ราว 25 ปีที่แล้ว ใน พ.ศ. 2537 พระบรมราชะประทรรศนีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว นิทรรศการที่จัดแสดงพระบรมรูปหุ่นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ในพระอิริยาบถขณะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจสำคัญในรัชสมัย เปิดให้ประชาชนเข้าชมเป็นครั้งแรก ณ หอวชิราวุธานุสรณ์ อาคารทรงไทยหลังใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณสำนักหอสมุดแห่งชาติ ดำเนินงานโดยมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์

การกลับมาพร้อมโฉมใหม่ที่ออกแบบโดย be>our>friend ของ หอวชิราวุธานุสรณ์ หลังปิดไป 6 ปี
หอวชิราวุธานุสรณ์

ผู้ที่เป็นกำลังหลักในการจัดสร้าง ‘พระบรมราชะประทรรศนีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว’ (คำว่าประทรรศนีย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล เป็นผู้ตั้ง เป็นคำสันสกฤตมีความหมายว่า นิทรรศการ) อันเป็นโครงการในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี คือ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล มหาดเล็กในองค์ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 อดีตประธานกรรมการหอวชิราวุธานุสรณ์ และอดีตประธานกรรมการมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมุ่งหวังให้เป็นนิทรรศการที่ต่อยอดความรู้แก่ผู้เข้าชมได้ไม่จำกัด สืบสานพระราชปณิธานรัชกาลที่ 6 ในข้อที่ทรงให้ความสำคัญด้านการพัฒนาการศึกษาเสมอมา ดังกระแสพระราชดำรัสความว่า “การศึกษาย่อมเป็นการสำคัญอย่างยิ่ง และเป็นต้นเหตุแห่งความเจริญของชาติบ้านเมือง ผู้ใดอุดหนุนการศึกษา ผู้นั้นได้ชื่อว่าอุดหนุนชาติบ้านเมือง”

ด้วยเงื่อนไขของกาลเวลาและบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป นิทรรศการที่เคยสร้างแรงบันดาลใจ และความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์บ้านเมืองจำต้องลดบทบาทและปิดให้บริการลงใน พ.ศ. 2556 หากสิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือแก่นแท้ที่สำคัญมากกว่าอาคารสถานที่ จิตติ เกษมกิจวัฒนา ภัณฑารักษ์ผู้รับช่วงในการขับเคลื่อนความรู้ให้ออกเดินทางอีกครั้ง เล่าให้ฟังถึงการส่งต่อประวัติศาสตร์ด้วยวิธีการอันร่วมสมัย

ก่อนที่นิทรรศการนี้จะเปิดให้เข้าชมในช่วงต้นปี 2563 (ส่วนจะเป็นเดือนไหน ต้องติดตาม) เรามาทำความรู้จักนิทรรศการนี้กันไปพลางๆ

การเดินทางของเรื่องราว

“ผมย้อนดูในบันทึกของหม่อมหลวงปิ่นว่าท่านมีความมุ่งหมายต่อเรื่องนี้อย่างไร และดูในสูจิบัตรเดิมเมื่อครั้งเปิดพระบรมราชะประทรรศนีย์ฯ ครั้งแรกก็เห็นว่าหม่อมหลวงปิ่นท่านชัดเจนมากว่าเห็นความสำคัญของเรื่องราวมากกว่าสิ่งของ มีตอนหนึ่งที่ประทับใจมากคือ พิพิธภัณฑ์ไม่ใช่เป็นสถานที่เก็บของ แต่เป็นที่เก็บเรื่องราว”

ลักษณะการนำเสนอพระบรมราชะประทรรศนีย์ฯ แบบเดิมนั้น พระบรมรูปหุ่นแต่ละองค์จัดแสดงอยู่ในแต่ละห้อง แวดล้อมด้วยเครื่องประกอบฉากต่างๆ เหมือนขยายภาพสองมิติให้กลายเป็นสามมิติ เป็นไปได้ว่า หม่อมหลวงปิ่นผู้ซึ่งเกิดในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 และมีประสบการณ์ร่วมในช่วงเวลาดังกล่าวด้วยตัวเอง คงจะพยายามถ่ายทอดให้เสมือนจริงมากที่สุด โดยคัดเลือกพระราชกรณียกิจที่สำคัญมากๆ และสิ่งที่ตกทอดมาในปัจจุบัน และในความทรงจำของตัวหม่อมหลวงปิ่นเอง เพื่อสร้างนิทรรศการพระบรมรูปหุ่น นิทรรศการเดิมจึงเกิดจาก 3 ส่วน คือภาพถ่าย ภาพจากความทรงจำของหม่อมหลวงปิ่น และภาพวาด

ด้วยความเคารพในแนวทางที่หม่อมหลวงปิ่นและคณะทำงานตั้งต้นได้วางไว้ ทีมงานยุคปัจจุบันจึงตัดสินใจจะนำเสนอด้วยวิธีคล้ายเดิมไว้ คือคงความเป็นพิพิธภัณฑ์พระบรมรูปหุ่นไฟเบอร์กลาสและพระบรมรูปหุ่นขี้ผึ้ง ส่วนสิ่งที่เพิ่มเติมคือการให้ความสำคัญในการออกแบบพื้นที่ที่บรรจุเรื่องราวซึ่งเชื่อมโยงเข้าหากันได้หมดภายในพื้นที่จัดแสดง 2 ชั้น ประกอบด้วยห้องนิทรรศการหลัก ห้องนิทรรศการหมุนเวียน และห้องอเนกประสงค์เพื่อกิจกรรมทางการศึกษา ซึ่งขณะนี้จัดแสดงนิทรรศการพิเศษเกี่ยวกับเมืองจำลองดุสิตธานีอยู่ด้วย

สตูดิโอออกแบบ be>our>friend รับหน้าที่ในการออกแบบห้องจัดแสดง จิตติให้เหตุผลว่า เพราะลายเซ็นสำคัญข้อหนึ่งของ be>our>friend คือการผสมผสานประวัติศาสตร์เข้ากับงานร่วมสมัยได้น่าสนใจ 

“ผมคุยกับทีมออกแบบเพื่อหาวิธีส่งผ่านเรื่องราวด้วยวิธีที่ไม่ตรงไปตรงมา คือไม่อธิบายทุกอย่างออกไปหมด แต่เราต้องการสร้างบรรยากาศให้รู้สึก คล้ายๆ กับแนวทางของการสร้าง Immersive Experience พอดีช่วงนั้นคือ พ.ศ. 2559 กำลังทำนิทรรศการเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งมีประเด็นเรื่องสีธงไตรรงค์ น้ำเงิน แดง ขาว ที่เราอยากจะพูดถึง ก็คุยกันว่าอยากให้สีแดงและสีน้ำเงินเป็นสีธีม ห้องหลักคือพระบรมราชะประทรรศนีย์ฯ เป็นสีน้ำเงิน เพราะเป็นสีของพระมหากษัตริย์ และเป็นสีที่รัชกาลที่ 6 โปรดมากที่สุด ห้องสถานธีรนิทรรศน์จัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียนเป็นสีแดง และห้องฉัฐรัชสารนิเทศหรือ Archive Room เป็นสีขาว

พระบรมราชะประทรรศนีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

นิทรรศการหลักที่ถือเป็นหัวใจของเรื่องเล่าทั้งหมดอยู่ห้องสีน้ำเงินซึ่งจัดแสดงพระบรมรูปหุ่นในพระอิริยาบถต่างๆ ขณะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจสำคัญในรัชสมัย ลักษณะการจัดวางแบบเดิมของห้องนี้คือพระบรมรูปหุ่นอยู่ในระดับปกติ เสมือนการซ้อนโลกเสมือนจริงกับโลกจริงเข้าด้วยกัน แต่มาครั้งนี้ ทีมงานเลือกดึงส่วนประกอบอื่นๆ ออก เปิดให้องค์พระบรมรูปหุ่นได้ทำหน้าที่เล่าเรื่องราวอย่างเต็มที่ จิตติบอกว่า คล้ายๆ กับภาพเขียนของคาราวัจโจ (Michelangelo Merisi da Caravaggio) ศิลปินชาวอิตาลี ที่ลดทอนรายละเอียดต่างๆ ออกให้เหลือแค่สิ่งที่สำคัญ แต่เล่าเรื่องราวได้โดยผู้ชมไม่ถูกจำกัดความคิด 

หอวชิราวุธานุสรณ์

นอกจากนั้น พระบรมรูปหุ่นยังถูกยกขึ้นเหนือระดับเดียวกับผู้ชม จัดองค์ประกอบให้คล้ายภาพที่พร้อมจะเคลื่อนไหวต่อไป ทั้งยังสอดรับกับการนำชมรูปแบบใหม่ที่จะมีความเป็นดิจิทัลมากขึ้น นั่นก็คือแอปพลิเคชันนำชมนิทรรศการ

หอวชิราวุธานุสรณ์
หอวชิราวุธานุสรณ์

“เราคิดถึงผู้เข้าชมหลายกลุ่ม เช่นเด็กๆ ที่อาจจะไม่ชอบอ่านอะไรยาวๆ เรามีป้ายอธิบายอย่างย่อให้อ่าน แต่สำหรับผู้ชมที่มีอายุมากขึ้นหรือว่ามีความสนใจที่กว้างขึ้น เราก็มีแอปพลิเคชันเป็นเครื่องมืออ่าน AR อธิบายเจาะรายละเอียดในแต่ละชิ้น เช่น เหรียญตราหรือเข็มที่ติดอยู่บนฉลองพระองค์ แล้วก็มีเสียงบรรยายที่เนื้อหาต่างออกไป เพราะฉะนั้น การชมนิทรรศการโดยใช้แอปพลิเคชันก็อย่างหนึ่ง ชมแบบไม่ใช้เครื่องมือช่วยก็จะเป็นอีกอย่างหนึ่ง ไม่เหมือนกัน”

ภาพ : หอวชิราวุธานุสรณ์

ความน่าสนใจไม่ได้หยุดเพียงกลวิธีการนำเสนอ แต่พระบรมรูปหุ่นทุกองค์และวัตถุจัดแสดง ตลอดจนอาคารจากเมืองจำลองดุสิตธานีไม่ใช่ของทำขึ้นใหม่ แต่เป็นของเดิมที่เคยจัดแสดงเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน และบัดนี้ถูกทำความสะอาดและดูแลให้สมบูรณ์พร้อมเผยเรื่องราวในตัวเองอีกครั้ง

หอวชิราวุธานุสรณ์

“ถ้าย้อนอดีตไปสมัยนิทรรศการครั้งแรก การจำลองฉลองพระองค์ที่ทรงในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกจะต้องขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ทั้งฉลองพระองค์และเครื่องประกอบฉากของเดิมต่างๆ สำนักช่างสิบหมู่เป็นผู้ทำ และในสมัยก่อนหากมีการทำจำลองของเจ้านาย จะห้ามทำซ้ำเหมือนเป๊ะๆ เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราเห็นอยู่ตอนนี้แม้จะเหมือนของจริงมากๆ แต่ถ้าสังเกตดูจะพบว่ามีการบิดให้เพี้ยนไปจากความจริงเล็กน้อย เช่น พระสุพรรณราชคือกระโถนจะมีลายไม่เหมือนของจริง หรือพระชฎามหากฐินที่ทรงอยู่ก็มีจุดที่บิดให้ไม่เหมือนพระชฎาองค์จริง”

รายละเอียดเล็กๆ น้อยที่ได้พบใหม่เกิดจากเทคโนโลยีที่ช่วยในการสืบค้นได้ดีขึ้น นอกจากนั้น ยังอยู่ที่กำลังสำคัญของทีมงาน โดยเฉพาะ คุณเก้ง-ปฏิวัติ สุขประกอบ ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องราวในประวัติศาสตร์โดยเฉพาะรัชสมัยแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

หอวชิราวุธานุสรณ์
หอวชิราวุธานุสรณ์

“เก้งมาช่วยเรื่ององค์ประกอบ ฉลองพระองค์ เข็ม เหรียญตราต่างๆ เป็นทีมงานที่เราขาดไม่ได้ แม้แต่ลักษณะการก่ออิฐที่พระบรมรูปหุ่นวางศิลาพระฤกษ์ก่อตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เก้งก็ไปค้นรูปเก่ามาดูจนแน่ใจว่าของเดิมวางอย่างไร หรืออย่างพระบรมรูปหุ่นขณะทรงติดเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ธงไชยเฉลิมพลของทหารอาสาเมื่อกลับจากสงครามโลกครั้งที่ 1 รูปเดิมที่เราเคยเห็นกันมาจากของหอจดหมายเหตุ เป็นรูปมุมเดียวไม่เห็นอีกมุมที่ทหารอีกคนยืนอยู่ กิ๊ฟ (กิตติธร เกษมกิจวัฒนา-ผู้ช่วยภัณฑารักษ์และผู้ดูแลเรื่อง Art Direction) ก็ไปเจอรูปเหตุการณ์เดียวกันนี้แต่เป็นอีกมุมจากห้องสมุดที่ปารีส ในรูปเห็นว่าทหารคนหนึ่งมีอะไรบางอย่างห้อยอยู่ที่ตัว เราก็ขยายภาพให้ใหญ่เพื่อดูชัดๆ เก้งก็บอกว่านี่คือมาลัยตัวซึ่งคล้องทหารอยู่ เราก็เพิ่มเข้าไป”

หอวชิราวุธานุสรณ์

ของจัดแสดงพิเศษอีกประการตั้งอยู่กลางห้อง คือพระที่นั่งไพชยนต์มหาปราสาท ซึ่งเป็นพระที่นั่งองค์ประธานของหมู่พระมหาปราสาทในพระราชวังพระวัชรินทร์ราชนิเวศน์ในดุสิตธานี จำลองแบบมาจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง จิตติบอกว่าในทุกห้องจัดแสดงเขาเลือกอาคารจากดุสิตธานีตั้งเป็นศูนย์กลาง อันนำไปสู่ข้อสงสัยในใจใครหลายคนที่บอกว่าพระราชกรณียกิจที่สำคัญของรัชกาลที่ 6 มีมากกว่าดุสิตธานี จิตติอธิบายประเด็นนี้ด้วยการตั้งคำถามกลับว่าแล้วดุสิตธานีคืออะไร แล้วเราเข้าใจดุสิตธานีดีพอหรือยัง

สถานธีรนิทรรศน์

หอวชิราวุธานุสรณ์

ไม่เพียงสีแดงของห้องนี้จะแทนความหมายถึงชาติ หากยังเป็นสีสำคัญคู่กับขาวดังจะเห็นได้จากงานพระราชพิธีในสมัยโบราณของไทย ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ ประธานมูลนิธิฯ คนปัจจุบัน อธิบายความหมายคู่สีแดงขาวว่าสื่อถึงพระบรมเดชานุภาพและพระมหากรุณาธิคุณของพระเจ้าแผ่นดิน ส่วนเรื่องลักษณะห้องหลังคาสูง มีช่องให้แสงลอดผ่านสู่ภายใน ออกแบบให้คล้ายคลึงกับบรรยากาศพิพิธภัณฑ์ที่ประเทศอังกฤษ ทั้งยังเชื่อมโยงกับพระราชประวัติของรัชการที่ 6 ที่ทรงเป็นนักเรียนเก่าอังกฤษ และรัชสมัยของพระองค์ซึ่งป็นช่วงเวลาที่ศิลปะและสถาปัตยกรรมตะวันตกพัฒนาอย่างกว้างขวางในไทย

นิทรรศการหมุนเวียนสถานธีรนิทรรศน์ อ้างอิงจาก ‘วชิรนพรัตน์’ บทความของหม่อมหลวงปิ่น ที่เขียนขึ้นก่อนจะเริ่มต้นทำพระบรมราชะประทรรศนีย์ฯ ที่หอวชิราวุธานุสรณ์เสียอีก วชิรนพรัตน์นี้ หม่อมหลวงปิ่นอธิบายไว้ว่าหมายถึงแก้ว 9 ประการ แทนความถึงพระราชกรณียกิจและพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ที่ทรงมีต่อบ้านเมืองและพสกนิกร

“นิทรรศการวชิรนพรัตน์นี้ตั้งใจให้เป็นการแสดงความคารวะและ Homage ต่อหม่อมหลวงปิ่น เพราะถ้าไม่มีท่านเริ่มทั้งหมดนี้ไว้ก็คงจะไม่มาถึงตรงนี้ ผมได้รู้จักหม่อมหลวงปิ่นมากขึ้นจากบันทึกของท่าน ได้เห็นมุมมอง วิสัยทัศน์ ความจงรักภักดี และความเป็นสุภาพบุรุษ สำหรับผมถ้าจะดูว่ารัชกาลที่ 6 ทรงสอนคนอย่างไร ให้ดูที่หม่อมหลวงปิ่น ท่านเป็นคนที่รัชกาลที่ 6 ทรงฝึกสอนเรื่องต่างๆ ด้วยพระองค์เองอย่างใกล้ชิด”

หอวชิราวุธานุสรณ์

บทความต้นฉบับของหม่อมหลวงปิ่น ภาพถ่ายเก่า และวัตถุจัดแสดงที่ขยายความแก้ว 9 ประการของรัชกาลที่ 6 คือแนวทางการจัดแสดงในห้องนี้ หลายชิ้นเป็นของที่ไม่อยู่ในทะเบียนวัตถุโบราณของหอวชิราวุธานุสรณ์ แต่เพิ่งค้นพบอีกครั้ง เช่น พระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 6 ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งจิตติบอกว่าเขาให้เพื่อนๆ ศิลปินหลายสาขาช่วยกันตรวจสอบ และทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่านี่คือภาพถ่ายที่รีทัชด้วยมือ ร่องรอยของงานมือแฝงอยู่ในการฝนสี ฝนกราไฟต์ลงบนภาพอย่างชัดเจน

นอกจากนั้น ยังมีภาพพิมพ์ที่หนังสือพิมพ์ต่างประเทศเขียนล้อรัชกาลที่ 6 เมื่อครั้งยังทรงดำรงพระราชอิสริยยศที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร และทรงสังกัดอยู่ในกรมทหารราบเบา เดอรัม ในขณะนั้นเกิดสงครามระหว่างอังกฤษกับพวกดัชต์ที่เรียกว่าสงครามบัวร์ในแอฟริกาใต้ จึงทรงลงพระนามสมัครไปร่วมรบแนวหน้ากับเพื่อนทหารในกรมเดียวกัน แต่รัฐบาลอังกฤษไม่ยินยอม เนื่องจากทรงดำรงตำแหน่งมกุฎราชกุมารแห่งสยาม ที่จะต้องทรงขึ้นครองราชย์อีกไม่ช้านาน หม่อมหลวงปิ่นซื้อภาพพิมพ์นี้มาจากประเทศอังกฤษ ก็จะนำมาจัดแสดงในครั้งนี้ด้วย จิตติบอกเพิ่มเติมว่ายังมีภาพพิมพ์อีกภาพที่เพิ่งได้มาไม่นาน ซึ่งเชื่อมโยงกับพระบรมรูปหุ่นองค์หนึ่งในห้องนิทรรศการหลัก

ภาพ : หอวชิราวุธานุสรณ์

“พระบรมรูปหุ่นองค์หนึ่งทรงฉลองพระองค์นายพลทหารเรือ เรารู้มาว่าต้นแบบของพระบรมรูปหุ่นองค์นี้มาจากภาพวาดภาพหนึ่งในรัชสมัย แต่เราไม่เคยเห็นของจริง วันหนึ่งท่านผู้หญิงบุตรีก็ชวนผมไปเดินดูของที่ตึกแดง สวนจตุจักร แล้วก็ได้เจอภาพนี้ซึ่งมีลายพระราชหัตถ์ลงพระปรมาภิไธยไว้ หลังจากสืบค้นก็คิดว่าภาพพิมพ์ชุดนี้น่าจะทำขึ้นเพื่อจำหน่ายหรือมอบให้ผู้ที่ซื้อหรือบริจาคเงินสบทบทุนซื้อเรือพระร่วง เรือรบหลวงลำแรกของไทย”

ภาพ : หอวชิราวุธานุสรณ์

“ส่วนที่เป็นวัตถุจัดแสดงหลักๆ ในนิทรรศการวชิรนพรัตน์ ประกอบด้วยรอยพระบรมบาทจำลองที่รัชกาลที่ 6 โปรดให้หล่อขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2462 เพื่อประดิษฐานไว้ในเมืองจำลองดุสิตธานี ต่อมาได้ตกทอดเป็นสมบัติของพระยาอนิรุทธเทวา (หม่อมหลวงฟื้น พึ่งบุญ) และกลายเป็นต้นแบบหล่อรอยพระบรมบาทจำลองเพื่อเชิญไปประดิษฐาน ณ กองลูกเสือทั่วราชอาณาจักร ส่วนตรงกลางห้องก็มีพระที่นั่งเทวอาสน์จำรูญในดุสิตธานี ซึ่งจำลองแบบมาจากพระที่นั่งบรมพิมานในพระบรมมหาราชวังจัดแสดงไว้ เพราะฉะนั้น ทั้งภาพถ่ายและของที่รวมอยู่ในนิทรรศการวชิรนพรัตน์ ก็จะทำให้เห็นอะไรหลายมิติเกี่ยวกับองค์รัชกาลที่ 6 ทั้งความเป็นปราชญ์ เป็นนักคิด ความเป็นนักประพันธ์ หรือความศักดิ์สิทธิ์ ก็ดูได้จากสิ่งของหลากหลายที่ประกอบกันในห้องนี้”

ดุสิตธานี เมืองแห่งปัญญา

ถัดจากนิทรรศการหลักที่ชั้น 3 ของอาคารหอวชิราวุธานุสรณ์แล้ว ยังมีอีกหนึ่งนิทรรศการจัดแสดงอยู่ที่ชั้น 4 คือ ‘นิทรรศการ 100 ปี ดุสิตธานี พุทธศักราช 2461’

หอวชิราวุธานุสรณ์

รัชกาลที่ 6 โปรดให้สร้างเมืองจำลองดุสิตธานีขึ้นครั้งแรกในพระราชวังดุสิตเมื่อ พ.ศ. 2461 ใครหลายคนอาจยังสับสนเข้าใจว่าดุสิตธานีคือเมืองจริงๆ คนเข้าไปอาศัยอยู่ได้ หรือบ้างก็เข้าใจไปว่าเป็นเมืองที่เหมือนบ้านตุ๊กตา แท้จริงแล้ว ดุสิตธานีคือเมืองขนาดย่อส่วนตั้งอยู่ในพื้นที่ราวๆ 2 ไร่ครึ่งระหว่างพระที่นั่งอุดรภาคและอ่างหยกในพระราชวังดุสิต มีสิ่งปลูกสร้างนับพันหลัง คละเคล้าหลากหลายทั้งปราสาทราชวัง วัด ที่ทำการรัฐบาล โรงพยาบาล ตลอดจนบ้านเรือนราษฎร 

หอวชิราวุธานุสรณ์

แม้ขนาดจะเล็ก คนไม่อาจเข้าไปอาศัยอยู่ได้จริง แต่การทดลองการปกครองส่วนท้องถิ่นแบบเทศาภิบาล อันมีระบอบประชาธิปไตยเป็นส่วนสำคัญที่เกิดขึ้นในธานีจำลองนั้น มีการปฏิบัติฝึกฝนและทดลองจริง โดยเหล่าทวยนาครหรือพลเมืองของดุสิตธานี ที่ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ดังพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 6 ที่ทรงมุ่งเน้นให้กลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการบริหารราชการได้ทดลองปฏิบัติจนเข้าใจอย่างถ่องแท้ เพื่อจะได้นำไปปรับใช้ในพื้นที่จริงในวันข้างหน้า

“ทีมงานปรึกษากันครับว่าถ้าเล่าเรื่องแบบเดิมมันก็จะเหมือนที่เราเคยอ่านกันมาจากในหนังสือ รู้เท่ากับที่เคยรู้ เพราะฉะนั้นเราลองมาหาเฉพาะสิ่งที่หลักๆ ที่ควรจะรู้และเข้าใจเกี่ยวกับดุสิตธานีดีไหม จึงมีการเสนอกันว่างั้นชวนนักออกแบบมาทำภาพประกอบซ้อนเนื้อหานิทรรศการด้วยน่าจะดี” ศิลปินผู้รับหน้าที่รังสรรค์ภาพประกอบก็ไม่ใช่ใครที่ไหน หากคือ นักรบ มูลมานัส ศิลปินคอลลาจร่วมสมัย เขาตีความดุสิตธานีและนำเสนอผ่านชิ้นงานที่แฝงด้วยส่วนประกอบต่างๆ จากเมืองดุสิตธานี สร้างความสนใจและสงสัยให้ผู้ชมคิดต่อ

หอวชิราวุธานุสรณ์

นอกจากนั้นแล้ว ยังนำอาคารอีกหลายหลังในดุสิตธานีมาจัดแสดงควบคู่ไปด้วย ล้วนแล้วแต่เป็นอาคารสำคัญที่เชื่อมโยงมาถึงสิ่งที่มีอยู่ในโลกจริงทั้งสิ้น เช่น พระที่นั่งสุทไธสูรย์ปราสาท ที่จำลองแบบบมาจากพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท บนกำแพงพระบรมมหาราชวัง ถนนสนามไชย ในสมัยโบราณเรียกว่าพลับพลาสูง ใช้เป็นสถานที่สำหรับพระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตรกิจกรรมต่างๆ ในท้องสนามไชย ดังเช่นเมื่อคราวทหารอาสากลับจากราชการสงครามที่ทวีปยุโรปก็เดินสวนสนามบนถนนสายนี้ หรือที่เพิ่งผ่านไปไม่นานคือเป็นสถานที่ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 เสด็จออก ณ สีหบัญชรให้ประชาชนเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท

ส่วนอาคารอื่นๆ ก็มีเจดีย์ตราวชิระที่ผสมสถาปัตยกรรมของสุโขทัยเข้ามา และพระพุทธรัตนสถานหรือหอพระที่มีอยู่จริงในพระบรมมหาราชวัง พร้อมกันนั้นก็ยังมีอาคารสถาปัตยกรรมจีนมาจัดแสดงในคราวนี้เพื่อให้เห็นว่าในดุสิตธานีมีความหลากหลายอย่างไรบ้าง ส่วนวัตถุจัดแสดงอื่นๆ ในห้อง ชิ้นสำคัญต้องยกให้ ประติมากรรมรูปคนวิ่งบอกข่าวชัยชนะในการศึก รัชกาลที่ 6 พระราชทานชื่อว่า ‘ไชโย’ ผู้ที่ไปตามหาจนได้มาคือหนึ่งในศิลปินผู้ช่วยฟื้นฟูพระบรมรูปหุ่นและอาคารในดุสิตธานีให้กลับมาสดใสอีกครั้ง

หอวชิราวุธานุสรณ์

“รูปปั้นนี้ตั้งอยู่ในดุสิตธานี เราเคยเห็นแต่จากรูปภาพ ไม่เคยเห็นของจริง ก็บอก คุณบิ๊ก-ลักษณ์ คูณสมบัติ จากบริษัทเทวริทธิ์ศิลปากรว่าปั้นให้หน่อย คุณบิ๊กก็หาข้อมูลและวิเคราะห์กันว่าลักษณะแบบนี้น่าจะเป็นงานปั้นของฝรั่ง และน่าจะเป็นงานช่วงปลายศตวรรษที่สิบเก้า เข้าต้นศตวรรษที่ยี่สิบ ปรากฏไปเจอประติมากรรมแบบเดียวกันนี้ในเว็บไซต์ประมูลของเก่าของเยอรมัน คุณบิ๊กก็เลยประมูลมา พอประมูลได้ปั๊บ ระบบล่มไปเลย (หัวเราะ) คุณบิ๊กก็ซ่อมแซมและมอบให้เราจัดแสดงที่นี่ ต่อมาตอนหลังก็ได้ข้อมูลมาเพิ่มอีกว่าประติมากรรมนี้ปั้นประมาณ ค.ศ. 1880 โดยศิลปินฝรั่งเศส ผลิตออกมาหลายชิ้นงาน นอกจากนั้น คุณบิ๊กยังทำอนุสาวรีย์ทหารอาสาแบบที่เราเคยเห็นแต่ในรูปอีกด้วย ซึ่งก็จัดแสดงเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการดุสิตธานีนี้”

“ผู้ชมอาจจะมาชมงานโดยมีลายแทงในใจมาก่อน แต่เมื่อมาแล้วได้พบอย่างอื่น เขาก็อาจกระโดดข้ามจากสิ่งที่เขาสนใจไปยังเรื่องอื่นได้ เช่น คุณมาดูดุสิตธานี แต่คุณได้มาเจอภาพวาดฝีพระหัตถ์ที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ดุสิตสมิต ซึ่งเป็นสิ่งพิมพ์ของดุสิตธานี มันก็สามารถนำพาไปสู่เรื่องอื่นๆ ต่อไป หวังอยากให้คนที่มาได้ประโยชน์หลายๆ อย่าง ถึงแม้ทุกวันนี้โลกเราจะโฟกัสที่โลกออนไลน์ แต่ผมคิดว่าที่ไหนก็ตามที่ยังมี Asset คือของที่ที่อื่นไม่มี นี่แหละคือทรัพย์สินที่สำคัญ แล้วก็อาศัยการถ่ายทอดออกไป ผมมองว่านี่เป็นแนวทางที่น่าสนใจของการทำพิพิธภัณฑ์ครับ”

หากใครสนใจศึกษา ‘หอวชิราวุธานุสรณ์’ ในรูปแบบ Curatorial Walk หรือการนำชมนิทรรศการพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของรัชกาลที่ 6 โดยภัณฑารักษ์ผู้ออกแบบนิทรรศการต่างๆ จะมาเล่าถึงข้อมูลเบื้องหลังกว่าจะเป็นนิทรรศการที่สมบูรณ์ พร้อมทั้งสำรวจ ‘วชิราวุธวิทยาลัย’ โรงเรียนที่รัชกาลที่ 6 ทรงสถาปนา เพื่อเรียนรู้การศึกษาและสถาปัตยกรรมของอดีตโรงเรียนมหาดเล็กหลวงที่มีอายุกว่า 109 ปี สามารถเป็นส่วนหนึ่งในประสบการณ์สุดพิเศษได้ใน Walk with The Cloud 24 : The Philosopher King ในวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2563

อ่านรายละเอียดทั้งหมดและสมัครร่วมกิจกรรมได้ที่นี่

ส่วนบุคคลทั่วไปที่อยากเข้าชม อดทนรออีกนิด ต้นปี 2563 นิทรรศการนี้จะเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการ

Writer

แพร ปุโรทกานนท์

นักเขียนอิสระที่ทำงานประจำ อยากรู้อยากเห็นประวัติศาสตร์ สนใจศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนเรื่องอาหารการกิน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

ยามบ่ายแก่ในวันฟ้าเปิดที่ไร้หมู่เมฆคอยบดบังทิวากร ทั่วทั้งอาณาบริเวณของสุขุมวิท 36 จึงถูกปกคลุมไว้ด้วยมวลอากาศร้อนราวกับจะลุกเป็นไฟ พี่วินมอเตอร์ไซค์หยุดรถเป็นระยะ ๆ เหตุก็เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เราเดินทางเข้ามาในย่านแห่งนี้ บวกรวมกับความไม่คุ้นชินเส้นทาง เราสองจึงต้องคอยดูแผนที่ซ้ำ ๆ เพื่อความแน่ใจ แต่ที่สุดแล้ว พวกเราก็มาถึงสถานที่อันเป็นหมุดหมายปลายทางในวันนี้จนได้

เบื้องหน้าของเราคืออาคารกระจกเปิดโล่ง 2 ชั้นสไตล์โมเดิร์น เหนือบานประตูขนาดใหญ่มีอักษรสีขาวนูนกำกับไว้ว่า ‘FLOHOUSE’ สถานที่อันเป็นที่ตั้งของ FLO, FLOLAB, LIVID และ FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระที่เน้นหนักไปทางหนังสือออกแบบและเฟอร์นิเจอร์

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

แม้จะบอกว่าเป็นร้านหนังสือ แต่ที่นี่ไม่ได้มีแค่หนังสือเพียงอย่างเดียว เพราะ นรุตม์ ปิติทรงสวัสดิ์ ทายาทรุ่นสามโรงงานเฟอร์นิเจอร์ นักออกแบบผู้สร้างแบรนด์ FLO ควบตำแหน่งเจ้าของ FLOBOOKSTORE ตั้งใจให้พื้นที่แห่งนี้เป็นมากกว่านั้น ขณะมองสำรวจไปรอบ ๆ พร้อมสูดกลิ่นหอมของกาแฟ เราเห็นภาพของนรุตม์และอีก 4 – 5 คน กำลังจัดเตรียมสถานที่อย่างขะมักเขม้น 

ด้วยเพราะวันรุ่งขึ้น จะเป็นวันที่ FLOHouse เปิดต้อนรับอย่างเป็นทางการวันแรก 

แม้ไร้บทสนทนา แต่เราก็รับรู้ได้ในทันทีว่า พวกเขาทุกคนกำลังตั้งใจอย่างหนัก

เมื่อนาฬิกาเดินถึงยามที่เรานัดหมาย นรุตม์วางมือจากทุกสิ่งอย่าง พร้อมกับบทสนทนาเคล้ากลิ่นกาแฟของร้านหนังสือที่ผูกโยงไว้กับเฟอร์นิเจอร์ด้วยเชือกสายอันเหนียวแน่นก็เริ่มต้นขึ้น

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

ร้านขายประสบการณ์

“ที่นี่เพิ่งเสร็จใหม่ ๆ เลย” ชายตรงหน้าบอกกับเราด้วยแววตาเป็นประกาย

‘ที่นี่’ ที่ว่าก็คือ FLOHouse ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นร้านเฟอร์นิเจอร์เด็กมาก่อน และหากลองเพ่งสายตาดี ๆ ก็จะเห็นร่องรอยของกาลเวลาบันทึกไว้บนเพดานไม้สลับปูน

หันมองไปรอบกาย ที่แห่งนี้มีบรรยากาศโปร่งโล่งสบาย และมีแสงอุ่น ๆ สาดส่องเข้ามาทั่วทั้งบริเวณ นรุตม์ตั้งใจให้อาคารทั้งหลังเป็นกระจกใส (แต่ไม่ร้อน) เพื่อให้ผู้สัญจรไปมามองเห็นว่า ด้านในมีหนังสือ มีร้านกาแฟ มีเก้าอี้น่านั่ง มีมุมสวย ๆ และมีบรรยากาศของการเชื้อเชิญอย่างเป็นมิตร

FLOBOOKSTORE อาจจะเป็นร้านหนังสือที่ต่างจากภาพจำของหลายคนนิด ๆ ด้วยพื้นที่ทั้งร้านไม่ได้เต็มไปด้วยหนังสือทั้งหมด แต่ยังมีพื้นที่ให้กับกิจกรรมอื่น ๆ เพราะนรุตม์ต้องการให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็น ‘Furniture Design Space’ พื้นที่ของคนรักเฟอร์นิเจอร์และหนังสือ

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

เราย้ายสายตาไป ณ กึ่งกลางของร้าน ตรงนั้นมีเหล่าแท่นวางหนังสือและชั้นหนังสือที่ดีไซน์มาให้วางอวดปกสวย ๆ ของหนังสือได้ ซึ่งนรุตม์เรียกพื้นที่นั้นว่า ห้องจัดแสดงของ FLOLab แต่สิ่งที่เราลงความเห็นว่าช่างน่ารักเสียจริง คือการที่เขาตั้งชื่อให้เฟอร์นิเจอร์เหล่านั้นด้วยนามปากกาของนักเขียนที่ชื่นชอบ อาทิ Murakami Bookconsole, Kafka Bookstand, Marquez Bookstand ฯลฯ

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

FLOLab คือห้องทดลองของ FLO ที่ทดลองทำเฟอร์นิเจอร์ใหม่ ๆ ฉีกออกไปจากเดิม และเป็นเหมือนรวมเรื่องสั้นที่ในหนังสือเล่มนั้นไม่ได้มีเรื่องเดียว แต่มีเรื่องสั้น A เรื่องสั้น B C D… ต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ที่จัดแสดงอยู่ ณ ตอนนี้เป็นเพียง Chapter แรกจากหนังสือเล่มหนา

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์
FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

นรุตม์พยายามเนรมิตพื้นที่ทั้งหมดให้กลายเป็นพื้นที่ให้ผู้คนมาแลกเปลี่ยน ทำกิจกรรมร่วมกัน กลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์แรงบันดาลใจ ผู้มาเยือนได้ค้นหาอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ การจับคู่กับ LIVID คาเฟ่ที่เป็นที่มาของกลิ่นหอมฟุ้งไปทั้งร้านจึงถือกำเนิดขึ้นด้วยประการฉะนี้ 

“เขาทำเรื่องที่เขาถนัด ผมทำเรื่องที่ผมถนัด พออยู่ด้วยกันน่าจะเกิดอะไรใหม่ ๆ ได้” 

ด้วยกาแฟที่ง่ายต่อการดื่ม และสไตล์การคั่วแบบ Nordic Roasting Style ของ Livid Coffee Roasters ทำให้นรุตม์คิดว่า ช่างเหมือนกับเฟอร์นิเจอร์ของเขา ซึ่งมีความเป็นสแกนดิเนเวียนผสมผสานกลิ่นอายญี่ปุ่นนิด ๆ จึงก็ก่อเกิดเป็นการจับคู่ที่ผูกโยงเข้าด้วยกันอย่างน่าสนใจ 

เราหันมองไปยังเคาน์เตอร์บาร์ของร้านกาแฟ LIVID ไล่ตั้งแต่แก้วเซรามิกที่เรียงรายอยู่บนชั้น ถัดขึ้นไปบนเคาน์เตอร์สีดำ และเครื่องไม้เครื่องมือมากมายทั้งรู้จักและไม่รู้จัก ข้าวของทั้งหมดจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ ที่ตรงนั้นเป็นอีกมุมที่มีอีกหลาย ๆ เรื่องราวเฝ้าคอยการถูกค้นพบ

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

คาแรกเตอร์ของคนขายหนังสือ

“ชีวิตและงานของผม มันคือหนังสือที่ผมอ่านและเรื่องราวที่ผมชอบ” เขาเปรย

วัยเด็กของนรุตม์เติบโตมาพร้อมกับโรงงานเฟอร์นิเจอร์ของครอบครัว เฟอร์นิเจอร์อยู่ในทุก ๆ ช่วงเวลาของเขา ขณะเดียวกัน หนังสือก็อยู่ในทุกช่วงเวลาของเขาเช่นกัน การเติบโตของชายผู้นี้เกิดขึ้นพร้อมกับจำนวนหนังสือที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่ลดละ ที่สุดแล้วหนังสือเหล่านั้นก็กลายมาเป็นหลาย ๆ ส่วนในชีวิตเขา 

การอ่านของนรุตม์เริ่มต้นจากหนังสือนิยาย สู่เรื่องสั้น สู่หนังสือปรัชญา หนังสือพุทธศาสนา หนังสือประวัติศาสตร์ ไล่ไปจนถึงหนังสือดีไซน์ เฟอร์นิเจอร์ เขาเล่าว่าเคยบวช 15 วัน เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับพุทธศาสนา และทฤษฎีต่าง ๆ ที่เขารู้จากการอ่าน รวมทั้งวิธีการที่จะนำไปใช้จริงในชีวิต

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

“ผมมีเพจชื่อ FLOBOOKSTORE” เขาพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น พร้อมเปิดให้เราดู 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2014 ด้วยเพราะอยากแบ่งปันเรื่องราวของหนังสือแต่ละเล่ม เขาสร้างสมุดบันทึกความทรงจำออนไลน์ขึ้นมาเพื่อแบ่งปันและเขียนเล่าเรื่องราวหนังสือที่ชอบแต่ละเล่มอย่างบรรจงทุกตัวอักษรและทุก ๆ ข้อความ 

นรุตม์พยายามถ่ายทอดทุกความประทับใจที่เขามีต่อหนังสือแต่ละเล่มออกมาให้ได้มากที่สุด ที่น่ารักที่สุดคงเป็นการที่เขาใส่แง่มุมน่าค้นหาของหนังสือแต่ละเล่มไว้อย่างน่าติดตาม เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เพียงเป็นนักอ่าน แต่ยังเป็นทั้งนักเขียน นักเรียน และนักปฏิบัติที่เก่งกาจ ผู้ไม่เคยหยุดแสวงหาสิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลา

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

แม้การตัดสินใจเปิดร้านหนังสืออิสระในครั้งนี้จะถูกทักท้วงโดยคนในครอบครัว แต่เขาก็ยกเอาเหตุผลและความชอบส่วนตัวเข้าสู้ จึงก่อกำเนิดเป็นร้านหนังสืออิสระแห่งนี้ขึ้นมาจนได้

“ถ้าถามตัวเองว่าก่อนตายอยากจะทำอะไร ร้านหนังสือคือหนึ่งในนั้น” เขายิ้ม

เฟอร์นิเจอร์กับหนังสือ เชือกสายที่ตั้งใจผูก

“ผมรู้สึกว่าที่ไหนก็ตามที่มีหนังสือ ที่นั่นจะดีเสมอ ไม่รู้เพราะอะไร” 

นรุตม์เดินทางท่องเที่ยวในต่างแดนมาหลายหนแห่ง ทุกครั้งที่เขาเดินทาง ร้านหนังสือของเมืองนั้น ๆ มักเป็นหมุดหมายแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจของเขาเสมอ ยิ่งเดินทางมากเท่าไหร่ การพบเจอความต่างก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น บางร้านมีหนังสือเล่มนี้ ทำไมบางร้านไม่มี เป็นความแตกต่างที่นรุตม์ยกตัวอย่าง 

นรุตม์ลงความเห็นว่า ร้านหนังสือแต่ละที่เป็นประสบการณ์พิเศษที่ไม่ควรจะเหมือนกัน เพราะร้านหนังสือมีคาแรกเตอร์ของผู้เป็นเจ้าของแฝงอยู่ นรุตม์หลงใหลในเฟอร์นิเจอร์ เขาจึงเลือกเชื่อมโยง 2 สิ่งที่รักอย่างเฟอร์นิเจอร์กับหนังสือเข้าด้วยกัน กลายมาเป็น FLO – BOOK(s) – STORE 

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

“หนังสือกับเฟอร์นิเจอร์ไม่เหมือนกันโดยตัวมันเอง แต่ทั้งสองอย่างทำให้ชีวิตเราดีขึ้น”

ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าเฟอร์นิเจอร์กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ไม่ว่าจะตอนตื่น ตอนนอน ทำกิจวัตรต่าง ๆ หรือการนั่งดูหนังสักเรื่อง หากได้เก้าอี้ดี ๆ ก็จะทำให้ป๊อปคอร์นอร่อยขึ้น ดูหนังสนุกขึ้น เกิดเป็นการเติมพลังชีวิตที่เต็มเปี่ยม ขณะเดียวกันหนังสือก็ทำหน้าที่เป็นกุญแจและประตูพาผู้คนไปยังเรื่องราว โลกใบใหม่ หรืออาจจะเสนออีกมุมมองหนึ่งซึ่งต่างออกไปจากที่เราเคยรับรู้ 

เมื่อพูดถึงหนังสือดีไซน์ นรุตม์บอกกับเราว่าเขาไม่อยากเห็นหนังสือดีไซน์จัดอยู่แค่ในมุมเล็ก ๆ ของร้าน และอยากให้มีจำนวนหนังสือประเภทนี้เยอะ ๆ เขาอยากนำเสนอให้ผู้คนเห็นว่า ในโลกของการออกแบบ ตอนนี้มีใครกำลังโลดแล่นอยู่บ้าง และใครกำลังทำอะไรบ้างในต่างประเทศ 

ที่ขาดไม่ได้คือ หนังสือดีไซน์ที่เล่าเรื่องราวของดีไซเนอร์ซึ่งเป็นฮีโร่ของนรุตม์ 

FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์
FLOBOOKSTORE ร้านหนังสืออิสระย่านสุขุมวิท พื้นที่ใหม่ของคนรักหนังสือและเฟอร์นิเจอร์

เราย้ายสายตาไปยังชั้นวางและโต๊ะไม้ที่มีหนังสือเรียงรายอยู่เป็นจำนวนมาก ในนั้นมีหนังสือหลายหมวดหมู่ เช่น Design, Furniture Design, Interior Designer, Photography, Architecture และ Art and Culture ซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่เป็นหนังสือที่คนขายเคยอ่าน

“ผมชอบนะ เวลามีคนมาปรึกษาผม ถ้าเขามีปัญหาแบบนี้ เขาจะอ่านอะไรดี” 

นรุตม์อยากเป็นพนักงานขายและผู้ร่ายมนต์เยียวยาที่เก่งกาจ เขาอยากแนะนำหนังสือให้ตรงกับสิ่งที่ผู้มาเยือนแสวงหา ให้คนมาเลือกซื้อได้ค้นพบหนังสือที่ตัวเองชอบผ่านคนขายหนังสือ เพราะมันคือการมอบประสบการณ์พิเศษให้กับผู้มาเยือน

หนังสือและเรื่องราวที่อยากแบ่งปัน

เราถามนรุตม์ว่า หากมา FLOBOOKSTORE หนังสือ 5 เล่มที่เขาจะแนะนำมีเล่มใดบ้าง 

คนขายหนังสือเดินไปหน้าชั้นทันที เขาลังเลอยู่สักพัก ก่อนจะเลือกหยิบแต่ละเล่มอย่างง่ายดาย มีตั้งแต่หนังสืออ่านง่ายไปจนถึงหนังสือที่มีเนื้อหาการดีไซน์แบบเข้มข้นกลมกล่อม ซึ่งไม่ว่าจะหยิบจับเล่มไหน ก็เขาแนะนำมันด้วยน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยพลัง ความตื่นเต้น ความชอบ และความหลงใหล

เล่มที่ 1

Ettore Sottsass and the Poetry of Things Sudjic 

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

หนังสือเล่มนี้เปลี่ยนมุมมองของนรุตม์ และมีต่อผลงานออกแบบของ Ettore Sottsass สถาปนิกและนักออกแบบชาวอิตาลี ผู้เป็นหัวหอกแห่งวงการออกแบบ นรุตม์เล่าว่าสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าการอธิบายงานออกแบบ คือหนังสือเล่มนี้เล่าบริบทเบื้องหลังที่โอบล้อมตัว Sottsass ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิต การตัดสินใจ และการออกแบบของเขา

เล่มที่ 2

Axel Vervoordt Stories and Reflection 

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

“ชีวิตเขาสนุกดี” นรุตม์เล่าถึงเรื่องราวของ Axel Vervoordt ที่ตอนนี้มีบ้านอยู่ในปราสาท เขาออกแบบเฟอร์นิเจอร์และมีแกลเลอรี่เป็นของตัวเอง 

เล่มที่ 3

THE GOOD. THE BAD. THE UGLY

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

นรุตม์หยิบหนังสือเล่มนี้มาพร้อมกับเปิดงานออกแบบชิ้นหนึ่งให้เราดู เขาเล่าว่ามันคือเก้าอี้รูปร่างแปลกตาที่เบื้องหลังมีการลงทุนไปกว่า 10 ล้าน เก้าอี้ตัวนี้ขายไม่ได้เป็นเวลา 2 ปี จนกระทั่งมีสถาปนิกคนหนึ่งนำเก้าอี้ตัวนี้ไปใช้ที่มิวเซียมแห่งหนึ่ง และกลายเป็นว่าเก้าอี้ตัวนั้นเป็นสินค้าขายดีที่สุด นรุตม์เสริมว่า เหตุการณ์นั้นทำให้เขาเห็นว่า ดีไซน์ตัดสินกันไม่ได้ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ

เล่มที่ 4

B Vitra

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

Vitra เป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์จากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเล่มนี้นำเสนอแง่มุมที่ว่า เขาทำธุรกิจอย่างไร จึงทำให้ร้านขายของเมื่อปี 1950 ประสบความสำเร็จได้อย่างทุกวันนี้

เล่มที่ 5

Giorgio Morandi: Late Paintings

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

นี่คือหนังสือเกี่ยวกับศิลปินผู้วาดภาพพอร์เทรตซ้ำ ๆ แต่สลับสับเปลี่ยนตำแหน่งการวางของไปมาจนเกิดความชำนาญ ทำให้เขานึกถึง Jiro Dreams of Sushi ที่เชี่ยวชาญในสิ่งนี้มาก เจ้าของร้านหนังสืออิสระพูดเปรียบอย่างขบขันว่า “เหมือนการชกลมวันละพันครั้งจนกลายเป็นเซียนชกลม”

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

สิ่งสำคัญที่นรุตม์ตกตะกอนได้และเล่าสู่กันฟัง คือ

“บางทีเราต้องฟังคอมเมนต์ แต่เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองตามความเห็นของคนอื่น ถ้าเรามีเป้าหมายที่ชัดเจน” เขาย้ำหนักแน่น

ก่อนกาแฟจะจืดจาง

ก่อนบทสนทนาเคล้ากลิ่นหอมของกาแฟในครั้งนี้จะสิ้นสุดลง เราชวนนรุตม์เลือกหนังสืออีกหนึ่งเล่มเพื่อเป็นตัวแทนของ FLOBOOKSTORE ซึ่งเขาร้องโอดออกมาทันทีว่า ยากเหลือเกิน 

นั่นอาจเป็นเพราะ FLOBOOKSTORE บรรยายไม่ได้ด้วยหนังสือเล่มเดียวจริง ๆ

แต่ท้ายที่สุดแล้ว หลังจากเดินวนไปเวียนมาอยู่สักพัก เขาก็หยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมา หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า ‘The Danish Chair’ 

หนังสือปกสีน้ำเงินเล่มนั้นบอกเล่าความเชื่อมโยงของเก้าอี้แต่ละตัวกับนักออกแบบแต่ละคน พร้อมกับเรื่องราวต่าง ๆ ที่ถักทอสอดประสานเข้าด้วยกันอย่างเป็นเหตุและผล

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36
หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

หนังสือเล่มนี้เป็นความทรงจำของเขาที่ Design Museum Denmark ณ โคเปนเฮเกน มิวเซียมที่จัดนิทรรศการ The Danish Chair – an International Affair รวบรวมเก้าอี้จากนักออกแบบทั่วโลกกว่า 113 ตัว นรุตม์เดินทางไปที่เมืองนั้น 2 ครั้ง และแวะเวียนไปที่นิทรรศการนั้น 2 ครั้งเช่นกัน ครั้งแรกเขาไปเยือนพร้อมกับแสงแรกของพระอาทิตย์ในฤดูร้อน ครั้งที่สองเขาไปที่นั่นในฤดูหนาว พร้อมกับความเข้าใจที่มีต่อนิทรรศการมากขึ้น หลังจากได้อ่านเรื่องราวของเก้าอี้และนักออกแบบแต่ละคนจากหนังสือเล่มโปรด

อีกหนึ่งเหตุผลที่เขาเลือกหยิบเล่มนี้ เพราะคอนเซ็ปต์ของ FLOBOOKSTORE คือการกลับมาทำความเข้าใจถึงที่มาที่ไปของดีไซน์และสิ่งต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกันเอาไว้อย่างเหนียวแน่น และเฝ้าคอยการถูกค้นพบจากนักเดินทางที่เปิดประตูเข้ามา 

หลบร้อนเข้าร้านหนังสือที่มีทั้ง เฟอร์นิเจอร์ กาแฟ และหนังสือดี ๆ ที่ FLOHouse สุขุมวิท 36

FLOBOOKSTORE

ที่ตั้ง : 107 ถนนพระรามที่ 4 แขวง คลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ​ : เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00 – 19.00 น.

Facebook : FLOBOOKSTORE

Instagram : FLOBOOKSTORE

Writer

เกษมณี ชาติมนตรี

นักเรียนฝึกเขียนที่เริ่มการเรียนใหม่ตั้งแต่ 0-10 ชอบของหวาน ชอบอ่านนิยาย ชอบสีสันสดใสของดอกไม้ ชอบเสียงเพลง

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load