บ่ายนี้คงจะเป็นอีกวันที่ร้อนจนเหงื่อไหลไคลย้อย หากเราไม่เดินลัดเลาะมาจนเจอที่พักใจใหม่ ตั้งอยู่ไม่ไกลจาก BTS พร้อมพงษ์

เราหยุดยืนหน้าร้านอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อโจทย์ที่ได้รับคือ ‘Veggiology’ ร้านน้ำผักผลไม้สกัดเย็นกลางซอยสุขุมวิท 41 แต่ภาพที่เห็นกลับไม่เป็นอย่างที่คิดแม้แต่น้อย

ร้านเพื่อสุขภาพในจินตนาการ คงจะถูกทาด้วยสีขาวครีม ใช้เฟอร์นิเจอร์เกลี้ยงเกลา ขายอาหารมังสวิรัติ มีของวางระเกะระกะเพียงนิดหน่อย ในสไตล์มินิมอลเน้นความสะอาดตา แต่ที่นี่ทั้งหมดตรงกันข้าม

ประตูบานใหญ่ที่ดูคล้ายกับเรือดำน้ำ ท่ามกลางไฟสีส้มสลัวบนผนังสีแดงก่ำ ชวนให้เราเอามือผลักเข้าไปพบกับ แตน-ดุจฤทัย คงคาเจริญ หญิงสาวเจ้าของร้าน ผู้กล้าบอกกับเราว่า น้ำสกัดเย็นไม่ใช่ทั้งหมดของการดูแลสุขภาพ

Veggiology คาเฟ่น้ำผักสกัดเย็นย่านสุขุมวิท ที่มั่นใจว่าน้ำเพื่อสุขภาพต้องดื่มแล้วดีด!

เปิดขวดแรก
Mini Oasis

เราเปิดบทสนทนาด้วยการถามว่า ‘นิยามของ Veggiology คืออะไร’ เพราะภายในร้านไม่ได้มีเพียงน้ำผักผลไม้สกัดเย็นให้เลือกสรร แต่ยังมีโซนสินค้าออร์แกนิกให้เลือกซื้อ มีขวดปั๊มน้ำยารีฟิลให้เลือกชั่ง มีผลิตภัณฑ์แปรรูปวางเรียงราย มีจุดรับพลาสติกสะอาดสำหรับขยะรีไซเคิล แตนตอบเราให้หายข้องใจว่า แค่อยากให้คนมาร้านแล้วรู้สึกดีกับตัวเองได้อีกนิดหนึ่ง

ไม่ถึงขนาดค้นพบแรงบันดาลใจ หรือได้รับพลังกลับไปจนเหลือล้น แต่ขอแค่ดีอีกนิดหนึ่งจากการเลือกทำสิ่งดี ๆ ให้กับตัวเองเท่านั้น

ย้อนกลับไป 10 ปีก่อน ตอนที่เธอยังแข็งแกร่งไม่ได้อย่างทุกวันนี้ แตนเริ่มต้นจากทำน้ำผักผลไม้ทานเองเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ นานวันเข้าก็ได้รับความสนใจจากคนรอบข้างผ่านคำชมปากต่อปาก ผันตัวมาเป็นแม่ค้าขายน้ำออนไลน์ ก่อนจะกลายเป็นเถ้าแก่เนี้ย เปิดร้านร่วมกับสามีอาร์ตตัวพ่อ ผู้เนรมิตให้ Veggiology เป็นร้านเพื่อสุขภาพที่ไม่เหมือนใคร ในตอนนั้น เธอหวังไกลที่สุดแค่อยากมีพื้นที่ที่บอกสิ่งที่อยากบอกได้ดังขึ้น

“เพราะการดูแลสุขภาพไม่ใช่แค่การกินน้ำสกัดเย็น แล้วของใช้ล่ะ ผิวหนังคืออวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกายนะ” เธอกล่าวอย่างจริงใจ

ทำให้โซนสินค้าออร์แกนิกเกิดตามมาติด ๆ ในหนึ่งวันเธอมีกากผักผลไม้เหลือทิ้งมากกว่า 40 กิโลกรัม ส่วนหนึ่งเธอเอาเปลือกของผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว อย่างสับปะรดและมะนาว มาทำน้ำยาล้างจาน น้ำยาอเนกประสงค์ อีกส่วนหนึ่งเธอนำกากมาอบแห้ง ปั่นละเอียด ผสมลงไปในสบู่ก้อนทำเอง  

เธอเคยบ้าคลั่งการทำปุ๋ยอยู่ช่วงหนึ่งก่อนจะพับโครงการไป เมื่อพบว่ามีลูกค้าจำนวนมากประสงค์จะนำกากเหล่านี้ไปใช้ต่อ มีทั้งนำไปให้อาหารเต่า นำไปผลิตขนมสำหรับสุนัข นำไปย้อมผ้าจากพืชให้สี จากขยะที่ต้องพยายามศึกษาหาวิธีกำจัด ปัจจุบันกลายเป็นของขาดตลาดที่ไม่พอกับความต้องการของลูกค้าไปแล้ว

Veggiology คาเฟ่น้ำผักสกัดเย็นย่านสุขุมวิท ที่มั่นใจว่าน้ำเพื่อสุขภาพต้องดื่มแล้วดีด!
Veggiology คาเฟ่น้ำผักสกัดเย็นย่านสุขุมวิท ที่มั่นใจว่าน้ำเพื่อสุขภาพต้องดื่มแล้วดีด!

นอกจากตัวเอง เธอบอกให้เราคิดถึงสภาพแวดล้อมให้มากเข้าไว้ เพราะสุขภาพที่ดีไม่อาจงอกเงยท่ามกลางมลภาวะที่ย่ำแย่ เธอจึงพยายามลดปริมาณพลาสติกในร้านให้น้อยที่สุด รวมถึงรณรงค์ให้ลูกค้านำภาชนะมารีไซเคิลที่จุดรับพลาสติกสะอาด แม้มันอาจจะไม่ใช่หนทางที่ส่งผลกระทบต่อสังคมเท่าไหร่ก็ตาม

“เราตื่นมาต้องเช็กว่าวันนี้ฝุ่นเยอะขนาดไหน ทำไมเราต้องใช้ชีวิตแบบนี้ ถ้าอยากมีสุขภาพดี เราก็ต้องเห็นแก่สุขภาพโลกด้วย ฟังดูเหมือนโลกสวย แต่สุดท้ายเราทำไปเพราะอยากให้มันกลับมาที่ตัวเอง กลับมาหาคนที่เรารัก พูดตามความจริง คนที่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมกับคนที่ไม่สนใจมันแตกต่างกันมาก เราทำเท่าที่จะทำได้ เราไม่ได้ Zero Waste ทำไม่ได้ก็คือไม่ได้ เราอาจจะเป็นรอยกระเพื่อมเล็ก ๆ ในมหาสมุทร แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำ”

ยกขวดสอง
The Greenlaxy

คล้ายกับการเสนอทางเลือกให้ผู้บริโภค เธอไม่เคยบอกว่าต้องดื่มน้ำสูตรนี้เท่านั้นถึงจะมีผิวพรรณสวย แตนเชื่อว่าเราทุกคนอยู่กับวิธีการกินแบบใดแบบหนึ่งได้ไม่นาน สุขภาพเป็นสิ่งที่ออกแบบเองได้ ไม่มีสูตรเฉพาะตายตัว และต้องไม่เกิดจากการถูกบังคับ เธอจึงคิดค้นน้ำสกัดเย็นขึ้นมาถึง 28 สูตร ใช้ผักผลไม้ร่วม 50 ชนิด บรรจุในขวดแก้วที่ล้างฆ่าเชื้ออบแห้งทุกขวด โดยทั้งหมดสรรพคุณแตกต่างกัน ทั้งบำรุงหัวใจ ให้พลังงาน ต้านมะเร็ง ลดคอเลสเตอรอล ฟอกเลือด ผิวกระจ่างใส ฯลฯ มีปัญหาสุขภาพเรื่องใดก็เอามือไปจิ้มเลือกสูตรได้ทันที

ยังไม่รวมน้ำสูตรพิเศษที่คิดค้นขึ้นตามฤดูการผลิตของพืชผักชนิดนั้น ๆ ครอบคลุมตั้งแต่เด็กกินได้ ไปจนถึงผู้ใหญ่กินดี เป็นฟันเฟืองเล็ก ๆ ที่ทำให้รู้สึกว่า การกินผักจำนวนมากดีต่อชีวิตอย่างไร

Veggiology คาเฟ่น้ำผักสกัดเย็นย่านสุขุมวิท ที่มั่นใจว่าน้ำเพื่อสุขภาพต้องดื่มแล้วดีด!
Veggiology คาเฟ่น้ำผักสกัดเย็นย่านสุขุมวิท ที่มั่นใจว่าน้ำเพื่อสุขภาพต้องดื่มแล้วดีด!

“ร้านนี้คนจะคิดว่าเป็นร้านเพื่อสุขภาพที่มาแล้วต้องเฮลท์ตี้มาก ๆ แต่ร้านเรามีไส้กรอก มีเนื้อสัตว์ มีนมวัว แตนไม่ได้กินวีแกน แล้วเราก็อยากขายสิ่งที่เราเป็นจริง ๆ ไม่ใช่ขายอะไรได้ก็ขาย

“เรื่องสุขภาพไม่ใช่การบังคับตัวเอง แต่มันต้องกลายเป็นเรา ต้องใจดีกับตัวเอง อย่าไปกดดันมาก เราอยากกินโค้กก็กินสิ ถ้ามันอยากขนาดนั้น แต่กินอย่างมีสติ ฟังเสียงร่างกายตัวเองเยอะ ๆ เรารู้สึกสดชื่นแค่ตอนกินนั่นแหละ สักพักก็จะเริ่มง่วง เริ่มอืด การกินอาหารมันเหมือนการเติมน้ำมันให้ร่างกาย ถ้าเราเติมไม่ดี รถก็มีปัญหา เสียง่าย ถ้าเราเติมน้ำมันดี ๆ เครื่องก็ไม่ค่อยพัง”

เมนูน้ำดื่มของที่นี่แบ่งออกเป็น 4 หมวด คือ หนึ่ง Chilling Fresh เป็นน้ำที่ให้ความรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า สอง Mild Veggie เป็นน้ำที่มีผักใบเขียวจัดเต็ม แต่ดื่มได้สบายใจ สาม Savoury Bold เป็นน้ำที่ให้รสผักหนักแน่น ทั้งกลิ่น ทั้งรสชาติ และสี่ Smooth Plant Milk หมวดหมู่นมถั่วที่ดื่มง่ายอยู่ท้อง 

หากอยากลองดื่มดูบ้างแต่ใจก็ยังซ่าแบบสั่น ๆ ขอเชิญสั่งเมนู ‘VGL FLIGHT’ ที่ย่อขนาดน้ำขายดี 10 สูตรจากทุกหมวดมาอยู่ในรูปแบบแก้วช็อต ความสนุกอยู่ตรงที่วิธีการดื่ม ต้องเริ่มจากน้ำสีเขียวปี๋ช่วยขับสารพิษอย่าง ‘Gravity Green’ ที่ดื่มยากที่สุดเป็นช็อตแรก เรื่อยมาก่อนจะตบท้ายด้วยน้ำสีแดงช่วยลดอักเสบอย่าง ‘Symphony’ ที่ดื่มง่ายที่สุดราวกับปลอบประโลม ส่วนอีก 8 ช็อตระหว่างทางนั้น โลดโผนเหมือนตอนขึ้นเครื่องบินครั้งแรกในชีวิตก็มิปาน

Veggiology คาเฟ่น้ำผักสกัดเย็นย่านสุขุมวิท ที่มั่นใจว่าน้ำเพื่อสุขภาพต้องดื่มแล้วดีด!

สิ่งที่น่าสนใจคือ เมนูของเธอบอกส่วนผสมทุกอย่างไม่มีกั๊ก เราเชื่อว่าทุกคนต้องเคยมีประสบการณ์คล้ายกันที่เมนูนี้อร่อยมาก ๆ แต่นึกเท่าไรก็นึกไม่ออกว่าส่วนผสมสำคัญที่ทำให้ลืมจานนี้ไม่ลงคืออะไรกันแน่ เมื่อพลิกแผ่นดินหาจนเจอคำตอบ ก็หนีไม่พ้นผงชูรส นมข้นหวาน หรือนานาเครื่องปรุงที่เราเองปฏิญาณว่าจะไม่แตะต้องมาทั้งชีวิต แต่คุณจะไม่มีความรู้สึกแบบนั้นที่นี่ เพราะสิ่งที่ติดสอยห้อยตามชื่อเมนู คือส่วนผสมทั้งหมดที่อยู่บนจาน

‘Silent Brave’ เครื่องดื่มสมูทตี้สีเขียวเข้ม ดีกรียอดขายอันดับหนึ่งถูกยกมาเสิร์ฟเป็นแก้วต่อไป แตนบอกอย่างติดตลกว่า “เห็นเขียว ๆ แบบนี้ กล้าลองไหมล่ะ” เราเข้าใจได้ทันทีว่าชื่อนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรเมื่อตักเนื้อหนัก ๆ ของสมูทตี้เข้าปากในคำแรก เพราะน้ำปั่นของที่นี่ไม่เสิร์ฟหลอด ใช้ผลไม้แช่ฟรีซสร้างความเย็น ปั่นกับน้ำแข็งเพียง 2 ก้อน

Veggiology คาเฟ่น้ำผักสกัดเย็นย่านสุขุมวิท ที่มั่นใจว่าน้ำเพื่อสุขภาพต้องดื่มแล้วดีด!

หลายคนคงส่ายหน้า หากทราบว่าส่วนผสมหลักของแก้วนี้คือปวยเล้ง และคงรีบเปิดผ่านเพราะคิดถึงปริมาณผักที่ใส่เข้าไปจากสีของน้ำ แต่รสชาติของมันกลับอร่อยมากอย่างไม่น่าเชื่อ แตนดักความกลัวของคุณทุกทางด้วยการผสมผสานกับผลไม้จนแทบไม่เหลือเคล้าความเป็นผัก นอกจากความอร่อยแล้ว ชื่อของแก้วนี้ก็เป็นอีกหนึ่งความพิเศษที่แตนภูมิใจนำเสนอ เธอบอกกับเราว่าชื่นชอบงานศิลปะทุกอย่าง และสนใจเรื่องการประดิษฐ์ถ้อยคำเป็นอย่างมาก สังเกตจากชื่อเรียกของน้ำทุกสูตรที่มีลูกเล่นไม่หยอก แก้วนี้คล้ายคลึงกับตัวเธอเองที่มักริเริ่มทำอะไรเงียบ ๆ คนเดียว หากแต่ใช้ความกล้ามหาศาล

ร้านน้ำผักผลไม้สกัดเย็นที่ขายมากกว่าน้ำดื่ม หวังให้คนไปแล้วรู้สึกดีกับตัวเองขึ้นอีกนิดหนึ่ง และมีจุดแข็งคือความบ้า

            อีกหนึ่งจานคือ ‘Multigrains Forest Salad’ เสิร์ฟพร้อมไส้กรอกโฮมเมดจากหมูสุขภาพดี คลุกเคล้ากับเครื่องเทศสมุนไพร ออกมาเป็นไส้กรอกที่ไม่เด้งสู้ฟันเหมือนเจ้าอื่น แต่รับรสชาติหมูเต็ม ๆ คำ ท่ามกลางสวนป่าธัญพืชที่มีทั้งลูกเดือย ควินัว ถั่วแดง เมล็ดฟักทอง และผักสลัดอีกมาก เกือบทั้งหมดผ่านการคัดสรรโดยแม่ค้าคนกลางที่คร่ำหวอดในวงการผักผลไม้ปลอดสารพิษ เฟ้นหาเกษตรกรตั้งแต่เหนือจรดใต้ที่มีดีเอ็นเอบางอย่างต้องตากัน

เขย่าขวดสาม
Happy Cells

“จุดแข็งของเราคือความบ้ามั้ง”

เธอตอบออกมาทันควันด้วยน้ำเสียงที่ไม่มั่นใจเท่าไรนัก เมื่อเราถามถึงวิธีการเอาตัวรอดในโมงยามที่มองไปทางไหนก็มีร้านเพื่อสุขภาพเต็มไปหมด ก่อนจะอธิบายต่อด้วยการยกตัวอย่างกรรมวิธีสกัดเย็น

“เราไปสุดตัวตั้งแต่ตอนขายออนไลน์ ศึกษาว่าการสกัดเย็นคือไม่ผ่านความร้อน แสดงว่าถ้าผักโตมาจากสารเคมี มันก็จะสกัดยามาให้เรากินด้วยสิ เพราะไม่เหมือนการต้มผัดแกงทอด งั้นเราต้องใช้ผักผลไม้ออร์แกนิกเท่าที่จะหาได้ เครื่องที่ใช้ก็เป็นเครื่องที่สกัดวิตามินออกมาได้มากที่สุด ในประเทศไทยตอนนั้นไม่มีขาย เราใช้เงินหมดบัญชีทั้งที่เราก็ไม่ได้มีเงินเก็บเยอะ แต่เราทุ่มสุดตัว เพราะเรากินแบบไหน เราก็จะขายแบบที่เรากิน”

ร้านน้ำผักผลไม้สกัดเย็นที่ขายมากกว่าน้ำดื่ม หวังให้คนไปแล้วรู้สึกดีกับตัวเองขึ้นอีกนิดหนึ่ง และมีจุดแข็งคือความบ้า

ราวกับดีเอ็นเอบางอย่างที่ตามหาจะเป็นสิ่งนี้ เธอพูดถึงกลุ่มเกษตรกรเครือข่ายที่เป็นเพื่อนกันในโซเชียลมีเดียเฉกเช่นเพื่อนในชีวิตจริง “เราว่ามันอยู่ที่ใจ คนที่เขาอินมากมันไม่ใช่แค่การขายแล้วจบ แต่เขาจะภูมิใจนำเสนอในสิ่งที่เขาทำ ดึกดื่นเรายังเห็นเขาเก็บหน่อ เก็บใบ เพื่อให้ได้ผลผลิตสดใหม่ เขาก็มีความบ้าของเขา เราก็เลยเห็นกัน”

การทำร้านเธอก็บ้าอยู่ไม่น้อย แตนบอกว่าทุกอย่างผิดหลักการธุรกิจไปหมดตั้งแต่เริ่มต้น เธอเพิ่งหันมาคำนวณต้นทุนจริงจังหลังเปิดร้านมาแล้ว 4 ปีเต็มด้วยซ้ำ นับเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ต้องทอดลมหายใจยาวก่อนจะเล่าออกมา

“เราให้คนอื่นคิดด้วยนะ เพราะเราไม่เก่งเลข ต้นทุนต่อขวดมันสูงมาก ค่าวัตถุดิบ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าคน ค่าเครื่อง อาจดูเหมือนเราขายแพง กำไรดี แต่เปล่าเลย เราได้กำไรหลักสิบ ความยากคือเราไม่ได้คิดว่าสิ่งนี้เป็นธุรกิจ แต่เราต้องทำให้มันรอด”

เมื่อเจ้าของร้านบ้า เกษตรกรก็บ้า แล้วใครอีกที่พอจะเข้าแก๊งนี้ได้ 

มีเฉลยอยู่ในยอดขาย เพราะน้ำผักที่ดูน่ากลัวเกือบทุกตัวเป็นเมนูขายดีที่สุด ซ้ำยังถูกแจ้งความจำนงว่าขอให้เข้มข้นมากกว่าเดิม

“ลูกค้าเรามีสายจริงจังเยอะมาก ทำสูตรเดิมมา หลัง ๆ เขาจะรีเควสว่าไม่ใส่ผลไม้ที่หวานขนาดนี้ได้ไหม เราก็ต้องคิดสูตรใหม่ที่ใช้ผลไม้น้อยมาก ใช้ผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อย เลือกใช้แอปเปิลเขียวมากกว่าแอปเปิลแดง สำคัญคือต้องดื่มแล้วสดชื่น ไม่ใช่น้ำผักผลไม้แบบกล่องที่กินแล้วอร่อยดี แต่ศัพท์ของร้านเราคือต้องรู้สึก ‘ดีด’ เหมือนตอนดื่มกาแฟ”

ร้านน้ำผักผลไม้สกัดเย็นที่ขายมากกว่าน้ำดื่ม หวังให้คนไปแล้วรู้สึกดีกับตัวเองขึ้นอีกนิดหนึ่ง และมีจุดแข็งคือความบ้า

แตนเล่าให้ฟังว่าคนส่วนมากไม่ค่อยมีปัญหากับการกินผลไม้ แต่ถึงจะเป็นน้ำตาลจากธรรมชาติ อย่างไรเสียมันก็เป็นน้ำตาลวันยันค่ำ คำพูดติดปากทุกครั้งที่เธอเปิดเวิร์กชอปสอนทำน้ำผักเพื่อสุขภาพจึงหนีไม่พ้น “ใส่ผักอีก (ลากเสียง)”

มีนักเรียนหลายคนที่ผลตรวจสุขภาพยังไม่ค่อยสู้ดีแม้จะดื่มน้ำผักเป็นประจำ เนื่องจากใช้ผลไม้เป็นตัวนำแล้วตามด้วยผักเพื่อให้สี เธอชวนเราทุกคนมาปรับความเข้าใจใหม่ ว่าต่อให้ลักไก่ใส่ผลไม้มากเพียงไร ตัวร้ายที่แท้จริงในน้ำผักไม่ใช่รสชาติแต่เป็นกลิ่นต่างหาก หลังจากผ่านการดู การอ่าน การลองผิดลองถูกมาเป็นเวลานาน แตนก็เชี่ยวชาญมากพอที่จะรู้ว่าน้ำแบบไหน ‘ดีด’ ถึงใจแม้ไม่ใส่คาเฟอีน

“เราบ้าที่กล้าเลือกสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้” ครั้งนี้เธอหนักแน่นในคำตอบ เปี่ยมไปด้วยความตั้งมั่น และอาจหมายความได้ว่า Veggiology เป็นแหล่งรวมดีเอ็นเอคนบ้า ที่ไม่หยุดตามหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง

ไม่กี่สิบนาทีหลังจากเราสนทนากัน ลูกค้าประจำก็เข้ามาขนเอากากผักผลไม้หลายกิโลไปให้เต่า พร้อมกันกับที่ลูกค้าอีกท่านเข้ามาอุดหนุนด้วยกระเป๋าประทับตราโลโก้ ของสมนาคุณจากทางร้านที่มอบให้ผู้มียอดซื้อสินค้าครบ 1,000 บาทเป็นต้นไป

ร้านน้ำผักผลไม้สกัดเย็นที่ขายมากกว่าน้ำดื่ม หวังให้คนไปแล้วรู้สึกดีกับตัวเองขึ้นอีกนิดหนึ่ง และมีจุดแข็งคือความบ้า

วางขวดสี่
The Silent Brave

กว่าจะมาเป็นแตน เจ้าของร้านน้ำผักสกัดเย็นไม่ใช่เรื่องง่าย หากเปรียบชีวิตเป็นภาพยนตร์ที่ต้องกรอเทปย้อนกลับไป เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนใคร คือการที่เธอถูกวินิจฉัยว่าเป็นเนื้องอกที่ต่อมไทรอยด์ จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่ทำให้เธอเข้าใจว่าสุขภาพร่างกายคือสมบัติที่ต้องหวงแหน

“ตอนที่เราเจอปัญหา อะไร ๆ ก็ดูมืดไปหมด แต่มันก็ยังมีแสงสว่างเล็ก ๆ ใครจะไปรู้ว่าวันนั้นที่เรารู้สึกแย่มาก นั่งร้องไห้ในห้องหมอ จะทำให้เราเป็นเราในตอนนี้ เวลาเจอปัญหาเลยรู้สึกว่า หายใจลึก ๆ ทุกปัญหาต้องนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าสิ”       

เธอปาดคราบน้ำตา โอบรับทุกความห่วงใยจากคนรอบข้าง ตัดสินใจไม่ผ่าต่อมไทรอยด์ออกและเลือกรักษาด้วยวิธีทางธรรมชาติ เริ่มศึกษาวิธีการกินอาหารให้มีประโยชน์สูงสุดต่อตัวเอง เมื่อร่างกายฟื้นฟูดี อารมณ์ก็จะดีตามมา จิตใจก็จะสมดุลมากยิ่งขึ้น จนไม่อยากเก็บความรู้อันมีค่าเหล่านี้ไว้คนเดียวอีกต่อไป 

ไม่แปลกเลยหากแตนจะพูดถึงการรักตัวเองได้ลึกซึ้งกว่าใครเขา ในวันที่เธอกลายเป็นเจ้าของกิจการ เป็นภรรยา และเป็นแม่ได้อย่างยอดเยี่ยม เราหยิบยกคำพูดของเธอมาครบทุกวรรคตอน เสมือนเป็นเครื่องยืนยันว่า วันนี้เธอแข็งแกร่งกว่าเมื่อวานมากแค่ไหน

“การต้องทำร้านให้รอดเป็นจุดท้อของเราก็จริง แต่มันกลายเป็นจุดที่ทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเอง เราได้ทำในสิ่งที่ชอบจริง ๆ เราอิน เราบ้า เราทำด้วยความตั้งใจดี เราก็เลยมีแรงสู้ มีแรงฮึด เราขอบคุณตัวเอง ตบบ่าตัวเองมาก ๆ เธอเก่งมากที่ทำมาได้ขนาดนี้ หลายครั้งที่เราไม่ค่อยได้คุยกับตัวเองจริงจัง เราขอบคุณพ่อ ขอบคุณแม่ได้ จริง ๆ แล้วควรขอบคุณตัวเรามากที่สุด

“เมื่อก่อนเราไม่ค่อยสนใจชีวิต เคว้งคว้าง ไม่มีเป้าหมายอะไร แต่พอเรากลับมารักตัวเอง เอาสิ่งที่ชอบมาลองขายดู เราก็เติบโตจากอุปสรรคที่มีมาทุกวัน เป็นคนที่ใจเต็มขึ้น เวลามีคนถามว่าเราทำอะไรอยู่ เรารู้สึกอยากเล่าให้ฟังจังเลย คนเราภูมิใจในตัวเองได้ไหมไม่รู้ แต่เราภูมิใจมาก”

 สมกับ #yourbettermore แฮชแท็กประจำร้าน ที่สรุปรวบยอดนิยามของ Veggiology และความเป็นแตนเข้าด้วยกัน

“แค่วันนี้เรารู้สึกดีกับตัวเองได้อีกนิดหนึ่ง มันก็เป็นแรงขับเคลื่อนชีวิตที่โอเค” แตนปิดท้าย

ร้านน้ำผักผลไม้สกัดเย็นที่ขายมากกว่าน้ำดื่ม หวังให้คนไปแล้วรู้สึกดีกับตัวเองขึ้นอีกนิดหนึ่ง และมีจุดแข็งคือความบ้า

Veggiology : Cold pressed juice & more

ที่ตั้ง : 8/1 ซอยสุขุมวิท 41 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ (แผนที่)

โทรศัพท์ : 09 3692 6961

Facebook : Veggiology : Cold pressed juice & more

Instagram : veggiology

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

ยามบ่ายแก่ในวันฟ้าเปิดที่ไร้หมู่เมฆคอยบดบังทิวากร ทั่วทั้งอาณาบริเวณของสุขุมวิท 36 จึงถูกปกคลุมไว้ด้วยมวลอากาศร้อนราวกับจะลุกเป็นไฟ พี่วินมอเตอร์ไซค์หยุดรถเป็นระยะ ๆ เหตุก็เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เราเดินทางเข้ามาในย่านแห่งนี้ บวกรวมกับความไม่คุ้นชินเส้นทาง เราสองจึงต้องคอยดูแผนที่ซ้ำ ๆ เพื่อความแน่ใจ แต่ที่สุดแล้ว พวกเราก็มาถึงสถานที่อันเป็นหมุดหมายปลายทางในวันนี้จนได้

เบื้องหน้าของเราคืออาคารกระจกเปิดโล่ง 2 ชั้นสไตล์โมเดิร์น เหนือบานประตูขนาดใหญ่มีอักษรสีขาวนูนกำกับไว้ว่า ‘FLOHOUSE’ สถานที่อันเป็นที่ตั้งของ FLO, FLOLAB, LIVID และ FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระที่เน้นหนักไปทางหนังสือออกแบบและเฟอร์นิเจอร์

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

แม้จะบอกว่าเป็นร้านหนังสือ แต่ที่นี่ไม่ได้มีแค่หนังสือเพียงอย่างเดียว เพราะ นรุตม์ ปิติทรงสวัสดิ์ ทายาทรุ่นสามโรงงานเฟอร์นิเจอร์ นักออกแบบผู้สร้างแบรนด์ FLO ควบตำแหน่งเจ้าของ FLOBOOKSTORE ตั้งใจให้พื้นที่แห่งนี้เป็นมากกว่านั้น ขณะมองสำรวจไปรอบ ๆ พร้อมสูดกลิ่นหอมของกาแฟ เราเห็นภาพของนรุตม์และอีก 4 – 5 คน กำลังจัดเตรียมสถานที่อย่างขะมักเขม้น 

ด้วยเพราะวันรุ่งขึ้น จะเป็นวันที่ FLOHouse เปิดต้อนรับอย่างเป็นทางการวันแรก 

แม้ไร้บทสนทนา แต่เราก็รับรู้ได้ในทันทีว่า พวกเขาทุกคนกำลังตั้งใจอย่างหนัก

เมื่อนาฬิกาเดินถึงยามที่เรานัดหมาย นรุตม์วางมือจากทุกสิ่งอย่าง พร้อมกับบทสนทนาเคล้ากลิ่นกาแฟของร้านหนังสือที่ผูกโยงไว้กับเฟอร์นิเจอร์ด้วยเชือกสายอันเหนียวแน่นก็เริ่มต้นขึ้น

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

ร้านขายประสบการณ์

“ที่นี่เพิ่งเสร็จใหม่ ๆ เลย” ชายตรงหน้าบอกกับเราด้วยแววตาเป็นประกาย

‘ที่นี่’ ที่ว่าก็คือ FLOHouse ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นร้านเฟอร์นิเจอร์เด็กมาก่อน และหากลองเพ่งสายตาดี ๆ ก็จะเห็นร่องรอยของกาลเวลาบันทึกไว้บนเพดานไม้สลับปูน

หันมองไปรอบกาย ที่แห่งนี้มีบรรยากาศโปร่งโล่งสบาย และมีแสงอุ่น ๆ สาดส่องเข้ามาทั่วทั้งบริเวณ นรุตม์ตั้งใจให้อาคารทั้งหลังเป็นกระจกใส (แต่ไม่ร้อน) เพื่อให้ผู้สัญจรไปมามองเห็นว่า ด้านในมีหนังสือ มีร้านกาแฟ มีเก้าอี้น่านั่ง มีมุมสวย ๆ และมีบรรยากาศของการเชื้อเชิญอย่างเป็นมิตร

FLOBOOKSTORE อาจจะเป็นร้านหนังสือที่ต่างจากภาพจำของหลายคนนิด ๆ ด้วยพื้นที่ทั้งร้านไม่ได้เต็มไปด้วยหนังสือทั้งหมด แต่ยังมีพื้นที่ให้กับกิจกรรมอื่น ๆ เพราะนรุตม์ต้องการให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็น ‘Furniture Design Space’ พื้นที่ของคนรักเฟอร์นิเจอร์และหนังสือ

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

เราย้ายสายตาไป ณ กึ่งกลางของร้าน ตรงนั้นมีเหล่าแท่นวางหนังสือและชั้นหนังสือที่ดีไซน์มาให้วางอวดปกสวย ๆ ของหนังสือได้ ซึ่งนรุตม์เรียกพื้นที่นั้นว่า ห้องจัดแสดงของ FLOLab แต่สิ่งที่เราลงความเห็นว่าช่างน่ารักเสียจริง คือการที่เขาตั้งชื่อให้เฟอร์นิเจอร์เหล่านั้นด้วยนามปากกาของนักเขียนที่ชื่นชอบ อาทิ Murakami Bookconsole, Kafka Bookstand, Marquez Bookstand ฯลฯ

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

FLOLab คือห้องทดลองของ FLO ที่ทดลองทำเฟอร์นิเจอร์ใหม่ ๆ ฉีกออกไปจากเดิม และเป็นเหมือนรวมเรื่องสั้นที่ในหนังสือเล่มนั้นไม่ได้มีเรื่องเดียว แต่มีเรื่องสั้น A เรื่องสั้น B C D… ต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ที่จัดแสดงอยู่ ณ ตอนนี้เป็นเพียง Chapter แรกจากหนังสือเล่มหนา

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์
FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

นรุตม์พยายามเนรมิตพื้นที่ทั้งหมดให้กลายเป็นพื้นที่ให้ผู้คนมาแลกเปลี่ยน ทำกิจกรรมร่วมกัน กลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์แรงบันดาลใจ ผู้มาเยือนได้ค้นหาอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ การจับคู่กับ LIVID คาเฟ่ที่เป็นที่มาของกลิ่นหอมฟุ้งไปทั้งร้านจึงถือกำเนิดขึ้นด้วยประการฉะนี้ 

“เขาทำเรื่องที่เขาถนัด ผมทำเรื่องที่ผมถนัด พออยู่ด้วยกันน่าจะเกิดอะไรใหม่ ๆ ได้” 

ด้วยกาแฟที่ง่ายต่อการดื่ม และสไตล์การคั่วแบบ Nordic Roasting Style ของ Livid Coffee Roasters ทำให้นรุตม์คิดว่า ช่างเหมือนกับเฟอร์นิเจอร์ของเขา ซึ่งมีความเป็นสแกนดิเนเวียนผสมผสานกลิ่นอายญี่ปุ่นนิด ๆ จึงก็ก่อเกิดเป็นการจับคู่ที่ผูกโยงเข้าด้วยกันอย่างน่าสนใจ 

เราหันมองไปยังเคาน์เตอร์บาร์ของร้านกาแฟ LIVID ไล่ตั้งแต่แก้วเซรามิกที่เรียงรายอยู่บนชั้น ถัดขึ้นไปบนเคาน์เตอร์สีดำ และเครื่องไม้เครื่องมือมากมายทั้งรู้จักและไม่รู้จัก ข้าวของทั้งหมดจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ ที่ตรงนั้นเป็นอีกมุมที่มีอีกหลาย ๆ เรื่องราวเฝ้าคอยการถูกค้นพบ

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

คาแรกเตอร์ของคนขายหนังสือ

“ชีวิตและงานของผม มันคือหนังสือที่ผมอ่านและเรื่องราวที่ผมชอบ” เขาเปรย

วัยเด็กของนรุตม์เติบโตมาพร้อมกับโรงงานเฟอร์นิเจอร์ของครอบครัว เฟอร์นิเจอร์อยู่ในทุก ๆ ช่วงเวลาของเขา ขณะเดียวกัน หนังสือก็อยู่ในทุกช่วงเวลาของเขาเช่นกัน การเติบโตของชายผู้นี้เกิดขึ้นพร้อมกับจำนวนหนังสือที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่ลดละ ที่สุดแล้วหนังสือเหล่านั้นก็กลายมาเป็นหลาย ๆ ส่วนในชีวิตเขา 

การอ่านของนรุตม์เริ่มต้นจากหนังสือนิยาย สู่เรื่องสั้น สู่หนังสือปรัชญา หนังสือพุทธศาสนา หนังสือประวัติศาสตร์ ไล่ไปจนถึงหนังสือดีไซน์ เฟอร์นิเจอร์ เขาเล่าว่าเคยบวช 15 วัน เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับพุทธศาสนา และทฤษฎีต่าง ๆ ที่เขารู้จากการอ่าน รวมทั้งวิธีการที่จะนำไปใช้จริงในชีวิต

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

“ผมมีเพจชื่อ FLOBOOKSTORE” เขาพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น พร้อมเปิดให้เราดู 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2014 ด้วยเพราะอยากแบ่งปันเรื่องราวของหนังสือแต่ละเล่ม เขาสร้างสมุดบันทึกความทรงจำออนไลน์ขึ้นมาเพื่อแบ่งปันและเขียนเล่าเรื่องราวหนังสือที่ชอบแต่ละเล่มอย่างบรรจงทุกตัวอักษรและทุก ๆ ข้อความ 

นรุตม์พยายามถ่ายทอดทุกความประทับใจที่เขามีต่อหนังสือแต่ละเล่มออกมาให้ได้มากที่สุด ที่น่ารักที่สุดคงเป็นการที่เขาใส่แง่มุมน่าค้นหาของหนังสือแต่ละเล่มไว้อย่างน่าติดตาม เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เพียงเป็นนักอ่าน แต่ยังเป็นทั้งนักเขียน นักเรียน และนักปฏิบัติที่เก่งกาจ ผู้ไม่เคยหยุดแสวงหาสิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลา

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

แม้การตัดสินใจเปิดร้านหนังสืออิสระในครั้งนี้จะถูกทักท้วงโดยคนในครอบครัว แต่เขาก็ยกเอาเหตุผลและความชอบส่วนตัวเข้าสู้ จึงก่อกำเนิดเป็นร้านหนังสืออิสระแห่งนี้ขึ้นมาจนได้

“ถ้าถามตัวเองว่าก่อนตายอยากจะทำอะไร ร้านหนังสือคือหนึ่งในนั้น” เขายิ้ม

เฟอร์นิเจอร์กับหนังสือ เชือกสายที่ตั้งใจผูก

“ผมรู้สึกว่าที่ไหนก็ตามที่มีหนังสือ ที่นั่นจะดีเสมอ ไม่รู้เพราะอะไร” 

นรุตม์เดินทางท่องเที่ยวในต่างแดนมาหลายหนแห่ง ทุกครั้งที่เขาเดินทาง ร้านหนังสือของเมืองนั้น ๆ มักเป็นหมุดหมายแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจของเขาเสมอ ยิ่งเดินทางมากเท่าไหร่ การพบเจอความต่างก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น บางร้านมีหนังสือเล่มนี้ ทำไมบางร้านไม่มี เป็นความแตกต่างที่นรุตม์ยกตัวอย่าง 

นรุตม์ลงความเห็นว่า ร้านหนังสือแต่ละที่เป็นประสบการณ์พิเศษที่ไม่ควรจะเหมือนกัน เพราะร้านหนังสือมีคาแรกเตอร์ของผู้เป็นเจ้าของแฝงอยู่ นรุตม์หลงใหลในเฟอร์นิเจอร์ เขาจึงเลือกเชื่อมโยง 2 สิ่งที่รักอย่างเฟอร์นิเจอร์กับหนังสือเข้าด้วยกัน กลายมาเป็น FLO – BOOK(s) – STORE 

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

“หนังสือกับเฟอร์นิเจอร์ไม่เหมือนกันโดยตัวมันเอง แต่ทั้งสองอย่างทำให้ชีวิตเราดีขึ้น”

ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าเฟอร์นิเจอร์กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ไม่ว่าจะตอนตื่น ตอนนอน ทำกิจวัตรต่าง ๆ หรือการนั่งดูหนังสักเรื่อง หากได้เก้าอี้ดี ๆ ก็จะทำให้ป๊อปคอร์นอร่อยขึ้น ดูหนังสนุกขึ้น เกิดเป็นการเติมพลังชีวิตที่เต็มเปี่ยม ขณะเดียวกันหนังสือก็ทำหน้าที่เป็นกุญแจและประตูพาผู้คนไปยังเรื่องราว โลกใบใหม่ หรืออาจจะเสนออีกมุมมองหนึ่งซึ่งต่างออกไปจากที่เราเคยรับรู้ 

เมื่อพูดถึงหนังสือดีไซน์ นรุตม์บอกกับเราว่าเขาไม่อยากเห็นหนังสือดีไซน์จัดอยู่แค่ในมุมเล็ก ๆ ของร้าน และอยากให้มีจำนวนหนังสือประเภทนี้เยอะ ๆ เขาอยากนำเสนอให้ผู้คนเห็นว่า ในโลกของการออกแบบ ตอนนี้มีใครกำลังโลดแล่นอยู่บ้าง และใครกำลังทำอะไรบ้างในต่างประเทศ 

ที่ขาดไม่ได้คือ หนังสือดีไซน์ที่เล่าเรื่องราวของดีไซเนอร์ซึ่งเป็นฮีโร่ของนรุตม์ 

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์
FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

เราย้ายสายตาไปยังชั้นวางและโต๊ะไม้ที่มีหนังสือเรียงรายอยู่เป็นจำนวนมาก ในนั้นมีหนังสือหลายหมวดหมู่ เช่น Design, Furniture Design, Interior Designer, Photography, Architecture และ Art and Culture ซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่เป็นหนังสือที่คนขายเคยอ่าน

“ผมชอบนะ เวลามีคนมาปรึกษาผม ถ้าเขามีปัญหาแบบนี้ เขาจะอ่านอะไรดี” 

นรุตม์อยากเป็นพนักงานขายและผู้ร่ายมนต์เยียวยาที่เก่งกาจ เขาอยากแนะนำหนังสือให้ตรงกับสิ่งที่ผู้มาเยือนแสวงหา ให้คนมาเลือกซื้อได้ค้นพบหนังสือที่ตัวเองชอบผ่านคนขายหนังสือ เพราะมันคือการมอบประสบการณ์พิเศษให้กับผู้มาเยือน

หนังสือและเรื่องราวที่อยากแบ่งปัน

เราถามนรุตม์ว่า หากมา FLOBOOKSTORE หนังสือ 5 เล่มที่เขาจะแนะนำมีเล่มใดบ้าง 

คนขายหนังสือเดินไปหน้าชั้นทันที เขาลังเลอยู่สักพัก ก่อนจะเลือกหยิบแต่ละเล่มอย่างง่ายดาย มีตั้งแต่หนังสืออ่านง่ายไปจนถึงหนังสือที่มีเนื้อหาการดีไซน์แบบเข้มข้นกลมกล่อม ซึ่งไม่ว่าจะหยิบจับเล่มไหน ก็เขาแนะนำมันด้วยน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยพลัง ความตื่นเต้น ความชอบ และความหลงใหล

เล่มที่ 1

Ettore Sottsass and the Poetry of Things Sudjic 

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

หนังสือเล่มนี้เปลี่ยนมุมมองของนรุตม์ และมีต่อผลงานออกแบบของ Ettore Sottsass สถาปนิกและนักออกแบบชาวอิตาลี ผู้เป็นหัวหอกแห่งวงการออกแบบ นรุตม์เล่าว่าสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าการอธิบายงานออกแบบ คือหนังสือเล่มนี้เล่าบริบทเบื้องหลังที่โอบล้อมตัว Sottsass ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิต การตัดสินใจ และการออกแบบของเขา

เล่มที่ 2

Axel Vervoordt Stories and Reflection 

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

“ชีวิตเขาสนุกดี” นรุตม์เล่าถึงเรื่องราวของ Axel Vervoordt ที่ตอนนี้มีบ้านอยู่ในปราสาท เขาออกแบบเฟอร์นิเจอร์และมีแกลเลอรี่เป็นของตัวเอง 

เล่มที่ 3

THE GOOD. THE BAD. THE UGLY

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

นรุตม์หยิบหนังสือเล่มนี้มาพร้อมกับเปิดงานออกแบบชิ้นหนึ่งให้เราดู เขาเล่าว่ามันคือเก้าอี้รูปร่างแปลกตาที่เบื้องหลังมีการลงทุนไปกว่า 10 ล้าน เก้าอี้ตัวนี้ขายไม่ได้เป็นเวลา 2 ปี จนกระทั่งมีสถาปนิกคนหนึ่งนำเก้าอี้ตัวนี้ไปใช้ที่มิวเซียมแห่งหนึ่ง และกลายเป็นว่าเก้าอี้ตัวนั้นเป็นสินค้าขายดีที่สุด นรุตม์เสริมว่า เหตุการณ์นั้นทำให้เขาเห็นว่า ดีไซน์ตัดสินกันไม่ได้ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ

เล่มที่ 4

B Vitra

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

Vitra เป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์จากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเล่มนี้นำเสนอแง่มุมที่ว่า เขาทำธุรกิจอย่างไร จึงทำให้ร้านขายของเมื่อปี 1950 ประสบความสำเร็จได้อย่างทุกวันนี้

เล่มที่ 5

Giorgio Morandi: Late Paintings

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

นี่คือหนังสือเกี่ยวกับศิลปินผู้วาดภาพพอร์เทรตซ้ำ ๆ แต่สลับสับเปลี่ยนตำแหน่งการวางของไปมาจนเกิดความชำนาญ ทำให้เขานึกถึง Jiro Dreams of Sushi ที่เชี่ยวชาญในสิ่งนี้มาก เจ้าของร้านหนังสืออิสระพูดเปรียบอย่างขบขันว่า “เหมือนการชกลมวันละพันครั้งจนกลายเป็นเซียนชกลม”

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

สิ่งสำคัญที่นรุตม์ตกตะกอนได้และเล่าสู่กันฟัง คือ

“บางทีเราต้องฟังคอมเมนต์ แต่เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองตามความเห็นของคนอื่น ถ้าเรามีเป้าหมายที่ชัดเจน” เขาย้ำหนักแน่น

ก่อนกาแฟจะจืดจาง

ก่อนบทสนทนาเคล้ากลิ่นหอมของกาแฟในครั้งนี้จะสิ้นสุดลง เราชวนนรุตม์เลือกหนังสืออีกหนึ่งเล่มเพื่อเป็นตัวแทนของ FLOBOOKSTORE ซึ่งเขาร้องโอดออกมาทันทีว่า ยากเหลือเกิน 

นั่นอาจเป็นเพราะ FLOBOOKSTORE บรรยายไม่ได้ด้วยหนังสือเล่มเดียวจริง ๆ

แต่ท้ายที่สุดแล้ว หลังจากเดินวนไปเวียนมาอยู่สักพัก เขาก็หยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมา หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า ‘The Danish Chair’ 

หนังสือปกสีน้ำเงินเล่มนั้นบอกเล่าความเชื่อมโยงของเก้าอี้แต่ละตัวกับนักออกแบบแต่ละคน พร้อมกับเรื่องราวต่าง ๆ ที่ถักทอสอดประสานเข้าด้วยกันอย่างเป็นเหตุและผล

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36
หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

หนังสือเล่มนี้เป็นความทรงจำของเขาที่ Design Museum Denmark ณ โคเปนเฮเกน มิวเซียมที่จัดนิทรรศการ The Danish Chair – an International Affair รวบรวมเก้าอี้จากนักออกแบบทั่วโลกกว่า 113 ตัว นรุตม์เดินทางไปที่เมืองนั้น 2 ครั้ง และแวะเวียนไปที่นิทรรศการนั้น 2 ครั้งเช่นกัน ครั้งแรกเขาไปเยือนพร้อมกับแสงแรกของพระอาทิตย์ในฤดูร้อน ครั้งที่สองเขาไปที่นั่นในฤดูหนาว พร้อมกับความเข้าใจที่มีต่อนิทรรศการมากขึ้น หลังจากได้อ่านเรื่องราวของเก้าอี้และนักออกแบบแต่ละคนจากหนังสือเล่มโปรด

อีกหนึ่งเหตุผลที่เขาเลือกหยิบเล่มนี้ เพราะคอนเซ็ปต์ของ FLOBOOKSTORE คือการกลับมาทำความเข้าใจถึงที่มาที่ไปของดีไซน์และสิ่งต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกันเอาไว้อย่างเหนียวแน่น และเฝ้าคอยการถูกค้นพบจากนักเดินทางที่เปิดประตูเข้ามา 

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

FLOBOOKSTORE

ที่ตั้ง : 107 ถนนพระรามที่ 4 แขวง คลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ​ : เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00 – 19.00 น.

Facebook : FLOBOOKSTORE

Instagram : FLOBOOKSTORE

Writer

เกษมณี ชาติมนตรี

นักเรียนฝึกเขียนที่เริ่มการเรียนใหม่ตั้งแต่ 0-10 ชอบของหวาน ชอบอ่านนิยาย ชอบสีสันสดใสของดอกไม้ ชอบเสียงเพลง

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load