บอย-อุเทน ศรีริวิ ลูกอีสานจากจังหวัดขอนแก่น ผู้กำกับภาพยนตร์ ผู้บ่าวไทบ้าน ทั้ง 4 เรื่อง

จากเด็กหนุ่มวัยหัวเลี้ยวหัวต่อที่ตัดสินใจออกจากมหาวิทยาลัยมาทำหนังด้วยแนวคิดเสมือนจริงแนวใหม่ เขาหยิบวัฒนธรรมอีสานมาปรุงให้นัวผ่านความรักของผู่สาวและผู่บ่าวไทบ้าน ทำให้ภาพยนตร์อีสานทุกเรื่องของเขาดังเป็นพลุแตก จนเกิดปรากฏการณ์ป่าล้อมเมืองของคอหนังชาวไทย ที่คนอีสานดูหนังของเขาแล้วอยากกลับบ้าน

อุเทน ศรีริวิ คนขอนแก่นที่ทำหนัง ผู้บ่าวไทบ้าน ให้คนอีสานดูแล้วคิดฮอดบ้านล้ายหลาย

ไม่เพียงคนอีสานดูหนังของเขาแล้วอยากกลับบ้าน แต่คนต่างถิ่นที่ได้ลิ้มรสความเป็นอีสานก็เกิดความคิดคล้ายกัน ทำไม ผู้บ่าวไทบ้าน ถึงสะกิดหัวใจคนทั่วประเทศ ไม่ใช่เพราะโชคเข้าข้าง แต่เนื้อเรื่องที่เขาสื่อสารนั้นเป็นความจริง จริงตั้งแต่ก้นบึ้งของความเป็นคนอีสาน คนอีสานที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็นคนใช้แรงงาน ความบันเทิงและความสนุกสุดขีด เป็นสิ่งเดียวที่พวกเขามี มีมากพอจะกลบเกลื่อนความความจริงเหล่านั้นได้ต่างหาก

เรากำลังพาคุณกลับบ้านไปทำความรู้จักวัฒนธรรมอีสาน ผ่านคนอีสานที่ทำหนังอีสานเพื่อคนอีสาน

เอ้า จ้วดดด!

บอย อุเทน ศรีริวิ คนขอนแก่นที่ทำหนัง ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’ ให้คนอีสานดูแล้วคิดฮอดบ้านล้ายหลาย

ผู่บ่าวซำน้อย

“ผมอยากทำหนังแมส แต่อินดี้” เราทวนคำพูดของเขา ‘แมส แต่อินดี้’

“ใช่” ผู้กำกับเลือดอีสานยืนยันคำตอบ

“ทำหนังอีสานจะแมสได้ยังไง ทำไมไม่ทำหนังผีหรือหนังตลก” เราถามทันทีด้วยความสงสัย

“ผมคิดตามจำนวนโรงภาพยนตร์และตามจำนวนคนดูในอีสาน ปัจจุบันโรงภาพยนตร์ในอีสานเพิ่มขึ้นเยอะมาก คนอีสานชอบดูหนังนะ ผมว่าเป็นผลพวงจากสมัยก่อนที่เขาชอบออกไปดูหนังกลางแปลง” ผู้กำกับตอบ

“ถ้าลองนึกดู ตอนนั้นมีหนังอีสานไม่กี่เรื่อง พี่หม่ำ (เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา) ทำ แหยม ยโสธร เขาไม่ขาดทุน พี่บิณฑ์ (บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์) ทำ ปัญญา เรณู เขาไม่ขาดทุน ที่สำคัญคนอีสานชอบ ผมเลยตัดสินใจมาทางนี้”

ก่อนจะตบเท้าเข้าวงการจอเงิน บอยเป็นเด็กหนุ่ม ปวส. สาขาอิเล็กทรอนิกส์ เขาเลือกเรียนตามคำบอกเล่าของพ่อ ที่ยึดวิชาช่างซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นอาชีพ ด้วยกลิ่นไม่อภิรมย์ของตะกั่วทำให้เขาเบนเข็มชีวิตในระดับมหาวิทยาลัย บอยเห็นโบรชัวร์ประกาศรับสมัครนักศึกษาวิชาภาพยนตร์ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เขาไม่ลังเลและตัดสินใจลงสมัครหลักสูตรเทียบโอนหน่วยกิต ไม่ง่าย เพราะพ่อไม่เห็นด้วยกับการเลือกรอยเท้าเองของเขา และหน่วยกิตหลักสูตรอิเล็กทรอนิกส์เทียบโอนกับหลักสูตรภาพยนตร์ไม่ได้

เขาดึงดันขอพ่อเรียน จนสุดท้ายบอยยอมเรียนหลักสูตรภาพยนตร์ใหม่ทั้งหมดเป็นเวลาเกือบ 5 ปี

ไม่ทันจบการศึกษาในปีสุดท้าย เขาชิงออกมาทำงานก่อนเพื่อนร่วมรุ่น

“ผมออกมาก็เป็นฟรีแลนซ์ เป็นเด็กอาร์ต ทำพร็อป เป็นตากล้องงานอีเวนต์ ไม่เกี่ยวกับหนังเลย

“แต่ผมยังอยากทำหนัง ผมชอบหนังเฮ้าส์แบบพี่เจ้ย (อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) แบบพี่ต้อม (เป็นเอก รัตนเรือง) แต่มีคำถามในใจว่าหนังแบบนั้นได้เงินจริงเหรอ ผมอยากทำหนังให้ได้เงิน อันนี้เรื่องจริงนะ บวกกับผมยังไม่มีโปรไฟล์เกี่ยวกับการทำหนัง ผมรู้ว่าถ้าไปทางอาร์ตเฮ้าส์ผมไม่ได้เงินหรอก รางวัลไม่รู้จะได้หรือเปล่า ได้ฉายก็ดีใจแล้ว ผมเลยอยากทำหนังแมส แต่อินดี้” บอยเล่า

บอย อุเทน ศรีริวิ คนขอนแก่นที่ทำหนังให้คนอีสานดูแล้วคิดฮอดบ้านล้ายหลาย

ผู้บ่าวไทบ้าน

หนุ่มขอนแก่นเริ่มต้นทำหนังแบบคนไม่รู้ รอบตัวเขามีแต่ ลาบ ต้มไก่ เหล้าขาว 40 ดีกรี และการเจอหมู่ (เพื่อน)

“อาหาร เพื่อนฝูง คนอีสานจะวนอยู่แบบนี้ เป็นอัตลักษณ์พื้นถิ่นมาก ผมนั่งคุยกับทีมงานว่าจะทำหนังเรื่องอะไรดี มีคนหนึ่งถามขึ้นมาว่า ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’ คืออะไร พอมีการตั้งคำถาม มันก็น่าสนใจ งั้นผมจะทำหนังอีสาน เอาชื่อนี้เลย

“ผมทำรีเสิร์ชประมาณหนึ่งเดือนก่อนเขียนบทหนังสั้น พอถ่ายทำเสร็จก็ตัดทีเซอร์ลงเฟซบุ๊ก ยูทูป ผมเป็นคนชอบตัดทีเซอร์ เลยตัดอยู่เจ็ดถึงแปดตัว ตอนนั้นยังไม่ปล่อยตัวเต็ม คนก็เข้ามาคอนเมนต์ว่า ฉายเมื่อไหร่ รอดู ผมเลยสร้างเพจขึ้นมา มีคนติดตามเป็นแสน ขายเสื้อได้เป็นพันตัว ผมคิดว่ามันเริ่มไม่ธรรมดาแล้ว” ผู่บ่าวอธิบายจุดเริ่มต้น

7 – 8 ปีก่อนไม่มีใครคิดจะทำหนังอีสานเพื่อคนอีสานตัวเล็ก ตัวน้อย ในเมืองใหญ่

แต่บอยหยิบประเด็นและเหตุการณ์ที่เขาเห็นตั้งแต่เด็ก มาถ่ายทอดเป็น ผู้บ่าวไทบ้าน อีสานอินดี้ หนังรักสไตล์อีสาน ว่าด้วยผู้บ่าวไทบ้าน กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ยอมไปไหน ยืดหยัดจะอยู่เพื่อพัฒนาหมู่บ้าน พัฒนาด้วยความไม่รู้

“พระเอกเป็นตัวแทนของผู้บ่าวไทบ้าน กำลังรอแฟนกลับมา แต่แฟนกลับมาพร้อมสามีฝรั่ง เรื่องพวกนี้เป็นชีวิตประจำวันของคนอีสาน ผู้หญิงไปทำงานในกรุงเทพฯ พัทยา มักจะได้แฟนฝรั่งกลับมาด้วย สักพักก็เลิกกัน แล้วหาสามีไทย วนเป็นวัฏจักรแบบนี้ น้อยคนจะอยู่กันยาว บางหมู่บ้านถ้าขับรถเข้าไปจะเห็นเลยฝั่งหนึ่งธงอังกฤษ ฝั่งหนึ่งธงอเมริกา 

บอย อุเทน ศรีริวิ คนขอนแก่นที่ทำหนัง ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’ ให้คนอีสานดูแล้วคิดฮอดบ้านล้ายหลาย
บอย อุเทน ศรีริวิ คนขอนแก่นที่ทำหนัง ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’ ให้คนอีสานดูแล้วคิดฮอดบ้านล้ายหลาย

“ผมว่าประเด็นนี้น่าสนใจ มีจริง มีเยอะ ผมไปไหนก็เจอแบบนี้ เพื่อนได้สามีฝรั่ง พี่ของเพื่อนได้สามีฝรั่ง น้องสาวของเพื่อนก็ได้สามีฝรั่ง กลายเป็นค่านิยม คนยกยอปอปั้น ถ้าไม่มีผัวฝรั่งก็ไปดิ้นเอาในโรงงาน มันเลยพัฒนาเป็นกระจุก”

หนังเรื่องแรกที่เขาลงทุนควักเงิน ขายของรักของหวงเพื่อสร้างมันขึ้นมา กำลังสะท้อนการเดินย่ำอยู่กับที่ผ่านไดอะล็อกของนางเอกที่บอกว่า ‘ถ้าอยู่กับคุณมันไม่มีอนาคตหรอก’ พระเอกตอบกลับว่า ‘จะรวยได้ยังไง คนเรียนสูงก็ไปพัฒนาองค์กรเขา ไม่กลับมาพัฒนาหมู่บ้าน ผู้บ่าวไทบ้านมันก็อยู่แค่นี้แหละ’ หลังจากเรื่องแรกออกโรงฉายในอีสาน 5 จังหวัด ก็เกิดปรากฏการณ์ป่าล้อมเมือง คนกรุงเทพฯ เรียกร้องให้ขยายโรงภาพยนตร์และรอบฉายจนเต็มทุกที่นั่ง! 

“ตอนจบของหนังนางเอกก็หนีไปกับสามีฝรั่ง ผมเลยอยากให้คนอีสานกลับมาดูกำพืด กลับมาดูรากเหง้าของตัวเอง ช่วงนั้นเลยเกิดปรากฏการณ์คนอีสานที่อยู่ต่างถิ่นเขาอยากกลับบ้านหลังจากดูหนัง ผู้บ่าวไทบ้าน ของผม” 

บอย อุเทน ศรีริวิ คนขอนแก่นที่ทำหนัง ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’ ให้คนอีสานดูแล้วคิดฮอดบ้านล้ายหลาย

ผู้บ่าวไทบ้าน 2 3 และ 4

หนังอีสานเรื่องถัดมาของหนุ่มขอนแก่นยังคงทำหน้าที่เล่าขานวัฒนธรรมอีสานในมุมมองผู้บ่าวไทบ้านให้คนอีสานต่างถิ่นดูคลายความคิดฮอด อย่าง ผู้บ่าวไทบ้าน 2 ตอน แจกข้าวหาแม่ใหญ่แดง ที่พูดถึงการปะทะกันของสงครามความบันเทิงระหว่างหมอลำกับ K-Pop บอยอยากสื่อสารเรื่องการปิดตัวและปรับตัวของคณะหมอลำ ในวันที่ผู่สาวซำน้อยและผู่บ่าวซำน้อยหันมาคัฟเวอร์เพลงของศิลปินเกาหลี ผ่านงานบุญแจกข้าว งานใหญ่ที่จัดเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษ

หลังจากนั้นเพียง 2 ปี เขาสร้าง ผู้บ่าวไทบ้าน 3 หมาน แอนด์ เดอะ คำผาน เพื่อบอกเล่าเรื่องระบบนายทุนและกลุ่มคนตัวเล็กในอีสานที่ต่อสู้กับทุนนิยม เขาได้แรงบันดาลใจระหว่างขับรถกลับบ้านที่ขอนแก่น

“ช่วงนั้นขับรถกลับขอนแก่น เดือนมกราฯ เขาตัดอ้อยกัน แล้วจะเอาอ้อยขนใส่รถแต๊กแต๊กไปส่งรถบรรทุก-รถพ่วง ที่รับซื้ออ้อยจากโรงงาน แล้วอ้อยมันหล่นตามถนน ผมเลยเขียนหนังด่าแม่งเลย” เขาหัวเราะ “ผมอยากทำ แค่นั้นแหละ”

บอย อุเทน ศรีริวิ คนขอนแก่นที่ทำหนัง ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’ ให้คนอีสานดูแล้วคิดฮอดบ้านล้ายหลาย
บอย อุเทน ศรีริวิ คนขอนแก่นที่ทำหนัง ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’ ให้คนอีสานดูแล้วคิดฮอดบ้านล้ายหลาย

หนังแอคชั่นตลกร้าย กำลังสมมติสถานการณ์ที่มีโรงงานน้ำตาลมาตั้งในหมู่บ้าน แถมให้ราคาดีกว่าข้าว คนเลยหันมาปลูกอ้อย แต่เจ้าของโรงสีดันไม่พอใจ ไม่อยากขายที่ให้ ซึ่งที่ผืนนั้นเป็นของพระเอกที่ยายโอนที่ดินไว้ให้ก่อนตาย บวกกับผู่บ่าวไทบ้านอยากแต่งงาน ผู่สาวเรียกสินสอด 3 แสน เดือนร้อนให้พระเอกเอาที่ไปจำนอง แต่เจ้าของโรงสีให้ 1 ล้าน กลายเป็นเรื่องราวการต่อสู้ตามหาโฉนด ที่ผสานระบบนายทุนกับเรื่องราวความรักและมุกตลกสร้างเสียงฮา

ปีนี้เขากลับมาพร้อม ผู้บ่าวไทบ้าน อีสานจ้วด มี โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ นักแสดงสังกัดนาดาวบางกอก และ แอน อรดี ราชินีหมอลำยุคใหม่ มาเป็นตัวแทนของผู่บ่าว-ผู่สาวในวัยที่อยากกลับมาอยู่บ้าน กลับมาดูแลพ่อแม่ กลับมาซ่อมแซมบางอย่างที่ขาดหายไป บอยเขียนบทให้พระเอกเป็นหนุ่มอีสานที่ลาออกจากงานในจังหวัดชลบุรี กลับบ้านมาดูแลแม่ที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ เขาพบรักกับสาวโรงงานที่ทำทุกทางเพื่อให้พ่อที่ขับรถแท็กซี่ในกรุงเทพฯ กลับบ้านมาอยู่กับครอบครัว

หนังทุกเรื่องของผู้กำกับเลือดอีสาน คัดเลือกนักแสดงและทีมงานระดับมืออาชีพ อาทิ อาร์ตี้-ธนฉัตร ตุลยฉัตร, เต๋า-ภูศิลป์ วารินรักษ์, กระต่าย พรรณนิภา ศิลปินสาวอีสานมากฝีมือที่มีชื่อเสียงในโลกโซเชียลระดับร้อยล้านวิว มาร่วมถ่ายทอดอารมณ์บนบทหนังขนาดยาว และคนที่ติดตามศิลปินอีสานชื่อดังก็เป็นกลุ่มเป้าหมายคนดูที่เขาต้องการ การแสดงและสำเนียงเว้าอีสานขนานแท้เลยเป็นความสมจริงอย่างไม่ขัดเขินที่เขามอบให้กับคอหนัง

“คุณทำหนังอีสานที่ใช้คนอีสานมาเป็นนักแสดง แสดงว่าคุณเดาออกว่าคนอีสานอยากดูอะไร” 

“มันเป็นสูตรอย่างหนึ่ง แต่คนจะดูหรือไม่ดูก็อีกเรื่องหนึ่ง” ผู้กำกับตอบปนเสียงหัวเราะ

บอย อุเทน ศรีริวิ คนขอนแก่นที่ทำหนัง ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’ ให้คนอีสานดูแล้วคิดฮอดบ้านล้ายหลาย

อีสานคักคัก

“ต้องเหล้าขาวนะ ถ้าใช้คำว่าผู้บ่าวไทบ้าน”

มีคนบอกบอยว่าเขาเป็นกลุ่มคนทำหนังอีสานกลุ่มแรกที่ฉายภาพ ‘เหล้าขาว’

“การนั่งดื่มเหล้าขาวกับประโยคที่บอกว่า ‘สารคามน้ำบ่ต้อง’ มันเข้าถึงวัฒนธรรมคนอีสานจริงๆ นะ ถึงขนาดมีคำบอกว่า คนดื่มเหล้าสีเป็นคนสำอาง ดื่มเบียร์จะเป็นคนอีกแบบหนึ่ง ยิ่งดื่ม 40 ดีกรี แล้วนั่งกินตรงเถียงนาหรือตามทุ่งที่คนในหมู่บ้านใช้นั่งประชุม สังสรรค์ วัยรุ่นนั่งจีบกัน มันยิ่งเรียล เหมือนเป็นบ้านหลังที่สองไว้พักผ่อนหย่อนใจ”

นอกจากเครื่องดื่มไร้สีดีกรีแรงที่ฉายภาพความเป็นอีสานอย่างตรงไปตรงมา หนังของเขายังซ่อนความจริงที่กลายเป็นภาพจำของคนต่างถิ่น อย่างความแห้งแล้ง คนใช้แรงงาน ผู่สาวกับสามีตาน้ำข้าว และคนอยากกลับบ้าน

“หนังของผมจำลองความเป็นคนอีสานที่อยู่ห่างจากตัวเมือง ผมเป็นคนขอนแก่น ทุกวันนี้ขอนแก่นเทียบเท่ากับกรุงเทพฯ แต่ถ้าคุณขับรถออกไปประมาณห้าสิบกิโลเมตร ความแตกต่างชัดเจน จากทางลาดยางจะเป็นทางลูกรัง เห็นควาย เห็นความแห้งแล้ง ถ้าคุณขับลึกเข้าไปอีก คุณจะเห็นยายกับหลานนั่งบนแคร่ใต้ถุนบ้าน เหงาๆ เศร้าๆ แต่ถ้าคุณขับเข้าไปอีก จะเห็นบ้านร้าง ลูกหลานเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ ชลบุรี ระยอง ส่งแค่เงินกลับบ้าน ถ้าอิน คุณจะร้องไห้ทันที

บอย อุเทน ศรีริวิ คนขอนแก่นที่ทำหนัง ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’ ให้คนอีสานดูแล้วคิดฮอดบ้านล้ายหลาย

“ห่างจากตัวเมืองไป ชีวิตเป็นแบบนี้ทั้งหมด บ้านร้าง คนแก่เลี้ยงหลาน มันกันดารและแห้งแล้ง หลังจากฤดูเก็บเกี่ยว เขามีแค่บ่อน้ำเล็กๆ ที่ช่วงปีใหม่จะสูบน้ำออกแล้วจับปลามากิน เพื่อต้อนรับลูก ต้อนรับญาติที่มาจากกรุงเทพฯ

“เพราะว่างานกระจุกตัวในเมือง เขาต้องดิ้นรนหางาน สุดท้ายกลายเป็นคนใช้แรงงาน นี่แหละชีวิตคนอีสาน”

ถ้าอิน คุณจะร้องไห้ทันที เราคิดทบทวนคำพูดของเขาในใจ

“ปัจจัยเดียวคือเงิน ถ้าไม่มีเงิน เป็นผู้บ่าวไทบ้านก็ปากกัดตีนถีบ ทำไร่ ทำนา ปลูกอ้อย ปลูกมัน เป็นกรรมกรรับจ้างทั่วไป ไม่ทำก็อดตาย แต่คนอีสานเขาไม่ย่อท้อหรอก เขามีความบันเทิงสูงสุด มีไว้เพื่อกลบเกลื่อนความแร้นแค้น”

เรามักเห็นภาพคนอีสานออกลวดลายหน้าฮ่าน (หน้าเวที) โยกย้ายบนรถแห่ และร่ำสุราราคาถูกแต่ออกฤทธิ์สยบความเครียดฉับพลัน บ้างก็ดื่มบรรเทาอาการคลายเส้นหลังทำงานหนักตลอดวัน คนอีสานเลยม่วนซื่นกับทุกความบันเทิง

“ตอนเขียนบท ผมคิดแค่ว่าผมเป็นคนอีสานคนหนึ่งที่เห็นเหตุการณ์พวกนี้มาตลอด” บอยย้ำสิ่งที่เขาเล่าทั้งหมด

บอย อุเทน ศรีริวิ คนขอนแก่นที่ทำหนัง ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’ ให้คนอีสานดูแล้วคิดฮอดบ้านล้ายหลาย
โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ พระเอก ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’

เมือบ้าน

“คุณคิดว่าอะไรเป็นเหตุผลให้คนอีสานอยากกลับบ้าน หลังจากดูหนังของคุณจบ” เราถาม

“ถ้าคุณเป็นคนอีสานเข้ามาทำงานในเมือง หนึ่งปีกลับบ้านครั้งเดียว เนื้อหาที่อยู่ในหนังคุณจะอิน เพราะเขาไม่เห็นแบบนั้นมานาน แต่เขาเคยผ่านมาหมดแล้วนะ มาเห็นอีกทีในรูปแบบของภาพยนตร์ เลยทำให้เขาอยากกลับบ้าน

“ชีวิตเขาในเมืองกลับจากทำงานก็อยู่ในห้องแคบๆ นอน ตื่นเช้าไปทำงาน วนอยู่อย่างนั้น ในหนังของผมฉายภาพการสังสรรค์ มีเพื่อน มีกับข้าวแบบอีสานแท้ๆ มีทางเข้าหมู่บ้านแบบนี้ เขาเห็นแล้วนึกถึงตัวเอง ยิ่งชีวิตเขาเหมือนกับตัวละครที่ผมเซ็ตขึ้นมา เขาจะอินเป็นพิเศษ คล้ายกับว่าเขากำลังนั่งดูตัวเอง เพราะมันเป็นเขา มันทำมาเพื่อเขา” บอยตอบ

“แล้วคุณมั่นใจว่าคนอีสานต่างถิ่นจะกลับบ้านได้จริงหรอ”

“ยาก” เขานิ่งคิดก่อนจะเสริมว่า “เขาไม่สามารถกลับไปพัฒนาบ้านเกิด เพราะภารกิจหน้าที่การงาน อย่างคนขับแท็กซี่ที่ผมเคยคุยด้วย เขาบอกว่า เขาอยากกลับ แต่เขากลับไม่ได้ เพราะกู้หนี้ยืมสิ้นอยู่ที่กรุงเทพฯ ลูกก็อยู่ที่นี่ เมียก็ทำงานอยู่ที่นี่ บางคนหมดหนี้แล้วก็กลับไม่ได้ เพราะหนี้ใหม่ก็เกิดขึ้นมาอีก มันเลยเป็นการส่งเงินกลับบ้าน ส่งเงินไปสร้างบ้านให้พ่อแม่ ส่วนมากเขาไม่อยู่หรอก จะอยู่บ้านไม้เถียงเล็กๆ ของเขา พอพ่อแม่ตายบ้านก็ร้าง มันก็วนเข้าอีหรอบเดิม”

โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ พระเอก ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’

“การเกิดขึ้นของ ผู้บ่าวไทบ้าน เป็นการกลับบ้านไปพัฒนาบ้านเกิดคุณด้วยหรือเปล่า”

“มีส่วนนะ การทำสื่อของผมทำให้คนอิน เขาคล้อยตาม ถ้าผมทำ คุณทำ คนนู้นทำ คนนี้ทำ พอหลายคนทำเยอะเข้า มันก็ทำให้คนอีสานได้ฉุกคิดในหลายมุมมอง มันอาจจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงความคิดเขาได้ ไม่ช้าก็เร็ว” 

“แล้วเป้าหมายที่คุณอยากพา ผู้บ่าวไทบ้าน ไปให้ถึงคืออะไร”

“ผมมีเพื่อน มีพี่เป็นครูเพลง เป็นนักกวี เขาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับอีสาน ผมเลยทำในสิ่งที่ผมถนัด ผมทำหนังให้คนอีสานกลับมาคิดทบทวนความเป็นตัวตนของเขา เพื่อเปลี่ยนทัศนคติบางอย่างให้เขาอยากกลับบ้าน ถ้าอยู่ในเมืองเขาต้องติดกับดัก กับดักที่เรียกว่า ‘เงิน’ ยิ่งเขาหยั่งรากแก้วลงไปลึกมันก็ยากที่จะถอน การทำหนังของผมครั้งนี้ ผมทำหนังวัยรุ่นให้เขาดูตั้งแต่วัยเรียน เพื่อส่งสารบอกเขาว่ากลับไปอยู่บ้านเถอะ กลับมาพัฒนาบ้าน กลับมาพัฒนาองค์กรที่บ้าน

“สุดท้ายผมก็ไม่รู้ว่าบ้านเมืองอีสานจะเป็นยังไง แต่ผมรู้ว่าถ้าเขากลับบ้าน เขาพาความเจริญกลับมาด้วย เขาหอบความรู้กลับมาด้วย ผมอยากให้เขากลับมาสร้างงาน สร้างตัวที่บ้านเกิดของเขา” บอยเล่าสิ่งที่หวังไว้หมดเปลือก

พลังของหนุ่มเลือดอีสานที่ตั้งใจทำหนังอีสานเพื่อคนอีสานสูบฉีดแรงกล้ามากกว่าที่เราคิด

การเบนเข็มชีวิตและนั่งตัดทีเซอร์หนังสั้นมากถึงแปดตัวพาเขาเดินทางสู่จุดหมายที่ธรรมดาและเรียบง่าย

จะมีผู้กำกับสักกี่คนในประเทศไทยที่ทำหนังให้คนอีสานทั่วประเทศดูแล้ว ‘คิดฮอดบ้านล้ายหลาย’

บอย อุเทน ศรีริวิ คนขอนแก่นที่ทำหนัง ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’ ให้คนอีสานดูแล้วคิดฮอดบ้านล้ายหลาย

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เสียงรองเท้าส้นสูงก้าวฉับไวดังนำมาก่อน

ก่อน ก้อย-อรัชพร โภคินภากร จะปรากฏตัวให้เห็น

นักแสดงที่เล่นบทตลกได้อยู่หมัดไม่ห่วงสวย ส่งผลให้ละครคอเมดี้กลายเป็นภาพจำของเธอ 

แต่ถัดจากหลังจอแก้ว และหลังจอมือถือ ก้อยก็มักปรากฏตัวอยู่หน้าม่าน, แสดงละครเวที ศาสตร์ที่เธอบอกว่ามันเติมเต็มความเป็นมนุษย์บางอย่างให้ชีวิต ทั้งยังเขียนบทละครอีกต่างหาก

จากที่คิดว่าคงจะคุยกันเรื่องเบา ๆ มีเสียงหัวเราะดังสลับบ้างเป็นระยะ บทสนทนาก็ผ่านไปร่วม 2 ชั่วโมง เข้มข้น หนักแน่น จนต้องบังคับให้มันจบลงเพราะเธอมีงานต่อตลอดวัน

เป็นจริงตามที่เคยเห็น ก้อยฉะฉานในคำตอบ ใช้เวลาคิดไม่นาน ทุกอย่างเป็นขั้นเป็นตอนจนบอกได้ว่า ผู้หญิงคนนี้ผ่านการทบทวนตัวเองมามากขนาดไหน 

อาจดูแข็งแกร่ง เข้าใจชีวิตกว่าใคร รวดเร็วเหมือนเสียงฝีเท้า แต่ไม่ใช่ 

ก้อยยังคงเปราะบาง ไวต่อความรู้สึก น้ำตารื้นขึ้นมาง่าย ๆ เมื่อพูดถึงเรื่องในใจที่เธอหวาดกลัวมากที่สุด แม้จะผ่านการจินตนาการถึงมาแล้วไม่รู้ต่อกี่ครั้ง เพราะภายใต้ทุกการตัดสินใจ คือการแบกความคาดหวังของทุกคนไว้บนบ่า 

จากเด็กที่ถูกความรักของแม่โจมตีอย่างหนัก เธอเติบโตมาเป็นก้อยผู้ไม่แพ้ 

วันนี้ เธออนุญาตให้ตัวเองอ่อนแอ ปล่อยวางชีวิตที่เคยบีบรัด แต่ยังคงยึดถือผู้พิทักษ์หนึ่งเดียวของเธอไว้ 

ซึ่งก็ไม่แปลก คนเราควรจะมีอะไรไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจบ้าง

สิ่งที่แปลกคือ ผู้พิทักษ์ของเธอไม่ใช่อัศวินขี่ม้าขาวหรือเทวดารูปหล่อ แต่เป็นอัตตาของตัวเอง

แด่แม่ และตัวตนที่แหลกสลายของ ก้อย อรัชพร นักแสดงที่มีอีโก้เป็นผู้พิทักษ์ของชีวิต
แด่แม่ และตัวตนที่แหลกสลายของ ก้อย อรัชพร นักแสดงที่มีอีโก้เป็นผู้พิทักษ์ของชีวิต

ความฝันของคนอื่น

ความฝันวัยเด็กของคุณคืออะไร

พ่อแม่อยากให้เป็นหมอ เราก็ตอบทุกคนว่าอยากเป็นหมอมาตลอด แต่ดันสอบไม่ติด 

เราเป็นพวกชอบการแข่งขัน แม่จะอวยยศให้เรามีความแข่งขันสูง พอสอบไม่ติดก็เฟลมาก ถามตัวเองต่อว่ากูจะยังไงดี แล้วก็มีคนมาบอกให้ไปเรียนนิเทศ เพราะไลฟ์สไตล์เราดูเป็นงั้น ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่านิเทศเรียนอะไร รู้แค่ว่า ฉันจะไม่เป็นหมอแล้ว เพื่อเสริมอีโก้บางอย่างของเราว่ากูก็ไม่ได้แพ้ใคร ชิ่งไปอีกทาง คิดว่าถ้าต้องเป็นหางเสือ กูขอเป็นหัวหมาดีกว่า (หัวเราะ) 

เคยคิดไหมว่าอยากเป็นอะไรในอนาคต

คิดน้อยมาก เราเป็นเด็กที่วิ่งตามค่านิยมสุด ๆ 

ไม่รู้ว่าเด็กที่ดีคืออะไร แต่ฉันต้องโตมาเป็นเด็กที่ดี ต้องได้รับคำชม เราแค่ชอบผลลัพธ์จากการเป็นเด็กดี สอบก็ต้องสอบให้ที่ดี ๆ 

ทำเพราะอยากรู้สึกดีกับตัวเอง หรืออยากให้พ่อแม่ภูมิใจมากกว่ากัน

สุดท้ายไม่ว่าจะเพราะตัวเองหรือพ่อแม่ มันวิ่งกลับมาที่ตัวเองอยู่ดี แต่การทำให้พ่อแม่ภูมิใจค่อนข้างเป็นแรงผลักดันหลัก เรารู้สึกว่าเขารักเรา แล้วเราก็อยากให้เขามีความสุข ซึ่งเขามีความสุขจริง ๆ เวลาเราเรียนได้ดี 

ได้ความทะเยอทะยานแรงกล้ามาจากไหน

แม่ 

บ้านเรามีแม่เป็นช้างเท้าหลังมาก ๆ พ่อให้แม่เราออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงลูกตามวัฒนธรรมไทย แล้วการที่ผู้หญิงคนหนึ่งมีความฝัน มีความต้องการบางอย่างของตัวเอง แต่ต้องทิ้งทั้งหมดเพื่อออกมาเลี้ยงลูกหนึ่งคน มันเป็นความจริงที่กระแทกเข้าหาเรา 

บางทีเป็นความรักที่ล้นหลาม เราอยากให้แม่แบ่งความรักไปให้ตัวเองบ้าง เรารู้สึกว่า เชี่ย มีคนที่เสียสละทุกอย่างเพื่อเราขนาดนี้ กูต้องให้อะไรคืนเขากลับไปบ้างแหละ เราคงได้ความทะเยอทะยานมาจากเขา ยิ่งแม่เราเคยเส้นเลือดในสมองแตก ยิ่งทำให้รู้สึกว่าพลังงานมหาศาลที่อยู่ในตัวเราจะต้องทำให้แม่ฟื้นขึ้นมาภูมิใจและรักเราให้ได้

แด่แม่ และตัวตนที่แหลกสลายของ ก้อย อรัชพร นักแสดงที่มีอีโก้เป็นผู้พิทักษ์ของชีวิต

เมื่อความสำเร็จไม่มีแบบแผน (แล้วคุณจะทำยังไง?)

ก่อนหน้าที่จะรู้จักกับการนักแสดง คุณมองอาชีพนักแสดงไว้ว่ายังไง 

เป็นอาชีพที่สนุกแล้วก็ดัง เราเป็นคนดูละครไทยทุกเรื่อง ทุกช่อง เราชอบทำโชว์ให้ที่บ้าน ชอบการแสดงตั้งแต่เด็ก แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าอาชีพนี้รวยหรือไม่รวย แค่เขาโดดเด่นเหลือเกิน 

ทำโชว์อะไรให้ที่บ้านดู

บ้านเราเลี้ยงมาแบบทุกคนทำงานของตัวเอง พอเสาร์อาทิตย์ก็จะฝากเราไว้กับยาย เราได้เจอหลานคนอื่น ๆ แล้วก็รวมกลุ่มกันทำโชว์ สาวน้อยในตะเกียงแก้ว อังกอร์ พจมาน 

เรามีพี่สาวหัวโจกที่เป็นนางเอกทุกเรื่องที่กูอยากเป็นมาก นางเป็นคนจัดสรรว่าฉันจะเป็นพจมาน แกเป็นหญิงเล็ก แล้วก็มีน้องชายที่ไม่มีทางเลือกแต่ต้องเล่นด้วย เราเลยติดพื้นฐานกล้าแสดงออกมา ซึ่งคนที่บ้านก็ไม่ทำอะไรนอกจากอวย (ปรบมือ) 

ถ้าชอบการแสดงขนาดนั้น ทำไมถึงเลือกเรียน PR ในมหาวิทยาลัย

หนึ่ง เราเป็นคนเพลย์เซฟนะ ติดความมั่นคงมาก ซึ่งจริง ๆ มันเกิดจากแม่นั่นแหละ พอเราสอบหมอไม่ติด แม่ก็อยากให้เราได้เกียรตินิยม 

สอง สิ่งที่รู้คือนักแสดงไม่ใช่อาชีพที่เราเลือกได้ขนาดนั้น แต่ PR เราเลือกได้นะถ้าเก่งมาร์เกตติ้งมาก ๆ 

แสดงว่าคุณก็มีความคิดอยากเป็นนักแสดงเหมือนกัน

เราอยาก แต่คนอื่นไม่อยากให้เราเป็น เพราะฉะนั้นเราก็เอาตัวรอดก่อนแล้วกัน

แต่พอเรียน PR ก็หาลู่ทางมาแสดงละครเวทีจนได้

คือชีวิตจับพลัดจับผลูแบบงง ๆ ข้อดีคือเราทำกิจกรรมเยอะมากที่แสดงให้เห็นว่าเราพอเล่นได้ แล้วก็ต่อยอดมันไปเรื่อย ๆ เล่นละครเวทีอยู่ดี ๆ ผู้กำกับ ฮอร์โมนฯ ก็มาดูเราแล้วเขาก็ชวนไปแคส 

จำได้ไหมว่าละครเวทีเรื่องแรกมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร

เรื่องที่เล่นจริง ๆ จัง ๆ คือ ปิ๊กกะแอน เป็นละครเวทีใหญ่ของนิเทศจุฬา เรารับบทเป็น น่ารัก เด็กหญิงในแก๊งเด็กผู้ชาย ซึ่งกำลังมีความรักครั้งแรก 

ช่วยวิจารณ์การแสดงของก้อยคนนั้นหน่อย

โอ้ย (ถอนหายใจ) โฟกัสไม่ถูกที่ถูกทาง 

เรามีความเป็นเพอร์เฟกต์ชันนิส 1 + 1 = 2 วิทยาศาสตร์ ร่างกาย ทุกอย่างมีเหตุผล เพราะฉะนั้นในการแสดงเราจึงพยายามหาวิธีว่าการเล่นให้ดีคืออะไร แล้วเราก็ต้องไปถึงจุดนั้นให้ได้ แต่พอทำจริงแล้วมันไม่ใช่ มันไม่มีดีหรือไม่ดี มันมีแต่ชอบหรือไม่ชอบ 

การเล่นละครเวทีเรื่องแรกของเราจึงทรมานมาก เพราะเราหาไม่เจอว่าการแสดงที่ดีคืออะไร คิดตลอดว่าเราทำดีหรือยัง แล้วด้วยความเป็นน้องใหม่ เราเห็นรุ่นพี่ที่เก่งมาก ๆ พอเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่คนเก่งเต็มไปหมด บางทีมันกดอีโก้เราลงนะ 

มีคนเดินมาพูดกับเราว่า ตอนร้องเพลงมันจะรู้สึกเป็นอิสระ ตอนเล่นละครก็ต้องรู้สึกแบบนี้แหละ ไม่ต้องคิดอะไรมาก เราก็จำคำนั้นมาแล้วก็เอามาปรับใช้โดยที่ไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกหรือผิด ระหว่างทางต่อให้ทรมานแค่ไหน แต่เล่นเสร็จแล้วก็มีความสุข

เป็นความทรงจำที่ดีเมื่อนึกถึงไหม

ดี เราเห็นตัวเองตอนเด็ก มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ใกล้กับคำว่า การแสดง ที่สุดแล้ว

ถ้าเข้าใกล้การแสดงแล้ว คุณรู้สึกชอบหรือรักมันหรือยัง

โห ยัง เล่นเสร็จยังไม่รู้เลยว่าจะทำสิ่งนี้ดีหรือเปล่า เราต้องการความมั่นคง ปกป้องตัวเองสูงมาก ลึก ๆ เราก็คงอยากเป็นแหละ แต่เราก็จะบอกคนอื่นว่าเราเรียน PR ไง การแสดงคงเป็นงานอดิเรก ปากพูดแบบนั้นนะ แต่แอคชันเราคือ ใครมีอะไรให้กูเล่นบ้าง กูขอเล่นหน่อย 

พอมองย้อนกลับไปถึงค่อยรู้ว่า กูไม่ได้ซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่พูดขนาดนั้นเลย

อะไรที่ก้อยคนนั้นมี แต่ก้อยคนนี้ไม่มีอีกแล้ว

ความไม่รู้มั้ง 

ตอนนั้นเราไม่รู้จริง ๆ ว่ากูควรทำตัวยังไง ควรโฟกัสที่ไหน ตอนนี้เรารู้มากขึ้นแต่ก็ไม่ได้รู้ทุกอย่าง 

แล้วก็กลัวว่าเราจะทำได้ดีไหมน้อยลง เพราะเราอยากทำเพื่อตัวเอง ถ้าควบคุมคนอื่นไม่ได้ งั้นมึงทำแล้วพอใจกับมันรึเปล่า

ซึ่งความไม่รู้ นับเป็นข้อดีหรือข้อเสียสำหรับคุณ

จริง ๆ แล้วควรจะมองมันเป็นข้อดี แต่เราเป็นคนไม่ชอบไม่รู้เลยว่ะ

เป็นคนที่ถ้าไม่รู้ เราจะกระเสือกกระสนที่จะรู้ กูต้องรู้มัน ส่วนใหญ่เราต้องการหาคำตอบบางอย่าง แต่ถ้าถามว่ามันเป็นข้อดีหรือข้อเสีย เราขอตอบว่า เราอยากรู้ 

แด่แม่ และตัวตนที่แหลกสลายของ ก้อย อรัชพร นักแสดงที่มีอีโก้เป็นผู้พิทักษ์ของชีวิต
แด่แม่ และตัวตนที่แหลกสลายของ ก้อย อรัชพร นักแสดงที่มีอีโก้เป็นผู้พิทักษ์ของชีวิต

วิชายืดหยุ่น

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่า ถึงยังไงก็เลิกเล่นละครเวทีไม่ได้ เป็นเพราะอะไร

เวลาเราเล่นอะไรที่มีแพตเทิร์นมาก ๆ มันจะเกิด Routine บางอย่าง แล้วรู้ตัวเองว่ามันแห้ง ๆ เนาะ แต่ละครเวทีจะนำพาสิ่งใหม่มาให้เราเรื่อย ๆ เพราะมันสด คุณต้องอยู่กับมัน 2 – 3 ชั่วโมงโดยที่ไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ต่อให้เรารู้สิ่งนี้ไปหมดแล้ว แต่เราก็ต้องทำให้มันสดใหม่ตลอดเวลา 

เราเคยเล่นเรื่องหนึ่งและทำการบ้านไปอย่างดีมาก แต่ผู้กำกับเดินมาบอกให้เราเล่นไม่ต้องลึก อยากให้มันเอนเตอร์เทน เมื่อก่อนก็คงเอนจอย แต่พอโตขึ้นเราไม่ได้อยากเล่นแบบนั้นแล้ว 

การแสดงมันไม่เกี่ยวกับอารมณ์ มันเกี่ยวกับแอคชันล้วน ๆ คนเราไม่ได้ใช้ชีวิตด้วยการโฟกัสว่าวันนี้ฉันจะเศร้า วันนี้ฉันจะโกรธ ไม่ มึงต่างหากทำอะไรให้กูโกรธ ลงดีเทลกับมัน แววตาเป็นยังไง อุณหภูมิเป็นยังไง ยิ่งลงรายละเอียดมากเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกมากขึ้นเท่านั้น 

ซึ่งละครเวทีส่วนใหญ่ต้องเป็นตัวนั้นจริง ๆ มันทำให้เราได้ใช้สิ่งที่เรียนมา เติมความเป็นมนุษย์ของเราบางอย่าง แต่จะให้เล่นตลอดก็ไม่ได้ เพราะว่าเหนื่อยมากและเงินก็น้อยสุด ๆ 

พูดได้ว่า เล่นเพราะแพสชันล้วน ๆ

ใช่ แต่ละครเวทีก็ควรจะได้เงินเยอะกว่านี้ เพราะความทุ่มเทและความเสียสละที่เสียไปมันเยอะมหาศาลมาก แต่ตลาดนี้มันยังไม่ได้รับการสนับสนุนมากพอ ทั้งที่มันควรโตมาก

อย่าง Closer เรื่องล่าสุด รอบหนึ่งจุได้มากสุดแค่ 100 คน ขณะที่ละครทีวีคนดูกันเป็นล้าน ราคาบัตรละครเวทีก็ไม่ได้เอื้อสำหรับทุกคน มันเป็นเงินที่เขากินได้ตั้งกี่วัน คนที่อยู่ได้ด้วยอาชีพนี้ เราโคตรนับถือใจเลย

พออินกับตัวละครมาก ๆ ยากไหมที่จะกลับมาเป็นตัวเอง

ไม่ได้รู้สึกว่ายาก แต่บางทีมันก็ติดมาในตัวเรา ก่อนเล่นเป็นชมพู่ ใน O-Negative เราไม่ได้เป็นคนสะเดิดขนาดนี้ 

ถ้าเป็นความรู้สึกแง่ลบ มันเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องเอาออก เปลี่ยนเสียง เปลี่ยนพลังงาน กล้ามเนื้อคนเรามันจำ พอเราเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองไปเรื่อย ๆ มันก็จะค่อย ๆ ลืมไปเอง

ก่อนที่คุณจะบรรลุวิธีได้อย่างนี้ เคยมีช่วงที่ถอดไม่ออกรึเปล่า

ถ้าตัวละครนั้นมีความใกล้เคียงกับตัวเรามากมันจะถอดยาก โดยเฉพาะตัวที่ไปโดนอีโก้เราจริง ๆ เราจะรู้สึกว่าไม่ใช่ตัวละครที่เจ็บ แต่เป็นก้อยนี่หว่าที่เจ็บ ถ้าตัวละครนั้นห่วยมาก แล้วก้อยห่วยด้วยรึเปล่า 

ซึ่งเป็นแบบนั้นไม่มีอะไรดีขึ้น เรายังเคยรู้สึกเลยว่า ความเจ็บปวดขนาดนี้เราจะไปหาได้ที่ไหนวะในชีวิตจริง เราได้ Embrace มันแล้ว ก็เคยมีเหมือนกัน

แต่ใครจะมาแคร์มึง มึงไม่ได้เก่งนะที่แบกตัวละครนี้ไปด้วย ไม่ได้ทำให้เราดูเท่เหมือนได้เป็นตัวละครนั้นจริง ๆ การเป็นแล้วเอาออกมาได้เร็วนั่นแหละคือ Professional พอเราคิดแบบนี้ เราก็จะถามตัวเองตลอดว่า นี่กูทำเท่อยู่รึเปล่า (หัวเราะ) 

คุณเริ่มหาเงินจากการแสดงตั้งแต่เมื่อไหร่

ตั้งแต่ปี 1 เคยเป็น Extra โฆษณา ค่าตัว 700 บาทของมาริโอ้ ของณเดช รู้สึกว่ากูก็มาไกลเหมือนกัน 

ในฐานะคนที่กระหายอยากได้การยอมรับ โลกของการแคสโฆษณาที่ต้องถูกปฏิเสธตลอดเวลาเป็นยังไง

เราถูกปฏิเสธบ่อยมาก ตอนแรกกลับมาก็ร้องไห้ คิดว่าตอนนั้นก็ทำได้ดีแล้วเขาทำไมเขาถึงไม่เลือกเรา เราค่อนข้างโตมากับการที่ถ้าตั้งใจอะไร เราจะได้เสมอ แล้วถ้าไม่ได้บางทีก็จะเอ๋อไปว่า สมการนี้มันผิดตรงไหน 

ถึงกับโทรไปหาครูการแสดง เขาบอกว่าเราทำให้ทุกคนชอบไม่ได้หรอก แล้วการแคสโฆษณาจริง ๆ คือคุณตรงคาแรกเตอร์แบรนด์ของเขารึเปล่า บางคนเลือกกันที่ภาพนิ่งด้วยซ้ำ 

การถูกปฏิเสธครั้งไหนที่ส่งผลกับชีวิตมากที่สุด

(นิ่งคิด) แสดงว่ามันไม่รุนแรงกับชีวิตมาก ไม่งั้นมันคงขึ้นมาในหัวแล้ว 

มีโฆษณาตัวหนึ่งที่รู้สึกว่าเราเล่นดีมาก เขาให้เราไปต่อยมวย เราก็ไปลงคอร์สต่อยมวย ตอนนั้นคิดว่าไม่มีใครในโลกนี้จะต่อยมวยได้เก่งกว่าเราอีกแล้ว เพื่อให้เขาพิมพ์ตอบกลับมาว่า ปล่อยคิวนะคะ 

เขาให้เหตุผลว่าอะไร

ไม่ได้ให้ แล้วเราก็ไม่ได้ถามด้วย 

เวลาล้ม เราถามตัวเอง แต่จะไม่เรียกร้องจากคนอื่นเพราะมันดูไม่เท่ เราก็ทำได้แค่เจ็บแล้วเก็บไว้ในใจ ร่างกายมันก็มีกลไกปกป้องตัวเองว่า ไม่เป็นไร ช่างมันเถอะ 

จริงไหมที่นักแสดงที่ดีควรจะร้องไห้เก่ง 

เราคิดแบบนั้นเลย เคยตั้งเวลาว่าต้องร้องไห้ให้ได้ภายใน 1 นาที อย่างตัวละครชมพู่ต้องร้องไห้ตลอดเวลา ช่วงแรกรู้สึกว่ามันสบายมาก แต่ช่วงหลังเราดันร้องไห้ไม่ได้ แล้วก็รู้สึกไปเองว่านักแสดงที่ร้องไห้ไม่ได้คือคนที่ไม่เก่ง แต่ความเจ็บปวดของแต่ละคนไม่ได้แปลว่าต้องร้องไห้ออกมาด้วยซ้ำ 

มีความคิดว่า เรากำลังมาถูกทางไหม บ้างรึเปล่า

O-Negative นี่แหละ เพราะเราทำไม่ได้จริง ๆ แล้วเราก็เหนื่อยมาก เกลียดที่สุดเวลาทำงานไม่ได้แล้วต้องมีคนมารอ เกลียดยิ่งกว่าการไม่มีคุณค่าคือการเป็นภาระชาวบ้าน ซีนนั้นก็คือต้องร้องไห้ ทำยังไงก็ทำไม่ได้ แต่พอเขาเอาน้ำตาเทียมออกมา เราร้องไห้เลย 

เพราะเรามีอีโก้กับตัวเองว่า เราอยู่จุดที่ต้องใช้น้ำตาเทียมแล้วหรอ ทำไมเราถึงห่วยขนาดนี้ แต่จะให้เราร้องไห้เพราะกลัวน้ำตาเทียมทุกครั้งก็ไม่ใช่ 

พอผ่านมาก็มีคนมาบอกเราว่า ถ้ามึงร้องไห้ไป 10 รอบแล้วรอบที่ 11 ใช้น้ำตาเทียม มันก็ไม่ได้แปลว่ามึงห่วยนะ 

แด่แม่ และตัวตนที่แหลกสลายของ ก้อย อรัชพร นักแสดงที่มีอีโก้เป็นผู้พิทักษ์ของชีวิต
แด่แม่ และตัวตนที่แหลกสลายของ ก้อย อรัชพร นักแสดงที่มีอีโก้เป็นผู้พิทักษ์ของชีวิต

เราทุกคนล้วนมีร้านเวทมนตร์อยู่ในใจ

ฟังดูเหมือน อีโก้ กลายเป็นตัวช่วยหลาย ๆ อย่างในชีวิตคุณเหมือนกัน

เราก็ว่าเยอะ เราเติบโตมากับความทระนงตนอะไรก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นเราขอบคุณมันมากนะ เราเรียกอีโก้ว่าผู้พิทักษ์ 

เพราะว่า

คนเรามักจะมีผู้พิทักษ์ของตนเอง ผู้พิทักษ์บางคนจะบอกให้ใจเย็น ๆ มีอะไรก็ให้เขาไป แต่ผู้พิทักษ์ของเราคือการมีสติ มีศักดิ์ศรี ตัวเลือกในการใช้ชีวิตของเราจะมีคนนี้ตีกรอบอยู่ประมาณหนึ่ง

ซึ่งคนเราควรปล่อยวาง ไม่ยึดถืออัตตา ไม่ใช่เหรอ

ใช่ จริง ๆ มันควรเป็นแบบนั้นแหละ (หัวเราะ) 

มันมีสิ่งที่ควรจะเป็น กับสิ่งที่มึงเป็นอยู่ อีโก้เราตอนนี้ก็ลดลงมาเยอะแล้ว แต่ถ้าจะให้เราช่างมันเถอะกับทุกเรื่อง เราก็รู้ว่ายังทำสิ่งนั้นไม่ได้ เพราะถ้าเราทำได้ เราก็คงไม่ทำอะไรอีกเลย แต่เรายังมีอะไรอีกหลายอย่างมากที่อยากทำ และไอ้ตัวนี้มันเป็นแรงผลักดันให้เราทำนู่นทำนี่มากมาย 

แต่ถ้าถามว่าควรปล่อยวางไหม เราว่ามันดีกับชีวิต แต่เรายังทำไม่ได้แค่นั้นแหละ

สำหรับเราการมีอีโก้อยู่ในวัยเท่านี้ ก็ยังโอเค

การเป็นคนเขียนบทมันทำให้คุณเผชิญหน้ากับอีโก้ตัวเองมากแค่ไหน 

มันตบอีโก้เราจนมึนหัวไปเลย 

อย่างซีรีส์เรื่องแรก รักฉุดใจนายฉุกเฉิน บอส (นฤเบศ กูโน) มาชวนเราเขียนบท โฟกัสของเราคือกูจะทำยังไงก็ได้ให้ดีที่สุด ให้ถูกใจมัน ซึ่งไม่มีทางอยู่แล้ว ตอนนั้นอยากลาออกตลอดเวลาพูดจริง 

แต่เรื่องที่ 2 คือ แปลรักฉันด้วยใจเธอ เราเปลี่ยนความคิดได้ คิดแค่ว่ากูอยากเขียนงานนี้ เพราะกูอยากใส่ความเป็นตัวกูลงไป พอโฟกัสถูกจุดทุกอย่างง่ายมาก แต่วันที่คิดไม่ได้ มันก็คิดไม่ได้จริง ๆ นะ 

ชีวิตเปลี่ยนไปแค่ไหน หลังหาจุดกึ่งกลางระหว่างตัวเองกับอีโก้ได้

ก็สบายขึ้น คาดหวังในชีวิตน้อยลง 

(นิ่งคิด) 

ไม่น้อย ไม่น้อย เราโกหก มันทำให้เราโฟกัสถูกที่ 

ปกติเราเหมือนคนที่วิ่งตามอะไรบางอย่างอยู่เสมอ ตอนเด็กก็วิ่งตามความคาดหวังของแม่ โตขึ้นก็วิ่งตามการยอมรับของสังคม แต่พอมันบาลานซ์ เราก็เริ่มฟังแล้วว่าตัวมึงอยากทำอะไร 

การที่คุณต้องศึกษานิสัยใจคอตัวละครอย่างหนัก เพื่อแสดงและเขียนบท เวลาเผชิญกับเรื่องราวเหล่านั้นด้วยตัวเอง มีภูมิต้านทานมากขึ้นรึเปล่า

มันสวนทางกันว่ะ เรากลับรู้สึกว่า เวลาเจออะไรแรง ๆ เราจะไปปลดปล่อยในงาน

เออ เราไม่เคยมองมุมนี้เลย

เช่น แปลรักฉันด้วยใจเธอ มันคือความรู้สึกรักลุ่มหลงของวัยรุ่นและการหาตัวเองไม่เจอ มันไม่ใช่เพราะสิ่งนี้สะท้อนเรา แต่เป็นเพราะเราไปจินตนาการว่ากูเจอสิ่งนี้ แล้วก็ใส่เข้าไป 

งั้นตัวคุณไม่ต้องสะบักสะบอมเหรอที่ต้องรู้สึกทุกอย่างก่อนจะเขียนออกมาได้

แต่ถ้าเราไม่รู้สึก เราก็เขียนออกมาไม่ได้นะ 

ซึ่งเจ็บปวด?

เจ็บปวด แต่มันก็สนุกดี มันทำให้เรารู้สึกจริง เจ็บจริง วิธีเขียนบทของเราต่างจากคนอื่น คือ เราเล่นจริง เวลาเราคิดไม่ออก สิ่งที่มักจะทำตลอดคือเล่นละคร

สมมติว่าคุณต้องสวมบทเป็นตัวละครที่สูญเสียสัตว์เลี้ยงไป แล้วพอเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง คุณรับมือได้ไหม ถ้าได้ซ้อมเสียใจมาก่อนแล้ว

ไม่ได้หรอก ไม่ 

การทำแบบนั้นมันพอจะเข้าใจในระดับคอนเซปต์ สุดท้ายความรู้สึกที่มันเกิดขึ้นจริง ๆ ตรงหน้ากับสิ่งที่เราคิดว่าจะเป็น มันคนละเรื่อง 

มันอาจจะทำให้เราพอเตรียมใจไว้บ้าง แต่สถานการณ์จริงไม่มีทางเหมือนกับสิ่งที่คิดแน่ ๆ แม้ว่าจะนึกถึงหมาตายกี่ครั้ง เราก็ยังเศร้ามาก 

เราจินตนาการว่าหมาตายบ่อยมาก เพราะเราไม่อยากเสียใจ บางทีเราก็ซ้อมว่ามันตายอยู่ในหัว แต่เชื่อเถอะวันที่มันตายจริง ๆ ยังไงก็ไม่มีทางที่จะเจ็บปวดน้อยลงหรอก

เรียกว่าเป็นกลไกการป้องกันตัวเองอีกอย่างหนึ่งของคุณ

ใช่ เราไม่ได้มานั่งคิดด้วยนะ มันจะขึ้นมาเองในหัวว่า ถ้าแฟนเรานอกใจจะเป็นยังไง รันเป็นฉาก ๆ แล้วก็ร้องไห้ออกมาทั้งที่มันไม่เคยเกิดขึ้นจริง เสร็จแล้วเราก็จะบอกตัวเองว่า โอเค มันคงประมาณนี้แหละ 

ตอนตายก็คงประมาณนี้แหละ แม่ตายบางทีก็คิดเหมือนกัน 

และสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นบ่อยมากเวลาเราขับรถ ถ้าติดกล้องวงจรปิดในรถได้คือเราร้องไห้บ่อยมาก เพราะมันชอบมีแต่เรื่องอะไรก็ไม่รู้ในหัวที่ไม่เคยเกิดขึ้น 

คุณกล้าเผชิญกับความเจ็บปวด การเสียใจ การจากลา มากแค่ไหน ทำไมต้องจินตนาการถึงสิ่งนั้นตลอด 

เราไม่ได้ตั้งใจจินตนาการ มันมาเอง 

ก็กล้าแหละ แต่เราคงรู้สึกนิดหนึ่งตรงนี้ (จับหัวใจ)

สุดท้ายเราก็ต้องเผชิญหน้ากับมัน แต่เราเป็นคนใช้สมองเยอะ ในสถานการณ์ที่คับขันหรือแย่ที่สุดเราอยากมีสติ เราอยากเดินต่อไปได้ สังเกตหลายทีแล้ว 

มีครั้งหนึ่ง เพื่อนแกล้งเราด้วยการบอกว่าแฟนนอกใจ สิ่งที่เกิดขึ้นคือพลังงานทั้งหมดของเราวิ่งลงเท้า แล้วก็บอกว่า ไม่เป็นไร อะไรจะเกิดก็เกิด ตอนแม่เราเส้นเลือดในสมองแตก สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราก็คือไม่เป็นไร เรานิ่งมาก แต่พอผ่านไปสักชั่วโมงเท่านั้นแหละ ข้างในเราแม่งพังเละ

ซึ่งเราชอบที่ตัวเองเป็นแบบนี้ด้วย เราว่ามันควบคุมได้ ทั้งที่ข้างในใจจริง ๆ ของเราแหลกสลาย แต่เรารู้สึกว่า กูควบคุมทุกอย่างอย่างดีที่สุดเท่าที่จะควบคุมได้แล้ว 

แด่แม่ และตัวตนที่แหลกสลายของ ก้อย อรัชพร นักแสดงที่มีอีโก้เป็นผู้พิทักษ์ของชีวิต
แด่แม่ และตัวตนที่แหลกสลายของ ก้อย อรัชพร นักแสดงที่มีอีโก้เป็นผู้พิทักษ์ของชีวิต

ตัวเองแบบที่คุณชอบคือแบบไหน

มีสติ แล้วก็ควบคุมสถานการณ์ได้ 

พอโตขึ้นพ่อแม่ไม่ได้ทำงาน เรากลายเป็นหัวหน้าครอบครัว เราอยากทำให้ทุกคนรู้สึก Calm รู้สึกว่าทุกอย่างจะผ่านไปได้ ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรก็ทำร้ายกูไม่ได้ ทั้งที่ไม่รู้ว่ามันจะจริงหรือไม่จริงนะ แต่มันมักจะเป็นสัญชาตญาณแรกที่เกิดขึ้นกับเราเสมอ

เรื่องอะไรที่มักจะอยู่เหนือการควบคุมของคุณ

ครอบครัวหรือการจากลา เราผ่านจุดที่พ่อเคยจะตาย แม่เคยจะตายมาแล้ว ก็เลยแข็งแรงมากที่อย่างน้อยกูก็รู้ว่ามันรู้สึกแบบนี้นี่เอง

แต่ความรักเป็นเรื่องที่แปลกมาก พูดไปไม่รู้ตัวเองจะเสียใจทีหลังไหม แต่พูดไปก่อนแล้วกัน

เด็ก ๆ เราเห็นภาพว่าจะได้อยู่กับใครแล้วก็ตายไปด้วยกัน แต่โตขึ้นเราไม่เห็นภาพนั้น เราเห็นแค่ตัวเรา เหมือนคนเราเกิดมาคนเดียวแล้วก็ต้องตายคนเดียว เรารู้สึกแบบนั้น 

แต่ความคิดนี้อาจจะเป็นเพราะเราเกิดมาในครอบครัวที่พ่อแม่แตกแยกก็ได้ เราแค่คิดว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คนเรามีสิทธิ์มาและก็ไปในชีวิตได้เสมอ แต่มึงนั่นแหละคือคนที่ต้องรอด 

เพราะฉะนั้น ความรักก็เลยเป็นเรื่องที่เราไม่รู้ว่าควรจะวางใจไว้ตรงไหนดี เราจะปล่อยใจให้คนนี้ดีไหม จะมีลูกมีเต้าดีไหม ภาพที่เห็นก็ดูงง ๆ เราไม่ค่อยแน่ใจว่าต้องการอะไรจากความรัก ก็เลยเป็นสิ่งที่เราช่างแม่ง

เป็นเพราะเราใช้ความเหตุผลกับความรักมากไม่ได้รึเปล่า

เห็นด้วย เราใช้ความรู้สึกเยอะ ก็เลยไม่ค่อยถามอะไรกับมันแล้ว อะไรจะเกิดก็เกิด

สงสัยไหมว่า ภาพลักษณ์คุณดูเป็นคนมั่นใจในตัวเองมาก แต่ในทุก ๆ การกระทำคุณจะเพลย์เซฟเสมอ

(ถอนหายใจ) เราเป็นพวกแข็งนอกอ่อนใน คือรู้เลยว่ากูเป็นทุเรียน ข้างนอกมีหนาม แต่ข้างในนิ่มมาก (หัวเราะ) 

ทุกครั้ง เวลามีคนถามเราว่า ทำยังไงถึงจะเป็นคนมั่นใจแบบพี่ เราก็ถามในใจว่า อะไรทำให้คุณคิดว่าเราเป็นคนมั่นใจในตัวเอง 

แต่มันอาจจะเป็นเพราะเราเป็นคนที่ Make decision ชัดเจนเฉย ๆ ไม่ได้แปลว่าเรามั่นใจกับทุกอย่างที่เลือก แต่เราเป็นคนเลือกมัน เจ็บไม่เจ็บไม่รู้ แต่ขอเป็นคนเลือกก่อน 

เรื่องอะไรที่ห่างไกลจากคำว่าเพลย์เซฟที่สุด

ทำยูทูบก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้คิดจะทำตั้งแต่แรก หลังจากนั้นคือถ้าอยากทำเพลงก็เริ่มทำเลย อยากเขียนหนังสือ ตอนนี้เราก็เขียนอยู่ 

ถ้าเมื่อก่อนอาจจะคิดว่าการทำแบบนี้มันเวิร์กหรือไม่เวิร์กนะ แต่พอโตขึ้นเราก็คิดแค่ว่า กูอยากทำ ใครจะว่าไงก็ไม่เป็นไรหรอก 

ตอนนี้เขียนหนังสืออยู่เหรอ 

ใช่ เราจะตั้งชื่อเรื่องประมาณว่า ตื่นมาก็เขียนตอนอายุ 28 เพราะเราอายุ 28 เกิดวันที่ 28 เป็น 28 เรื่องสั้นที่พบเจอในชีวิต

เขียนถึงไหนแล้ว

ตอนที่ 21 แล้ว เพราะคิดว่าจะวางขาย 28 เมษา ไม่งั้นมันจะกลายเป็น 29 (หัวเราะ) เราเขียนตามใจฉันสุด ๆ 

เราเป็นคนเขียน Morning Pages ทุกเช้า แล้วก็มานั่งคิดว่า เรื่องในชีวิตกูก็เยอะเหมือนกันเนอะ งั้นเล่าแม่งเลยดีกว่า แค่นั้นเลย 

You sadly smile in the profile picture

ตอนคุณเริ่มปล่อยวางได้ มีไหมที่คิดว่าเมื่อก่อนฉันเคยแข็งแกร่งและสู้มากกว่านี้

เราไม่รู้สึกผิดหวังในตัวเอง ส่วนใหญ่จะคิดว่ากูก็เก่งเหมือนกันนะเนี่ย จะคิดแค่ว่า ถ้าเป็นเราแต่ก่อนสิ่งนี้นี่ไม่ปล่อยนะ สงสัยคงปลงอะไรได้หลาย ๆ อย่างแล้วแหละ 

ช่วงหลัง ๆ นี้คุณมักจะตั้งคำถามอะไรกับตัวเองเยอะที่สุด

ทำเชี่ยอะไรเยอะแยะ (หัวเราะ) เราทำเยอะก็จริง แต่มันเป็นสิ่งที่เราอยากทำหมดเลยนะ รู้สึกว่านี่คือตัวเลือกที่มึงเลือกแล้ว ก็ตามนั้นแหละ 

คุณเป็นคนตัดสินใจทุกอย่างในชีวิต เรื่องอะไรที่ยังคงลังเลเสมอ

จริง ๆ ความลังเลเกิดขึ้นในทุกการตัดสินใจของเรา เราลังเลตลอดเวลา แต่อาจจะเป็นเพราะการเขียนบทด้วยมั้ง

เวลาเขียนบทเขาจะชอบพูดกันว่า มึงต้องเลือก มึงจะตัดหรือไม่ตัดท่อนนี้ออกไป มึงต้องเลือก สิ่งนี้มันก็ติดมากับเราเหมือนกัน 

ส่งผลให้ถูกมองว่าเป็นคนแข็งแกร่งและรับมือกับปัญหาได้ดีไหม

คนทั่วไปก็อาจจะมองเราแบบนั้น แต่ถ้าเป็นเพื่อนสนิทเราจริง ๆ เขาก็จะรู้ว่าเราแข็งนอกอ่อนใน แล้วก็จะตั้งคำถามดี ๆ ให้เราฉุกคิดว่าเราโอเคจริงรึเปล่า 

แต่เราว่า ไม่ว่าจะแข็งนอกอ่อนในหรือแข็งในอ่อนนอก สำคัญคือคุณรู้รึเปล่าว่าคุณอ่อนตรงไหน อาจจะเป็นเพราะว่าเราเขียนบ่อย ทำให้ไม่ว่าจะเห็นตัวเองดีหรือไม่ดี สุขหรือทุกข์ เราก็ค่อนข้างโอเค 

บางทีเราก็คิดเหมือนกันว่าหรือกูควรเลือกอีกทางหนึ่ง ซึ่งเราก็มักจะลองนะ เราไม่ได้อีโก้ถึงขนาดว่ากูเลือกอันนี้แล้วกูก็ต้องเลือกอันนี้ตลอดไป เราก็มีเลือกผิดเหมือนกัน ถ้า เอ๊ะ ขึ้นมามันก็เป็นอีกสัญชาตญาณหนึ่งที่เตือนเรา

การเป็นคนพุ่งชนกับทุก ๆ อย่าง ระหว่างทางคุณเสียอะไรไปบ้าง

ไม่ใช่ทุกคนที่รักเราคนนี้ได้ เราเป็นคนเพื่อนน้อยมากนะ แล้วก็เลือกด้วยว่าเราอยากอยู่กับใคร ในสภาวะแบบไหน 

การตัดสินใจครั้งไหนที่ถือว่าเปลี่ยนชีวิตคุณ

(ถอนหายใจ) ทำยูทูบเปลี่ยนมาก เลิกกับแฟนเปลี่ยนมาก แม่จะตายเปลี่ยนมาก การไปเรียนแอคติ้งเปลี่ยนมาก มันค่อย ๆ หล่อหลอมให้เราเป็นคนนี้ แต่ในอีกเดือนหนึ่งเราอาจะเปลี่ยนไปเป็นอีกคนหนึ่งก็ได้

คุณเป็นคนกล้าได้กล้าเสียรึเปล่า

กับงานก็ค่อนข้าง แต่การพนัน ไม่ (หัวเราะ) 

ถ้าในระยะยาว แก่นจริง ๆ เราชอบอะไรที่มันมั่นคง แล้วก็ไม่วุ่นวาย

อะไรในชีวิตที่คุณหวงแหนที่สุด ไม่ยอมเสียไป

แม่ ไม่อยากให้แม่ตายเลยพูดจริง 

เรามาคิดว่าอะไรทำให้เราเสียเส้น เสียศูนย์ได้นี่ แม่แน่ ๆ (น้ำตาคลอ) 

แม่ให้ความรักเราค่อนข้างเยอะ เขาทำให้เรารักตัวเองมาก รู้เลยว่าวันที่แม่ตายต้องเป็นวันที่โหดมากสำหรับเรา 

สิ่งที่เราขอพรเสมอคือ ไม่ว่าจะทำอะไร ขอให้เขาเตือนสติเรา ขอให้มีแสงสว่างชี้นำในทุก ๆ ชอยส์ที่เราเลือก มนุษย์เราหลงผิดกันได้ แต่เราไม่อยากเป็นแบบนั้น

ภาพจินตนาการที่เคยซ้อมเสียใจไว้เป็นยังไง

แม่งเศร้าสัสเลยว่ะ 

อุบัติเหตุรถชนเราก็เห็นบ่อย บางทีก็เห็นเป็นภาพงานศพ บางทีก็เป็นภาพเราประสบความสำเร็จมาก ๆ ไปอยู่ฮอลลีวูดอะไรของเรา มีคนมาสัมภาษณ์ แต่แม่เราไม่อยู่แล้ว มีหลายภาพมากที่เกิดขึ้น 

แต่ส่วนใหญ่ตอนจบของมัน สิ่งที่หลงเหลือในตัวเราคือ (เสียงสั่นเครือ) ถึงแม่ตายไป แม่ก็ไม่ต้องห่วง เราอยู่ได้แน่นอน 

อืม ก็เป็นภาพที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ แม่งเซ็งฉิบหาย ไม่อยากให้แม่ตายเลย

คือแม่เราเป็นหัวเชื้อที่ดีมาก เขาเป็นคนที่รักเรามาในทุกเวอร์ชัน วันที่เกเรเราก็เกเรมากจริง ๆ โดดเรียน ตะโกนด่า แล้วเราเป็นคนมีความคิดชัดเจน ไม่ใช่พ่อแม่ทุกคนที่พร้อมจะโอบรับเรา แต่แม่เราเป็น เพราะเราโตมาสองคน (น้ำตาไหล)

บางทีเขาจะเหมือนเราเลย ชอบบอกว่า ฉันไม่เป็นไร ฉันจัดการเรื่องของฉันเองได้ แกก็ทำของแกไป ถ้าเป็นเมื่อก่อนแม่จะผูกติดกับเรามาก จนเรารู้สึกว่าแม่มีความสุขของตัวเองบ้างไหมวะ 

คุณเห็นภาพฟ้าหลังฝนไหม

เราน่าจะใช้ชีวิตได้ดีนะ แค่รู้สึกว่าวันที่เราเหนื่อย มันอาจจะเหนื่อยกว่าเดิมหน่อย เพราะทุกวันนี้เราก็ไม่ค่อยได้พึ่งใคร เป็นอะไรก็ไม่ค่อยบอกใคร พยายามหาทางจัดการตัวเอง แต่พอหันไปเห็นแม่ เราก็รู้สึกว่ากูไม่เป็นไรมากหรอก เพราะแม่ยังอยู่ ไม่ได้มานั่งเล่าให้แม่ฟังด้วยนะ แค่รู้สึกว่า เรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องเล็ก เพราะยังมีแม่ที่รักเรา 

เราว่าเราอยู่ได้ แล้วก็จะใช้ชีวิตของเราให้ดี 

อะไรที่คุณได้จากแม่มาแล้วชอบที่สุด

ความอดทน จนบางทีคิดว่าเลิกอดทนบ้างเถอะ แต่เราว่ามันเป็นแก่นของเราเลย 

แล้วแม่ก็ใจดีกับเพื่อนมนุษย์มาก เขาชอบช่วยเหลือคนอื่นเท่าที่จะทำได้ รู้สึกดีใจที่มีเขาเป็นแม่ 

แล้วแม่ก็ Open-minded ซึ่งเขาเติบโตมาแบบกรีดเลือดออกมาเป็น Conservative แต่พอเขามีลูกเป็นเรา เขาก็พยายามปรับตัว เขาเคารพทางที่เราเลือกมาก เราคุยกับเขาได้ว่าโลกสมัยนี้เป็นยังไง ไม่ใช่ผู้ใหญ่ทุกคนที่จะบอกว่าเขาไม่รู้นะ 

บวกกับเขาผ่านความตายมาแล้ว เขาก็ปล่อยวางมากขึ้น ยิ่งแม่เวอร์ชันแก่ยิ่งจ๊าบเลย เด็ก ๆ นี่โอ้โห เขาดุเหมือนแม่มด 

แล้วอะไรที่ได้จากแม่มาแล้วไม่ชอบ

ก็ความกลัวนี่แหละ (ตอบเสียงดัง) เราชอบบอกแม่ว่าอย่ากลัว เพราะลึก ๆ มันก็ทำให้หนูกลัวด้วย 

มันคือความรู้สึกแบบเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นไหมวะ เราไม่ชอบเลย สมมติปัก GPS ผิด สำหรับเราคืออย่าล่ก ผิดก็ผิด ผิดไปเลย แต่แม่เราคือยังไงดี ๆๆ แต่ลึก ๆ แล้วตัวเราเองก็ล่ก เราแค่กดมันไว้เยอะ 

แล้วก็คนเป็นแม่ เขาจะแคร์ว่าคนอื่นมองลูกยังไง เกิดมาจากพื้นฐานเดียวกันว่ากลัวคนจะมองลูกไม่ดี กลัวคนไม่รักลูก

แม่มีอิทธิพลกับชีวิตของคุณขนาดไหน

เยอะมาก 75% ละกัน

อิทธิพลไม่ได้เกี่ยวกับรสนิยมนะ แต่การที่เรามีความทะเยอทะยานทุกวันนี้เพราะเราอยากให้แม่สบาย เรารู้สึกว่าแม่เสียเงินส่งกูเรียนมาขนาดนี้ ทำไมเขายังเหนื่อยอยู่ เราก็ผลักดันตัวเองค่อนข้างเยอะ ถ้าเป็นเรา เราก็ไม่ซีเรียสว่าต้องอยู่บ้านแบบไหน แต่อยากให้เขามีความสุข ได้ไป ได้กินอย่างที่อยาก 

เราไม่ได้เชื่อเรื่องความกตัญญู เวลามีคนมาบอกว่ามึงเนี่ยกตัญญูจริง ๆ สิ่งที่เราเชื่อคือคนคนนี้รักเรา คนคนนี้ให้เรา เราเลยต้องให้เขาคืน มันแค่นั้นแหละ 

รู้ไหม มีคนมากมายยกให้คุณเป็นไอดอล นิสัยอะไรที่ไม่อยากให้เขาทำตาม

มีหลายอย่าง 

ใจร้อน ในที่นี้คือใจร้อนแล้วกดคนอื่นลง นี่เบาลงเยอะแล้ว สมัยก่อนเราเป็นพวกชอบจี้คน ถ้ารู้สึกว่ามันไม่เมกเซนส์ เราชอบมองเข้าไปในตาเขา เคยคิดว่ามันเป็นการทำงาน แต่สิ่งที่อยู่ใต้นั้นคือเราพยายามจะกดอีโก้เขาลง เพื่อทำให้เขาอยู่ใต้เราให้ได้ เพราะการทำงานมันมีวิธีที่ใจดีได้มากกว่านั้น 

เรารับรู้ได้ว่าเขารู้สึกกลัว แล้วการไปกดเขาลงมันมีอะไรดีขึ้นนอกจากลดทอนคุณค่าเขา ยิ่งโดนสังคมด่า ยิ่งรู้สึกว่าเราควรใจดีกับคนอื่น นี่คือสิ่งที่ควรจะเป็น 

อีกอย่างคือในขณะที่เราใจร้อน แต่กับความรักเราใจเย็นมาก เพราะเรากดมันไว้ 

เราควรจะพูดสิ่งที่เราคิดกับคนรักให้ได้ อย่างซื่อตรง บางทีไม่พอใจเราก็ช่างมัน ปล่อยผ่าน มันเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเลิกกับใครหลายคนเพราะคิดว่าเราไม่เป็นไร แต่ถ้าเราอยากอยู่กับใครได้นาน ๆ ก็ควรแชร์สิ่งที่ตัวเองคิดออกไปจริง ๆ 

ซึ่งสองสิ่งนี้แก้ไขได้รึยัง

ก็วนเวียนอยู่เรื่อย ๆ ค่อย ๆ ดีขึ้น แล้วแต่วัน แล้วแต่ฮอร์โมน ในระดับคอนเซปต์เข้าใจแล้ว แต่ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง

หลายคนบอกให้แยกชีวิตส่วนตัวออกจากงาน แต่การแสดงคือศาสตร์ที่ส่งผลกับชีวิตและตัวตนของคุณโดยตรง ทำไมถึงยังรักอาชีพนี้ 

เราดันชอบอะดิ งานนี้บังคับให้เราต้องคุยกับตัวเอง ต้องตอกหน้ากันอยู่ตลอดเวลา ทำให้เราเป็น Better version เห็นเส้นทางของตัวเองที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไป มันไม่ใช่ทุกงานที่จะทำสิ่งนี้ได้ เราขอบคุณที่ได้เจอ แล้วก็ดีใจที่ได้ทำ ซึ่งเราอยากให้คนเจอสิ่งนี้นะ 

อยากให้คนยอมรับว่าเป็นนักแสดงที่…

เข้าถึงตัวละครนั้นได้มากที่สุด 

เราทำแบบนั้นทุกเรื่อง ละครเวทีมักจะทำได้ แต่ละครหรือซีรีส์จะมีแบบ เล่นแบบก้อยเลย แล้วพอมันเล่นเป็นก้อยเลย แล้วมันยังไงดี กูเล่นเป็นกู หรือเล่นเป็นใครดีวะ (หัวเราะ)

ไม่ต้องอยากให้คนอื่นยอมรับหรอก กูนี่แหละที่อยาก 

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load