บอย-อุเทน ศรีริวิ ลูกอีสานจากจังหวัดขอนแก่น ผู้กำกับภาพยนตร์ ผู้บ่าวไทบ้าน ทั้ง 4 เรื่อง

จากเด็กหนุ่มวัยหัวเลี้ยวหัวต่อที่ตัดสินใจออกจากมหาวิทยาลัยมาทำหนังด้วยแนวคิดเสมือนจริงแนวใหม่ เขาหยิบวัฒนธรรมอีสานมาปรุงให้นัวผ่านความรักของผู่สาวและผู่บ่าวไทบ้าน ทำให้ภาพยนตร์อีสานทุกเรื่องของเขาดังเป็นพลุแตก จนเกิดปรากฏการณ์ป่าล้อมเมืองของคอหนังชาวไทย ที่คนอีสานดูหนังของเขาแล้วอยากกลับบ้าน

อุเทน ศรีริวิ คนขอนแก่นที่ทำหนัง ผู้บ่าวไทบ้าน ให้คนอีสานดูแล้วคิดฮอดบ้านล้ายหลาย

ไม่เพียงคนอีสานดูหนังของเขาแล้วอยากกลับบ้าน แต่คนต่างถิ่นที่ได้ลิ้มรสความเป็นอีสานก็เกิดความคิดคล้ายกัน ทำไม ผู้บ่าวไทบ้าน ถึงสะกิดหัวใจคนทั่วประเทศ ไม่ใช่เพราะโชคเข้าข้าง แต่เนื้อเรื่องที่เขาสื่อสารนั้นเป็นความจริง จริงตั้งแต่ก้นบึ้งของความเป็นคนอีสาน คนอีสานที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็นคนใช้แรงงาน ความบันเทิงและความสนุกสุดขีด เป็นสิ่งเดียวที่พวกเขามี มีมากพอจะกลบเกลื่อนความความจริงเหล่านั้นได้ต่างหาก

เรากำลังพาคุณกลับบ้านไปทำความรู้จักวัฒนธรรมอีสาน ผ่านคนอีสานที่ทำหนังอีสานเพื่อคนอีสาน

เอ้า จ้วดดด!

บอย อุเทน ศรีริวิ คนขอนแก่นที่ทำหนัง ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’ ให้คนอีสานดูแล้วคิดฮอดบ้านล้ายหลาย

ผู่บ่าวซำน้อย

“ผมอยากทำหนังแมส แต่อินดี้” เราทวนคำพูดของเขา ‘แมส แต่อินดี้’

“ใช่” ผู้กำกับเลือดอีสานยืนยันคำตอบ

“ทำหนังอีสานจะแมสได้ยังไง ทำไมไม่ทำหนังผีหรือหนังตลก” เราถามทันทีด้วยความสงสัย

“ผมคิดตามจำนวนโรงภาพยนตร์และตามจำนวนคนดูในอีสาน ปัจจุบันโรงภาพยนตร์ในอีสานเพิ่มขึ้นเยอะมาก คนอีสานชอบดูหนังนะ ผมว่าเป็นผลพวงจากสมัยก่อนที่เขาชอบออกไปดูหนังกลางแปลง” ผู้กำกับตอบ

“ถ้าลองนึกดู ตอนนั้นมีหนังอีสานไม่กี่เรื่อง พี่หม่ำ (เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา) ทำ แหยม ยโสธร เขาไม่ขาดทุน พี่บิณฑ์ (บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์) ทำ ปัญญา เรณู เขาไม่ขาดทุน ที่สำคัญคนอีสานชอบ ผมเลยตัดสินใจมาทางนี้”

ก่อนจะตบเท้าเข้าวงการจอเงิน บอยเป็นเด็กหนุ่ม ปวส. สาขาอิเล็กทรอนิกส์ เขาเลือกเรียนตามคำบอกเล่าของพ่อ ที่ยึดวิชาช่างซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นอาชีพ ด้วยกลิ่นไม่อภิรมย์ของตะกั่วทำให้เขาเบนเข็มชีวิตในระดับมหาวิทยาลัย บอยเห็นโบรชัวร์ประกาศรับสมัครนักศึกษาวิชาภาพยนตร์ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เขาไม่ลังเลและตัดสินใจลงสมัครหลักสูตรเทียบโอนหน่วยกิต ไม่ง่าย เพราะพ่อไม่เห็นด้วยกับการเลือกรอยเท้าเองของเขา และหน่วยกิตหลักสูตรอิเล็กทรอนิกส์เทียบโอนกับหลักสูตรภาพยนตร์ไม่ได้

เขาดึงดันขอพ่อเรียน จนสุดท้ายบอยยอมเรียนหลักสูตรภาพยนตร์ใหม่ทั้งหมดเป็นเวลาเกือบ 5 ปี

ไม่ทันจบการศึกษาในปีสุดท้าย เขาชิงออกมาทำงานก่อนเพื่อนร่วมรุ่น

“ผมออกมาก็เป็นฟรีแลนซ์ เป็นเด็กอาร์ต ทำพร็อป เป็นตากล้องงานอีเวนต์ ไม่เกี่ยวกับหนังเลย

“แต่ผมยังอยากทำหนัง ผมชอบหนังเฮ้าส์แบบพี่เจ้ย (อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) แบบพี่ต้อม (เป็นเอก รัตนเรือง) แต่มีคำถามในใจว่าหนังแบบนั้นได้เงินจริงเหรอ ผมอยากทำหนังให้ได้เงิน อันนี้เรื่องจริงนะ บวกกับผมยังไม่มีโปรไฟล์เกี่ยวกับการทำหนัง ผมรู้ว่าถ้าไปทางอาร์ตเฮ้าส์ผมไม่ได้เงินหรอก รางวัลไม่รู้จะได้หรือเปล่า ได้ฉายก็ดีใจแล้ว ผมเลยอยากทำหนังแมส แต่อินดี้” บอยเล่า

บอย อุเทน ศรีริวิ คนขอนแก่นที่ทำหนังให้คนอีสานดูแล้วคิดฮอดบ้านล้ายหลาย

ผู้บ่าวไทบ้าน

หนุ่มขอนแก่นเริ่มต้นทำหนังแบบคนไม่รู้ รอบตัวเขามีแต่ ลาบ ต้มไก่ เหล้าขาว 40 ดีกรี และการเจอหมู่ (เพื่อน)

“อาหาร เพื่อนฝูง คนอีสานจะวนอยู่แบบนี้ เป็นอัตลักษณ์พื้นถิ่นมาก ผมนั่งคุยกับทีมงานว่าจะทำหนังเรื่องอะไรดี มีคนหนึ่งถามขึ้นมาว่า ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’ คืออะไร พอมีการตั้งคำถาม มันก็น่าสนใจ งั้นผมจะทำหนังอีสาน เอาชื่อนี้เลย

“ผมทำรีเสิร์ชประมาณหนึ่งเดือนก่อนเขียนบทหนังสั้น พอถ่ายทำเสร็จก็ตัดทีเซอร์ลงเฟซบุ๊ก ยูทูป ผมเป็นคนชอบตัดทีเซอร์ เลยตัดอยู่เจ็ดถึงแปดตัว ตอนนั้นยังไม่ปล่อยตัวเต็ม คนก็เข้ามาคอนเมนต์ว่า ฉายเมื่อไหร่ รอดู ผมเลยสร้างเพจขึ้นมา มีคนติดตามเป็นแสน ขายเสื้อได้เป็นพันตัว ผมคิดว่ามันเริ่มไม่ธรรมดาแล้ว” ผู่บ่าวอธิบายจุดเริ่มต้น

7 – 8 ปีก่อนไม่มีใครคิดจะทำหนังอีสานเพื่อคนอีสานตัวเล็ก ตัวน้อย ในเมืองใหญ่

แต่บอยหยิบประเด็นและเหตุการณ์ที่เขาเห็นตั้งแต่เด็ก มาถ่ายทอดเป็น ผู้บ่าวไทบ้าน อีสานอินดี้ หนังรักสไตล์อีสาน ว่าด้วยผู้บ่าวไทบ้าน กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ยอมไปไหน ยืดหยัดจะอยู่เพื่อพัฒนาหมู่บ้าน พัฒนาด้วยความไม่รู้

“พระเอกเป็นตัวแทนของผู้บ่าวไทบ้าน กำลังรอแฟนกลับมา แต่แฟนกลับมาพร้อมสามีฝรั่ง เรื่องพวกนี้เป็นชีวิตประจำวันของคนอีสาน ผู้หญิงไปทำงานในกรุงเทพฯ พัทยา มักจะได้แฟนฝรั่งกลับมาด้วย สักพักก็เลิกกัน แล้วหาสามีไทย วนเป็นวัฏจักรแบบนี้ น้อยคนจะอยู่กันยาว บางหมู่บ้านถ้าขับรถเข้าไปจะเห็นเลยฝั่งหนึ่งธงอังกฤษ ฝั่งหนึ่งธงอเมริกา 

บอย อุเทน ศรีริวิ คนขอนแก่นที่ทำหนัง ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’ ให้คนอีสานดูแล้วคิดฮอดบ้านล้ายหลาย
บอย อุเทน ศรีริวิ คนขอนแก่นที่ทำหนัง ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’ ให้คนอีสานดูแล้วคิดฮอดบ้านล้ายหลาย

“ผมว่าประเด็นนี้น่าสนใจ มีจริง มีเยอะ ผมไปไหนก็เจอแบบนี้ เพื่อนได้สามีฝรั่ง พี่ของเพื่อนได้สามีฝรั่ง น้องสาวของเพื่อนก็ได้สามีฝรั่ง กลายเป็นค่านิยม คนยกยอปอปั้น ถ้าไม่มีผัวฝรั่งก็ไปดิ้นเอาในโรงงาน มันเลยพัฒนาเป็นกระจุก”

หนังเรื่องแรกที่เขาลงทุนควักเงิน ขายของรักของหวงเพื่อสร้างมันขึ้นมา กำลังสะท้อนการเดินย่ำอยู่กับที่ผ่านไดอะล็อกของนางเอกที่บอกว่า ‘ถ้าอยู่กับคุณมันไม่มีอนาคตหรอก’ พระเอกตอบกลับว่า ‘จะรวยได้ยังไง คนเรียนสูงก็ไปพัฒนาองค์กรเขา ไม่กลับมาพัฒนาหมู่บ้าน ผู้บ่าวไทบ้านมันก็อยู่แค่นี้แหละ’ หลังจากเรื่องแรกออกโรงฉายในอีสาน 5 จังหวัด ก็เกิดปรากฏการณ์ป่าล้อมเมือง คนกรุงเทพฯ เรียกร้องให้ขยายโรงภาพยนตร์และรอบฉายจนเต็มทุกที่นั่ง! 

“ตอนจบของหนังนางเอกก็หนีไปกับสามีฝรั่ง ผมเลยอยากให้คนอีสานกลับมาดูกำพืด กลับมาดูรากเหง้าของตัวเอง ช่วงนั้นเลยเกิดปรากฏการณ์คนอีสานที่อยู่ต่างถิ่นเขาอยากกลับบ้านหลังจากดูหนัง ผู้บ่าวไทบ้าน ของผม” 

บอย อุเทน ศรีริวิ คนขอนแก่นที่ทำหนัง ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’ ให้คนอีสานดูแล้วคิดฮอดบ้านล้ายหลาย

ผู้บ่าวไทบ้าน 2 3 และ 4

หนังอีสานเรื่องถัดมาของหนุ่มขอนแก่นยังคงทำหน้าที่เล่าขานวัฒนธรรมอีสานในมุมมองผู้บ่าวไทบ้านให้คนอีสานต่างถิ่นดูคลายความคิดฮอด อย่าง ผู้บ่าวไทบ้าน 2 ตอน แจกข้าวหาแม่ใหญ่แดง ที่พูดถึงการปะทะกันของสงครามความบันเทิงระหว่างหมอลำกับ K-Pop บอยอยากสื่อสารเรื่องการปิดตัวและปรับตัวของคณะหมอลำ ในวันที่ผู่สาวซำน้อยและผู่บ่าวซำน้อยหันมาคัฟเวอร์เพลงของศิลปินเกาหลี ผ่านงานบุญแจกข้าว งานใหญ่ที่จัดเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษ

หลังจากนั้นเพียง 2 ปี เขาสร้าง ผู้บ่าวไทบ้าน 3 หมาน แอนด์ เดอะ คำผาน เพื่อบอกเล่าเรื่องระบบนายทุนและกลุ่มคนตัวเล็กในอีสานที่ต่อสู้กับทุนนิยม เขาได้แรงบันดาลใจระหว่างขับรถกลับบ้านที่ขอนแก่น

“ช่วงนั้นขับรถกลับขอนแก่น เดือนมกราฯ เขาตัดอ้อยกัน แล้วจะเอาอ้อยขนใส่รถแต๊กแต๊กไปส่งรถบรรทุก-รถพ่วง ที่รับซื้ออ้อยจากโรงงาน แล้วอ้อยมันหล่นตามถนน ผมเลยเขียนหนังด่าแม่งเลย” เขาหัวเราะ “ผมอยากทำ แค่นั้นแหละ”

บอย อุเทน ศรีริวิ คนขอนแก่นที่ทำหนัง ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’ ให้คนอีสานดูแล้วคิดฮอดบ้านล้ายหลาย
บอย อุเทน ศรีริวิ คนขอนแก่นที่ทำหนัง ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’ ให้คนอีสานดูแล้วคิดฮอดบ้านล้ายหลาย

หนังแอคชั่นตลกร้าย กำลังสมมติสถานการณ์ที่มีโรงงานน้ำตาลมาตั้งในหมู่บ้าน แถมให้ราคาดีกว่าข้าว คนเลยหันมาปลูกอ้อย แต่เจ้าของโรงสีดันไม่พอใจ ไม่อยากขายที่ให้ ซึ่งที่ผืนนั้นเป็นของพระเอกที่ยายโอนที่ดินไว้ให้ก่อนตาย บวกกับผู่บ่าวไทบ้านอยากแต่งงาน ผู่สาวเรียกสินสอด 3 แสน เดือนร้อนให้พระเอกเอาที่ไปจำนอง แต่เจ้าของโรงสีให้ 1 ล้าน กลายเป็นเรื่องราวการต่อสู้ตามหาโฉนด ที่ผสานระบบนายทุนกับเรื่องราวความรักและมุกตลกสร้างเสียงฮา

ปีนี้เขากลับมาพร้อม ผู้บ่าวไทบ้าน อีสานจ้วด มี โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ นักแสดงสังกัดนาดาวบางกอก และ แอน อรดี ราชินีหมอลำยุคใหม่ มาเป็นตัวแทนของผู่บ่าว-ผู่สาวในวัยที่อยากกลับมาอยู่บ้าน กลับมาดูแลพ่อแม่ กลับมาซ่อมแซมบางอย่างที่ขาดหายไป บอยเขียนบทให้พระเอกเป็นหนุ่มอีสานที่ลาออกจากงานในจังหวัดชลบุรี กลับบ้านมาดูแลแม่ที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ เขาพบรักกับสาวโรงงานที่ทำทุกทางเพื่อให้พ่อที่ขับรถแท็กซี่ในกรุงเทพฯ กลับบ้านมาอยู่กับครอบครัว

หนังทุกเรื่องของผู้กำกับเลือดอีสาน คัดเลือกนักแสดงและทีมงานระดับมืออาชีพ อาทิ อาร์ตี้-ธนฉัตร ตุลยฉัตร, เต๋า-ภูศิลป์ วารินรักษ์, กระต่าย พรรณนิภา ศิลปินสาวอีสานมากฝีมือที่มีชื่อเสียงในโลกโซเชียลระดับร้อยล้านวิว มาร่วมถ่ายทอดอารมณ์บนบทหนังขนาดยาว และคนที่ติดตามศิลปินอีสานชื่อดังก็เป็นกลุ่มเป้าหมายคนดูที่เขาต้องการ การแสดงและสำเนียงเว้าอีสานขนานแท้เลยเป็นความสมจริงอย่างไม่ขัดเขินที่เขามอบให้กับคอหนัง

“คุณทำหนังอีสานที่ใช้คนอีสานมาเป็นนักแสดง แสดงว่าคุณเดาออกว่าคนอีสานอยากดูอะไร” 

“มันเป็นสูตรอย่างหนึ่ง แต่คนจะดูหรือไม่ดูก็อีกเรื่องหนึ่ง” ผู้กำกับตอบปนเสียงหัวเราะ

บอย อุเทน ศรีริวิ คนขอนแก่นที่ทำหนัง ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’ ให้คนอีสานดูแล้วคิดฮอดบ้านล้ายหลาย

อีสานคักคัก

“ต้องเหล้าขาวนะ ถ้าใช้คำว่าผู้บ่าวไทบ้าน”

มีคนบอกบอยว่าเขาเป็นกลุ่มคนทำหนังอีสานกลุ่มแรกที่ฉายภาพ ‘เหล้าขาว’

“การนั่งดื่มเหล้าขาวกับประโยคที่บอกว่า ‘สารคามน้ำบ่ต้อง’ มันเข้าถึงวัฒนธรรมคนอีสานจริงๆ นะ ถึงขนาดมีคำบอกว่า คนดื่มเหล้าสีเป็นคนสำอาง ดื่มเบียร์จะเป็นคนอีกแบบหนึ่ง ยิ่งดื่ม 40 ดีกรี แล้วนั่งกินตรงเถียงนาหรือตามทุ่งที่คนในหมู่บ้านใช้นั่งประชุม สังสรรค์ วัยรุ่นนั่งจีบกัน มันยิ่งเรียล เหมือนเป็นบ้านหลังที่สองไว้พักผ่อนหย่อนใจ”

นอกจากเครื่องดื่มไร้สีดีกรีแรงที่ฉายภาพความเป็นอีสานอย่างตรงไปตรงมา หนังของเขายังซ่อนความจริงที่กลายเป็นภาพจำของคนต่างถิ่น อย่างความแห้งแล้ง คนใช้แรงงาน ผู่สาวกับสามีตาน้ำข้าว และคนอยากกลับบ้าน

“หนังของผมจำลองความเป็นคนอีสานที่อยู่ห่างจากตัวเมือง ผมเป็นคนขอนแก่น ทุกวันนี้ขอนแก่นเทียบเท่ากับกรุงเทพฯ แต่ถ้าคุณขับรถออกไปประมาณห้าสิบกิโลเมตร ความแตกต่างชัดเจน จากทางลาดยางจะเป็นทางลูกรัง เห็นควาย เห็นความแห้งแล้ง ถ้าคุณขับลึกเข้าไปอีก คุณจะเห็นยายกับหลานนั่งบนแคร่ใต้ถุนบ้าน เหงาๆ เศร้าๆ แต่ถ้าคุณขับเข้าไปอีก จะเห็นบ้านร้าง ลูกหลานเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ ชลบุรี ระยอง ส่งแค่เงินกลับบ้าน ถ้าอิน คุณจะร้องไห้ทันที

บอย อุเทน ศรีริวิ คนขอนแก่นที่ทำหนัง ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’ ให้คนอีสานดูแล้วคิดฮอดบ้านล้ายหลาย

“ห่างจากตัวเมืองไป ชีวิตเป็นแบบนี้ทั้งหมด บ้านร้าง คนแก่เลี้ยงหลาน มันกันดารและแห้งแล้ง หลังจากฤดูเก็บเกี่ยว เขามีแค่บ่อน้ำเล็กๆ ที่ช่วงปีใหม่จะสูบน้ำออกแล้วจับปลามากิน เพื่อต้อนรับลูก ต้อนรับญาติที่มาจากกรุงเทพฯ

“เพราะว่างานกระจุกตัวในเมือง เขาต้องดิ้นรนหางาน สุดท้ายกลายเป็นคนใช้แรงงาน นี่แหละชีวิตคนอีสาน”

ถ้าอิน คุณจะร้องไห้ทันที เราคิดทบทวนคำพูดของเขาในใจ

“ปัจจัยเดียวคือเงิน ถ้าไม่มีเงิน เป็นผู้บ่าวไทบ้านก็ปากกัดตีนถีบ ทำไร่ ทำนา ปลูกอ้อย ปลูกมัน เป็นกรรมกรรับจ้างทั่วไป ไม่ทำก็อดตาย แต่คนอีสานเขาไม่ย่อท้อหรอก เขามีความบันเทิงสูงสุด มีไว้เพื่อกลบเกลื่อนความแร้นแค้น”

เรามักเห็นภาพคนอีสานออกลวดลายหน้าฮ่าน (หน้าเวที) โยกย้ายบนรถแห่ และร่ำสุราราคาถูกแต่ออกฤทธิ์สยบความเครียดฉับพลัน บ้างก็ดื่มบรรเทาอาการคลายเส้นหลังทำงานหนักตลอดวัน คนอีสานเลยม่วนซื่นกับทุกความบันเทิง

“ตอนเขียนบท ผมคิดแค่ว่าผมเป็นคนอีสานคนหนึ่งที่เห็นเหตุการณ์พวกนี้มาตลอด” บอยย้ำสิ่งที่เขาเล่าทั้งหมด

บอย อุเทน ศรีริวิ คนขอนแก่นที่ทำหนัง ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’ ให้คนอีสานดูแล้วคิดฮอดบ้านล้ายหลาย
โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ พระเอก ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’

เมือบ้าน

“คุณคิดว่าอะไรเป็นเหตุผลให้คนอีสานอยากกลับบ้าน หลังจากดูหนังของคุณจบ” เราถาม

“ถ้าคุณเป็นคนอีสานเข้ามาทำงานในเมือง หนึ่งปีกลับบ้านครั้งเดียว เนื้อหาที่อยู่ในหนังคุณจะอิน เพราะเขาไม่เห็นแบบนั้นมานาน แต่เขาเคยผ่านมาหมดแล้วนะ มาเห็นอีกทีในรูปแบบของภาพยนตร์ เลยทำให้เขาอยากกลับบ้าน

“ชีวิตเขาในเมืองกลับจากทำงานก็อยู่ในห้องแคบๆ นอน ตื่นเช้าไปทำงาน วนอยู่อย่างนั้น ในหนังของผมฉายภาพการสังสรรค์ มีเพื่อน มีกับข้าวแบบอีสานแท้ๆ มีทางเข้าหมู่บ้านแบบนี้ เขาเห็นแล้วนึกถึงตัวเอง ยิ่งชีวิตเขาเหมือนกับตัวละครที่ผมเซ็ตขึ้นมา เขาจะอินเป็นพิเศษ คล้ายกับว่าเขากำลังนั่งดูตัวเอง เพราะมันเป็นเขา มันทำมาเพื่อเขา” บอยตอบ

“แล้วคุณมั่นใจว่าคนอีสานต่างถิ่นจะกลับบ้านได้จริงหรอ”

“ยาก” เขานิ่งคิดก่อนจะเสริมว่า “เขาไม่สามารถกลับไปพัฒนาบ้านเกิด เพราะภารกิจหน้าที่การงาน อย่างคนขับแท็กซี่ที่ผมเคยคุยด้วย เขาบอกว่า เขาอยากกลับ แต่เขากลับไม่ได้ เพราะกู้หนี้ยืมสิ้นอยู่ที่กรุงเทพฯ ลูกก็อยู่ที่นี่ เมียก็ทำงานอยู่ที่นี่ บางคนหมดหนี้แล้วก็กลับไม่ได้ เพราะหนี้ใหม่ก็เกิดขึ้นมาอีก มันเลยเป็นการส่งเงินกลับบ้าน ส่งเงินไปสร้างบ้านให้พ่อแม่ ส่วนมากเขาไม่อยู่หรอก จะอยู่บ้านไม้เถียงเล็กๆ ของเขา พอพ่อแม่ตายบ้านก็ร้าง มันก็วนเข้าอีหรอบเดิม”

โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ พระเอก ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’

“การเกิดขึ้นของ ผู้บ่าวไทบ้าน เป็นการกลับบ้านไปพัฒนาบ้านเกิดคุณด้วยหรือเปล่า”

“มีส่วนนะ การทำสื่อของผมทำให้คนอิน เขาคล้อยตาม ถ้าผมทำ คุณทำ คนนู้นทำ คนนี้ทำ พอหลายคนทำเยอะเข้า มันก็ทำให้คนอีสานได้ฉุกคิดในหลายมุมมอง มันอาจจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงความคิดเขาได้ ไม่ช้าก็เร็ว” 

“แล้วเป้าหมายที่คุณอยากพา ผู้บ่าวไทบ้าน ไปให้ถึงคืออะไร”

“ผมมีเพื่อน มีพี่เป็นครูเพลง เป็นนักกวี เขาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับอีสาน ผมเลยทำในสิ่งที่ผมถนัด ผมทำหนังให้คนอีสานกลับมาคิดทบทวนความเป็นตัวตนของเขา เพื่อเปลี่ยนทัศนคติบางอย่างให้เขาอยากกลับบ้าน ถ้าอยู่ในเมืองเขาต้องติดกับดัก กับดักที่เรียกว่า ‘เงิน’ ยิ่งเขาหยั่งรากแก้วลงไปลึกมันก็ยากที่จะถอน การทำหนังของผมครั้งนี้ ผมทำหนังวัยรุ่นให้เขาดูตั้งแต่วัยเรียน เพื่อส่งสารบอกเขาว่ากลับไปอยู่บ้านเถอะ กลับมาพัฒนาบ้าน กลับมาพัฒนาองค์กรที่บ้าน

“สุดท้ายผมก็ไม่รู้ว่าบ้านเมืองอีสานจะเป็นยังไง แต่ผมรู้ว่าถ้าเขากลับบ้าน เขาพาความเจริญกลับมาด้วย เขาหอบความรู้กลับมาด้วย ผมอยากให้เขากลับมาสร้างงาน สร้างตัวที่บ้านเกิดของเขา” บอยเล่าสิ่งที่หวังไว้หมดเปลือก

พลังของหนุ่มเลือดอีสานที่ตั้งใจทำหนังอีสานเพื่อคนอีสานสูบฉีดแรงกล้ามากกว่าที่เราคิด

การเบนเข็มชีวิตและนั่งตัดทีเซอร์หนังสั้นมากถึงแปดตัวพาเขาเดินทางสู่จุดหมายที่ธรรมดาและเรียบง่าย

จะมีผู้กำกับสักกี่คนในประเทศไทยที่ทำหนังให้คนอีสานทั่วประเทศดูแล้ว ‘คิดฮอดบ้านล้ายหลาย’

บอย อุเทน ศรีริวิ คนขอนแก่นที่ทำหนัง ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’ ให้คนอีสานดูแล้วคิดฮอดบ้านล้ายหลาย

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

นาทีนี้จะมีอะไร ‘แส้บ’ ไปกว่าการปรากฏตัวของยัยพริ้นส์ แห่ง WEBTOON ‘ฉันนี่แหละท่านขุนที่สวยที่สุดในสยาม’ ทุกคืนวันอาทิตย์

หลังจากที่ ‘พริ้นส์’ นักแสดงชื่อดังประสบความสำเร็จในฐานะ LGBTQIA+ ของวงการบันเทิงได้ไม่นาน เขาก็ตื่นขึ้นในร่างของท่านขุนยุคกรุงธนบุรีอย่าง ‘ขุนวรเดช’ ที่ ‘รักผู้ชาย’ เช่นเดียวกันกับเขา

การ์ตูนเรื่องนี้ไม่ได้มีดีแค่ขายจิ้น ขายแฟนตาซีของความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายที่ไม่มีอยู่จริง แต่นักเขียนยังมาพร้อมกับความตั้งใจจะสื่อสารเรื่องสิทธิเท่าเทียมของเพศหลากหลาย พ่วงมาด้วยประเด็นหนัก ๆ อย่างประวัติศาสตร์ การเมืองการปกครอง ความเป็นธรรมในสังคม ชนชั้น และเรื่องแนวคิดที่แตกต่างกันระหว่างเจเนอเรชัน

แม้ตอนเปิดตัวมาจะมีการสับขาหลอกว่าเป็นการ์ตูนตลกเบาสมอง แต่ยิ่งหลายตอนยิ่งดุเด็ดเผ็ดมัน จนเราเริ่มอยากรู้ว่าคนที่นั่งผลิตการ์ตูนอยู่หลังจอเป็นใคร วัน ๆ เขาเสพอะไร และมีเบื้องหลังการทำงานกับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง

เบนซ์-อริสรา ผาโคตร หรือ ‘ยืนกินปากกาที่ท่าพระ’ นักเขียนการ์ตูนเจน Z ดาวรุ่ง อยู่ตรงนี้กับเราเพื่อตอบคำถามทั้งหมด

ฉันนี่แหละท่านขุนที่สวยที่สุดในสยาม : WEBTOON ของเจน Z ที่นำเสนอการเมืองและเรื่องเพศ

วัน ๆ ของ ‘ยืนกินปากกาที่ท่าพระ’

แนะนำตัวเองก่อน คุณเป็นใครกันนะ

สวัสดีค่ะ ชื่อเบนซ์ อายุ 24 ปี นามปากกาสำหรับงานเขียนการ์ตูนชื่อ ‘ยืนกินปากกาที่ท่าพระ’ ส่วนงานภาพประกอบจะใช้นามปากกาว่า ArisaraFANART

เพิ่งเรียนจบมา 3 ปี จากสาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เรียนด้านกราฟิก ทำภาพประกอบ เราสนใจในด้านงานวาดการ์ตูน งานสื่อภาพยนตร์ แล้วก็งานเขียนด้วย ตั้งแต่เรียนจบมาก็เริ่มศึกษาด้านงานเขียนจริงจังค่ะ

เป็นคนสนใจประวัติศาสตร์เหรอ

มันเริ่มมาจากเราสนใจพวกประเด็นการเมืองก่อนค่ะ แล้วทีนี้เราก็ไปรู้จักกับแชนแนลที่เขาพูดเกี่ยวกับประเด็นสังคมต่าง ๆ ชื่อแชนแนล พูด ในช่องเขามีการนำเสนอเนื้อหาประวัติศาสตร์ในอีกมุมหนึ่งมาด้วย เราว่าประวัติศาสตร์ที่เขานำเสนอดูน่าสนใจดี เพราะต่างจากที่เรารู้มา เราเลยลองศึกษาด้านนี้ไปเรื่อย ๆ แล้วก็อยากนำเสนอประวัติศาสตร์อีกมุมให้คนทั่วไปได้รู้ด้วย

ไอเดียเริ่มต้นของเรื่องนี้คืออะไร เริ่มจากเป็นการ์ตูนการเมือง การ์ตูนย้อนยุค หรือการ์ตูนวาย

ไอเดียเริ่มต้นมาจากที่เราดูซีรีส์เกาหลีแนวตลกการเมือง เรื่อง Mr. Queen แล้วเราก็คิดว่าถ้าแนวการเมืองของไทยเป็นพีเรียดน่าจะสนุกเหมือนกัน ถ้าเล่าในมุมตลกก็น่าจะย่อยง่าย เข้าถึงง่ายด้วยค่ะ

ฉันนี่แหละท่านขุนที่สวยที่สุดในสยาม : WEBTOON ของเจน Z ที่นำเสนอการเมืองและเรื่องเพศ

ตั้งใจจะสื่อสารประเด็นอะไรในการ์ตูนเรื่องนี้บ้าง

ตั้งใจจะสื่อเกี่ยวกับ LGBTQIA+ ตามที่เสนอตัวละครหลักเป็น LGBTQIA+ เลยค่ะ รวมถึงเรื่องเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง การเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ความต่างของเจเนอเรชัน แล้วก็นำเสนอความเชื่อแนวคิดยุคก่อนที่สามารถสะท้อนมาให้เห็นถึงยุคนี้

เราสนใจเกี่ยวกับเรื่องสังคม มนุษย์ การเมือง และความเชื่อค่ะ

ที่เขียนวายนี่เป็นสาววายรึเปล่า

ใช่ค่ะ (หัวเราะ) งานก่อน ๆ ก็มีเขียนวายด้วย สมัยมัธยมเราเสพพวกสื่อบันเทิงวายญี่ปุ่น พอโตขึ้นมาก็พบว่าโลกความจริงมีอะไรที่กว้างกว่านั้น เราได้เจองานเขียนแนวต่าง ๆ ได้เจอความเป็นจริงที่ไม่ได้สวยหรู แฟนซี เหมือนการ์ตูนวายที่เราอ่านวัยเด็ก ช่วงหลังก็ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นแนววายแล้วค่ะ เริ่มเสพอะไรก็ได้ที่รู้สึกว่าเราสนุกและเอ็นจอยไปกับมัน

ทุกวันนี้เสพอะไรบ้าง

ปกติเสพสื่อหลายรูปแบบมากเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นหนัง ซีรีส์ การ์ตูน หรือแม้แต่เกมต่าง ๆ ตามประเด็นที่เราสนใจ ไม่จำกัดชาติ มีทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น จีน อินเดีย ฝรั่ง ไทย ลาว หมดทุกชาติเลยค่ะ

เวลาร่างหรือตัดเส้น เราเปิดสื่ออื่น ๆ เสพไปด้วยได้ ก็จะเปิดพวกซีรีส์หรือหนังกับผู้ช่วยดู แล้วก็วิเคราะห์โครงสร้างบทกันว่าเขาเล่าเรื่องยังไง เพื่อเอามาใช้ในงานค่ะ ล่าสุดก็ดูเรื่อง The Mist ไป แล้วชอบการนำเสนอประเด็นในเรื่องและการออกแบบโครงสร้างเรื่อง กับ Attack On Titan ที่มีการแทรกความเป็นมนุษย์ สังคม การเมือง ความเชื่อในเรื่องเหมือน The Mist ด้วยค่ะ

ส่วนเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจด้านการเล่าเรื่องมาจากเรื่องพีเรียดเกาหลี แล้วก็มีศึกษาจาก WEBTOON เกาหลี อย่างเรื่อง ชิงชีวิตพลิกลิขิตชะตา ที่เขาเล่าประเด็นการเมืองได้สนุก และผสมความแฟนซีเข้าด้วยกันค่ะ

ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำ ประวัติศาสตร์จะต้องเปลี่ยน

ทำไมถึงเลือกเซ็ตติ้งเป็นธนบุรี ปกติเขาไม่ค่อยย้อนไปธนบุรีกันเท่าไหร่ เหมือนเป็นยุคสมัยที่ถูกลืม

เซ็ตติ้งเรื่องจริงอยู่ที่ประมาณยุค ร.4 ขึ้นไปค่ะ แต่เราไม่อยากเขียนทับยุครัตนโกสินทร์ ก็เลยเลี่ยงเป็นโลกคู่ขนาน สร้างโลกขึ้นมาว่าเป็นยุคธนบุรีที่ราชวงศ์ดำเนินต่อมาได้เรื่อย ๆ เพื่อที่จะได้ไม่เหมือนกับของจริง มีการนำปมปัญหาการเมืองในยุคนั้นมาใช้เพื่อจุดชนวน นำไปสู่เหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ที่เคยเกิดในยุคต่อมามารวมกันในเรื่อง ทำให้คนคาดเดาเนื้อหาจากประวัติศาสตร์จริงไม่ได้

เล่าให้ตอบโจทย์อุดมการณ์คนรุ่นใหม่?

ใช่ค่ะ อยากจะนำเสนอสื่อแนวพีเรียดที่คนรุ่นใหม่สนใจ เป็นแนวคิดของคนรุ่นใหม่

ได้อ้างอิงตัวละครในเรื่องมาจากใครในประวัติศาสตร์บ้างไหม

มีได้แรงบันดาลใจบางส่วนมาค่ะ

‘พระไชยเชษฐ์’ เราเอามาจากสมเด็จพระอาทิตยวงศ์ เป็นกษัตริย์หุ่นเชิดที่ขึ้นมาปกครองในยุคกรุงศรีอยุธยา แล้วก็ถูกสมเด็จเจ้าพระยากลาโหมชิงอำนาจไป เป็นเด็กที่โดนให้อยู่ในเกมการเมืองโดยที่ตัวเองไม่ได้ต้องการ

ส่วน ‘หม่อมโกศล’ เอามาจากกรมหลวงรักษ์รณเรศค่ะ เป็นเสด็จในกรมช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งถูกประหารในคดีกบฏ แล้วก็มีเรื่องเกี่ยวกับการเล่นสวาทเพราะว่าเป็น LGBTQIA+ ในยุคนั้นด้วย

ฉันนี่แหละท่านขุนที่สวยที่สุดในสยาม : WEBTOON ของเจน Z ที่นำเสนอการเมืองและเรื่องเพศ

เห็นเขียนว่ามีการสร้างวัฒนธรรมขึ้นมาใหม่ด้วย ยังไงบ้าง

ใช่ค่ะ เพราะวัฒนธรรมไทยแท้ มีเรื่องกินหมาก พิธีกรรมทางศาสนา หรือการใช้ราชาศัพท์ ชื่อ ตำแหน่งขุนนางในยุคนั้น เราไม่ได้เขียนรายละเอียดตรงตามแบบนั้นเป๊ะค่ะ ก็เลยเขียนกำกับไปว่ามีการสร้างวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมา

แล้วตอนแรกที่เริ่มเขียนต่างชาติสนใจมากเลย เราเลยรู้สึกว่าต้องดัดแปลงให้มีความเป็นสากล เข้าใจง่ายขึ้น บริบทการเมืองอะไรในเรื่อง เราก็เลยไปรีเสิร์ชการเมืองของประเทศอื่น ๆ มาอ้างอิงให้เป็นสากลขึ้นด้วยค่ะ

นอกจากบริบทเรื่องการเมืองที่เป็นสากลขึ้น ก็มีเรื่องแนวคิดตัวละคร เรื่องมุกตลก คำศัพท์ในเรื่องที่เอามาเล่นให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงง่ายขึ้น และเรื่องชุดที่ไม่ไทยตามแบบเป๊ะ มีการดัดแปลงให้เข้ากับยุคสมัยสากลมากขึ้น ให้คนทั่วไปรวมถึงต่างชาติเห็นแล้วรู้สึกสนใจ เคยอ่านพวกโรแมนซ์แฟนซีเกาหลีที่เขาเอาชุดยุโรปมาดัดแปลงให้สวยงาม เราเลยอยากให้เป็นแบบนั้น

ก็คือมีจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง

ใช่ค่ะ แต่รวม ๆ ค่อนข้างจะไม่จริง

เห็นพูดเรื่องประวัติศาสตร์ที่ถูกบิดเบือนด้วย ถึงตัวเอก ‘พริ้นส์’ จะเป็นลูกอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ ก็ใช่จะรู้ว่าในอดีตเกิดอะไรขึ้น

ใช่ค่ะ ต้องการเล่นเรื่องประวัติศาสตร์ในหนังสือเรียนของไทยที่ไม่ได้ให้เห็นแง่มุมอื่น ๆ เท่าไหร่ ยังนำเสนอแค่ในแง่มุมเดียวคือมุมของราชาชาตินิยม

เอาตามตรงเราอยากให้มีการชำระประวัติศาสตร์ คนจะได้ศึกษาประวัติศาสตร์ในแง่มุมอื่นด้วย เกิดการคิดหลายด้าน สามารถถกเถียงกันในหลายแง่มุม เพื่อที่จะได้เรียนรู้ต่อไปด้วย

ฉันนี่แหละท่านขุนที่สวยที่สุดในสยาม : WEBTOON ของเจน Z ที่นำเสนอการเมืองและเรื่องเพศ

แล้วก็ไม่ได้ย้อนไปเฉย ๆ พริ้นส์พยายามที่จะ ‘พลิกประวัติศาสตร์’ ด้วย

ตอนแรกที่เปิดเรื่องมา เราต้องการให้เข้าถึงคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าคนนั้นจะสนใจการเมืองหรือไม่ก็ตาม แล้วพอเขาตามอ่านไปเรื่อย ๆ ก็จะพบว่าสอดแทรกเกร็ดประวัติศาสตร์หรือการเมืองเข้าไป ให้ได้เห็นภาพชัดขึ้นแล้วอินไปกับตัวละครที่กำลังเผชิญกับเหตุการณ์นั้น ๆ 

พริ้นส์ เป็นเหมือนตัวแทนคนทั่วไปที่ไม่ได้รู้เรื่องประวัติศาสตร์ในตอนต้น แล้วถูกโยนเข้าไปในปัญหานี้ ก็เลยพยายามที่จะทำอะไรสักอย่าง เพราะว่าตัวละครได้รับรู้แล้วว่าการเมืองมีผลกับตัวเอง ถ้าไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างตัวเองก็จะเสียประโยชน์

ทำไมถึงให้พริ้นส์เป็นดารา และให้วรเดชเป็นลูกเจ้าพระยา ดูเป็นคนที่มีสถานะทางสังคมทั้งคู่เลย

คนที่มีพริวิเลจบางคนอาจจะไม่ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของปัญหาและมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว การที่เราโยนปัญหานี้ให้ตัวละครที่มีพริวิเลจเลยเกิดเป็นคอนฟลิกต์ในเรื่อง ทำให้เห็นว่ามันมีปัญหาอยู่นะ

เปิดเรื่องมา พริ้นส์มองว่าตัวเองอยู่ในโลกที่ทุกคนยอมรับเพราะมีพรีวิลเลจอยู่ พอย้อนมาในอดีตก็ทำให้เห็นถึงปัญหามากขึ้น

ส่วนตัววรเดชในยุคก่อน เห็นถึงปัญหาแต่แรก เพราะต่อให้มีพริวิเลจ ก็เจอปัญหาที่กฎหมายก็บอกว่าตัวตนเขาเป็นเรื่องผิด เพราะในเรื่องเราเซ็ตให้ LGBTQIA+ มีความผิดทางกฎหมายค่ะ

เรารู้สึกว่าทั้งพริ้นส์ทั้งวรเดชก็เหมือนกัน ตรงที่มองว่าการแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคมเกี่ยวข้องกับเรื่องเพศด้วย เหมือนคนรุ่นใหม่ในตอนนี้ที่มองมันเป็นเรื่องเดียวกัน

ในเรื่องเราเซ็ตว่าชนชั้นปกครองใช้ความเชื่อในการปกครองคนและทำให้ชาวบ้านเชื่อตาม เลยมาผูกกับเรื่องเพศ เพราะความอคติทางเพศทั้งหลายมันก็เกิดจากความเชื่อที่ส่งต่อกันมารุ่นต่อรุ่น เท่าที่ดู มีหลายวัฒนธรรมในโลกนี้ที่มองว่า LGBTQIA+ เป็นเรื่องปกติ แล้วก็มีบางวัฒนธรรมที่เขาปลูกฝังคนของเขาให้มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องผิดธรรมชาติ เราว่าเรื่องนี้มันเกิดมาจากอคติที่สอนกันมารุ่นต่อรุ่นค่ะ

เลยอยากทำให้คนเริ่มรู้สึกตั้งคำถามกับความเชื่อเดิมที่มีอคติต่อกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง และลองคิดทบทวนด้วยตัวเองว่าทำไมถึงคิดแบบนั้น มากกว่ายอมเชื่อตามที่เขาบอกมาไปเลย

คุณอยากเห็นอะไรในเรื่องของ LGBTQIA+

อยากเห็นการที่ LGBTQIA+ ได้รับสิทธิเท่าเทียมเหมือนเพศชายหญิงทุกอย่าง อยากให้คนมอง LGBTQIA+ เป็นเพศของมนุษย์ทั่วไป ไม่อยากให้มองว่าแปลกแยก

เมื่อเจน Z จับ (เมาส์) ปากกา

หาข้อมูลเยอะไหม

ค่อนข้างเยอะค่ะ หาข้อมูลประมาณ 1 ปี พื้นฐานเราเป็นคนไม่ได้มีความรู้ทางประวัติศาสตร์ เลยต้องรีเสิร์ชตั้งแต่ประวัติศาสตร์ไทยและประวัติศาสตร์รอบโลกอ้างอิงบริบทในไทยยุคนั้นด้วยค่ะ

ตอนนี้รีเสิร์ชข้อมูลแล้ววางโครงสร้างเรื่องรวม ๆ เสร็จแล้วค่ะ แต่ระหว่างนี้ก็มีไปเรียนเพิ่มเกี่ยวกับการเล่าเรื่อง การเขียนบท เพื่อให้งานออกมาดีมากขึ้น แล้วก็มีการศึกษาตามเพจของนักเขียนบทที่แชร์เทคนิคการเขียน ระหว่างทำงานก็ดูยูทูบเบอร์ที่ทำงานเบื้องหลังภาพยนตร์มาแชร์ทริคการเล่าเรื่องไปด้วย ก็เลยต้องมีปรับแก้งานเพิ่มระหว่างทาง เพื่อให้ให้เมสเสจที่อยากจะเล่ามันชัดขึ้น งานสนุกขึ้น คนจะได้รับสารได้ง่ายขึ้นด้วย

มีฟีดแบ็กแง่ลบบ้างรึเปล่า

ฟีดแบ็กตอนลงมีแค่ส่วนน้อยเลยค่ะ ที่เขาไม่พอใจ LGBTQIA+ อยู่แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่การ์ตูนวายจะโดนค่ะ ก็เลยทำใจ (หัวเราะ)

เรื่องประวัติศาสตร์ทั้งหลายนี่ไม่โดนทัวร์ลงเหรอ

ประวัติศาสตร์มีแค่คนมาถกเถียงประเด็นในเรื่องกัน แต่ในเรื่องก็ยังไม่ได้ตัดสินว่าสิ่งที่ตัวละครทำถูกหรือผิด เขาก็เลยดีเบตกันเพื่อวิเคราะห์และนำเสนอแนวคิดตัวเองเฉย ๆ ค่ะ ไม่ได้ติที่ตัวเรื่อง เหมือนดีเบตเพื่อแชร์ข้อมูลให้คนอ่านคนอื่น ๆ ด้วย

ที่จริงเรื่องนี้ ตอนต้นทัศนคติค่อนข้างไปทางคนรุ่นใหม่เพราะเล่าเรื่องผ่านตัวพริ้นส์ แต่ช่วงหลัง ๆ ตัวละครก็จะได้เห็นหลาย ๆ ทัศนคติของคนแต่ละกลุ่มมากขึ้น เพราะเรารู้สึกว่าควรจะให้พื้นที่สื่อสำหรับคนที่คิดต่างจากเราในการนำเสนอแง่มุมของเขาด้วย

ระหว่างทำเรื่องนี้เราก็รีเสิร์ชข้อมูล โดยการไปคุยกับคนกลุ่มที่เขามีแนวคิดคนละอย่างกับเราตามกลุ่ม ตามเพจประวัติศาสตร์ในเฟซบุ๊กด้วย เพราะอยากรู้มุมมองของเขาบางจุดค่ะ บางทีเราก็ชอบไปดูคนแชร์แนวคิดกันตามกระทู้ บางทีก็ไปฟังสัมมนาที่มีอาจารย์มหาวิทยาลัยมาดีเบตกันในประเด็นประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ทำให้เห็นหลาย ๆ มุมน่าสนใจดีค่ะ

แล้วคุณก็เสนอหลาย ๆ มุม ไม่ได้เฉลยใช่ไหมว่าตัวเองมีทัศนคติอย่างไรต่อเรื่องต่าง ๆ

ใช่ค่ะ ให้คนอ่านสามารถตีความตัดสินในแบบของตัวเอง ไม่ได้ชักจูงไปทางใดทางหนึ่ง เพราะส่วนตัวเรามองว่าแนวคิด กระแสโลกมันเปลี่ยนตลอดเวลา เรื่องที่เรามั่นใจว่าคิดถูกอาจจะไม่เสมอไป และพร้อมจะรับแนวคิดใหม่ ๆ ตลอดค่ะ

นักเขียน ‘ยืนกินปากกาที่ท่าพระ’ เล่าเบื้องหลัง WEBTOON เรื่องดัง และมุมมองเกี่ยวกับเหล่านักอ่านรุ่นใหม่เจน Z

คนอ่านเรื่องนี้เป็นใครกันบ้าง

มีบ้างที่เป็นกลุ่มที่สนใจการเมืองเข้ามาอ่าน แต่จะรองลงมาจากกลุ่มหลัก ๆ ที่เป็นกลุ่มสาววาย หรือกลุ่ม LGBTQIA+ ซึ่งยินดีนะคะที่ได้ให้ความบันเทิง แล้วได้แชร์เรื่องการเมืองหรือเมสเสจบางอย่างจากกลุ่มนักเคลื่อนไหวให้เขารับรู้ไปด้วย เป็นการช่วยสื่อสารในแบบของเราค่ะ

แล้วก็มีกลุ่มวัยเด็ก ๆ ที่เข้ามาอ่านอีก อย่างหลานเราเขาก็อ่าน ทั้งที่น้องยังอยู่ประมาณประถมอยู่เลย น้องบอกไม่ค่อยเข้าใจเนื้อหาในเรื่อง แต่เห็นภาพสวยดีเลยเข้ามาอ่าน (หัวเราะ)

ดีใจที่แม้คนอาจจะยังไม่เข้าใจประเด็นในเรื่อง แต่ก็เข้ามาเสพความบันเทิงในเรื่องได้ ไว้ในอนาคตถ้าเขาโตขึ้นแล้วมาอ่านอีกรอบ เขาก็อาจจะได้รับเมสเสจอื่น ๆ นอกจากความบันเทิงด้วยค่ะ เหมือนพวกการ์ตูนที่อ่านในวัยเด็ก เราอ่านตอนแรกเพื่อความบันเทิง อาจจะไม่เข้าใจเรื่องในเชิงลึก แต่พอมาอ่านตอนโตที่เห็นโลกมากขึ้น ก็จะได้รับความรู้สึกอีกแบบค่ะ

มีการ์ตูนเรื่องไหนในชีวิตคุณที่เป็นแบบนั้นเหรอ

ล่าสุดเลยที่เพิ่งดูก็คือ Attack On Titan ค่ะ ตอนออกมาแรก ๆ เราก็ยังอยู่วัยมัธยม พอมาตอนนี้มาเสพอีกที นอกจากเรื่องไททันไล่กินคนแล้วก็เห็นแง่มุมการเมือง ความเชื่อ ความเป็นมนุษย์ ที่นักเขียนใส่มา

นักเขียน ‘ยืนกินปากกาที่ท่าพระ’ เล่าเบื้องหลัง WEBTOON เรื่องดัง และมุมมองเกี่ยวกับเหล่านักอ่านรุ่นใหม่เจน Z

ผู้บริโภคหลักของ WEBTOON คือเจน Z คุณคิดยังไงกับคนรุ่นนี้

พอเราเป็นคนเจน Z เหมือนกันเลยเข้าใจคนกลุ่มนี้ค่ะ ในอนาคตกลุ่มนี้ต้องเป็นคนที่ขับเคลื่อนประเทศ หลายคนที่อาจจะดูสุดโต่งไป เขาแค่ต้องการนำเสนอแนวคิดของตัวเองค่ะ คนเจนอื่น ๆ อาจจะไม่ชินกับการนำเสนอแนวคิดด้วยวิธีแบบนี้ แต่ว่าเจตนาก็คือต้องการให้สังคมดีขึ้นเหมือนทุกเจนค่ะ ก็เลยคิดว่าต้องลองเปิดใจฟัง ไม่ว่าจะเป็นเจน Z กับเจนอื่น หรือเจนอื่นกับเจน Z ค่ะ

คิดว่าอะไรคือสิ่งที่คนเจน Z ต้องการจะเสพ

เท่าที่เห็นตามทวิตเตอร์ กลุ่มที่ขับเคลื่อนสังคมต้องการเสพสื่อที่บันเทิงและเชื่อมโยงกับชีวิตเขา กับสังคม กับการเมือง แล้วก็ให้แง่มุมใหม่ ๆ กับเขาได้ ทำให้เขาต่อยอดทางความคิดได้ งานของเราก็ตั้งใจให้เขาก็ถูกใจ ทั้งในแง่ความบันเทิงและในแง่อื่น ๆ ด้วยค่ะ

ถ้าเรื่องนี้ปล่อยออกมาเมื่อ 5 ปีก่อนหรือ 20 ปีก่อน กระแสจะต่างจากตอนนี้ไหม

อืม… (นิ่งคิด) ตอนนี้คนที่อ่านส่วนใหญ่ค่อนข้างจะเข้าใจอะไรมากขึ้นแล้ว แต่ถ้าปล่อยเมื่อ 5 ปีก่อน คนอาจจะยังไม่เข้าใจ ถ้าเข้ามาอ่านประเด็นต่าง ๆ ในเรื่องอาจรู้สึกขัดกับความเชื่อที่บางคนยังยึดถืออยู่ อาจเกิดความสงสัยและตั้งคำถามกับงานก็ได้นะคะ คิดว่าเป็นอย่างนั้น

ส่วน 20 ปีก่อนอาจจะมีดราม่าหนักค่ะ เพราะเราเห็นจากคนเขียนหนังสือเรื่องหนึ่งที่เขานำเสนอในแง่มุมที่ไม่ตรงกับความคิดของคนในสังคมส่วนใหญ่ในตอนนั้น เขาเล่าว่าเขาโดนอะไรมาบ้าง ก็ค่อนข้างน่ากลัวและรุนแรงอยู่ค่ะ

เห็นในเครดิตมีผู้ช่วยหลายคนเลย

ใช่ค่ะ มีผู้ช่วยคนหนึ่ง เป็นเลขาจัดการทุกอย่างเลยค่ะ ไม่ว่าจะงานแก้ฟอนต์ ช่วยอัปโหลดงาน หรือช่วยลงสี แต่งเอฟเฟกต์ หาพร็อพ วาดพร็อพให้ ปั้นโมเดล ทำทุกอย่าง ช่วยเหมือนเป็นตัวเราอีกคนหนึ่งเลยค่ะ

ส่วนผู้ช่วยอีกคนหนึ่ง จะเช็กพวกตัวอักษร เนื้อหา ดูสตอรี่บอร์ด แล้วก็มีให้ช่วยลงสี เพราะว่าสเกลงานหลัง ๆ มันเริ่มเยอะขึ้น

แล้วก็มีผู้ช่วยคนอื่นที่ไม่ได้จ้างประจำค่ะ เป็นเพื่อนและรุ่นน้องที่รู้จักกันมาช่วยงาน

กระบวนการวาด ต้องมีการปั้นโมเดลด้วยเหรอ

ใช่ค่ะ เพราะว่าเราเซ็ตติ้งเป็นไทยพีเรียด ถ้าจะให้ไปวาดวังเองเลยก็เหนื่อย ก็เลยปั้นโมเดลขึ้นมาใช้ได้หลาย ๆ ฉากดีกว่า ปกติฉากทั่วไปก็มีคนปั้นโมเดลให้เราซื้อใช้อยู่แล้ว แต่พอมาทำเซ็ตติ้งไทยพีเรียดเลยต้องทำขึ้นมาเองบางส่วน บางส่วนก็ใช้จาก คุณมุ (นักเขียน วันทองไร้ใจ) ที่ทำโมเดลฉากลงขายไว้ให้อยู่

พวกวัตถุดิบต่าง ๆ ลายไทย ชุดไทย ฉากที่เราทำบางส่วน ในอนาคตที่จบเรื่องนี้แล้ว ก็จะเอามาแจกจ่ายให้คนได้เอาไปใช้กันค่ะ กลุ่มคนอยากทำพีเรียดไทยจะได้มีเครื่องทุ่นแรงเหมือนฝั่งพีเรียดยุโรป เกาหลี ที่เขามีฉาก มีพร็อพ ให้พร้อม

นักเขียน ‘ยืนกินปากกาที่ท่าพระ’ เล่าเบื้องหลัง WEBTOON เรื่องดัง และมุมมองเกี่ยวกับเหล่านักอ่านรุ่นใหม่เจน Z

รู้สึกยังไงบ้างที่คนอ่านเรื่องนี้เยอะมาก

รู้สึกดีใจค่ะและตกใจค่ะ ไม่คิดว่าจะเยอะขนาดนี้ทั้งที่เพิ่งลง ตอนแรกก็กังวลว่าจะโดนติเรื่องเนื้อหาที่ไปยกพวกประวัติศาสตร์ในมุมใหม่มามั้ย แต่พอลงแล้วทุกคนชอบก็ดีใจค่ะ

สุดท้ายนี้ อยากบอกอะไรคนอ่าน

ขอบคุณนะคะ คิดอะไรไม่ออกแล้วนอกจากขอบคุณที่ตามอ่าน (ยิ้ม)

นักเขียน ‘ยืนกินปากกาที่ท่าพระ’ เล่าเบื้องหลัง WEBTOON เรื่องดัง และมุมมองเกี่ยวกับเหล่านักอ่านรุ่นใหม่เจน Z

 ภาพ : ฉันนี่แหละท่านขุนที่สวยที่สุดในสยาม

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load