10 พฤศจิกายน 2563

‘La Dolce Vita’ เป็นภาษาอิตาเลียนแปลว่าชีวิตอันหอมหวาน

นี่เป็นสโลแกนแรกๆ ของ Vespa แบรนด์สกูตเตอร์จากประเทศอิตาลีที่ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1946 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง

ตั้งแต่นั้นมา เวสป้ากลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชาวอิตาเลียน เป็นยานพาหนะคู่ใจหลบหนีการจราจรที่ติดขัด เป็นเพื่อนเดินทางไกลไปยังเมืองที่ไม่คุ้นชื่อ เป็นช่วงเวลาให้คู่รักได้อยู่ด้วยกัน เป็นการหลบหนีของหญิงสาวในสมัยอนุรักษ์นิยม เป็นการออกจากบ้านคนเดียวครั้งแรก เป็นตัวแทนของปู่ เป็นตัวแทนของพ่อ เป็นความพยายาม เป็นความสำเร็จ

เวสป้าเป็นอะไรหลายๆ อย่างให้คนทั่วโลกตลอด 74 ปีที่ผ่านมา

จนเมื่อ ค.ศ. 2010 เวสป้า ประเทศไทย ได้ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งภายใต้บริษัท Vespiario Thailand จากสกูตเตอร์ที่มีคนใช้งานแค่เฉพาะกลุ่ม กลายเป็นแบรนด์ที่มีวางจำหน่ายอยู่ทั่วประเทศ ด้วยยอดขายกว่า 120,000 คัน กับรถ 120 โมเดลใน 65 สีในเวลาเพียง 10 ปี

เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีของเวสป้า ประเทศไทย เราจึงขอนำ 10 เรื่องราวของแบรนด์ที่เชื่อในอิสรภาพ ความแตกต่าง และการแสดงออกถึงตัวตน ที่หล่อเลี้ยงความหอมหวานในชีวิตมาเล่าให้คุณฟัง

10 เรื่องราว 10 ปีของ Vespa ประเทศไทย สกูตเตอร์ที่สนับสนุนการมีอิสระมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

1. บริษัทของเวสป้าเคยผลิตเครื่องบินรบและรถยนต์มาก่อน

เวสป้า เริ่มต้นครั้งแรกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย Piaggio บริษัทผลิตเครื่องบินรบ เมื่ออิตาลีอยู่ฝั่งประเทศที่แพ้สงคราม รัฐบาลจึงบีบบังคับให้ธุรกิจประเภทนี้ปิดตัวลงแล้วไปทำธุรกิจอย่างอื่น เนื่องจากสินค้าประเภทนี้ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป Piaggio จึงต้องคิดค้นสินค้าใหม่เพื่อรักษาธุรกิจเอาไว้ เริ่มด้วยการเปลี่ยนไปทำรถยนต์ เพราะมีอะไหล่และชิ้นส่วนเหล็กจากการผลิตเครื่องบินอยู่แล้ว แต่ในตอนนั้นรถยนต์ก็ไม่ตอบโจทย์การเดินทางในอิตาลีที่การจราจรติดขัด และคนต้องการความรวดเร็วในการสัญจร 

2. นักออกแบบคนแรกของเวสป้าไม่ชอบมอเตอร์ไซค์

คอร์ราดิโน ดาสคานิโอ (Corradino D’Ascanio) คือนักออกแบบเวสป้าคนแรกที่ออกแบบเฮลิคอปเตอร์ของอิตาลีผู้ไม่ชอบมอเตอร์ไซค์เลยแม้แต่น้อย เขาจึงคิดคอนเซปต์ Car on Two Wheels พาหนะที่สะดวกสบายเหมือนรถยนต์ คนขี่นั่งขาคู่ เวสป้าจึงไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ แต่เป็นสกูตเตอร์ มอเตอร์ไซค์มีเครื่องยนต์แรงกว่า ขับเคลื่อนด้วยโซ่ รูปลักษณ์พัฒนามาจากจักรยาน ขณะที่สกูตเตอร์ขับเคลื่อนด้วยสายพาน 

10 เรื่องราว 10 ปีของ Vespa ประเทศไทย สกูตเตอร์ที่สนับสนุนการมีอิสระมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2
10 เรื่องราว 10 ปีของ Vespa ประเทศไทย สกูตเตอร์ที่สนับสนุนการมีอิสระมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

ในต่างประเทศ ผู้บริโภคสามารถแยกรถ 2 ประเภทได้ชัดเจน แต่ในประเทศไทย เวสป้าถูกรวมไปกับมอเตอร์ไซค์ตามรูปแบบการใช้งาน และเป็นโจทย์ใหญ่ในการทำงานของทีมการสื่อสารของแบรนด์ เพราะจริงๆ แล้วการดูแลรถ 2 ประเภทนี้ก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ถ้าย้อนกลับไปในช่วงแรก สาเหตุที่เวสป้าเป็นเช่นนี้เพราะสกูตเตอร์ใช้สายพาน ซึ่งไม่มีน้ำมันเหมือนมอเตอร์ไซค์ และมีตัวถังเหล็กที่ครอบเครื่องยนต์ จึงไม่เลอะกระโปรงผู้หญิงขณะขับขี่ ทำให้ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มผู้หญิงโดยเฉพาะยุค 60 และ 70 

3. Vespa แปลว่า ตัวต่อ

ในภาษาอิตาเลียน Vespa แปลว่า Wasp หรือตัวต่อ ชื่อนี้ได้มาจาก เอนริโก เพียโจ (Enrico Piaggio) ลูกชายของบริษัท Piaggio ที่เป็นเจ้าของแบรนด์เวสป้า หลังจากเห็นโปรโตไทป์ของสกูตเตอร์รุ่นแรกที่มีด้านหน้าแคบและด้านหลังกว้าง ลักษณะคล้ายตัวต่อไม่มีผิดเพี้ยน

4. เวสป้าเชื่อในความอิสระและการขบถต่อความธรรมดา

เวสป้าเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่เรียกว่า ‘ไม่ตาย’ แม้รูปลักษณ์บางอย่างจะปรับไปตามยุคสมัย แต่จริงๆ หัวใจสำคัญยังคงอยู่ อาทิ ตัวถังเป็นเหล็ก การนั่งเป็นสกูตเตอร์ และมีความคล่องตัวในการใช้งาน เช่นเดียวกับปรัชญาของแบรนด์ก็ไม่เคยเปลี่ยนเช่นกัน เวสป้าจะพูดถึงความอิสระ พูดถึงการขบถต่อบางสิ่งบางอย่างเสมอ เริ่มจากช่วงหลังสงครามที่ตั้งใจออกแบบรถสกูตเตอร์ที่ไม่เหมือนแบรนด์ในท้องตลาด มาถึงยุคที่เป็นพาหนะให้ผู้หญิงเดินทางไปไหนมาไหนได้ด้วยตนเอง หรือสมัยที่อิตาลีมีความอนุรักษ์นิยมมากๆ ก็เป็นเครื่องมือที่ทำให้ชายหญิงได้ใกล้ชิดกันผ่านการซ้อนเวสป้า 

5. สินค้าของเวสป้าไม่ใช่ยานยนต์

เวสป้าไม่ได้ขายแค่ยานยนต์ แต่ขายไลฟ์สไตล์ คอมมูนิตี้ และความแตกต่าง มาตั้งแต่ ค.ศ. 1946 จน ค.ศ. 2020 ก็ยังไม่เคยเปลี่ยน จึงกลายเป็น Cult Brand หรือแบรนด์ที่มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของผู้บริโภค ซึ่งต้องใช้เวลายาวนานในการสร้างและเงินไม่สามารถซื้อได้ ด้วยความที่มีคาแรกเตอร์ชัดเจน เวสป้าจึงเป็นหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่นักการตลาดเล่าเรื่องใหม่ๆ ได้ทุกปี โดยไม่ต้องรอให้มีรถรุ่นใหม่ออกวางจำหน่าย ยกตัวอย่างเช่น เวสป้า ประเทศไทย เคยจัดคาราวานเพื่อฉลองครบรอบ 65 และ 68 ปีของแบรนด์ โดยมีแฟนๆ รถยี่ห้อนี้มารวมพลกว่าหมื่นคน กลายเป็นคอมมูนิตี้ขนาดย่อมรวมคนที่เชื่อและรักในสิ่งเดียวกันไว้ด้วยกัน

ส่วนในอิตาลี เวสป้าถือเป็นแบรนด์และความภูมิใจแห่งชาติที่ต้องสืบทอดและส่งต่อต่อไปเรื่อยๆ

6. แบรนด์ที่เป็นส่วนหนึ่งของ Pop Culture มาตลอด 74 ปี

10 เรื่องราว 10 ปีของ Vespa ประเทศไทย สกูตเตอร์ที่สนับสนุนการมีอิสระมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2
ภาพ : www.imdb.com

เวสป้าอยู่ใน Pop Culture มาโดยตลอด อย่างการปรากฏตัวช่วงเวลาสั้นๆ ในภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง Roman Holiday นำแสดงโดย ออดรีย์ เฮปเบิร์น (Audrey Hepburn) และ เกรกอรี เพก (Gregory Peck) ทั้งยังได้อยู่บนโปสเตอร์หนังเรื่องเดียวกันซึ่งทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นถล่มทลาย หรือแม้กระทั่งโฆษณาทางการตลาดก็เป็นที่น่าจดจำและเรียกได้ว่าทันสมัยมาตลอด เช่น ภาพโฆษณาที่มีคนขี่เวสป้าแต่ไม่มีรถให้เห็นเลย หรือสัญลักษณ์แอปเปิ้ลแหว่ง เปรียบเทียบคนขี่เวสป้าเป็นอดัมและอีฟที่กล้าหยิบแอปเปิ้ลขึ้นมาทาน เป็นตัวแทนของความกล้าที่จะลองสิ่งใหม่ๆ จนกราฟิกแอปเปิ้ลนั้นกลายเป็นเครื่องหมายการค้าที่ใครเห็นก็รู้เลยว่าเป็นเวสป้า เป็นต้น 

10 เรื่องราว 10 ปีของ Vespa ประเทศไทย สกูตเตอร์ที่สนับสนุนการมีอิสระมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

ส่วนในไทยมี House of La Dolce Vita in Scooter ที่จัดแสดงเมื่อปีก่อน เพื่อเล่าเรื่องราวของเวสป้าผ่านนิทรรศการศิลปะ จนถึงการร่วมงานกับผู้กำกับ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ทำหนังสั้น และแรปเปอร์ Maiyarap ทำเพลงแรป ซึ่งทั้งแคมเปญและโฆษณาเหล่านี้แสดงถึงความเป็น Cult Brand ที่มีอิทธิพลสูงจนสามารถโปรโมตแบรนด์โดยไม่ต้องโชว์สินค้าหรือโลโก้

7. เวสป้าเหมาะสำหรับทุกคน

10 เรื่องราว 10 ปีของ Vespa ประเทศไทย สกูตเตอร์ที่สนับสนุนการมีอิสระมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

แบรนด์ในระดับ Global มองว่าเวสป้าเป็นทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ร้านเสริมสวยบางร้านในต่างประเทศนำเวสป้าสีชมพูมาเป็นสัญลักษณ์ของร้าน หรือในคลับเท่ๆ ก็มีการใช้รถเวสป้าสีเข้มๆ มาเป็นสัญลักษณ์ ส่วนในไทยมองเวสป้าเป็นผู้ชายมากกว่า ด้วยความเท่ สมรรถภาพที่แข็งแรงของรถ และวัฒนธรรมการใช้ของกลุ่มลูกค้าในประเทศ แต่ไม่ได้หมายความว่าเวสป้าจะไม่มีความเป็นผู้หญิงเลย ตลอด 10 ปีของเวสป้า ประเทศไทย พบว่ามีลูกค้าผู้หญิงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะรุ่นไฟกลม หรือรุ่นที่มีสีอ่อนๆ หวานๆ สีพาสเทล

8. ยอดขายปีแรกในไทยคือ 1,600 คัน แต่ปัจจุบันมียอดขายเป็น 1 ใน 5 อันดับแรกของโลก

เวสป้าเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อ 10 ปีก่อน สมัยนั้นแบรนด์รถประเภทเดียวกันมีไม่กี่เจ้า สร้างความฮือฮาให้กลุ่มคนที่ชื่นชอบแบรนด์อยู่แล้วอย่างกลุ่มเด็กเรียนศิลปะ กับกลุ่มคนที่ไม่คุ้นเคยกับแบรนด์เท่าไหร่ แต่ตกใจในราคาที่แพงกว่ายี่ห้ออื่นๆ ยอดขายปีแรกขายคือ 1,600 คัน คิดเป็น 0.1 เปอร์เซ็นต์โดยประมาณเมื่อเทียบกับตลาดจักรยานยนต์ในประเทศ จนปัจจุบัน ดีลเลอร์ของเวสป้าในไทยมีอยู่ 83 เจ้า ครอบคลุม 66 จังหวัดทั่วประเทศ ส่วนยอดจดทะเบียนตั้งแต่มกราคมถึงตุลาคมปีนี้คือประมาณ 23,000 คัน

อิตาลีคือประเทศที่ขายเวสป้าได้มากที่สุด ส่วนประเทศไทยติด 5 อันดับแรก

9. หนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่ไม่นำรถไปขายที่มอเตอร์โชว์ช่วง COVID-19

เวสป้า ประเทศไทย มีนโยบายปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์การแพร่กระจายของโรค COVID-19 อย่างการเปิดจองรถผ่านระบบออนไลน์หรือการประมูลเลขสวยผ่านอินเทอร์เน็ต เช่น รถรุ่น Primavera Sean Wotherspoon ที่ทำร่วมกับ ฌอน วอทเธอร์สปูน (Sean Wotherspoon) ดีไซเนอร์ที่อยู่ในวงการสตรีทแฟชั่นมายาวนาน และเคยร่วมงานกับหลายแบรนด์ดังอย่าง Nike, Adidas และ Louis Vuitton เปิดจองออนไลน์ในประเทศไทยเมื่อเดือนสิงหาคมก่อน 50 คัน 3 คันแรกหมดใน 1 นาที และจองเต็มทั้งหมดภายในเวลาเพียง 29 นาที

เช่นเดียวกับงานมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกที่แบรนด์ไม่ได้นำรถไปขายอย่างปกติ สิ่งที่ทำคือนำรถเวสป้าคันใหญ่มหึมาไปตั้งไว้ที่บูทเพื่อให้คนไปถ่ายรูป พร้อมมี QR Code สำหรับผู้ที่อยากได้รายละเอียดเพิ่มเติม จนกลายเป็น Talk of the Town ไปโดยอัตโนมัติ 

10. เวสป้าเป็นทั้งเพื่อน ภรรยา รางวัล ความฝัน และของขวัญ

10 เรื่องราว 10 ปีของ Vespa ประเทศไทย สกูตเตอร์ที่สนับสนุนการมีอิสระมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เวสป้า ประเทศไทย มีเรื่องราวความประทับใจของลูกค้ามากมาย เคยมีลูกค้าที่สร้างฐานะจากการขี่เวสป้าขนผ้าจนมีเงินเก็บสร้างกิจการใหญ่โตกลับมาซื้อรถคันใหม่ มีครอบครัวที่ซื้อทั้งรุ่นปู่ รุ่นพ่อ รุ่นลูก และรุ่นหลาน เวสป้าเป็นรถที่คนขี่มักตั้งชื่อให้ เช่น น้องมะลิ น้องส้มจุก และมีลูกค้าผู้ชายหลายคนเล่าว่า เวสป้าเป็นรถที่แฟนอนุญาตให้ซื้อเพราะหน้าตาน่ารัก หรือช่วงแรกๆ มีคุณลุงเห็นข่าวมอเตอร์โชว์ในหน้าหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ เลยขับรถมาจากอยุธยาพร้อมเงินสด 1 แสนบาทที่ได้จากการทำนาเพื่อซื้อเวสป้า ซึ่งเป็นรถในฝันของเขา 

รวมไปถึงเรื่องราวของเจ้าไวกับ เยเมนส์-ศิววุฒิ เสวตานนท์ Production Manager ของ 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว ภาพยนตร์สารคดีเล่าเรื่องโครงการก้าวคนละก้าวของตูน Bodyslam ที่เวสป้าเคยเป็นสปอนเซอร์ให้นำรถไปใช้ในกองถ่าย เขาขี่เวสป้าคันนี้ตั้งแต่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา จนถึงอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย หลังปิดกล้อง เขาขอซื้อรถต่อจากเวสป้าเพราะความผูกพันตลอด 55 วันที่ถ่ายทำ

10 เรื่องราว 10 ปีของ Vespa ประเทศไทย สกูตเตอร์ที่สนับสนุนการมีอิสระมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2
VESPA THAILAND 10th-anniversary THE JOURNEY OF US

ความพิเศษของการครบรอบ 10 ปีของเวสป้าประเทศไทยมีให้ทั้งสำหรับลูกค้าใหม่และลูกค้าเดิม นับเป็นแคมเปญที่ยาวที่สุดที่บริษัทเคยทำมาตั้งแต่ก่อตั้งขึ้น โดยมีรถรุ่นพิเศษ 4 รุ่นวางจำหน่ายเนื่องในโอกาสนี้ 2 รุ่นแรกคือ Vespa LX 10th ANNI กับ 3 สี Red Corallo, Blue Capri และ Yellow Lime ที่วางจำหน่ายเป็นรุ่นแรกเมื่อ 10 ปีก่อน กับอีกรุ่นพิเศษ SPRINT 150 i-Get ABS 10TH Anniversary Thailand Limited Edition จำนวน 1,010 คัน กับสีเงินคลาสสิกที่ได้แรงบันดาลใจมากจากเวสป้าในโปสเตอร์ที่ 1 เวสป้า พร้อมดีไซน์รายละเอียดต่างๆ ที่ออกแบบเพื่อโอกาสนี้เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมถ่ายรูปกับเวสป้าคู่ใจพร้อมติดแฮชแท็ก #VespaTH10Anni บนอินสตาแกรมแล้วรูปถ่ายของคุณจะขึ้นไปอยู่บนเว็บไซต์ Vespa Thailand ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่

ภาพ : เวสป้า ประเทศไทย 

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

14 พฤศจิกายน 2565

กวาดสายตาไปบนท้องถนนเมืองไทยที่มีรถยนต์หนาแน่นตลอดเวลา ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ใครหลายคนจะมีภาพจำเกี่ยวกับแบรนด์รถยนต์ เพียงแค่เห็น ‘สัญชาติ’ ของรถคันนั้น

รถเอเชียที่วิ่งกันอย่างเนืองแน่น เป็นตัวแทนของยานพาหนะที่จับต้องได้

ขณะเดียวกัน รถยุโรปที่อาจเห็นได้ยากกว่าเพราะราคาสูง คือตัวแทนของคุณภาพและความหรูหรา

แต่นั่นไม่ใช่กับทุกแบรนด์ โดยเฉพาะกับ ‘Kia’

Kia เป็นแบรนด์รถยนต์ที่เก่าแก่ที่สุดของเกาหลีใต้ โดยชื่อมาจากคำว่า ‘คิ’ (기 / 起) ที่แปลว่า ‘การทะยานขึ้นมา’ และ ‘อา’ (아 / 亞) ซึ่งหมายถึง ‘เอเชีย’

เมื่อนำมารวมกัน จึงเกิดเป็นแบรนด์เอเชียที่มีความตั้งใจทะยานขึ้นมาในเวทีโลก

วันนี้ The Cloud มีนัดกับ ฬสนันท์ ภูนิธิพันธุ์กุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ยนตรกิจ เกีย มอเตอร์ จำกัด เพื่อไขความลับเบื้องหลังการเติบโตของแบรนด์ที่เป็นมากกว่าแค่รถยนต์ จนทำให้ยอดจองในประเทศไทยแซงหน้ากำลังการผลิต จนบางครั้งอาจต้องจองข้ามปีกันเลยทีเดียว

9 เรื่องเบื้องหลัง KIA แบรนด์รถยนต์เกาหลีใต้ที่ไม่ได้ขายแค่รถ แต่บันดาลใจผู้ขับขี่

1. หัวใจของ Kia คือ ‘ดีไซน์’

ย้อนกลับไปราว 30 ปีที่แล้ว Kia มีรถยนต์จำหน่ายหลากหลายรุ่น แต่ไม่ได้มีรุ่นไหนโดดเด่นเป็นพิเศษ ถ้าขับไปบนท้องถนนก็อาจจะไม่ได้ต่างจากยี่ห้ออื่น ๆ ซึ่งนั่นทำให้ทีมผู้บริหารตัดสินใจเชิญ ปีเตอร์ ชเรเยอร์ (Peter Schreyer) นักออกแบบมือทองในวงการยานยนต์เข้ามา เพื่อทำอย่างไรก็ได้ ให้รถคันอื่นที่ขับอยู่ข้างหน้า เพียงแค่ชายตามองผ่านกระจกหลังก็รู้ว่ารถคันนั้นคือ Kia

นั่นคือแนวคิดที่ทำให้เกิดการดีไซน์กระจังหน้าให้ออกมาเป็นรูปแบบที่เรียกว่า Tiger Nose ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์จนคว้ารางวัลด้านการดีไซน์มานับไม่ถ้วน และทำให้ก้าวมาสู่ทุกวันนี้ได้

9 เรื่องเบื้องหลัง KIA แบรนด์รถยนต์เกาหลีใต้ที่ไม่ได้ขายแค่รถ แต่บันดาลใจผู้ขับขี่

2. สโลแกนไม่ใช่แค่แท็กไลน์ แต่เป็นเป้าหมายที่ซ่อนอยู่ในประสบการณ์ทุกส่วน

เพื่อรักษาความเป็นแบรนด์ชั้นนำต่อไป ล่าสุด Kia มีการรีแบรนด์ใหม่ โดยไม่ใช่แค่เปลี่ยนโลโก้ สโลแกน หรือภาพลักษณ์ แต่รวมไปถึงเป้าหมายด้วย

สโลแกนเดิมคือ ‘The Power to Surprise’ หมายถึงการนำสิ่งใหม่ ๆ มาให้ลูกค้าอยู่เสมอ

สโลแกนใหม่คือ ‘Movement that inspires’ เริ่มมาจากความเชื่อว่า การเดินทางสามารถสร้างแรงบันดาลใจหรือไอเดียใหม่ ๆ ได้

Kia คลุกคลีอยู่ในวงการยานพาหนะมายาวนาน ตั้งแต่ผลิตมอเตอร์ไซค์ รถบรรทุก จนถึงรถยนต์ และเชื่อว่าการที่มนุษย์ก้าวมาสู่ทุกวันนี้ได้เป็นเพราะการเดินทาง การเคลื่อนที่ขยับขยายอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ดีไซน์ในยุคนี้จึงไม่ใช่แค่หน้าตาของรถยนต์ แต่เป็นการดีไซน์ประสบการณ์ของลูกค้าให้ราบรื่นที่สุด

ประเทศไทยเองก็ได้เปิดตัว Kia Connect ซึ่งเป็นบริการผ่าน Line OA ให้ลูกค้าตรวจสอบสถานะของรถยนต์ รวมถึงจองบริการอื่น ๆ ในที่เดียว ลูกค้าจึงได้ใช้ชีวิตสะดวกขึ้น และมีเวลาไปทำอย่างอื่นที่สร้างแรงบันดาลใจได้มากขึ้นอีกด้วย

3. Kia เป็นตัวแทนของการทะยานของเอเชีย แม้ในยุคใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างทุกวันนี้

ยุคนี้เป็นยุคเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ จากรถยนต์ที่ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในสมัยก่อน รถยนต์ไฟฟ้าหรือที่เรียกกันว่า EV กลายเป็นเทรนด์ที่หลายคนจับตามอง และ Kia ก็เป็นแบรนด์เอเชียที่เป็นผู้นำในเทรนด์นี้ด้วยเช่นกัน

Kia เริ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามาตั้งแต่หลายปีก่อนหน้านี้ และได้รับผลตอบรับที่ดีเสมอมา อย่างในสหรัฐอเมริกา ในปี 2022 ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้ามากสุดเป็นอันดับสอง เป็นรองเพียงแค่ Tesla เท่านั้น!

4. มาตรฐานเป็นที่ 1 ระดับโลก

นี่คือแบรนด์สัญชาติเอเชียที่พิสูจน์ให้เห็นว่า รถเอเชียก็มีคุณภาพดีไม่แพ้รถยุโรป Kia เป็นที่ 1 ในกลุ่ม Mass-brand ของ U.S. J.D. Power Initial Quality Study (IQS) ซึ่งเป็นรางวัลให้กับแบรนด์รถยนต์ที่มีการรายงานปัญหาน้อยที่สุดติดต่อกัน 6 ปีซ้อน ตั้งแต่ปี 2015 – 2020 และล่าสุด แบรนด์นี้ยังได้รับเป็นที่ 1 ในการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของคุณภาพรถยนต์จาก 2022 U.S. J.D. Power Vehicle Dependability Study

นอกจากการอยู่ในอุตสาหกรรมรถยนต์ Hyundai Motor Group ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ก็ได้ลงทุนในอุตสาหกรรมเหล็กด้วย โดยเหล็กที่นำมาใช้กับรถยนต์ในเครือ Hyundai Motor Group จะเป็นเหล็ก Advanced High Strength Steel หรือ AHSS ซึ่งนอกจากจะแข็งแรงกว่าเหล็กทั่ว ๆ ไป ยังเป็นเหล็กที่มีน้ำหนักเบากว่า ช่วยเพิ่มสมรรถนะการขับขี่และประหยัดน้ำมันได้อีกทาง

9 เรื่องเบื้องหลัง KIA แบรนด์รถยนต์เกาหลีใต้ที่ไม่ได้ขายแค่รถ แต่บันดาลใจผู้ขับขี่
เรื่องราวของ KIA แบรนด์รถยนต์ที่เป็นมากกว่ายานพาหนะ เพราะทำให้ทั่วโลกรู้ว่ารถเอเชียก็มีดีเหมือนกัน

5. ดูแลครอบครัว แบบครอบครัว

หนึ่งในสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจนี้ของ Kia คือการมอบการรับประกันคุณภาพ (Warranty) สำหรับ Kia Carnival ใหม่ทุกคันนานถึง 5 ปี หรือ 150,000 กม. ซึ่งหาได้ยากในรถยนต์สัญชาติเอเชียหรือแม้แต่แบรนด์สัญชาติตะวันตกบางแบรนด์ หากต้องการ Warranty ถึง 5 ปี คุณอาจจะต้องเสียเงินเพิ่มก็ได้ ลูกค้าทุกคนจึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลด้านบริการหลังการขายเสมือนคนในครอบครัว ให้หมดห่วงเรื่องปัญหาเกี่ยวกับตัวรถที่อาจตามมาตลอดอายุการใช้งานของรถยนต์คันนี้

6. โชว์รูมไม่ใช่แค่ที่จัดแสดงรถ แต่คือ Service Center ที่ลูกค้ามาใช้ชีวิตได้

หลายคนอาจมองว่าโชว์รูมคือที่จัดแสดงรถยนต์ให้ลูกค้ามาซื้อและทดลองขับ แต่แบรนด์นี้ไม่ได้มองแบบนั้น โดยตกแต่งใหม่ด้วยโทนสีอบอุ่น ให้ความรู้สึกที่สบายมากยิ่งขึ้น แบ่งโซนเป็นห้องให้ลูกค้ามานั่งสบาย ๆ มีมุมให้นั่งทำงานระหว่างรอ และในอนาคตก็มีแผนจะนำเทคโนโลยีใหม่ต่าง ๆ มาจัดแสดง เพื่อความสนุกสนานและตื่นตาตื่นใจอีกด้วย

เรื่องราวของ KIA แบรนด์รถยนต์ที่เป็นมากกว่ายานพาหนะ เพราะทำให้ทั่วโลกรู้ว่ารถเอเชียก็มีดีเหมือนกัน
เรื่องราวของ KIA แบรนด์รถยนต์ที่เป็นมากกว่ายานพาหนะ เพราะทำให้ทั่วโลกรู้ว่ารถเอเชียก็มีดีเหมือนกัน

7. ไม่คิดว่าตัวเองเป็นแค่รถยนต์หรือเครื่องยนต์ แต่คือประสบการณ์ในการเคลื่อนที่

อีกหนึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในการรีแบรนด์ครั้งนี้ คือ การเปลี่ยนชื่อกลุ่มบริษัท

เดิมชื่อเต็ม ๆ คือ Kia Motor Corporation แต่แบรนด์มองว่าการเคลื่อนที่หรือการเดินทางไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงเครื่องยนต์เท่านั้น แต่เป็นอะไรก็ได้ที่ช่วยให้เราเคลื่อนที่ Kia จึงเชื่อในคำว่า Mobility มากกว่าแค่คำว่า Motor 

ดังนั้น Kia จึงตัดคำว่า Motor ออกจากชื่อ ให้เหลือเพียงคำว่า Kia Corporation เป็นสัญญาณถึงความตั้งใจเป็นมากกว่าแค่เครื่องยนต์ แต่เป็นแบรนด์ที่จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีของการเคลื่อนที่ในยุคใหม่ได้

8. ลงทุนในอนาคตด้วย R&D

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้แบรนด์ก้าวมาสู่จุดนี้และยังก้าวต่อไปในอนาคต คือความตั้งใจไม่หยุดพัฒนา Kia ตั้งศูนย์วิจัยในหลายประเทศ ทั้งในเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และอีกมากมาย ทำให้ไม่ถูกจำกัดอยู่กับเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง และยังได้มุมมองจากทั่วทุกมุมโลกอีกด้วย

ตัวอย่างหนึ่งของการวิจัยและพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอหลังการรีแบรนด์ คือการเปิดตัว Dedicated Platform สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า โดยมีแผนเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ถึง 11 รุ่นภายในปี 2026

เดิมทีรถยนต์ไฟฟ้าสร้างโดยเปลี่ยนจากเครื่องยนต์สันดาปมาเป็นเครื่องยนต์ไฟฟ้าภายใต้โครงสร้างเดิม แต่คราวนี้ แบรนด์ตัดสินใจดีไซน์โครงสร้างรถยนต์ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้รถยนต์ไฟฟ้าของพวกเขาเป็นยานพาหนะยุคใหม่อย่างแท้จริง ซึ่งนอกจากความเสถียรที่เพิ่มขึ้นแล้ว ภายในรถยนต์ยังจะมีพื้นที่มากขึ้นอีกด้วย

มากไปกว่านั้น Kia Corporation วางนโยบายไว้ว่า อย่างน้อย 6% ของรายได้ทั้งหมด จะทุ่มไปกับการวิจัยและพัฒนา ทำให้นำเสนอสิ่งใหม่ ๆ ให้ลูกค้าได้ตลอดเวลา

เรื่องราวของ KIA แบรนด์รถยนต์ที่เป็นมากกว่ายานพาหนะ เพราะทำให้ทั่วโลกรู้ว่ารถเอเชียก็มีดีเหมือนกัน

9. สร้างนวัตกรรมใหม่เพื่อความยั่งยืน 

เมื่อพูดถึงความยั่งยืน หลายคนอาจนึกถึงการที่บริษัทจัดกิจกรรม CSR ช่วยเหลือสังคม ลดการปล่อยมลภาวะ เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ 

สำหรับ Kia การสร้างความยั่งยืนผ่านวิธีการเหล่านั้นก็อาจเป็นส่วนหนึ่ง เช่น การเป็นพาร์ตเนอร์กับ National Geographic สนับสนุนเรื่องความยั่งยืน แต่ความยั่งยืนที่แท้จริงเป็นมากกว่านั้น

ในทุกวันนี้ รถยนต์ไฟฟ้าอาจเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยประหยัดพลังงานน่าตื่นตาตื่นใจ แต่ในขณะที่ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่เครื่องยนต์ไฟฟ้า รถยนต์สัญชาติเกาหลีใต้แบรนด์นี้กลับมองล้ำไปถึงการพัฒนา Fuel Cell ซึ่งจะมาเป็นมิติใหม่ของความยั่งยืนในการเคลื่อนที่ของมนุษย์

และนี่ยังเป็นสิ่งที่ทำให้ Kia ไม่ได้ยั่งยืนแบบทั่ว ๆ ไป แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจที่ยั่งยืนให้กับทุก ๆ คนอีกด้วย

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load