Ragazze (รากาเซ่) คือ แบรนด์เครื่องหนังสัญชาติไทยที่ดังมากเมื่อ 30 กว่าปีก่อน

ในยุคที่ห้างร้านขนาดใหญ่ยังมีไม่มาก และแฟชั่นก็เป็นเรื่องไกลตัวเสียเหลือเกิน ร้านกระเป๋าขายแค่กระเป๋า ร้านรองเท้าก็ขายแค่รองเท้า 

คุณเรียม-อภิณห์พร เลิศเศวตพงศ์ อดีตนางแบบและเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าที่สยามเซ็นเตอร์ ตัดสินใจลุกขึ้นมาเปิดร้านขายเครื่องหนังที่มีกระเป๋าและรองเท้าอยู่ด้วยกัน บุกเบิก Styling อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

Ragazze แบรนด์เครื่องหนังที่เจ้าของวาดรูปไม่เป็น ไม่มีนโยบายลดราคา แต่ขายดีมาก

ผลก็คือ ร้านเติบโตขยายสาขาอย่างรวดเร็ว หน้าร้านมีพนักงานเป็นสิบคอยให้บริการแนะนำสินค้ามือเป็นระวิง แม้ราคาสินค้าโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 300 กว่าบาท เทียบกับค่าครองชีพและเงินเดือนเฉลี่ยถือว่าสูงมาก แต่ทุกคนที่มาที่ร้านยอมจ่าย ขอเพียงมีกระเป๋าและรองเท้าที่เข้ากันดีกับตัวเขา สร้างบุคลิกภาพและเสริมความมั่นใจ

ตรงกับโจทย์ธุรกิจของคุณเรียม เธออยากเห็นผู้คนมีชีวิตที่ดีจากการเลือกสิ่งที่เข้ากับตัวเอง

เครื่องหนังของรากาเซ่ในยุคแรกออกแบบโดยคุณเรียม ผู้วาดภาพร่างแพตเทิร์นใดๆ ไม่เป็น แต่สื่อสารและรับมอบความเชื่อใจกันระหว่างทีมจนสินค้าขายดีและขายหมด หลักฐานที่พอมีคือรูปถ่ายในหนังสือแคตตาล็อกที่รากาเซ่ก็บุกเบิกทำก่อนใครในประเทศนี้

คุณเรียม-อภิณห์พร เลิศเศวตพงศ์ ปิ๊ก-ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ เป้-ธีรเมศร์ เลิศเศวตพงศ์ Viera by Ragazze และ Ragazze 1984

The Cloud ได้รับเกียรติจากคุณเรียมมาพูดคุยเรื่องรากาเซ่ในยุคก่อร่างสร้างธุรกิจ วิถีที่นักออกแบบและผู้ประกอบการหญิงยุคก่อนนำพาแบรนด์ให้เติบโตสวยงามผ่านกาลเวลา การสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ อย่างนักสร้างสรรค์ และวิธีคิดทำสิ่งที่คนอื่นไม่ทำกัน 

ไปจนถึงเรื่องราวการส่งต่อให้ทายาทรุ่นสอง ปิ๊ก-ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ ซึ่งรับช่วงต่อใน พ.ศ. 2543 – 2548 วางโครงสร้างกิจการและจัดทำระบบหลังบ้าน แล้วส่งไม้ต่อให้ เป้ธีรเมศร์ เลิศเศวตพงศ์ ผู้เป็นพี่ชาย ทำหน้าที่ Brand Manager ดูแลการสร้างแบรนด์รากาเซ่และรับมือกับโจทย์ยากๆ จากโลกที่เปลี่ยนไปด้วยแนวทางของตัวเอง ภายใต้ชื่อแบรนด์ Viera by Ragazze และ Ragazze 1984

ในฐานะที่เป็นแฟน Viera by Ragazze สารภาพว่าตื่นเต้นกว่าใคร ยิ่งได้ฟังบรรยากาศของแฟชั่นทั้งไทยและเทศในยุคต่างๆ ก็ยิ่งจินตนาการตามถึงเสียงรองเท้าส้นสูงเดินกระทบพื้นถนนกลางเมืองฟลอเรนซ์ในอิตาลี

Ragazze แบรนด์เครื่องหนังที่เจ้าของวาดรูปไม่เป็น ไม่มีนโยบายลดราคา แต่ขายดีมาก

ธุรกิจ : Viera by Rasgazze (พ.ศ. 2527)

ประเภท : แบรนด์เครื่องหนังคุณภาพสูง

เจ้าของและผู้ก่อตั้ง : คุณอภิณห์พร เลิศเศวตพงศ์

ทายาทรุ่นที่สอง : คุณธีรเมศร์ เลิศเศวตพงศ์ และคุณธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์

Ragazze แบรนด์เครื่องหนังที่เจ้าของวาดรูปไม่เป็น ไม่มีนโยบายลดราคา แต่ขายดีมาก

ภาค Ragazze

เริ่มต้นทำในสิ่งที่รู้ว่ายากมากแต่ก็จะทำ

ย้อนกลับเมื่อ 35 ปีก่อน คุณเรียมเล่าว่าคนไทยเรายังไม่เข้าถึงแฟชั่นมาก นิตยสารก็ไม่ค่อยมี แบรนด์ต่างประเทศก็มีไม่เยอะ ไม่มีใครลุกขึ้นมาชี้นำการแต่งตัวแก่ใคร 

เหตุผลที่คุณเรียมผู้รักเสื้อผ้าและการแต่งตัวมากตัดสินใจลุกขึ้นมาเปิดร้านรากาเซ่ ผลิตและจำหน่ายเครื่องหนัง กระเป๋า รองเท้า แทนธุรกิจร้านเสื้อผ้าที่ทำอยู่ก่อน เพราะเคยทำแล้วมีคนลอกแบบตลอดเวลา ขนาดที่ยังไม่ทันขายหน้าร้านที่สยาม ก็มีเสื้อผ้าแบบเดียวกันขายอยู่ที่ตึกใบหยกในราคาถูกกว่า 10 เท่า 

Ragazze แบรนด์เครื่องหนังที่เจ้าของวาดรูปไม่เป็น ไม่มีนโยบายลดราคา แต่ขายดีมาก
Ragazze แบรนด์เครื่องหนังที่เจ้าของวาดรูปไม่เป็น ไม่มีนโยบายลดราคา แต่ขายดีมาก

“เวลาไปต่างประเทศ เราจะคอยสังเกตว่าผู้คนเขาแต่งตัวยังไง ใช้ชีวิตกันยังไง ที่เปิดร้านแบบนี้ก็เพราะ อยากให้คนไทยมีความรู้สึกว่าเราต้องแต่งตัวอย่างนี้ ประมาณนี้ แล้วชีวิตจะสดชื่นมากขึ้น เพียงเริ่มจากการเป็นตัวของตัวเอง เราก็รู้ว่าเครื่องหนังทำยากกว่าเสื้อผ้ามาก แต่จะขอทำ เมื่อทำชิ้นแรกๆ ออกมา เราบอกสามีทันทีว่า ‘ไปหาร้าน ฉันจะเปิด’ เพราะเราเห็นภาพชัดเจนมาก ขณะเดียวกันเราเห็นภาพตัวเองเดินอยู่ที่ต่างประเทศ ปราดเปรียวไม่นุ่มนิ่ม ถ้าคนไทยได้ลองแต่งตัวด้วยเสื้อผ้ากับเครื่องหนังแบบนี้แล้วมันใช่ มันถูกต้อง” คุณเรียมเล่า

โดยสรุปก็คือ รากาเซ่ ตั้งใจจะเป็นร้านเครื่องหนังที่อยากเห็นลูกค้ามีชีวิตที่ดีจากความรู้สึกดีกับตัวเอง เพราะรู้จักเลือกสิ่งที่เหมาะกับตัวเอง

Ragazze แบรนด์เครื่องหนังที่เจ้าของวาดรูปไม่เป็น ไม่มีนโยบายลดราคา แต่ขายดีมาก
Ragazze แบรนด์เครื่องหนังที่เจ้าของวาดรูปไม่เป็น ไม่มีนโยบายลดราคา แต่ขายดีมาก

หากจะเป็นผู้ประกอบการหญิงในยุคนั้นต้องใช้ความกล้าหาญสักเท่าไหร่

ใครก็รู้ ว่าความมั่นใจสำคัญต่อการเริ่มต้น คุณเรียมในยุคนั้นต้องใช้ความกล้าหาญสักเท่าไหร่ เราสงสัย

“ไม่ใช่อยู่ๆ ลุกไปกล้าทำ แต่ต้องมั่นใจในของของเรามากๆ ก่อนจะลุย เผอิญไม่มีใครเบรกเราด้วย ซึ่งถ้าเบรกก็คงต้องบู๊กันแหลก เพราะเราก็คงไม่ยอมจริงๆ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับธุรกิจเรายกให้สามีตัดสินใจ” คุณเรียมบอกเรา

รากาเซ่ในช่วง 10 ปีแรกนั้นดังสุดๆ ขยายสาขาเร็วมาก สิงหาคมไปเปิดที่สยาม พฤศจิกายนไปเปิดลาดพร้าว ธันวาคมไปราชดำริ จากนั้นไปต่อที่อัมรินทร์

Ragazze แบรนด์เครื่องหนังที่เจ้าของวาดรูปไม่เป็น ไม่มีนโยบายลดราคา แต่ขายดีมาก

“ผมเคยเห็นในรูปเก่าว่าร้านเราทำถุงกอล์ฟด้วย อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมร้านเรามีถุงกอล์ฟขายได้และขายหมดด้วยนะ คิดว่าตอนนั้นคงเกิดจากการตั้งคำถามว่า ถ้ามีถุงกอล์ฟแบบรากาเซ่จะออกมาหน้าตาแบบไหน อานม้าก็ทำ จะบอกว่าเป็นความรู้สึกอยากทดลองอันแรงกล้าของแม่เราก็ได้” เป้เล่า

ไม่ใช่แค่ทำถุงกอล์ฟ รากาเซ่ยังเป็นแบรนด์แรกที่มีหนังสีๆ ซึ่งหนังสีแรกที่ทำคือ สีเขียวโอลีฟ

อันเกิดจากความสงสัยของคุณเรียมว่า ทำไมเครื่องหนังต้องสีดำกับน้ำตาล

“เราคิดว่าน่าจะมีสีอื่นที่ทำได้ จริงๆ คือการรู้ว่า เราทำสิ่งนี้ไปเพื่อใคร และใครจะได้ประโยชน์จากความกล้าหาญนี้” คุณเรียมเล่าด้วยตาเป็นประกาย

บรรยากาศการทำงานที่อบอวลไปด้วยความเชื่อมั่นระหว่างกัน

ความมหัศจรรย์ของรากาเซ่ในเชิงธุรกิจ มาจากการประกอบกันของพาร์ตเนอร์ คนที่มี vision กับคนที่มีฝีมือ ซึ่งหายากมากในยุคนี้

“เราเป็นนักออกแบบกระเป๋าที่วาดรูปไม่เป็น แต่มีเพื่อนช่างที่คอยช่วย เราจับเขามานั่งคุยเลยว่าเราอยากได้กระเป๋าแบบนี้ สูงประมาณนี้ ฉันจะแต่งตัวประมาณนี้ เห็นแล้วใช่เลย ว่าฉันอย่างได้กระเป๋าแบบนี้ รู้สึกโชคดีมากที่วินัยและบุญชัยเข้าใจ พวกเขาบอกว่า ‘ครับๆ เดี๋ยวลองดูนะ ได้หรือไม่ได้เดี๋ยวลองมาปรับกัน’ ซึ่งปรับนิดหน่อยก็ได้เลย

“เราทำอย่างอื่นไม่เป็นหรอก ได้แต่บอกอย่างนี้นะต้องแบบนี้ ฉันถือแล้วออกมาเป็นแบบนี้ ประมาณนี้ พวกเขาบอกแค่ว่า ‘ได้ เขาช่วยได้’ มันเกิดจากเราเชื่อในเพื่อนร่วมงาน และคนรอบข้างเขาก็ทำในสิ่งที่ตั้งความหวังได้” คุณเรียมเล่าวิธีทำงานกับช่างทำกระเป๋าคู่ใจ แม้เธอไม่ได้จับดินสอเขียนแบบ

Ragazze แบรนด์เครื่องหนังที่เจ้าของวาดรูปไม่เป็น ไม่มีนโยบายลดราคา แต่ขายดีมาก

เพราะสังเกตวิธีการทำงานระหว่างแม่กับช่างฝีมือ แม่กับผู้ถือหุ้น แม่กับคนในร้านเสมอมา เป้เล่าว่าเขารู้สึกทึ่งกับวิธีที่แม่ให้ใจทีมศิลปินช่างภาพสำหรับจัดทำแคตตาล็อกมากแค่ไหน 

“ถ้าเป็นสมัยนี้ พวกเราจะออกกองถ่ายไปพร้อมกัน คอยดูว่าถ่ายภาพออกมาเป็นอย่างไร แต่สมัยก่อนซึ่งใช้กล้องฟิล์ม กว่าจะถ่ายรูปแบบนี้ออกมา ศิลปินที่ถ่ายภาพแค่บอกงบประมาณที่อยากได้ เช่น บอกว่าต้องการ ห้าหมื่นบาท แล้วหายไปหนึ่งเดือน จากนั้นก็กลับมาพร้อมหนังสือเล่มนี้ และหลังจากทำงานร่วมกันมาระยะหนึ่ง ครั้งสุดท้ายศิลปินท่านนั้นก็หายไปพร้อมกับเงินสองแสน สิ่งที่แม่ทำสอนพวกเราว่า ความเชื่อมั่นเป็นสิ่งที่เราให้ ไม่ใช่สิ่งที่เราถามหา” เป้เล่า

Ragazze แบรนด์เครื่องหนังที่เจ้าของวาดรูปไม่เป็น ไม่มีนโยบายลดราคา แต่ขายดีมาก
Ragazze แบรนด์เครื่องหนังที่เจ้าของวาดรูปไม่เป็น ไม่มีนโยบายลดราคา แต่ขายดีมาก

ขณะที่การทำงานส่วนของหน้าร้าน ผู้จัดการสาขาของรากาเซ่จะได้รับการติวเข้มจากคุณเรียมตั้งแต่เริ่มทำงานใหม่ๆ เธอสอนทั้งเรื่องการทำงานและการใช้ชีวิต จนพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว นั่นทำให้พนักงานของรากาเซ่ดูแลร้านและแบรนด์ดีมาก พวกเขาต่างจัดการงานที่ร้านกันได้เองโดยคุณเรียมไม่ต้องเข้าไปกำกับ คุณเรียมบอกว่าเธอขอให้ทีมงานหน้าร้านคิดเสมอว่า พวกเขาคือเจ้าของร้าน หรือเป็นเจ้าของแบรนด์ที่กำลังดูแลลูกค้า ทำให้เขารู้สึกภูมิใจและเต็มใจทำอย่างไม่ลังเล

“เมื่อเราเชื่อ เราจะไม่เข้าไปจับผิดเขา” คุณเรียมเล่า เราพยักหน้าเห็นตามอย่างเข้าใจ

“ความเชื่ออยู่กับครอบครัวเราเยอะมาก ผู้ถือหุ้นทั้งหมดก็เชื่อในความคิดความกล้าของแม่มาก ถ้าเป็นวันนี้ บอร์ดคงถามแล้วถามอีก ธุรกิจก็ไม่เดินหน้าอย่างวันนี้ แต่ไม่เลย ฉันจะทำ ช่างฝีมือคู่ใจก็เชื่อเขามากๆ เชื่อในความคิดวิสัยทัศน์ ทำออกมาให้ได้แล้วกัน จากนั้นเขาก็เชื่อใจลูกน้อง ลูกน้องก็เชื่อเขา เป็นวงจรความเชื่อมั่นจริงๆ” ปิ๊กเสริม

ทำสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน

เมื่อจับดินสอร่างแบบไม่ได้ คุณเรียมมีวิธีออกแบบเครื่องหนังของเธออย่างไรจึงโดนใจลูกค้าอย่างมาก เธอสื่อสารและมีวิธีการทดลองหาแบบที่ดีอย่างไร เราสงสัย

“เป็นพรสวรรค์ของแม่เลย ถ้ามีกระเป๋าต้นแบบหนึ่งใบ แม่จะสามารถสร้างสรรค์ออกมาเป็นกระเป๋าแบบใหม่ๆ ได้ถึงห้าแบบไม่ซ้ำกันเลย” ปิ๊กยกมือขอตอบแทนคุณเรียมที่ยิ้มเขินอยู่

Ragazze แบรนด์เครื่องหนังที่เจ้าของวาดรูปไม่เป็น ไม่มีนโยบายลดราคา แต่ขายดีมาก

“เขาท้าทายตัวเองด้วยการทำให้เป็นกระเป๋าได้ด้วย หรือเป็นรองเท้าได้ด้วย สิ่งที่แตกต่างจากปัจจุบันคือนักออกแบบกับช่างฝีมือที่ทำงานร่วมกัน ไม่ได้เชื่อในกันและกันเท่าคนรุ่นก่อน ต่างฝ่ายต่างมีคำถามเต็มไปหมด ใช้ได้หรอ ถือได้หรอ โอกาสจะเกิดของใหม่จึงยากมาก ขณะที่คนรุ่นแม่ร่วมหัวจมท้ายกันไปด้วยกัน” เป้เสริม

“มีครั้งหนึ่งเราไปเห็นหนังฟอกฟาดที่อิตาลี ได้แต่คิดว่าถ้าเอามาทำกระเป๋าเราต้องดีมากแน่ๆ แต่ไม่รู้วิธีการ จึงซื้อตัวอย่างมาศึกษาและด้วยความพยายามของช่าง เขาเห็นแล้วเข้าใจเลย ตอนนั้นไม่มีใครรู้จักสิ่งนี้นะ โรงฟอกหนังก็ยังไม่มีแผร่หลายแบบวันนี้ เราก็ลองเอาหนังไปทำรองเท้า แล้วต่อยอดเป็นกระเป๋าและสินค้าอื่นๆ กว่าจะได้แต่ละชิ้นออกมาใช้กีวี่ขัดทีละคู่ จำได้ดีว่าเห็นแล้วรู้เลยว่าใช่ งานของเราคือบอกทีมช่างซึ่งทุกคนยินดีทำด้วยใจ” คุณเรียมเล่าเหตุการณ์ตอนค้นพบหนังฟอกฟาด เป็นจุดเริ่มต้นให้รากาเซ่ทำแบรนด์เครื่องหนังผู้ชายชื่อ Ragazze Uomo เป็นแบรนด์ไทยแบรนด์แรกที่ทำสินค้าสำหรับผู้ชายโดยเฉพาะ 

Ragazze แบรนด์เครื่องหนังที่เจ้าของวาดรูปไม่เป็น ไม่มีนโยบายลดราคา แต่ขายดีมาก

แม่ไม่ได้ขายกระเป๋าและรองเท้า แม่กำลังขายความเชื่อมั่น

“ตอนเด็กๆ เราเคยได้ยินคนพูดถึงของในร้านแม่ว่าแพง ราคารองเท้าร้านอื่นคู่ละไม่ถึงร้อยบาท ขณะที่ร้านของแม่ขายคู่ละสามร้อยถึงสี่ร้อยบาท แต่ภาพที่เราเห็นคือ พี่ๆ พนักงานในร้านรับรองลูกค้า เอาของใส่ถุงตลอดเวลา ยุคหนึ่งมีพนักงานในร้านเป็นสิบคน พนักงานหนึ่งคน ต่อลูกค้าที่เข้ามาหนึ่งคน และยังขยายไปอีก สิบสาขาในเวลาไม่กี่เดือน” เป้เล่าความทรงจำที่มีต่อร้านของคุณแม่ ซึ่งเขาค้นพบหลังจากการรับช่วงต่อ ว่าสิ่งนี้คือแบรนดิ้งของร้าน 

คุณเรียมไม่ได้ขายกระเป๋าและรองเท้า ลูกค้าไม่ได้จ่ายเงินเพื่อซื้อรองเท้าหรือกระเป๋า พวกเขาจ่ายเงินซื้อความเชื่อมั่น ว่าถ้าเขาจะใช้เงินที่หามาได้ด้วยความเหนื่อยยากเพื่อแลกกับสิ่งใดมา สิ่งนั้นจะต้องทำให้เขารู้สึกดีขึ้น หรือมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เช่น ความรู้สึกใส่รองเท้าแล้วมั่นใจว่ามีบุคลิกที่ดีขึ้น

ในสายตาของลูกชายทั้งสองที่มองธุรกิจเป็นลูกรักของแม่ พวกเขาทั้งแปลกใจและมหัศจรรย์ใจกับหลายสิ่งที่แม่ทำ 

ปิ๊ก-ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ เป้-ธีรเมศร์ เลิศเศวตพงศ์ Viera by Ragazze และ Ragazze 1984

หนึ่ง ยุคที่รายได้ต่อเดือนเฉลี่ยของหนุ่มสาวชนชั้นกลางอยู่ที่ 1,000 บาท สินค้าของรากาเซ่มีราคาเฉลี่ย 300 บาท แต่ก็ยังขายดีมาก แฟนพันธุ์แท้จะรู้ว่ารากาเซ่เป็นแบรนด์ที่ไม่จัดโปรโมชันลดราคาใดๆ เพราะเป็นห่วงความรู้สึกลูกค้าที่ซื้อของไปแล้ว แต่ก็มีบ้างนานๆ ครั้งที่จัดงานลดราคา และก็ทำให้คนมายืนรอเข้าแถวซื้อจนห้างร้านแตกทุกที

สอง รากาเซ่มีบริการเปลี่ยนและซ่อมตลอดชีพมาตั้งแต่เริ่มต้นทำร้าน หรือเมื่อ 30 ปีก่อน ก่อนมาตรฐานการรับคืนสินค้าของแบรนด์ต่างๆ ในโลกจะเกิดขึ้น 

“เราใช้คำว่าจะซ่อมให้ตลอดชีวิตกระเป๋า ลูกค้าเขาก็ประทับใจ ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรเราทำให้ได้ เพราะเราคุยกับช่างเอง โดยไม่จุกจิกค่าซ่อม ยกเว้นว่าเป็นส่วนที่ผิดพลาดที่เกิดจากลูกค้า เคยมีลูกค้านำกระเป๋าของสามีมาให้ทำใหม่อีกใบที่เหมือนกันมาก เพราะใบต้นแบบเขารักมากลูบทุกวัน เราดีใจมากไม่รู้จะพูดอย่างไร ลึกๆ แล้วมันภูมิใจบอกไม่ถูก ที่เขานำกระเป๋าสามสิบปีใบนั้นมาให้ซ่อมให้” คุณเรียมเล่า

ปิ๊ก-ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ เป้-ธีรเมศร์ เลิศเศวตพงศ์ Viera by Ragazze และ Ragazze 1984

สาม รากาเซ่เป็นแบรนด์ที่ลงทุนกับการออกแบบมากๆ แต่ละปีจะส่งทีมออกแบบเดินทางไปดูแฟชั่นที่ญี่ปุ่น อเมริกา อิตาลี หากคิดถึงความคุ้มทุนสำหรับการออกแบบรองเท้าคู่ละ 300 กว่าบาทแล้ว วิธีนี้ไม่คุ้มทุนเสียเลย แต่ได้ใจลูกค้ามาก

และสี่ ขณะที่ร้านค้าอื่นให้ค่าจ้างพนักงานขาย 800 บาท คุณเรียมประกาศว่าเธอยินดีจ่าย 1,000 บาท เพียงเพราะอยากได้พนักงานบุคลิกดีและมีใจพร้อมให้บริการ 

จุดเปลี่ยนของละติจูดที่อเมริกาและลองติจูดเมื่อกลับมา

ปิ๊กบอกว่าเขาเรียนหนังสือไม่เก่ง แต่พอได้เข้ามาสู่โลกการตลาดในชั้นเรียนมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เขากลับค้นพบสิ่งที่ชอบและถนัด โดยระหว่างฝึกงานที่บริษัทเซ็นทรัล เขาได้รับมอบหมายให้ฝึกงานในกองบรรณาธิการนิตยสาร Central Premiere ในส่วนซูเปอร์มาร์เก็ต โดย 2 สัปดาห์แรกให้เป็นพนักงานทำหน้าที่หยิบของใส่ถุงอยู่ตรงแคชเชียร์ จากนั้นย้ายไปหน้าที่รับของที่มาส่งหลังบ้าน

“ตอนแรกก็ไม่รู้หรอก แต่พอยืนอยู่ตรงนั้นสองวันแล้วรู้เลยว่าเขาให้มาดูอะไร ของที่ถูกใส่ถุงคือของที่ขายได้ ทำให้เห็นว่าของแบบไหนขายดี ขายไม่ดี เห็นว่าหน้าตาและบุคลิกคนซื้อของนั้นๆ เป็นแบบไหน ขณะที่ส่วนรับส่งของหลังบ้านทำให้เห็นว่าของแบบไหนจัดส่งมาเป็นคันรถ และของแบบไหนมาทีละกล่อง เรารู้ตัวเลยว่า ที่ผ่านมาคุ้นเคยกับสายงานการตลาดมาตลอด จึงไม่ลังเลเลยเมื่อต้องเลือกเรียนต่อ” ปิ๊กเล่า

ปิ๊ก-ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ เป้-ธีรเมศร์ เลิศเศวตพงศ์ Viera by Ragazze และ Ragazze 1984

ขณะที่เป้ เลือกเรียนวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ได้รับข้อเสนอให้ทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ในบริษัท Control Data ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ แต่เป็นดาวรุ่งในวงการได้ไม่นาน ครอบครัวก็ปรารถนาให้เขาไปเรียนต่อด้านการเงินที่อเมริกาพร้อมน้องชาย

หลังเรียนจบกลับมา ปิ๊กเริ่มต้นทำงานที่บริษัท Nestle ในโปรแกรม Management Trainee ทำงานส่วนการขายอยู่ต่างจังหวัด 2 ปี ก่อนเรียนรู้งานในส่วนอื่นๆ อีก 6 ตำแหน่งในเวลา 5 ปี

จนเมื่อถึงวันหนึ่งที่พ่อป่วยหนัก ปิ๊กถูกเรียกตัวกลับมาให้ช่วยงานที่บ้าน ช่วงปี 2000 ซึ่งเป็นปีที่เศรษฐกิจของประเทศเพิ่งผ่านวิกฤติต้มยำกุ้ง ปีที่ห้างสรรพสินค้าเจ้าดังย่านสุขุมวิทเพิ่งเปิด ทำให้มีแบรนด์ต่างประเทศเข้ามามากมาย เป็นปีที่คนไทยรู้จัก Spring, Summer, Winter, Fall ครั้งแรก รู้จักการแต่งตัวเป็นคอลเลกชัน แบรนด์มีแคตตาล็อก ไปจนถึงการเข้ามาของอินเทอร์เน็ต

ปิ๊ก-ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ เป้-ธีรเมศร์ เลิศเศวตพงศ์ Viera by Ragazze และ Ragazze 1984

“เป็นปีที่เป็นจุดเปลี่ยน คนไม่ได้ไปห้างสรรพสินค้าเพื่อซื้อของ แต่ไปเพื่อซื้อไลฟ์สไตล์ แบรนด์ต่างประเทศเข้ามาเพื่อเล่าเรื่องนี้โดยเฉพาะ รวมถึงการเข้ามาของ fast fashion การผลิตจำนวนมากๆ พิถีพิถันกันน้อยลง ตัวเลือกมากขึ้น ไม่ใช่แค่รองเท้าใส่สบายอีกต่อไป แต่มีของตกแต่งเต็มไปหมด หุ้นส่วนบริษัทเริ่มตั้งคำถามกับงานออกแบบ” อดีตนักเรียนการตลาดบอกเรา

ขณะที่เป้ ผู้เป็นพี่ชาย หลังเรียนจบก็กลับมาเริ่มงานสายการเงิน เป็นโบรกเกอร์ในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน เป็นตัวแทนคู่ค้าคนสำคัญให้กับธนาคารระหว่างประเทศ ซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทกับสกุลเงินต่างประเทศ

เมื่อแพทย์แผนการตลาดวินิจฉัยว่า ให้ผ่าตัดสินค้าคงเหลือในคลังครั้งใหญ่ก่อนเพื่อรักษาแบรนด์

โจทย์แรกๆ ที่ปิ๊กได้รับมอบหมายเมื่อเข้ามารับช่วงต่อ ได้แก่ หนึ่ง วางระบบหลังบ้านทั้งหมด ปรับระบบบันทึกและตรวจสอบสินค้า ย้ายจากการบันทึกลงกระดาษมาสู่คอมพิวเตอร์ เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการบริหารและจัดการ ปรับระบบบัญชีและสรรพากร

และสอง สร้างทีมออกแบบเพื่อตอบรับเทรนด์และความต้องการของตลาด แต่ปัญหาคือ นักออกแบบส่วนใหญ่ทำหน้าที่คิดแบบที่เขาคิดว่าสวยที่สุดโดยไม่ได้คิดว่าสิ่งนี้ต้องขายได้ ทั้งยังใช้เวลาปรับจูนสไตล์ให้เข้ากับแก่นของแบรนด์

“สิ่งที่ยากที่สุดตอนนั้นคือ เราไม่มีเงินแต่มีสินค้าในสต็อกเยอะมากๆ เพราะแม่ไม่ยอมให้จัดโปรแกรมลดราคาใดๆ แต่เราจำเป็นต้องใช้เงิน เพื่อมารีแบรนด์ปรับภาพลักษณ์เรียกความเชื่อมั่นกันใหม่ เป็นงานที่ยากมาก เราบอกให้พนักงานเอาของอย่างละชิ้นมากองรวมกัน พบว่ามีไม่กี่แบบเอง ธุรกิจเราสิบหกปี มีสต็อกเหลือให้เซลไม่ถึงร้อยแบบ ขณะที่บางแบรนด์ต้องมีเป็นพันน่ะ แปลว่าที่ผ่านมาแม่พลาดเรื่อง styling น้อยมาก ขณะที่เราเป็นคนที่แค่ให้นั่งเลือกสีกระเป๋าก็จะตายแล้ว เรารู้ตัวว่าเลือกของไม่เก่ง เราไม่มีสัญชาตญาณในสินค้าสายแฟชั่นเหมือนแม่และพี่ชายเลย โชคดีที่เราได้บอย (วรรณศิริ คงมั่น) มาร่วมทีม” ปิ๊กเล่าสิ่งที่เขาทำตลอด 5 ปีในเวลา 5 นาที ก่อนจะส่งไม้ผลัดให้พี่ชายวิ่งต่อ เพื่อพารากาเซ่มาถึงวันนี้

Ragazze แบรนด์เครื่องหนังที่เจ้าของวาดรูปไม่เป็น ไม่มีนโยบายลดราคา แต่ขายดีมาก

ภาค Viera by Ragazze

เรียกศรัทธาในแบรนด์กลับมา

“เพราะหัวใจหลักของแบรนด์นี้คืองานออกแบบ ซึ่งผมยอมรับกับตัวเองตั้งแต่แรกว่าไม่ถนัดเรื่องนี้ แต่เมื่อได้เจอทีมซึ่งตอนนั้นเรามีคุณบอย ผู้เป็น trend setter มองอะไรล้ำกว่าคนทั่วไปเสมอ และคุณพลอย (แสงแข เหมกมลเศรษฐ์) เป็นเจ้าแม่แห่งแม่สี มาร่วมงานแล้ว ผมก็มั่นใจ ก่อนหน้านี้เป็นยุคที่คนไม่รู้ว่าจะแต่งตัวดีๆ ยังไง เพราะไม่มีอะไรให้เลือกใส่มากนัก ตรงข้ามกับยุคนี้ที่มีอะไรให้เลือกใส่เต็มไปหมด คนไม่รู้ว่าจะแต่งตัวอย่างไรให้เป็นตัวเอง สิ่งที่รากาเซ่เชื่อมาตลอด คือการรักษาการเป็นตัวของตัวเอง” เป้เล่า ต่อมาวันหนึ่งเขาบังเอิญได้ยินบทสนทนาของลูกค้า ว่ารากาเซ่เป็นแบรนด์ของคนรุ่นแม่ นั่นทำให้เป้ตัดสินใจลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง

งานหลักของเป้ในผลัดที่สาม คือ การนั่งคุยกับทุกคนในบริษัทเพื่อแก้ปัญหาที่ทุกคนกำลังกลัว

ปิ๊ก-ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ เป้-ธีรเมศร์ เลิศเศวตพงศ์ Viera by Ragazze และ Ragazze 1984
Viera by Ragazze

เมื่อเห็นยอดขายที่ตกลงอย่างมาก ฝ่ายหน้าร้านก็สูญเสียความเชื่อมั่นในนักออกแบบ ขณะที่นักออกแบบก็ไม่เข้าใจวิธีการขายแบบเดิมๆ ของหน้าร้าน เสียความเชื่อมั่นในโรงงานที่คิดว่าเขาไม่ยอมเปลี่ยน ช่างผู้ผลิตก็เสียความเชื่อมั่นในแบบ ไม่มั่นใจในสไตล์ ทั้งยังสงสัยว่าใครจะถือกระเป๋าทรงแบบนี้ ใครจะไปซื้อกระเป๋าแบบที่ไม่มีซิปกัน และสำคัญคือลูกค้า ผู้สูญเสียความเชื่อมั่นในแบรนด์จนไม่อาจเลือกซื้อสินค้าของแบรนด์อีกต่อไป

“ทุกคนมีคำถามเต็มไปหมด เรียกว่าเป็นยุคที่เราต่างสูญเสียความเชื่อมั่นระหว่างกันไปหมดเลย” เป้เล่าเหตุและผลของการปรับแบรนด์ครั้งใหญ่

กฎของแรงดึงดูด

Viera อ่านว่า เวียร่า เป็นภาษาสโลวาเกีย แปลว่า ศรัทธา

“ถ้าคุณไม่เข้าใจและเชื่อในสิ่งที่ตัวเองทำ ไปจนถึงไม่เห็นในคุณค่าของคนอื่นที่อยู่ในแผนกอื่นๆ แล้วยอมบ้าง ยอมทำเรื่องเหนื่อยบ้าง ดีไซเนอร์เองก็ต้องปรับ ต้องยอมรับว่ากระเป๋าบางแบบก็ต้องถูกท้าทาย ด้วยแรงดึงดูดนะ จะทำงานโดยไม่สนใจกฎแรงดึงดูดเลยนั้นเป็นไปไม่ได้” เมื่อปรับความเข้าใจและวิธีการทำงานร่วมกันแล้ว Ragazze จึงกลับมาอีกครั้งในชื่อ Viera by Ragazze เพราะเป้เชื่อลึกๆ ว่ายังมีลูกค้าจำนวนมากเชื่อมั่นใจความเป็นรากาเซ่ ทั้งคุณภาพและสไตล์”

Viera by Ragazze
Viera by Ragazze

Viera by Ragazze ตั้งใจบอกลูกค้าว่าที่นี่คือแบรนด์และร้านที่พาคุณไปสู่สไตล์ที่ใช่ จึงให้ความสำคัญกับการสร้างบรรยากาศในร้านเป็นลำดับแรกๆ เพราะอยากให้ลูกค้าที่เข้าไปใช้เวลาให้นาน เพื่อสัมผัสได้ว่าสินค้าที่มีนั้นผ่านการเลือกสรรและออกแบบมาแล้วเพื่อเขา

“มีหลักการตลาดข้อหนึ่งบอกว่า ถ้าอยากให้ของในร้านดูแพง เราต้องทำร้านให้แพงกว่า” ปิ๊ก ซึ่งต่อมาผันตัวมาทำงานและเขียนหนังสือเรื่องการตลาดเต็มตัวเล่าเสริม

หลังเปิดตัว Viera by Ragazze ไม่นาน แบรนด์ก็เป็นที่จับตามองของสื่อแฟชั่นทั้งหลาย ทั้งเต็มไปด้วยสีสันและความสดใหม่ จากหนังสีเขียวในยุคเริ่มต้น เริ่มมีสีชมพู สีเมทาลิกในแบบทรงของคุณเรียม ต่อมาจึงชักชวนโอ่ง-กงพัฒน์ ศักดาพิทักษ์ ศิลปินป๊อปอาร์ตแห่งยุคมาช่วยจัดหน้าร้าน โดยมอบบรีฟสั้นๆ ว่า ‘จัดหน้าร้านให้เหมือนจัดบ้าน’

3 ปีต่อมา ความท้าทายบทใหม่ที่ Viera by Ragazze ต้องเจอ คือการมาของออนไลน์ที่ทำให้เกิดการลอกเลียนสไตล์กันง่ายขึ้น สิ่งที่เป้และเวียร่าทำคือการมอบดวงตาคู่ใหม่แก่ทีมออกแบบ สนับสนุนให้ทีมสร้างสรรค์งานแบบใหม่ๆ ออกมา ผ่านการออกเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์ที่ใหม่ๆ ขณะเดียวกันเป้ก็ลงมาดูแลการสื่อสารผ่านออนไลน์ด้วยตัวเอง

“งานของผมคือใช้ทุกบาททุกสตางค์ ทำให้สิ่งที่ทุกคนทำมาด้วยความยากลำบากไปปรากฏบนหน้าจอของลูกค้าที่ใช่ เพียงเพื่อเราจะได้มีโอกาสเชิญชวนเขามาที่หน้าร้าน ข้อมูลที่พบตอนนี้คือ คนซื้อของผ่านไลน์และโอนเงินเป็นหมื่นๆ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเรื่องนี้จะไม่อยู่ในความคิดของผมเลย สามปีก่อนเราเชื่อว่าคนต้องอยากมาสัมผัสหนังแท้ คนต้องมาลองกับตัวเองหรือพาแฟนมาช่วยเลือก แต่วันนี้มันไม่ใช่แล้ว” เป้เล่า

ทำร้าน Ragazze 1984 ในชุดที่ดูร่วมสมัย เพื่อนำความรู้สึกแรกกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

เพราะรับรู้ถึงคุณค่าที่คุณเรียมตั้งใจสร้างแบรนด์รากาเซ่ขึ้นมา เป้ในฐานะผู้ดูแลแบรนด์ตั้งใจทำงานสนับสนุนทุกคนในแบรนด์อย่างจริงจังไปพร้อมๆ กับการสร้างร้าน Ragazze 1984 ที่สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ โดยมอบให้คุณบอย ซึ่งเป็น Head of Designer Team ออกแบบร้านทุกตารางนิ้วอย่างอิสระ เหมือนที่เคยกระทำความสดใหม่กับแบรนด์เมื่อ 10 ปีก่อน

“Ragazze 1984 มีความเป็นรากาเซ่เหมือนสมัยที่คุณเรียมทำเพียงแต่ดูทันสมัยกว่า สินค้าทุกแบบภายใต้แบรนด์ร้านใหม่นี้ไม่ได้ให้คุณค่าเชิงมูลค่าว่าเป็นกระเป๋าหรูราคาแพง แต่ให้คุณค่าในเชิงสไตล์ บ่งบอกว่ามีกระเป๋านี้ใบเดียวแล้วจบ” ปิ๊ก ทายาทรุ่นสองไม้ผลัดแรกเล่าในมุมคนทำแบรนด์ แม้จะวางมือจากธุรกิจครอบครัวแล้วเขาก็ยังคงไปสังเกตการณ์ที่ร้านทุกครั้งเมื่อมีโอกาส

Viera by Ragazze

ปิ๊กเล่าความท้าทายที่มากกว่าการนำเสนอสไตล์ที่ดีให้ลูกค้าว่า โจทย์สำคัญของการแข่งขันในโลกธุรกิจวันนี้ คือการเข้าถึงผู้ซื้อ 

วันนี้ธุรกิจไม่ได้แข่งกันว่าลูกค้าจะไปถึงร้านใครก่อน แต่แข่งกันว่าร้านค้าไหนจะเข้าถึงบ้านของลูกค้าได้ก่อน ซึ่งคำว่าบ้านในที่นี้หมายถึงโทรศัพท์

“เรามีความเชื่อในการทำธุรกิจที่แข็งแรงมากตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาว่า ลูกค้าเลือกมาร้านที่มีบริการที่ดี มีคำแนะนำเรื่องสไตล์ ในร้านที่ถูกออกแบบตกแต่งมาอย่างดี ของภายในร้านก็ผ่านการคิดและทำมาอย่างดีทำให้ลูกค้ารู้สึกภูมิใจ แม้จะต้องจ่ายในราคาที่สูงกว่า แต่คุณค่าที่ได้รับนั้นมีมากกว่า แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว คนไม่ได้เดินเข้าห้างร้าน และของที่ทำไม่ใช่ของไม่ดี เพียงแต่เราทำลังขายไม่ถูกที่ ทำให้เราเข้าไม่ถึงพวกเขา”

ปิ๊กเล่าก่อนทิ้งท้ายว่า ในอนาคตแม้ร้านสาขาจะน้อยลง แต่พวกเขายินดีปรับโฉมร้านใหม่เพื่อนำแก่นความเชื่อของแบรนด์ที่เคยงดงามในอดีตกลับมาให้คนไทยผู้รักการแต่งตัวสัมผัสอีกครั้ง ต่อให้จะต้องลงทุนมหาศาล พวกเขาก็ตัดสินใจว่าจะทำให้ Ragazze 1984 และ Viera by Ragazze ที่เหลืออยู่เป็นร้านสาขาที่คราฟต์และตั้งใจทำมากที่สุด

คุณเรียม-อภิณห์พร เลิศเศวตพงศ์ ปิ๊ก-ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ เป้-ธีรเมศร์ เลิศเศวตพงศ์ Viera by Ragazze และ Ragazze 1984

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographers

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : บริษัท เฮงง่วงเฮียงบ้านไผ่ จำกัด 

ประเภทธุรกิจ : แปรรูปเนื้อสัตว์

ปีที่ก่อตั้งเฮงง่วนเฮียง (ตราตึก) : พ.ศ. 2499

ผู้ก่อตั้ง : อากงเลี่ยงเฮง  

ทายาทรุ่นสอง : คุณอาภรณ์ ลิ้มธีระกุล

ทายาทรุ่นสาม : คุณชัญญา อังวราวงศ์

บ้านเฮง ร้านอาหารเช้าที่ขยายเวลาเปิดเพื่อชาวตื่นสาย และมีกุนเชียงเป็นตัวเอกของเรื่อง เพราะกุนเชียงที่ว่าไม่ใช่กุนเชียงธรรมดา แต่คือ ‘กุนเชียงบ้านไผ่’ ที่โด่งดังระดับประเทศมากว่า 70 ปี แต่ตำนานไม่อาจอยู่ได้ตลอดไป หากไม่ปรับตัวและทำความเข้าใจกับตลาดสมัยใหม่ คุณฝน-ชัญญา อังวราวงศ์ จึงรับไม้ต่อจาก คุณแม่อาภรณ์ ลิ้มธีระกุล เพื่อสานต่อกิจการอันภาคภูมิใจของครอบครัว เพื่อให้ไปต่อได้ในวันที่คลื่นลูกใหม่มากมายกำลังโถมเข้ามาสู่เมืองขอนแก่น

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

คอลัมน์ทายาทรุ่นสองวันนี้ ชวนมาเรียนรู้เรื่องราวธุรกิจครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีนของทายาทรุ่นที่ 3 ที่มีผู้หญิงเป็นผู้นำ สร้างความแตกต่าง รวมถึงแนวคิดการพัฒนาร้านบ้านเฮงเพื่อพาคนในชุมชนและแขกของเมืองขอนแก่นไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งสอนให้รู้ว่าการสานต่อธุรกิจไม่ได้มีแค่การต่อยอดจากสินค้าเดิมเท่านั้น

เฮงง่วนเฮียง(ตราตึก) ต้นตำรับกุนเชียงบ้านไผ่

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

กิจการบ้านเฮงชื่อเดิมคือ เฮงง่วนเฮียง (ตราตึก) ก่อตั้งโดย อากงเลี่ยงเฮง เป็นแบรนด์เก่าแก่ที่อยู่คู่เมืองของแก่นมาเกือบ 70 ปี ดั้งเดิมมาจากบ้านไผ่ ซึ่งถ้าเป็นผู้ใหญ่อายุเกิน 50 ขึ้นไป ต้องเคยได้ยินแน่นอนว่ากุนเชียงบ้านไผ่ของขอนแก่นมีชื่อเสียงระดับประเทศ จนทำให้สมัยก่อนกุนเชียงโซนเยาวราชที่โด่งดังเรื่องอาหารจีนก็จะมาซื้อของจากที่นี่ แล้วเอาไปขายต่อ ปัจจุบันลดลงเพราะพอขายดีหลายเจ้าก็เข้ามาผลิตเอง 

คุณฝนเล่าว่า เฮงง่วนเฮียง (ตราตึก) ไม่ใช่กุนเชียงบ้านไผ่เจ้าแรก บ้านไผ่จะมีเจ้าดั้งเดิม 2 เจ้า คือพี่สาวของอากง กับอากงเลี่ยงเฮง พี่สาวอากงบอกให้อากงมาอยู่เมืองไทย แล้วก็มาทำอยู่ในเมืองเดียวกัน ทั้งสองแบรนด์เป็นคนละสูตรและมีปรัชญาในการทำธุรกิจไม่เหมือนกัน ฉะนั้น สไตล์หรือว่าสูตรอาหารจึงไม่เหมือนกันเลย 

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

“เสียเงินไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้” คือปรัชญาธุรกิจของอากงในมุมมองของคุณฝน ซึ่งคำว่าเสียหน้าไม่ได้นั้นมีความหมายว่าต้นทุนเท่าไหร่เท่ากัน แต่ถ้าลูกค้าบอกว่าไม่อร่อย กินแล้วรู้สึกว่าสินค้าไม่ดีนั้นไม่ได้ กุนเชียงที่ร้านจะมีจุดเด่นที่เด่นมาตั้งแต่สมัย 70 ปีที่แล้ว คือกุนเชียงจะไม่มีกลิ่นอับ 

คุณฝนเล่าต่อถึงประวัติของการทำกุนเชียง กุนเชียงเป็นการถนอมอาหารชนิดหนึ่ง ใช้เศษหมูที่เหลือจากการทำอย่างอื่น เอาไปบดแล้วนำมาทำเป็นกุนเชียง แปลว่าหลังจากทำอย่างอื่นมาทั้งวัน เหลือหมูอะไรก็เอามาทำเป็นกุนเชียง เอามาบด บด ๆ ผสมกับมันหมู แล้วเอามาทำกุนเชียง 

“อะไรก็ตามที่อยู่นอกตู้เย็นนาน ๆ กลิ่นมันจะไม่สดใหม่ ฉะนั้น กุนเชียงบางแบรนด์เขาจะใส่เครื่องเทศเข้าไปเยอะ ๆ เพื่อดับกลิ่นอับ แต่ของเราจะยังได้กลิ่นอยู่ กุนเชียงบางยี่ห้อกลิ่นมันจะหืน ๆ อับ ๆ แล้วก็จะมีกลิ่นเครื่องเทศตีกัน” เราพอจะนึกออกถึงกุนเชียงที่เคยลิ้มลอง ซึ่งบางครั้งก็ได้กลิ่นตามที่คุณฝนอธิบาย 

“แต่ว่าอากงไม่ได้ทำแบบนั้นด้วยปรัชญาของแก ไม่ใช่ปรัชญาหรอก แกเป็นคนแบบนั้น” คนนั้นแบบนั้นก็คืออากงท่านจะใช้หมูสดจากโรงชำแหละที่ส่งมาตอนตี 3 – 4 ทำกุนเชียงตอน 7 โมงเช้า เรียกได้ว่าทำกันแบบสด ๆ ไม่ใช้เศษหมูจากที่ไหนทั้งสิ้น เพราะถ้าเป็นเศษหมูจะควบคุมยากและมักมีกลิ่น กุนเชียงเฮงง่วนเฮียงจึงควบคุมปริมาณมันได้ค่อนข้างแน่นอน 

“อาหารถ้าใช้วัตถุดิบดีก็อร่อยไปครึ่งหนึ่งแล้ว ที่เหลือเป็นฝีมือ” คุณฝนสรุปเคล็ดลับการทำอาหารของอากง

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

ก่อนจะเป็นบ้านเฮง

การสร้างมุมมองที่ดีต่อลูกค้า คือปัจจัยแรกของการเริ่มทำธุรกิจ สิ่งที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นนอกจากดีเอ็นเอแล้ว ก็คือความคิดของแต่ละเจนเนอเรชันที่มีต่อลูกค้า

ของแบรนด์บ้านเฮงก็ยังเป็นมุมมองเดียวกันด้วย

“คุณแม่กับอากงเป็นคนพิถีพิถันเรื่องวัตถุดิบเหมือนกันเลย ตัวเองทำกินอย่างไร ลูกค้าต้องได้กินอย่างนั้น เราไม่อยากกินสารกันบูด เราไม่อยากกินผงชูรส ลูกค้าก็ได้กินแบบที่เรากิน ก็คือไม่ใส่” 

เป้าหมายของทั้งสามรุ่นคือความจริงใจต่อลูกค้า จนเกิดคำถามว่า คุณฝนมองลูกค้าเหมือนคนในครอบครัวแบบที่หลาย ๆ แบรนด์ใช้ข้อคิดนี้เป็นคำโฆษณาหรือไม่

“ลูกค้าไม่ใช่คนในครอบครัว แต่ไม่ว่าลูกค้าเป็นใครก็ตาม มาตรฐานของที่บ้านก็คือ เอาสิ่งที่ดีให้แขกเสมอ” ทายาทกิจการอาหารเอ่ยตรงไปตรงมา เธอคือผู้เสียสละความฝันในการเรียนต่อเพื่อมาทำแบรนด์บ้านเฮงให้เกิดขึ้น

“ตอนแรกเราโชคดีที่ได้ทุนนักกีฬามหาวิทยาลัยของ University of Illinois Chicago เราจบด้านจิตวิทยา ตอนเรียนใกล้จบเลือกมหาวิทยาลัยแล้ว แล้วก็เลือกโปรแกรมแล้วว่าจะไปเรียนต่อหมอจิตวิทยา แต่ว่ามี Deep Conversation กับคุณแม่ในช่วงที่กลับเมืองไทยก่อนจะกลับไปเรียนต่อ คุณแม่อายุ 60 ปีพอดี แกบอกว่ากลับมาอยู่กับแกเถอะ เพราะว่าแกน่าจะอยู่ได้ไม่เกิน 15 – 20 ปี กลับมาอยู่ด้วยกัน แล้วจะทำอะไรก็ทำ” 

บทสนทนาในวันนั้นทำให้ว่าที่จิตแพทย์ผันตัวกลับมาจับงานด้านธุรกิจของครอบครัวที่เต็มไปด้วยความกดดันของคนรุ่นเก่า และความเสี่ยงของการจะรีแบรนด์ให้คนจำแบรนด์เก่าได้ พร้อมสร้างฐานลูกค้าแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อใหม่ ‘บ้านเฮง’ ให้คนจดจำ ถือว่าเป็นงานที่ยากมากพอสมควร

“พอกลับมาเห็นกิจการที่บ้าน เรารู้สึกได้เลยว่ากิจการที่บ้านกำลังจะแย่ พี่น้องคนอื่นไม่มีใครถนัดในการที่จะมาแทนคุณแม่ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุด เพราะเขาถนัดด้านอื่นกัน” 

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

พลิกโฉมตึกเก่าให้กลายเป็นบ้านที่เฮง เฮง เฮง

เดิมเป็นแบรนด์ที่บ้านไผ่ ห่างจากตัวเมืองไปสัก 30 – 40 กิโลเมตร คุณแม่เห็นโอกาสการทำธุรกิจจึงขออากงมาเปิดสาขาใหม่และผลิตเองที่อำเภอเมืองขอนแก่น ด้วยความที่สมัยนั้นคุณแม่เป็นคนหัวทันสมัย เลยมาซื้อที่ตรงกลางเมือง แล้วเปิดกิจการขายของฝากของตัวเองได้สำเร็จ 

30 กว่าปีผ่านไป ก็กลับมารีโนเวตครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง 

ธุรกิจที่ต่อยอดจากแบรนด์กุนเชียงบ้านไผ่ ที่หวังให้คนขอนแก่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี

“การรีโนเวตรอบล่าสุดเรามีความเข้าใจมากขึ้น มีความรู้เรื่องตลาดมากขึ้น รู้จักตัวเองมากขึ้น เห็นชัดว่าเราคือใคร มีจุดเด่นด้านอะไรในตลาด เรามีสิ่งที่คุณต้องการ ฉะนั้น เราก็จะขยี้เรื่องนี้ ร้านก็เลยจะออกมาค่อนข้างอิงตัวตนของแบรนด์” การทำร้านใหม่แบบยกแผง รวมถึงการเปลี่ยนชื่อนั้นต้องทำให้ลูกค้าเก่ายังจำอัตลักษณ์แบรนด์ได้ และต้องดึงดูดใจลูกค้าใหม่ ๆ สุดท้ายเลยจบที่การออกแบบตึกใหม่ ให้สะท้อนอัตลักษณ์ของแบรนด์บ้านเฮง เป็นเหมือนห้องรับแขกของคนเมืองขอนแก่น ณ สถานที่เดิมที่คุณแม่เริ่มไว้

“บ้านเฮงไม่ได้สร้างตึกก่อนนะ เกิดจากการทำรีเสิร์ช เราคือใคร กลับไปถามลูกค้าว่าเขาเข้าใจว่าเราเป็นใคร” คำถามสั้น ๆ ตอบยาก แต่บ้านเฮงตอบได้

“เราเป็นคนไทยเชื้อสายจีนที่อยู่ในภาคอีสาน สถาปนิกที่ออกแบบที่นี่ไม่ใช่สถาปนิกที่ออกแบบร้านอาหาร ร้านค้า แต่เป็นสถาปนิกที่ออกแบบบ้าน” สัมผัสแรกของการไปเหยียบร้านบ้านเฮงจึงเป็นความรู้สึกของบ้านคนไทยเชื้อสายจีน แต่ก็แอบแฝงไปด้วยกลิ่นอายอีสานที่ไม่ใช่ความลำบากแร้นแค้น หากแต่คือความอุดมสมบูรณ์ด้านอาหารแบบที่คนกรุงคาดไม่ถึง ในร้านเต็มไปด้วยผลิตภัณฑ์ที่ผลิตอย่างถูกต้อง มีการการันตี และที่สำคัญคือน่ารับประทาน เป็นของฝากที่จะทำให้คนซื้อไม่ต้องอายใครเมื่อมาขอนแก่น

ธุรกิจที่ต่อยอดจากแบรนด์กุนเชียงบ้านไผ่ ที่หวังให้คนขอนแก่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี
ธุรกิจที่ต่อยอดจากแบรนด์กุนเชียงบ้านไผ่ ที่หวังให้คนขอนแก่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี

“เราดูแลลูกค้าโดยมองว่าเขาคือคนที่มาเยี่ยมบ้านเรา บ้านเฮงมีน้ำชาให้ฟรีตลอดเพราะเป็นวัฒนธรรมคนจีน มาบ้านต้องมีน้ำชาให้ดื่ม” ผู้คนในไทยถูกหล่อหลอมวัฒนธรรมจนแทบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแต่ก็ไม่ใช่ สังคมไทยนั้นผสมไปด้วยความหลากหลายของเชื้อชาติ ศาสนา แต่รายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้ล้วนที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกร้านอาหารของลูกค้าอย่างเรา ๆ ซึ่งบ่งบอกว่าเราคือแขกของคนไทยเชื้อสายจีนอย่างแท้จริง

“คอนเซ็ปต์ในการออกแบบบ้านกับชื่อคือ บ้านเฮง บ้านนี้เป็นบ้านของเรา เราจะเปิดต้อนรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแขกเราเอง แขกของเพื่อน หรือว่าแขกที่มาเยี่ยมเมืองขอนแก่น เรารับทุกคน แล้วจะบริการสิ่งที่มีคุณภาพดี ให้กินดี อยู่ดี สบายใจ” มีคำกล่าวว่าอาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดของวัน ถ้าเราเริ่มวันด้วยอาหารที่อร่อยแล้ว วันนั้นก็จะเป็นวันที่ดีสำหรับทุกคน

บ้านเฮงไม่ได้เติบโตเพราะโชคช่วย

“เราเป็นคน All or Nothing ก็คือร้อยเปอร์เซ็นหรือศูนย์เปอร์เซ็น ถ้าไม่ดี เราไม่ทำ” ความตั้งใจแน่วแน่และความพยายามอาจเป็นที่มาในความเฮงของคุณฝนก็เป็นได้

บ้านเฮงแปลว่า บ้านที่อยู่แล้วโชคดี แต่ร้านนี้เกิดขึ้นได้จากน้ำพักน้ำแรงของคนในครอบครัวที่ส่งต่อมาจากรุ่นอากงจนถึงคุณฝน ไม่ได้มีโชคช่วยแต่อย่างใด แน่นอนว่าการบริหารงานของคุณฝนนั้นแตกต่างจากคุณแม่ และคุณแม่ก็มีแผนที่แตกต่างจากอากง ทุกเจนเนอเรชันล้วนมีแรงบันดาลใจและความเป็นตัวตนภายในที่แตกต่างกัน 

ความยากอย่างหนึ่งของการรับไม้ต่อ คือการทำอย่างไรให้คนเก่าแก่ทั้งระดับผู้บริหารและพนักงาน ยอมรับและทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่ที่จะเข้าไปบริหารได้อย่างไม่มีปัญหา เคล็ดลับของคุณฝนมีทั้งหมด 4 ข้อ

ธุรกิจที่ต่อยอดจากแบรนด์กุนเชียงบ้านไผ่ ที่หวังให้คนขอนแก่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี

“สิ่งแรกคือช่วงระหว่างวัย 18 – 24 ปี เราหายไปเพราะอยู่ที่อเมริกา แล้วคนที่จากไปกับคนที่กลับมามันชัดมากว่าคนละคนกัน เลยทำให้เขาตกใจ ถ้าเขาเห็นเราทุกวัน มันยากมากที่จะยอมรับว่าเราเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ด้วยความที่เราหายไป 6 ปี แล้วความคิดไม่เหมือนเดิม กลายเป็นคนละคนอย่างชัดเจน เขาก็เลยปฏิบัติต่อเราอย่างจริงจังมากขึ้น” นั่นคือข้อแรก 

“สอง คือ ต้องเป็นคนพูดจริงทำจริง ไม่กลัวลำบาก เพราะคนรุ่นเก่าเขาจะไม่ชอบคนที่ตื่นสาย การตื่นสายก็ประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน แต่มันไม่ได้ใจคนรุ่นเก่าตั้งแต่แรก แล้วจะทำงานลำบาก ก็แค่ตื่นเช้าหน่อยแล้วทำให้เขาเห็น ประสบความสำเร็จหรือเปล่าไม่รูู้ แต่เราโคตรพยายาม ดึกก็ทำ เช้าก็ทำ” ซึ่งสิ่งนี้เป็นข้อถกเถียงเป็นอย่างมากระหว่างคนต่างเจนเนอเรชัน

“สาม ทำให้เห็นทั้งลับหลังและต่อหน้า ต้องทำให้เขาเห็น เราเคยทำงานทั้งวันแต่แม่บ่นเพราะแม่ไม่รู้ว่าเราทำงาน เปลี่ยนใหม่ เราย้ายโต๊ะทำงานไปทำงานข้างห้องแม่ ให้แกเห็นว่าเรานั่งทำงาน คือใช้ชีวิตเหมือนเดิมให้แกเห็น ทำดีก็ต้องทำดีให้เขารู้ด้วยว่าเราทำ” นี่คือการแก้ปัญหาที่แก้ยากระดับพอ ๆ กับน้ำท่วม เชื่อว่าGen Y-Z หลายคนต้องเคยประสบกับปัญหานี้อย่างแน่นอน

“สี่ อย่าไปเก๊กกับผู้ใหญ่ แล้วเล่าให้เขาฟังทั้งอันที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว อัปเดตเหมือนเขาเป็นสมุดบันทึก อันไหนที่เราผิดก็ยอมรับไปเลย แต่เราต้องบอกเขาว่าได้เรียนรู้อะไรจากความผิดพลาด เขาถึงจะรู้สึกว่ามันคุ้ม เพราะตอนที่เราพลาด เราได้ประสบการณ์จริง ผู้ใหญ่รุ่นใหญ่ ๆ เขาจะแพ้ผลงานกับความพยายาม” นี่คือหลักที่คุณฝนนำมาใช้จริงกับการทำงานกับคนรุ่นเก่าที่ไม่ง่าย ต้องอาศัยทั้งความพยามยามจนพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถนำองค์กรได้

ไม่ว่าใครก็ควรมีคุณภาพชีวิตที่ดี

“เราเป็นคนที่ต้องมั่นใจว่าคนในครอบครัวของเรา หรือคนในการดูแลของเรา มีคุณภาพชีวิตที่ดี ก็เลยสามารถขึ้นมาอยู่ตำแหน่งที่สูงที่สุดของบริษัทได้ ใครมาเป็นลูกน้องเรา เราอยากให้เขามีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี” คงจะดีไม่น้อยถ้าเราได้มีผู้นำที่ใส่คุณภาพชีวิตของเรา สิ่งนี้จะทำให้ความเป็นอยู่ของพนักงานดีขึ้น แล้วกิจการก็จะเติบโตมากขึ้นตาม หากมีพนักงานที่ตั้งใจบริการออกมาจากความรักในงาน เพราะงานนั้นส่งเสริมชีวิตของเขา 

“การที่เราเลือกจะสร้างบ้านเฮงขึ้นมาให้เป็นร้านอาหาร และเป็นอาหารเช้าอีกต่างหาก มี 2 เหตุผล เหตุผลแรกคือตอนทำตอนรีเสิร์ช เราเห็นลูกค้าบริโภคสินค้าประเภทของเราตอนเช้าเป็นหลัก กินตอนเช้า กินกับข้าวต้ม 

“อีกอย่างหนึ่งนอกจากเราได้รู้ว่าเขาบริโภคของเราตอนไหน ขอนแก่นยังไม่มีร้านอาหารเช้าที่ให้คุณภาพชีวิตกับคนเมือง เราต้องการให้ร้านบ้านเฮงเพิ่มภาพชีวิตให้กับคนในขอนแก่น ทั้งเขามากินเองและพาคนอื่นมารับรอง มันถือเป็นคุณภาพชีวิตนะ ซึ่งในการบริหารแบรนด์เราใช้แค่เรื่องนี้เลย ต้องทำอย่างไรให้เพิ่มคุณภาพชีวิต เพิ่มสิ่งดี ๆ เข้ามาในเมืองนี้ เพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับคนที่นี่”

คุณภาพชีวิต ไม่ได้หมายถึงการมีเงินอย่างเดียวเท่านั้น แม้เงินจะเป็นปัจจัยใหญ่ของชีวิต แต่มันคือการดำรงชีวิตของมนุษย์ในระดับที่เหมาะสมตามความจำเป็นพื้นฐานในสังคมหนึ่ง อย่างน้อยก็น่าจะมีอาหารที่ดีให้เลือกสรรอย่างเพียงพอ มีสุขภาพกายและจิตใจดี รวมทั้งได้รับการบริการพื้นฐานที่จำเป็น ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม อาหารที่ดีก็จะเป็นสิ่งแรกที่เป็นพลังในการสร้างคนในสังคมขึ้นมา เพื่อประกอบการดำรงชีพอย่างยุติธรรม

“สุดท้ายเรากลับมาถามตัวเองว่าทำไมต้องใช้ของดี ถ้าใช้ของไม่ดีก็ไม่ได้ต่างอะไรกับที่อื่น ไม่ได้พัฒนาอะไรให้คนที่นี่ แล้วเราก็ไม่อยากกินด้วย”

จากการสัมภาษณ์ของคุณฝน จะเห็นได้ว่าเธอมีแนวคิดคล้ายกันกับอากง คือมีความหวังดีต่อลูกค้า ไม่ใช่การเสียหน้าไม่ได้ แต่คือความเชื่อมั่นว่าวัตถุดิบที่ดีจะนำไปสู่อาหารที่ดี และอาหารการกินที่ดีก็จะส่งผลให้คนในสังคมมีชีวิตที่ดีมากขึ้น สุขภาพดีมากขึ้น คุณภาพชีวิตดีมากขึ้น

ธุรกิจที่ต่อยอดจากแบรนด์กุนเชียงบ้านไผ่ ที่หวังให้คนขอนแก่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี

Photographer

ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

นักเรียนวารสารศาสตร์จากมอน้ำชี ที่เชื่อว่าชีวิตต้องผ่านน้ำ เบื่อการเรียนออนไลน์ อยากเรียนจบแล้ว รักใครรักจริง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load