10 พฤศจิกายน 2563
6 K

‘La Dolce Vita’ เป็นภาษาอิตาเลียนแปลว่าชีวิตอันหอมหวาน

นี่เป็นสโลแกนแรกๆ ของ Vespa แบรนด์สกูตเตอร์จากประเทศอิตาลีที่ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1946 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง

ตั้งแต่นั้นมา เวสป้ากลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชาวอิตาเลียน เป็นยานพาหนะคู่ใจหลบหนีการจราจรที่ติดขัด เป็นเพื่อนเดินทางไกลไปยังเมืองที่ไม่คุ้นชื่อ เป็นช่วงเวลาให้คู่รักได้อยู่ด้วยกัน เป็นการหลบหนีของหญิงสาวในสมัยอนุรักษ์นิยม เป็นการออกจากบ้านคนเดียวครั้งแรก เป็นตัวแทนของปู่ เป็นตัวแทนของพ่อ เป็นความพยายาม เป็นความสำเร็จ

เวสป้าเป็นอะไรหลายๆ อย่างให้คนทั่วโลกตลอด 74 ปีที่ผ่านมา

จนเมื่อ ค.ศ. 2010 เวสป้า ประเทศไทย ได้ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งภายใต้บริษัท Vespiario Thailand จากสกูตเตอร์ที่มีคนใช้งานแค่เฉพาะกลุ่ม กลายเป็นแบรนด์ที่มีวางจำหน่ายอยู่ทั่วประเทศ ด้วยยอดขายกว่า 120,000 คัน กับรถ 120 โมเดลใน 65 สีในเวลาเพียง 10 ปี

เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีของเวสป้า ประเทศไทย เราจึงขอนำ 10 เรื่องราวของแบรนด์ที่เชื่อในอิสรภาพ ความแตกต่าง และการแสดงออกถึงตัวตน ที่หล่อเลี้ยงความหอมหวานในชีวิตมาเล่าให้คุณฟัง

10 เรื่องราว 10 ปีของ Vespa ประเทศไทย สกูตเตอร์ที่สนับสนุนการมีอิสระมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

1. บริษัทของเวสป้าเคยผลิตเครื่องบินรบและรถยนต์มาก่อน

เวสป้า เริ่มต้นครั้งแรกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย Piaggio บริษัทผลิตเครื่องบินรบ เมื่ออิตาลีอยู่ฝั่งประเทศที่แพ้สงคราม รัฐบาลจึงบีบบังคับให้ธุรกิจประเภทนี้ปิดตัวลงแล้วไปทำธุรกิจอย่างอื่น เนื่องจากสินค้าประเภทนี้ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป Piaggio จึงต้องคิดค้นสินค้าใหม่เพื่อรักษาธุรกิจเอาไว้ เริ่มด้วยการเปลี่ยนไปทำรถยนต์ เพราะมีอะไหล่และชิ้นส่วนเหล็กจากการผลิตเครื่องบินอยู่แล้ว แต่ในตอนนั้นรถยนต์ก็ไม่ตอบโจทย์การเดินทางในอิตาลีที่การจราจรติดขัด และคนต้องการความรวดเร็วในการสัญจร 

2. นักออกแบบคนแรกของเวสป้าไม่ชอบมอเตอร์ไซค์

คอร์ราดิโน ดาสคานิโอ (Corradino D’Ascanio) คือนักออกแบบเวสป้าคนแรกที่ออกแบบเฮลิคอปเตอร์ของอิตาลีผู้ไม่ชอบมอเตอร์ไซค์เลยแม้แต่น้อย เขาจึงคิดคอนเซปต์ Car on Two Wheels พาหนะที่สะดวกสบายเหมือนรถยนต์ คนขี่นั่งขาคู่ เวสป้าจึงไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ แต่เป็นสกูตเตอร์ มอเตอร์ไซค์มีเครื่องยนต์แรงกว่า ขับเคลื่อนด้วยโซ่ รูปลักษณ์พัฒนามาจากจักรยาน ขณะที่สกูตเตอร์ขับเคลื่อนด้วยสายพาน 

10 เรื่องราว 10 ปีของ Vespa ประเทศไทย สกูตเตอร์ที่สนับสนุนการมีอิสระมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2
10 เรื่องราว 10 ปีของ Vespa ประเทศไทย สกูตเตอร์ที่สนับสนุนการมีอิสระมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

ในต่างประเทศ ผู้บริโภคสามารถแยกรถ 2 ประเภทได้ชัดเจน แต่ในประเทศไทย เวสป้าถูกรวมไปกับมอเตอร์ไซค์ตามรูปแบบการใช้งาน และเป็นโจทย์ใหญ่ในการทำงานของทีมการสื่อสารของแบรนด์ เพราะจริงๆ แล้วการดูแลรถ 2 ประเภทนี้ก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ถ้าย้อนกลับไปในช่วงแรก สาเหตุที่เวสป้าเป็นเช่นนี้เพราะสกูตเตอร์ใช้สายพาน ซึ่งไม่มีน้ำมันเหมือนมอเตอร์ไซค์ และมีตัวถังเหล็กที่ครอบเครื่องยนต์ จึงไม่เลอะกระโปรงผู้หญิงขณะขับขี่ ทำให้ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มผู้หญิงโดยเฉพาะยุค 60 และ 70 

3. Vespa แปลว่า ตัวต่อ

ในภาษาอิตาเลียน Vespa แปลว่า Wasp หรือตัวต่อ ชื่อนี้ได้มาจาก เอนริโก เพียโจ (Enrico Piaggio) ลูกชายของบริษัท Piaggio ที่เป็นเจ้าของแบรนด์เวสป้า หลังจากเห็นโปรโตไทป์ของสกูตเตอร์รุ่นแรกที่มีด้านหน้าแคบและด้านหลังกว้าง ลักษณะคล้ายตัวต่อไม่มีผิดเพี้ยน

4. เวสป้าเชื่อในความอิสระและการขบถต่อความธรรมดา

เวสป้าเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่เรียกว่า ‘ไม่ตาย’ แม้รูปลักษณ์บางอย่างจะปรับไปตามยุคสมัย แต่จริงๆ หัวใจสำคัญยังคงอยู่ อาทิ ตัวถังเป็นเหล็ก การนั่งเป็นสกูตเตอร์ และมีความคล่องตัวในการใช้งาน เช่นเดียวกับปรัชญาของแบรนด์ก็ไม่เคยเปลี่ยนเช่นกัน เวสป้าจะพูดถึงความอิสระ พูดถึงการขบถต่อบางสิ่งบางอย่างเสมอ เริ่มจากช่วงหลังสงครามที่ตั้งใจออกแบบรถสกูตเตอร์ที่ไม่เหมือนแบรนด์ในท้องตลาด มาถึงยุคที่เป็นพาหนะให้ผู้หญิงเดินทางไปไหนมาไหนได้ด้วยตนเอง หรือสมัยที่อิตาลีมีความอนุรักษ์นิยมมากๆ ก็เป็นเครื่องมือที่ทำให้ชายหญิงได้ใกล้ชิดกันผ่านการซ้อนเวสป้า 

5. สินค้าของเวสป้าไม่ใช่ยานยนต์

เวสป้าไม่ได้ขายแค่ยานยนต์ แต่ขายไลฟ์สไตล์ คอมมูนิตี้ และความแตกต่าง มาตั้งแต่ ค.ศ. 1946 จน ค.ศ. 2020 ก็ยังไม่เคยเปลี่ยน จึงกลายเป็น Cult Brand หรือแบรนด์ที่มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของผู้บริโภค ซึ่งต้องใช้เวลายาวนานในการสร้างและเงินไม่สามารถซื้อได้ ด้วยความที่มีคาแรกเตอร์ชัดเจน เวสป้าจึงเป็นหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่นักการตลาดเล่าเรื่องใหม่ๆ ได้ทุกปี โดยไม่ต้องรอให้มีรถรุ่นใหม่ออกวางจำหน่าย ยกตัวอย่างเช่น เวสป้า ประเทศไทย เคยจัดคาราวานเพื่อฉลองครบรอบ 65 และ 68 ปีของแบรนด์ โดยมีแฟนๆ รถยี่ห้อนี้มารวมพลกว่าหมื่นคน กลายเป็นคอมมูนิตี้ขนาดย่อมรวมคนที่เชื่อและรักในสิ่งเดียวกันไว้ด้วยกัน

ส่วนในอิตาลี เวสป้าถือเป็นแบรนด์และความภูมิใจแห่งชาติที่ต้องสืบทอดและส่งต่อต่อไปเรื่อยๆ

6. แบรนด์ที่เป็นส่วนหนึ่งของ Pop Culture มาตลอด 74 ปี

10 เรื่องราว 10 ปีของ Vespa ประเทศไทย สกูตเตอร์ที่สนับสนุนการมีอิสระมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2
ภาพ : www.imdb.com

เวสป้าอยู่ใน Pop Culture มาโดยตลอด อย่างการปรากฏตัวช่วงเวลาสั้นๆ ในภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง Roman Holiday นำแสดงโดย ออดรีย์ เฮปเบิร์น (Audrey Hepburn) และ เกรกอรี เพก (Gregory Peck) ทั้งยังได้อยู่บนโปสเตอร์หนังเรื่องเดียวกันซึ่งทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นถล่มทลาย หรือแม้กระทั่งโฆษณาทางการตลาดก็เป็นที่น่าจดจำและเรียกได้ว่าทันสมัยมาตลอด เช่น ภาพโฆษณาที่มีคนขี่เวสป้าแต่ไม่มีรถให้เห็นเลย หรือสัญลักษณ์แอปเปิ้ลแหว่ง เปรียบเทียบคนขี่เวสป้าเป็นอดัมและอีฟที่กล้าหยิบแอปเปิ้ลขึ้นมาทาน เป็นตัวแทนของความกล้าที่จะลองสิ่งใหม่ๆ จนกราฟิกแอปเปิ้ลนั้นกลายเป็นเครื่องหมายการค้าที่ใครเห็นก็รู้เลยว่าเป็นเวสป้า เป็นต้น 

10 เรื่องราว 10 ปีของ Vespa ประเทศไทย สกูตเตอร์ที่สนับสนุนการมีอิสระมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

ส่วนในไทยมี House of La Dolce Vita in Scooter ที่จัดแสดงเมื่อปีก่อน เพื่อเล่าเรื่องราวของเวสป้าผ่านนิทรรศการศิลปะ จนถึงการร่วมงานกับผู้กำกับ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ทำหนังสั้น และแรปเปอร์ Maiyarap ทำเพลงแรป ซึ่งทั้งแคมเปญและโฆษณาเหล่านี้แสดงถึงความเป็น Cult Brand ที่มีอิทธิพลสูงจนสามารถโปรโมตแบรนด์โดยไม่ต้องโชว์สินค้าหรือโลโก้

7. เวสป้าเหมาะสำหรับทุกคน

10 เรื่องราว 10 ปีของ Vespa ประเทศไทย สกูตเตอร์ที่สนับสนุนการมีอิสระมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

แบรนด์ในระดับ Global มองว่าเวสป้าเป็นทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ร้านเสริมสวยบางร้านในต่างประเทศนำเวสป้าสีชมพูมาเป็นสัญลักษณ์ของร้าน หรือในคลับเท่ๆ ก็มีการใช้รถเวสป้าสีเข้มๆ มาเป็นสัญลักษณ์ ส่วนในไทยมองเวสป้าเป็นผู้ชายมากกว่า ด้วยความเท่ สมรรถภาพที่แข็งแรงของรถ และวัฒนธรรมการใช้ของกลุ่มลูกค้าในประเทศ แต่ไม่ได้หมายความว่าเวสป้าจะไม่มีความเป็นผู้หญิงเลย ตลอด 10 ปีของเวสป้า ประเทศไทย พบว่ามีลูกค้าผู้หญิงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะรุ่นไฟกลม หรือรุ่นที่มีสีอ่อนๆ หวานๆ สีพาสเทล

8. ยอดขายปีแรกในไทยคือ 1,600 คัน แต่ปัจจุบันมียอดขายเป็น 1 ใน 5 อันดับแรกของโลก

เวสป้าเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อ 10 ปีก่อน สมัยนั้นแบรนด์รถประเภทเดียวกันมีไม่กี่เจ้า สร้างความฮือฮาให้กลุ่มคนที่ชื่นชอบแบรนด์อยู่แล้วอย่างกลุ่มเด็กเรียนศิลปะ กับกลุ่มคนที่ไม่คุ้นเคยกับแบรนด์เท่าไหร่ แต่ตกใจในราคาที่แพงกว่ายี่ห้ออื่นๆ ยอดขายปีแรกขายคือ 1,600 คัน คิดเป็น 0.1 เปอร์เซ็นต์โดยประมาณเมื่อเทียบกับตลาดจักรยานยนต์ในประเทศ จนปัจจุบัน ดีลเลอร์ของเวสป้าในไทยมีอยู่ 83 เจ้า ครอบคลุม 66 จังหวัดทั่วประเทศ ส่วนยอดจดทะเบียนตั้งแต่มกราคมถึงตุลาคมปีนี้คือประมาณ 23,000 คัน

อิตาลีคือประเทศที่ขายเวสป้าได้มากที่สุด ส่วนประเทศไทยติด 5 อันดับแรก

9. หนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่ไม่นำรถไปขายที่มอเตอร์โชว์ช่วง COVID-19

เวสป้า ประเทศไทย มีนโยบายปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์การแพร่กระจายของโรค COVID-19 อย่างการเปิดจองรถผ่านระบบออนไลน์หรือการประมูลเลขสวยผ่านอินเทอร์เน็ต เช่น รถรุ่น Primavera Sean Wotherspoon ที่ทำร่วมกับ ฌอน วอทเธอร์สปูน (Sean Wotherspoon) ดีไซเนอร์ที่อยู่ในวงการสตรีทแฟชั่นมายาวนาน และเคยร่วมงานกับหลายแบรนด์ดังอย่าง Nike, Adidas และ Louis Vuitton เปิดจองออนไลน์ในประเทศไทยเมื่อเดือนสิงหาคมก่อน 50 คัน 3 คันแรกหมดใน 1 นาที และจองเต็มทั้งหมดภายในเวลาเพียง 29 นาที

เช่นเดียวกับงานมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกที่แบรนด์ไม่ได้นำรถไปขายอย่างปกติ สิ่งที่ทำคือนำรถเวสป้าคันใหญ่มหึมาไปตั้งไว้ที่บูทเพื่อให้คนไปถ่ายรูป พร้อมมี QR Code สำหรับผู้ที่อยากได้รายละเอียดเพิ่มเติม จนกลายเป็น Talk of the Town ไปโดยอัตโนมัติ 

10. เวสป้าเป็นทั้งเพื่อน ภรรยา รางวัล ความฝัน และของขวัญ

10 เรื่องราว 10 ปีของ Vespa ประเทศไทย สกูตเตอร์ที่สนับสนุนการมีอิสระมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เวสป้า ประเทศไทย มีเรื่องราวความประทับใจของลูกค้ามากมาย เคยมีลูกค้าที่สร้างฐานะจากการขี่เวสป้าขนผ้าจนมีเงินเก็บสร้างกิจการใหญ่โตกลับมาซื้อรถคันใหม่ มีครอบครัวที่ซื้อทั้งรุ่นปู่ รุ่นพ่อ รุ่นลูก และรุ่นหลาน เวสป้าเป็นรถที่คนขี่มักตั้งชื่อให้ เช่น น้องมะลิ น้องส้มจุก และมีลูกค้าผู้ชายหลายคนเล่าว่า เวสป้าเป็นรถที่แฟนอนุญาตให้ซื้อเพราะหน้าตาน่ารัก หรือช่วงแรกๆ มีคุณลุงเห็นข่าวมอเตอร์โชว์ในหน้าหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ เลยขับรถมาจากอยุธยาพร้อมเงินสด 1 แสนบาทที่ได้จากการทำนาเพื่อซื้อเวสป้า ซึ่งเป็นรถในฝันของเขา 

รวมไปถึงเรื่องราวของเจ้าไวกับ เยเมนส์-ศิววุฒิ เสวตานนท์ Production Manager ของ 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว ภาพยนตร์สารคดีเล่าเรื่องโครงการก้าวคนละก้าวของตูน Bodyslam ที่เวสป้าเคยเป็นสปอนเซอร์ให้นำรถไปใช้ในกองถ่าย เขาขี่เวสป้าคันนี้ตั้งแต่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา จนถึงอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย หลังปิดกล้อง เขาขอซื้อรถต่อจากเวสป้าเพราะความผูกพันตลอด 55 วันที่ถ่ายทำ

10 เรื่องราว 10 ปีของ Vespa ประเทศไทย สกูตเตอร์ที่สนับสนุนการมีอิสระมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2
VESPA THAILAND 10th-anniversary THE JOURNEY OF US

ความพิเศษของการครบรอบ 10 ปีของเวสป้าประเทศไทยมีให้ทั้งสำหรับลูกค้าใหม่และลูกค้าเดิม นับเป็นแคมเปญที่ยาวที่สุดที่บริษัทเคยทำมาตั้งแต่ก่อตั้งขึ้น โดยมีรถรุ่นพิเศษ 4 รุ่นวางจำหน่ายเนื่องในโอกาสนี้ 2 รุ่นแรกคือ Vespa LX 10th ANNI กับ 3 สี Red Corallo, Blue Capri และ Yellow Lime ที่วางจำหน่ายเป็นรุ่นแรกเมื่อ 10 ปีก่อน กับอีกรุ่นพิเศษ SPRINT 150 i-Get ABS 10TH Anniversary Thailand Limited Edition จำนวน 1,010 คัน กับสีเงินคลาสสิกที่ได้แรงบันดาลใจมากจากเวสป้าในโปสเตอร์ที่ 1 เวสป้า พร้อมดีไซน์รายละเอียดต่างๆ ที่ออกแบบเพื่อโอกาสนี้เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมถ่ายรูปกับเวสป้าคู่ใจพร้อมติดแฮชแท็ก #VespaTH10Anni บนอินสตาแกรมแล้วรูปถ่ายของคุณจะขึ้นไปอยู่บนเว็บไซต์ Vespa Thailand ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่

ภาพ : เวสป้า ประเทศไทย 

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

ชื่อแบรนด์: Moleskine
สัญชาติ:  อิตาเลียน
ปีที่ก่อตั้ง: 1997

สำหรับคนรักเครื่องเขียนที่คลิกเข้ามาอ่านบทความนี้เพราะชื่อ Moleskine คงไม่ต้องสาธยายว่าความรู้สึกดีๆ เวลาถือสมุดปกแข็งมุมมน มีสายรัดปกเหมาะเจาะ ว่าเป็นอย่างไร หรือหน้ากระดาษสีครีมเรียบลื่น กับช่องเก็บของที่ปกหลังสะดวกน่าใช้แค่ไหน สำหรับคนที่ (ยัง) ไม่รู้จักแบรนด์อิตาเลียนนี้ดีนัก เราขออธิบายว่าสมุดของ Moleskine คือความเท่ที่พกพาได้ จับต้องได้ ใช้งานได้ดีจนติดใจ และขยันออกคอลเลกชันปกใหม่ๆ ให้สาวกทั่วโลกตามไปลูบคลำและจับจ่ายที่ร้านหนังสือและร้านเครื่องเขียน

เราได้โอกาสต่อสายโทรศัพท์ไปอีกฟากหนึ่งของโลก เพื่อพูดคุยกับ Arrigo Berni ผู้บริหารแบรนด์เครื่องเขียนยักษ์ใหญ่ชาวอิตาเลียน วินาทีนี้ความสำเร็จของแบรนด์ไม่ใช่สิ่งที่เรากังขา สิ่งที่เราสงสัยคือ Moleskine ทำอย่างไรจึงทำให้สมุดปกแข็งของแบรนด์เป็นเหมือน iPhone ที่เจิดจ้าในร้านขายโทรศัพท์ ท่ามกลางคู่แข่งหมวดเดียวกันที่อวดโฉมเรียงราย สมุดมุมมนตอบสนองตัวตนของผู้ใช้มากกว่าแค่ใช้จดบันทึก และยังยืนหยัดอย่างสง่างามในยุคที่ผู้คนหันไปตั้งสเตตัสหรือทวีตมากกว่าเขียนไดอารี่ และสเกตช์ภาพลงหน้าจอมากกว่าตวัดดินสอบนหน้ากระดาษ

ปลุกชีพกระดาษ

Paper is dead. ใครๆ เขาว่ากันแบบนั้น แต่ Moleskine ปฏิเสธความตายของสิ่งพิมพ์มาตั้งแต่รุ่นพ่อ สมุดปกแข็งสีดำสุดป๊อปของแบรนด์กำเนิดจากสมุดยอดนิยมที่นักเขียนและศิลปินยุโรปและอเมริกันอย่าง Van Gogh, Picasso, Ernest Hemingway และ Bruce Chatwin ชอบใช้ โดยร้านที่เย็บสมุดแบบนี้คือร้านเครื่องเขียนเล็กๆ ในปารีส Chatwin ชอบสมุดสีดำขนาดพกพานี้มาก เขาเรียกมันว่า Moleskine และกว้านซื้อมันมาใช้เขียนงาน โชคไม่ดีที่สมุดสุดโปรดของเขาเลิกผลิตและหายสาบสูญไปจากท้องตลาดในช่วงปี 1980 จนกระทั่งในปี 1997 (พ.ศ. 2540) บริษัทเล็กๆ ในมิลานได้คืนชีพสมุดแบบนี้ขึ้นมาอีกครั้ง และตั้งชื่อมันตามนามเดิมที่นักเขียนดังเคยเรียก — Moleskine

คุยกับ Moleskine แบรนด์สมุดสร้างสรรค์ที่เชื่อในพลังของกระดาษ

ตำนานสากล

“ไอเดียเบื้องหลังการผลิตสมุดนี้คือการสร้างสมุดให้คนที่ทำงานสร้างสรรค์ทั้งโลก ใช้เขียน สเกตช์งาน และเชื่อมต่อกับความคิดสร้างสรรค์ แนวคิดเบื้องหลัง Moleskine ไม่เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์แบบอิตาเลียน เราไม่ได้มองตัวเองว่าเป็นแบรนด์อิตาเลียน แต่เป็นแบรนด์สากล”

Arrigo Berni อธิบายที่มาของการคืนชีวิตให้สมุดสุดคลาสสิก ตำนานเรื่องนักคิดนักเขียนชื่อกระฉ่อนชอบใช้สมุดแบบนี้ ผูกโยงภาพลักษณ์สมุดเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ และเพิ่มมูลค่าให้สินค้าได้เป็นอย่างดี โดยสมุดของ Moleskine มีคำอธิบายภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสกำกับอยู่เสมอ แม้แบรนด์จะไม่ได้เกิดจากเมืองน้ำหอม ผู้บริหารใหญ่เฉลยเหตุผลง่ายๆ ที่ไม่ใช่ภาษาอิตาเลียนบนสินค้าว่า

“เป้าหมายของเราคือคนทั่วโลกตั้งแต่แรก เราเลยเลือกใช้ภาษาสากลอย่างภาษาอังกฤษ แล้วก็ภาษาฝรั่งเศส เพราะคนฝรั่งเศสจะไม่ซื้อของแบบนี้เลยถ้าไม่มีคำอธิบายเป็นภาษาฝรั่งเศส”

ดีไซน์ไร้กาลเวลา

แม้จะเกิดจากเมืองแห่งแฟชั่นอย่างมิลาน แต่ Moleskine ยึดหลักการออกแบบที่แตกต่างออกไป สินค้าของแบรนด์ล้วนหน้าตาเรียบง่าย Berni อธิบายว่าวัฒนธรรมการออกแบบของอิตาลีเป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีในการพัฒนาดีไซเนอร์หรือโปรเจกต์ต่างๆ แต่สไตล์ผลิตภัณฑ์ไม่เกี่ยวข้องกับชาติกำเนิด ฟังแนวคิดแล้วเรารู้สึกว่าดีไซน์ของ Moleskine สอดคล้องกับปรัชญาการออกแบบแถบประเทศแถบสแกนดิเนเวียเสียมากกว่าด้วยซ้ำ

“แฟชั่นกับดีไซน์แตกต่างกัน แฟชั่นดีไซเนอร์ออกแบบเพื่อฤดูกาลถัดไป ต้องมีของใหม่ๆ ที่สวยดึงดูดผู้ใช้ แต่ดีไซเนอร์อื่นๆ มีเป้าหมายว่าจะสร้าง shape และ form ที่จะคงอยู่ตลอดไป ตัวอย่างเช่นการออกแบบรถ ลองคิดถึงรถ Porsche 911 สิครับ นั่นคือการออกแบบคลาสสิกที่ยังคงอยู่ในปัจจุบัน นี่เป็นเป้าหมายที่ดีไซเนอร์โดยทั่วไปอยากทำให้ได้ แต่ธรรมชาติของแฟชั่นสั้นกว่านั้นมาก

“Moleskine เป็นแบรนด์สินค้าพรีเมียม เราพยายามสร้างคุณภาพทั้งด้านวัตถุดิบและด้านสุนทรียะ ดีไซน์แบบสะอาดสะอ้าน เน้นฟอร์มสำคัญ ดูคลาสสิกมากกว่าตามแฟชั่น เป็นของใช้ที่ทนทานและน่าใช้”

อย่าเพิ่งคิดว่า Moleskine จะดูเรียบร้อยตามกรอบไปซะหมด CEO เล่าต่อว่าหลายปีมานี้ Moleskine พยายามดึงดูดกลุ่มผู้ใช้เพศหญิงให้มากขึ้น จากสมุดปกดำเรียบๆ ก็ทำสมุดที่มีสีสันลูกเล่นมากขึ้น และแตกไลน์สินค้าที่มีสีสันดึงดูดใจผู้หญิง ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมปากกา เคสโทรศัพท์ และกระเป๋าสตางค์ของแบรนด์นี้ถึงดูน่ารัก เป็นมิตร และยั่วยวนใจเรามาตลอด

คุยกับ Moleskine แบรนด์สมุดสร้างสรรค์ที่เชื่อในพลังของกระดาษ

คุยกับ Moleskine แบรนด์สมุดสร้างสรรค์ที่เชื่อในพลังของกระดาษ

Talent, Exploration, Authenticity

แม้จะเป็นองค์กรระดับโลก แต่หัวใจของการสร้างวัฒนธรรมองค์กรขนาดเล็กอบอุ่นและมีประสิทธิภาพ มาจากคำสำคัญ 3 คำที่นิยามตัวตนของ Moleskine

“talent (ความสามารถ), exploration (การค้นหา), authenticity (ความจริงแท้) talent หมายความว่าเราชื่นชมความสามารถ ทุกคนไม่ต้องดีที่สุดหรือเก่งที่สุด แต่เราเชื่อในความสามารถของทุกคนที่แตกต่างกัน exploration เพราะการทำงานสร้างสรรค์ต้องค้นหาและอาศัยความอยากรู้อยากเห็น ต้องพยายามเก็บเกี่ยว พัฒนาโปรเจกต์ มองหาโอกาสใหม่ๆ และทดลอง สุดท้ายคือ authencity เราไม่เสแสร้งเป็นอื่น เป็นตัวเอง เลือกทำงานกับคนที่ตื่นเต้นในสิ่งที่เรากำลังพูด”

เช่นเดียวกับการเลือกร่วมโปรเจคต์หรือร่วมมือกับบริษัทต่างๆ ขณะที่ Moleskine ค้นหาความสร้างสรรค์ อีกฝ่ายต้องมีความน่าสนใจที่แตกต่างออกไปจึงจับมือสร้างสิ่งใหม่ๆ ร่วมกัน

 

ชมรมนัก ‘จด’ จำ

กลุ่มคนทำงานสร้างสรรค์ เช่น นักเขียน ศิลปิน สถาปนิก ดีไซเนอร์ เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของ Moleskine ที่มีจำนวนราว 10 ล้านคนทั่วโลก แม้ต้นฉบับนี้จะเขียนในคอมพิวเตอร์ ผู้อ่านส่วนใหญ่กำลังอ่านข้อความนี้บนมือถือ และประชากรโลกใช้ชีวิตในโลกดิจิตัลมากขึ้นทุกที แต่การจดบันทึกหรือสเกตช์ภาพลงกระดาษยังให้ความรู้สึกพิเศษที่หน้าจอมอบให้ไม่ได้

“จากการสำรวจผู้ใช้ของเรา โลกแอนะล็อกกับโลกดิจิทัลมีความสัมพันธ์กัน อาจจะน่าประหลาดใจนะครับ แม้กลุ่มผู้ใช้ของเราใช้เทคโนโลยีมากขึ้น แต่ยังเห็นคุณค่าของ Moleskine พวกเขาทำงานด้านสร้างสรรค์ จำเป็นต้องใช้ความคิดและสื่อสาร และมีการศึกษาสูงเมื่อเทียบกับสัดส่วนประชากรโดยเฉลี่ย พวกเขาจะเลือกใช้เครื่องมือตามเป้าหมายการใช้งาน ใช้เทคโนโลยีเพื่อแชร์สิ่งต่างๆ ที่การเขียนด้วยมือทำไม่ได้ แต่ในอีกแง่ การเขียนหนังสือด้วยมือมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดความแม่นยำ และส่งผลต่อการสร้างตัวตนบุคคล

“ตัวอย่างเช่น นักข่าวคนหนึ่งที่ลอนดอนสัมภาษณ์ผมด้วยไอแพด เขาขอโทษที่ใช้ไอแพดแทนสมุด ผมบอกว่าไม่เป็นไร คุณต้องใช้มันทำงานนี่ แล้วเราก็คุยกันเรื่อง Moleskine เป็นแบรนด์ที่สื่อถึงตัวตนสำหรับคนบางกลุ่ม แล้วเขาก็หยุดสัมภาษณ์ เปิดกระเป๋า ควักสมุด Moleskine ขึ้นมาแล้วบอกผมว่าเขาเข้าใจแล้วว่าทำไมตอนนี้ถึงใช้ไอแพดในการสัมภาษณ์ เขากำลังเขียนหนังสือของตัวเอง และเขาเขียนมันลงในสมุดของ Moleskine

“ตอนเขากำลังทำงานสัมภาษณ์ เขาต้องใช้เครื่องมือที่ตอบสนองรวดเร็ว แต่หนังสือเป็นเรื่องส่วนตัวกว่ามาก กระดาษทำให้คุณคิดมากขึ้น จดจ่อมากกว่าพิมพ์บนคีย์บอร์ดหรือพิมพ์ลงหน้าจอ มีการวิจัยแล้วว่าคนทั่วโลกที่มีการศึกษาสูงหรือทำงานสร้างสรรค์ยังใช้กระดาษเขียนหนังสือและจดโน้ต และยังใช้มากขึ้นเรื่อยๆ 3 – 4% ทุกปี ตลาดของเราโตเร็วกว่านั้นมาก เพราะความน่าสนใจของแบรนด์อยู่ที่มันสื่อสารกับคุณ”

ประชาชนคนรัก Moleskine มีมากมายและชุมนุมกันในโลกออนไลน์ ไอเดียการสร้างสมุด Moleskine City Notebooks สมุดที่ใส่เอกลักษณ์เมืองหลวงต่างๆ ของโลกสำหรับการใช้งานในเมืองนั้นโดยเฉพาะก็มาจากชุมชนที่ว่า Berni ยืนยันว่าบริษัทไม่ได้เป็นผู้สร้างพลังเข้มแข็งของชุมชนคนรักสมุด กระแสความรักนี้เกิดขึ้นเองต่างหาก

“เราสร้าง community ไม่ได้ ผมเชื่อว่ายิ่งพยายามสร้าง ก็ยิ่งไม่ประสบความสำเร็จ คอมมิวนิตี้สร้างตัวเองขึ้นมา เป็นผลลัพธ์ของกลุ่มคนที่ตอบสนองต่อสิ่งที่พวกเขาหลงใหล สิ่งเหล่านี้เราสร้างหรือบังคับไม่ได้นะครับ สิ่งที่แบรนด์ควรทำและทำได้คือมีประสิทธิภาพ ทุ่มเทให้ความคิดสร้างสรรค์ ศิลปะ การสื่อสาร การค้นหา และความจริงใจต่อสิ่งที่หลงใหล สิ่งเหล่านี้จะดึงดูดคนสนใจหรือหลงใหลเรื่องเดียวกันเข้ามาเอง ถ้าคุณต้องพยายามสร้าง แสดงว่าคุณมีเป้าหมายอื่นนอกจากการเป็นตัวของตัวเอง”
คุยกับ Moleskine แบรนด์สมุดสร้างสรรค์ที่เชื่อในพลังของกระดาษ

เชื่อมต่อกับโลกออนไลน์

ความวินเทจอาจน่าถวิลหา แต่ Moleskine ไม่ยึดติดกับโลกใบเก่า บริษัทเครื่องเขียนปรับตัวสู่ยุคเทคโนโลยีในฐานะสะพานที่เชื่อมต่อโลกแอนะล็อกและดิจิทัลเข้าด้วยกัน แบรนด์อิตาเลียนเริ่มต้นสร้างสินค้าเทคโนโลยีเมื่อ 5 ปีที่แล้ว และแตกไลน์สินค้าออกมามากมาย Moleskine จับมือกับพาร์ตเนอร์ฝั่งเทคโนโลยีออกสินค้าสมุดหลายตัวที่ใช้งานร่วมกับแอพพลิเคชันมือถือ แค่จดหรือสเกตช์บนกระดาษ ข้อมูลคุณภาพคมชัดจะถ่ายโอนไปอยู่ในแอพ เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมและแชร์ต่อไป ทั้งยังมีแอพพลิเคชันปฏิทิน Timepage สำหรับการจัดการนัดหมายใน App Store ผู้บริหารบริษัทระดับโลกมองว่าการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยคือโอกาสพัฒนาและขยายประเภทสินค้า เขายืนยันชัดเจนว่า Moleskine จะเติบโตด้านเทคโนโลยีมากขึ้นในอนาคต

คุยกับ Moleskine แบรนด์สมุดสร้างสรรค์ที่เชื่อในพลังของกระดาษ คุยกับ Moleskine แบรนด์สมุดสร้างสรรค์ที่เชื่อในพลังของกระดาษ

คุยกับ Moleskine แบรนด์สมุดสร้างสรรค์ที่เชื่อในพลังของกระดาษ

เป็นมากกว่าบริษัทเครื่องเขียน

จากสมุดเรียบๆ ดูธรรมดา วันนี้ Moleskine ไม่ได้หยุดอยู่ที่การผลิตเครื่องเขียน Moleskine cafe ที่มิลานและสนามบินเจนีวาเสิร์ฟดีไซน์อบอุ่นน่ามองควบคู่กับกาแฟ มอบพื้นที่ที่เหมาะกับการอ่านและการสร้างสรรค์ให้ผู้ใช้ แบรนด์อิตาเลียนนี้ยังโดดเด่นเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม ทั้งการใช้กระดาษไร้กรดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนมูลนิธิ Lettera27 ที่ทำงานด้านมอบความรู้ด้านการอ่านเขียนให้กับเด็กในพื้นที่ขาดแคลนทั่วโลก โดยเฉพาะในทวีปแอฟริกา สนับสนุนศิลปินรุ่นเยาว์ตามโรงเรียนต่างๆ และยื่นมือช่วยเหลือองค์กรเพื่อสังคมอีกหลายประเภท

ฟังดูไม่น่าแปลกใจว่าบริษัทใหญ่ทำสิ่งต่างๆ มากมาย แต่เมื่อมองย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นเล็กๆ ในมิลาน Moleskine มาไกลจากการชุบชีวิตสมุดเล่มหนึ่งขึ้นมารองรับความคิดสร้างสรรค์และลายมือของคนทั้งโลก การสร้างสิ่งใหม่ๆ นอกเหนือจากขอบเขตของใช้ทำงาน ทำให้ Moleskine มีตัวตนชัดเจนและน่าจดจำในฐานะวัฒนธรรมสร้างสรรค์มากกว่าบริษัทสินค้าเครื่องเขียน

คุยกับ Moleskine แบรนด์สมุดสร้างสรรค์ที่เชื่อในพลังของกระดาษ

Facebook | Moleskine

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load