เคยพบเจอเรื่องที่เกี่ยวแต่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวกันไหมครับ

เหมือนเวลาที่เขาผ่านเข้ามาในชีวิต สบตาให้กันในบางที เก็บไปเขินจนนอนไม่หลับ ดูคล้ายกับว่าเขาเกี่ยวข้องกับชีวิตเรา ทั้งๆ ที่คนนั้นอาจจะไม่ได้เกี่ยวอะไรกันเลย มันเกี่ยวกันไหม ที่เธอได้เดินเข้ามา ที่เธอได้มาสบตา ตัวฉันถึงเป็นแบบนี้ (กลายเป็นเพลงไปซะแล้ว)

แต่ถ้าจะให้ผมพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวแต่ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องในทางสถาปัตยกรรมแล้ว มันก็มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ดูน่าสนใจมากๆ แต่หลายคนกลับมองข้ามไป ซึ่งมันก็คือเรื่องที่เกี่ยวนี่แหละครับ โดยในความหมายตรงนี้คือ ที่ที่มีไว้สำหรับเกี่ยวแขวนสิ่งของต่างๆ นั่นเอง

และตอนนี้ทุกท่านคงอาจจะรู้สึกงุนงงจนอยากจะเอานิ้วเกี่ยวฝาโน้ตบุ๊กปิดลงเลยใช่ไหมครับ แต่อย่าเพิ่งทำอย่างนั้นเลยครับ เดี๋ยวผมจะลองพยายามทำให้มันเกี่ยวข้องกับเรื่องสถาปัตยกรรมให้ดู

การออกแบบพื้นที่การออกแบบพื้นที่

การออกแบบพื้นที่

สำหรับโลกของการออกแบบสถาปัตยกรรมในทศวรรษนี้ หนึ่งในทักษะสำคัญพื้นฐานในการออกแบบสถาปัตยกรรมที่ถูกสอนกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก ก็คือการผลิตชุดเครื่องมือในการออกแบบพื้นที่ทางสถาปัตยกรรม ซึ่งในวงการสถาปนิกแล้ว เราต่างเรียกชุดเครื่องมือในการออกแบบนี้กันอย่างสั้นๆ ด้วยคำว่า ‘Tools’

ซึ่งไอ้เจ้า Tools หรือเครื่องมือที่ฟังดูเก๋ไก๋นี้ไม่ได้เป็นอุปกรณ์ช่าง ประแจ ไขควง แต่อย่างใดเลย หากเเต่เป็นเรื่องของการสร้างชุดเครื่องมือทางความคิดต่างหากที่จะช่วยให้เราสามารถกำหนดขอบเขตของรูปทรงในการสร้างสเปซแบบต่างๆ ได้ โดยไม่ฟุ้งและหลุดขอบเขตความเป็นจริงของงานสถาปัตย์ในโครงการนั้นๆ จนดูขาดๆ เกินๆ ซึ่งกล่าวได้ว่า Tools ก็คือการสร้างชุดตรรกะหนึ่งเพื่อนำไปใช้ออกแบบพื้นที่ใช้สอยต่างๆ นั่นเอง

แต่ถ้าจะลองขยายความเรื่องเครื่องมือการออกแบบนี้ให้เข้าใจได้มากขึ้นก็คงต้องยกตัวอย่างของการออกแบบอาคารตึกมหานครที่ออกแบบโดย โอเล เชียเรน (Ole Scheeren) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมตึกสูงที่ดูคล้ายกำลังแตกเป็นพิกเซลจำนวนหลายๆ ชิ้น ไล่วนเป็นเกลียวตั้งแต่ยอดลงมาถึงพื้นดิน โดยที่ภาษาของจังหวะการเว้าแหว่งของพิกเซลที่เราได้เห็นบนตึกมหานครนี้สามารถนับว่านี่เป็นรูปแบบหนึ่งของ Tools ที่คุณโอเล เชียเรน สร้างขึ้นมาเพื่อออกแบบ หรืออีกตัวอย่างหนึ่งที่สามารถเห็น Tools ได้ชัดเจน ก็คือห้าง Siam Discovery ที่ถูกรีโนเวตใหม่โดย คุณโอกิ ซาโตะ (Oki Sato) โดยที่ Tools ของห้างนี้ที่เราสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือการใช้ภาษารูปทรงกรอบสี่เหลี่ยมที่ซ้อนทับไปมาบนผิวหน้าอาคารนั่นเองซึ่งเจ้ากรอบสี่เหลี่ยมนี้ยังเป็นลูกเล่นเข้าไปในการตกแต่งโถงห้างข้างในอีกด้วย

การออกแบบพื้นที่

ภาพ : CNN.com

การออกแบบพื้นที่

ภาพ : Archdaily.com

ตัวอย่างทั้งหมดที่ผมได้ยกมานั้นแม้จะดูค่อนข้างเป็นรูปธรรมที่ยิ่งใหญ่และมีความชัดเจนในการใช้ Tools มากๆ ในขณะที่เรื่องเล็กๆ อย่างการเกี่ยวแขวนสิ่งของที่ดูไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสถาปัตยกรรมเท่าไหร่นัก ผมก็กลับมองว่าการเกี่ยวของนี่แหละก็คือ Tools ของชุดตรรกะแบบหนึ่งที่สามารถนำไปสร้างพื้นที่แบบไทยๆ ไม่ว่าจะการแขวนถุงพลาสติกที่ใส่สินค้า การตากเสื้อผ้า การห้อยหลอดไฟลงมาจากฝ้า ยันแขวนของศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ที่เราเห็นในทุกๆ วันนั่นเอง โดยที่คนทั่วไปสร้างเครื่องมือการออกแบบชุดนี้ขึ้นมากันเองโดยไม่รู้ตัว

ซึ่งความน่าสนใจสุดๆ สำหรับการออกแบบพื้นที่โดยการใช้ Tools การเกี่ยวแขวนนี้สำหรับผมก็คือเราสามารถสร้างฟังก์ชันใหม่ๆ ในพื้นที่ต่างๆ บนความเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้

การออกแบบพื้นที่

การออกแบบพื้นที่

อย่างที่ผมเคยเห็นมา เช่น ร้านขายอาหารริมทางที่พื้นที่หลังร้านติดกับริมรั้วระแนงเหล็กดัด เขาก็ใช้ Tools นี้โดยการเอาถุงที่ใส่วัตถุดิบต่างๆ มาจัดแจงเรียงแขวนไว้กับเหล็กดัดข้างหลังร้านนั้น เสมือนกำลังสร้างพื้นที่รั้วนั้นให้กลายเป็นตู้กับข้าวของร้านอาหารตนเองเสีย หรืออีกตัวอย่างหนึ่งของการที่ซุ้มวินมอเตอร์ไซค์ได้ไปตั้งชิดกับเสาไฟฟ้า พวกพี่วินเองก็จะเอาไม้เอาตะปูมาตอกกับเสาทำเป็นที่แขวนป้ายวินและแขวนหมวกไปในตัว หรือการเอาไม้ไผ่ยาวๆ มาสอดระหว่างเสาไฟเพื่อสร้างที่แขวนเสื้อกั้กวินด้วยกันเอง

อีกทั้งในคอลัมน์นี้เองตอนหนึ่งผมก็เคยกล่าวถึงปรากฏการณ์พื้นที่ขายของสไตล์ไทยคอลลาจ ที่ต้องการทำให้สินค้าอยู่ในหน้าร้านให้ได้มากที่สุดของร้านโชห่วย ส่วนหนึ่งที่การออกแบบสุดโต่งนี้ที่เกิดขึ้นได้นั่นก็เพราะการใช้การเกี่ยวแขวนเพื่อการโชว์สินค้าขึ้นไปบนฝ้าและกำแพงนั่นเอง

การออกแบบพื้นที่

การออกแบบพื้นที่

และถ้าถามผมว่าทำไมลักษณะของ Tools การเกี่ยวสิ่งของต่างๆ ถึงสามารถพบเห็นได้ง่ายโดยทั่วไป และกลายเป็นเครื่องมืออันยอดนิยมสำหรับการสร้างพื้นที่ของคนไทยมากๆ ซึ่งมันก็จะมีประมาณ 4 เรื่องที่ผมสันนิษฐานเอาไว้ว่าน่าจะเป็นเหตุผล ได้แก่

1. วิธีคิดในการติดตั้งที่เกี่ยวและแขวนสิ่งๆ ต่างๆ นั้น เราล้วนได้พื้นฐานมาจากกิจกรรมในชีวิตประจำที่สำคัญมากๆ อันหนึ่ง นั่นก็คือการตากผ้าเพราะเนื่องด้วยว่าประเทศของเราเป็นประเทศอุณหภูมิร้อนชื้น ทำให้เหงื่อซึมเสื้อผ้าได้ง่าย และนั่นทำให้เราต้องซักผ้าแทบทุกวัน อีกทั้งประเทศเรามีแดดแรงที่ไม่เคยให้ได้หนาวจนปากสั่น บวกกับการอยู่อาศัยในพื้นที่อันจำกัดมากๆ

ซึ่งในที่สุดแล้วเหตุปัจจัยเหล่านี้ได้พาเราไปสู่ทักษะการในดิ้นรนในการสร้างราวตากผ้าในลักษณะต่างๆ ไม่ว่าจะการขึงเชือกจากริมขอบอาคารหรือการที่นำแท่งไม้ยาวๆ ไปแขวนห้อยกับจุดต่างๆ เพื่อให้กลายเป็นราวตากได้ (ซึ่งค่อนข้างคล้ายการตากผ้าตึกสูงที่สิงคโปร์) ทั้งหมดทั้งมวลนี้ได้ส่งผลทำให้เราได้ฝึกทักษะและวิธีคิดการสร้าง Tools การเกี่ยวแขวนสำหรับการออกแบบที่ติดตัวเรานั่นเอง

การออกแบบพื้นที่ การออกแบบพื้นที่

2. ทักษะสายตาในการหาพื้นที่ในการเกี่ยวแขวนนั้นสามารถเป็นไปได้ในทุกที่ แม้ว่าจะไม่ได้มีผนังเอาไว้ตอกตะปู ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมคนส่วนใหญ่จึงค่อนข้างมีทักษะทางนี้กันมากนัก (หรือว่าเรายึดติดมากไป ฮาๆ) แต่การใช้สายตามองพื้นที่ปกติธรรมดาให้ก้าวข้ามไปอีกสเต็ปนั้นมันกลับทำให้เหล็กดัด รั้วระแนง หูที่จับประตู หรืออะไรที่ดูน่าจะไม่เกี่ยวได้ กลายเป็นแขวนได้เฉยเลย ไม่ว่าจะเป็นจุดแขวนเล็กจุดเกี่ยวน้อย เราก็สามารถเอาของไปแขวนได้เฉยเลย เหมือนกับว่าอะไรก็ตามที่เราอยากจะให้เกี่ยว เดี๋ยวมันก็จะเกี่ยวได้เอง

การออกแบบพื้นที่

3. วัสดุอุปกรณ์ในการทำการเกี่ยวของนั้นหาง่ายมาก เช่น ถุงพลาสติกที่มีหูหิ้วไว้แขวน เชือกฟางที่เอาไว้ผูก หรือเหล็กตัวเอสที่เอาไว้เกี่ยว อุปกรณ์เหล่านี้ต่างเป็นสิ่งของหาได้ง่าย อีกทั้งยังสามารถติดตั้งจุดเกี่ยวด้วยตัวเองได้เช่นกัน

4. เรามีวัฒนธรรมการเกี่ยวแขวนสิ่งของเพื่อแสดงถึงศรัทธาและความเชื่อต่างๆ ไม่ว่าจะการแขวนไซดักทรัพย์ไว้ที่หน้าบ้าน การแขวนกระจกหกด้านกันเรื่องภัยอันตราย การแขวนโคมไฟสีแดงเพื่อความเป็นมงคลหรือว่าการแขวนกระจกซีดีเก่าๆ ไว้ที่หน้าต่างโดยเชื่อว่านกพิราบจะไม่มาวุ่นวาย

การออกแบบพื้นที่

การออกแบบพื้นที่

การออกแบบพื้นที่

โดยที่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ถ้าเรามองในแง่ความเป็นสากลมากขึ้น เราอาจจะสามารถเรียกได้ว่านี่คือ ‘Vertical Design’ หรือการออกแบบพื้นที่ในทางตั้ง โดยที่เทรนด์ในการออกแบบที่ผ่านมาก็คือ การออกแบบพวกสวน Vertical Garden หรือการออกแบบชั้นวางของต่างๆ ในห้องคอนโดฯ ที่มีพื้นที่อย่างจำกัดนั่นเอง

การออกแบบพื้นที่

ซึ่งถ้าลองเทียบกับโลกสากลแล้ว วิธีคิดของ Tools ในการเกี่ยวสิ่งของที่เห็นทั่วไปในบ้านเรา ค่อนข้างจะเป็นงานออกแบบ Vertical Design ที่คาดเดาไม่ได้และไม่มีรูปแบบตายตัว แต่กลับมีตรรกะที่ค่อนข้างแข็งแรงและมีประสิทธิภาพมากๆ เพราะบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าวิธีการนี้สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาในพื้นที่แคบๆ หรือพื้นที่ขายของต่างๆ ที่ดูเหมาะสมกับบริบทบ้านเราเป็นอย่างมาก โดยที่เราอาจนับว่าการเกี่ยวนี้ก็คือลักษณะของวิธีคิดของพื้นถิ่นร่วมสมัยแบบ Urban Vernacular ประเภทหนึ่งในเมืองได้เช่นกัน โดยที่จริงๆ แล้ว Tools การออกแบบด้วยวิธีการเกี่ยวแขวนนี้เราก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องจัดการพื้นที่ใช้สอยเท่านั้น

การออกแบบพื้นที่

ไม่นานมานี้ผมได้พบกับงานออกแบบ Re-design ที่ออกแบบโดยแม่ค้าขายน้ำคนหนึ่ง ณ ร้านขายแห่งหนึ่ง แกได้นำราวเกี่ยวเสื้อผ้าพลาสติก 2 อันมาต่อกับท่อพีวีซี กลายเป็นอุปกรณ์สำหรับช่วยในหิ้วถุงน้ำอัดลม ซึ่งทำให้แกสามารถหิ้วน้ำได้ทีละสิบกว่าถุง อันเป็นการเพื่อช่วยให้ในการเดินรอบเดียวนั้นขายน้ำได้มากกว่าเดิมหลายเท่าตัว (สุดยอด) ซึ่งนี่ก็ช่วยแสดงให้เราเห็นได้ว่าสุดท้ายมันก็น่าอยู่ที่เรานี่แหละที่จะเข้าใจว่ากระบวนคิดในการสร้างภาษาของการเกี่ยวแขวน จะสามารถต่อยอดและสร้างมูลค่าอะไรกับงานออกแบบของเราต่อๆ ไปได้บ้าง

และตอนนี้ผมหวังว่าหลายๆ ท่านคงมีความรู้สึกว่าการเกี่ยวที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบทางสถาปัตยกรรมไม่มากก็น้อยนะครับ

ขอให้ทุกท่านได้เกี่ยวข้องแต่เรื่องดีๆ ในปี 2562 นี้ และมีแต่ความสุขนะครับ

สำหรับตอนนี้สวัสดีครับ

การออกแบบพื้นที่

การออกแบบพื้นที่

การออกแบบพื้นที่

ขอขอบคุณ: สุวิชา พิทักษ์กาญจนกุล และ ลัฏฐิกา บุญบันดาล

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อาคิเต็ก-เจอ

ชวนคุยเรื่องสถาปัตยกรรมรอบตัว และตั้งข้อสังเกตวัฒนธรรมไทยที่สะท้อนในงานสถาปัตย์

“ปล่อย ชีวิตจริงทิ้งไป วางไว้ข้างทาง…”

คือเนื้อท่อนแรกของเพลง Vacation Time ถ้าเดาทางภาษาเพลงแล้วก็คงหมายถึง เหนื่อยก็พัก เอาภาระแวะวางทิ้งไว้ข้างทางเสียก่อน

แต่…ถ้าเราจะต้องแวะพักรถข้างทางล่ะ

เมื่อหมุนเพลงปิดและเริ่มหันซ้ายจากหลังพวงมาลัยเพื่อหาที่พักรถริมทาง เราก็มักจะพบสีแดงคาดขาวห้ามจอดที่ถูกทาอยู่ริมฟุตปาทที่มีมากและไม่สัมพันธ์กับปริมาณพื้นที่ริมทางทั้งหมด

จนสุดทางแพตเทิร์นของเขตห้ามจอดแล้ว ตอนนั้นเราก็มักจะเจอวัตถุต้องสงสัยสักชิ้นวางเป็นอุปสรรคสุดท้ายในการแวะพักรถของเราเสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นไม้กั้น หรืออะไรใดๆ ซึ่งวัตถุนั้นก็ไม่ใช่ของใครที่ไหน ก็จะเป็นของเจ้าของที่ตรงนั้นนี่แหละ

ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด

หลายครั้งเราจำต้องขับรถเลยไปอีกเพื่อหาที่พักรถที่อื่น หรือไม่ก็ต้องแอบยกวัตถุนั้นเขยื้อนหรือยกหลบ ซึ่งถ้าเรารู้จักเจ้าของที่ตรงนั้นเราก็จะรอดไป

การจอดริมทางฟรีๆ ในบ้านเรา เพียงวางวัตถุใดๆ ลงไปที่ข้างทาง พื้นที่ตรงนั้นก็จะกลายเป็นที่จอดที่ฟรีไม่จริงในทันที เป็นฟรีพาร์กกิ้งแบบไทยๆ ที่…ห้ามจอด ห้ามพัก ห้ามลักหน้าบ้าน

จะว่าไปแล้ว การสร้างพื้นที่ให้เกิดสัญญะโดยไม่มีตัวอักษรว่า ตรงนี้ห้ามจอดนะครับ (ทำเสียงดุๆ) มันก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจในเชิงการสร้างพื้นที่มากๆ ในรูปแบบหนึ่ง เพียงวางของลงไปที่หน้าบ้านเฉยๆ นั้น มันทำให้เรากลายเป็นเจ้าที่เจ้าของข้างทางได้ขนาดนี้เลยหรือ

มาลองดูสิว่าใน อาคิเต็ก-เจอ รอบนี้เราจะมาหาคำตอบอะไร จากการใช้พื้นที่ฟรีพาร์กกิ้งได้บ้างครับผม

ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด

 

ห้ามจอด ห้ามพัก..

ผมโตมาในบ้านพักตึกแถว 1 คูหาเล็กๆ ที่มีหน้ากว้างพียง 4 เมตร ความทรงจำวัยเด็กของผม ในบ้านจะมีรถ Toyota Corona ปี 1985 คันสีขาวสะอาดไร้รอย ข้างในเบาะทั้งหมดกรุด้วยผ้ากำมะหยี่ จอดเทียบชิดริมฝั่งขวาที่เว้นระยะชิดให้พอเปิดประตูคนขับออกมาได้

ในทุกครั้งที่จะต้องออกเดินทางไปโรงเรียนในยามเช้าตรู่ ผมจะงัวเงียเดินออกไปหน้าบ้าน หยิบแท่งไม้ที่ทาด้วยสีขาวแดงสลับกัน ปลายด้ามปักไปที่ก้อนคอนกรีตตรงพื้นเท้า

ด้วยน้ำหนักที่แรงเด็กยกไม่ไหว แต่ด้วยก้อนคอนกรีตเองนั้นถูกฝนขอบกลมมน ทำให้เด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งสามารถจับปลายไม้กลิ้งก้อนคอนกรีตนั้นอย่างง่ายดาย จนขยับไม้นั้นออกไปจนได้

ทันใดนั้น เสียงสตาร์ทรถจากในบ้านก็ดังกระหึ่มไปทั้งซอย และแล้วแม่ก็ขับรถสีขาวคันนั้นพุ่งออกมาจากคูหาเล็กๆ เลี้ยวรถออกไปเทียบบนถนนสาธารณะแคบๆ ใกล้บ้าน

หลังจากนั้นผมก็จะกลิ้งไอ้เจ้าไม้นั้นกลับเข้าไปที่เดิม และก็วิ่งต้อยๆ ขึ้นรถไปโรงเรียนก่อนที่จะไปเข้าแถวสาย ซึ่งเมื่อไปถึงที่โรงเรียนแล้ว กิจกรรมแบบนี้ก็จะถูกทำซ้ำอีกรอบหนึ่ง ณ ที่ลานจอดที่โรงเรียนนี่เอง

ผมเคยถามแม่ว่า บ้านเรามีเจ้าไม้ห้ามจอดได้อย่างไร แม่ก็ตอบกลับง่ายๆ ว่า เห็นที่โรงเรียนเขามีใช้กันก็เลยอยากได้บ้าง เลยไปหาซื้อตาม

ในเมื่อเราต้องขับรถออกจากบ้าน หากใครมาแอบมาจอดขวางหน้าบ้านในตอนเช้า เราก็ไปโรงเรียนไม่ได้สิ แน่นอนว่าหากไม่ทำแบบนั้น ก็จะเกิดสถานการณ์ดราม่าในซอยแน่นอน และคำตอบจากแม่นั้นก็ทำให้ผมนึกขึ้นได้อีกว่า ไอ้เจ้าไม้ที่หน้าบ้านเรากับที่โรงเรียนมันคือแบบเดียวกัน ทั้งการทาสีและขนาด (?!)

ซึ่งสมัยก่อนเวลาใครจะมาเที่ยวบ้าน ผมก็มักจะบอกว่าหน้าบ้านฉันหาไม่ยาก สังเกตได้จากไอ้เจ้าไม้สีขาวแดงนี่แหละ นี่คือสัญลักษณ์บ้านฉันเอง ญาติๆ เองที่มาที่บ้านก็จะรู้กัน เขาก็จะกล้ายกไอ้ไม้นั้นออก แล้วจอดรถตัวเองเทียบแบบสบายๆ แตกต่างกับคนที่ไม่รู้จักหรือเพื่อนบ้าน ที่จะไม่กล้ายกมันจนกว่าจะได้รับการอนุญาตจากพ่อหรือแม่ของผม

เป็นที่น่าสนใจว่าเพียงแท่งไม้เล็กๆ อันเดียวนั้นสามารถสร้างอาณาเขตเชิงพื้นที่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไม้ขนาดความกว้างคูณยาวไม่เกิน 30×30 เซนติเมตร กลับมีความสามารถครอบครองพื้นที่ได้ถึง 12 ตารางเมตร หรือ 2.40×5.00 เมตร ซึ่งเป็นขนาดที่จอดรถมาตรฐาน

และแล้วผมก็มาพบในตอน ม.ปลาย ตอนติวความถนัดทางสถาปัตย์พื้นฐานอีกทีว่า ทฤษฎีการสร้างพื้นที่ว่างนั้นไม่จำเป็นต้องสร้างระนาบผนังหรือก่อกำแพง เพียงเราสร้างจุดบางอย่างตามมุมพื้น หรือว่ายกพื้นมาสัก 10 เซนติเมตร หรือว่าการที่เราวางโต๊ะตัวหนึ่งไว้กลางที่โล่ง เราก็สามารถเห็นขอบเขตและกรอบการใช้งานพื้นที่ว่างขึ้นมาเองทันที เห็นว่าเก้าอี้จะต้องมีกี่ตัว คนยืนล้อมโต๊ะได้กี่คน จะต้องเว้นให้คนเดินตรงไหน โดยไม่ต้องสร้างผนังกำหนดอะไรเลย

ผมว่าไอ้ไม้สีขาวแดงหน้าผมกำลังทำหน้าที่ในการสร้างพื้นที่ที่ไร้ผนังอยู่นั่นเอง

กระทั่งผมเรียนจบสถาปัตย์จากมหา’ลัย ไอ้เจ้าไม้แท่งนั้นก็ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดิมหน้าบ้านของมันที่เคยเสียแล้ว รถคันใหม่ถูกจอดทับไปแทนมันที่หน้าบ้าน บ้านผมมีรถ 2 คัน ซึ่งกลายเป็นว่าตอนนี้เวลาต้องเอารถคันที่อยู่ในบ้านออกมาใช้ ต้องมีอีกคนเอารถอีกคันวิ่งออกตาม เวลาใครจะมาเที่ยวบ้านก็จะต้องเอารถหน้าบ้านขับวนไปจอดที่อื่นก่อน

เสมือนว่าไม้ห้ามจอดเล็กๆ ที่ทำหน้าที่อยู่ที่หน้าบ้านมาช้านาน กลับถูกแปรสภาพกลายเป็นพื้นที่ของที่จอดของรถคันหนึ่งจริงๆ ไปเสียอย่างนั้น

 

ห้ามลักหน้าบ้าน

เมื่อกลับมาดูว่าอะไรคือการห้ามจอดของบ้านเมืองเราจริงๆ แล้ว พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 หมวด 4 การหยุดรถและจอดรถ ได้มีมาตรา 55 ห้ามมิให้ผู้หยุดขับขี่เป็นประเด็นไว้ 8 แบบลักษณะไว้ดังนี้

(1) ในช่องเดินรถ เว้นแต่หยุดชิดขอบทางด้านซ้ายของทางเดินรถในกรณีที่ไม่มีช่องเดินรถประจำทาง (2) บนทางเท้า (3) บนสะพานหรือในอุโมงค์ (4) ในทางร่วมทางแยก (5) ในเขตที่มีเครื่องหมายจราจรห้ามหยุดรถ (6) ตรงปากทางเข้าออกของอาคารหรือทางเดินรถ (7) ในเขตปลอดภัย (8) ในลักษณะกีดขวางการจราจร

พอลองดูในทุกลักษณะข้อห้ามแล้ว มันก็จะมีหัวข้อ (6) ที่ดูจะเกี่ยวข้องกับกรณีการห้ามจอดบริเวณหน้าบ้านที่มีเจ้าที่เจ้าของ และ (5) ในเขตที่มีเครื่องหมายจราจรห้ามหยุด ที่ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับการห้ามจอดด้วยที่กั้น เพียงแต่ว่าสำหรับในกฏหมายตัวนี้น่าจะเป็นพื้นที่ในกรณีของเจ้าหน้าที่จราจรและในทางกฎอาคารจอดรถ

จริงๆ แล้วที่วางกั้นการฟรีพาร์กกิ้งแบบบ้านๆ นั้น อาจจะไม่ได้เข่าข่ายใดๆ เลย กล่าวได้ว่าเป็นกระบวนการพื้นถิ่นแบบนอกลู่ที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาการถูกยึดพื้นที่หน้าบ้านจากรถใครก็ไม่รู้

จากปัจจัยการที่ต้องเอารถของตนออกมาจากบ้าน ในขณะที่พื้นที่ทางเท้าตามกฎหมายไม่สัมพันธ์กัน ซึ่งในทางเทคนิคเราก็จะเห็นโดยทั่วกันว่าสามารถทำได้ แต่ในทางกฎหมายก็ไม่แน่ชัดนัก

ความน่าสนใจอย่างหนึ่งสำหรับการได้เห็นที่กั้นในการป้องกันการฟรีพาร์กกิ้งโดยทั่วไปแล้ว เราจะพบว่าวิธีออกแบบนั้นจะมีลักษณะเป็นการใช้อุปกรณ์มาประยุกต์ ซึ่งมีความค่อนข้างหลากหลายและมีความครีเอทีฟประมาณหนึ่ง

จากการที่ผมได้ไปสำรวจและสังเกตมา ทำให้เราแบ่งประเภทได้ ดังนี้

1. แท่งไม้หรือท่อ PVC ที่ด้านฐานหล่อเป็นก้อนคอนกรีตในถัง-รูปแบบนี้จะเป็นลักษณะการกั้นที่จอดแบบเบสิก นอกจากดูเข้าใจง่ายว่าตรงนี้ห้ามจอด ด้วยตัวคอนกรีตก้อนที่ปลายพื้นเองค่อนข้างมีน้ำหนัก ทำให้คนที่คิดจะมายกออกเมื่อมาจับยกแล้ว จะต้องคิดอีกทีว่าควรยกไหมเพราะมันหนัก ซึ่งวิธีการทำอาจจะดูเหมือนง่าย จริงๆ ต้องบอกให้รู้ไว้ว่า การหล่อคอนกรีตก้อนหนึ่งนั้นไม่ง่าย แต่เราก็จะเห็นรูปแบบที่คนทั่วไปเขาทำกันเองจริงๆ เยอะมาก (แบบขายสำเร็จรูปก็มีนะ)

ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด

2. แท่นกั้นประกอบแบบ DIY – เป็นที่กั้นอีกรูปแบบที่เจอบ่อยๆ โดยคาดว่าเป็นวิธีคิดที่ต่อเนื่องจากข้อ 1. เพราะว่าจะเป็นการประดิษฐ์อุปกรณ์ขึ้นมาเอง เพียงว่าไม่ได้เลือกวัสดุเป็นคอนกรีต แต่จะเป็นการประกอบเศษไม้เหลือใช้หรือเศษเหล็กต่างๆ และนำสร้างหน้าที่ใหม่ที่ทรงคุณค่า

ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด

3. เก้าอี้ไม้หรือเก้าอี้พลาสติก – นอกจากเก้าอี้จะมีไว้นั่งแล้ว ทั้งเก้าอี้ไม้และเก้าอี้พลาสติกยังสามารถเป็นทุกอย่างให้เธอแล้วอย่างตอนเก่าๆ ที่ผมเคยเขียนไว้ ซึ่งในการสร้างพื้นที่ห้ามจอดเอง เราก็จะพบการใช้เก้าอี้พลาสติกนี่แหละบ่อยมากๆ เข้าใจได้ว่ามันเบาและก็ยกไปมาง่าย ตอนไหนไม่ให้จอดก็เอามานั่ง นึกใจดีตอนไหนก็ยกมันไปเก็บละกัน 

ป้ายห้ามจอด

4. อุปกรณ์เบ็ดเตล็ด – ในเมื่อจาก 3 ข้อที่ผ่านมานั้นยากไป เราก็เอาของที่ใกล้ๆ ตัวเรานี่แหละนำมาใช้ ไม่ว่าจะราวตากผ้า กระถางต้นไม้ ถังปี๊บ เศษไม้พาเลท ยางรถยนต์ หรืออะไรก็ได้ที่จะพอคิดออกละกัน

ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด

จากทั้งหมดที่ผมได้ออกไปสำรวจและเจอมานั้น เข้าใจได้ว่ารูปแบบเหล่านี้มักจะถูกพัฒนาและลอกเลียนวิธีการใช้งานมาจากพวกรั้วกั้นและกรวยจราจรนี่แหละครับ

แม้ว่าด้วยกรอบองค์ความรู้ของผมเองอาจไม่สามารถเคาะได้ว่าวิธีการใช้วัตถุกั้นรถเหล่านี้มีความชอบธรรมแค่ไหน และด้วยวัฒนธรรมรถยนต์ส่วนตัวของบ้านเราที่มีปริมาณมาก ก็คงไปสัมพันธ์กับเหตุของการเกิดขึ้นของพื้นที่ห้ามจอดเหล่านี้ทั่วบ้านเมืองของเรา

แต่ในเชิงรูปแบบการใช้พื้นที่ทางสถาปัตยกรรมแล้ว นี่นับเป็นรูปแบบการใช้สเปซที่น่าสนใจและควรได้รับการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อหาทางออกของงานดีไซน์ที่ดีต่อใจของทุกฝ่าย ทั้งคนอยากจอดและคนที่ห้ามจอด ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องมานั่งถกกันในหลากประเด็นเลยเชียว

สุดท้าย…ท้ายสุด ผมได้เจอบทคัดย่อจากผลงานภาพถ่ายศิลปะของ คุณอัครา นักทำนา ในผลงานภาพถ่ายชุด Landlords (เจ้าที่) ซึ่งเป็นผลงานตั้งคำถามในเรื่องที่คล้ายกับสิ่งที่ผมตั้งไว้ ก็คือเรื่องการวางสิ่งของริมทางจนเป็นเจ้าที่เจ้าของพื้นที่ตรงนั้นๆ

บทคัดย่อกล่าวไว้ว่า “การวางสิ่งของริมข้างทางในเมืองไทยสามารถสังเกตเห็นได้โดยง่ายเพียงออกไปตามริมถนน หรือในตรอกซอกซอย ตั้งแต่สิ่งธรรมดาสามัญไปจนถึงสิ่งแปลกพิสดาร..เหล่านี้อาจเป็นเพียง ‘วัฒนธรรมแบบไทยไทย’ ที่สั่งสมกันมานานจนผนวกรวมเข้ากับวิถีชีวิตในทุกวันนี้ได้อย่างไร้ที่ติ หรือเป็นเงาสะท้อนถึงการใช้อำนาจแบบไทยไทยที่เริ่มต้นจากเข้ายึดพื้นที่เล็กๆ น้อยๆ จนสามารถแผ่อำนาจเข้าครอบครองพื้นที่ราวกับเป็นเจ้าของที่ที่แท้จริง และท้ายที่สุดเจ้าของเดิมก็ยอมรับอำนาจนั้นอย่างไร้ถ้อยคำโต้แย้ง”

จริงแท้แล้ว พื้นที่ห้ามจอดด้วยการวางสิ่งของที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี่ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งในการใช้อำนาจไทยๆ ระดับท้องถิ่นประเภทหนึ่งนั่นเอง

ขอให้สามารถหาที่จอดพักรถได้รวดเร็วตามที่ต้องการ และได้ที่ร่มไม่ให้เบาะข้างในรถต้องตากแดดนะครับ

สำหรับตอนนี้ สวัสดีครับ

ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด ป้ายห้ามจอด

บรรณานุกรม

https://car.kapook.com/view188677.html
http://www.akkaranaktamna.com/series/Landlord/
http://web.krisdika.go.th

Writer & Photographer

ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ ที่ยังมีสถาปนิกเป็นวิชาชีพ และมีงานเขียนเป็นวิชาเสริม ชอบปั่นจักรยานและทักทายกับคนแปลกหน้าโดยไม่จำเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load