ราว 25 ปีที่แล้ว ใน พ.ศ. 2537 พระบรมราชะประทรรศนีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว นิทรรศการที่จัดแสดงพระบรมรูปหุ่นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ในพระอิริยาบถขณะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจสำคัญในรัชสมัย เปิดให้ประชาชนเข้าชมเป็นครั้งแรก ณ หอวชิราวุธานุสรณ์ อาคารทรงไทยหลังใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณสำนักหอสมุดแห่งชาติ ดำเนินงานโดยมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์

การกลับมาพร้อมโฉมใหม่ที่ออกแบบโดย be>our>friend ของ หอวชิราวุธานุสรณ์ หลังปิดไป 6 ปี
หอวชิราวุธานุสรณ์

ผู้ที่เป็นกำลังหลักในการจัดสร้าง ‘พระบรมราชะประทรรศนีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว’ (คำว่าประทรรศนีย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล เป็นผู้ตั้ง เป็นคำสันสกฤตมีความหมายว่า นิทรรศการ) อันเป็นโครงการในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี คือ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล มหาดเล็กในองค์ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 อดีตประธานกรรมการหอวชิราวุธานุสรณ์ และอดีตประธานกรรมการมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมุ่งหวังให้เป็นนิทรรศการที่ต่อยอดความรู้แก่ผู้เข้าชมได้ไม่จำกัด สืบสานพระราชปณิธานรัชกาลที่ 6 ในข้อที่ทรงให้ความสำคัญด้านการพัฒนาการศึกษาเสมอมา ดังกระแสพระราชดำรัสความว่า “การศึกษาย่อมเป็นการสำคัญอย่างยิ่ง และเป็นต้นเหตุแห่งความเจริญของชาติบ้านเมือง ผู้ใดอุดหนุนการศึกษา ผู้นั้นได้ชื่อว่าอุดหนุนชาติบ้านเมือง”

ด้วยเงื่อนไขของกาลเวลาและบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป นิทรรศการที่เคยสร้างแรงบันดาลใจ และความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์บ้านเมืองจำต้องลดบทบาทและปิดให้บริการลงใน พ.ศ. 2556 หากสิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือแก่นแท้ที่สำคัญมากกว่าอาคารสถานที่ จิตติ เกษมกิจวัฒนา ภัณฑารักษ์ผู้รับช่วงในการขับเคลื่อนความรู้ให้ออกเดินทางอีกครั้ง เล่าให้ฟังถึงการส่งต่อประวัติศาสตร์ด้วยวิธีการอันร่วมสมัย

ก่อนที่นิทรรศการนี้จะเปิดให้เข้าชมในช่วงต้นปี 2563 (ส่วนจะเป็นเดือนไหน ต้องติดตาม) เรามาทำความรู้จักนิทรรศการนี้กันไปพลางๆ

การเดินทางของเรื่องราว

“ผมย้อนดูในบันทึกของหม่อมหลวงปิ่นว่าท่านมีความมุ่งหมายต่อเรื่องนี้อย่างไร และดูในสูจิบัตรเดิมเมื่อครั้งเปิดพระบรมราชะประทรรศนีย์ฯ ครั้งแรกก็เห็นว่าหม่อมหลวงปิ่นท่านชัดเจนมากว่าเห็นความสำคัญของเรื่องราวมากกว่าสิ่งของ มีตอนหนึ่งที่ประทับใจมากคือ พิพิธภัณฑ์ไม่ใช่เป็นสถานที่เก็บของ แต่เป็นที่เก็บเรื่องราว”

ลักษณะการนำเสนอพระบรมราชะประทรรศนีย์ฯ แบบเดิมนั้น พระบรมรูปหุ่นแต่ละองค์จัดแสดงอยู่ในแต่ละห้อง แวดล้อมด้วยเครื่องประกอบฉากต่างๆ เหมือนขยายภาพสองมิติให้กลายเป็นสามมิติ เป็นไปได้ว่า หม่อมหลวงปิ่นผู้ซึ่งเกิดในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 และมีประสบการณ์ร่วมในช่วงเวลาดังกล่าวด้วยตัวเอง คงจะพยายามถ่ายทอดให้เสมือนจริงมากที่สุด โดยคัดเลือกพระราชกรณียกิจที่สำคัญมากๆ และสิ่งที่ตกทอดมาในปัจจุบัน และในความทรงจำของตัวหม่อมหลวงปิ่นเอง เพื่อสร้างนิทรรศการพระบรมรูปหุ่น นิทรรศการเดิมจึงเกิดจาก 3 ส่วน คือภาพถ่าย ภาพจากความทรงจำของหม่อมหลวงปิ่น และภาพวาด

ด้วยความเคารพในแนวทางที่หม่อมหลวงปิ่นและคณะทำงานตั้งต้นได้วางไว้ ทีมงานยุคปัจจุบันจึงตัดสินใจจะนำเสนอด้วยวิธีคล้ายเดิมไว้ คือคงความเป็นพิพิธภัณฑ์พระบรมรูปหุ่นไฟเบอร์กลาสและพระบรมรูปหุ่นขี้ผึ้ง ส่วนสิ่งที่เพิ่มเติมคือการให้ความสำคัญในการออกแบบพื้นที่ที่บรรจุเรื่องราวซึ่งเชื่อมโยงเข้าหากันได้หมดภายในพื้นที่จัดแสดง 2 ชั้น ประกอบด้วยห้องนิทรรศการหลัก ห้องนิทรรศการหมุนเวียน และห้องอเนกประสงค์เพื่อกิจกรรมทางการศึกษา ซึ่งขณะนี้จัดแสดงนิทรรศการพิเศษเกี่ยวกับเมืองจำลองดุสิตธานีอยู่ด้วย

สตูดิโอออกแบบ be>our>friend รับหน้าที่ในการออกแบบห้องจัดแสดง จิตติให้เหตุผลว่า เพราะลายเซ็นสำคัญข้อหนึ่งของ be>our>friend คือการผสมผสานประวัติศาสตร์เข้ากับงานร่วมสมัยได้น่าสนใจ 

“ผมคุยกับทีมออกแบบเพื่อหาวิธีส่งผ่านเรื่องราวด้วยวิธีที่ไม่ตรงไปตรงมา คือไม่อธิบายทุกอย่างออกไปหมด แต่เราต้องการสร้างบรรยากาศให้รู้สึก คล้ายๆ กับแนวทางของการสร้าง Immersive Experience พอดีช่วงนั้นคือ พ.ศ. 2559 กำลังทำนิทรรศการเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งมีประเด็นเรื่องสีธงไตรรงค์ น้ำเงิน แดง ขาว ที่เราอยากจะพูดถึง ก็คุยกันว่าอยากให้สีแดงและสีน้ำเงินเป็นสีธีม ห้องหลักคือพระบรมราชะประทรรศนีย์ฯ เป็นสีน้ำเงิน เพราะเป็นสีของพระมหากษัตริย์ และเป็นสีที่รัชกาลที่ 6 โปรดมากที่สุด ห้องสถานธีรนิทรรศน์จัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียนเป็นสีแดง และห้องฉัฐรัชสารนิเทศหรือ Archive Room เป็นสีขาว

พระบรมราชะประทรรศนีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

นิทรรศการหลักที่ถือเป็นหัวใจของเรื่องเล่าทั้งหมดอยู่ห้องสีน้ำเงินซึ่งจัดแสดงพระบรมรูปหุ่นในพระอิริยาบถต่างๆ ขณะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจสำคัญในรัชสมัย ลักษณะการจัดวางแบบเดิมของห้องนี้คือพระบรมรูปหุ่นอยู่ในระดับปกติ เสมือนการซ้อนโลกเสมือนจริงกับโลกจริงเข้าด้วยกัน แต่มาครั้งนี้ ทีมงานเลือกดึงส่วนประกอบอื่นๆ ออก เปิดให้องค์พระบรมรูปหุ่นได้ทำหน้าที่เล่าเรื่องราวอย่างเต็มที่ จิตติบอกว่า คล้ายๆ กับภาพเขียนของคาราวัจโจ (Michelangelo Merisi da Caravaggio) ศิลปินชาวอิตาลี ที่ลดทอนรายละเอียดต่างๆ ออกให้เหลือแค่สิ่งที่สำคัญ แต่เล่าเรื่องราวได้โดยผู้ชมไม่ถูกจำกัดความคิด 

หอวชิราวุธานุสรณ์

นอกจากนั้น พระบรมรูปหุ่นยังถูกยกขึ้นเหนือระดับเดียวกับผู้ชม จัดองค์ประกอบให้คล้ายภาพที่พร้อมจะเคลื่อนไหวต่อไป ทั้งยังสอดรับกับการนำชมรูปแบบใหม่ที่จะมีความเป็นดิจิทัลมากขึ้น นั่นก็คือแอปพลิเคชันนำชมนิทรรศการ

หอวชิราวุธานุสรณ์
หอวชิราวุธานุสรณ์

“เราคิดถึงผู้เข้าชมหลายกลุ่ม เช่นเด็กๆ ที่อาจจะไม่ชอบอ่านอะไรยาวๆ เรามีป้ายอธิบายอย่างย่อให้อ่าน แต่สำหรับผู้ชมที่มีอายุมากขึ้นหรือว่ามีความสนใจที่กว้างขึ้น เราก็มีแอปพลิเคชันเป็นเครื่องมืออ่าน AR อธิบายเจาะรายละเอียดในแต่ละชิ้น เช่น เหรียญตราหรือเข็มที่ติดอยู่บนฉลองพระองค์ แล้วก็มีเสียงบรรยายที่เนื้อหาต่างออกไป เพราะฉะนั้น การชมนิทรรศการโดยใช้แอปพลิเคชันก็อย่างหนึ่ง ชมแบบไม่ใช้เครื่องมือช่วยก็จะเป็นอีกอย่างหนึ่ง ไม่เหมือนกัน”

ภาพ : หอวชิราวุธานุสรณ์

ความน่าสนใจไม่ได้หยุดเพียงกลวิธีการนำเสนอ แต่พระบรมรูปหุ่นทุกองค์และวัตถุจัดแสดง ตลอดจนอาคารจากเมืองจำลองดุสิตธานีไม่ใช่ของทำขึ้นใหม่ แต่เป็นของเดิมที่เคยจัดแสดงเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน และบัดนี้ถูกทำความสะอาดและดูแลให้สมบูรณ์พร้อมเผยเรื่องราวในตัวเองอีกครั้ง

หอวชิราวุธานุสรณ์

“ถ้าย้อนอดีตไปสมัยนิทรรศการครั้งแรก การจำลองฉลองพระองค์ที่ทรงในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกจะต้องขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ทั้งฉลองพระองค์และเครื่องประกอบฉากของเดิมต่างๆ สำนักช่างสิบหมู่เป็นผู้ทำ และในสมัยก่อนหากมีการทำจำลองของเจ้านาย จะห้ามทำซ้ำเหมือนเป๊ะๆ เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราเห็นอยู่ตอนนี้แม้จะเหมือนของจริงมากๆ แต่ถ้าสังเกตดูจะพบว่ามีการบิดให้เพี้ยนไปจากความจริงเล็กน้อย เช่น พระสุพรรณราชคือกระโถนจะมีลายไม่เหมือนของจริง หรือพระชฎามหากฐินที่ทรงอยู่ก็มีจุดที่บิดให้ไม่เหมือนพระชฎาองค์จริง”

รายละเอียดเล็กๆ น้อยที่ได้พบใหม่เกิดจากเทคโนโลยีที่ช่วยในการสืบค้นได้ดีขึ้น นอกจากนั้น ยังอยู่ที่กำลังสำคัญของทีมงาน โดยเฉพาะ คุณเก้ง-ปฏิวัติ สุขประกอบ ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องราวในประวัติศาสตร์โดยเฉพาะรัชสมัยแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

หอวชิราวุธานุสรณ์
หอวชิราวุธานุสรณ์

“เก้งมาช่วยเรื่ององค์ประกอบ ฉลองพระองค์ เข็ม เหรียญตราต่างๆ เป็นทีมงานที่เราขาดไม่ได้ แม้แต่ลักษณะการก่ออิฐที่พระบรมรูปหุ่นวางศิลาพระฤกษ์ก่อตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เก้งก็ไปค้นรูปเก่ามาดูจนแน่ใจว่าของเดิมวางอย่างไร หรืออย่างพระบรมรูปหุ่นขณะทรงติดเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ธงไชยเฉลิมพลของทหารอาสาเมื่อกลับจากสงครามโลกครั้งที่ 1 รูปเดิมที่เราเคยเห็นกันมาจากของหอจดหมายเหตุ เป็นรูปมุมเดียวไม่เห็นอีกมุมที่ทหารอีกคนยืนอยู่ กิ๊ฟ (กิตติธร เกษมกิจวัฒนา-ผู้ช่วยภัณฑารักษ์และผู้ดูแลเรื่อง Art Direction) ก็ไปเจอรูปเหตุการณ์เดียวกันนี้แต่เป็นอีกมุมจากห้องสมุดที่ปารีส ในรูปเห็นว่าทหารคนหนึ่งมีอะไรบางอย่างห้อยอยู่ที่ตัว เราก็ขยายภาพให้ใหญ่เพื่อดูชัดๆ เก้งก็บอกว่านี่คือมาลัยตัวซึ่งคล้องทหารอยู่ เราก็เพิ่มเข้าไป”

หอวชิราวุธานุสรณ์

ของจัดแสดงพิเศษอีกประการตั้งอยู่กลางห้อง คือพระที่นั่งไพชยนต์มหาปราสาท ซึ่งเป็นพระที่นั่งองค์ประธานของหมู่พระมหาปราสาทในพระราชวังพระวัชรินทร์ราชนิเวศน์ในดุสิตธานี จำลองแบบมาจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง จิตติบอกว่าในทุกห้องจัดแสดงเขาเลือกอาคารจากดุสิตธานีตั้งเป็นศูนย์กลาง อันนำไปสู่ข้อสงสัยในใจใครหลายคนที่บอกว่าพระราชกรณียกิจที่สำคัญของรัชกาลที่ 6 มีมากกว่าดุสิตธานี จิตติอธิบายประเด็นนี้ด้วยการตั้งคำถามกลับว่าแล้วดุสิตธานีคืออะไร แล้วเราเข้าใจดุสิตธานีดีพอหรือยัง

สถานธีรนิทรรศน์

หอวชิราวุธานุสรณ์

ไม่เพียงสีแดงของห้องนี้จะแทนความหมายถึงชาติ หากยังเป็นสีสำคัญคู่กับขาวดังจะเห็นได้จากงานพระราชพิธีในสมัยโบราณของไทย ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ ประธานมูลนิธิฯ คนปัจจุบัน อธิบายความหมายคู่สีแดงขาวว่าสื่อถึงพระบรมเดชานุภาพและพระมหากรุณาธิคุณของพระเจ้าแผ่นดิน ส่วนเรื่องลักษณะห้องหลังคาสูง มีช่องให้แสงลอดผ่านสู่ภายใน ออกแบบให้คล้ายคลึงกับบรรยากาศพิพิธภัณฑ์ที่ประเทศอังกฤษ ทั้งยังเชื่อมโยงกับพระราชประวัติของรัชการที่ 6 ที่ทรงเป็นนักเรียนเก่าอังกฤษ และรัชสมัยของพระองค์ซึ่งป็นช่วงเวลาที่ศิลปะและสถาปัตยกรรมตะวันตกพัฒนาอย่างกว้างขวางในไทย

นิทรรศการหมุนเวียนสถานธีรนิทรรศน์ อ้างอิงจาก ‘วชิรนพรัตน์’ บทความของหม่อมหลวงปิ่น ที่เขียนขึ้นก่อนจะเริ่มต้นทำพระบรมราชะประทรรศนีย์ฯ ที่หอวชิราวุธานุสรณ์เสียอีก วชิรนพรัตน์นี้ หม่อมหลวงปิ่นอธิบายไว้ว่าหมายถึงแก้ว 9 ประการ แทนความถึงพระราชกรณียกิจและพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ที่ทรงมีต่อบ้านเมืองและพสกนิกร

“นิทรรศการวชิรนพรัตน์นี้ตั้งใจให้เป็นการแสดงความคารวะและ Homage ต่อหม่อมหลวงปิ่น เพราะถ้าไม่มีท่านเริ่มทั้งหมดนี้ไว้ก็คงจะไม่มาถึงตรงนี้ ผมได้รู้จักหม่อมหลวงปิ่นมากขึ้นจากบันทึกของท่าน ได้เห็นมุมมอง วิสัยทัศน์ ความจงรักภักดี และความเป็นสุภาพบุรุษ สำหรับผมถ้าจะดูว่ารัชกาลที่ 6 ทรงสอนคนอย่างไร ให้ดูที่หม่อมหลวงปิ่น ท่านเป็นคนที่รัชกาลที่ 6 ทรงฝึกสอนเรื่องต่างๆ ด้วยพระองค์เองอย่างใกล้ชิด”

หอวชิราวุธานุสรณ์

บทความต้นฉบับของหม่อมหลวงปิ่น ภาพถ่ายเก่า และวัตถุจัดแสดงที่ขยายความแก้ว 9 ประการของรัชกาลที่ 6 คือแนวทางการจัดแสดงในห้องนี้ หลายชิ้นเป็นของที่ไม่อยู่ในทะเบียนวัตถุโบราณของหอวชิราวุธานุสรณ์ แต่เพิ่งค้นพบอีกครั้ง เช่น พระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 6 ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งจิตติบอกว่าเขาให้เพื่อนๆ ศิลปินหลายสาขาช่วยกันตรวจสอบ และทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่านี่คือภาพถ่ายที่รีทัชด้วยมือ ร่องรอยของงานมือแฝงอยู่ในการฝนสี ฝนกราไฟต์ลงบนภาพอย่างชัดเจน

นอกจากนั้น ยังมีภาพพิมพ์ที่หนังสือพิมพ์ต่างประเทศเขียนล้อรัชกาลที่ 6 เมื่อครั้งยังทรงดำรงพระราชอิสริยยศที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร และทรงสังกัดอยู่ในกรมทหารราบเบา เดอรัม ในขณะนั้นเกิดสงครามระหว่างอังกฤษกับพวกดัชต์ที่เรียกว่าสงครามบัวร์ในแอฟริกาใต้ จึงทรงลงพระนามสมัครไปร่วมรบแนวหน้ากับเพื่อนทหารในกรมเดียวกัน แต่รัฐบาลอังกฤษไม่ยินยอม เนื่องจากทรงดำรงตำแหน่งมกุฎราชกุมารแห่งสยาม ที่จะต้องทรงขึ้นครองราชย์อีกไม่ช้านาน หม่อมหลวงปิ่นซื้อภาพพิมพ์นี้มาจากประเทศอังกฤษ ก็จะนำมาจัดแสดงในครั้งนี้ด้วย จิตติบอกเพิ่มเติมว่ายังมีภาพพิมพ์อีกภาพที่เพิ่งได้มาไม่นาน ซึ่งเชื่อมโยงกับพระบรมรูปหุ่นองค์หนึ่งในห้องนิทรรศการหลัก

ภาพ : หอวชิราวุธานุสรณ์

“พระบรมรูปหุ่นองค์หนึ่งทรงฉลองพระองค์นายพลทหารเรือ เรารู้มาว่าต้นแบบของพระบรมรูปหุ่นองค์นี้มาจากภาพวาดภาพหนึ่งในรัชสมัย แต่เราไม่เคยเห็นของจริง วันหนึ่งท่านผู้หญิงบุตรีก็ชวนผมไปเดินดูของที่ตึกแดง สวนจตุจักร แล้วก็ได้เจอภาพนี้ซึ่งมีลายพระราชหัตถ์ลงพระปรมาภิไธยไว้ หลังจากสืบค้นก็คิดว่าภาพพิมพ์ชุดนี้น่าจะทำขึ้นเพื่อจำหน่ายหรือมอบให้ผู้ที่ซื้อหรือบริจาคเงินสบทบทุนซื้อเรือพระร่วง เรือรบหลวงลำแรกของไทย”

ภาพ : หอวชิราวุธานุสรณ์

“ส่วนที่เป็นวัตถุจัดแสดงหลักๆ ในนิทรรศการวชิรนพรัตน์ ประกอบด้วยรอยพระบรมบาทจำลองที่รัชกาลที่ 6 โปรดให้หล่อขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2462 เพื่อประดิษฐานไว้ในเมืองจำลองดุสิตธานี ต่อมาได้ตกทอดเป็นสมบัติของพระยาอนิรุทธเทวา (หม่อมหลวงฟื้น พึ่งบุญ) และกลายเป็นต้นแบบหล่อรอยพระบรมบาทจำลองเพื่อเชิญไปประดิษฐาน ณ กองลูกเสือทั่วราชอาณาจักร ส่วนตรงกลางห้องก็มีพระที่นั่งเทวอาสน์จำรูญในดุสิตธานี ซึ่งจำลองแบบมาจากพระที่นั่งบรมพิมานในพระบรมมหาราชวังจัดแสดงไว้ เพราะฉะนั้น ทั้งภาพถ่ายและของที่รวมอยู่ในนิทรรศการวชิรนพรัตน์ ก็จะทำให้เห็นอะไรหลายมิติเกี่ยวกับองค์รัชกาลที่ 6 ทั้งความเป็นปราชญ์ เป็นนักคิด ความเป็นนักประพันธ์ หรือความศักดิ์สิทธิ์ ก็ดูได้จากสิ่งของหลากหลายที่ประกอบกันในห้องนี้”

ดุสิตธานี เมืองแห่งปัญญา

ถัดจากนิทรรศการหลักที่ชั้น 3 ของอาคารหอวชิราวุธานุสรณ์แล้ว ยังมีอีกหนึ่งนิทรรศการจัดแสดงอยู่ที่ชั้น 4 คือ ‘นิทรรศการ 100 ปี ดุสิตธานี พุทธศักราช 2461’

หอวชิราวุธานุสรณ์

รัชกาลที่ 6 โปรดให้สร้างเมืองจำลองดุสิตธานีขึ้นครั้งแรกในพระราชวังดุสิตเมื่อ พ.ศ. 2461 ใครหลายคนอาจยังสับสนเข้าใจว่าดุสิตธานีคือเมืองจริงๆ คนเข้าไปอาศัยอยู่ได้ หรือบ้างก็เข้าใจไปว่าเป็นเมืองที่เหมือนบ้านตุ๊กตา แท้จริงแล้ว ดุสิตธานีคือเมืองขนาดย่อส่วนตั้งอยู่ในพื้นที่ราวๆ 2 ไร่ครึ่งระหว่างพระที่นั่งอุดรภาคและอ่างหยกในพระราชวังดุสิต มีสิ่งปลูกสร้างนับพันหลัง คละเคล้าหลากหลายทั้งปราสาทราชวัง วัด ที่ทำการรัฐบาล โรงพยาบาล ตลอดจนบ้านเรือนราษฎร 

หอวชิราวุธานุสรณ์

แม้ขนาดจะเล็ก คนไม่อาจเข้าไปอาศัยอยู่ได้จริง แต่การทดลองการปกครองส่วนท้องถิ่นแบบเทศาภิบาล อันมีระบอบประชาธิปไตยเป็นส่วนสำคัญที่เกิดขึ้นในธานีจำลองนั้น มีการปฏิบัติฝึกฝนและทดลองจริง โดยเหล่าทวยนาครหรือพลเมืองของดุสิตธานี ที่ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ดังพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 6 ที่ทรงมุ่งเน้นให้กลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการบริหารราชการได้ทดลองปฏิบัติจนเข้าใจอย่างถ่องแท้ เพื่อจะได้นำไปปรับใช้ในพื้นที่จริงในวันข้างหน้า

“ทีมงานปรึกษากันครับว่าถ้าเล่าเรื่องแบบเดิมมันก็จะเหมือนที่เราเคยอ่านกันมาจากในหนังสือ รู้เท่ากับที่เคยรู้ เพราะฉะนั้นเราลองมาหาเฉพาะสิ่งที่หลักๆ ที่ควรจะรู้และเข้าใจเกี่ยวกับดุสิตธานีดีไหม จึงมีการเสนอกันว่างั้นชวนนักออกแบบมาทำภาพประกอบซ้อนเนื้อหานิทรรศการด้วยน่าจะดี” ศิลปินผู้รับหน้าที่รังสรรค์ภาพประกอบก็ไม่ใช่ใครที่ไหน หากคือ นักรบ มูลมานัส ศิลปินคอลลาจร่วมสมัย เขาตีความดุสิตธานีและนำเสนอผ่านชิ้นงานที่แฝงด้วยส่วนประกอบต่างๆ จากเมืองดุสิตธานี สร้างความสนใจและสงสัยให้ผู้ชมคิดต่อ

หอวชิราวุธานุสรณ์

นอกจากนั้นแล้ว ยังนำอาคารอีกหลายหลังในดุสิตธานีมาจัดแสดงควบคู่ไปด้วย ล้วนแล้วแต่เป็นอาคารสำคัญที่เชื่อมโยงมาถึงสิ่งที่มีอยู่ในโลกจริงทั้งสิ้น เช่น พระที่นั่งสุทไธสูรย์ปราสาท ที่จำลองแบบบมาจากพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท บนกำแพงพระบรมมหาราชวัง ถนนสนามไชย ในสมัยโบราณเรียกว่าพลับพลาสูง ใช้เป็นสถานที่สำหรับพระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตรกิจกรรมต่างๆ ในท้องสนามไชย ดังเช่นเมื่อคราวทหารอาสากลับจากราชการสงครามที่ทวีปยุโรปก็เดินสวนสนามบนถนนสายนี้ หรือที่เพิ่งผ่านไปไม่นานคือเป็นสถานที่ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 เสด็จออก ณ สีหบัญชรให้ประชาชนเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท

ส่วนอาคารอื่นๆ ก็มีเจดีย์ตราวชิระที่ผสมสถาปัตยกรรมของสุโขทัยเข้ามา และพระพุทธรัตนสถานหรือหอพระที่มีอยู่จริงในพระบรมมหาราชวัง พร้อมกันนั้นก็ยังมีอาคารสถาปัตยกรรมจีนมาจัดแสดงในคราวนี้เพื่อให้เห็นว่าในดุสิตธานีมีความหลากหลายอย่างไรบ้าง ส่วนวัตถุจัดแสดงอื่นๆ ในห้อง ชิ้นสำคัญต้องยกให้ ประติมากรรมรูปคนวิ่งบอกข่าวชัยชนะในการศึก รัชกาลที่ 6 พระราชทานชื่อว่า ‘ไชโย’ ผู้ที่ไปตามหาจนได้มาคือหนึ่งในศิลปินผู้ช่วยฟื้นฟูพระบรมรูปหุ่นและอาคารในดุสิตธานีให้กลับมาสดใสอีกครั้ง

หอวชิราวุธานุสรณ์

“รูปปั้นนี้ตั้งอยู่ในดุสิตธานี เราเคยเห็นแต่จากรูปภาพ ไม่เคยเห็นของจริง ก็บอก คุณบิ๊ก-ลักษณ์ คูณสมบัติ จากบริษัทเทวริทธิ์ศิลปากรว่าปั้นให้หน่อย คุณบิ๊กก็หาข้อมูลและวิเคราะห์กันว่าลักษณะแบบนี้น่าจะเป็นงานปั้นของฝรั่ง และน่าจะเป็นงานช่วงปลายศตวรรษที่สิบเก้า เข้าต้นศตวรรษที่ยี่สิบ ปรากฏไปเจอประติมากรรมแบบเดียวกันนี้ในเว็บไซต์ประมูลของเก่าของเยอรมัน คุณบิ๊กก็เลยประมูลมา พอประมูลได้ปั๊บ ระบบล่มไปเลย (หัวเราะ) คุณบิ๊กก็ซ่อมแซมและมอบให้เราจัดแสดงที่นี่ ต่อมาตอนหลังก็ได้ข้อมูลมาเพิ่มอีกว่าประติมากรรมนี้ปั้นประมาณ ค.ศ. 1880 โดยศิลปินฝรั่งเศส ผลิตออกมาหลายชิ้นงาน นอกจากนั้น คุณบิ๊กยังทำอนุสาวรีย์ทหารอาสาแบบที่เราเคยเห็นแต่ในรูปอีกด้วย ซึ่งก็จัดแสดงเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการดุสิตธานีนี้”

“ผู้ชมอาจจะมาชมงานโดยมีลายแทงในใจมาก่อน แต่เมื่อมาแล้วได้พบอย่างอื่น เขาก็อาจกระโดดข้ามจากสิ่งที่เขาสนใจไปยังเรื่องอื่นได้ เช่น คุณมาดูดุสิตธานี แต่คุณได้มาเจอภาพวาดฝีพระหัตถ์ที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ดุสิตสมิต ซึ่งเป็นสิ่งพิมพ์ของดุสิตธานี มันก็สามารถนำพาไปสู่เรื่องอื่นๆ ต่อไป หวังอยากให้คนที่มาได้ประโยชน์หลายๆ อย่าง ถึงแม้ทุกวันนี้โลกเราจะโฟกัสที่โลกออนไลน์ แต่ผมคิดว่าที่ไหนก็ตามที่ยังมี Asset คือของที่ที่อื่นไม่มี นี่แหละคือทรัพย์สินที่สำคัญ แล้วก็อาศัยการถ่ายทอดออกไป ผมมองว่านี่เป็นแนวทางที่น่าสนใจของการทำพิพิธภัณฑ์ครับ”

หากใครสนใจศึกษา ‘หอวชิราวุธานุสรณ์’ ในรูปแบบ Curatorial Walk หรือการนำชมนิทรรศการพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของรัชกาลที่ 6 โดยภัณฑารักษ์ผู้ออกแบบนิทรรศการต่างๆ จะมาเล่าถึงข้อมูลเบื้องหลังกว่าจะเป็นนิทรรศการที่สมบูรณ์ พร้อมทั้งสำรวจ ‘วชิราวุธวิทยาลัย’ โรงเรียนที่รัชกาลที่ 6 ทรงสถาปนา เพื่อเรียนรู้การศึกษาและสถาปัตยกรรมของอดีตโรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่มีอายุกว่า 109 ปี สามารถเป็นส่วนหนึ่งในประสบการณ์สุดพิเศษได้ใน Walk with The Cloud 24 : The Philosopher King ในวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2563

อ่านรายละเอียดทั้งหมดและสมัครร่วมกิจกรรมได้ที่นี่

ส่วนบุคคลทั่วไปที่อยากเข้าชม อดทนรออีกนิด ต้นปี 2563 นิทรรศการนี้จะเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการ

Writer

แพร ปุโรทกานนท์

นักเขียนอิสระที่ทำงานประจำ อยากรู้อยากเห็นประวัติศาสตร์ สนใจศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนเรื่องอาหารการกิน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

“ผลไม้รสล้ำ อุตสาหกรรมก้าวหน้า น้ำปลารสเด็ด เกาะเสม็ดสวยหรู สุนทรภู่กวีเอก”

ถ้าพูดถึงเมืองแห่งผลไม้และนักกวีชื่อดังอย่างสุนทรภู่ ก็คงหนีไม่พ้นจังหวัดระยองเป็นแน่ 

ระยองเป็นเมืองแห่งเสน่ห์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและวิถีชีวิตพื้นบ้าน และยินดีต้อนรับผู้คนต่างถิ่นอย่างเป็นมิตรอยู่เสมอ ฉันผู้มาอำเภอแกลงเป็นครั้งที่สองของชีวิตได้เดินหลงเข้าไปในย่านเก่าของเมืองแกลง ที่นั่นเป็นชุมชนที่ดูอบอุ่น เช้า ๆ จะมีคนเฒ่าคนแก่ออกมานั่งสานตะกร้าหน้าบ้าน นั่งดูผู้คนและรถที่ผ่านไปผ่านมาบนถนน 

ฉันนั่งรถต่อไปสักพัก ก็สะดุดตากับร้านหนังสือสีฟ้าน้ำทะเลสดใสร้านหนึ่ง ด้านหน้าเขียนว่า ‘ร้านสุนทรภู่’ เลยแวะสำรวจบรรยากาศด้านในอันเงียบสงบ มีเด็กชายอายุราว ๆ 7 – 8 ขวบ กำลังนั่งอ่านหนังสืออย่างเพลิดเพลิน ทำเอาฉันสนใจอยู่ไม่น้อย ก่อนจะมองไปรอบ ๆ ร้านเพื่อหาหนังสือมาอ่านและติดมือกลับบ้าน

แต่แล้วก็มีผู้หญิงท่าทางใจดีคนหนึ่งเข้ามาพูดคุยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม 

สุนทรภู่ : ร้านหนังสือเล็ก ๆ แห่งแรกของแกลง ที่เป็นพื้นที่อิสระให้นักอ่าน จ.ระยอง

ฐอน-รัสรินทร์ กิจชัยสวัสดิ์ เจ้าของร้านหนังสือสุนทรภู่เข้ามาทักทายด้วยท่าทางเป็นมิตร พร้อมนำชาร้อนและขนมเจ้าอร่อยมาให้ชิม พี่ฐอนเป็นคนน่ารัก ใจดี แถมคุยเรื่องหนังสือสนุก เธอเล่าให้ฟังว่าสมัยเรียนชอบอ่านหนังสือมาก ๆ หลายครั้งที่เข้าร่วมชมรมอ่านหนังสือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ เรื่องราว วิเคราะห์และตีความหนังสือ เธอจะตื่นเต้นและเตรียมตัวเป็นอย่างดี เพื่อจะได้เล่าเรื่องของเธอกับหนังสือให้ทุกคนฟัง 

สมัยเรียนคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เธอมักแวะเวียนไปอ่านหนังสือ ‘ร้านแซงแซว’ ร้านหนังสือดอกหญ้าหน้า มช. อยู่เสมอ พี่ฐอนบอกว่าเจ้าของร้านใจดีเพราะให้เธอยืนอ่านเป็นประจำ นั่นเป็นเหตุการณ์ประทับใจและจุดประกายให้สาวเมืองแกลงคนนี้ อยากสร้างร้านหนังสือเล็ก ๆ ของตัวเองในบ้านเกิดเพื่อนักอ่านทุกคน

‘สุนทรภู่’ คือชื่อร้านที่ ปราย พันแสง และ อู๋-ดุษฎี พันธ์พจี เป็นผู้ตั้งให้ เพราะเมืองนี้เป็นบ้านเกิดของพระสุนทรโวหารหรือสุนทรภู่ กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงเหมาะสมที่สุดสำหรับร้านหนังสืออิสระในเมืองแกลงแห่งนี้

‘ร้านหนังสือ’ เป็นหนึ่งในความฝันของพี่ฐอน ชนวนเหตุที่ทำให้เธอกลับบ้านเกิดเริ่มต้นเมื่อสิบปีก่อน ลูกสาวกลับมาดูแลคุณแม่วัย 80 และเริ่มต้นกิจการกวดวิชาสอนเด็ก ๆ ไม่นานนักก็ได้รับคำชวนจากเพื่อนสนิทให้เปิดร้านหนังสืออิสระด้วยกัน

ช่วงนั้นโครงการร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่บ้านเกิดของ ปราย พันแสง กำลังเป็นที่นิยม ร้านสุนทรภู่ก็เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการด้วย ยุคนั้นร้านหนังสืออิสระฮอตฮิตมาก มีทั้งร้านหนังสือเดินทาง (กรุงเทพฯ), ร้านนำพุบุ๊คสโตร์ (บุรีรัมย์) , ร้านกาลครั้งหนึ่ง (อุทัยธานี) ฯลฯ ให้นักอ่านตามรอยไปสนับสนุนถึงที่ และมีอีกหลายร้านเกิดขึ้นเพื่อให้บรรดาหนอนหนังสือรู้สึกสนุกและติดตามการก่อตัวของร้านหนังสือในพื้นที่ต่าง ๆ 

ร้านสุนทรภู่เป็นร้านหนังสืออิสระสีฟ้าน้ำทะเลสดใสอยู่ในชุมชนเก่าของอำเภอแกลง เกิดขึ้นเพื่อรักษาวัฒนธรรมการอ่าน เพราะเจ้าของร้านเชื่อว่าการอ่านมีส่วนช่วยเพิ่มพูนทักษะชีวิต ซึ่งร้านนี้มีสโลแกนน่ารัก ๆ ว่า ‘Be blossom Book & Tea’ ด้วยอยากให้ผู้มาเยือนรู้สึกเบิกบานกายและใจไปกับการจิบชาและอ่านหนังสือ 

“คนที่มาอาจจะรู้สึก Blossom หรือไม่ก็ได้นะ ถ้าจะต้องปาดน้ำตาแล้วไปต่อ พี่ก็ยินดีนั่งคุยด้วย”

สถานที่ขนาดกะทัดรัดแห่งนี้พร้อมเป็นพื้นที่อิสระให้นักอ่านทุกคน จะแวะมานั่ง มานอน หรือมากินทุเรียนก็ได้ (ขอให้บอกกันก่อน) แถมยังเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน จุดนัดพบระหว่างนักเขียน-นักอ่าน งานเสวนาขนาดย่อม จนถึงมินิคอนเสิร์ต ซึ่งกิจกรรมทุกอย่างที่ว่ามาเกิดขึ้นมาแล้วก่อนสถานการณ์โควิด-19 ระบาด

ภายในร้านเต็มไปด้วยหนังสือมากมายที่น่าสนใจ ส่วนใหญ่คัดเลือกจากความชอบของเจ้าของร้านหนังสือ เพราะข้อจำกัดของร้านหนังสืออิสระหลาย ๆ ร้านกับการเลือกหนังสือเข้ามานั้น ทำให้ต้องใช้เวลาในการเลือกพอสมควร หนังสือส่วนใหญ่จึงเป็นแนวปรัชญา ศาสนา วรรณกรรม และท่องเที่ยว ซึ่งพี่ฐอนสนใจอยู่แล้ว

“การอ่านหนังสือทำให้พี่รู้สึกเหมือนได้ผจญภัย ได้ออกเดินทางและเห็นโลกมากขึ้น พี่เป็นคนชอบเดินทางจากการอ่านหนังสือมาก ตอนเด็ก ๆ พี่อ่านหนังสือแทบทุกเล่มในห้องสมุดโรงเรียน อ่านแม้กระทั่งถุงกล้วยแขก พออ่านมากก็อยากจะเดินทางมาก และมันเริ่มทำให้พี่เห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้นจากการเดินทางด้วยนะ”

เธอจึงกลายเป็นคนชอบท่องเที่ยว การเห็นโลกทำให้เธอเกิดไอเดีย ได้ความคิดใหม่ ๆ ที่จะกลับมาพัฒนาบ้านเมืองและพัฒนาตัวเอง เหมือนท่านสุนทรภู่ที่ออกเดินทางไปในที่ต่าง ๆ จนเกิดแรงบันดาลใจในการเขียนบทกวี

พี่ฐอนเขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า ‘Trekking กับหญิงอ้วน’ เป็นบันทึกการเดินป่าที่เนปาล เธอประทับใจมากจนตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือในสำนักพิมพ์ของตัวเอง (สำนักพิมพ์สุนทรภู่พับลิชชิ่ง) นอกจากนี้ยังมีหนังสืออีกเล่มหนึ่งในสำนักพิมพ์เดียวกัน ชื่อว่า ‘ปลาวาฬไม่ไปทำงาน’ เธอทำร่วมกับ เพจปลาวาฬไม่ไปทำงาน เป็นหนังสืออ่านสนุก มีเนื้อหาและข้อเขียนที่เข้าถึงง่าย เหมาะกับผู้อ่านทุกเพศทุกวัย (อาจจะโดนใจวัยทำงานเป็นพิเศษ)

นักอ่านหนังสือปรัชญามือใหม่อย่างฉันควรจะเลือกเล่มไหนดี นึกได้ดังนั้น ฉันจึงขอให้พี่ฐอนช่วยแนะนำหนังสือปรัชญาสำหรับมือใหม่ให้อ่าน เจ้าของร้านใจดีลุกออกจากเก้าอี้ไม้ สำรวจหนังสือ และหยิบมาเล่าให้ฉันฟัง

เธอบอกว่านักอ่านปรัชญามือใหม่ทุกคนควรเริ่มต้นจาก เจ้าชายน้อย เพราะเข้าถึงง่าย 

“การอ่าน เจ้าชายน้อย แต่ละครั้ง ในแต่ละช่วงอายุ จะมีปรัชญาแฝงที่ขึ้นอยู่กับประสบการณ์หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต นักอ่านแต่ละคนจึงตีความออกมาไม่เหมือนกัน มันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของหนังสือเล่มนี้”

เรื่องที่สอง คืนวันอันแสนงาม เป็นหนังสือจากประเทศจอร์เจีย และผู้ประพันธ์ก็เป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงที่สุดในบ้านเขา พี่ฐอนว่าเขาเป็นคนเขียนหนังสือดี ซึ่งหนังสือเล่มนี้เล่าถึงชีวิตวัยเด็กของเขาในจอร์เจีย

เรื่องที่สาม ปลาวาฬไม่ไปทำงาน เรื่องที่สี่ โต๊ะก็คือโต๊ะ เป็นหนังสือเก่าและหนังสือปรัชญาที่เข้าถึงง่าย เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา ถ้าหนักขึ้นมาหน่อยพี่ฐอนก็ยกให้งานของ มุราคามิ

เจ้าของร้านคนนี้แนะนำหนังสือแต่ละเล่มด้วยความเพลิดเพลินและจริงใจ เพื่อหวังให้ฉันพบเจอหนังสือปรัชญาเล่มที่ดีที่สุดที่ฉันต้องการ ว่ากันตามตรง ฉันได้รับความคิดใหม่ ๆ จากผู้หญิงคนนี้มาก ราวกับว่าร้านสุนทรภู่กำลังเปิดโลกทัศน์ให้ฉัน

แม้จะผ่านมาเกือบสิบปีที่เธอเริ่มต้นทำร้านสุนทรภู่ แต่ความรักในการอ่านของเจ้าของร้านไม่เคยลดลงหรือหายไป เธอยังคงแบ่งปันความรู้สึกและเรื่องราวดี ๆ ให้กับนักอ่านที่แวะเวียนมาอยู่เสมอ

น่าแปลกนิดหน่อยพอรู้ว่าตั้งแต่ร้านสุนทรภู่เกิดขึ้นมา ลูกค้าประจำส่วนใหญ่ไม่ใช่คนในชุมชน แต่เป็นนักอ่านต่างถิ่นที่ตั้งใจมาและต้องการหนังสือที่ทางร้านมีต่างหาก บางกลุ่มมาจากกรุงเทพฯ บางกลุ่มมาจากต่างจังหวัด 

“พี่ว่าดีนะ เพราะมันทำให้คนรู้จักเมืองแกลงขึ้นอีกเยอะเลย” เจ้าของร้านหนังสืออิสระว่าอย่างนั้น

แกลงเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ มีทั้งผลไม้ ทะเล แถมยังมีแหล่งล่องแพเที่ยวชมแม่น้ำประแส แต่เมื่อสิบปีที่แล้วเมืองนี้กลับไม่ค่อยมีคนรู้จัก ซึ่งร้านหนังสืออิสระเล็ก ๆ แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวตั้งใจแวะเวียนมา 

“อย่างน้อยร้านหนังสือของพี่ก็ช่วยให้คนรู้จักชุมชน รู้จักระยองมากขึ้น จากนักอ่านที่แวะเวียนเข้ามาในร้าน” เธอยิ้มออกมาอย่างภูมิใจ ความต้องการต่อไปของพี่ฐอน คือการสร้างนักอ่านในชุมชนของระยองให้มากขึ้น

ฉันชวนพี่ฐอนคุยต่อถึงการปรับตัวของโลกหนังสือในวันที่ยุคดิจิทัลเข้ามาเยือน และการอ่านหนังสือผ่านเว็บไซต์ออนไลน์หรือช่องทางต่าง ๆ ก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ สาวเจ้าของร้านหนังสือหัวเราะพลางยอมรับว่า

“พี่หมดเงินกับนิยายออนไลน์เยอะมาก” ฉันอมยิ้มให้ ก่อนเธอจะเสริมต่อ “ตอนอ่านหนังสือเล่ม พี่รู้ว่ามันจะจบตอนไหน และจบยังไง พออ่านออนไลน์ มันเป็นการหยอดเงินเพื่ออ่านบทต่อ ๆ ไป และไม่ยอมจบง่าย ๆ 

“แต่มันดีนะคะ นักเขียนมีช่องทางและโอกาสมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนคนไหนก็สร้างสรรค์ผลงานของตัวเองลงในโลกออนไลน์ได้อย่างไม่จำกัด ไม่มีใครสนใจเรื่องชื่อเสียงหรือหน้าตาของนักเขียนคนนั้น แต่พวกเขาสนใจและให้คุณค่ากับผลงานของนักเขียนเหล่านั้นมากกว่า” นักอ่าน (ออนไลน์) ตัวยงเสริมข้อดีของโลกหนังสือออนไลน์

พี่ฐอนเป็นหนึ่งในนักอ่านที่ปรับตัวตามเทคโนโลยี เธอสนับสนุนนักเขียนออนไลน์หลายท่านและอ่านงานหลากหลายแนว ฉันหมายความอย่างนั้นจริง ๆ เธออ่านนิยายรักวัยรุ่น นิยายวาย นิยายจีน ระหว่างที่เล่า เธอยังคงชื่นชมนักเขียนเหล่านั้นไม่ขาดปาก ทำเอาฉันประหลาดใจและประทับใจกับเจ้าของร้านหนังสืออิสระคนนี้อีกครั้ง เธอเป็นคนที่ชอบเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ถึงแม้โลกการอ่านเปลี่ยนไปมากแค่ไหน เธอก็ยังคงรักมันไม่เปลี่ยนแปลง

นอกจากนักเขียนจะได้ประโยชน์จากโลกออนไลน์ ร้านหนังสืออิสระก็ได้รับผลพวงที่ดีตามไปด้วย เพราะเป็นอีกหนึ่งช่องทางให้นักอ่านสั่งซื้อหนังสือจากที่ไหนก็ได้ ส่วนพี่ฐอนกระซิบว่า เธอยินดีให้นักอ่านมาเลือกหนังสือถึงหน้าร้าน เพราะการสัมผัสหนังสือด้วยมือตัวเองมีเสน่ห์เหลือเกิน ทั้งกลิ่นกระดาษ กลิ่นน้ำหมึก ฟิน!

และช่วงโควิด-19 ที่ทำเศรษฐกิจย่ำแย่ลงมาก นักท่องเที่ยวน้อยลง คนเดินทางน้อยลง กิจกรรมต่าง ๆ ที่ร้านสุนทรภู่เคยจัดก็ต้องพับเก็บไปหลายโครงการ พี่ฐอนพูดติดตลกปนความเศร้าว่าเธอเกือบจะต้องปิดร้าน เพราะพิษเศรษฐกิจทำร้ายอย่างหนัก ลำพังการขายหนังสืออย่างเดียวอาจจะอยู่ไม่ได้ จึงต้องทำงานอย่างอื่นเพิ่ม ด้วยความที่เธอเป็นคนชื่นชอบการดื่มชา จึงเปิดร้านชาควบคู่กับร้านหนังสือ เพื่อช่วยพยุงร้านเล็ก ๆ ให้อยู่ต่อไป

พอสถานการณ์โรคระบาดใหญ่มาเยือน แทบทุกพื้นที่ขาดรายได้จากการท่องเที่ยว จังหวัดระยองก็เช่นกัน ทำให้งบประมาณการดูแลพื้นที่ในจังหวัดระยองไม่เพียงพอต่อความต้องการ พี่ฐอนจึงอาสาเขียนหนังสืออนไลน์บนเฟซบุ๊ก เพื่อระดมทุนช่วยเหลือโรงพยาบาลแกลงและพื้นที่ขาดแคลนอื่น ๆ ซึ่งจากการเขียนในครั้งนั้นทำให้เธอระดมทุนไปได้กว่า 70 ล้านบาท โดยนำเงินทั้งหมดไปช่วยสร้างห้อง ICU ให้กับโรงพยาบาลแกลง และมอบให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนอุปกรณ์

สาวระยองพูดออกมาด้วยความภูมิใจและหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่เธอทำจะสร้างแรงบันดาลให้ให้กับคนระยอง เพื่อลุกขึ้นมาช่วยกันพัฒนาชุมชน พัฒนาจังหวัดระยองไปพร้อม ๆ กับรักษาขนบธรรมเนียม ความสวยงามของวิถีชีวิตท้องถิ่น และสื่อสารสิ่งนี้ออกไป สร้างการรับรู้ให้คนต่างถิ่น

บทสนทนาสุดท้าย ฉันถามพี่ฐอนว่า – ร้านสุนทรภู่มีความหมายกับเธออย่างไร

“มันคือความรัก มันคือตัวพี่ พี่อยากให้คนที่เข้ามาร้านหนังสือแห่งนี้ เพลิดเพลินกับการอ่าน จิบชา กินขนม และพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดกับนักอ่านคนอื่น ๆ ซึ่งภาพนี้มันคือความฝันของพี่ วันนี้พี่ได้เห็นภาพนั้นแล้ว

“ถึงแม้ความจริงร้านหนังสืออิสระจะไม่ใช่ธุรกิจที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ แต่มันมีคุณค่าทางจิตใจ พี่ว่าคนทำร้านอิสระ เขาคงทำใจตั้งแต่เริ่มต้น คงไม่มานั่งคิดเรื่องรายได้แล้ว เขาทำเพราะเขาชอบ ถึงอยู่ได้หรือไม่ได้ ก็อยู่กันแบบนี้แหละ พี่ทำเพราะความรัก” เธอยิ้มมีความสุข

“มีเหตุการณ์ที่พี่ประทับใจมาก มีเด็กคนหนึ่งมาอ่านหนังสือร้านทุกวันเลย จนวันนี้เขากลายเป็นนักเขียนและสร้างรายได้ให้กับตัวเอง พี่ดีใจมากแล้ว อย่างน้อยร้านของพี่ก็มีส่วนช่วยสร้างสิ่งเล็ก ๆ ให้กับใครสักคนหนึ่งได้ พี่มีความสุขมาก และจะทำต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ให้ร้านหนังสืออิสระหายไป และไม่ให้วัฒนธรรมการอ่านหายไป” นักอ่านและเจ้าของร้านหนังสือเล็ก ๆ จบบทสนทนาอย่างเรียบง่าย

ร้านสุนทรภู่ : ความฝันของสาวระยองที่กลับบ้านเกิดมาเปิดร้านหนังสืออิสระแห่งแรกของ อ.แกลง และอยากเป็นพื้นที่เสรีให้นักอ่าน

ร้านสุนทรภู่

ที่ตั้ง : 38/1 ทางเกวียน ตำบลทางเกวียน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดทุกวัน เวลา 09.00 – 19.00 น.

โทรศัพท์ : 09 5965 9265

เว็บไซต์ : www.soontornphu.com

Facebook : ร้านหนังสือสุนทรภู่ อำเภอแกลง

Writer

ตรีเนตร จตุพร

นักเขียนฝึกหัดที่ชื่นชอบงานศิลปะ ธรรมชาติ และบทกวี หลงใหลในความย้อนแย้งของโลกใบนี้ เช่น การกินไอศกรีมในหน้าหนาว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load