทำในสิ่งที่ตั้งความหวังได้” คุณเรียมเล่าวิธีทำงานกับช่างทำกระเป๋าคู่ใจ แม้เธอไม่ได้จับดินสอเขียนแบบ

Ragazze แบรนด์เครื่องหนังที่เจ้าของวาดรูปไม่เป็น ไม่มีนโยบายลดราคา แต่ขายดีมาก

เพราะสังเกตวิธีการทำงานระหว่างแม่กับช่างฝีมือ แม่กับผู้ถือหุ้น แม่กับคนในร้านเสมอมา เป้เล่าว่าเขารู้สึกทึ่งกับวิธีที่แม่ให้ใจทีมศิลปินช่างภาพสำหรับจัดทำแคตตาล็อกมากแค่ไหน 

“ถ้าเป็นสมัยนี้ พวกเราจะออกกองถ่ายไปพร้อมกัน คอยดูว่าถ่ายภาพออกมาเป็นอย่างไร แต่สมัยก่อนซึ่งใช้กล้องฟิล์ม กว่าจะถ่ายรูปแบบนี้ออกมา ศิลปินที่ถ่ายภาพแค่บอกงบประมาณที่อยากได้ เช่น บอกว่าต้องการ ห้าหมื่นบาท แล้วหายไปหนึ่งเดือน จากนั้นก็กลับมาพร้อมหนังสือเล่มนี้ และหลังจากทำงานร่วมกันมาระยะหนึ่ง ครั้งสุดท้ายศิลปินท่านนั้นก็หายไปพร้อมกับเงินสองแสน สิ่งที่แม่ทำสอนพวกเราว่า ความเชื่อมั่นเป็นสิ่งที่เราให้ ไม่ใช่สิ่งที่เราถามหา” เป้เล่า

Ragazze แบรนด์เครื่องหนังที่เจ้าของวาดรูปไม่เป็น ไม่มีนโยบายลดราคา แต่ขายดีมาก
Ragazze แบรนด์เครื่องหนังที่เจ้าของวาดรูปไม่เป็น ไม่มีนโยบายลดราคา แต่ขายดีมาก

ขณะที่การทำงานส่วนของหน้าร้าน ผู้จัดการสาขาของรากาเซ่จะได้รับการติวเข้มจากคุณเรียมตั้งแต่เริ่มทำงานใหม่ๆ เธอสอนทั้งเรื่องการทำงานและการใช้ชีวิต จนพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว นั่นทำให้พนักงานของรากาเซ่ดูแลร้านและแบรนด์ดีมาก พวกเขาต่างจัดการงานที่ร้านกันได้เองโดยคุณเรียมไม่ต้องเข้าไปกำกับ คุณเรียมบอกว่าเธอขอให้ทีมงานหน้าร้านคิดเสมอว่า พวกเขาคือเจ้าของร้าน หรือเป็นเจ้าของแบรนด์ที่กำลังดูแลลูกค้า ทำให้เขารู้สึกภูมิใจและเต็มใจทำอย่างไม่ลังเล

“เมื่อเราเชื่อ เราจะไม่เข้าไปจับผิดเขา” คุณเรียมเล่า เราพยักหน้าเห็นตามอย่างเข้าใจ

“ความเชื่ออยู่กับครอบครัวเราเยอะมาก ผู้ถือหุ้นทั้งหมดก็เชื่อในความคิดความกล้าของแม่มาก ถ้าเป็นวันนี้ บอร์ดคงถามแล้วถามอีก ธุรกิจก็ไม่เดินหน้าอย่างวันนี้ แต่ไม่เลย ฉันจะทำ ช่างฝีมือคู่ใจก็เชื่อเขามากๆ เชื่อในความคิดวิสัยทัศน์ ทำออกมาให้ได้แล้วกัน จากนั้นเขาก็เชื่อใจลูกน้อง ลูกน้องก็เชื่อเขา เป็นวงจรความเชื่อมั่นจริงๆ” ปิ๊กเสริม

ทำสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน

เมื่อจับดินสอร่างแบบไม่ได้ คุณเรียมมีวิธีออกแบบเครื่องหนังของเธออย่างไรจึงโดนใจลูกค้าอย่างมาก เธอสื่อสารและมีวิธีการทดลองหาแบบที่ดีอย่างไร เราสงสัย

“เป็นพรสวรรค์ของแม่เลย ถ้ามีกระเป๋าต้นแบบหนึ่งใบ แม่จะสามารถสร้างสรรค์ออกมาเป็นกระเป๋าแบบใหม่ๆ ได้ถึงห้าแบบไม่ซ้ำกันเลย” ปิ๊กยกมือขอตอบแทนคุณเรียมที่ยิ้มเขินอยู่

Ragazze แบรนด์เครื่องหนังที่เจ้าของวาดรูปไม่เป็น ไม่มีนโยบายลดราคา แต่ขายดีมาก

“เขาท้าทายตัวเองด้วยการทำให้เป็นกระเป๋าได้ด้วย หรือเป็นรองเท้าได้ด้วย สิ่งที่แตกต่างจากปัจจุบันคือนักออกแบบกับช่างฝีมือที่ทำงานร่วมกัน ไม่ได้เชื่อในกันและกันเท่าคนรุ่นก่อน ต่างฝ่ายต่างมีคำถามเต็มไปหมด ใช้ได้หรอ ถือได้หรอ โอกาสจะเกิดของใหม่จึงยากมาก ขณะที่คนรุ่นแม่ร่วมหัวจมท้ายกันไปด้วยกัน” เป้เสริม

“มีครั้งหนึ่งเราไปเห็นหนังฟอกฟาดที่อิตาลี ได้แต่คิดว่าถ้าเอามาทำกระเป๋าเราต้องดีมากแน่ๆ แต่ไม่รู้วิธีการ จึงซื้อตัวอย่างมาศึกษาและด้วยความพยายามของช่าง เขาเห็นแล้วเข้าใจเลย ตอนนั้นไม่มีใครรู้จักสิ่งนี้นะ โรงฟอกหนังก็ยังไม่มีแผร่หลายแบบวันนี้ เราก็ลองเอาหนังไปทำรองเท้า แล้วต่อยอดเป็นกระเป๋าและสินค้าอื่นๆ กว่าจะได้แต่ละชิ้นออกมาใช้กีวี่ขัดทีละคู่ จำได้ดีว่าเห็นแล้วรู้เลยว่าใช่ งานของเราคือบอกทีมช่างซึ่งทุกคนยินดีทำด้วยใจ” คุณเรียมเล่าเหตุการณ์ตอนค้นพบหนังฟอกฟาด เป็นจุดเริ่มต้นให้รากาเซ่ทำแบรนด์เครื่องหนังผู้ชายชื่อ Ragazze Uomo เป็นแบรนด์ไทยแบรนด์แรกที่ทำสินค้าสำหรับผู้ชายโดยเฉพาะ 

Ragazze แบรนด์เครื่องหนังที่เจ้าของวาดรูปไม่เป็น ไม่มีนโยบายลดราคา แต่ขายดีมาก

แม่ไม่ได้ขายกระเป๋าและรองเท้า แม่กำลังขายความเชื่อมั่น

“ตอนเด็กๆ เราเคยได้ยินคนพูดถึงของในร้านแม่ว่าแพง ราคารองเท้าร้านอื่นคู่ละไม่ถึงร้อยบาท ขณะที่ร้านของแม่ขายคู่ละสามร้อยถึงสี่ร้อยบาท แต่ภาพที่เราเห็นคือ พี่ๆ พนักงานในร้านรับรองลูกค้า เอาของใส่ถุงตลอดเวลา ยุคหนึ่งมีพนักงานในร้านเป็นสิบคน พนักงานหนึ่งคน ต่อลูกค้าที่เข้ามาหนึ่งคน และยังขยายไปอีก สิบสาขาในเวลาไม่กี่เดือน” เป้เล่าความทรงจำที่มีต่อร้านของคุณแม่ ซึ่งเขาค้นพบหลังจากการรับช่วงต่อ ว่าสิ่งนี้คือแบรนดิ้งของร้าน 

คุณเรียมไม่ได้ขายกระเป๋าและรองเท้า ลูกค้าไม่ได้จ่ายเงินเพื่อซื้อรองเท้าหรือกระเป๋า พวกเขาจ่ายเงินซื้อความเชื่อมั่น ว่าถ้าเขาจะใช้เงินที่หามาได้ด้วยความเหนื่อยยากเพื่อแลกกับสิ่งใดมา สิ่งนั้นจะต้องทำให้เขารู้สึกดีขึ้น หรือมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เช่น ความรู้สึกใส่รองเท้าแล้วมั่นใจว่ามีบุคลิกที่ดีขึ้น

ในสายตาของลูกชายทั้งสองที่มองธุรกิจเป็นลูกรักของแม่ พวกเขาทั้งแปลกใจและมหัศจรรย์ใจกับหลายสิ่งที่แม่ทำ 

ปิ๊ก-ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ เป้-ธีรเมศร์ เลิศเศวตพงศ์ Viera by Ragazze และ Ragazze 1984

หนึ่ง ยุคที่รายได้ต่อเดือนเฉลี่ยของหนุ่มสาวชนชั้นกลางอยู่ที่ 1,000 บาท สินค้าของรากาเซ่มีราคาเฉลี่ย 300 บาท แต่ก็ยังขายดีมาก แฟนพันธุ์แท้จะรู้ว่ารากาเซ่เป็นแบรนด์ที่ไม่จัดโปรโมชันลดราคาใดๆ เพราะเป็นห่วงความรู้สึกลูกค้าที่ซื้อของไปแล้ว แต่ก็มีบ้างนานๆ ครั้งที่จัดงานลดราคา และก็ทำให้คนมายืนรอเข้าแถวซื้อจนห้างร้านแตกทุกที

สอง รากาเซ่มีบริการเปลี่ยนและซ่อมตลอดชีพมาตั้งแต่เริ่มต้นทำร้าน หรือเมื่อ 30 ปีก่อน ก่อนมาตรฐานการรับคืนสินค้าของแบรนด์ต่างๆ ในโลกจะเกิดขึ้น 

“เราใช้คำว่าจะซ่อมให้ตลอดชีวิตกระเป๋า ลูกค้าเขาก็ประทับใจ ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรเราทำให้ได้ เพราะเราคุยกับช่างเอง โดยไม่จุกจิกค่าซ่อม ยกเว้นว่าเป็นส่วนที่ผิดพลาดที่เกิดจากลูกค้า เคยมีลูกค้านำกระเป๋าของสามีมาให้ทำใหม่อีกใบที่เหมือนกันมาก เพราะใบต้นแบบเขารักมากลูบทุกวัน เราดีใจมากไม่รู้จะพูดอย่างไร ลึกๆ แล้วมันภูมิใจบอกไม่ถูก ที่เขานำกระเป๋าสามสิบปีใบนั้นมาให้ซ่อมให้” คุณเรียมเล่า

ปิ๊ก-ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ เป้-ธีรเมศร์ เลิศเศวตพงศ์ Viera by Ragazze และ Ragazze 1984

สาม รากาเซ่เป็นแบรนด์ที่ลงทุนกับการออกแบบมากๆ แต่ละปีจะส่งทีมออกแบบเดินทางไปดูแฟชั่นที่ญี่ปุ่น อเมริกา อิตาลี หากคิดถึงความคุ้มทุนสำหรับการออกแบบรองเท้าคู่ละ 300 กว่าบาทแล้ว วิธีนี้ไม่คุ้มทุนเสียเลย แต่ได้ใจลูกค้ามาก

และสี่ ขณะที่ร้านค้าอื่นให้ค่าจ้างพนักงานขาย 800 บาท คุณเรียมประกาศว่าเธอยินดีจ่าย 1,000 บาท เพียงเพราะอยากได้พนักงานบุคลิกดีและมีใจพร้อมให้บริการ 

จุดเปลี่ยนของละติจูดที่อเมริกาและลองติจูดเมื่อกลับมา

ปิ๊กบอกว่าเขาเรียนหนังสือไม่เก่ง แต่พอได้เข้ามาสู่โลกการตลาดในชั้นเรียนมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เขากลับค้นพบสิ่งที่ชอบและถนัด โดยระหว่างฝึกงานที่บริษัทเซ็นทรัล เขาได้รับมอบหมายให้ฝึกงานในกองบรรณาธิการนิตยสาร Central Premiere ในส่วนซูเปอร์มาร์เก็ต โดย 2 สัปดาห์แรกให้เป็นพนักงานทำหน้าที่หยิบของใส่ถุงอยู่ตรงแคชเชียร์ จากนั้นย้ายไปหน้าที่รับของที่มาส่งหลังบ้าน

“ตอนแรกก็ไม่รู้หรอก แต่พอยืนอยู่ตรงนั้นสองวันแล้วรู้เลยว่าเขาให้มาดูอะไร ของที่ถูกใส่ถุงคือของที่ขายได้ ทำให้เห็นว่าของแบบไหนขายดี ขายไม่ดี เห็นว่าหน้าตาและบุคลิกคนซื้อของนั้นๆ เป็นแบบไหน ขณะที่ส่วนรับส่งของหลังบ้านทำให้เห็นว่าของแบบไหนจัดส่งมาเป็นคันรถ และของแบบไหนมาทีละกล่อง เรารู้ตัวเลยว่า ที่ผ่านมาคุ้นเคยกับสายงานการตลาดมาตลอด จึงไม่ลังเลเลยเมื่อต้องเลือกเรียนต่อ” ปิ๊กเล่า

ปิ๊ก-ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ เป้-ธีรเมศร์ เลิศเศวตพงศ์ Viera by Ragazze และ Ragazze 1984

ขณะที่เป้ เลือกเรียนวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ได้รับข้อเสนอให้ทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ในบริษัท Control Data ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ แต่เป็นดาวรุ่งในวงการได้ไม่นาน ครอบครัวก็ปรารถนาให้เขาไปเรียนต่อด้านการเงินที่อเมริกาพร้อมน้องชาย

หลังเรียนจบกลับมา ปิ๊กเริ่มต้นทำงานที่บริษัท Nestle ในโปรแกรม Management Trainee ทำงานส่วนการขายอยู่ต่างจังหวัด 2 ปี ก่อนเรียนรู้งานในส่วนอื่นๆ อีก 6 ตำแหน่งในเวลา 5 ปี

จนเมื่อถึงวันหนึ่งที่พ่อป่วยหนัก ปิ๊กถูกเรียกตัวกลับมาให้ช่วยงานที่บ้าน ช่วงปี 2000 ซึ่งเป็นปีที่เศรษฐกิจของประเทศเพิ่งผ่านวิกฤติต้มยำกุ้ง ปีที่ห้างสรรพสินค้าเจ้าดังย่านสุขุมวิทเพิ่งเปิด ทำให้มีแบรนด์ต่างประเทศเข้ามามากมาย เป็นปีที่คนไทยรู้จัก Spring, Summer, Winter, Fall ครั้งแรก รู้จักการแต่งตัวเป็นคอลเลกชัน แบรนด์มีแคตตาล็อก ไปจนถึงการเข้ามาของอินเทอร์เน็ต

ปิ๊ก-ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ เป้-ธีรเมศร์ เลิศเศวตพงศ์ Viera by Ragazze และ Ragazze 1984

“เป็นปีที่เป็นจุดเปลี่ยน คนไม่ได้ไปห้างสรรพสินค้าเพื่อซื้อของ แต่ไปเพื่อซื้อไลฟ์สไตล์ แบรนด์ต่างประเทศเข้ามาเพื่อเล่าเรื่องนี้โดยเฉพาะ รวมถึงการเข้ามาของ fast fashion การผลิตจำนวนมากๆ พิถีพิถันกันน้อยลง ตัวเลือกมากขึ้น ไม่ใช่แค่รองเท้าใส่สบายอีกต่อไป แต่มีของตกแต่งเต็มไปหมด หุ้นส่วนบริษัทเริ่มตั้งคำถามกับงานออกแบบ” อดีตนักเรียนการตลาดบอกเรา

ขณะที่เป้ ผู้เป็นพี่ชาย หลังเรียนจบก็กลับมาเริ่มงานสายการเงิน เป็นโบรกเกอร์ในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน เป็นตัวแทนคู่ค้าคนสำคัญให้กับธนาคารระหว่างประเทศ ซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทกับสกุลเงินต่างประเทศ

เมื่อแพทย์แผนการตลาดวินิจฉัยว่า ให้ผ่าตัดสินค้าคงเหลือในคลังครั้งใหญ่ก่อนเพื่อรักษาแบรนด์

โจทย์แรกๆ ที่ปิ๊กได้รับมอบหมายเมื่อเข้ามารับช่วงต่อ ได้แก่ หนึ่ง วางระบบหลังบ้านทั้งหมด ปรับระบบบันทึกและตรวจสอบสินค้า ย้ายจากการบันทึกลงกระดาษมาสู่คอมพิวเตอร์ เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการบริหารและจัดการ ปรับระบบบัญชีและสรรพากร

และสอง สร้างทีมออกแบบเพื่อตอบรับเทรนด์และความต้องการของตลาด แต่ปัญหาคือ นักออกแบบส่วนใหญ่ทำหน้าที่คิดแบบที่เขาคิดว่าสวยที่สุดโดยไม่ได้คิดว่าสิ่งนี้ต้องขายได้ ทั้งยังใช้เวลาปรับจูนสไตล์ให้เข้ากับแก่นของแบรนด์

“สิ่งที่ยากที่สุดตอนนั้นคือ เราไม่มีเงินแต่มีสินค้าในสต็อกเยอะมากๆ เพราะแม่ไม่ยอมให้จัดโปรแกรมลดราคาใดๆ แต่เราจำเป็นต้องใช้เงิน เพื่อมารีแบรนด์ปรับภาพลักษณ์เรียกความเชื่อมั่นกันใหม่ เป็นงานที่ยากมาก เราบอกให้พนักงานเอาของอย่างละชิ้นมากองรวมกัน พบว่ามีไม่กี่แบบเอง ธุรกิจเราสิบหกปี มีสต็อกเหลือให้เซลไม่ถึงร้อยแบบ ขณะที่บางแบรนด์ต้องมีเป็นพันน่ะ แปลว่าที่ผ่านมาแม่พลาดเรื่อง styling น้อยมาก ขณะที่เราเป็นคนที่แค่ให้นั่งเลือกสีกระเป๋าก็จะตายแล้ว เรารู้ตัวว่าเลือกของไม่เก่ง เราไม่มีสัญชาตญาณในสินค้าสายแฟชั่นเหมือนแม่และพี่ชายเลย โชคดีที่เราได้บอย (วรรณศิริ คงมั่น) มาร่วมทีม” ปิ๊กเล่าสิ่งที่เขาทำตลอด 5 ปีในเวลา 5 นาที ก่อนจะส่งไม้ผลัดให้พี่ชายวิ่งต่อ เพื่อพารากาเซ่มาถึงวันนี้

Ragazze แบรนด์เครื่องหนังที่เจ้าของวาดรูปไม่เป็น ไม่มีนโยบายลดราคา แต่ขายดีมาก

ภาค Viera by Ragazze

เรียกศรัทธาในแบรนด์กลับมา

“เพราะหัวใจหลักของแบรนด์นี้คืองานออกแบบ ซึ่งผมยอมรับกับตัวเองตั้งแต่แรกว่าไม่ถนัดเรื่องนี้ แต่เมื่อได้เจอทีมซึ่งตอนนั้นเรามีคุณบอย ผู้เป็น trend setter มองอะไรล้ำกว่าคนทั่วไปเสมอ และคุณพลอย (แสงแข เหมกมลเศรษฐ์) เป็นเจ้าแม่แห่งแม่สี มาร่วมงานแล้ว ผมก็มั่นใจ ก่อนหน้านี้เป็นยุคที่คนไม่รู้ว่าจะแต่งตัวดีๆ ยังไง เพราะไม่มีอะไรให้เลือกใส่มากนัก ตรงข้ามกับยุคนี้ที่มีอะไรให้เลือกใส่เต็มไปหมด คนไม่รู้ว่าจะแต่งตัวอย่างไรให้เป็นตัวเอง สิ่งที่รากาเซ่เชื่อมาตลอด คือการรักษาการเป็นตัวของตัวเอง” เป้เล่า ต่อมาวันหนึ่งเขาบังเอิญได้ยินบทสนทนาของลูกค้า ว่ารากาเซ่เป็นแบรนด์ของคนรุ่นแม่ นั่นทำให้เป้ตัดสินใจลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง

งานหลักของเป้ในผลัดที่สาม คือ การนั่งคุยกับทุกคนในบริษัทเพื่อแก้ปัญหาที่ทุกคนกำลังกลัว

ปิ๊ก-ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ เป้-ธีรเมศร์ เลิศเศวตพงศ์ Viera by Ragazze และ Ragazze 1984
Viera by Ragazze

เมื่อเห็นยอดขายที่ตกลงอย่างมาก ฝ่ายหน้าร้านก็สูญเสียความเชื่อมั่นในนักออกแบบ ขณะที่นักออกแบบก็ไม่เข้าใจวิธีการขายแบบเดิมๆ ของหน้าร้าน เสียความเชื่อมั่นในโรงงานที่คิดว่าเขาไม่ยอมเปลี่ยน ช่างผู้ผลิตก็เสียความเชื่อมั่นในแบบ ไม่มั่นใจในสไตล์ ทั้งยังสงสัยว่าใครจะถือกระเป๋าทรงแบบนี้ ใครจะไปซื้อกระเป๋าแบบที่ไม่มีซิปกัน และสำคัญคือลูกค้า ผู้สูญเสียความเชื่อมั่นในแบรนด์จนไม่อาจเลือกซื้อสินค้าของแบรนด์อีกต่อไป

“ทุกคนมีคำถามเต็มไปหมด เรียกว่าเป็นยุคที่เราต่างสูญเสียความเชื่อมั่นระหว่างกันไปหมดเลย” เป้เล่าเหตุและผลของการปรับแบรนด์ครั้งใหญ่

กฎของแรงดึงดูด

Viera อ่านว่า เวียร่า เป็นภาษาสโลวาเกีย แปลว่า ศรัทธา

“ถ้าคุณไม่เข้าใจและเชื่อในสิ่งที่ตัวเองทำ ไปจนถึงไม่เห็นในคุณค่าของคนอื่นที่อยู่ในแผนกอื่นๆ แล้วยอมบ้าง ยอมทำเรื่องเหนื่อยบ้าง ดีไซเนอร์เองก็ต้องปรับ ต้องยอมรับว่ากระเป๋าบางแบบก็ต้องถูกท้าทาย ด้วยแรงดึงดูดนะ จะทำงานโดยไม่สนใจกฎแรงดึงดูดเลยนั้นเป็นไปไม่ได้” เมื่อปรับความเข้าใจและวิธีการทำงานร่วมกันแล้ว Ragazze จึงกลับมาอีกครั้งในชื่อ Viera by Ragazze เพราะเป้เชื่อลึกๆ ว่ายังมีลูกค้าจำนวนมากเชื่อมั่นใจความเป็นรากาเซ่ ทั้งคุณภาพและสไตล์”

Viera by Ragazze
Viera by Ragazze

Viera by Ragazze ตั้งใจบอกลูกค้าว่าที่นี่คือแบรนด์และร้านที่พาคุณไปสู่สไตล์ที่ใช่ จึงให้ความสำคัญกับการสร้างบรรยากาศในร้านเป็นลำดับแรกๆ เพราะอยากให้ลูกค้าที่เข้าไปใช้เวลาให้นาน เพื่อสัมผัสได้ว่าสินค้าที่มีนั้นผ่านการเลือกสรรและออกแบบมาแล้วเพื่อเขา

“มีหลักการตลาดข้อหนึ่งบอกว่า ถ้าอยากให้ของในร้านดูแพง เราต้องทำร้านให้แพงกว่า” ปิ๊ก ซึ่งต่อมาผันตัวมาทำงานและเขียนหนังสือเรื่องการตลาดเต็มตัวเล่าเสริม

หลังเปิดตัว Viera by Ragazze ไม่นาน แบรนด์ก็เป็นที่จับตามองของสื่อแฟชั่นทั้งหลาย ทั้งเต็มไปด้วยสีสันและความสดใหม่ จากหนังสีเขียวในยุคเริ่มต้น เริ่มมีสีชมพู สีเมทาลิกในแบบทรงของคุณเรียม ต่อมาจึงชักชวนโอ่ง-กงพัฒน์ ศักดาพิทักษ์ ศิลปินป๊อปอาร์ตแห่งยุคมาช่วยจัดหน้าร้าน โดยมอบบรีฟสั้นๆ ว่า ‘จัดหน้าร้านให้เหมือนจัดบ้าน’

3 ปีต่อมา ความท้าทายบทใหม่ที่ Viera by Ragazze ต้องเจอ คือการมาของออนไลน์ที่ทำให้เกิดการลอกเลียนสไตล์กันง่ายขึ้น สิ่งที่เป้และเวียร่าทำคือการมอบดวงตาคู่ใหม่แก่ทีมออกแบบ สนับสนุนให้ทีมสร้างสรรค์งานแบบใหม่ๆ ออกมา ผ่านการออกเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์ที่ใหม่ๆ ขณะเดียวกันเป้ก็ลงมาดูแลการสื่อสารผ่านออนไลน์ด้วยตัวเอง

“งานของผมคือใช้ทุกบาททุกสตางค์ ทำให้สิ่งที่ทุกคนทำมาด้วยความยากลำบากไปปรากฏบนหน้าจอของลูกค้าที่ใช่ เพียงเพื่อเราจะได้มีโอกาสเชิญชวนเขามาที่หน้าร้าน ข้อมูลที่พบตอนนี้คือ คนซื้อของผ่านไลน์และโอนเงินเป็นหมื่นๆ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเรื่องนี้จะไม่อยู่ในความคิดของผมเลย สามปีก่อนเราเชื่อว่าคนต้องอยากมาสัมผัสหนังแท้ คนต้องมาลองกับตัวเองหรือพาแฟนมาช่วยเลือก แต่วันนี้มันไม่ใช่แล้ว” เป้เล่า

ทำร้าน Ragazze 1984 ในชุดที่ดูร่วมสมัย เพื่อนำความรู้สึกแรกกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

เพราะรับรู้ถึงคุณค่าที่คุณเรียมตั้งใจสร้างแบรนด์รากาเซ่ขึ้นมา เป้ในฐานะผู้ดูแลแบรนด์ตั้งใจทำงานสนับสนุนทุกคนในแบรนด์อย่างจริงจังไปพร้อมๆ กับการสร้างร้าน Ragazze 1984 ที่สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ โดยมอบให้คุณบอย ซึ่งเป็น Head of Designer Team ออกแบบร้านทุกตารางนิ้วอย่างอิสระ เหมือนที่เคยกระทำความสดใหม่กับแบรนด์เมื่อ 10 ปีก่อน

“Ragazze 1984 มีความเป็นรากาเซ่เหมือนสมัยที่คุณเรียมทำเพียงแต่ดูทันสมัยกว่า สินค้าทุกแบบภายใต้แบรนด์ร้านใหม่นี้ไม่ได้ให้คุณค่าเชิงมูลค่าว่าเป็นกระเป๋าหรูราคาแพง แต่ให้คุณค่าในเชิงสไตล์ บ่งบอกว่ามีกระเป๋านี้ใบเดียวแล้วจบ” ปิ๊ก ทายาทรุ่นสองไม้ผลัดแรกเล่าในมุมคนทำแบรนด์ แม้จะวางมือจากธุรกิจครอบครัวแล้วเขาก็ยังคงไปสังเกตการณ์ที่ร้านทุกครั้งเมื่อมีโอกาส

Viera by Ragazze

ปิ๊กเล่าความท้าทายที่มากกว่าการนำเสนอสไตล์ที่ดีให้ลูกค้าว่า โจทย์สำคัญของการแข่งขันในโลกธุรกิจวันนี้ คือการเข้าถึงผู้ซื้อ 

วันนี้ธุรกิจไม่ได้แข่งกันว่าลูกค้าจะไปถึงร้านใครก่อน แต่แข่งกันว่าร้านค้าไหนจะเข้าถึงบ้านของลูกค้าได้ก่อน ซึ่งคำว่าบ้านในที่นี้หมายถึงโทรศัพท์

“เรามีความเชื่อในการทำธุรกิจที่แข็งแรงมากตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาว่า ลูกค้าเลือกมาร้านที่มีบริการที่ดี มีคำแนะนำเรื่องสไตล์ ในร้านที่ถูกออกแบบตกแต่งมาอย่างดี ของภายในร้านก็ผ่านการคิดและทำมาอย่างดีทำให้ลูกค้ารู้สึกภูมิใจ แม้จะต้องจ่ายในราคาที่สูงกว่า แต่คุณค่าที่ได้รับนั้นมีมากกว่า แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว คนไม่ได้เดินเข้าห้างร้าน และของที่ทำไม่ใช่ของไม่ดี เพียงแต่เราทำลังขายไม่ถูกที่ ทำให้เราเข้าไม่ถึงพวกเขา”

ปิ๊กเล่าก่อนทิ้งท้ายว่า ในอนาคตแม้ร้านสาขาจะน้อยลง แต่พวกเขายินดีปรับโฉมร้านใหม่เพื่อนำแก่นความเชื่อของแบรนด์ที่เคยงดงามในอดีตกลับมาให้คนไทยผู้รักการแต่งตัวสัมผัสอีกครั้ง ต่อให้จะต้องลงทุนมหาศาล พวกเขาก็ตัดสินใจว่าจะทำให้ Ragazze 1984 และ Viera by Ragazze ที่เหลืออยู่เป็นร้านสาขาที่คราฟต์และตั้งใจทำมากที่สุด

คุณเรียม-อภิณห์พร เลิศเศวตพงศ์ ปิ๊ก-ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ เป้-ธีรเมศร์ เลิศเศวตพงศ์ Viera by Ragazze และ Ragazze 1984

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographers

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์

ประเภทธุรกิจ :  ธุรกิจอุปกรณ์ทางการแพทย์ครบวงจร

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2514

อายุ : 51 ปี

ผู้ก่อตั้ง : คุณอารินทร์ อัจฉริยสุชา

ทายาทรุ่นสอง : คุณสุชานันท์ อัจฉริยสุชา

โครม! เสียงดังกระหน่ำจากการเขวี้ยงเครื่องกรอฟันดังขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว…

“ออกไปเลย! อย่ากลับมาเหยียบที่นี่อีก!” ลูกค้ารายหนึ่งกล่าวอย่างเกรี้ยวกราด หลังจากที่ทายาทรุ่นสองของกลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ ผู้ปลอมตัวไปเป็นเซลล์แค่แนะนำตัวอย่างสุภาพว่า เป็นเซลล์คนใหม่ที่จะมาดูแล หลังเริ่มเข้ามาช่วยธุรกิจที่บ้านได้เพียงไม่กี่เดือน

ฟังดูแล้ว บริษัทแห่งนี้คงอยู่ในวิกฤตครั้งใหญ่ไม่ผิดแน่ ทว่าในวันนี้กลับเติบโตเป็นธุรกิจจัดจำหน่ายเครื่องมือทางการแพทย์ที่ได้รับความไว้วางใจและการยอมรับอย่างกว้างขวาง จากโรงพยาบาล ร้านค้า ไปจนถึงผู้บริโภคปลายน้ำ อีกทั้งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการนำเข้าและจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียวของแบรนด์ดัง อย่างเครื่องวัดความดัน Citizen ด้ามกรอฟันที่ทันตแพทย์แทบทุกคนต้องรู้จัก อย่าง NSK-Nakanishi แปรงสีฟันจากญี่ปุ่นแบรนด์ Dentalpro หรือแม้กระทั่งการสร้างแบรนด์ของตัวเอง อย่าง Furano เครื่องล้างและเม็ดฟู่แช่รีเทนเนอร์

โบว์-สุชานันท์ อัจฉริยสุชา กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ คือทายาทรุ่นสองผู้เข้ามาสานต่อธุรกิจแห่งนี้จนได้รับรางวัลมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรางวัล SME ดีเด่นและสุดยอด SME แห่งชาติจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) หรือรางวัลบุคคลตัวอย่างในภาคธุรกิจการแพทย์แห่งปี 2020 จากมูลนิธิสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (มสวท.)

ทายาทธุรกิจอุปกรณ์การแพทย์ Eminence กับวิธีกอบกู้ความเชื่อมั่นด้วยการรื้อระบบบริหาร

เราตกใจไม่น้อยตอนที่ได้ยินเรื่องราวของโบว์ว่าถูกลูกค้าปาของใส่และไล่ แต่เป็นที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าว่า ทายาทคนนี้ทำอย่างไร ถึงกอบกู้ความเชื่อมั่นจากคู่ค้าและทำให้เติบโตถึงปัจจุบันได้ภายในระยะเวลาเพียง 9 ปี แถมยังเปิด House Brand ที่กลายมาเป็นที่นิยมในตลาดอย่างรวดเร็ว

ขอเชิญทุกท่านมาล้อมวงฟังเรื่องราวการสานต่อธุรกิจของครอบครัวนี้กันเลย

จุดเริ่มต้นแห่งคำสัญญา

กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ เริ่มต้นจาก คุณพ่ออารินทร์ อัจฉริยสุชา ในสมัยนั้น ตระกูลของคุณพ่อประกอบธุรกิจร้านขายยาเล็ก ๆ ตามประสาคนไทยเชื้อสายจีน ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย แต่ด้วยความตั้งใจจริง ทำให้คุณพ่อได้เป็น 1 ใน 5 คนจากหลายร้อย ผู้สามารถสอบชิงทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ได้ไปเรียนต่อด้านบริหารธุรกิจทั้งปริญญาตรีและปริญญาโทที่มหาวิทยาลัย Hitotsubashi

ในระยะเวลากว่า 8 ปีที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณพ่อได้เห็นและซึมซับมาคือ ‘คุณภาพ’

ด้วยจุดเด่นที่พูดได้ถึง 5 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ จีนแมนดาริน จีนแต้จิ๋ว และญี่ปุ่น ประกอบกับได้เห็นความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและคุณภาพของผลิตภัณฑ์สัญชาติญี่ปุ่นในยุคนั้น เขาจึงเกิดความตั้งใจว่าอยากให้คนไทยได้ใช้สินค้าดี ๆ แบบนั้นบ้าง และเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจตัวกลางทางการค้าระหว่างบริษัทญี่ปุ่นและบริษัทไทย

“คุณพ่อพูดกรอกหูเราเสมอว่า โบว์ รู้ไหม เวลาทำธุรกิจ มันไม่ใช่แค่ธุรกิจนะ การที่เรานำของที่มีคุณภาพมาให้เขาใช้ ทำให้สุขภาพเขาดีขึ้น คือการสร้างบุญสร้างกุศล” 

และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของคำมั่นสัญญาที่จะส่งมอบสุขภาพที่ดีให้กับผู้บริโภคและสังคมไทย เป็นปรัชญาที่กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ ยึดถือมาตลอด 51 ปีที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบัน

ทายาทธุรกิจอุปกรณ์การแพทย์ Eminence กับวิธีกอบกู้ความเชื่อมั่นด้วยการรื้อระบบบริหาร

สัญญาที่ต้องสานต่อ

ณ ตอนนั้น บริษัทเริ่มต้นจากห้องพักของคุณอารินทร์ มีสินค้าตัวแรกคือ จุกยางปิดขวดยาฉีดสำหรับโรงงานน้ำเกลือ และค่อย ๆ ขยายประเภทสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพมาเรื่อย ๆ

จากธุรกิจเล็กๆ เอ็มมีเน้นซ์ค่อย ๆ เติบโตขึ้นพร้อม ๆ กับลูกสาวคนโตของคุณอารินทร์ โบว์ในวัยเด็กมีสำนักงานแห่งนี้เป็นที่วิ่งเล่น บางวันก็ได้ช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ จนกลายเป็นความผูกพัน

เธอตัดสินใจเรียนต่อสาขาการตลาด ส่วนหนึ่งเพราะมองว่าเป็นสาขาที่ตรงกับตัวเองมากที่สุด อีกส่วนเป็นเพราะความผูกพันที่ทำให้เธอตั้งเป้าหมายว่า สักวันหนึ่ง อยากจะกลับมาสานต่อธุรกิจของที่บ้าน 

ทายาทธุรกิจอุปกรณ์การแพทย์ Eminence กับวิธีกอบกู้ความเชื่อมั่นด้วยการรื้อระบบบริหาร
ทายาทธุรกิจอุปกรณ์การแพทย์ Eminence กับวิธีกอบกู้ความเชื่อมั่นด้วยการรื้อระบบบริหาร

แม้ว่านั่นจะเป็นหนึ่งในเป้าหมายของเธอ สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้นก็ไม่ได้ตรงกับแผนที่วางไว้สักทีเดียว

“ความฝันตอนที่ยังเป็นนิสิต คืออยากทำงานกับบริษัทระดับโลกอย่าง Disney หรือ Coca-Cola เรื่องเงินเป็นเรื่องรอง เราต้องการเรียนรู้ว่าองค์กรแบบนี้ เขาทำงานกันยังไง มีอะไรที่เป็นความลับซ่อนอยู่ ถ้าเราเข้าใจตรงนั้น ถึงเวลาค่อยมาทำเงินก็ไม่สาย

“เรากลับมาช่วยธุรกิจที่บ้านตอนอายุ 25 ตอนนั้นคุณพ่ออายุ 73 ปี คุณแม่ 61 ปี และด้วยความที่เราเป็นลูกคนโต คุณพ่อคุณแม่จะพูดเสมอว่า อยากให้รีบกลับมาช่วยที่บ้านให้เร็วที่สุด เพราะนับวันเขาก็อายุมากขึ้น วิธีการทำธุรกิจในอดีต บางครั้งอาจทำให้เกิดรอยรั่ว ดูแลระบบได้ไม่ทั่วถึง เลยเหมือนเป็นไฟลต์บังคับ ที่ต้องมาช่วยงานทันที”

ทำไมไม่จ้างมืออาชีพมาบริหารแทนแล้วถือหุ้นอย่างเดียว – เราถามด้วยความสงสัย ว่าอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้เธอต้องละทิ้งความฝันที่จะทำงานในบริษัทอื่นอย่างเร่งด่วน และคำตอบก็คือ ‘คำมั่นสัญญาแห่งสุขภาพ’

“ธุรกิจนี้คือสิ่งที่ทำให้เรามีทุกวันนี้ ธุรกิจนี้เป็นเสมือนลูกคนหนึ่งของคุณพ่อคุณแม่ เขาหวงแหน มันมีคุณค่ามาก ๆ ที่เราต้องมาทำเอง ทำไมเราถึงไม่จ้างมืออาชีพเข้ามาบริหารแทน เพราะเชื่อว่าถ้ายังไม่เข้าใจบริบทของธุรกิจ แล้วเราจะจ้างมืออาชีพที่ตอบโจทย์ได้อย่างไร”

เธอตัดสินใจกลับมาทำงานที่บ้าน เพราะรู้ว่าตัวเองโชคดีที่มีธุรกิจครอบครัวให้สานต่อ ซึ่งเป็นทางลัดให้เธอเรียนรู้ทุกอย่างในเวลาอันสั้น ได้ลองทำทุกหน้าที่ ได้ทำงานกับทุกคน และเรียนรู้จากประสบการณ์เหล่านั้นได้อย่างรวดเร็ว จนในวันนี้เอ็มมีเน้นซ์กลายเป็นบริษัทที่เน้นผลิตภัณฑ์เครื่องมือทางการแพทย์และสุขภาพอย่างเต็มตัว มีพนักงานกว่า 130 คน

ทายาทธุรกิจอุปกรณ์การแพทย์ Eminence กับวิธีกอบกู้ความเชื่อมั่นด้วยการรื้อระบบบริหาร

ตรวจสอบสัญญา

เมื่อต้องเรียนรู้ขั้นตอนต่าง ๆ ในบริษัทด้วยตัวเอง ทำให้โบว์ค้นพบปัญหาที่ถูกซ่อนเอาไว้

“ช่วงแรกที่เข้ามาช่วย ไม่ได้คิดว่าจะหนักหน่วงขนาดนี้ พบปัญหาการทุจริต ความไม่โปร่งใสในหลายจุด ผู้จัดการที่คุมการขายหลักเกือบทั้งหมดในบริษัท มีการเอื้อประโยชน์กับลูกน้องบางกลุ่มเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ใครที่ไม่ใช่พวกก็จะบีบออก”

เธอจึงตัดสินใจเริ่มต้นเส้นทางสืบทอดกิจการนี้ด้วยตำแหน่งเซลล์ เพราะเชื่อว่าตำแหน่งนี้จะทำให้ใกล้ชิดลูกค้ามากที่สุด ได้ลงพื้นที่ไปพบลูกค้าด้วยตัวเอง จะได้ทราบถึงปัญหาที่แท้จริง และพบว่าแท้จริงแล้วชื่อเสียงของบริษัทในตลาดกลับไม่ดีเอาเสียเลย 

“พนักงานไม่รักษาคำพูดที่ให้กับลูกค้า ทิ้งงาน จนลูกค้าขาดความเชื่อมั่น หยุดการสั่งซื้อ” และโกรธบริษัทมากจนถึงขั้นปาของใส่อย่างที่เล่าไปตอนต้น

แต่โบว์ไม่ยอมแพ้ แม้ว่าจะโดนไล่ไม่ให้กลับมาเหยียบที่นั่นอีก วันถัดมาโบว์ยังกลับไปหาลูกค้าคนเดิมเพราะต้องทำให้เขาเห็นว่า บริษัทตั้งใจอยากดูแลเขาจริง ๆ

“สุดท้ายเขาก็ยอมคุยด้วยและระบายปัญหาที่เกิดขึ้นให้ฟัง ปัญหาทั้งหมดเกิดจาก 2 เรื่องหลัก ๆ คือระบบและคน 

“เราไม่มีระบบการทำงานที่ดีพอ เน้นใช้หลักแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน ไม่มีการตรวจสอบที่รัดกุม ไม่มีคนที่เป็นหลักและไว้วางใจได้ การทำงานยังเป็นรูปแบบบริหารแบบเถ้าแก่เป็นศูนย์รวม (Centralized) ไม่ใช่การทำงานแบบทีม เป็นการพึ่งพิงกับตัวบุคคลเพียงไม่กี่คน ดังนั้น ภารกิจนี้จึงไม่ใช่การเริ่มต้นจากศูนย์ แต่เริ่มจากติดลบเลยก็ว่าได้ เพราะต้องกอบกู้ความเชื่อมั่นของลูกค้ากลับมาด้วย”

โบว์จึงเริ่มต้นด้วยการยกเครื่องกระบวนการทำงานของบริษัทใหม่เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการตัดเนื้อร้ายที่ทุจริตออกไป ปรับโฟกัสผลิตภัณฑ์โดยตัดสินค้าที่ไม่ใช่จุดแข็งและฉีกจากทิศทางของบริษัทออกไป จนกระทั่งปรับเปลี่ยนการทำงานให้เกิดการกระจายอำนาจ (Decentralized) มากขึ้น เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตต่อไปได้

ทายาทธุรกิจอุปกรณ์การแพทย์ Eminence กับวิธีกอบกู้ความเชื่อมั่นด้วยการรื้อระบบบริหาร
ทายาทธุรกิจอุปกรณ์การแพทย์ Eminence กับวิธีกอบกู้ความเชื่อมั่นด้วยการรื้อระบบบริหาร

เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน วิธีเปลี่ยน แต่สัญญาไม่เปลี่ยน

“หลังจากนั้น เราก็สร้างทีมใหม่ที่แข็งแกร่งขึ้นมา โดยคัดเลือกคนที่ไว้วางใจได้ และสรรหาคนที่ใช่ในตำแหน่งที่ใช่ เพราะธุรกิจต้องขยับขยาย ไม่มีทางที่เราจะมองได้รอบและทำงานได้ทันกับสถานการณ์ในยุคปัจจุบัน รวมถึงการทำงานลักษณะนี้ ไม่ได้เป็นการฝึกให้พนักงานกล้าคิดกล้าทำเลย เราจึงปรับรูปแบบการทำงานเป็นแบบ Decentralized ให้อำนาจการบริหารและตัดสินใจกับแต่ละหน่วยงาน โดยที่เราเป็นคนกำหนดทิศทาง”

ระบบที่โบว์สร้างขึ้นมาแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ส่วนแรกคือฝั่ง Front Line ประกอบไปด้วย 6 ทีม ได้แก่ ทีม Business Strategy, ทีม Business Development, ทีม Marketing, ทีม Sales, ทีม Product Specialist และทีม Service Engineer ทั้ง 6 ทีมนี้คอยเติมเต็มในส่วนที่บริษัทขาดในยุคก่อนหน้า เช่น การสรรหาคู่ค้าเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ครบวงจร การคิดกลยุทธ์ การหาโอกาสใหม่ ๆ ในตลาดเป็นต้น

อีกส่วนคือฝั่ง Back Office ผู้ช่วยสนับสนุนทีม Front Line ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำระบบและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) เข้ามาเพื่อจัดการข้อมูลให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น

ทีมต่าง ๆ เหล่านี้ผสมผสานไปด้วยพนักงานทั้งรุ่นเก่าที่มีประสบการณ์และรุ่นใหม่ที่มีไฟ ทำให้เกิดการเติมเต็มซึ่งกันและกัน

การปรับปรุงระบบเช่นนี้ทำให้ทุกทีมประสานงานและร่วมมือกันได้ดียิ่งขึ้น และมองเห็นเป้าหมายในการเติบโตไปพร้อม ๆ กัน จนเกิดการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ภายในบริษัท

ยกตัวอย่างเช่น ทีม Front Line ที่พยายามสรรหา Solution ใหม่ ๆ ให้กับผู้บริโภคอยู่เสมอ ก่อนพัฒนาเป็นนโยบายที่ทำให้กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ก้าวออกมาจากหลังม่าน เพื่อทำสินค้า House Brand ของตัวเอง อย่างการทำ Furano แบรนด์เครื่องล้างและเม็ดฟู่สำหรับแช่รีเทนเนอร์ ไปจนถึงการขยายช่องทางการขายให้ครอบคลุมทั้งในออฟไลน์และออนไลน์

พัฒนาคำมั่นสัญญา

เมื่อวิธีการทำงานภายในองค์กรเป็นระบบแล้ว โบว์ไม่หยุดอยู่แค่นั้น เธอเริ่มค่อย ๆ ขยายโมเดลธุรกิจเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับกลุ่มบริษัท ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย และพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

“หลังสร้าง House Brand ขั้นตอนต่อไปคือทำสัญญาความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อพัฒนาและผลิตนวัตกรรมทางการแพทย์ จากยุคคุณพ่อที่เราเป็นเพียงตัวกลาง ตอนนี้เรามี House Brand ของตัวเอง และขั้นตอนต่อไป เราจะมีนวัตกรรมของตัวเอง

“เรากำลังจะทำตึกใหม่ที่เป็น Experience Center เพราะมองว่าการที่ลูกค้าเลือกสินค้าจากแคตตาล็อก เขาไม่ได้ประสบการณ์ และเครื่องมือแพทย์ เช่น เครื่องช่วยหายใจมีมูลค่าสูง การจะตัดสินใจได้ต้องได้มาลองก่อนถึงจะมีความเชื่อมั่น 

“Experience Center จะเป็นพื้นที่ที่ลูกค้าได้มาลอง และมองออกเลยว่าผลิตภัณฑ์นี้จะเข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์ผู้คนได้อย่างไร”

ไม่เพียงเท่านี้ สินค้าที่ดีต้องมาพร้อมความรู้ที่เหมาะสม การทำ Knowledge Management ภายในองค์กร จึงเป็นเรื่องที่เธอให้ความสำคัญอีกเช่นกัน

“ปัจจุบัน เรามี Session ให้ได้แชร์กันในที่ประชุม มีเวทีมอบรางวัลด้านต่าง ๆ และการอบรมภายใน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนต่อยอดความรู้ และแปลงไปสู่ความรู้ที่จับต้องได้ โดยทุกคนที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงความรู้ เพื่อมาแลกเปลี่ยน แบ่งปัน และนำไปสู่การปฏิบัติ”

การนำเทคโนโลยีมาสร้างระบบบริหารจัดการองค์ความรู้และ Database จะทำให้บริษัทถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้ที่พนักงานคนหนึ่งสะสมมาไปยังพนักงานคนอื่นและบุคลากรรุ่นต่อ ๆ ไปได้

ดูแลสัญญา

เมื่อบริษัทมีระบบที่มั่นคงและพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้แล้ว การกลับมาดูแลพนักงาน ผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการรักษาสัญญาทั้งหมดนี้คือสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ เพราะหากบริษัทดูแลพนักงานไม่ดี การส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ไปสู่คู่ค้าและลูกค้าก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

“เราสร้างความสุขให้กับพนักงานผ่านบรรยากาศและสภาพแวดล้อมให้น่าทำงาน เราเป็นองค์กรด้านการแพทย์ที่มุ่งเน้นสุขภาพ จึงต้องเริ่มจากคนของตัวเองก่อน 

“เรามี Health Station ให้พนักงานจดบันทึกสุขภาพตัวเอง มีสมุดสุขภาพประจำตัวให้กับพนักงานแต่ละคนไว้เช็กค่าความดัน น้ำหนัก มีการเต้นออกกำลังกายสั้น ๆ ตอนบ่าย 3 โมง เพื่อแก้ Office Syndrome มีการจัด Sport Day เพื่อเสริมสร้างสุขภาพร่างกายทุกคนให้แข็งแรง เป็นต้น”

นอกจากดูแลพนักงานให้ดีแล้ว โบว์ยังเพิ่มผลประโยชน์อื่น ๆ ให้พนักงาน เช่น มอบรางวัลให้พนักงานที่มีผลงานดีหรืออยู่กับองค์กรมานาน ไปจนถึงการริเริ่มสิ่งที่เรียกว่า Quick Win Project และ CSR ซึ่งเปิดโอกาสและสนับสนุนให้พนักงานได้แสดงศักยภาพที่ตนเองมีอยู่ออกมาเพื่อพัฒนาองค์กร และเป็นกิจกรรมที่ผู้บริหารจะได้ฟังเสียงจากพนักงานอย่างตรงไปตรงมา

โปรเจกต์ที่ชนะเลิศในปีที่ผ่านมา คือโครงการของแผนกบัญชีการเงิน ชื่อว่า ‘ปลาทูโปรเจกต์’

“ตอนแรกเราก็งงว่าปลาทูโปรเจกต์คืออะไร ทำไมถึงตั้งชื่อแบบนี้ เขาบอกว่าทีมบัญชีการเงินได้รับฟีดแบ็กจากเพื่อนร่วมงานว่าเป็นปลาทู คือ หน้างอ คอหัก เขาเลยบอกว่าโปรเจกต์ Quick Win ของเขาก็คือการทำให้ทีมไม่เป็นปลาทู โดยเสริมสร้าง Service Mind ให้คนในทีม ทำวิดีโอว่าเวลามีคนมาติดต่อทีมของเขา เขาควรมีปฏิสัมพันธ์ยังไง ส่งยิ้มยังไง เป็นต้น”

ส่วนตัวอย่าง CSR ที่เกิดขึ้นจริงจากโครงการนี้ เช่น การบริจาคและสนับสนุนเครื่องมือทางการแพทย์ให้กับองค์กรต่าง ๆ อย่างบ้านพักคนชรา พร้อมบริการตรวจเช็กสุขภาพ และถ่ายทอดองค์ความรู้ในการดูแลสุขภาพให้พวกเขาเหล่านั้นด้วยเพื่อสร้างอิมแพคในระยะยาว

สัญญาที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

โบว์ยังเชื่อมั่นว่าการทำให้กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ มีโซลูชันครบวงจร และเป็น Top of Mind ของลูกค้าได้ คือการรักษาสัญญาที่จะส่งมอบสุขภาพที่ดีให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกันที่ทำให้เธอกอบกู้ชื่อเสียงของธุรกิจ และผลักดันให้เติบโตมาได้ในเวลาเพียง 9 ปี

สิ่งสำคัญที่สุดในการทำธุรกิจของทายาทรุ่นสองคนนี้ คือ การรู้จักตัวเอง รู้จักการพัฒนาตัวเอง และมีการเรียนรู้อยู่เสมอ พร้อมยอมรับที่จะปรับปรุงและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เพราะผู้นำที่ดีต้อง Kind but firm แข็งแกร่งแต่ไม่แข็งกร้าว ขณะเดียวกันก็ต้องมีการวางแผนที่แน่ชัดเหมือนเข็มทิศ คอยนำทัพไม่ให้หลงทาง

เธอทิ้งท้ายว่าการได้ลองทำสิ่งใหม่ ๆ เหล่านี้ แม้ว่าจะมีความผิดพลาดบ้าง แต่ความผิดพลาดนั้นเป็นบทเรียนสำคัญ ที่ทำให้เธอไม่พลาดเหมือนในอดีต “อย่างน้อยเราก็ได้ลองทำดูและรู้ว่ามันไม่ใช่ มากกว่าการที่ยังไม่ได้เริ่มทำ”

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load