24 ธันวาคม 2562
11.20 K

ราว 25 ปีที่แล้ว ใน พ.ศ. 2537 พระบรมราชะประทรรศนีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว นิทรรศการที่จัดแสดงพระบรมรูปหุ่นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ในพระอิริยาบถขณะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจสำคัญในรัชสมัย เปิดให้ประชาชนเข้าชมเป็นครั้งแรก ณ หอวชิราวุธานุสรณ์ อาคารทรงไทยหลังใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณสำนักหอสมุดแห่งชาติ ดำเนินงานโดยมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์

การกลับมาพร้อมโฉมใหม่ที่ออกแบบโดย be>our>friend ของ หอวชิราวุธานุสรณ์ หลังปิดไป 6 ปี
หอวชิราวุธานุสรณ์

ผู้ที่เป็นกำลังหลักในการจัดสร้าง ‘พระบรมราชะประทรรศนีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว’ (คำว่าประทรรศนีย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล เป็นผู้ตั้ง เป็นคำสันสกฤตมีความหมายว่า นิทรรศการ) อันเป็นโครงการในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี คือ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล มหาดเล็กในองค์ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 อดีตประธานกรรมการหอวชิราวุธานุสรณ์ และอดีตประธานกรรมการมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมุ่งหวังให้เป็นนิทรรศการที่ต่อยอดความรู้แก่ผู้เข้าชมได้ไม่จำกัด สืบสานพระราชปณิธานรัชกาลที่ 6 ในข้อที่ทรงให้ความสำคัญด้านการพัฒนาการศึกษาเสมอมา ดังกระแสพระราชดำรัสความว่า “การศึกษาย่อมเป็นการสำคัญอย่างยิ่ง และเป็นต้นเหตุแห่งความเจริญของชาติบ้านเมือง ผู้ใดอุดหนุนการศึกษา ผู้นั้นได้ชื่อว่าอุดหนุนชาติบ้านเมือง”

ด้วยเงื่อนไขของกาลเวลาและบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป นิทรรศการที่เคยสร้างแรงบันดาลใจ และความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์บ้านเมืองจำต้องลดบทบาทและปิดให้บริการลงใน พ.ศ. 2556 หากสิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือแก่นแท้ที่สำคัญมากกว่าอาคารสถานที่ จิตติ เกษมกิจวัฒนา ภัณฑารักษ์ผู้รับช่วงในการขับเคลื่อนความรู้ให้ออกเดินทางอีกครั้ง เล่าให้ฟังถึงการส่งต่อประวัติศาสตร์ด้วยวิธีการอันร่วมสมัย

ก่อนที่นิทรรศการนี้จะเปิดให้เข้าชมในช่วงต้นปี 2563 (ส่วนจะเป็นเดือนไหน ต้องติดตาม) เรามาทำความรู้จักนิทรรศการนี้กันไปพลางๆ

การเดินทางของเรื่องราว

“ผมย้อนดูในบันทึกของหม่อมหลวงปิ่นว่าท่านมีความมุ่งหมายต่อเรื่องนี้อย่างไร และดูในสูจิบัตรเดิมเมื่อครั้งเปิดพระบรมราชะประทรรศนีย์ฯ ครั้งแรกก็เห็นว่าหม่อมหลวงปิ่นท่านชัดเจนมากว่าเห็นความสำคัญของเรื่องราวมากกว่าสิ่งของ มีตอนหนึ่งที่ประทับใจมากคือ พิพิธภัณฑ์ไม่ใช่เป็นสถานที่เก็บของ แต่เป็นที่เก็บเรื่องราว”

ลักษณะการนำเสนอพระบรมราชะประทรรศนีย์ฯ แบบเดิมนั้น พระบรมรูปหุ่นแต่ละองค์จัดแสดงอยู่ในแต่ละห้อง แวดล้อมด้วยเครื่องประกอบฉากต่างๆ เหมือนขยายภาพสองมิติให้กลายเป็นสามมิติ เป็นไปได้ว่า หม่อมหลวงปิ่นผู้ซึ่งเกิดในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 และมีประสบการณ์ร่วมในช่วงเวลาดังกล่าวด้วยตัวเอง คงจะพยายามถ่ายทอดให้เสมือนจริงมากที่สุด โดยคัดเลือกพระราชกรณียกิจที่สำคัญมากๆ และสิ่งที่ตกทอดมาในปัจจุบัน และในความทรงจำของตัวหม่อมหลวงปิ่นเอง เพื่อสร้างนิทรรศการพระบรมรูปหุ่น นิทรรศการเดิมจึงเกิดจาก 3 ส่วน คือภาพถ่าย ภาพจากความทรงจำของหม่อมหลวงปิ่น และภาพวาด

ด้วยความเคารพในแนวทางที่หม่อมหลวงปิ่นและคณะทำงานตั้งต้นได้วางไว้ ทีมงานยุคปัจจุบันจึงตัดสินใจจะนำเสนอด้วยวิธีคล้ายเดิมไว้ คือคงความเป็นพิพิธภัณฑ์พระบรมรูปหุ่นไฟเบอร์กลาสและพระบรมรูปหุ่นขี้ผึ้ง ส่วนสิ่งที่เพิ่มเติมคือการให้ความสำคัญในการออกแบบพื้นที่ที่บรรจุเรื่องราวซึ่งเชื่อมโยงเข้าหากันได้หมดภายในพื้นที่จัดแสดง 2 ชั้น ประกอบด้วยห้องนิทรรศการหลัก ห้องนิทรรศการหมุนเวียน และห้องอเนกประสงค์เพื่อกิจกรรมทางการศึกษา ซึ่งขณะนี้จัดแสดงนิทรรศการพิเศษเกี่ยวกับเมืองจำลองดุสิตธานีอยู่ด้วย

สตูดิโอออกแบบ be>our>friend รับหน้าที่ในการออกแบบห้องจัดแสดง จิตติให้เหตุผลว่า เพราะลายเซ็นสำคัญข้อหนึ่งของ be>our>friend คือการผสมผสานประวัติศาสตร์เข้ากับงานร่วมสมัยได้น่าสนใจ 

“ผมคุยกับทีมออกแบบเพื่อหาวิธีส่งผ่านเรื่องราวด้วยวิธีที่ไม่ตรงไปตรงมา คือไม่อธิบายทุกอย่างออกไปหมด แต่เราต้องการสร้างบรรยากาศให้รู้สึก คล้ายๆ กับแนวทางของการสร้าง Immersive Experience พอดีช่วงนั้นคือ พ.ศ. 2559 กำลังทำนิทรรศการเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งมีประเด็นเรื่องสีธงไตรรงค์ น้ำเงิน แดง ขาว ที่เราอยากจะพูดถึง ก็คุยกันว่าอยากให้สีแดงและสีน้ำเงินเป็นสีธีม ห้องหลักคือพระบรมราชะประทรรศนีย์ฯ เป็นสีน้ำเงิน เพราะเป็นสีของพระมหากษัตริย์ และเป็นสีที่รัชกาลที่ 6 โปรดมากที่สุด ห้องสถานธีรนิทรรศน์จัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียนเป็นสีแดง และห้องฉัฐรัชสารนิเทศหรือ Archive Room เป็นสีขาว

พระบรมราชะประทรรศนีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

นิทรรศการหลักที่ถือเป็นหัวใจของเรื่องเล่าทั้งหมดอยู่ห้องสีน้ำเงินซึ่งจัดแสดงพระบรมรูปหุ่นในพระอิริยาบถต่างๆ ขณะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจสำคัญในรัชสมัย ลักษณะการจัดวางแบบเดิมของห้องนี้คือพระบรมรูปหุ่นอยู่ในระดับปกติ เสมือนการซ้อนโลกเสมือนจริงกับโลกจริงเข้าด้วยกัน แต่มาครั้งนี้ ทีมงานเลือกดึงส่วนประกอบอื่นๆ ออก เปิดให้องค์พระบรมรูปหุ่นได้ทำหน้าที่เล่าเรื่องราวอย่างเต็มที่ จิตติบอกว่า คล้ายๆ กับภาพเขียนของคาราวัจโจ (Michelangelo Merisi da Caravaggio) ศิลปินชาวอิตาลี ที่ลดทอนรายละเอียดต่างๆ ออกให้เหลือแค่สิ่งที่สำคัญ แต่เล่าเรื่องราวได้โดยผู้ชมไม่ถูกจำกัดความคิด 

หอวชิราวุธานุสรณ์

นอกจากนั้น พระบรมรูปหุ่นยังถูกยกขึ้นเหนือระดับเดียวกับผู้ชม จัดองค์ประกอบให้คล้ายภาพที่พร้อมจะเคลื่อนไหวต่อไป ทั้งยังสอดรับกับการนำชมรูปแบบใหม่ที่จะมีความเป็นดิจิทัลมากขึ้น นั่นก็คือแอปพลิเคชันนำชมนิทรรศการ

หอวชิราวุธานุสรณ์
หอวชิราวุธานุสรณ์

“เราคิดถึงผู้เข้าชมหลายกลุ่ม เช่นเด็กๆ ที่อาจจะไม่ชอบอ่านอะไรยาวๆ เรามีป้ายอธิบายอย่างย่อให้อ่าน แต่สำหรับผู้ชมที่มีอายุมากขึ้นหรือว่ามีความสนใจที่กว้างขึ้น เราก็มีแอปพลิเคชันเป็นเครื่องมืออ่าน AR อธิบายเจาะรายละเอียดในแต่ละชิ้น เช่น เหรียญตราหรือเข็มที่ติดอยู่บนฉลองพระองค์ แล้วก็มีเสียงบรรยายที่เนื้อหาต่างออกไป เพราะฉะนั้น การชมนิทรรศการโดยใช้แอปพลิเคชันก็อย่างหนึ่ง ชมแบบไม่ใช้เครื่องมือช่วยก็จะเป็นอีกอย่างหนึ่ง ไม่เหมือนกัน”

ภาพ : หอวชิราวุธานุสรณ์

ความน่าสนใจไม่ได้หยุดเพียงกลวิธีการนำเสนอ แต่พระบรมรูปหุ่นทุกองค์และวัตถุจัดแสดง ตลอดจนอาคารจากเมืองจำลองดุสิตธานีไม่ใช่ของทำขึ้นใหม่ แต่เป็นของเดิมที่เคยจัดแสดงเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน และบัดนี้ถูกทำความสะอาดและดูแลให้สมบูรณ์พร้อมเผยเรื่องราวในตัวเองอีกครั้ง

หอวชิราวุธานุสรณ์

“ถ้าย้อนอดีตไปสมัยนิทรรศการครั้งแรก การจำลองฉลองพระองค์ที่ทรงในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกจะต้องขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ทั้งฉลองพระองค์และเครื่องประกอบฉากของเดิมต่างๆ สำนักช่างสิบหมู่เป็นผู้ทำ และในสมัยก่อนหากมีการทำจำลองของเจ้านาย จะห้ามทำซ้ำเหมือนเป๊ะๆ เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราเห็นอยู่ตอนนี้แม้จะเหมือนของจริงมากๆ แต่ถ้าสังเกตดูจะพบว่ามีการบิดให้เพี้ยนไปจากความจริงเล็กน้อย เช่น พระสุพรรณราชคือกระโถนจะมีลายไม่เหมือนของจริง หรือพระชฎามหากฐินที่ทรงอยู่ก็มีจุดที่บิดให้ไม่เหมือนพระชฎาองค์จริง”

รายละเอียดเล็กๆ น้อยที่ได้พบใหม่เกิดจากเทคโนโลยีที่ช่วยในการสืบค้นได้ดีขึ้น นอกจากนั้น ยังอยู่ที่กำลังสำคัญของทีมงาน โดยเฉพาะ คุณเก้ง-ปฏิวัติ สุขประกอบ ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องราวในประวัติศาสตร์โดยเฉพาะรัชสมัยแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

หอวชิราวุธานุสรณ์
หอวชิราวุธานุสรณ์

“เก้งมาช่วยเรื่ององค์ประกอบ ฉลองพระองค์ เข็ม เหรียญตราต่างๆ เป็นทีมงานที่เราขาดไม่ได้ แม้แต่ลักษณะการก่ออิฐที่พระบรมรูปหุ่นวางศิลาพระฤกษ์ก่อตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เก้งก็ไปค้นรูปเก่ามาดูจนแน่ใจว่าของเดิมวางอย่างไร หรืออย่างพระบรมรูปหุ่นขณะทรงติดเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ธงไชยเฉลิมพลของทหารอาสาเมื่อกลับจากสงครามโลกครั้งที่ 1 รูปเดิมที่เราเคยเห็นกันมาจากของหอจดหมายเหตุ เป็นรูปมุมเดียวไม่เห็นอีกมุมที่ทหารอีกคนยืนอยู่ กิ๊ฟ (กิตติธร เกษมกิจวัฒนา-ผู้ช่วยภัณฑารักษ์และผู้ดูแลเรื่อง Art Direction) ก็ไปเจอรูปเหตุการณ์เดียวกันนี้แต่เป็นอีกมุมจากห้องสมุดที่ปารีส ในรูปเห็นว่าทหารคนหนึ่งมีอะไรบางอย่างห้อยอยู่ที่ตัว เราก็ขยายภาพให้ใหญ่เพื่อดูชัดๆ เก้งก็บอกว่านี่คือมาลัยตัวซึ่งคล้องทหารอยู่ เราก็เพิ่มเข้าไป”

หอวชิราวุธานุสรณ์

ของจัดแสดงพิเศษอีกประการตั้งอยู่กลางห้อง คือพระที่นั่งไพชยนต์มหาปราสาท ซึ่งเป็นพระที่นั่งองค์ประธานของหมู่พระมหาปราสาทในพระราชวังพระวัชรินทร์ราชนิเวศน์ในดุสิตธานี จำลองแบบมาจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง จิตติบอกว่าในทุกห้องจัดแสดงเขาเลือกอาคารจากดุสิตธานีตั้งเป็นศูนย์กลาง อันนำไปสู่ข้อสงสัยในใจใครหลายคนที่บอกว่าพระราชกรณียกิจที่สำคัญของรัชกาลที่ 6 มีมากกว่าดุสิตธานี จิตติอธิบายประเด็นนี้ด้วยการตั้งคำถามกลับว่าแล้วดุสิตธานีคืออะไร แล้วเราเข้าใจดุสิตธานีดีพอหรือยัง

สถานธีรนิทรรศน์

หอวชิราวุธานุสรณ์

ไม่เพียงสีแดงของห้องนี้จะแทนความหมายถึงชาติ หากยังเป็นสีสำคัญคู่กับขาวดังจะเห็นได้จากงานพระราชพิธีในสมัยโบราณของไทย ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ ประธานมูลนิธิฯ คนปัจจุบัน อธิบายความหมายคู่สีแดงขาวว่าสื่อถึงพระบรมเดชานุภาพและพระมหากรุณาธิคุณของพระเจ้าแผ่นดิน ส่วนเรื่องลักษณะห้องหลังคาสูง มีช่องให้แสงลอดผ่านสู่ภายใน ออกแบบให้คล้ายคลึงกับบรรยากาศพิพิธภัณฑ์ที่ประเทศอังกฤษ ทั้งยังเชื่อมโยงกับพระราชประวัติของรัชการที่ 6 ที่ทรงเป็นนักเรียนเก่าอังกฤษ และรัชสมัยของพระองค์ซึ่งป็นช่วงเวลาที่ศิลปะและสถาปัตยกรรมตะวันตกพัฒนาอย่างกว้างขวางในไทย

นิทรรศการหมุนเวียนสถานธีรนิทรรศน์ อ้างอิงจาก ‘วชิรนพรัตน์’ บทความของหม่อมหลวงปิ่น ที่เขียนขึ้นก่อนจะเริ่มต้นทำพระบรมราชะประทรรศนีย์ฯ ที่หอวชิราวุธานุสรณ์เสียอีก วชิรนพรัตน์นี้ หม่อมหลวงปิ่นอธิบายไว้ว่าหมายถึงแก้ว 9 ประการ แทนความถึงพระราชกรณียกิจและพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ที่ทรงมีต่อบ้านเมืองและพสกนิกร

“นิทรรศการวชิรนพรัตน์นี้ตั้งใจให้เป็นการแสดงความคารวะและ Homage ต่อหม่อมหลวงปิ่น เพราะถ้าไม่มีท่านเริ่มทั้งหมดนี้ไว้ก็คงจะไม่มาถึงตรงนี้ ผมได้รู้จักหม่อมหลวงปิ่นมากขึ้นจากบันทึกของท่าน ได้เห็นมุมมอง วิสัยทัศน์ ความจงรักภักดี และความเป็นสุภาพบุรุษ สำหรับผมถ้าจะดูว่ารัชกาลที่ 6 ทรงสอนคนอย่างไร ให้ดูที่หม่อมหลวงปิ่น ท่านเป็นคนที่รัชกาลที่ 6 ทรงฝึกสอนเรื่องต่างๆ ด้วยพระองค์เองอย่างใกล้ชิด”

หอวชิราวุธานุสรณ์

บทความต้นฉบับของหม่อมหลวงปิ่น ภาพถ่ายเก่า และวัตถุจัดแสดงที่ขยายความแก้ว 9 ประการของรัชกาลที่ 6 คือแนวทางการจัดแสดงในห้องนี้ หลายชิ้นเป็นของที่ไม่อยู่ในทะเบียนวัตถุโบราณของหอวชิราวุธานุสรณ์ แต่เพิ่งค้นพบอีกครั้ง เช่น พระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 6 ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งจิตติบอกว่าเขาให้เพื่อนๆ ศิลปินหลายสาขาช่วยกันตรวจสอบ และทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่านี่คือภาพถ่ายที่รีทัชด้วยมือ ร่องรอยของงานมือแฝงอยู่ในการฝนสี ฝนกราไฟต์ลงบนภาพอย่างชัดเจน

นอกจากนั้น ยังมีภาพพิมพ์ที่หนังสือพิมพ์ต่างประเทศเขียนล้อรัชกาลที่ 6 เมื่อครั้งยังทรงดำรงพระราชอิสริยยศที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร และทรงสังกัดอยู่ในกรมทหารราบเบา เดอรัม ในขณะนั้นเกิดสงครามระหว่างอังกฤษกับพวกดัชต์ที่เรียกว่าสงครามบัวร์ในแอฟริกาใต้ จึงทรงลงพระนามสมัครไปร่วมรบแนวหน้ากับเพื่อนทหารในกรมเดียวกัน แต่รัฐบาลอังกฤษไม่ยินยอม เนื่องจากทรงดำรงตำแหน่งมกุฎราชกุมารแห่งสยาม ที่จะต้องทรงขึ้นครองราชย์อีกไม่ช้านาน หม่อมหลวงปิ่นซื้อภาพพิมพ์นี้มาจากประเทศอังกฤษ ก็จะนำมาจัดแสดงในครั้งนี้ด้วย จิตติบอกเพิ่มเติมว่ายังมีภาพพิมพ์อีกภาพที่เพิ่งได้มาไม่นาน ซึ่งเชื่อมโยงกับพระบรมรูปหุ่นองค์หนึ่งในห้องนิทรรศการหลัก

ภาพ : หอวชิราวุธานุสรณ์

“พระบรมรูปหุ่นองค์หนึ่งทรงฉลองพระองค์นายพลทหารเรือ เรารู้มาว่าต้นแบบของพระบรมรูปหุ่นองค์นี้มาจากภาพวาดภาพหนึ่งในรัชสมัย แต่เราไม่เคยเห็นของจริง วันหนึ่งท่านผู้หญิงบุตรีก็ชวนผมไปเดินดูของที่ตึกแดง สวนจตุจักร แล้วก็ได้เจอภาพนี้ซึ่งมีลายพระราชหัตถ์ลงพระปรมาภิไธยไว้ หลังจากสืบค้นก็คิดว่าภาพพิมพ์ชุดนี้น่าจะทำขึ้นเพื่อจำหน่ายหรือมอบให้ผู้ที่ซื้อหรือบริจาคเงินสบทบทุนซื้อเรือพระร่วง เรือรบหลวงลำแรกของไทย”

ภาพ : หอวชิราวุธานุสรณ์

“ส่วนที่เป็นวัตถุจัดแสดงหลักๆ ในนิทรรศการวชิรนพรัตน์ ประกอบด้วยรอยพระบรมบาทจำลองที่รัชกาลที่ 6 โปรดให้หล่อขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2462 เพื่อประดิษฐานไว้ในเมืองจำลองดุสิตธานี ต่อมาได้ตกทอดเป็นสมบัติของพระยาอนิรุทธเทวา (หม่อมหลวงฟื้น พึ่งบุญ) และกลายเป็นต้นแบบหล่อรอยพระบรมบาทจำลองเพื่อเชิญไปประดิษฐาน ณ กองลูกเสือทั่วราชอาณาจักร ส่วนตรงกลางห้องก็มีพระที่นั่งเทวอาสน์จำรูญในดุสิตธานี ซึ่งจำลองแบบมาจากพระที่นั่งบรมพิมานในพระบรมมหาราชวังจัดแสดงไว้ เพราะฉะนั้น ทั้งภาพถ่ายและของที่รวมอยู่ในนิทรรศการวชิรนพรัตน์ ก็จะทำให้เห็นอะไรหลายมิติเกี่ยวกับองค์รัชกาลที่ 6 ทั้งความเป็นปราชญ์ เป็นนักคิด ความเป็นนักประพันธ์ หรือความศักดิ์สิทธิ์ ก็ดูได้จากสิ่งของหลากหลายที่ประกอบกันในห้องนี้”

ดุสิตธานี เมืองแห่งปัญญา

ถัดจากนิทรรศการหลักที่ชั้น 3 ของอาคารหอวชิราวุธานุสรณ์แล้ว ยังมีอีกหนึ่งนิทรรศการจัดแสดงอยู่ที่ชั้น 4 คือ ‘นิทรรศการ 100 ปี ดุสิตธานี พุทธศักราช 2461’

หอวชิราวุธานุสรณ์

รัชกาลที่ 6 โปรดให้สร้างเมืองจำลองดุสิตธานีขึ้นครั้งแรกในพระราชวังดุสิตเมื่อ พ.ศ. 2461 ใครหลายคนอาจยังสับสนเข้าใจว่าดุสิตธานีคือเมืองจริงๆ คนเข้าไปอาศัยอยู่ได้ หรือบ้างก็เข้าใจไปว่าเป็นเมืองที่เหมือนบ้านตุ๊กตา แท้จริงแล้ว ดุสิตธานีคือเมืองขนาดย่อส่วนตั้งอยู่ในพื้นที่ราวๆ 2 ไร่ครึ่งระหว่างพระที่นั่งอุดรภาคและอ่างหยกในพระราชวังดุสิต มีสิ่งปลูกสร้างนับพันหลัง คละเคล้าหลากหลายทั้งปราสาทราชวัง วัด ที่ทำการรัฐบาล โรงพยาบาล ตลอดจนบ้านเรือนราษฎร 

หอวชิราวุธานุสรณ์

แม้ขนาดจะเล็ก คนไม่อาจเข้าไปอาศัยอยู่ได้จริง แต่การทดลองการปกครองส่วนท้องถิ่นแบบเทศาภิบาล อันมีระบอบประชาธิปไตยเป็นส่วนสำคัญที่เกิดขึ้นในธานีจำลองนั้น มีการปฏิบัติฝึกฝนและทดลองจริง โดยเหล่าทวยนาครหรือพลเมืองของดุสิตธานี ที่ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ดังพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 6 ที่ทรงมุ่งเน้นให้กลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการบริหารราชการได้ทดลองปฏิบัติจนเข้าใจอย่างถ่องแท้ เพื่อจะได้นำไปปรับใช้ในพื้นที่จริงในวันข้างหน้า

“ทีมงานปรึกษากันครับว่าถ้าเล่าเรื่องแบบเดิมมันก็จะเหมือนที่เราเคยอ่านกันมาจากในหนังสือ รู้เท่ากับที่เคยรู้ เพราะฉะนั้นเราลองมาหาเฉพาะสิ่งที่หลักๆ ที่ควรจะรู้และเข้าใจเกี่ยวกับดุสิตธานีดีไหม จึงมีการเสนอกันว่างั้นชวนนักออกแบบมาทำภาพประกอบซ้อนเนื้อหานิทรรศการด้วยน่าจะดี” ศิลปินผู้รับหน้าที่รังสรรค์ภาพประกอบก็ไม่ใช่ใครที่ไหน หากคือ นักรบ มูลมานัส ศิลปินคอลลาจร่วมสมัย เขาตีความดุสิตธานีและนำเสนอผ่านชิ้นงานที่แฝงด้วยส่วนประกอบต่างๆ จากเมืองดุสิตธานี สร้างความสนใจและสงสัยให้ผู้ชมคิดต่อ

หอวชิราวุธานุสรณ์

นอกจากนั้นแล้ว ยังนำอาคารอีกหลายหลังในดุสิตธานีมาจัดแสดงควบคู่ไปด้วย ล้วนแล้วแต่เป็นอาคารสำคัญที่เชื่อมโยงมาถึงสิ่งที่มีอยู่ในโลกจริงทั้งสิ้น เช่น พระที่นั่งสุทไธสูรย์ปราสาท ที่จำลองแบบบมาจากพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท บนกำแพงพระบรมมหาราชวัง ถนนสนามไชย ในสมัยโบราณเรียกว่าพลับพลาสูง ใช้เป็นสถานที่สำหรับพระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตรกิจกรรมต่างๆ ในท้องสนามไชย ดังเช่นเมื่อคราวทหารอาสากลับจากราชการสงครามที่ทวีปยุโรปก็เดินสวนสนามบนถนนสายนี้ หรือที่เพิ่งผ่านไปไม่นานคือเป็นสถานที่ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 เสด็จออก ณ สีหบัญชรให้ประชาชนเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท

ส่วนอาคารอื่นๆ ก็มีเจดีย์ตราวชิระที่ผสมสถาปัตยกรรมของสุโขทัยเข้ามา และพระพุทธรัตนสถานหรือหอพระที่มีอยู่จริงในพระบรมมหาราชวัง พร้อมกันนั้นก็ยังมีอาคารสถาปัตยกรรมจีนมาจัดแสดงในคราวนี้เพื่อให้เห็นว่าในดุสิตธานีมีความหลากหลายอย่างไรบ้าง ส่วนวัตถุจัดแสดงอื่นๆ ในห้อง ชิ้นสำคัญต้องยกให้ ประติมากรรมรูปคนวิ่งบอกข่าวชัยชนะในการศึก รัชกาลที่ 6 พระราชทานชื่อว่า ‘ไชโย’ ผู้ที่ไปตามหาจนได้มาคือหนึ่งในศิลปินผู้ช่วยฟื้นฟูพระบรมรูปหุ่นและอาคารในดุสิตธานีให้กลับมาสดใสอีกครั้ง

หอวชิราวุธานุสรณ์

“รูปปั้นนี้ตั้งอยู่ในดุสิตธานี เราเคยเห็นแต่จากรูปภาพ ไม่เคยเห็นของจริง ก็บอก คุณบิ๊ก-ลักษณ์ คูณสมบัติ จากบริษัทเทวริทธิ์ศิลปากรว่าปั้นให้หน่อย คุณบิ๊กก็หาข้อมูลและวิเคราะห์กันว่าลักษณะแบบนี้น่าจะเป็นงานปั้นของฝรั่ง และน่าจะเป็นงานช่วงปลายศตวรรษที่สิบเก้า เข้าต้นศตวรรษที่ยี่สิบ ปรากฏไปเจอประติมากรรมแบบเดียวกันนี้ในเว็บไซต์ประมูลของเก่าของเยอรมัน คุณบิ๊กก็เลยประมูลมา พอประมูลได้ปั๊บ ระบบล่มไปเลย (หัวเราะ) คุณบิ๊กก็ซ่อมแซมและมอบให้เราจัดแสดงที่นี่ ต่อมาตอนหลังก็ได้ข้อมูลมาเพิ่มอีกว่าประติมากรรมนี้ปั้นประมาณ ค.ศ. 1880 โดยศิลปินฝรั่งเศส ผลิตออกมาหลายชิ้นงาน นอกจากนั้น คุณบิ๊กยังทำอนุสาวรีย์ทหารอาสาแบบที่เราเคยเห็นแต่ในรูปอีกด้วย ซึ่งก็จัดแสดงเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการดุสิตธานีนี้”

“ผู้ชมอาจจะมาชมงานโดยมีลายแทงในใจมาก่อน แต่เมื่อมาแล้วได้พบอย่างอื่น เขาก็อาจกระโดดข้ามจากสิ่งที่เขาสนใจไปยังเรื่องอื่นได้ เช่น คุณมาดูดุสิตธานี แต่คุณได้มาเจอภาพวาดฝีพระหัตถ์ที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ดุสิตสมิต ซึ่งเป็นสิ่งพิมพ์ของดุสิตธานี มันก็สามารถนำพาไปสู่เรื่องอื่นๆ ต่อไป หวังอยากให้คนที่มาได้ประโยชน์หลายๆ อย่าง ถึงแม้ทุกวันนี้โลกเราจะโฟกัสที่โลกออนไลน์ แต่ผมคิดว่าที่ไหนก็ตามที่ยังมี Asset คือของที่ที่อื่นไม่มี นี่แหละคือทรัพย์สินที่สำคัญ แล้วก็อาศัยการถ่ายทอดออกไป ผมมองว่านี่เป็นแนวทางที่น่าสนใจของการทำพิพิธภัณฑ์ครับ”

หากใครสนใจศึกษา ‘หอวชิราวุธานุสรณ์’ ในรูปแบบ Curatorial Walk หรือการนำชมนิทรรศการพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของรัชกาลที่ 6 โดยภัณฑารักษ์ผู้ออกแบบนิทรรศการต่างๆ จะมาเล่าถึงข้อมูลเบื้องหลังกว่าจะเป็นนิทรรศการที่สมบูรณ์ พร้อมทั้งสำรวจ ‘วชิราวุธวิทยาลัย’ โรงเรียนที่รัชกาลที่ 6 ทรงสถาปนา เพื่อเรียนรู้การศึกษาและสถาปัตยกรรมของอดีตโรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่มีอายุกว่า 109 ปี สามารถเป็นส่วนหนึ่งในประสบการณ์สุดพิเศษได้ใน Walk with The Cloud 24 : The Philosopher King ในวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2563

อ่านรายละเอียดทั้งหมดและสมัครร่วมกิจกรรมได้ที่นี่

ส่วนบุคคลทั่วไปที่อยากเข้าชม อดทนรออีกนิด ต้นปี 2563 นิทรรศการนี้จะเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการ

Writer

แพร ปุโรทกานนท์

นักเขียนอิสระที่ทำงานประจำ อยากรู้อยากเห็นประวัติศาสตร์ สนใจศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนเรื่องอาหารการกิน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

9 มิถุนายน 2565
2.82 K

Live Alternatively’ คือสโลแกนที่ครอบคลุม alt. Eatery ได้อย่างแท้จริง

ร้านโปร่งทรงสี่เหลี่ยมซ่อนสีสันสดใสไว้ภายใน โชว์ความเรียบง่ายด้วยกระจกใสตัดขอบสีดำ แวดล้อมด้วยต้นไม้ใบเขียว ตั้งอยู่ปากซอยสุขุมวิท 51 เดินจาก BTS ทองหล่อ เพียงแค่ 5 นาที นี่คือร้านอาหารที่เสิร์ฟเมนู Plant-based เท่านั้น แม้จะมีอาหารประเภทเดียว แต่กลับมอบประสบการณ์ให้คนที่มาได้หลายแบบ เพราะนอกจากจะเป็นร้านอาหาร ยังเป็นร้านขนม คาเฟ่ ซูเปอร์มาร์เก็ตเล็ก ๆ และพื้นที่ทำกิจกรรมหลากหลาย

พื้นที่ที่ให้คุณค่ากับชีวิตคน ตั้งอยู่ใจกลางเมืองแบบนี้ เป็นโปรเจกต์ที่ ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและธุรกิจใหม่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด ตั้งใจสร้างความยั่งยืนด้านสุขภาพและความยั่งยืนให้กับโลก ด้วยนวัตกรรมอาหารแบบ Future Food เป็นอาหารที่ช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินต์จากการละเว้นการทำปศุสัตว์ ที่เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของสภาวะเรือนกระจก และยังรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมจวบจนกระบวนการสุดท้าย ด้วยการแยกและจัดการขยะอย่างถูกวิธี

ร่วมกับ คุณแดน ปฐมวาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF และประธานกรรมการบริษัท โนฟ ฟู้ดส์ จำกัด จับมือกันร่วมทุนก่อตั้งบริษัท NRPT (Nutra Regenerative Protein Limited) เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือกในไทย ซึ่งโปรเจกต์ดี ๆ แบบนี้เกิดขึ้นบนพื้นที่แสนสิริของ คุณเศรษฐา ทวีสิน ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)

alt. Eatery พร้อมเปิดประตูต้อนรับทุกคนให้มาสัมผัสกับอาหาร Plant-based เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเลือกรับประทานอาหารสำหรับคนชอบกิน การมีสุขภาพและการใช้ชีวิตแบบยั่งยืน ด้วยรูปแบบอาหารและผลิตภัณฑ์ที่ทานง่ายในแบบที่คุ้นเคย

alt. Eatery คอมมูนิตี้ Plant-based ช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินต์และใช้พลังงานสะอาดในทุกรายละเอียด

โมเดลต้นแบบในแบบของ alt. Eatery

“สิ่งที่เราทำประเทศต้องได้ประโยชน์ สิ่งที่เราทำคนไทยต้องได้ประโยชน์ สิ่งที่เราทำโลกและสิ่งแวดล้อมต้องได้ประโยชน์” ดร.บุรณิน บอกเจตนารมณ์อย่างหนักแน่น พร้อมเล่าต่อไปว่า 

ในช่วงปลาย พ.ศ. 2563 ที่เกิดโควิด-19 ตามมาด้วยปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ของผู้คน ปตท. จึงมองว่าธุรกิจ Life Science หรือชีววิทยาศาสตร์ เป็นธุรกิจที่ประเทศไทยน่าจะประสบความสำเร็จ จึงก่อตั้งบริษัท อินโนบิก (เอเซีย) ขึ้นมา เพื่อมุ่งพัฒนาให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางด้านวิทยาศาสตร์ และให้คนไทยมีความมั่นคงทางด้านสุขภาพ

หนึ่งในสิ่งที่จะสร้างสุขภาพที่ยั่งยืน ก็คือการเลือกทานอาหารที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อคนและโลก ผลิตภัณฑ์ที่ใช้โปรตีนจากพืช หรือที่เราเรียกกันว่า Plant-based ซึ่งมีกรรมวิธีการผลิตที่ช่วยลดโลกร้อนจากการทำปศุสัตว์ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ จึงกลายเป็นตัวเลือกแรกที่ NRPT ริเริ่มโครงการ alt. Eatery (อัลท์ อีทเทอรี่) แห่งนี้

ทุกรายละเอียดในโครงการคำนึงถึงความยั่งยืน เริ่มที่การก่อสร้างตัวอาคารที่เรานั่งอยู่นี้เป็นอาคารน็อกดาวน์ ตอบโจทย์การก่อสร้างแบบ Zero Construction Waste เลือกใช้แผงโซลาร์เซลล์เพื่อทดแทนพลังงานไฟฟ้า และใช้แผ่นเมทัลชีทแบบ Sustainably Friendly ด้านหลังของร้านมีที่ชาร์จพลังงานรถไฟฟ้า EV ไว้บริการด้วย 

และความยั่งยืนที่สำคัญที่สุด คือ อาหารทุกจานผลิตโดยโปรตีนจากพืชด้วยการใช้เทคโนโลยีมาพัฒนารสชาติและเนื้อสัมผัสให้อร่อยถูกปาก ถูกหลักโภชนาการ มีโปรตีนสูงและไขมันต่ำ ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เป็นอาหารที่ทุกคนทานได้ทุกวัน

alt. Eatery คอมมูนิตี้ Plant-based ช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินต์และใช้พลังงานสะอาดในทุกรายละเอียด

ทางเลือกที่ทุกคนเลือกได้

หากจะให้นิยามความเป็น alt. Eatery แค่คำว่าร้านอาหาร คงไม่สามารถตอบโจทย์ได้เพียงพอ เพราะที่นี่เป็นทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ มินิซูเปอร์มาร์เก็ต ศูนย์การเรียนรู้ขนาดย่อม เป็นที่พัฒนาสูตรอาหาร เป็นที่ทดลองของเหล่านักชิม เป็นคอมมูนิตี้ที่รวมคนสนใจเรื่องเดียวกันได้มาเจอ มาพูดคุยกัน 

“เราอยากทำให้ alt.Eatery เป็นอาหารของทุกคนตามแฮชแท็ก #altforALL เราอยากทำให้ Plant-based เป็นที่รู้จักในวงกว้าง อยากให้สินค้าของเราดีทั้งต่อเราและโลก โดยที่ไม่ต้อง Compromise on eat or anything” คำบอกเล่าของ คุณพลอย-พรรณนภิศ ฤทธิไพโรจน์ ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจและการตลาดของ NRPT แสดงให้เห็นว่า

alt. Eatery คอมมูนิตี้ Plant-based ช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินต์และใช้พลังงานสะอาดในทุกรายละเอียด

‘Hub แห่งนี้รองรับทุกไลฟ์สไตล์และทุกช่วงวัยของคนที่มา เพราะที่นี่ตั้งใจให้เป็นพื้นที่สำหรับทุกคน’

ไม่ว่าจะคนที่ชอบทาน Plant-based อยู่แล้ว สายวีแกน คนที่อยากลิ้มลอง คนที่ไม่เคยทาน หรือแม้กระทั่งคนที่ไม่รู้จักอาหาร Plant-based ก็เดินเข้ามาสำรวจและรับประสบการณ์ใหม่ ๆ ได้เหมือนกัน เพราะทุกจานเน้นทานง่าย เป็นเมนูที่ทุกคนน่าจะรู้จักคุ้นเคยกันดี เช่น ไก่ทอด นักเก็ต ข้าวผัด ผัดไทย ฯลฯ

อาหารจากโปรตีนจากพืชมีคุณประโยชน์มากมาย หนึ่งคือดีต่อสุขภาพ โปรตีนและไขมันจากพืช เป็นโปรตีนดีที่ร่างกายต้องการ และยัง 0 เปอร์เซ็นต์คอเลสเตอรอลด้วย สองคือดีต่อสิ่งแวดล้อม เพราะการเลือกใช้โปรตีนจากพืชช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินต์ ลดการปล่อยแก๊สมีเทน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของก๊าซเรือนกระจกจากการทำปศุสัตว์

“เราอยากให้คนที่มาสัมผัสถึงประสบการณ์ใหม่ ๆ ในการใช้ชีวิตของโลกแห่งอนาคต เพราะเราสามารถมาที่ร้านนี้และกินอาหารที่อร่อยเหมือนที่เคยกินทุกวัน โดยไม่ต้องปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำลายธรรมชาติ และขับรถไปไหนมาไหนในเมืองได้ปกติ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการใช้พลังงานจาก Fossil Fluorescence เราอยากเป็นเหมือนโมเดลที่ทำให้พื้นที่นี้น่าอยู่ขึ้น เป็น Future Living ได้” คุณพลอยเสริมมุมมองสิ่งที่ปรารถนาให้เกิดจาก alt.Eatery อีกครั้ง

และที่สำคัญ ส่วนผสมของ Plant-based คือพืชตระกูลถั่ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยปลูกได้เยอะและปลูกได้ดี เช่น ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถ้าผลิตภัณฑ์จากโปรตีนจากพืชเติบโตในวงกว้าง ก็จะเพิ่มมูลค่าให้กับเกษตรกรรมไทย และเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรอีกด้วย

alt. Cafe & Restaurant

เมื่อเปิดประตูเข้ามา จะเจอกับพื้นที่โซนแรกทางด้านขวา ตู้กระจกใสโชว์ขนมสีหวานสดอยู่ด้านใน พร้อมด้วยเคาน์เตอร์กลิ่นกาแฟหอมกรุ่น เดินเข้าไปอีกนิด ก้าวเท้าอีกหน่อย เพื่อเลือกมุมถูกใจของตัวเอง ทั้งโซนห้องแอร์เย็นฉ่ำหรือที่นั่งด้านนอก รับลมชิลล์ ๆ ได้บรรยากาศโปร่ง โล่ง สบาย

ร้าน alt. Eatery แบ่งออกเป็น 3 โซนด้วยกัน โซนแรกที่เรานั่งอยู่นี้เป็น Cafe & Restaurant เสิร์ฟผลิตภัณฑ์ Plant-based ตั้งแต่ของทานเล่น อาหารจานหลัก ขนมหวาน และเครื่องดื่ม เมนูของเราปรุงขึ้นมาโดย เชฟใบเตย-ชื่นชม ชูเชื้อ Top Chef ทางด้านของหวาน

alt. Eatery คอมมูนิตี้ Plant-based ช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินต์และใช้พลังงานสะอาดในทุกรายละเอียด

เครื่องดื่มและขนมที่นี่มีหลากหลาย แต่ก็เป็นเมนูที่คุ้นเคย เช่น คุกกี้ ไอศกรีมวาฟเฟิล หรือโดนัทจากแป้งเกรดพรีเมียมที่ใช้เวลาพักนานกว่า 12 ชั่วโมง ทำให้เนื้อขนมเบา เหนียว นุ่ม ฟู ปราศจากนมและไข่ บอกเลยว่าคำเดียวไม่พอ ยิ่งได้ชิมคู่กับเครื่องดื่มเย็นซ่าสักแก้วอย่าง Summer Energy น้ำพั้นซ์ที่มอบความสดชื่นสูตรเฉพาะของอัลท์ หรือคอชากาแฟ ก็มีลาเต้ อเมริกาโน่ มัทฉะ และอีกมากมายให้เลือก

สำหรับใครต้องการมื้อหนักขึ้นอีกนิด อาหาร Plant-based แบบทานง่ายคล้ายกับเมนูในชีวิตประจำวันของใครหลายคน ก็พร้อมเสิร์ฟแล้วที่ alt. Eatery แห่งนี้

ประเดิมที่เมนูแรกด้วย Main หรือ อาหารจานหลักอย่าง alt. Beef UFO เบอร์เกอร์รูปทรงครีเอตในแบบจานบินตามชื่อยูเอฟโอ ที่นี่เลือกใช้ขนมปังบริออชเนื้อนุ่มรสฟักทอง ไร้ส่วนผสมของเนย นม ไข่ มี 2 ไส้ให้เลือก คือ แพตตี้เนื้อหอมคาราเมล หรือจะเป็นกิวคัตสึ ก็เลือกได้ตามความชอบ

คอมมูนิตี้ที่จะทำให้ Plant-based เป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าถึงได้ ด้วยอาหาร เครื่องดื่ม และกิจกรรมหลากหลาย

ถัดมาอีกจานกับอาหารจานหลัก เมนูทานง่ายที่สาวกอาหารไทยคุ้นเคยกันดี นั่นก็คือ Tender Green Curry Rice หรือข้าวผัดแกงเขียวหวาน คงรสชาติเครื่องแกงไว้ได้กลมกล่อมกำลังพอดี โปะหน้าด้วยพระเอกของจานนี้อย่างไก่กรอบ alt. Tender ซึ่งเป็น Plant-based Tender ที่รสชาติเหมือนไก่จริงจนแยกไม่ออก ถ้าใครทานแล้วติดใจสามารถซื้อแบบทอดเลยที่ซุ้ม alt. Go ไปทานต่อบนรถได้ หรือซื้อแบบแช่แข็งไปทอดชิลล์  ๆ ที่บ้าน ก็มีขายในโซน Retail 

และสำหรับใครที่เป็นสายเส้น พลาดไม่ได้เลยกับ Tender Korean Noodle มาม่าเกาหลียอดฮิต ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะกินยังไงก็อร่อย แต่จะยิ่งอร่อยล้ำมากขึ้นด้วยท็อปปิ้งไก่กรอบ alt.Tender (สูตรเดียวกับเมนูข้าวแกงเขียวหวานด้านบน) กรอบนอกนุ่มใน กินได้โดยไม่รู้สึกผิดต่อร่างกายและสิ่งแวดล้อม

เรียกได้ว่า 3 จานนี้สะท้อนตัวตนของ alt. Eatery ได้เป็นอย่างดี เพราะหนึ่งเป็นอาหารทานง่าย ตอบโจทย์เรื่องการใช้ชีวิตง่าย ๆ เข้าถึง Plant-based ได้ทุกคน และสองคือทุกจานพิถีพิถัน เพราะมีทีม Food Scientist ร่วมกันพัฒนานวัตกรรม วัตถุดิบในการปรุงอาหาร ร่วมกับเชฟมากฝีมือ เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงง่าย จับต้องได้ และเพื่อให้ได้จานที่ดีที่สุด

alt. Retail

มาถึงภายในส่วนมินิซูเปอร์มาร์เก็ต ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมืองที่เน้นความสะดวกสบาย เร่งรีบได้แม้ในชั่วโมงเร่งด่วน ด้วยขนมและอาหารว่าง Plant-based หลากหลายชนิด ทั้งแบบขบเคี้ยวกรุบกรอบและแบบอาหารแช่แข็ง ซึ่งอาหารแช่แข็งนี้สามารถสั่งทอดได้ด้วยที่มุม alt. Go 

ซุ้มร้านค้าและสินค้าทุกชิ้นในโซนนี้มาจาก SME และสตาร์ทอัพรายย่อยในไทยทั้งสิ้น และบางส่วนที่นำเข้าจากต่างประเทศ ที่นี่เปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่ทำธุรกิจขนาดย่อมมีพื้นที่เปิดตัวสินค้าและสร้างรายได้ ไม่มีกฎเกณฑ์กำหนดใด ๆ ในการเลือกแบรนด์ ขอเพียงเป็นอาหาร Plant-based และเจ้าของแบรนด์มีวิสัยทัศน์ไปในทิศทางเดียวกัน คืออยากเห็นคนและโลกพัฒนาไปในทางที่ยั่งยืนก็เพียงพอแล้ว

คอมมูนิตี้ที่จะทำให้ Plant-based เป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าถึงได้ ด้วยอาหาร เครื่องดื่ม และกิจกรรมหลากหลาย
คอมมูนิตี้ที่จะทำให้ Plant-based เป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าถึงได้ ด้วยอาหาร เครื่องดื่ม และกิจกรรมหลากหลาย

alt. Lifestyle

ในโซนไลฟ์สไตล์ท้ายสุดนี้ เปรียบเสมือนศูนย์การเรียนรู้ เป็นพื้นที่ทดลองและเปิดกว้างทางความสร้างสรรค์ โดยทุกเดือนจะมีกิจกรรมสนุก ๆ เช่น Cooking Class, Movie Night, Meet & Greet Influencer แวะเวียนมาสร้างสีสัน หรือกิจกรรมอุดมสาระ เช่น เสวนากับผู้เชี่ยวชาญทางอาหาร หรือผู้ที่อยู่ในวงการ Future Food เพื่อชวนเปิดมุมมองใหม่ ๆ และตระหนักถึงความสำคัญไปพร้อมกัน และยังมีส่วนที่เป็น Semi Outdoor ตรงนี้จะมีเล่นดนตรีโฟล์กซองยามเย็นวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ชวนมาชิลล์สุดสัปดาห์ 

“เราอยากทำให้ตรงนี้เป็นไลฟ์สไตล์จริง ๆ ว่าที่จริงแล้วคุณก็ใช้ชีวิตปกตินี่แหละ ไม่จำเป็นต้องรักโลก รักสัตว์ เลยต้องกิน Plant-based แค่เป็นหนึ่งทางเลือกในการใช้ชีวิตปกติ ทุกคนกินได้” คุณพลอยเสริม

คอมมูนิตี้ที่จะทำให้ Plant-based เป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าถึงได้ ด้วยอาหาร เครื่องดื่ม และกิจกรรมหลากหลาย

ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะในแพลนที่กำลังจะเกิดขึ้น จะมีอีเวนต์ Wine Tasting จากผู้ประกอบการ SME ที่ทำ Vegan Wine เพื่อเปิดมุมมองให้กับหลาย ๆ คนว่าไวน์ก็มีในรูปแบบวีแกนด้วย 

นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นและส่วนหนึ่งของกิจกรรมทั้งหมดเท่านั้น เราเชื่อว่าในอนาคตยังจะมีอีเวนต์สนุก ๆ รออยู่อีกมากแบบไร้ข้อจำกัด เพื่อครอบคลุมกลุ่มคนที่หลากหลายตามแฮชแท็ก #altforALL กับปณิธานของ ดร.บุรณิน ที่ทิ้งท้ายอีกครั้งว่า

“alt ภาษาอังกฤษคือ Alternative ที่แปลว่าทางเลือก แต่ถ้าแปลเป็นไทย alt คือสิ่งที่เราเลือก ฉะนั้นเราเลือกได้ว่าอยากให้โลกยั่งยืนแบบไหน เราเลือกจะให้สุขภาพดี เราเลือกแล้วว่าจะทำเรื่องนี้ให้สังคม ให้ทุกคนมาพบกับทางเลือกที่ดีสำหรับอนาคตได้ที่ alt. Eatery”

alt. Eatery

ที่ตั้ง : 941 ซ. สุขุมวิท 51 แขวง 

คลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร (BTS ทองหล่อง ทางออก 2) (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดทุกวัน เวลา 09.00 – 21.00 น.

โทรศัพท์ : 06 4858 6785

Facebook : alt.Eatery

Instagram : alt.eatery

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load