บอย-อุเทน ศรีริวิ ลูกอีสานจากจังหวัดขอนแก่น ผู้กำกับภาพยนตร์ ผู้บ่าวไทบ้าน ทั้ง 4 เรื่อง

จากเด็กหนุ่มวัยหัวเลี้ยวหัวต่อที่ตัดสินใจออกจากมหาวิทยาลัยมาทำหนังด้วยแนวคิดเสมือนจริงแนวใหม่ เขาหยิบวัฒนธรรมอีสานมาปรุงให้นัวผ่านความรักของผู่สาวและผู่บ่าวไทบ้าน ทำให้ภาพยนตร์อีสานทุกเรื่องของเขาดังเป็นพลุแตก จนเกิดปรากฏการณ์ป่าล้อมเมืองของคอหนังชาวไทย ที่คนอีสานดูหนังของเขาแล้วอยากกลับบ้าน

อุเทน ศรีริวิ คนขอนแก่นที่ทำหนัง ผู้บ่าวไทบ้าน ให้คนอีสานดูแล้วคิดฮอดบ้านล้ายหลาย

ไม่เพียงคนอีสานดูหนังของเขาแล้วอยากกลับบ้าน แต่คนต่างถิ่นที่ได้ลิ้มรสความเป็นอีสานก็เกิดความคิดคล้ายกัน ทำไม ผู้บ่าวไทบ้าน ถึงสะกิดหัวใจคนทั่วประเทศ ไม่ใช่เพราะโชคเข้าข้าง แต่เนื้อเรื่องที่เขาสื่อสารนั้นเป็นความจริง จริงตั้งแต่ก้นบึ้งของความเป็นคนอีสาน คนอีสานที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็นคนใช้แรงงาน ความบันเทิงและความสนุกสุดขีด เป็นสิ่งเดียวที่พวกเขามี มีมากพอจะกลบเกลื่อนความความจริงเหล่านั้นได้ต่างหาก

เรากำลังพาคุณกลับบ้านไปทำความรู้จักวัฒนธรรมอีสาน ผ่านคนอีสานที่ทำหนังอีสานเพื่อคนอีสาน

เอ้า จ้วดดด!

บอย อุเทน ศรีริวิ คนขอนแก่นที่ทำหนัง ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’ ให้คนอีสานดูแล้วคิดฮอดบ้านล้ายหลาย

ผู่บ่าวซำน้อย

“ผมอยากทำหนังแมส แต่อินดี้” เราทวนคำพูดของเขา ‘แมส แต่อินดี้’

“ใช่” ผู้กำกับเลือดอีสานยืนยันคำตอบ

“ทำหนังอีสานจะแมสได้ยังไง ทำไมไม่ทำหนังผีหรือหนังตลก” เราถามทันทีด้วยความสงสัย

“ผมคิดตามจำนวนโรงภาพยนตร์และตามจำนวนคนดูในอีสาน ปัจจุบันโรงภาพยนตร์ในอีสานเพิ่มขึ้นเยอะมาก คนอีสานชอบดูหนังนะ ผมว่าเป็นผลพวงจากสมัยก่อนที่เขาชอบออกไปดูหนังกลางแปลง” ผู้กำกับตอบ

“ถ้าลองนึกดู ตอนนั้นมีหนังอีสานไม่กี่เรื่อง พี่หม่ำ (เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา) ทำ แหยม ยโสธร เขาไม่ขาดทุน พี่บิณฑ์ (บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์) ทำ ปัญญา เรณู เขาไม่ขาดทุน ที่สำคัญคนอีสานชอบ ผมเลยตัดสินใจมาทางนี้”

ก่อนจะตบเท้าเข้าวงการจอเงิน บอยเป็นเด็กหนุ่ม ปวส. สาขาอิเล็กทรอนิกส์ เขาเลือกเรียนตามคำบอกเล่าของพ่อ ที่ยึดวิชาช่างซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นอาชีพ ด้วยกลิ่นไม่อภิรมย์ของตะกั่วทำให้เขาเบนเข็มชีวิตในระดับมหาวิทยาลัย บอยเห็นโบรชัวร์ประกาศรับสมัครนักศึกษาวิชาภาพยนตร์ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เขาไม่ลังเลและตัดสินใจลงสมัครหลักสูตรเทียบโอนหน่วยกิต ไม่ง่าย เพราะพ่อไม่เห็นด้วยกับการเลือกรอยเท้าเองของเขา และหน่วยกิตหลักสูตรอิเล็กทรอนิกส์เทียบโอนกับหลักสูตรภาพยนตร์ไม่ได้

เขาดึงดันขอพ่อเรียน จนสุดท้ายบอยยอมเรียนหลักสูตรภาพยนตร์ใหม่ทั้งหมดเป็นเวลาเกือบ 5 ปี

ไม่ทันจบการศึกษาในปีสุดท้าย เขาชิงออกมาทำงานก่อนเพื่อนร่วมรุ่น

“ผมออกมาก็เป็นฟรีแลนซ์ เป็นเด็กอาร์ต ทำพร็อป เป็นตากล้องงานอีเวนต์ ไม่เกี่ยวกับหนังเลย

“แต่ผมยังอยากทำหนัง ผมชอบหนังเฮ้าส์แบบพี่เจ้ย (อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) แบบพี่ต้อม (เป็นเอก รัตนเรือง) แต่มีคำถามในใจว่าหนังแบบนั้นได้เงินจริงเหรอ ผมอยากทำหนังให้ได้เงิน อันนี้เรื่องจริงนะ บวกกับผมยังไม่มีโปรไฟล์เกี่ยวกับการทำหนัง ผมรู้ว่าถ้าไปทางอาร์ตเฮ้าส์ผมไม่ได้เงินหรอก รางวัลไม่รู้จะได้หรือเปล่า ได้ฉายก็ดีใจแล้ว ผมเลยอยากทำหนังแมส แต่อินดี้” บอยเล่า

บอย อุเทน ศรีริวิ คนขอนแก่นที่ทำหนังให้คนอีสานดูแล้วคิดฮอดบ้านล้ายหลาย

ผู้บ่าวไทบ้าน

หนุ่มขอนแก่นเริ่มต้นทำหนังแบบคนไม่รู้ รอบตัวเขามีแต่ ลาบ ต้มไก่ เหล้าขาว 40 ดีกรี และการเจอหมู่ (เพื่อน)

“อาหาร เพื่อนฝูง คนอีสานจะวนอยู่แบบนี้ เป็นอัตลักษณ์พื้นถิ่นมาก ผมนั่งคุยกับทีมงานว่าจะทำหนังเรื่องอะไรดี มีคนหนึ่งถามขึ้นมาว่า ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’ คืออะไร พอมีการตั้งคำถาม มันก็น่าสนใจ งั้นผมจะทำหนังอีสาน เอาชื่อนี้เลย

“ผมทำรีเสิร์ชประมาณหนึ่งเดือนก่อนเขียนบทหนังสั้น พอถ่ายทำเสร็จก็ตัดทีเซอร์ลงเฟซบุ๊ก ยูทูป ผมเป็นคนชอบตัดทีเซอร์ เลยตัดอยู่เจ็ดถึงแปดตัว ตอนนั้นยังไม่ปล่อยตัวเต็ม คนก็เข้ามาคอนเมนต์ว่า ฉายเมื่อไหร่ รอดู ผมเลยสร้างเพจขึ้นมา มีคนติดตามเป็นแสน ขายเสื้อได้เป็นพันตัว ผมคิดว่ามันเริ่มไม่ธรรมดาแล้ว” ผู่บ่าวอธิบายจุดเริ่มต้น

7 – 8 ปีก่อนไม่มีใครคิดจะทำหนังอีสานเพื่อคนอีสานตัวเล็ก ตัวน้อย ในเมืองใหญ่

แต่บอยหยิบประเด็นและเหตุการณ์ที่เขาเห็นตั้งแต่เด็ก มาถ่ายทอดเป็น ผู้บ่าวไทบ้าน อีสานอินดี้ หนังรักสไตล์อีสาน ว่าด้วยผู้บ่าวไทบ้าน กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ยอมไปไหน ยืดหยัดจะอยู่เพื่อพัฒนาหมู่บ้าน พัฒนาด้วยความไม่รู้

“พระเอกเป็นตัวแทนของผู้บ่าวไทบ้าน กำลังรอแฟนกลับมา แต่แฟนกลับมาพร้อมสามีฝรั่ง เรื่องพวกนี้เป็นชีวิตประจำวันของคนอีสาน ผู้หญิงไปทำงานในกรุงเทพฯ พัทยา มักจะได้แฟนฝรั่งกลับมาด้วย สักพักก็เลิกกัน แล้วหาสามีไทย วนเป็นวัฏจักรแบบนี้ น้อยคนจะอยู่กันยาว บางหมู่บ้านถ้าขับรถเข้าไปจะเห็นเลยฝั่งหนึ่งธงอังกฤษ ฝั่งหนึ่งธงอเมริกา 

บอย อุเทน ศรีริวิ คนขอนแก่นที่ทำหนัง ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’ ให้คนอีสานดูแล้วคิดฮอดบ้านล้ายหลาย
บอย อุเทน ศรีริวิ คนขอนแก่นที่ทำหนัง ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’ ให้คนอีสานดูแล้วคิดฮอดบ้านล้ายหลาย

“ผมว่าประเด็นนี้น่าสนใจ มีจริง มีเยอะ ผมไปไหนก็เจอแบบนี้ เพื่อนได้สามีฝรั่ง พี่ของเพื่อนได้สามีฝรั่ง น้องสาวของเพื่อนก็ได้สามีฝรั่ง กลายเป็นค่านิยม คนยกยอปอปั้น ถ้าไม่มีผัวฝรั่งก็ไปดิ้นเอาในโรงงาน มันเลยพัฒนาเป็นกระจุก”

หนังเรื่องแรกที่เขาลงทุนควักเงิน ขายของรักของหวงเพื่อสร้างมันขึ้นมา กำลังสะท้อนการเดินย่ำอยู่กับที่ผ่านไดอะล็อกของนางเอกที่บอกว่า ‘ถ้าอยู่กับคุณมันไม่มีอนาคตหรอก’ พระเอกตอบกลับว่า ‘จะรวยได้ยังไง คนเรียนสูงก็ไปพัฒนาองค์กรเขา ไม่กลับมาพัฒนาหมู่บ้าน ผู้บ่าวไทบ้านมันก็อยู่แค่นี้แหละ’ หลังจากเรื่องแรกออกโรงฉายในอีสาน 5 จังหวัด ก็เกิดปรากฏการณ์ป่าล้อมเมือง คนกรุงเทพฯ เรียกร้องให้ขยายโรงภาพยนตร์และรอบฉายจนเต็มทุกที่นั่ง! 

“ตอนจบของหนังนางเอกก็หนีไปกับสามีฝรั่ง ผมเลยอยากให้คนอีสานกลับมาดูกำพืด กลับมาดูรากเหง้าของตัวเอง ช่วงนั้นเลยเกิดปรากฏการณ์คนอีสานที่อยู่ต่างถิ่นเขาอยากกลับบ้านหลังจากดูหนัง ผู้บ่าวไทบ้าน ของผม” 

บอย อุเทน ศรีริวิ คนขอนแก่นที่ทำหนัง ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’ ให้คนอีสานดูแล้วคิดฮอดบ้านล้ายหลาย

ผู้บ่าวไทบ้าน 2 3 และ 4

หนังอีสานเรื่องถัดมาของหนุ่มขอนแก่นยังคงทำหน้าที่เล่าขานวัฒนธรรมอีสานในมุมมองผู้บ่าวไทบ้านให้คนอีสานต่างถิ่นดูคลายความคิดฮอด อย่าง ผู้บ่าวไทบ้าน 2 ตอน แจกข้าวหาแม่ใหญ่แดง ที่พูดถึงการปะทะกันของสงครามความบันเทิงระหว่างหมอลำกับ K-Pop บอยอยากสื่อสารเรื่องการปิดตัวและปรับตัวของคณะหมอลำ ในวันที่ผู่สาวซำน้อยและผู่บ่าวซำน้อยหันมาคัฟเวอร์เพลงของศิลปินเกาหลี ผ่านงานบุญแจกข้าว งานใหญ่ที่จัดเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษ

หลังจากนั้นเพียง 2 ปี เขาสร้าง ผู้บ่าวไทบ้าน 3 หมาน แอนด์ เดอะ คำผาน เพื่อบอกเล่าเรื่องระบบนายทุนและกลุ่มคนตัวเล็กในอีสานที่ต่อสู้กับทุนนิยม เขาได้แรงบันดาลใจระหว่างขับรถกลับบ้านที่ขอนแก่น

“ช่วงนั้นขับรถกลับขอนแก่น เดือนมกราฯ เขาตัดอ้อยกัน แล้วจะเอาอ้อยขนใส่รถแต๊กแต๊กไปส่งรถบรรทุก-รถพ่วง ที่รับซื้ออ้อยจากโรงงาน แล้วอ้อยมันหล่นตามถนน ผมเลยเขียนหนังด่าแม่งเลย” เขาหัวเราะ “ผมอยากทำ แค่นั้นแหละ”

บอย อุเทน ศรีริวิ คนขอนแก่นที่ทำหนัง ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’ ให้คนอีสานดูแล้วคิดฮอดบ้านล้ายหลาย
บอย อุเทน ศรีริวิ คนขอนแก่นที่ทำหนัง ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’ ให้คนอีสานดูแล้วคิดฮอดบ้านล้ายหลาย

หนังแอคชั่นตลกร้าย กำลังสมมติสถานการณ์ที่มีโรงงานน้ำตาลมาตั้งในหมู่บ้าน แถมให้ราคาดีกว่าข้าว คนเลยหันมาปลูกอ้อย แต่เจ้าของโรงสีดันไม่พอใจ ไม่อยากขายที่ให้ ซึ่งที่ผืนนั้นเป็นของพระเอกที่ยายโอนที่ดินไว้ให้ก่อนตาย บวกกับผู่บ่าวไทบ้านอยากแต่งงาน ผู่สาวเรียกสินสอด 3 แสน เดือนร้อนให้พระเอกเอาที่ไปจำนอง แต่เจ้าของโรงสีให้ 1 ล้าน กลายเป็นเรื่องราวการต่อสู้ตามหาโฉนด ที่ผสานระบบนายทุนกับเรื่องราวความรักและมุกตลกสร้างเสียงฮา

ปีนี้เขากลับมาพร้อม ผู้บ่าวไทบ้าน อีสานจ้วด มี โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ นักแสดงสังกัดนาดาวบางกอก และ แอน อรดี ราชินีหมอลำยุคใหม่ มาเป็นตัวแทนของผู่บ่าว-ผู่สาวในวัยที่อยากกลับมาอยู่บ้าน กลับมาดูแลพ่อแม่ กลับมาซ่อมแซมบางอย่างที่ขาดหายไป บอยเขียนบทให้พระเอกเป็นหนุ่มอีสานที่ลาออกจากงานในจังหวัดชลบุรี กลับบ้านมาดูแลแม่ที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ เขาพบรักกับสาวโรงงานที่ทำทุกทางเพื่อให้พ่อที่ขับรถแท็กซี่ในกรุงเทพฯ กลับบ้านมาอยู่กับครอบครัว

หนังทุกเรื่องของผู้กำกับเลือดอีสาน คัดเลือกนักแสดงและทีมงานระดับมืออาชีพ อาทิ อาร์ตี้-ธนฉัตร ตุลยฉัตร, เต๋า-ภูศิลป์ วารินรักษ์, กระต่าย พรรณนิภา ศิลปินสาวอีสานมากฝีมือที่มีชื่อเสียงในโลกโซเชียลระดับร้อยล้านวิว มาร่วมถ่ายทอดอารมณ์บนบทหนังขนาดยาว และคนที่ติดตามศิลปินอีสานชื่อดังก็เป็นกลุ่มเป้าหมายคนดูที่เขาต้องการ การแสดงและสำเนียงเว้าอีสานขนานแท้เลยเป็นความสมจริงอย่างไม่ขัดเขินที่เขามอบให้กับคอหนัง

“คุณทำหนังอีสานที่ใช้คนอีสานมาเป็นนักแสดง แสดงว่าคุณเดาออกว่าคนอีสานอยากดูอะไร” 

“มันเป็นสูตรอย่างหนึ่ง แต่คนจะดูหรือไม่ดูก็อีกเรื่องหนึ่ง” ผู้กำกับตอบปนเสียงหัวเราะ

บอย อุเทน ศรีริวิ คนขอนแก่นที่ทำหนัง ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’ ให้คนอีสานดูแล้วคิดฮอดบ้านล้ายหลาย

อีสานคักคัก

“ต้องเหล้าขาวนะ ถ้าใช้คำว่าผู้บ่าวไทบ้าน”

มีคนบอกบอยว่าเขาเป็นกลุ่มคนทำหนังอีสานกลุ่มแรกที่ฉายภาพ ‘เหล้าขาว’

“การนั่งดื่มเหล้าขาวกับประโยคที่บอกว่า ‘สารคามน้ำบ่ต้อง’ มันเข้าถึงวัฒนธรรมคนอีสานจริงๆ นะ ถึงขนาดมีคำบอกว่า คนดื่มเหล้าสีเป็นคนสำอาง ดื่มเบียร์จะเป็นคนอีกแบบหนึ่ง ยิ่งดื่ม 40 ดีกรี แล้วนั่งกินตรงเถียงนาหรือตามทุ่งที่คนในหมู่บ้านใช้นั่งประชุม สังสรรค์ วัยรุ่นนั่งจีบกัน มันยิ่งเรียล เหมือนเป็นบ้านหลังที่สองไว้พักผ่อนหย่อนใจ”

นอกจากเครื่องดื่มไร้สีดีกรีแรงที่ฉายภาพความเป็นอีสานอย่างตรงไปตรงมา หนังของเขายังซ่อนความจริงที่กลายเป็นภาพจำของคนต่างถิ่น อย่างความแห้งแล้ง คนใช้แรงงาน ผู่สาวกับสามีตาน้ำข้าว และคนอยากกลับบ้าน

“หนังของผมจำลองความเป็นคนอีสานที่อยู่ห่างจากตัวเมือง ผมเป็นคนขอนแก่น ทุกวันนี้ขอนแก่นเทียบเท่ากับกรุงเทพฯ แต่ถ้าคุณขับรถออกไปประมาณห้าสิบกิโลเมตร ความแตกต่างชัดเจน จากทางลาดยางจะเป็นทางลูกรัง เห็นควาย เห็นความแห้งแล้ง ถ้าคุณขับลึกเข้าไปอีก คุณจะเห็นยายกับหลานนั่งบนแคร่ใต้ถุนบ้าน เหงาๆ เศร้าๆ แต่ถ้าคุณขับเข้าไปอีก จะเห็นบ้านร้าง ลูกหลานเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ ชลบุรี ระยอง ส่งแค่เงินกลับบ้าน ถ้าอิน คุณจะร้องไห้ทันที

บอย อุเทน ศรีริวิ คนขอนแก่นที่ทำหนัง ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’ ให้คนอีสานดูแล้วคิดฮอดบ้านล้ายหลาย

“ห่างจากตัวเมืองไป ชีวิตเป็นแบบนี้ทั้งหมด บ้านร้าง คนแก่เลี้ยงหลาน มันกันดารและแห้งแล้ง หลังจากฤดูเก็บเกี่ยว เขามีแค่บ่อน้ำเล็กๆ ที่ช่วงปีใหม่จะสูบน้ำออกแล้วจับปลามากิน เพื่อต้อนรับลูก ต้อนรับญาติที่มาจากกรุงเทพฯ

“เพราะว่างานกระจุกตัวในเมือง เขาต้องดิ้นรนหางาน สุดท้ายกลายเป็นคนใช้แรงงาน นี่แหละชีวิตคนอีสาน”

ถ้าอิน คุณจะร้องไห้ทันที เราคิดทบทวนคำพูดของเขาในใจ

“ปัจจัยเดียวคือเงิน ถ้าไม่มีเงิน เป็นผู้บ่าวไทบ้านก็ปากกัดตีนถีบ ทำไร่ ทำนา ปลูกอ้อย ปลูกมัน เป็นกรรมกรรับจ้างทั่วไป ไม่ทำก็อดตาย แต่คนอีสานเขาไม่ย่อท้อหรอก เขามีความบันเทิงสูงสุด มีไว้เพื่อกลบเกลื่อนความแร้นแค้น”

เรามักเห็นภาพคนอีสานออกลวดลายหน้าฮ่าน (หน้าเวที) โยกย้ายบนรถแห่ และร่ำสุราราคาถูกแต่ออกฤทธิ์สยบความเครียดฉับพลัน บ้างก็ดื่มบรรเทาอาการคลายเส้นหลังทำงานหนักตลอดวัน คนอีสานเลยม่วนซื่นกับทุกความบันเทิง

“ตอนเขียนบท ผมคิดแค่ว่าผมเป็นคนอีสานคนหนึ่งที่เห็นเหตุการณ์พวกนี้มาตลอด” บอยย้ำสิ่งที่เขาเล่าทั้งหมด

บอย อุเทน ศรีริวิ คนขอนแก่นที่ทำหนัง ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’ ให้คนอีสานดูแล้วคิดฮอดบ้านล้ายหลาย
โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ พระเอก ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’

เมือบ้าน

“คุณคิดว่าอะไรเป็นเหตุผลให้คนอีสานอยากกลับบ้าน หลังจากดูหนังของคุณจบ” เราถาม

“ถ้าคุณเป็นคนอีสานเข้ามาทำงานในเมือง หนึ่งปีกลับบ้านครั้งเดียว เนื้อหาที่อยู่ในหนังคุณจะอิน เพราะเขาไม่เห็นแบบนั้นมานาน แต่เขาเคยผ่านมาหมดแล้วนะ มาเห็นอีกทีในรูปแบบของภาพยนตร์ เลยทำให้เขาอยากกลับบ้าน

“ชีวิตเขาในเมืองกลับจากทำงานก็อยู่ในห้องแคบๆ นอน ตื่นเช้าไปทำงาน วนอยู่อย่างนั้น ในหนังของผมฉายภาพการสังสรรค์ มีเพื่อน มีกับข้าวแบบอีสานแท้ๆ มีทางเข้าหมู่บ้านแบบนี้ เขาเห็นแล้วนึกถึงตัวเอง ยิ่งชีวิตเขาเหมือนกับตัวละครที่ผมเซ็ตขึ้นมา เขาจะอินเป็นพิเศษ คล้ายกับว่าเขากำลังนั่งดูตัวเอง เพราะมันเป็นเขา มันทำมาเพื่อเขา” บอยตอบ

“แล้วคุณมั่นใจว่าคนอีสานต่างถิ่นจะกลับบ้านได้จริงหรอ”

“ยาก” เขานิ่งคิดก่อนจะเสริมว่า “เขาไม่สามารถกลับไปพัฒนาบ้านเกิด เพราะภารกิจหน้าที่การงาน อย่างคนขับแท็กซี่ที่ผมเคยคุยด้วย เขาบอกว่า เขาอยากกลับ แต่เขากลับไม่ได้ เพราะกู้หนี้ยืมสิ้นอยู่ที่กรุงเทพฯ ลูกก็อยู่ที่นี่ เมียก็ทำงานอยู่ที่นี่ บางคนหมดหนี้แล้วก็กลับไม่ได้ เพราะหนี้ใหม่ก็เกิดขึ้นมาอีก มันเลยเป็นการส่งเงินกลับบ้าน ส่งเงินไปสร้างบ้านให้พ่อแม่ ส่วนมากเขาไม่อยู่หรอก จะอยู่บ้านไม้เถียงเล็กๆ ของเขา พอพ่อแม่ตายบ้านก็ร้าง มันก็วนเข้าอีหรอบเดิม”

โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ พระเอก ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’

“การเกิดขึ้นของ ผู้บ่าวไทบ้าน เป็นการกลับบ้านไปพัฒนาบ้านเกิดคุณด้วยหรือเปล่า”

“มีส่วนนะ การทำสื่อของผมทำให้คนอิน เขาคล้อยตาม ถ้าผมทำ คุณทำ คนนู้นทำ คนนี้ทำ พอหลายคนทำเยอะเข้า มันก็ทำให้คนอีสานได้ฉุกคิดในหลายมุมมอง มันอาจจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงความคิดเขาได้ ไม่ช้าก็เร็ว” 

“แล้วเป้าหมายที่คุณอยากพา ผู้บ่าวไทบ้าน ไปให้ถึงคืออะไร”

“ผมมีเพื่อน มีพี่เป็นครูเพลง เป็นนักกวี เขาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับอีสาน ผมเลยทำในสิ่งที่ผมถนัด ผมทำหนังให้คนอีสานกลับมาคิดทบทวนความเป็นตัวตนของเขา เพื่อเปลี่ยนทัศนคติบางอย่างให้เขาอยากกลับบ้าน ถ้าอยู่ในเมืองเขาต้องติดกับดัก กับดักที่เรียกว่า ‘เงิน’ ยิ่งเขาหยั่งรากแก้วลงไปลึกมันก็ยากที่จะถอน การทำหนังของผมครั้งนี้ ผมทำหนังวัยรุ่นให้เขาดูตั้งแต่วัยเรียน เพื่อส่งสารบอกเขาว่ากลับไปอยู่บ้านเถอะ กลับมาพัฒนาบ้าน กลับมาพัฒนาองค์กรที่บ้าน

“สุดท้ายผมก็ไม่รู้ว่าบ้านเมืองอีสานจะเป็นยังไง แต่ผมรู้ว่าถ้าเขากลับบ้าน เขาพาความเจริญกลับมาด้วย เขาหอบความรู้กลับมาด้วย ผมอยากให้เขากลับมาสร้างงาน สร้างตัวที่บ้านเกิดของเขา” บอยเล่าสิ่งที่หวังไว้หมดเปลือก

พลังของหนุ่มเลือดอีสานที่ตั้งใจทำหนังอีสานเพื่อคนอีสานสูบฉีดแรงกล้ามากกว่าที่เราคิด

การเบนเข็มชีวิตและนั่งตัดทีเซอร์หนังสั้นมากถึงแปดตัวพาเขาเดินทางสู่จุดหมายที่ธรรมดาและเรียบง่าย

จะมีผู้กำกับสักกี่คนในประเทศไทยที่ทำหนังให้คนอีสานทั่วประเทศดูแล้ว ‘คิดฮอดบ้านล้ายหลาย’

บอย อุเทน ศรีริวิ คนขอนแก่นที่ทำหนัง ‘ผู้บ่าวไทบ้าน’ ให้คนอีสานดูแล้วคิดฮอดบ้านล้ายหลาย

Writer

Avatar

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ตอนนี้ผมกำลังนั่งมือเย็นเฉียบอยู่ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง

ผมเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ตอนเด็กแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมอาการนี้ต้องเกิดขึ้นกับผมเวลาที่ตื่นเต้นหนักๆ ทุกครั้ง และสิ่งที่ทำให้ผมมานั่งมือเย็นเฉียบอยู่ตอนนี้เป็นเพราะผมมีนัดสัมภาษณ์กับ เฌอปราง อารีย์กุล

สำหรับคนที่รู้จัก BNK48 ดีอยู่แล้ว ผมคงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า เฌอปราง อารีย์กุล คือใคร แต่สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักหรือเคยได้ยินมาแค่เพียงผ่านหู ผมขออธิบายแบบกระชับและเข้าใจง่ายๆ

BNK48 คือวงไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปไทยหน้าใหม่ที่เกิดขึ้นจากการขยายสาขาของ AKB48 วงไอดอลชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่นที่มาในคอนเซปต์ ‘ไอดอลที่คุณไปพบได้’

วิธีการไปพบไอดอลของคุณนั้นมีทั้งการไปที่เธียเตอร์ หรือโรงละครของวงที่เปิดการแสดงให้แฟนๆ สามารถตีตั๋วเข้าไปดูกันเป็นประจำ หรือการไปงานจับมือที่เหล่าแฟนคลับสามารถไปพบ จับมือ และพูดคุย กับสมาชิกที่เราชื่นชอบได้อย่างใกล้ชิด นอกจากนั้นทางวงยังมีระบบต่างๆ ที่ช่วยให้แฟนๆ ได้สนับสนุนไอดอลที่ตัวเองชื่นชอบกันอย่างเต็มที่ รวมไปถึงมีระบบจบการศึกษาซึ่งหมายถึงการลาออกจากวงของสมาชิกเมื่อตนเองรู้สึกอิ่มตัวและพร้อมที่จะก้าวไปยังเป้าหมายอื่นในชีวิตต่อไป โดยทางวงก็จะมีการเปิดออดิชันเพื่อรับสมาชิกใหม่เข้ามาทดแทนอยู่เสมอ

วันนี้ เฌอปราง คือหนึ่งในสมาชิกที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของวง BNK48 นั่นเอง

ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมผมถึงรู้เรื่องราวเหล่านี้เป็นอย่างดี เพราะความจริงแล้วผมก็เป็นหนึ่งในแฟนคลับของวงไอดอลวงนี้เหมือนกัน

และไม่ต้องสงสัยอีกเช่นกันว่าทำไมผมถึงได้มือเย็นเฉียบกับการสัมภาษณ์ครั้งนี้

แม้ BNK48 จะมีคอนเซปต์ ‘ไอดอลที่คุณไปพบได้’ แต่โอกาสที่จะได้นั่งคุยกันยาวๆ แบบตัวต่อตัวในระยะประชิดเท่านี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ

เฌอปราง BNK48 เฌอปราง BNK48

1

โอกาสที่มีแค่หนึ่งในหลายพัน

เมื่อถึงเวลานัด เฌอปรางก็เดินเข้ามาในร้านพร้อมกับชุดเสื้อยืดสีขาวสกรีนลาย BNK48 และกระโปรงสีกรมท่าซึ่งเป็นหนึ่งในชุดยูนิฟอร์มประจำวงที่แฟนๆ คุ้นเคย แต่ที่แปลกตาไปบ้างคงเป็นรองเท้ากีฬาสีน้ำเงิน ไม่ใช่รองเท้าผ้าใบสีขาวที่เรามักจะเห็นกันอยู่เป็นประจำ

“เดี๋ยวสัมภาษณ์เสร็จแล้วเฌอต้องไปซ้อมเต้นต่อค่ะ” หญิงสาวจาก BNK48 ตอบเรื่องรองเท้าหลังจากหย่อนตัวลงบนเก้าอี้

“แต่ช่วงนี้พวกเราจะซ้อมกันน้อยลงกว่าช่วงแรกแล้ว จากแต่ก่อนที่ต้องซ้อมทุกวัน ตอนนี้จะเหลือแค่สัปดาห์ละไม่กี่ครั้ง เพราะว่ามันมีกิจกรรมอื่นๆ ที่เราต้องทำมากขึ้น”

กิจกรรมที่ว่ามีทั้งงาน Road Show ที่ออกไปเล่นมินิคอนเสิร์ตให้แฟนๆ ดูกันทุกสัปดาห์ ไลฟ์จาก Digital Live Studio (หรือที่มีชื่อเล่นว่าตู้ปลา) ที่มีให้ดูกันทุกวันผ่านทางเฟซบุ๊ก รายการ BNK48 Show ที่ฉายให้ชมกันทุกเย็นวันอาทิตย์ รวมไปถึงการให้สัมภาษณ์ ออกรายการ และเข้าร่วมงานอีเวนต์อื่นๆ เพื่อกระตุ้นและโปรโมตวงให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ซึ่งก็เหมือนจะได้ผลดี เพราะคนรอบตัวของผมตอนนี้ก็เริ่มมีการพูดถึงวง BNK48 แม้จะไม่ใช่คนที่ติดตามวงการไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปมาก่อนเลยก็ตาม

“ช่วงนี้วงเราเลยมีอะไรให้ได้ดูกันทุกวัน วันละหลายรายการเลย เอาตามตรงเฌอเองก็พยายามไล่ตามดูนะ แต่มันเยอะมากจนดูไม่ทันเหมือนกัน” เธอหัวเราะออกมาหลังพูดจบ

จากที่สัมผัสด้วยตา เฌอปรางถือเป็นเด็กสาวที่ไม่ว่าใครก็คงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเหมาะกับการเป็นไอดอลอย่างมาก ไม่ว่าจะด้วยรูปลักษณ์ภายนอก ทักษะการร้องเต้น การวางตัว ความมุ่งมั่น หรือความเปล่งประกายที่ส่งออกมาจากตัวของเธอ ขนาดที่เคยมีสมาชิกวงคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า ตอนที่เธอเห็นเฌอปรางในการออดิชันครั้งแรกก็รู้เลยว่าคนคนนี้ต้องออดิชันผ่านแน่ๆ

“แต่ในชีวิตปกติเฌอมีความเป็นไอดอลน้อยมากเลยนะ” เด็กสาวคนที่ว่าตอบสวนทางกับสิ่งที่หลายๆ คนคิด

“ตอนเด็กๆ เฌอเป็นเด็กที่ออกจากบ้านเพื่อไปเรียน เรียนแล้วก็กลับบ้าน แล้วก็ตื่นมาเพื่อออกไปเรียนใหม่ อยู่แค่นั้นเลย คือที่บ้านจะเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างประคบประหงมหน่อย เราต้องอยู่ในสายตาเสมอ แล้วทีนี้บ้านเรามันก็อยู่ติดกับโรงเรียนเลยไง พอเลิกเรียนเราก็ไม่ได้มีโอกาสแวะไปไหน อาจจะมีไปเรียนไวโอลินบ้าง ซึ่งที่เรียนก็อยู่แถวบ้านอีกนั่นแหละ ชีวิตเราก็เลยวนอยู่แค่นี้ ไม่เคยจะไปร้องหรือเต้นที่ไหนเลย เรียนเสร็จก็กลับบ้านไปดูการ์ตูน”

และก็เป็นการ์ตูนนั่นเองที่พาให้เฌอปรางได้มารู้จักกับวงไอดอลญี่ปุ่นอย่าง AKB48 จากที่ตอนนั้นทางวงได้มีการสร้างการ์ตูนเกี่ยวกับวงขึ้นมาในชื่อ AKB0048 ซึ่งเฌอปรางก็มีโอกาสได้ดูเช่นกัน

เฌอปราง BNK48

“พอดูแล้วเราก็ได้รู้ว่ามันมีวงของจริงด้วยนะ เฌอก็เลยลองไปติดตามดู จนสุดท้ายก็กลายมาเป็นแฟนคลับของวงจริงๆ” เฌอปรางเล่าความหลังครั้งนั้นให้ผมฟัง “แต่ตอนนั้นเราก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เราไม่น่าจะเป็นได้นะ เราไม่ใช่สายร้องสายเต้น ไม่ได้อยากเป็นนักแสดงด้วย การอยู่บนเวทีตอนนั้นเป็นสิ่งที่เฌอกลัวมาก เราไม่ชอบอยู่ต่อหน้าคนด้วยซ้ำ”

แต่สุดท้ายแล้วชีวิตของเธอก็ต้องเปลี่ยนไป เมื่อ AKB48 ได้ประกาศออกมาว่าจะมีการสร้างวงสาขาอย่าง BNK48 ที่ประเทศไทย

“มันเป็นโอกาสที่มีแค่หนึ่งในหลายพันคนจะได้ทำ” เธอให้เหตุผลในการตัดสินใจเข้าร่วมการออดิชันครั้งนี้ “เฌอมองว่ามีคนอีกหลายร้อยหลายพันที่อยากมาอยู่ตรงนี้ เมื่อเราได้สิทธิ์ที่มาอยู่ตรงนี้แล้วมันก็ไม่เสียหายที่เราจะลอง เรามองเห็นโอกาสที่เขามอบให้เรา ถึงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่มันก็เป็นสิ่งที่คนไม่กี่คนจะได้สัมผัสเหมือนกันนะ”

แม้จะต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่เธอก็อยากเข้าใจความรู้สึกไอดอลของเธอให้มากยิ่งขึ้น อยากรู้ว่าสิ่งที่ไอดอลของเธอต้องเจอระหว่างทางนั้นมันคืออะไร และทำไมไอดอลเหล่านั้นถึงเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายๆ คนได้

“ถึงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่เฌอคิดว่ามันคุ้มที่เราจะลอง”

และในที่สุดเธอก็ได้มาเป็น 1 ใน 29 สมาชิกรุ่นแรกของวง BNK48

เฌอปราง BNK48

2

วันที่น้ำตาไหลออกมา

“ความรู้สึกตอนงานเปิดตัวครั้งแรกมันเป็นความรู้สึกที่ใหม่มาก ก่อนขึ้นเวทีตอนนั้นจำได้ว่าเสียงคนดังมาก เราก็ โห รู้สึกได้ถึงสายตาของคนเป็นร้อยเป็นพันเค้ากำลังจะจับจ้องมาที่เรานะ เดี๋ยวเราต้องขึ้นไปอยู่ท่ามกลางเสียงเหล่านั้นแล้วนะ ชื่อของเรากำลังจะออกไปนะ ตอนนั้นกดดันแล้วก็ตื่นเต้นมาก เราก็พยายามจัดการตัวเอง บอกตัวเองว่าพออยู่ตรงนั้นแล้วเราต้องทำให้ดี ขึ้นไปต้องพูดในสิ่งที่ตั้งใจไว้ให้ได้” เธอย้อนเล่าถึงวันแรกที่ก้าวขึ้นเวทีในฐานะสมาชิก BNK48

แล้วพอได้เข้ามาเป็นไอดอลจริงๆ แล้ว เราเข้าใจไอดอลของเรามากขึ้นจริงมั้ย-ผมถาม

“เข้าใจมากขึ้นนะ เข้าใจว่าที่เค้าไม่ค่อยอัพอินสตาแกรมให้เราดูมันเป็นเพราะอะไร” ว่าถึงตรงนี้เธอก็หัวเราะ ออกมา “เราเข้าใจได้ว่ามันมีอะไรหลายๆ อย่างที่เค้าต้องทำเหมือนกัน บางทีแค่อัพสเตตัสสั้นๆ ก็ถือว่าเยอะแล้ว

“อีกอย่าง พอเข้ามาอยู่ในวงแล้วที่เซอร์ไพรส์เรามากก็คืองานเบื้องหลังมีอะไรต้องทำมากกว่าที่เคยคิดไว้เยอะเลย อย่างการโฆษณาสินค้าสักตัว เมื่อก่อนเราคิดว่าคงถ่ายกันแป๊บๆ ก็เสร็จ แต่ความจริงเราใช้เวลาเป็นวัน มันไม่ใช่ง่ายๆ หรืออย่างการทำเพลง กว่าจะแต่งเนื้อ กว่าจะซ้อม กว่าจะทำเอ็มวีออกมา ทำให้เรารู้ว่ามันยากกว่าที่คิดมากนะ”

อีกหนึ่งบทบาทที่เธอได้รับมอบหมายนอกจากการเป็นไอดอลนั้นคือการเป็น ‘กัปตัน’ ของวง ตำแหน่งนี้เปรียบเสมือนหัวหน้าห้องที่ต้องคอยดูแลเพื่อนๆ พี่ๆ และน้องๆ ทั้ง 29 ชีวิต

“ก่อนหน้านั้นเราเคยได้รับแต่งตั้งให้เป็นกัปตันชั่วคราวมาแล้ว แต่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ทำได้ดีขนาดนั้น เพราะมีคนมาบอกว่าเราดุ เราเข้มงวดกับน้องมากเกินไป ทั้งที่เราคิดว่าเราก็ลดลงมาแล้วนะ เลยคิดว่ามันคงไม่เหมาะกับเราล่ะมั้ง พอวันเดบิวต์ที่เค้าประกาศชื่อเฌอออกมาเราก็ยังไม่มั่นใจ แต่พอเราเดินออกมาแล้วมีคนตะโกนชื่อเรา มีคนที่คอยให้กำลังใจเราอยู่นะ จากที่เรากำลังดาวน์เพราะคิดว่าทำได้ไม่ดี พอมีคนที่ดีใจไปกับเราไปด้วยเราก็เลยร้องไห้ออกมา”

เฌอปราง BNK48

“ความจริงตอนนี้ในความรู้สึก เฌอยังไม่ค่อยได้ทำอะไรในฐานะกัปตันเลยนะ เพราะตอนนี้วงก็เพิ่งเริ่ม ยังไม่มีเธียเตอร์ ยังไม่ได้มีการซ้อมเพื่อขึ้นแสดงจริงจังขนาดนั้น กิจกรรมต่างๆ ก็ยังมีพี่ๆ ทีมงานคอยดูแลให้อยู่ ที่ได้ทำจริงๆ ก็คงได้เป็นตัวแทนในการพูดอยู่บ้าง เวลาเจอสัมภาษณ์น้องๆ ก็จะส่งมาให้เฌอพูดกันหมดเลย (หัวเราะ) หรือบางทีก็จะมีน้องๆ มาปรึกษาเราบ้าง อย่างบ่อยสุดก็จะเป็นปัญ ชอบส่งมาว่าพี่เฌอเลือกรูปให้หน่อย เอารูปไหนดี อันนี้เนี่ยจะบ่อยสุด (หัวเราะ) แล้วก็มีให้ช่วยแปลภาษาบ้าง หรือบางก็ถามเรื่องการเตรียมตัวหรือข้อมูลของงาน เพราะเฌอจะเป็นคนที่เมมโมรี่ไว้ในหัวได้เลย”

แล้วกัปตันที่ดีในความคิดของเฌอปรางนั้นเป็นแบบไหน-ผมสงสัย

“กัปตันในอุดมคติเป็นอะไรที่อธิบายยากนะ อย่างใน AKB48 ก็มีหลายคนที่มีจุดเด่นแตกต่างกันไป ซึ่งเฌอก็ไม่ได้อยากจะเป็นเหมือนใครหรอก เพราะเฌอก็เป็นตัวของเฌอเอง ตอนนี้เราอยากเรียนรู้ไปก่อนว่าการเป็นผู้นำต้องเป็นยังไง สิ่งที่เราต้องทำจริงๆ คืออะไร”

แม้จะยังไม่รู้ว่ากัปตันนั้นจริงๆ แล้วต้องเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่เฌอปรางน่าจะรู้แน่ๆ ก็คือความรู้สึกของเหล่าแฟนคลับ ในฐานะคนที่เคยเป็นแฟนคลับมาก่อนเหมือนกัน

เฌอปราง BNK48

“บางครั้งเราก็เห็นภาพตัวเองซ้อนทับกับพวกเขาอยู่เหมือนกันนะ” เธอเริ่มเล่า “อย่างตอนที่มีแฟนคลับคนนึงเขียนมาเล่าว่าพอเขาเห็นรูปของเฌอรูปนึงแล้วเค้ากรี๊ดมากเลย เราก็นึกย้อนไปถึงตอนที่เราเห็นรูปไอดอลของเราแล้วเราก็กรี๊ดเหมือนกัน มันคงเป็นความรู้สึกเหมือนกับเราในตอนนั้นเนอะ ไม่เคยคิดว่าวันนึงจะเกิดขึ้นกับเราเหมือนกันนะความรู้สึกนี้”

และในทางกลับกันเธอก็ได้รับรู้ความรู้สึกของไอดอลที่มีต่อแฟนคลับในแบบที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อน “ตอนที่เป็นแฟนคลับเฌอจะเป็นแฟนคลับประเภทที่ตามอย่างเดียว สนับสนุนไอดอลบ้างตามโอกาส ซื้ออัลบั้ม ซื้อของบ้าง แต่ไม่ได้แสดงตัวตนให้เขารู้ ในโซเชียลฯ เราไม่เคยไปคอมเมนต์อะไรเลย (หัวเราะ) แต่พอมาเจอแฟนคลับของตัวเองหลายๆ แบบ เรากลับรู้สึกว่าเราชอบแฟนคลับที่เขาคอมเมนต์มาหาเราเนอะ เราชอบอ่านเรื่องราวของเขานะ

“แล้วเวลาที่ได้รับจดหมายหรือข้อความตอบกลับมาว่าเราได้ไปเป็นแรงบันดาลใจอะไรสักอย่างให้เขาเราดีใจมากเลยนะ คือปกติได้รับกำลังใจจากคนทั่วไปเราก็โอเคแล้ว แต่พอได้เห็นว่ามีคนที่ชีวิตเค้าติดลบแล้วเค้าลุกขึ้นได้เพราะพวกเรานี่มันสุดยอดมาก มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้รู้ว่าการเป็นไอดอลจริงๆ แล้วมันไม่ใช่แค่การโด่งดังแล้วขึ้นไปเฉิดฉายอยู่ตรงนั้น แต่มันคือการอินสไปร์ให้กับคนอื่นๆ ด้วย”

แน่นอนว่าแม้จะได้รับดอกไม้จากแฟนๆ มามากแค่ไหน แต่การเปลี่ยนชีวิตมาเป็นบุคคลสาธารณะแบบนี้ก็ต้องมีก้อนหินที่ถูกโยนเข้ามาด้วยเช่นกัน “ปกติเราไม่ชอบการถูกวิพากษ์วิจารณ์เลย ไม่ชอบให้ใครรู้เรื่องส่วนตัวขนาดนั้นด้วย แต่เมื่อเรามาอยู่ตรงนี้แล้วเราก็ต้องพยายามปรับและยอมรับให้ได้ เพราะเราเลือกที่จะมาอยู่ตรงนี้เอง”

“แล้วปกติตามอ่านคอมเมนต์ในโลกออนไลน์บ้างมั้ย” ผมถามต่อ

“อ่านค่ะ ปกติเป็นคนที่ตามอ่านคอมเมนต์ทั้งในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมอยู่แล้ว มันก็มีทั้งด้านบวกด้านลบ ซึ่งเฌอมองว่าข้อติชมพวกนี้มันก็เป็นสิ่งที่เราต้องรับเข้ามา นำไปปรับปรุง แล้วก็ปล่อยวาง คือไม่ไปจมปลักกับมันมากเกินไป เพราะเรารู้ว่าสาเหตุที่ทำให้มันออกมาเป็นแบบนี้จริงๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น เราก็ยังมีสิ่งที่เราต้องพัฒนาและยังมีหน้าที่ที่รอให้เราทำอยู่อีกมากมาย อาจเป็นเพราะชีวิตเฌอเคยเจอเรื่องเปลี่ยนผันแบบนี้มาสองสามรอบแล้วด้วยมั้ง ซึ่งเราก็ผ่านมันมาได้ แล้วทำไมตรงนี้เราจะผ่านไปไม่ได้”

เฌอปราง BNK48 BNK48

3

นิยามไอดอลของไอดอล

ในฐานะแฟนของ AKB48 เหมือนกัน ผมรู้ดีว่าความน่ากลัวของวงนี้ไม่ได้มีเพียงแค่คอมเมนต์หรือการแข่งขันจากภายนอกเท่านั้น แต่การต้องมาอยู่ในวงที่มีสมาชิกมากมายขนาดนี้ (และสามารถเพิ่มขึ้นได้ตลอดเวลา) แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเปล่งประกายออกมาได้ หลายๆ คนถูกกลืนหายไปในบรรดาสมาชิกจำนวนมหาศาลนั้น ผมนึกสงสัยว่าเธอเคยกลัวบ้างมั้ย

“ก็กลัวนะคะ” เธอตอบแล้วนิ่งคิดไปสักพัก “คิดว่าทุกคนก็คงกลัวกันหมด แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะสามารถสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองได้ว่าเราจะไม่หายไป สิ่งที่เราทำได้ก็แค่พยายามทำทุกวันให้ดีที่สุด เมื่อเรามีโจทย์ที่ต้องทำต่อไปเราก็ทำอย่างเต็มที่ ถ้าเขายังเห็นศักยภาพของเรา เราก็ต้องทำต่อไป เพราะงานเป็นสิ่งเดียวที่ยังทำให้เราอยู่ในจุดนี้ได้ ในจุดที่ทำให้ได้เจอกับผู้คน ในจุดที่ยังได้เจอกับแฟนๆ”

“ถ้าอย่างนั้นเป้าหมาย BNK48 ของเฌอปรางคืออะไร”

“ตอนคุยกันเล่นๆ ในวง แต่ละคนก็มีความฝัน มีจุดมุ่งหมายไม่เหมือนกัน แต่ที่เหมือนกันก็คืออยากให้วงเป็นที่รู้จัก ซึ่งก็เหมือนกับเฌอที่อยากจะทำให้ BNK48 เป็นที่รู้จักให้ได้ด้วยการทุ่มความสามารถทั้งหมดที่เฌอมี เวลาให้ทำอะไรเราก็ทำ ทำอะไรได้เราทำหมด เพื่อให้วงมั่นคงในไทยจนสามารถมีงานเข้ามาให้เราทำเรื่อยๆ น้องๆ ยังคงมีงานให้แสดง ฐานแฟนคลับมีมากยิ่งขึ้นและเป็นที่รู้จักแม้แต่ในหมู่คนทั่วไป แบบที่พอพูดถึงวงขึ้นมาแล้วอยากไปดูคอนเสิร์ตกันสักครั้งได้ก็คงดี” จากคำพูดและประกายจากตาของเธอ ผมเชื่อว่าเธอตั้งใจแบบนั้นจริงๆ และเชื่อว่าเธอจะทำมันได้ด้วย

ตอนนี้น้ำแข็งในแก้วช็อกโกแลตเย็นที่ผมสั่งมาตั้งแต่ตอนเริ่มสัมภาษณ์ละลายไปหมดแล้ว ด้วยความเสียดาย ผมเลยจึงดื่มช็อกโกแลตเจือจางในแก้วก่อนจะพาเข้าสู่คำถามเบาๆ ว่า ถ้าให้ตัดเกรดความเป็นไอดอลของตัวเองตอนนี้ คิดว่าตัวเองจะได้เกรดอะไร

“โห นี่เบาแล้วเหรอคะ” เธอถามกลับพร้อมหัวเราะเสียงดัง “ถ้าดูตามนิยามความเป็นไอดอลสำหรับเฌอแล้ว การเป็นอินสไปร์ให้คนอื่นตรงนี้เฌอว่าเราทำได้แล้ว เรามีการออกกำลังกาย ร่างกายเราแข็งแรงขึ้น แม้จะมีป่วยไปบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับเข้าโรงพยาบาล ยังโอเค ยังทำงานได้ทุกอย่างที่เขามอบให้ก็คิดว่าใช้ได้อยู่ มีเรื่องร้องเพลงกับเรื่องเต้นนี่แหละที่เรายังพยายามฝึกมากกว่าอย่างอื่นอยู่ เพราะเรารู้สึกว่ายังไม่ดีพอ มันยังไม่ถึงขั้นที่จะดึงดูดหรือทำให้คนอื่นประทับใจในความสามารถด้านนี้ของเราได้

“ส่วนเรื่องนิสัยเฌอว่าเราก็เป็นตัวของเราเองนี่แหละ มีความคิดในแบบที่เราเป็น อาจจะไม่ถูกใจใครไปบ้าง แต่มันก็เป็นอะไรที่เมกเซนส์สำหรับเรานะ” เธอพูดจบแล้วเว้นช่วงไปสักพัก “ถ้าตัดเกรดก็คงให้สัก C+ แล้วกัน”

“C+ เองเหรอ” ผมถามกลับเพื่อความแน่ใจ เพราะเมื่อได้เห็นจากสิ่งที่ทำแล้วผมคิดว่าเธอน่าจะอยู่ในจุดที่สูงกว่านั้น “อะๆ งั้นเป็น B ก็ได้ ให้รางวัลตัวเองหน่อยแล้วกัน” เธอเปลี่ยนคำตอบพร้อมยิ้มกว้างอีกครั้ง “ก็สัก 80 คะแนน เพราะเฌอตัด A ของตัวเองไว้ที่ 90 คะแนน แล้วนี่เป็นแบบอิงเกณฑ์ด้วยนะ เพราะถ้าให้อิงกลุ่มนี่เกรดร่วงระนาวแน่”

หญิงสาวหัวเราะเสียงดังหลังแจกแจงวิธีการตัดเกรดของตัวเองแบบละเอียดยิบ ไม่รู้ว่าการเป็นนักศึกษาภาควิชาเคมีของเธอนั้นมีส่วนให้เธอเป็นคนแบบนี้หรือเปล่า

BNK48

4

วันที่จะได้พูดคำว่าขอบคุณกับทุกคน

“ถ้าให้เปรียบเทียบสมาชิกของวงตอนนี้กับวิชาเคมีที่เรียนเหรอ” เฌอปรางทวนคำถามของผม ขณะที่ผมนั่งรอคำตอบ

“เฌอว่ามันเป็นเหมือนธาตุหลายๆ ชนิดที่ผสมกันอยู่ในโหลแก้วที่ตั้งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่กว้างใหญ่อีกทีนึง เทียบง่ายๆ ก็คงเหมือนน้ำสมูทตี้ปั่น บางคนเป็นน้ำเชื่อม เป็นน้ำแข็ง เป็นหลอด เป็นแก้ว พอมารวมตัวกันเป็นรสชาติที่ทุกคนอยากลิ้มลอง ซึ่งความจริงแล้วถ้าเราจับส่วนผสมมามิกซ์ใหม่ เอาสมาชิกที่มีมาจับเป็นกลุ่มแยกกันเราก็จะได้รสชาติที่ต่างออกไปและเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ ซึ่งเราหวังว่าพอทุกคนลองแล้วก็อยากให้ติดตลาดและอยู่ไปยาวๆ ไม่รู้ว่าตอบตรงคำถามรึเปล่า แต่เฌอมองว่ามันเป็นเคมีนะ”

ผู้จัดการของเฌอปรางเดินมาบอกกับผมว่าเรามีเวลาคุยกันอีกประมาณ 5 นาทีก่อนที่เธอจะต้องเดินทางเพื่อไปซ้อมเต้นต่อ ในเวลาช่วงสุดท้ายสั้นๆ นี้ ผมตัดสินใจถามเรื่องราวในอีก 5 ปีข้างหน้า ด้วยความอยากรู้ว่าเธอจะมองเห็นภาพตัวเองยืนอยู่ตรงจุดไหน

“อีก 5 ปีเฌอคงเรียนจบแล้ว และคงยังทำงานอยู่กับวง ตอนนั้นคงมีงานหลายๆ อย่างที่ไม่เคยได้ทำและได้ลองทำ อาจจะมีสมาชิกรุ่นที่ 2 ที่ 3 ตามมา วงเราก็คงใหญ่ขึ้น อาจจะได้เล่นคอนเสิร์ตในที่ใหญ่ๆ จุคนได้เป็นพันๆ และทุกคนก็แฮปปี้กับการที่ได้อยู่ในวง ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นเฌอก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่จุดสูงสุดของเฌอที่เคยคิดไว้ก็คงเป็นการได้มีคอนเสิร์ตจบการศึกษาเป็นของตัวเองสักครั้งก่อนออกจากวง

“แต่ถ้าเอาแบบใกล้ๆ ตอนนี้มีอยู่อย่างนึงที่ยังไม่ได้ทำแต่อยากทำมากก็คืองานจับมือ เรารอคอยที่จะได้เจอเลยนะ เฌอตั้งใจไว้เลยว่าจะพูดขอบคุณกับทุกคนไม่ว่าเขาจะมาพูดเรื่องอะไรกับเราก็ตาม เพราะเขามาหาเรา ยอมมาต่อแถวเพื่อคุยกับเราเลยนะ มันก็คงเป็นความรู้สึกที่แปลกดี ก็คิดเยอะนะว่าวันนั้นเราจะทำอะไรได้บ้าง จะพูดคุยกับเขาได้มากแค่ไหนเพราะเวลามันสั้นมาก แล้วหากเจอคนที่ไม่กล้าพูดอะไรออกมาเราก็คงต้องพูดให้เขานะ พยายามจินตนาการในหัวว่าจะได้เจอคนรูปแบบไหนบ้าง เราตื่นเต้นและอยากให้มาถึงไวๆ

“เพราะมันเป็นวันที่เราจะได้พูดว่าขอบคุณกับทุกคนจริงๆ”

การสัมภาษณ์จบลงตรงนี้ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ เราต่างบอกลาและแยกจากกัน ไม่รู้เหมือนกันว่ามือของผมกลับมาอุ่นเป็นปกติตั้งแต่เมื่อไหร่

ตอนนี้ผมเริ่มอยากรู้ขึ้นมาแล้วล่ะว่าอาการมือเย็นตอนพบเจอกันมันเกิดจากอะไร และผมคิดว่าความรู้ของนักศึกษาวิทยาศาสตร์อย่างเฌอปรางน่าจะช่วยให้ผมกระจ่างในเรื่องนี้ขึ้นมาได้บ้างไม่มากก็น้อย

ดีเลย เดี๋ยวผมเก็บคำถามนี้ไว้ไปถามเธอที่งานจับมือแล้วกัน ว่าแต่เมื่อถึงตอนนั้น มือผมจะเย็นขึ้นมาอีกครั้งหรือเปล่านะ

BNK48

Writer

Avatar

พีรพิชญ์ ฉั่วสมบูรณ์

นักเขียน, แฟนคลับ AKB48 และเจ้าของเพจ AKBanything ผู้คลั่งไคล้วงนี้มากขนาดต้องเขียนหนังสือออกมาในชื่อว่า 12-4-48

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load