ใครไป 7-Eleven บ่อย ๆ แล้วชอบเลือกซื้อสินค้าในตู้เย็นที่เต็มไปด้วยอาหาร Ready to Eat น่าจะเคยหยิบข้าวโพดฝัก V Farm ในบรรจุภัณฑ์สีเขียวสดลงตะกร้า อุ่นทานร้อน ๆ แกะซองออกมาพบว่าหวาน หอม อร่อย เหมือนแกะเปลือกกินสด ๆ จากต้นแบบไม่ต้องลุ้น

เริ่มต้นจากข้าวโพด แตกลายสินค้าจากพืชชนิดเดียวกันเป็นหลายอย่าง ตามมาด้วยผลิตภัณฑ์ชนิดอื่น ๆ ที่ส่งตรงจากฟาร์มในรูปแบบพร้อมทานอย่างแห้วหรือมันหวานญี่ปุ่น และล่าสุดปีที่ผ่านมา มีอาหารพร้อมทานกลุ่ม Plant-based ที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก

ธุรกิจนี้ก่อตั้งในปี 2014 ภายใต้ชื่อบริษัท V Foods Thailand โดย คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน ไอเดียตั้งต้นคือการทำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ จนได้ไปอ่านงานวิจัยเกี่ยวกับข้าวโพด ซึ่งตีพิมพ์โดยมหาวิทยาลัยคอร์เนล บทความเล่าถึงคุณประโยชน์ของข้าวโพดต้มสุกที่ยังไม่รู้ทั่วในวงกว้าง แม้ว่าจะเป็นอาหารที่คนไทยคุ้นเคยกันอยู่แล้ว

“แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่กินเพื่อรสชาติอร่อย เป็นอาหารทานเล่นทั่วไป ไม่ได้ทานในเชิงคุณประโยชน์แบบ Functional Benefits”

V Farm ประสบความสำเร็จในการผลิตสินค้าจากวัตถุดิบทางการเกษตร ได้ทำงานวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ พร้อมรางวัลในมือมากมาย อาทิ 7-Eleven Innovation Awards และ 7-Eleven Thai SMEs Sustainability Awards จากซีพี ออลล์, Innovative House Awards ประเภทผู้ประกอบการดีเด่น จากสำนักพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และเมื่อปีที่ผ่านมาก็ได้รับรางวัลชนะเลิศในด้านเศรษฐกิจประเภทวิสาหกิจขนาดกลาง National Innovation Awards จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)

พี-อนรรฆ โกษะโยธินเริ่มเข้ามารับช่วงต่อจากคุณพ่อในแผนกการตลาดเมื่อหลายปีก่อน และจะมารับหน้าที่เล่าเรื่องการเดินทางของแบรนด์นี้ให้เราฟัง

V Farm เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าสดจากไร่ทุกวันทั่วไทย

01

ธุรกิจข้าวโพดของ V Farm มีจุดเริ่มต้นอยู่ 2 เรื่อง คือผลิตภัณฑ์มีคุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายและตลาดในเมืองไทยคนรู้จักข้าวโพดอยู่แล้ว ทำให้การสื่อสารการให้ความรู้นั้นง่ายกว่า

ตอนเริ่มต้นธุรกิจบริษัทยังไม่มีโรงงานผลิตของตัวเอง จึงต้องสร้างเครือข่ายกับโรงงานที่ได้มาตรฐาน รวมถึงเกษตรกรที่ได้คุณภาพมาเป็นคู่ค้า 

ด้วยความที่สินค้ามี Low Shelf Life หรืออายุในการเก็บรักษาระยะสั้น โมเดลธุรกิจจึงให้ความสำคัญกับการกระจายสินค้าเป็นที่สุด คำตอบคือการจำหน่ายใน 7-Eleven ร้านสะดวกซื้อที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศและทุกหัวเมือง แถมยังเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งพีบอกว่า

“หัวใจของสินค้าเราคือ Fresh from farm to you ถ้าไม่ใช้โมเดลนี้ เราไม่มีทางกระจายสินค้าทั่วประเทศได้ทุกวัน”

กระบวนการผลิตของข้าวโพด V Farm เริ่มตั้งแต่ช่วงตี 4 เกษตรกรจะออกไปไร่เพื่อตัดข้าวโพด ที่ต้องไปแต่เช้ามืดเพราะแดดกลางวันทำให้ผลผลิตเสียง่ายขึ้น พวกเขาใช้เวลาราว ๆ 8 ชั่วโมงในการเก็บเกี่ยว ก่อนจะนำมาเข้ากระบวนการทำความสะอาด ปอกเปลือก แบ่งตามสายผลิตภัณฑ์ ซึ่งใช้เวลาอีก 4 ชั่วโมง

นั่นแปลว่าภายใน 12 ชั่วโมง ผลผลิตจะอยู่ในแพ็กเกจพร้อมส่ง และกระจายไปยัง 7-Eleven นับหมื่นสาขา

เรียกได้ว่าต้องอาศัย Know-how ตั้งแต่การเพาะปลูก การถนอมอาหาร และการกระจายสินค้าที่จะตอบโจทย์ธุรกิจนี้

“ตั้งแต่ตัดออกมาจากต้น ผู้บริโภคสามารถกินได้เลยในวันเดียวกัน สินค้าของเราจึงสด ใหม่ อร่อย สินค้าที่ส่ง 7-Eleven จะผ่านกระบวนการพาสเจอไรซ์ พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็เหมือนนม นมยูเอชทีในกล่องกับนมพาสเจอไรซ์ที่ต้องแช่ตู้เย็น เวลาดื่มจะรู้สึกว่ารสชาติแตกต่างกัน ของเราก็เป็นแบบนั้น”

ข้อดีของการพาสเจอไรซ์คือคงรสชาติดั้งเดิมไว้ได้มากที่สุด ขณะที่ข้อเสียคือ Shelf Life ต่ำกว่ามาก สินค้าส่วนใหญ่มีอายุแค่ 7 วัน บางอย่างโชคดีหน่อยก็ 12 วัน และจำเป็นต้องอยู่ในตู้เย็น 

“ข้อจำกัดคือเราไปขายที่อื่นไม่ได้ เช่น ร้านซูเปอร์มาร์เก็ตและห้างสรรพสินค้า เพราะสินค้าที่ห้างต้องมี Shelf Life นานหน่อย เพราะคนเดินห้างช่วงวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ดังนั้น Business Model สินค้านี้มันเหมาะกับ 7-Eleven ซึ่งพอจะไปขายที่อื่น เราก็ต้องพัฒนาสินค้าขึ้นมาใหม่”

การเป็นคู่ค้ากับร้านสะดวกซื้อเจ้าเดียวก็กลายเป็นอีกข้อจำกัดในด้านแบรนดิ้ง เพราะลูกค้าจำแบรนด์ไม่ได้ รู้จักแต่ ‘ข้าวโพดเซเว่น’

พีและทีมจึงผลัดกันสื่อสารผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ รวมถึงรีแบรนดิ้งครั้งใหญ่ พัฒนาเว็บไซต์ ปรับแพ็กเกจจิ้ง และเปลี่ยนจากที่เคยใช้ชื่อเฉพาะสำหรับอาหารประเภทต่าง ๆ เช่น V Corn กับข้าวโพด และ V Farm กับฟาร์มโปรดักต์อื่น ๆ มาอยู่ภายใต้ร่มเดียวกันในชื่อ V Farm ทั้งหมด

02

ข้าวโพดไม่ใช่ของใหม่ในตลาดและหาซื้อได้ทั่วไป แต่ V Farm เล็งเห็นความต้องการของผู้บริโภคที่ยังไม่มีใครเคยตอบรับ

“มันเป็นจุด Unmet Needs เราพัฒนาจากข้าวโพดที่ซื้อได้ทั่วไป มาเป็นข้าวโพดสายพันธุ์พิเศษ เพื่อให้ผู้บริโภคได้กินข้าวโพดที่อร่อย สะอาดกว่า สดกว่า เราให้ความสำคัญกับกระบวนการต่าง ๆ ตั้งแต่การวิจัยข้าวโพดสายพันธุ์ต่าง ๆ และวิธีปลูก ไปจนถึงกระบวนการผลิตแบบพาสเจอไรซ์

“เรามอบความแน่นอนให้ผู้บริโภค ด้วยแหล่งที่มาคุณภาพ ผลผลิตได้มาตรฐาน ไม่ต้องลุ้นขนาดฝักว่าจะเล็กหรือใหญ่ ครั้งนี้จะเท่ากับที่ซื้อครั้งก่อนไหม หวานเหมือนกันทุกฝัก และมีขายตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องกลัวว่าวันนี้แม่ค้าจะมาหรือไม่มา” พีหัวเราะ

“เราเลยไม่เคยเปรียบเทียบว่าของเราดีกว่า แต่มีจุดยืนอยากทำให้คนเห็นประโยชน์จากข้าวโพด มากกว่ากินแค่เพราะอร่อย และพยายามสื่อสารเรื่องข้อดีของมันมาตั้งแต่วันแรก”

V Farm เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าสดจากไร่ทุกวันทั่วไทย

03

โปรดักต์หลักของ V Farm คือข้าวโพดสายพันธุ์ Golden Sweet Corn ซึ่งวิจัยมาแล้วว่าปลูกได้ดี ได้ผลสม่ำเสมอ และเป็นสินค้ากินง่ายที่คนคุ้นเคยกันดี แต่หากลองดูรายการสินค้าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สินค้าของแบรนด์นี้ทั้งสนุกและตอบโจทย์ ขอยกตัวอย่างสักเล็กน้อย

ปี 2014 ข้าวโพดหวานพร้อมทานแบบฝัก เมล็ดข้าวโพดคลุกเนยแบบถ้วย

ปี 2015 ข้าวโพดหวานแบบฟักตัด 3 ท่อน น้ำนมข้าวโพด

ปี 2016 เมล็ดข้าวโพดปิ้งน้ำกะทิแบบถ้วย

ปี 2017 เมล็ดข้าวโพดพร้อมทานแบบถ้วย

ปี 2018 ชุดรวมนึ่งหรือ Healthy Mix ประกอบด้วยข้าวโพด มันม่วง ฟักทอง นึ่ง

ปี 2019 ข้าวโพดข้าวเหนียวม่วงแบบฝัก (สินค้าตามฤดูกาล) ข้าวโพดฝักรสซอสต๊อด (ทำงานร่วมกับTODD Sauce) น้ำฟักทอง 

ปี 2020 ส้มตำข้าวโพดสูตรตำมั่ว (ทำงานร่วมกับTUMMOUR) น้ำนมข้าวโพดสูตรเพิ่มเนื้อ น้ำนมข้าวโพดสูตรน้ำตาลน้อยกว่า มันหวานญี่ปุ่นนึ่ง ลูกเดือยอบกรอบ

ปี 2021 อาหารพร้อมทานที่ทำจากพืชในซีรีส์ Plant-based Bites Classic Thai Taste แห้วนึ่งพร้อมทาน ข้าวโพดเทียนทิพย์แบบฝัก (สินค้าตามฤดูกาล)

พีเล่าให้ฟังว่า ขณะที่สินค้าบางอย่างคิดค้นขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างแท้จริง เช่น ชุดรวมนึ่งตั้งแต่ยุคที่คลีนฟู้ดยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่เป็นของว่างที่อิ่มท้องและมีสารอาหารเพียงพอ หาซื้อง่าย กินได้เร็ว หรือน้ำนมข้าวโพดที่แต่ก่อนไม่มีเมล็ดข้าวโพด แต่จากการสอบถามพบว่าคนรุ่นใหม่ชอบกิน ก็เลยใส่เพิ่มเข้าไป เป็นต้น

สินค้าบางอย่างก็ตอบโจทย์ธุรกิจไปด้วยในเวลาเดียวกัน อย่างสายผลิตภัณฑ์ข้าวโพดทั้งหลายที่นอกจากถูกใจคนกิน ยังใช้ประโยชน์จากข้าวโพดได้ทุกส่วน ฝักที่ได้เกรดเอนำไปขายทั้งฝัก ส่วนฝักที่ขนาดไม่ได้มาตรฐานแทนที่จะเสียเปล่า ก็มาคิดต่อว่ามีวิธีไหนที่แก้ไขปัญหานี้ได้ แต่ยังเสิร์ฟได้เหมือนเดิม ทั้งกินง่ายขึ้น เลยนำมาตัดเป็น 3 ท่อน รวมถึงน้ำนมข้าวโพดและข้าวโพดคลุกเนยที่เสิร์ฟในถ้วย เพื่อให้มีส่วนที่เหลือจากการผลิตให้น้อยที่สุด

เขาคิดไปถึงขั้นที่นำซังข้าวโพดที่เหลือทิ้งจากการรูดเมล็ดทำน้ำนม ต่อยอดเป็นถ่านฟืนออกมาขาย และวันหนึ่งถ้าเราเห็นผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าที่ทอจากไหมข้าวโพดก็ไม่ต้องแปลกใจ

สินค้า Collaboration อย่างข้าวโพดกับซอสต๊อดและส้มตำข้าวโพดก็มีที่มาที่ไปน่าสนใจมาก ข้าวโพดกับซอสต๊อดเกิดจากที่แบรนด์มองหาความสดใหม่จากเทรนด์ชอบกินเผ็ด ออกมาเป็นข้าวโพดเสียบไม้คลุกซอสทานง่าย

ส่วนส้มตำข้าวโพดได้ร้านตำมั่วเข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์ พัฒนาซอสส้มตำในแพ็กเกจจิ้งเป็นถ้วย แยกวัตถุดิบเครื่องปรุงทุกอย่าง เขย่าให้เข้ากันและกินได้เลย

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของ V Farm แบ่งออกเป็น3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ สินค้าจากข้าวโพด สินค้าจากฟาร์มอย่างแห้ว มันหวานญี่ปุ่น มันม่วง หรือฟักฟอง และสินค้ากลุ่มอาหาร Plant-based พร้อมทานที่ทำจากพืช

V Farm เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าสดจากไร่ทุกวันทั่วไทย

Plant-based Food เกิดจากการที่บริษัทไปร่วมลงทุนในบริษัท Foodtech Startup เจ้าของผลิตภัณฑ์เนื้อที่ทำจากพืช More Meat และนำมาต่อยอดเป็นอาหารพร้อมทานที่ทำจากพืช V Farm Plant-based Bites รสชาติไทย ๆ เช่น ลาบทอด ต้มยำทอด และทอดมันข้าวโพดเนื้อปู โดยใช้โปรตีนจากพืชที่ทำจากถั่วเหลืองและเห็ดแครง ซึ่งเป็นโปรตีนจากพืชที่มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ และยังเป็นการไปส่งเสริมเกษตรกรที่ จ.สงขลา ซึ่งถือเป็นก้าวใหม่ของ V Farm เพราะเป็นโปรดักต์ที่ไม่เคยทำมาก่อน แถมยังสะดวก

“ตั้งแต่เปิดบริษัทมา เรายกให้ผู้บริโภคเป็นหลัก ยุคก่อนเวลาหากลุ่มเป้าหมาย ก็มักจะยึด Demographicต่าง ๆ เพศอะไร อายุเท่าไหร่ มีรายได้ต่อเดือนแค่ไหน ทาร์เก็ตของเราในวันนี้ไม่ใช่แบบนั้นอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นกลุ่มที่เราเรียกว่า Urban Healthy Lifestyle หรือคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในหัวเมือง ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ เชียงใหม่ อุบลฯ หรือภูเก็ต คนในหัวเมืองจะมีวิถีใกล้เคียงกัน คนทำงานใช้ชีวิตเร่งรีบ ไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเอง 

“สินค้าของเราไปทาง Mass อยู่แล้ว แต่ต้องอยู่ในราคาที่จับต้องได้ ทาร์เก็ตอีกกลุ่มอย่างคนที่ทานมังสวิรัติหรือวีแกน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณในช่วงหลังมานี้ จนตอนนี้มีแบบที่เรียกว่า Flexitarian ซึ่งมาจาก Flexible กับ Vegetarian คนเหล่านี้จะยืดหยุ่นมากกว่า ทานผักมากกว่าเนื้อ ซึ่งนอกจากดีต่อสุขภาพแล้ว ยังช่วยลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มาจากการผลิตเนื้อสัตว์ได้อีกด้วย

“เราไม่ได้บังคับให้ทุกคนเปลี่ยนมากินผัก แต่เราทำอะไรที่คนคุ้นเคยอยู่แล้ว ให้มันสะอาด ได้คุณประโยชน์ครบถ้วน ใครกินก็เป็นสิ่งที่ดีต่อตัวเขา”

V Farm อาหารพร้อมทานสดจากฟาร์ม เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าทุกวันทั่วประเทศ

04

สายผลิตภัณฑ์ข้าวโพดยังขายอยู่ที่เดียวที่ 7-Eleven เพราะมีข้อจำกัดเครื่องการกระจายสินค้าเพื่อคงความสดใหม่ ส่วน Farm Product ที่พัฒนาให้เก็บรักษาได้นานขึ้น และ Plant-based Food ซึ่งมีอายุยืนกว่า เริ่มกระจายไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตและบนร้านค้าออนไลน์ และส่งออกไปต่างประเทศเช่นอังกฤษและฮ่องกงในปีที่ผ่านมา

ข้าวโพดฝักตัด 3 ท่อนจำนวนหมื่นกว่าแพ็ก แห้วพร้อมทานจำนวนหมื่นกว่าแพ็ค และข้าวโพดถ้วยคลุกเนยจำนวนเกือบ 2 หมื่นแพ็ก ถูกกระจายไปทั่วประเทศในทุก ๆ วัน

ด้วยยอดการผลิตที่สูงและสม่ำเสมอในทุกวัน V Farm จึงต้องการคนร่วมอุดมการณ์ในการทำธุรกิจนี้ให้ยั่งยืน โดยบริษัทได้เข้าไปส่งเสริมครือข่ายเกษตรกรที่ทำงานร่วมกันตั้งแต่วันแรกในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี และขยายไปในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและอีสานกว่า 1,000 ครัวเรือนต่อปี

“ถ้าเกษตรกรปลูกข้าว 10 ไร่ จะได้สูงสุด 2 รอบต่อปี และมีผลกำไร 80,000 บาท แต่ถ้าปลูกข้าวโพดจะได้ 2 – 3 รอบ จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 210,000 บาทต่อปี

“เครือข่ายเกษตรกรทุกรายจะได้ทำข้อตกลง Contract Farming เราจะเข้าไปให้ความรู้ ให้ Know-how ในการปลูก เข้าไปช่วยพัฒนาให้ฟาร์มทันสมัยมากขึ้นเป็น Smart Farming เราใช้โดรนในการเพาะปลูกเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงมีการรับประกันราคาให้เกษตรกรมีความมั่นคงทางรายได้ ส่งเสริมการจ้างงาน”

พียังบอกว่า ในเร็ว ๆ นี้ V Farm จะเริ่มทำฟาร์มทดลองของตัวเองที่โคราช เพื่อทดลองปลูกพืชสายพันธุ์ใหม่ ๆ แก้ปัญหาที่พบมาตลอด คือการันตีเรื่องจำนวนหรือคุณภาพของผลผลิตตามฤดูกาลไม่ได้ เพราะสินค้าตามฤดูกาลมีจำนวนไม่มาก พอปลูกได้ไม่มากแถมยังเป็นของใหม่ เกษตรกรก็ไม่กล้าเสี่ยง 

“เราเคยมีข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วงวางขาย เราเคยมีข้าวโพดเทียนของอีสานด้วย แต่ก็ทำได้ไม่นานเพราะมันจัดการยาก”

ฟาร์มทดลองจะช่วยให้มีสินค้าใหม่ ๆ สนุก ๆ มากขึ้น เป็นต้นแบบให้เกษตรกรในเครือข่าย สร้างความมั่นใจ เพิ่มโอกาสในการทำเกษตรของเขา และมาพัฒนาต่อยอดให้เป็นฟาร์มประจำแบรนด์ไปได้ด้วย ในทางกลับกัน อาจช่วยดึงดูดให้เกษตรกรรุ่นใหม่รับช่วงต่อฟาร์มครอบครัว แล้วพัฒนาให้เท่าทันเทคโนโลยีและสินค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ทุกวัน

V Farm อาหารพร้อมทานสดจากฟาร์ม เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าทุกวันทั่วประเทศ

05

ในสมัยผู้เป็นพ่อตั้งใจสร้างแบรนด์อาหารที่ส่งผลดีต่อผู้บริโภค มายุคของลูกชาย เขามอง V Farm ไกลไปกว่านั้น

ไม่ใช่ธุรกิจอาหาร แต่เป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิต

“ผมว่าพอเราเป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ก็ทำให้ภาพลักษณ์เห็นชัดกว่า เข้าถึงได้ง่ายกว่า มากกว่าที่จะบอกว่า ฉันเป็นแบรนด์อาหาร ฉันเป็นแบรนด์เสื้อผ้า ถ้าสังเกตแบรนด์ใหญ่ ๆ ในปัจจุบันต่างขยับมาแตะเรื่องไลฟ์สไตล์หมดแล้ว ซึ่งจริง ๆ หัวใจสำคัญเราไม่เคยเปลี่ยน เราให้ความสำคัญกับวิถีชีวิตคนมาตั้งแต่วันแรก โดยเริ่มจากอาหารที่ดีต่อสุขภาพ”

ถ้าลองไล่ดูการสื่อสารบนโซเชียลมีเดียของแบรนด์ จะเห็นเลยว่า V Farm พยายามสื่อสารเรื่องไลฟ์สไตล์มาโดยตลอด เช่น คอนเทนต์เกี่ยวกับเมนูใหม่ ๆ ที่ทำจากข้าวโพด หรือคำอธิบายถึงประโยชน์ของผลิตผลแต่ละชนิดที่มีต่อร่างกาย

แบรนด์ไลฟ์สไตล์ของ V Farm เลยไม่ใช่แค่สินค้าที่สรรค์สร้างออกมา แต่คือเป้าหมาย คือชีวิต คือหัวใจของลูกค้า อนาคตของธุรกิจนี้จึงไร้ข้อจำกัด พวกเขาอาจจะร่วมงานกับแบรนด์เสื้อผ้า ออกสินค้าเฟอร์นิเจอร์ของตัวเอง หรือทำโปรเจกต์สนุก ๆ กับศิลปินสักคน

06

การขยายตัวของธุรกิจทำให้มีพนักงานเจเนอเรชันใหม่เข้ามาร่วมทีม เรื่องการสื่อสารเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดขององค์กรที่มีคนหลายรุ่น 

“เราต้องทำให้ทีมรักกัน ให้เขารู้สึกต่อกันเหมือนเป็นพี่น้อง ไม่ใช่คนนี้แก่ คนนี้เด็ก” พีเล่าพลางเปิดรูปกิจกรรมมากมายที่ยืนยันว่าในทีมมีคนทุกวัย ไม่ว่าจะเวิร์กชอป Team Building หรือทริปทั้งในและต่างประเทศ

กิจกรรมหนึ่งที่ฟังแล้วชอบมากคือV Farm Running Club แบ่งทีมวิ่งเก็บระยะทาง เมื่อถึงเวลาที่กำหนดจะเอาระยะทางมารวมกัน แล้วคำนวณเป็นระยะทางของสถานที่ที่บริษัทจะพาไปเที่ยว

แล้วปีนั้นได้ไปเที่ยวไหน – เราอดสงสัยไม่ได้จริง ๆ 

เขาหัวเราะแล้วตอบว่า เกาหลีใต้

V Farm อาหารพร้อมทานสดจากฟาร์ม เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าทุกวันทั่วประเทศ

07

ครั้งก่อนที่คุยกันเร็ว ๆ พีบอกว่าอยากเห็น V Farm เติบโตไปเป็น Global Thai Brand ซึ่งหมายถึงแบรนด์ไทยที่มีคุณภาพระดับโลก มาวันนี้เขาบอกว่านั่นไม่ใช่วิสัยทัศน์หลัก แต่จะเกิดขึ้นทันทีเมื่อทำธุรกิจอย่างยั่งยืนได้

“เราอยากให้แบรนด์อยู่ไปได้กับทุกยุคสมัย จะด้วยวิธีการผลิต วิธีการเลือกสรร หรือวิธีการแนะนำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ท้ายที่สุดในแต่ละวัน ถ้าเป็น Global Thai Brand ได้จริง ๆ ก็คงเป็นผลพลอยได้ที่ดีมาก แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร”

เขาแอบเล่าให้ฟังถึงโปรดักต์ใหม่จากวิสัยทัศน์ที่เขาอยากให้ V Farm เป็นธุรกิจที่ยั่งยืนก่อนสิ่งใด และจะนำไปขายที่งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม THAIFEX 2022  ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 – 28 พฤษภาคมนี้

“ทีมงานวิจัยที่อเมริกาบอกว่า อีกไม่กี่ปีคนจะมองหาสินค้า Plant-based ที่มีกระบวนการผลิตและแปรรูปน้อยกว่า หรือที่เรียกว่า Low Processed Food และหันมาบริโภคสินค้าในรูปแบบ Whole Food มากขึ้น 

“ปีนี้ เราเลยจะออกสินค้า Plant-based ในรูปแบบใหม่ ที่ใช้พืชและผักในรูปแบบจากธรรมชาติจริง ๆ ทั้งหมด แต่ยังอร่อยและกินง่าย ตัวแรกคือ Buffalo Cauliflower Wings เหมือนปีกไก่ทอดคลุกซอส แต่เป็นดอกกะหล่ำทั้งหัวแทน อีกตัวคือ Mushroom Nuggets ที่ทำจากเห็ดออร์แกนิคทั้งชิ้น ซึ่งจะเป็น Plant-based Food เวอร์ชันใหม่ ที่ทานง่ายและจะช่วยให้คนหันมาทานพืชผักมากขึ้นมากขึ้น”

แม้มีโมเดลธุรกิจ แนวคิดตั้งต้น สินค้าที่ผลิตออกมา และรางวัลที่น่าภูมิใจกันทั้งบริษัทอย่าง SMEs Sustainability Awards อยู่เต็มสองมือ พียังพูดไม่ได้เต็มปากว่าธุรกิจของเขาประสบความสำเร็จเรื่องความยั่งยืนร้อยเปอร์เซ็นต์

แต่รับปากเอาไว้ว่าจะมีวันนั้น

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ชาวโคราชเรียก ผักปง 

ชาวอ่างทองเรียก ผักปอด 

ชาวสุพรรณเรียก ผักป่อง หรือ ‘ตบชวา’ 

ผักหลากชื่อ หลายถิ่นที่ จากการกระจายตัวอยู่ทั่วทั้งประเทศไทย อันเป็นสาเหตุแห่งน้ำท่วมและน้ำเสียที่รัฐบาลไทยต้องใช้งบประมาณกำจัดกว่า 700 ล้านบาทต่อปี

วันนี้คอลัมน์ The Entrepreneur มีนัดพบกับ เจ-วศการ ทัพศาสตร์ กัปตันหนุ่มเจ้าของแบรนด์ตบชวา ผลิตภัณฑ์กันกระแทกจากวัสดุธรรมชาติ

ตบชวา วัสดุกันกระแทกจากวัชพืชที่ต้องใช้งบประมาณรัฐกว่า 700 ล้านบาท/ปี ในการจัดการ

ก่อนจะเป็น ‘ตบชวา’

ก่อนแบรนด์นี้จะถือกำเนิด เจจบการศึกษาจากโรงเรียนนายเรืออากาศฯ แล้วมุ่งสู่สายอาชีพนักบินของสายการบินไทย ด้วยความที่โหมงานหนักมาโดยตลอด จนล้มป่วยจากอาการหูข้างในอักเสบ แต่ในขณะนั้นยังไม่มีความรู้เรื่องการทำประกันชีวิต จึงต้องเสียค่ารักษาพยาบาลเป็นจำนวนมาก จุดประกายให้เข้าใจว่าการประกอบอาชีพเพียงอย่างเดียวนั้นไม่มั่นคงเพียงพอ จึงเริ่มหาอาชีพเสริมเรื่อยมา

เขาเริ่มจากการขายของออนไลน์ ทั้งนาฬิกาและสินค้าจากต่างประเทศ เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี

หลังอยู่ในแวดวงขายของออนไลน์ได้สักพัก สินค้าที่นำเข้ามาเพื่อขายต่อมักมาพร้อมกับวัสดุกันกระแทกที่เป็นตัวหนอน โฟม บับเบิ้ล แต่วัสดุจากพลาสติกเหล่านี้เมื่อใช้แล้วกลับไม่ถูกนำมาใช้ซ้ำ เหลือทิ้งเป็นขยะเกลื่อนห้อง ประกอบกับในช่วงปี 2018 มีข่าวเรื่องฝนตกน้ำท่วม สาเหตุหนึ่งเกิดมาจากผักตบชวาใน 6 จังหวัดของประเทศไทยที่มีจำนวนมหาศาล 

เมื่อ 2 เรื่องราวมาประกอบกัน เจจึงค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผักตบชวาในไทยนั้นสร้างมูลค่าได้มากมาย อย่างงานสาน งานถักทอที่ชาวบ้านแต่ละชุมชนทำเป็นแก้ว หมวก จาน หรือกระเป๋า แสดงถึงคุณสมบัติของตัวตบชวาที่เป็นปล้อง เหนียว และมีเส้นใยด้านใน ใช้ซึมซับได้ เกิดเป็นความคิดที่จะนำมาทำเป็นวัสดุกันกระแทก

ตบชวา วัสดุกันกระแทกจากวัชพืชที่ต้องใช้งบประมาณรัฐกว่า 700 ล้านบาท/ปี ในการจัดการ
ตบชวา วัสดุกันกระแทกจากวัชพืชที่ต้องใช้งบประมาณรัฐกว่า 700 ล้านบาท/ปี ในการจัดการ

 ตบชวาต้นแรก

ผักตบชวาเป็นพืชต่างถิ่นที่แพร่กระจายรวดเร็วในแม่น้ำลำคลอง ในระยะเวลาเพียง 1 เดือนผักตบชวา 1 ต้นอาจขยายพันธุ์ได้มากถึง 1,000 ต้น อีกทั้งยังเป็นพืชที่ทนทาน ขนาดว่าหากคลองนั้นเหือดแห้งจนต้นตาย เมล็ดของมันกลับมีชีวิตต่อได้อีกถึง 15 ปี 

พืชทรหดชนิดนี้เป็นหนึ่งในปัญหาที่ก่อให้เกิดน้ำเน่าเสียและน้ำท่วมขังในหลายจังหวัด จนกรมเจ้าท่า กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมชลประธาน กรุงเทพมหานคร และกรมทรัพยากรน้ำ ต้องใช้งบประมาณเกือบ 1,000 ล้านบาทต่อปีในการกำจัด

 เปรียบเทียบกับวัสดุกันกระแทกอื่น ๆ อย่างป๊อปคอร์นหรือกาบกล้วย ที่ใช้ทดแทนวัสดุกันกระแทกพลาสติก ตบชวานั้นเป็น ‘ขยะ’ อย่างแท้จริง จนอาจเรียกได้ว่า ธุรกิจนี้คือการ ‘เปลี่ยนขยะให้เป็นประโยชน์’

“ตอนนั้นข่าวบอกว่า รัฐใช้งบกำจัดตบชวาในแม่น้ำลำคลองถึง 700 กว่าล้านบาท มหาศาลมาก แต่ถ้าไปเทียบกับอย่างอื่น เช่น พวกป๊อปคอร์น กาบกล้วย มันไม่ใช่ของที่ใช้ต่อได้ อย่างป๊อปคอร์นกินได้ก็จริง แต่ถ้าไม่กินคือเน่าเสีย หรือจริง ๆ การใช้ป๊อปคอร์นก็คือการเอาข้าวโพดที่มีมูลค่ามาทำ กาบกล้วยก็เอาไปทำอย่างอื่นได้อีกเยอะแยะเลย แต่ตบชวาคือขยะจริง ๆ นอกจากทิ้งก็ทำอะไรกับมันไม่ได้” 

นำมาสู่เป้าหมายแรกของการก่อตั้งแบรนด์ เจคาดหวังให้ตบชวากลายเป็นวัสดุทดแทนเม็ดโฟมและตัวหนอนต่าง ๆ เพื่อช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและลดการสร้างขยะพลาสติก นอกจากนั้นยังตั้งใจกระจายรายได้สู่ชุมชนที่อยู่ริมแม่น้ำลำคลองให้พวกเขามีรายได้และเติบโตไปกับแบรนด์

“ผมอยากให้ผักตบชวากลายเป็นวัสดุทดแทนพวกเม็ดโฟม ตัวหนอนต่าง ๆ แล้วก็ช่วยกระจายรายได้ให้ชุมชนที่อยู่ริมแม่น้ำลำคลองด้วย เพราะเราจะไม่ทำโรงงานของตัวเอง ไม่จ้างพนักงานของตัวเอง เราอยากให้ชาวบ้านทำให้ แล้วดูมาตรฐานว่าได้ไหม ถ้าไม่ได้ก็ปรับ แล้วขายภายใต้แบรนด์เรา”

ตบชวา วัสดุกันกระแทกจากวัชพืชที่ต้องใช้งบประมาณรัฐกว่า 700 ล้านบาท/ปี ในการจัดการ

ชุมชนตบชวา

เส้นทางของการนำตบชวาจากริมคลองมาสู่ขั้นตอนการผลิตนั้นไม่ได้เรียบง่าย เจต้องใช้เวลานานในการสร้างความเข้าใจให้ชุมชน

“ช่วงแรก ๆ เราลงพื้นที่ไปหาเขา ถามเขาตรง ๆ ว่าอยากสร้างรายได้ไหม ถ้าอยากให้ลองมาทำอย่างนี้ไหม หรือในชุมชนที่เขาทำกระเป๋า ทำจักสานอยู่แล้วก็ช่วยแนะนำ ส่วนหนา ๆ ของตบชวาที่พี่ใช้ทำกระเป๋าไม่ได้ เอามาใช้ทำกันกระแทกของเราสิ” 

แต่นั่นไม่ง่ายเลยอย่างที่เล่า 

“การติดต่อยากมาก เพราะคนไม่เข้าใจ คิดว่าขายตรง ด้วยหน้าตาเราไม่น่าเชื่อถือมั้ง” เขาหัวเราะ “จนเราเข้าไปเรื่อย ๆ เขาเริ่มเห็นว่า ไอ้นี่เข้ามาบ่อยเว้ย ใช้เวลาอยู่นานจนมันเกิดรายได้ขึ้นจริง ๆ เขาก็เริ่มยอมรับ”

การทำงานร่วมกับชุมชนของเจเติบโตเรื่อยมา สิ่งสำคัญคือการควบคุมมาตรฐาน 

ในช่วงแรกที่ชุมชนใหม่เริ่มเข้าร่วมกับตบชวานั้น เจส่งทีมจากแบรนด์เข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอน และหมั่นควบคุมมาตรฐานให้สม่ำเสมอ นอกเหนือไปจากการทำความเข้าใจและดูแลมาตรฐานแล้ว ตบชวายังต้องเผชิญกับการคัดลอกสินค้า เนื่องจากเป็นภูมิปัญญาที่นำมาศึกษาต่อและผลิตเองได้

“ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร มันห้ามกันยาก บางทีพอเขาเห็นเราทำแล้วดีก็มีคนเอาไปทำตาม แต่เรื่องคุณภาพและมาตรฐานไม่เหมือนกันอยู่แล้ว บางทีเวลามีลูกค้าส่งมาว่าไม่เห็นกันกระแทกได้จริง เราขอดูแล้วก็ต้องอธิบายว่า อันนี้มันไม่ใช่ของเรานะ ของเราจะหน้าตาแบบนี้ มีสัญลักษณ์แบบนี้”

ตบชวาเติบโตร่วมกับชุมชน จนในปัจจุบันเริ่มมีบางชุมชนรวมกลุ่มติดต่อเข้ามาด้วยตนเอง เพื่อขอศึกษาวิธีทำวัสดุกันกระแทก หรือภาคการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยบูรพา ก็สนใจเรียนรู้สินค้านี้เช่นกัน

ปัจจุบันตบชวาทำงานกับชุมชนทั้งจากจังหวัดชัยนาท สุพรรณบุรี ชลบุรี สมุทรสาคร สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามา รวมทั้ง 2 จังหวัดล่าสุดที่กำลังเรียนรู้และเข้าร่วม คือ ปราจีนบุรีและนครปฐม ขณะที่เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ ก็กำลังอยู่ในช่วงการติดต่อเช่นกัน

ตบชวา วัสดุกันกระแทกจากวัชพืชที่ต้องใช้งบประมาณรัฐกว่า 700 ล้านบาท/ปี ในการจัดการ

กว่าจะกันกระแทก

ตัวเจและเพื่อน ๆ ในทีมที่ส่วนหนึ่งจบการศึกษาสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ต้องใช้เวลาร่วม 3 – 4 เดือนในการวิจัยตัวตบชวากันกระแทกนี้ ผ่านการลองผิดลองถูกมามากมาย อาจเรียกได้ว่าเป็นความพยายามปนความบังเอิญที่ทำให้ได้ขนาด รูปแบบ ความแห้ง และคุณภาพที่เหมาะสม จนนำมาทดสอบแล้วว่ามีความสามารถในการกันกระแทกได้จริง จนปัจจุบัน ตบชวาเป็นแบรนด์เดียวในไทยที่ผ่านการทดสอบ ISTA หรือการทดสอบบรรจุภัณฑ์ จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย 

นอกเหนือไปจากขนาดมาตรฐานที่ขายทั่วไปอย่าง 1.5 นิ้ว ตบชวากันกระแทกยังช่วยเลือกลักษณะตัวกันกระแทกให้เหมาะกับสินค้าและแบรนด์ของลูกค้าอีกด้วย 

เช่น Casa Lapin มีโจทย์ต้องการส่งชุด Gift Set ให้ลูกค้า ตบชวาได้ทำรูปแบบตัวกันกระแทกพรีเมียมที่มีราคาสูงกว่าปกติ โดยปอกด้านนอกออกเพื่อให้เกิดความสวยงามมากขึ้น หรือในกรณีการแพ็กสินค้าที่ไม่มีความกังวลเรื่องการแตกหักมากนัก ตบชวาก็มีตัวกันกระแทกขนาด 1 เซนติเมตร ซึ่งนับเป็นสินค้าที่ขายดีมากของแบรนด์

“เราลองตัดหลายแบบ ถี่ ๆ ก็มี 1 เซนฯ 2 เซนฯ 3 เซนฯ มาจนถึง 1 นิ้ว 1 นิ้วครึ่ง 1 เซนฯ ก็กันกระแทกสินค้าบางประเภทได้นะ แอดมินจะถามก่อนเสมอว่าสินค้าของคุณคืออะไร เช่น ถ้าไม่ใช่แก้วก็อาจจะแนะนำ 1 เซนฯ ไม่จำเป็นต้องใช้รุ่นหนา เวลารุ่นนี้เข้ามาทีไรหมดตลอด คนชอบเพราะมันน่ารัก”

ตบชวา วัสดุกันกระแทกจากวัชพืชที่ต้องใช้งบประมาณรัฐกว่า 700 ล้านบาท/ปี ในการจัดการ

เปิดสูตร : เปลี่ยนตบชวาเป็นกันกระแทก 

ขั้นตอนการแปรสภาพเจ้าผักในคลองให้กลายเป็นวัสดุชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ช่วยกันกระแทกนี้เริ่มต้นจากเก็บตบชวาขึ้นมาจากริมแม่น้ำลำคลอง แล้วนำมาคัดเลือกขนาดให้ได้ความยาวที่ 40 – 80 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับชนิดหรือพันธุ์ ก่อนนำมาตัดหัวและท้าย 

ด้านท้ายของตบชวาจะมีความหนา ส่วนด้านหัวที่ติดกับใบนั้นจะเล็กกว่า

เมื่อตัดเสร็จก็แยกไว้เป็นกอง ๆ ตรวจสอบขนาดว่ามีอันไหนผอมเกินไป เล็กเกินไปเพื่อคัดทิ้ง ก่อนนำไปล้างน้ำและตัดขนาดตามที่ต้องการ โดยแต่ละชุมชนมีนวัตกรรมการตัดเป็นของตนเอง

 “ที่ชัยนาทใช้มีดพร้าหั่นเลย เป็นท่อน ๆ ส่วนที่สุพรรณฯ เขาดัดแปลงจักรเย็บผ้าที่ใช้เหยียบ ๆ เวลาดันผักตบเป็นกำเข้าไปมันก็หั่นออกมาตามที่ต้องการ”

เมื่อหั่นได้ขนาดที่ต้องการแล้วก็นำไปล้างอีกครั้ง ขั้นตอนนี้ตบชวาจะมีสูตรพิเศษของแบรนด์ที่แตกต่างจากแบรนด์อื่น ๆ และทำให้ตัวสินค้าออกมาตามมาตรฐาน หลังจากนั้นนำไปตากแห้ง ซึ่งกรรมวิธีนี้เกิดจากการคิดค้นและระดมความคิดร่วมกับอาจารย์และนักศึกษาปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อหาว่าต้องทำอย่างไรให้การตากตบชวาได้คุณภาพ ไม่ก่อให้เกิดเชื้อรา ไม่มีการวางไข่ของแมลง และไม่ก่อให้เกิดฝุ่น

เมื่อแห้งแล้ว เจจะนำสินค้าเหล่านั้นกลับมาคัดอีกครั้ง ส่วนใดที่ยังไม่ผ่านตามคุณภาพ จะนำไปคลุมหน้าดิน ทำเป็นปุ๋ย หรือไปรองกรงสัตว์ให้สัตว์ฟันแทะอยู่ได้ เนื่องจากตัวตบชวากันกระแทกนั้นเป็นสินค้า Food Grade จึงไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสัตว์

ตบชวา วัสดุกันกระแทกจากวัชพืชที่ต้องใช้งบประมาณรัฐกว่า 700 ล้านบาท/ปี ในการจัดการ
ตบชวา วัสดุกันกระแทกจากวัชพืชที่ต้องใช้งบประมาณรัฐกว่า 700 ล้านบาท/ปี ในการจัดการ

ตบชวายืนต้น 

ก่อนที่ตบชวากันกระแทกจะมีลูกค้าแบรนด์ใหญ่เข้ามาอุดหนุนเป็นประจำอย่างปัจจุบัน ขั้นตอนการทำความเข้าใจและเจาะตลาดใหม่ในฐานะผลิตภัณฑ์กันกระแทกเป็นเรื่องไม่ง่าย

“ตบชวานี่ถือว่าล้มลุกคลุกคลาน ช่วงแรกเจ๊งเลย คนไม่เข้าใจ ไม่กล้าใช้ สกปรกหรือเปล่า กันกระแทกได้จริงหรือเปล่า ไม่เห็นสวยเลย เลยไม่ได้รับการตอบรับ ตอนนั้นก็ปรับตัว สร้างความเข้าใจจนเริ่มขายดีขึ้น มีเจ้าใหญ่ ๆ มาสนับสนุน มีช่วงหนึ่งที่ฟุ้งเลย แต่เจ้าใหญ่ล้ม ก็ต้องกลับมาพึ่งรายย่อย ประกอบกับเจอโควิด-19 ทำให้แย่ลงอีก เพราะคนก็รู้สึกว่าไม่ต้องใช้ดีกว่า ไม่ใส่กันกระแทกดีกว่า บางทีก็ Reuse กันกระแทกตัวเก่า ๆ ของเขาแทน”

เมื่อคนไม่เข้าใจก็ต้องพยายามทำให้เขาเข้าใจ ในเมื่อเขาไม่เชื่อมั่น ก็ต้องยินดีมอบความรู้ 

เจเริ่มทำ Online Marketing ในช่องทาง Facebook และ YouTube ทั้งคลิปทดสอบประสิทธิภาพการกันกระแทก หรือคลิปที่ทำให้คนรู้จักตบชวาและปัญหาของมันมากขึ้น นอกจากนั้น เขาพยายามสร้าง Awareness ให้แบรนด์ โดยมีนโยบายว่าให้สินค้ากับนักค้าขายออนไลน์ไปทดลองใช้ฟรี 1 – 2 กิโลกรัม 

จากแคมเปญนี้ก็มีลูกค้าบางส่วนกลับมาใช้จริงและซื้อสินค้าต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้

หลังผ่านร้อนผ่านหนาวจนตบชวากลับมายืนต้นได้อีกครั้ง วันนี้กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เลือกตบชวาเป็นวัสดุกันกระแทกด้วย 2 สาเหตุ 

กลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ไม่ต้องการใช้วัสดุที่ย่อยสลายยากหรือพลาสติกต่าง ๆ อันพ่วงมาด้วยภาพลักษณ์ของแบรนด์ เมื่อส่งสินค้าด้วยตบชวา ก็เป็นภาพแทนที่ช่วยสื่อสารถึงจุดยืนการรักษาสิ่งแวดล้อมเช่นกัน

อีกกลุ่มหนึ่งที่ใช้ตบชวาเป็นประจำ เพราะต้นทุนของวัสดุกันกระแทกชนิดนี้ต่ำกว่าเม็ดโฟมหรือตัวหนอน เนื่องจากธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่ได้สั่งเม็ดโฟมในปริมาณมาก ต้นทุนจะมีราคาสูงกว่าการใช้ตบชวา

“เวลาสั่งเม็ดโฟมหรือตัวหนอนในปริมาณน้อย ต้นทุนเขาสูง เกือบ 100 บาทในการกันกระแทก แต่ใช้ของเราใช้แค่ 95 – 98 บาท”

เจ-วศการ ทัพศาสตร์ กัปตันหนุ่มเจ้าของแบรนด์ตบชวา

เตรียมเติบใหญ่

ปัจจุบันตบชวาวางขายทั้งช่องทางออนไลน์และทางเว็บไซต์ของไปรษณีย์ไทย ซึ่งเจยังวางแผนที่จะขยายธุรกิจให้เติบโตไปมากกว่านี้ และมองเห็นถึงลู่ทางในการขายไปยังต่างประเทศด้วย เนื่องจากในไตรมาสนี้ บางประเทศออกกฎหมายงดใช้เม็ดโฟมหรือตัวหนอนเป็นวัสดุกันกระแทกแล้ว เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ใน พ.ศ. 2566 ก็จะมีกฎหมายลักษณะคล้ายคลึงกันออกมา

ทว่าเส้นทางสู่การขายให้ต่างประเทศนั้นยังมีรายละเอียดอีกมากมายที่ต้องศึกษา ทั้งกฎการส่งสินค้าประเภทพืชระหว่างประเทศ หรือความคุ้มค่าในการขนส่งผ่านตู้คอนเทนเนอร์เรือ

การเติบโตเหล่านี้ไม่สามารถเกิดขึ้นด้วยแรงของธุรกิจนี้เพียงลำพัง หากภาครัฐเข้ามาสนับสนุนในด้านทุนการวิจัย โรงงาน หรือช่วยพัฒนาให้สินค้านี้กลายเป็นสินค้าส่งออกของไทย ตบชวาจะสร้างเม็ดเงินและคุณประโยชน์ในแง่สิ่งแวดล้อมต่อประเทศไทยมากมาย

“ภาครัฐมีนโยบายในการกำจัดผักตบชวาอยู่ประมาณ 700 กว่าล้านต่อปีใน 6 – 7 จังหวัด ถ้าหยิบยกงบตรงนั้นมาช่วยในการตัด การตาก มาช่วยทำโรงอบ เพราะตอนนี้เรายังทำไม่ทันเนื่องจากไม่มีโรงอบ ถ้ามีก็จะตัดได้มากขึ้น ทุกวันนี้การกำจัดผักตบช้าลงเพราะเราไม่มีที่ตาก ถ้าได้งบประมาณตรงนี้มา ให้เราเป็นตัวกลางในการประสานก็ได้”

ปัจจุบันตบชวาเข้าร่วมกับสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และสมาชิกสภาจังหวัด (ส.จ.) เพื่อพัฒนาโครงการตบชวาเพื่อกำจัดตบชวาในชุมชน นำร่องด้วยพื้นที่เขตคลองสามวา ที่ทางแบรนด์ได้เข้าไปให้ความรู้กับชาวบ้านถึงวิธีเก็บ การแปรผักตบให้กลายเป็นวัสดุกันกระแทกจนกลายเป็นรายได้เข้าชุมชน

“เราอยากโตร่วมไปกับภาครัฐและกฎหมายที่จะเกิดขึ้น อยากได้รับการตอบรับจากภาคเอกชน ตลาด E-Commerce ต่าง ๆ เราอยากเป็นส่วนหนึ่งใน 100 เปอร์เซ็นต์ เราอยากเข้าไปเป็น 20 – 30 เปอร์เซ็นต์ แค่นี้ก็กำจัดผักตบในประเทศไปได้เยอะแล้ว”

เกือบ 5 ปีที่ผ่านมากับแบรนด์ตบชวาบนเส้นทางที่มีทั้งสุขและทุกข์ เขาเห็นตบชวาเสมือนลูกที่ค่อย ๆ เติบโต นับแต่วันแรกที่ยังไม่มีชื่อ ไม่มีโลโก้ มาจนวันที่คนเริ่มรู้จัก เริ่มนำไปใช้ มีคนเห็นถึงประโยชน์ของโมเดลธุรกิจนี้ ได้กลายเป็นสิ่งทดแทนวัสดุกันกระแทกและลดปัญหาสิ่งแวดล้อม แม้ไม่ได้ก่อให้เห็นผลเชิงรูปธรรมที่ชัดเจนนัก หรือแม้จะไม่ได้ทำกำไรอู้ฟู่ แต่ก็เป็นความสุขตลอดครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา

“ขอบคุณที่รักษ์โลกไปกับเรา ขอบคุณที่ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน และช่วยกำจัดขยะริมแม่น้ำลำคลอง ลดโอกาสที่จะทำให้น้ำท่วม ถึงมันจะเป็รแค่ส่วนหนึ่ง แต่ต่อไปถ้าแบรนด์หรือลูกค้าต่าง ๆ มาใช้ตบชวากันกระแทก ตบชวาก็อาจจะหมดไปจากคลอง ลดโอกาสน้ำท่วม น้ำเสีย ประหยัดงบของภาครัฐให้เอาไปทำอย่างอื่นได้อีกมาก”

เจ-วศการ ทัพศาสตร์ กัปตันหนุ่มเจ้าของแบรนด์ตบชวา

Lessons Learned

  • สร้างจุดเด่นให้กับแบรนด์ แม้จะเกิดการลอกเลียนแบบหรือคัดลอกเท่าใด สินค้าของแบรนด์ก็ยังครองใจผู้บริโภค
  • สร้างวงจรให้กับสินค้า นอกเหนือไปจากการขายสินค้าอย่างเดียวแล้ว ตบชวาเป็นเพื่อนคู่คิดให้กับธุรกิจในการเลือกวัสดุกันกระแทกและการขายของออนไลน์
  • หยิบจับปัญหาใกล้ตัวและมุ่งศึกษาจนรู้ถึงแก่น เพื่อนำมาแก้ปัญหาให้กลายเป็นธุรกิจได้

Writer

ปณิตา พิชิตหฤทัย

นักเรียนสื่อผู้ชอบเล่าเรื่องแถวบ้าน ความฝันสูงสุดคือการเป็นเพื่อนกับแมวสามสีทุกตัวบนโลก

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load