The Cloud X ททท.

โปรดเก็บเครื่องมือสื่อสารใส่กระเป๋าและรูดซิปปิดให้สนิท เพราะสถานที่ที่เรากำลังจะพาคุณไป ไร้สัญญาณอินเทอร์เน็ตกวนใจ ขอชวนใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติสีเขียวของจังหวัดน่านกับ อยู่อย่างน่าน & เริงใจโฮม

หนิง-ดนิตา สุภพัฒน์บงกช นัดหมายกับเราที่ปั๊มน้ำมันบนถนนสีเทาสายยาวไกลสุดลูกหูลูกตา

หญิงสาวผมสั้นท่าทางทะมัดทะแมงมาพร้อมรถกระบะสีดำคู่กาย ก่อนรถเธอจะออกตัว เรายกมือขอนั่งหลังกระบะรับลม เธอใจดีอนุญาต

รถเคลื่อนตัวออกจากถนนไปไม่ไกล แต่ราวกับอยู่กันละโลก สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียวหลากพันธุ์ เราเห็นสวนส้ม ความจริงต้องเรียกว่า ‘ไร่’ เพราะเยอะมากจนเรายกสิบนิ้วมานับคงไม่หมด ล้อสีดำทักทายเจ้าโคลนสีแดงได้ไม่นานก็จอดสนิทหน้าบ้านที่สร้างจากไม้ทั้งหลัง บรรยากาศเบื้องหลังเป็นภูเขาลูกโต มองเพียงแวบก็รู้ว่าอุดมสมบูรณ์สุดขีด

หนิง-ดนิตา สุภพัฒน์บงกช และ หนึ่ง-ศุภกิจ บุญญพาพงศ์

หนิง และ หนึ่ง-ศุภกิจ บุญญพาพงศ์ สองเจ้าบ้านพาเราเดินบนบันไดไม้ไผ่ทำเองลงไปยังห้องพักใกล้ชิดธรรมชาติ ก่อนจะปล่อยให้เราเดินสำรวจรอบบ้าน นั่งเล่นกับบอสตันและบรูตัส สุนัขต่างสายพันธุ์ที่มักโปรยเสน่ห์ให้แขกผู้มาเยือนอยู่เป็นประจำ 

ก่อนจะพาคุณเดินสำรวจด้วยกัน ขอเล่าก่อนว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นของหญิงสาวเมืองกรุงที่ทำลายกำแพงอายุ ด้วยการเริ่มต้นชีวิตใหม่ตอนอายุ 40 ปีในจังหวัดน่าน ด้วยการแปรรูปเมล็ดกาแฟเมืองน่านเป็นผลิตภัณฑ์สปา อย่างสบู่เหลว แชมพู ครีมนวด สครับขัดผิวกาย รวมกว่า 10 ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ ‘อยู่อย่างน่าน’ และทำบ้านพักหลังน้อยสุดอบอุ่น 2 หลัง พ่วงสตูดิโองานศิลปะของคนรัก ท่ามกลางป่าผืนใหญ่ที่แอบซ่อนตัวอยู่ในเมืองเล็กของภาคเหนือ

หนิงไม่ใช่คนน่าน แต่เหตุผลใดทำให้เธอตัดสินใจมาลงหลักปักฐานในจังหวัดเล็กๆ หลังทำความรู้จักเมืองนี้ได้ไม่ถึงสัปดาห์ ล้อมวงรอบเตาหมูกระทะแล้วฟังเธอเล่าพร้อมกัน (เราเลือกหมูกระทะเป็นอาหารมื้อเย็น)

ผู้มาเยือน

5 ปีก่อน หนิงแวะมาเที่ยวจังหวัดน่าน บังเอิญเจอเจ้าของร้านกาแฟวัยใกล้เคียงกัน คุยกันถูกคอจนรู้ว่าเจ้าของก็เป็นคนต่างถิ่นที่ลาออกจากงานมาเปิดร้านกาแฟอยู่จังหวัดน่านตอนอายุ 40 ตอนนั้นเธออายุเข้าเลข 4 พอดี

บทสนทนาครานั้นราวกับเป็นชนวนชั้นดีให้เธอฉุกคิดบางอย่างและตั้งคำถามกับตัวเอง 

“ทำไมเราไม่ทำแบบนั้นบ้างวะ” 

เพล้ง! กำแพงอายุทลายตัวลง เหมือนดังประโยค ‘อายุเป็นเพียงตัวเลข’ 

หลังจากกลับบ้านได้เพียง 1 เดือน เธอตัดสินใจเดินทางมาปักหลักอยู่จังหวัดน่านทันที

“เราอยู่น่านหนึ่งวัน เราทำอะไรได้เยอะเมื่อเทียบกับกรุงเทพฯ เรามีความสุขกว่ามาก

“คนน่านก็น่ารัก ตั้งแต่เราเริ่มมาอยู่ไม่เคยมีใครมองว่าเราเป็นคนจากที่อื่น เขามีไมตรีและเมตตาสูงมาก” 

นั่นคงเป็นเหตุผลให้เธอตัดสินใจได้อย่างฉับพลันทันด่วน แต่การมาของหนิง เธอวางแผนอย่างดิบดี ไม่ได้มาตัวเปล่าแน่นอน เพราะเธอพกวิชาแปลงโฉมสมุนไพรเป็นผลิตภัณฑ์สปา ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวติดตัวมาด้วย 

ผู้มาอยู่

หนิงเช่าบ้านไม้ 2 ห้องราคาหลักพัน มีบานเฟี้ยมอย่างที่เธอชอบ เพื่อเปิดเป็นหน้าร้านขายผลิตภัณฑ์สปาจากสมุนไพร ภายใต้แบรนด์อยู่อย่างน่าน ถ้าถามว่าชื่อนี้ได้แต่ใดมา เธอบอกว่ามันลอยมาเอง ตอนคิดจะมาอยู่จังหวัดน่าน 

อยู่ได้ 2 ปี เธอเริ่มเรียนรู้ผ่านการสังเกตว่าน่านก็ปลูกกาแฟ มีหลายดอยด้วย แต่น้อยคนนักจะรู้จัก เธอเลยปิ๊งความคิดจากการนั่งดูรายการทีวีจากแดนอาทิตย์อุทัย ว่าด้วยเทศกาลทุ่งลาเวนเดอร์ ภายในงานมีผลิตภัณฑ์จากลาเวนเดอร์จำหน่าย ย้ำ! ผลิตจากลาเวนเดอร์เท่านั้น 

อยู่อย่างน่าน & เริงใจโฮม โฮมสเตย์จิ๋วกลางป่าของสาวชาวกรุงผู้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในน่านในวัย 40

หนิงเปิดการ์ดกาแฟน่านมาสู้ ด้วยการแปรรูปเมล็ดกาแฟเป็นผลิตภัณฑ์สปามากมาย เช่น สบู่เหลว แชมพู ครีมนวดผม สครับขัดผิวหน้าและผิวตัว ฯลฯ 

“เราไม่อยากให้คนรู้สึกว่ากาแฟเป็นได้แค่เครื่องดื่ม แต่ยังมีประโยชน์อีกมากมาย เป็นผลิตภัณฑ์สปาได้ด้วยนะ

“เราพยายามขายความเป็นตัวตน ขายความเป็นจังหวัดน่าน มากกว่าเน้นสรรพคุณความดีเลิศ อยากให้คนรู้ว่าเราเอากาแฟจากชาวบ้านมาช่วยเขาแปรรูป ถ้าการดื่มกาแฟหนึ่งแก้วเท่ากับปลูกป่า ผลิตภัณฑ์ของเราก็ไม่ต่างกัน” 

อยู่อย่างน่าน & เริงใจโฮม โฮมสเตย์จิ๋วกลางป่าของสาวชาวกรุงผู้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในน่านในวัย 40

หนิงทำงานร่วมกับวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปกาแฟสวนยาหลวง บ้านสันเจริญ สมาชิกกลุ่มจะคัดเมล็ดกาแฟสวยเต็มเมล็ดส่งไปยังอีกกลุ่มเพื่อคั่วอ่อน คั่วกลางและคั่วเข้ม ส่วนเมล็ดกาแฟไม่สวย แต่ยังใช้งานได้ดีจะถูกคัดทิ้งเป็นขยะ หนิงเลือกเก็บเมล็ดส่วนนั้นมาใช้ เพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สารพัดกาแฟ แถมสร้างรายได้ให้ชุมชนบ้านสันเจริญด้วย

ปัจจุบันเธอฝากขายในร้านค้าจังหวัดน่านและร้านตำรับไทยอีก 67 สาขาทั่วประเทศ

ผู้มาอยู่เจอผู้มาเยือน 

“ปีแรกเรามาอยู่เพื่อเรียนรู้ ปีที่สองเรามาอยู่ จบปีที่สามเราถึงเรียนรู้ได้ว่าควรจะไปหรือควรจะอยู่ต่อ” เธอหัวเราะเสียงดังก่อนจะเสริมต่อว่า “ปีที่สองเรากลับกรุงเทพฯ ไปขายคอนโดฯ เพื่อที่จะอยู่น่านต่อในปีต่อไปอย่างไม่เครียด” 

หลังจากได้เงินก้อน เธอตัดสินใจแบ่งเงินจำนวนหนึ่งซื้อที่ดินขนาด 2 ไร่กลางป่าร่วมกับเพื่อนพ้องพี่น้องชาวน่าน

อยู่อย่างน่าน & เริงใจโฮม โฮมสเตย์จิ๋วกลางป่าของสาวชาวกรุงผู้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในน่านในวัย 40
อยู่อย่างน่าน & เริงใจโฮม โฮมสเตย์จิ๋วกลางป่าของสาวชาวกรุงผู้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในน่านในวัย 40

พูดแบบกันเองว่าเธอซื้อทิ้งเอาไว้ จะเก็บไว้สร้างเป็นอะไรเธอยังไม่ฟันธง อย่างน้อยก็มีที่นอนเป็นของตัวเอง

จนกระทั่งหนิงพบรักกับหนึ่ง ครูสอนศิลปะจากสังขละบุรี ไม่เพียงเกิดเป็นความรัก แต่เกิดเป็น ‘เริงใจโฮม’ โฮมสเตย์ท่ามกลางธรรมชาติพ่วงสตูดิโอศิลปะสุดสงบ มีเพียงเสียงลมไหวและใบไม้ปลิวกระทบกัน ช่างสุนทรีย์เกินบรรยาย

อยู่อย่างน่าน & เริงใจโฮม โฮมสเตย์จิ๋วกลางป่าของสาวชาวกรุงผู้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในน่านในวัย 40

“มันเป็นความฝันว่าเราอยากมีโฮมสเตย์ แต่จะทำยังไงให้เป็นตัวเรามากที่สุดโดยไม่ต้องบริการมากจนเกินตัว เลยเกิดเป็น ‘เริงใจโฮม’ เราทำสตูดิโอเป็นพื้นที่ทำงานของเรากับพี่หนึ่ง อีกส่วนเราเปิดบริการห้องพักเล็กๆ กางเต็นท์บ้างบางช่วง เราพยายามไม่ทำเยอะเกินฐานความพอดีของตัวเอง เมื่อไหร่ที่เราเหนื่อยเกินไป ความสุขจะหายไปทันที” 

อยู่อย่างน่าน & เริงใจโฮม โฮมสเตย์จิ๋วกลางป่าของสาวชาวกรุงผู้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในน่านในวัย 40

เขาและเธอจึงเลือกทำโฮมสเตย์ด้วยแนวคิดกิน-อยู่-รู้-นอน ชวนแขกมากินในแบบที่เขาและเธอมี มาอยู่ในแบบที่เขาและเธอเป็น มารู้ในสิ่งที่เขาและเธอรัก และมานอนอย่างที่เคยๆ ปราศจากแอร์คอนดิชันเนอร์ มีเพียงลมหนาวจากภูเขา

บันเทิง เริงจิต เริงใจ 

จากพื้นที่กลางป่า ถูกถางหญ้า ปรับหน้าดิน เดินสายไฟฟ้าจนกลายเป็นพื้นที่พร้อมสร้าง 

หนิงเลือกสร้างสตูดิโอก่อน ตามด้วยห้องครัว ห้องเก็บของ ก่อนจะปิดท้ายด้วยบ้านพัก 2 หลัง ตามความฝัน

อ้อ ก่อนจะพาเดินสำรวจห้องบันเทิง บ้านเริงจิตและบ้านเริงใจ เจ้าบ้านหนุ่มเล่าที่มาที่ไปของชื่อให้เราฟังว่า

อยู่อย่างน่าน & เริงใจโฮม โฮมสเตย์จิ๋วกลางป่าของสาวชาวกรุงผู้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในน่านในวัย 40

“เริงใจ แปลว่า ความรื่นเริงในความสงบ เราชอบเรื่องของข้างใน เรื่องของจิตใจอยู่แล้ว วัยนี้แล้วด้วยเลยต้องการความเงียบและสงบเป็นพิเศษ” หนิงเสริมต่อแทบจะทันที “เริงใจฟังดูแรด แต่มีความครบรส กับข้าวฉันก็ทำได้ อันนั้นฉันก็พอทำเป็น ทำเป็นทุกอย่าง แต่อาจจะไม่ได้แตกฉานสักเรื่อง เอาตัวรอดได้ด้วยนะ มันเลยเป็นความหมายของชื่อเริงใจ”

เริงใจโฮมสเตย์รับผู้มาเยือนได้มากสุด 16 คน บ้านเริงจิตและบ้านเริงใจนอนพักได้ห้องละ 3 คน ห้องบันเทิงพักได้ 2 คน อีกส่วนนั้นขอเชิญสายชิลล์นอนกลางเต็นท์ตีพุงให้สบายใจ มีห้องอาบน้ำบริการครบครัน แถมทุกห้องรวมอาหารเช้าและอาหารเย็นไว้เสร็จสรรพ

อยู่อย่างน่าน & เริงใจโฮม โฮมสเตย์จิ๋วกลางป่าของสาวชาวกรุงผู้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในน่านในวัย 40

ขอแนะนำหมูกระทะเป็นมื้อเย็น เพราะเข้ากับบรรยากาศลมพัดเย็นสบายเป็นที่สุด

ภายในห้องนอนทั้งสามห้อง ตกแต่งด้วยชุดเครื่องนอนสีน้ำเงินสดใสจากฝีมือการมัดและย้อมของหนิง 

ความน่ารักอีกอย่างของเจ้าบ้าน คือทุกห้องจะมีผลิตภัณฑ์กาแฟแบรนด์อยู่อย่างน่านให้ทดลองใช้ ขัดผิวด้วยสครับบ์น้ำตาลกาแฟผสมขมิ้น ตามด้วยสบู่เหลวกาแฟเนื้อละมุน แถมสระผมด้วยแชมพูและครีมนวดกาแฟปิดท้าย แล้วคุณจะหลงรักคาเฟอีน ถ้าใครติดใจกาแฟน่าน บริเวณสตูดิโอมีวางจำหน่าย ทั้งขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ เลือกติดมือกลับบ้านได้เลย

กาแฟ ผ้าคราม ฟันดาบ

  ก่อนแขกผู้มาเยือนจะเก็บกระเป๋ากลับบ้าน หนิงจัดกิจกรรมย้อมผ้าครามคนละ 1 ผืนให้เป็นที่ระลึก หรือใครสนใจเวิร์กช็อปแปรรูปกาแฟน่านเป็นผลิตภัณฑ์สปา หนิงยินดีเปิดสอนทั้งแบบกลุ่มและแบบส่วนตัว ขอเพียงบอก เธอจัดให้

“ถ้าช่วงไหนลงไปกรุงเทพฯ เราจะไปหากิจกรรมทำ เคยไปลองมัดย้อมชิโบริมา มันสนุกมาก เราเชื่อว่าตอนแกะมัดผ้าออกมาทุกคนต้องยิ้มเหมือนเราแน่นอน พอกลับมาน่านเราเลยเพิ่มกิจกรรมนี้ให้แขกผู้มาพักทุกคน” 

อยู่อย่างน่าน & เริงใจโฮม โฮมสเตย์จิ๋วกลางป่าของสาวชาวกรุงผู้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในน่านในวัย 40
อยู่อย่างน่าน & เริงใจโฮม โฮมสเตย์จิ๋วกลางป่าของสาวชาวกรุงผู้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในน่านในวัย 40

“ถ้ามีลูกมีหลานมาฝึกดาบเบื้องต้นได้ด้วยนะ เราสอนฟันดาบและวาดภาพได้ อีกหน่อยจะทำลานฝึกซ้อมด้านล่างข้างบ่อน้ำ” อาจารย์สอนศิลปะเสริมต่อ

แค่ฟังดูก็น่าสนุก กิจกรรมเยอะแยะชวนลงมือทำ แถมพื้นที่สีเขียวมากมายเหมาะเป็นปอดของเมืองน่าน หนิงมองว่าที่นี่ยังขาดพื้นที่ธรรมชาติในการทำกิจกรรมสำหรับเด็กและครอบครัว 

“ถ้าวันหนึ่งเราพร้อม เราจะมีพื้นที่สำหรับเด็ก มีกระบะทราย มีพื้นที่นั่งระบายสี ให้เขาเรียนรู้ผ่านธรรมชาติ” 

อยู่อย่างน่าน & เริงใจโฮม โฮมสเตย์จิ๋วกลางป่าของสาวชาวกรุงผู้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในน่านในวัย 40
อยู่อย่างน่าน & เริงใจโฮม โฮมสเตย์จิ๋วกลางป่าของสาวชาวกรุงผู้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในน่านในวัย 40

หนิงให้สัญญา เพราะภาพที่เธอเห็นคุณแม่คุณลูกช่วยกันมัดย้อมสีธรรมชาติช่างน่ารักและมีความสุขเหลือเกิน

น่านเป็นเมืองเล็กๆ ที่ทำให้เธอตั้งคำถามและตัดสินใจเปลี่ยนแปลงบางอย่าง และเราเชื่อว่าเธอกำลังทำบางอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงและตอบแทนเมืองเล็กๆ เมืองนี้

หนิง-ดนิตา สุภพัฒน์บงกช และ หนึ่ง-ศุภกิจ บุญญพาพงศ์

อยู่อย่างน่าน & เริงใจโฮม

เปิดจองที่พักตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เข้าพักท่ามกลางธรรมชาติได้อีกครั้งเดือนตุลาคม

ตำบลผาสิงห์ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน 55000 

Facebook : อยู่อย่างน่าน & เริงใจโฮม

ติดต่อ : 08 9664 3402

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

Avatar

สโรชา อินอิ่ม

Freelance photographer ชอบความอิสระ ชอบเดินทางท่องเที่ยว บันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่าย

Have a Nice Stay

รวมที่พักแนวคิดดีที่น่าไปนอนทำความรู้จัก

นักเขียนมีบ้านได้อย่างไร?

คำถามนี้ผมสงสัยเหมือนกัน ผมบอกตัวเองว่า ในเมื่อประสบโอกาสที่จะค้นหาคำตอบเพื่อตอบคำถามที่ไม่ใช่เฉพาะสำหรับผม นี่จึงเป็นบทความเฉียดๆ เกี่ยวกับนักเขียนเรืองนามและศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ผู้วายชนม์ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ กับบ้านของเขา ตามด้วยเรื่องราวบ้านพักหลังใหม่ใจกลางสวนทูนอินที่เพิ่งจะเปิดให้บริการเช่าพักผ่อนในรังนอนสุดท้ายของพญาอินทรีแห่งสวนอักษร และนักอ่านอยากนอน…

คาราวะเหยี่ยวฮิปปี้ไว้บนถ้อยบรรทัดนี้

สวนทูนอิน
สวนทูนอิน
01

นักเขียนมีบ้านได้อย่างไร

สวนทูนอินไม่ใช่บ้านหลังแรกของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ นักเขียนผู้หวังจะมีบ้านให้ทันก่อนอายุ 30 ตามคำพ่อสอน เหตุนี้ช่วงชีวิตในวัยหนุ่มเขาจึงทุ่มทำงานหนักกว่าการเป็นเสเพลบอย เพียรปั่นคอลัมน์วันละ 3 – 4 ชิ้นเพื่อซื้อซีเมนต์และอิฐ เปลี่ยนบทความเลือกสีลิปสติกเป็นแม่บันได พลางต่อเติมโครงสร้างบนเนื้อที่ 100 ตารางวา ทุลักทุเลเอาการ แต่ก็สามารถปลูกบ้านของตัวเองแถวบางซ่อนได้ตอนอายุ 23 ปี

หลังจากสมรส ’รงค์ชักชวนคนรักย้ายมาอยู่เรือนหอหลังใหม่ ‘บ้านริมคลอง’ คือชื่อของบ้านหลังที่ 2 ที่ทั้งครอบครัวและมิตรน้ำหมึกติดปากเรียกอย่างรู้กันด้วยทำเลที่ตั้งเคียงคลองบางตลาด จังหวัดนนทบุรี จนราวปี 2523 ยุคตั้งไข่ของนิตยสาร BR (Bangkok Readers) ในฐานะบรรณาธิการหนุ่ม เขาก็สบโอกาสเดินทางพร้อมภรรยาขึ้นมาทำงานยังตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมดีงามชนิดที่ศูนย์กลางความสะดวกของประเทศนี้ก็หามาทดแทนให้ไม่ได้ จุดประกายให้ทั้งคู่เริ่มมองหาที่ทางสำหรับบั้นปลายชีวิตอันรื่นรมย์

แล้วก็เป็นไร่กาแฟและสวนเหมี้ยงทิ้งร้างผ่านวันเวลาจนดกครึ้มด้วยต้นไม้ใหญ่ กอไผ่ เถาวัลย์ และดอกไม้ป่า หรืออาจเป็นการง่ายกว่าที่จะอธิบายว่าผืนป่าขนาดย่อมอันอุดมสมบูรณ์แห่งนี้มีกรรมสิทธิ์ และดันเข้าตา หน้าผาหินวางตัวเป็นแนวยาวมีน้ำรินไหลผ่าประทับใจนักเขียน ส่วนภรรยาบอกกับเขาว่า หลงรักบรรยากาศชุ่มชื้นและสายน้ำแร่ธรรมชาติเย็นฉ่ำของที่นี้ไม่แพ้กัน พ่อเลี้ยงเจ้าของแปลงไม่ปล่อยให้ช่องว่างแห่งความลังเลทับถมอยู่นาน หยอดเรื่องราวสมัยยังสะพายกระบุงเก็บใบชาว่าตนมักแวะมาดื่มน้ำบ่อนี้เป็นประจำและรสชาติของมัน ‘ล้ำลำ’ เกินบรรยาย แน่นอน สิ่งนี้ทำให้การตัดสินใจง่ายยิ่งขึ้น

บ้านหลังที่ 3 ดำเนินการวางแปลนทันทีภายในปีเดียวกัน ’รงค์จัดสรรพื้นที่อย่างเคารพต่อธรรมชาติ ฝ่าความยากลำบากในขั้นตอนก่อสร้างเพราะปราศจากถนนหนทาง ไฟฟ้า หรือแม้แต่สัญญาณโทรศัพท์ กระนั้น เขาก็เชื่อมั่นว่าบ้านหลังนี้คงเป็นหลังสุดท้ายที่เขาจะเหนื่อยหน่ายอย่างมีความสุข

สวนทูนอิน
สวนทูนอิน
02

บ้านที่มีความรู้สึกและความคิด (ถึง)

“17.57 สามนาฑีรถด่วนกรุงเทพฯ – เชียงใหม่กำลังจะออกจากสถานี ผมกำลังเดินทางไปถึงความสูงเหนือระดับน้ำทะเลหลายพันฟิท (feet) บนภูเขา

ขอโทษ – ผมไม่อยากเขียนว่า – ฟิต (ต.เต่าสะกด)

ผมมีภาระต้องปลูกบ้านให้ผู้หญิงที่ผมรักในชีวิต!

หล่อนเป็นใคร?

ขออนุญาตไม่พูด!”

(จากหนังสือ พูดกับบ้าน : ’รงค์ วงษ์สวรรค์)

สวนทูนอิน

แม้ไม่มีคำตอบ แต่ผู้อ่านหลายท่านก็คงพอคาดเดาออกว่าหมายความถึง สุมาลี วงษ์สวรรค์ หรือ ‘ป้าติ๋ม’ สตรีผู้อยู่เคียงข้างนักเขียนหนุ่มตลอดกาลทั้งในงานเขียนเจ้าของบทบาท ‘มาดามวารินชำราบ’ และในชีวิตจริงที่ร่วมเผชิญทุกข์ สุข รวมถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเมื่อตัดสินใจย้ายมาอยู่อาศัยในบ้านบนดอย

“เราเคยสะดวกสบายที่กรุงเทพฯ เนอะ แล้วพอตอนนั้นที่ย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ๆ ก็รู้สึกว่าเหมือนกำลังถอยกลับไปใช้ชีวิตแบบสมัย 20 ปีก่อนเลย แต่ป้าติ๋มกับคุณ ’รงค์ก็ไม่ได้รู้สึกว่าคิดผิดนะ เพราะอุปสรรคพวกนี้มันเล็กน้อยมาก ก็แค่ต้องปรับตัวให้ได้ เราตกลงกันว่าจะสร้างบ้านโดยไม่โค่นต้นไม้ใหญ่ ไม่มีไฟฟ้าก็ใช้ตะเกียงให้แสงสว่าง มีเตาปิกนิกสำหรับทำครัว จากเคยหุงข้าวด้วยหม้อไฟฟ้าเสียบปลั๊กเดี๋ยวเดียวก็สุกให้ได้ทาน เปลี่ยนมาใช้หม้อตั้งบนเตาหุงข้าวไม่เช็ดน้ำ มีแฉะบ้าง ดิบบ้าง แต่สุดท้ายเราก็ชิน”

ค่อยๆ จูน ค่อยๆ อิน เรียนรู้ที่จะอยู่อย่างเข้าใจในวิถีธรรมชาติ ไม่แน่ว่าสิ่งนี้อาจเป็นแรงบันดาลใจให้ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ หยิบเสี้ยววลี ‘Tune in’ อันหมายถึงการร้อยสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ด้วยจิตใจบริสุทธิ์และเชื่อมโยงโลกภายนอกอย่างกลมกลืนเป็นหนึ่งจากคาถาของเหล่าฮิปปี้ “Turn on, tune in, drop out” ของ Timothy Leary มาตั้งชื่อให้บ้านป่าหลังนี้ว่า ‘สวนทูนอิน’

รอบรั้วอันร่มรื่นของสวนทูนอิน นอกจากเรือนพักอาศัยของครอบครัวแล้ว ที่นี่ยังมีลานอนุสาวรีย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และบ้านมิวเซียม ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ ’รงค์ตั้งใจสร้างไว้เพื่อเป็นเกียรติแด่ผู้ที่เขายกให้ “เป็นครูและพ่อโดยนิสัยและจิตใจ” รวมถึงห้องทำงานส่วนตัวของพญาอินทรี สถานที่ทิ่มแทงความครุ่นคิดเพื่อสร้างสรรค์งานเขียนมากมายจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่งป้าติ๋มและลูกชายยังคงดูแลรักษาไว้ให้อยู่ในสภาพดังเดิม ไม่ว่าจะเป็นหนังสือกองพะเนินเรียงรายล้อมโต๊ะทำงาน หรือเครื่องพิมพ์ดีดที่ปลดระวางไปตั้งแต่ปี 2552 สิ่งเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญสำหรับนักเขียนคนหนึ่ง และมีความหมายลึกซึ้งสำหรับคนรักและครอบครัว

สวนทูนอิน
สวนทูนอิน
03

ล้มตัวลงนอนที่สวนทูนอิน

ปัจจุบันสวนทูนอินแห่งนี้ไม่เพียงแต่ต้อนรับญาติมิตรวงการน้ำหมึกที่ยังระลึกถึงนักเขียนที่พวกเขาเคารพรัก ทว่าเร็วๆ มานี้ยังได้เปิดให้บริการบ้านพักในนาม ‘Tune In Home and Garden’ ต้อนรับนักทัศนาจรผู้อยากหลีกหนีความวุ่นวายในป่าคอนกรีต มาปรับจูนความรู้สึกนึกคิดท่ามกลางธรรมชาติเงียบสงบของป่าเขา

สวนทูนอิน
สวนทูนอิน

ในอดีตบ้านพักหลังนี้เคยเป็นเรือนรับรองแขกส่วนตัวของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ และเดิมทีมีชื่อเรียกว่า ‘Cicadas’ ที่หมายความถึง ‘จักจั่น’ สัตว์ที่มีชีวิตเพียงไม่กี่วันก็ลาลับ เช่นนักเดินทางที่รอนแรมมาแวะพักเพียงครู่ยามแล้วโบกมืออำลา

“หลังจากที่คุณ ’รงค์ไม่อยู่แล้วแขกส่วนตัวเราก็น้อยลงมาก ป้าติ๋มเลยคิดว่าน่าจะเปิดให้คนทั่วไปหรือนักท่องเที่ยวได้มาพักผ่อน ดีกว่าปล่อยให้บ้านมันทรุดโทรมไร้ชีวิตชีวา” ป้าติ๋มเกริ่นจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจปรับโฉมเรือนรับรองให้กลายเป็นบ้านพักขนาด 2 ห้องนอน ที่ให้อารมณ์แบบ English Cottage

สวนทูนอิน
สวนทูนอิน
สวนทูนอิน

ภายในบ้านมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบเท่าพึงมี ทั้งทีวี ตู้เย็น เครื่องทำน้ำอุ่น มุมนั่งเล่นและตั่งเอกเขนกริมชั้นหนังสือสูงท่วมศีรษะที่ผู้เข้าพักสามารถหยิบอ่านเท่าอ่านไหว ขาดเพียงเครื่องปรับอากาศที่ถึงมีก็คงไม่ได้ใช้ เพราะยากที่เปลวแดดจะฝ่าปอดของป่ามาทำลายบรรยากาศเย็นสบายตลอดปี

นอกจากความอุดมสมบูรณ์ของต้นไม้ใหญ่และธารน้ำใสไหลริน สวนทูนอินในอ้อมกอดธรรมชาติยังแต่งแต้มงดงามด้วยสีสันของดอกไม้

สวนทูนอิน
สวนทูนอิน

“แขกที่มามักบอกป้าติ๋มว่า ที่นี่มีแต่ดอกไม้แปลกๆ อย่างตรงนั้นก็มี ‘อโศกสปัน’ สีชมพูหวานที่กำลังบานในช่วงฤดูหนาว ‘เล็บมือนางสีขาว’ แย้มกลีบเฉพาะช่วงหน้าร้อน ส่วนต้นนี้เกิดเองตามธรรมชาติในสวนทูนอิน กลิ่นหอมระรื่นคล้ายดอกมะลิแต่เป็นเถาเลื้อย ป้าติ๋มไม่รู้ว่าเขาคือดอกอะไรก็เลยเรียกกันกับคุณ ’รงค์ว่า ‘มะลิป่า’ พอตกเย็นป้าติ๋มจะเก็บไปบูชาพระบ้าง เอาไปวางเตียงนอนคุณ ’รงค์บ้าง หรือบ้างเก็บใส่จานไปวางบนหัวเตียงให้แขก เพราะมะลิป่ากลางคืนจะหอมชื่นใจ ป้าติ๋มมีความสุขมากเวลาเขาบาน แล้วก็อยากแบ่งปันความสุขนี้ให้แขกที่มาพักบ้านเราด้วย”

ความสุขอีกอย่างที่จะพลาดไม่ได้หากมาเยือนยังสวนทูนอิน ก็คือการได้ลิ้มลองอาหารรสมือป้าติ๋มที่อร่อยสมคำร่ำลือ โดยอาหารของที่นี่ถูกบรรจุไว้ในหนังสือ เมนูบ้านท้ายวัง ซึ่งทุกเมนูเป็นสูตรลับเฉพาะที่ตกทอดมาจากแม่ของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ที่ป้าติ๋มรับช่วงสืบสานและทำให้ครอบครัวทานมาตลอด

สวนทูนอิน
สวนทูนอิน
สวนทูนอิน
สวนทูนอิน

สำหรับลูกค้าที่มาเป็นครั้งแรกทางร้านจะมีเมนูอาหารสำรับโบราณเสิร์ฟให้เปิดประสบการณ์ความอร่อยเป็นพื้นฐาน ประกอบด้วยเมนูเรียกน้ำย่อยประจำครอบครัววงษ์สวรรค์อย่าง ‘ม้าฮ่อ’ ก่อนตามมาด้วย ‘หน้าปลาแห้งแตงโม’ หวานฉ่ำสดชื่นที่ส่วนเปลือกยังถูกนำไปปรุงเป็น ‘แกงส้มเปลือกแตงโม’ พร้อม ‘ปลาตะเพียนทอดกับน้ำปลายำ’ เมนูปลาชนิดโปรดของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ที่นักเขียนชื่นชอบจนถึงขั้นนำมาเป็นสัญลักษณ์ประจำตัว ‘หมี่กะทิอุบล’ ‘ซี่โครงหมูอบกะหล่ำปลี’ ก่อนจบที่ ‘ข้าวเหนียวเปียกข้าวโพด’ ของหวานละมุนลิ้น

ให้ผู้มาพักได้ล้มตัวลงนอนที่สวนทูนอินอย่างอิ่มหนำและสำราญ

สวนทูนอิน

หมายเหตุ

ล้มตัวลงนอนที่สวนทูนอิน ที่เป็นชื่อบทความได้รับแรงบันดาลใจมาจากบทเพลง ‘ทูนอิน’ ของศิลปินวง Sleepy Eye ซึ่งถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดเมื่อคราวได้มาละเลียดวันเวลาในบ้านสวนแห่งนี้อย่างคมคาย บทเพลงดังกล่าวถูกนำมาขับขานเป็นครั้งแรกในพิธีเปลี่ยนแว่นหม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช งานสำคัญที่จัดขึ้นเพื่อระลึกถึงหนึ่งในปูชนียบุคคลของประเทศและเจ้าของบ้านเคารพนับถือ อีกทั้งยังเป็นวาระโอกาสที่ญาติมิตรน้ำหมึกของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ จะได้มาพบปะ สังสรรค์ ตำจอกกัน ณ สวนทูนอิน

Tune in Home and Garden

ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ บ้านพักในรังนอนสุดท้ายของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ หนึ่งในนักเขียนคนสำคัญของไทย พร้อมให้มาสัมผัสกับบรรยากาศรื่มรมย์ในอ้อมกอดขุนเขาและลิ้มลองสารพัดอาหารรสเลิศตำรับบ้านท้ายวัง สำรองห้องพักและที่นั่งได้ โทร 053879251, 0871852951

Writer

Avatar

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

Avatar

ชัยวัฒน์ ทาสุรินทร์

โด้เป็นช่างภาพดาวรุ่งจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นที่รักของเพื่อนๆ และสาวๆ ถึงกับมีคนก่อตั้งเพจแฟนคลับให้เขา ชื่อว่า 'ไอ้โด้ FC'

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load