13 กรกฎาคม 2561
12 K

ในระหว่างเดินทางท่ามกลางความเร่งรีบวุ่นวายในเมืองกรุง ฉันเลือกที่จะเดินทางด้วย Grab Bike เพื่อไปพบกับหนุ่มนักวาดภาพที่หลงใหลในสิ่งก่อสร้างดั้งเดิม

หลุยส์-ศุภชัย วงศ์นพดลเดชา ‘นักวาดภาพเมือง’ หรือเรียกอีกชื่อว่า ‘Urban Sketcher’ ณ ร้านกาแฟตึกแถวห้องเดียวบนถนนพระสุเมรุ ถนนที่เต็มไปด้วยตึกราบ้านช่องสวยงามตลอดทั้งสาย ช่างเข้ากันกับบรรยากาศและบทสนทนาที่เกิดขึ้นต่อจากนี้ซะเหลือเกิน

…เสียงดนตรี Bossa กำลังเปิดคลอระหว่างสนทนาในร้านกาแฟที่นัดไว้…

Urban, sketcher, นักวาดภาพเมือง, หลุยส์ ศุภชัย

จุดเริ่มต้นจากสมุดสเกตช์

หลุยส์ หรือเจ้าของเพจ ‘Louis Sketcher’ เพจชื่อดังที่มีคนติดตามอยู่ 20,000 กว่าคน เป็นนิสิตที่จบมาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ไทย จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลุยส์เล่าจุดเริ่มต้นให้ฟังว่า ช่วงที่เรียนอยู่ปี 3 – 4 เขามีโอกาสฟังบรรยายของอาจารย์อัสนี ทัศนะเรืองรอง หนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่ม Bangkok Sketcher ซึ่งระหว่างที่อาจารย์อัสนีนำสมุดสเกตช์ขึ้นมาโชว์ประกอบการบรรยายด้วยก็จุดประกายให้หลุยส์ค้นพบตัวตนอีกด้านหนึ่ง

Urban, sketcher, นักวาดภาพเมือง, หลุยส์ ศุภชัย

เข้าสู่วงการนักสังเกตที่หลงใหลเสน่ห์ที่ซ่อนเร้นในเมือง

หลังจากเรียนจบและใช้ชีวิตเป็นสถาปนิกเต็มเวลา 2 ปี หลุยส์ก็เริ่มผันตัวเองมาเป็น Urban Sketcher อย่างเต็มตัว ซึ่งเปิดประสาทการรับรู้และการมองเห็นอย่างละเอียดลึกซึ้ง ก่อนจะเรียงร้อยเส้นสีอิสระต่อกันออกมาเป็นภาพวาดสีน้ำ ประกอบกับสิ่งแวดล้อมรอบข้างไปจนถึงผู้คน เกิดเป็นภาพที่สวยงามและมีเรื่องราวในตัวเอง

ดินสอ พู่กัน ขวดใส่น้ำขนาดจิ๋ว ถาดสีน้ำ และสมุดสเกตช์ คือ ของสำคัญที่หลุยส์พกติดตัวไว้เสมอเมื่อออกจากบ้าน

“เรายังชอบสถาปัตย์อยู่ ยังชอบอาชีพสถาปนิก แต่แค่รู้สึกว่า ในวัยที่ถ้าล้มแล้วก็คงยังไม่เจ็บมาก เราอยากออกมาทำตรงนี้ให้เต็มที่ก่อน”

Urban, sketcher, นักวาดภาพเมือง, หลุยส์ ศุภชัย Urban, sketcher, นักวาดภาพเมือง, หลุยส์ ศุภชัย

ต้องบอกว่า Urban Sketcher เป็นองค์กรที่มีอยู่ทั่วโลก โดยแต่ละเมือง แต่ละประเทศ จะมีองค์กรของตัวเอง อย่างในประเทศไทย เรามี Urban Sketcher Thailand กับ Bangkok Sketcher แล้วปลีกย่อยออกมาเป็นหัวเมืองต่างๆ เช่น Urban Sketcher ภูเก็ต เป็นต้น โดย Urban Sketcher Thailand จะมีข้อกำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนในการสเกตช์วาดภาพนั้นขึ้นมา ขณะที่ Bangkok Sketcher จะให้อิสระในการวาดมากกว่า

“ส่วนใหญ่ในกลุ่ม Bangkok Sketcher จะมีคนหลากหลายวัย ตั้งแต่เด็กประถม ตัวกระเปี๊ยกเลย ไปจนถึงวัยเกษียณ ซึ่งมันไร้กฎเกณฑ์ และเวลาที่บอกสถานที่ไป ทุกคนจะแพลนว่าย่านนั้นมีร้านอร่อยอะไรที่ห้ามพลาดบ้าง เราก็ยิ่งหลงเสน่ห์ มันยิ่งทำให้เราเห็นมุมเมืองหลายๆ ด้านที่กลมกล่อมขึ้น และพอเป็นตึกที่มีชีวิตก็ต้องมีร้านอาหารมาซัพพอร์ตชีวิตแถวๆ นั้น’’ ฉันฟังเขาเล่าพลางกำลังเปิดดูภาพวาดสีน้ำละมุนๆ ในสมุดสเกตช์ที่เดินทางมาถึงเล่มที่ 19  

Urban, sketcher, นักวาดภาพเมือง, หลุยส์ ศุภชัย

ดูรวมๆ แล้วมีเสน่ห์เหลือเกิน

ด้วยทักษะความสามารถของหลุยส์ที่สั่งสมมาทำให้มีคนเห็นแววชวนเขาทำภาพประกอบสีน้ำ บนโปสการ์ด บนหน้าปกหนังสือ บทความในนิตยสาร

“ช่วงที่เราเป็นฟรีแลนซ์ เราก็ยังต้องวาดเรื่อยๆ หยุดไม่ได้ เพราะถ้าหยุดแล้วมันจะฝืดมือ มันจะรู้สึกเหมือนคนไม่ได้ออกกำลังกาย เหมือนคนที่ติดการออกกำลังกายอย่างวิ่งมันก็จะคันเนื้อคันตัว เราก็ต้องทำอันนี้อย่างน้อยต้องมีอาทิตย์ละรูปสองรูป”

นอกจากนี้หลุยส์ยังเป็น Sketching TuTor ที่วาดสตูดิโอ มีคอร์สคนวาดเมืองตั้งแต่ขั้นเบสิก จนไปถึงสอนการออกไปสเกตช์นอกสถานที่ ซึ่งเป็นที่สนใจในคนทุกเพศทุกวัย

Urban, sketcher, นักวาดภาพเมือง, หลุยส์ ศุภชัย

ระหว่างที่ฉันทั้งฟังหลุยส์เล่าถึงความเป็น Urban Sketcher ในแบบที่หลุยส์เป็นอยู่นั้น มือก็พลางค่อยๆ เปิดดูภาพสเกตช์สีน้ำไปทีละหน้าๆ จนมาถึงหน้าเกือบสุดท้าย ซึ่งหลุยส์เล่าว่าเขาวาดรูปนั้นระหว่างที่ฝนกำลังตกพอดี

“อย่างอันนี้คือรอยฝนซึ่งเราชอบมากๆ แม้จะเป็นอุบัติเหตุ แต่เราก็ชอบมากเวลาวาดพวกนี้ บางทีสิ่งที่เราคิดวางแผนไว้ทั้งหมดมันอาจจะแข็งเกินไป โดยเฉพาะเวลาเรามีพื้นฐานมาจากสถาปนิก มันจะชอบคิดล่วงหน้าไปก่อน แต่ในความเป็นจริงมักจะมีเหตุการณ์ไม่คาดฝัน อุบัติเหตุบ้าง ความบังเอิญบ้าง แต่เราก็เก็บไว้ ไม่ก็สะบัดๆ สีทีหลังให้ภาพออกมามีลูกเล่น” ทันทีที่จบคำที่หลุยส์เล่า ฉันก็หยุดดูภาพนั้นอีกสักพักใหญ่ คิดขึ้นในใจว่า งานของหลุยส์ไม่ได้พิเศษแค่ลายเส้น ที่มีทั้งเรียบร้อยและไม่เรียบร้อย แต่ดูรวมๆ แล้วมีเสน่ห์ ความรู้สึกที่เห็นจากสีน้ำในภาพไม่เหมือนใคร ทั้งยังมีเรื่องราวบางอย่าง เพิ่มเติมเสริมแต่งให้ภาพพิเศษมากขึ้น นั่นเพราะภาพของหลุยส์ไม่ได้มาจากการสังเกตสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเพียงอย่างเดียว

“มองย้อนกลับไป มันก็ทำให้เราจดจำชั่วขณะที่เราวาดภาพนั้นได้ ทุกครั้งเวลาที่เราเปิดรูปเก่าๆ เราจำได้หมดเลยนะว่าที่นี่คือที่ไหนและบรรยากาศตอนนั้นเป็นยังไง”

Urban, sketcher, นักวาดภาพเมือง, หลุยส์ ศุภชัย

Urban, sketcher, นักวาดภาพเมือง, หลุยส์ ศุภชัย

เมื่อความหลงใหลเดินทางไปต่างแดน

สำหรับหลุยส์แล้ว การเป็น Urban Sketcher ไม่ได้หยุดอยู่แค่ภายในประเทศ แต่ยังพาเขาออกเดินทางไปยังที่ต่างๆ

“ล่าสุดเราไปมาเลเซีย ที่กูชิงก็ไม่ต่างกับภูเก็ตบ้านเรามากนัก มีอากาศร้อนชื้นเหมือนกัน หรือตึกแถวแบบจีนผสมกับมาเลที่เกือบคล้ายกับส่วนหนึ่งในภูเก็ต รวมๆ แล้วไม่ต่างจากแถวบ้านหม้อ เสาชิงช้า เท่าไหร่ แต่ถ้าไปญี่ปุ่นเราจะเริ่มเห็นความแตกต่าง อย่างสีไม้ ต้นไม้ที่จะสวยทุกต้น สวยไปหมด เหมือนเรากำลังมองภาพจิตรกรรมของญี่ปุ่นหรือจีน ที่ธรรมชาติมีความงามเหมือนในรูปภาพ”

หลุยส์เล่าความแตกต่างเวลาสเกตช์ภาพที่ต่างประเทศให้ฟังว่า เป็นเรื่องปกติมากที่คนจะมานั่งวาดภาพตามที่สาธารณะ ซึ่งถ้าเป็นที่บ้านเรา คนก็อาจจะมองด้วยสายตาที่ตั้งคำถามว่ามาทำอะไร หรือบ่อยครั้งก็มีเจ้าของที่หรือยามไล่ไม่ให้วาดภาพ

“ที่หนักสุดเลยคืออินเดีย เคยไปนั่งวาดแล้วเขาจะล้อมทุกทิศทางไม่มีพื้นที่ส่วนตัว แต่เขาดูแฮปปี้ดีนะ” หลุยส์เล่าพร้อมทำมือแสดงระยะห่างระหว่างเขากับคนอินเดีย

Urban, sketcher, นักวาดภาพเมือง, หลุยส์ ศุภชัย

The Exhibition-Moments in Bangkok

เป็นเวลากว่า 5 ปีแล้ว ในฐานะ Urban Sketcher ทำให้ตอนนี้หลุยส์มีภาพวาด อาทิ สะพานร้องไห้ วัดบวร วัดโพธิ์ หรือจะเป็นสวนสมเด็จย่าซึ่งเป็นภาพวาดแรกของหลุยส์ ที่วาดผ่านมุมมองการสเกตช์พร้อมลงสีน้ำมาแล้วพันกว่ารูป หรือสมุดสเกตช์จำนวน 19 เล่ม จนเกิดเป็นนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของตัวเอง ในชื่อว่า ‘คนวาดเมือง The Exhibition-Moments in Bangkok’ ซึ่งภายในงานจะประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่  Old Town’s Romance  ตามด้วย Elegance in the city และในส่วนสุดท้ายคือ Wat Pho ซึ่งใจความสำคัญของงานนิทรรศการนี้ต้องการให้คนเมืองสังเกตถึงความงามของกรุงเทพฯ ตั้งแต่สิ่งสามัญอย่างอาคารบ้านเรือนในชุมชน ไปจนถึงสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่มีเรื่องราวมาอย่างยาวนาน

“เราอยากให้สังเกตเมืองมากขึ้น อินกับเมืองมากขึ้น ผ่านการบันทึกภาพด้วยการวาดลายเส้นง่ายๆ ไม่สลับซับซ้อน ซึ่งตั้งใจถ่ายทอดให้คนดูรู้สึกตามว่า นอกจากห้างแล้วกรุงเทพฯ ยังมีอะไรให้ไปอีกเยอะมาก”

Urban, sketcher, นักวาดภาพเมือง, หลุยส์ ศุภชัย

Urban, sketcher, นักวาดภาพเมือง, หลุยส์ ศุภชัย

คนมองเมือง-วาดเมือง

ระหว่างที่ฉันกำลังนั่งดื่มคาราเมลมัคคิอาโตพร้อมดูภาพสเกตช์ของหลุยส์ ประกอบเสียงดนตรีที่เปิดคลอเบาๆ สร้างบรรยากาศทีดีในการคุยแล้ว ฉันร้องถามเขาว่าทำไมถึงชอบย่านที่เรานัดหมายอยู่นี้

“เราเป็นคนชอบย่านถนนพระสุเมรุมาก เพราะเป็นทั้งแหล่งรวมตัวของศิลปินหรือคนที่มีความชอบมองหาความงามในเมืองแถวๆ นี้เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น ช่างภาพ คนวาดรูป นักเขียน เขาจะอยู่ร่วมกันพบปะกันในย่านนี้เสมอ จะเห็นว่า จากตรงนี้ไปถึงป้อมพระสุเมรุ จะมีคาเฟ่น่ารักๆ มีวัดบวรนิเวศฯ มีพิพิธภัณฑ์ เป็นถนนเส้นที่น่ารัก

Urban, sketcher, นักวาดภาพเมือง, หลุยส์ ศุภชัย Urban, sketcher, นักวาดภาพเมือง, หลุยส์ ศุภชัย

“เราชอบตึกที่มันมีเรื่องราวมีประวัติศาสตร์มากกว่าโซนที่เป็นเมืองสมัยใหม่ ยิ่งเราเดิน ยิ่งมีปฏิสัมพันธ์กับเมืองมากขึ้น

“และเราจะทั้งรักมัน ทั้งไม่รักมัน เราเห็นข้อดีและข้อด้อย และยิ่งเราเห็นทั้งสองด้าน เราก็ยิ่งเห็นเหตุและผลของสิ่งที่เป็นอยู่ คำถามคือ เราจะสามารถช่วยเหลือหรือแก้ไขบางเรื่องยังไงได้บ้าง ยิ่งทำให้เราอยากมีส่วนร่วมกับเมืองมากขึ้น”

ฉันเห็นด้วยกับสิ่งที่หลุยส์กำลังเล่าให้ฟัง พลางฉุกคิดขึ้นมาอีกหนึ่งคำถามที่สงสัยว่าตลอดระยะเวลาที่หลุยส์ออกไปสเกตช์ภาพแต่ละที่ในกรุงเทพฯ มีสถานที่ไหนไหมในสมุดสเกตช์ที่หายไปจากพื้นที่จริง

“การรื้อถอนมันก็เป็นไปตามเวลา แต่ว่าเราก็จะมีคำถามต่อสังคมว่าการพัฒนาหรือการจะทำเป็นสวนสาธารณะอย่างที่นิยมในยุคนี้ ควรจะเป็นเหตุผลของการทำลายล้างสิ่งที่เคยมีให้หมดไปเชียวเหรอ หรือแท้จริงแล้ว เป็นสิ่งควรจะเก็บไว้ อย่างเช่น การรื้อถอนกุฏิเก่าของวัดสวนพลู แล้วสร้างอะไรที่ไม่สวยขึ้นมาทดแทน เราเรียนสถาปัตยกรรมมา เราเห็นคุณค่าทางสังคมของสิ่งนี้ เพราะเป็นสิ่งที่บ่งบอกประวัติศาสตร์ของยุคสมัยๆ หนึ่ง ซึ่งพอหายไปแล้ว ลูกๆ หลานๆ เราก็หาอ่านจากที่ไหนไม่ได้ เราก็เลยรู้สึกน่าเสียดาย”

Urban, sketcher, นักวาดภาพเมือง, หลุยส์ ศุภชัย Urban Sketcher นักวาดภาพเมืองที่จะทำให้หลงเสน่ห์และตกหลุมรักเมืองกรุงอีกครั้ง  Urban, sketcher, นักวาดภาพเมือง, หลุยส์ ศุภชัย

ก่อนจะถึงเวลาพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า ซึ่งเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาลากลับไปพักผ่อน

ฉันกวาดสายตาไปยังฝั่งซ้าย มองดูภาพที่ใครสักคนกำลังติดตั้งให้อยู่ในระดับสายตา

ภาพตึกสีเหลืองที่มีสายไฟระโยงระยางบังเสน่ห์บางส่วนของตึก ตรงหน้าทำให้เอ่ยปากถามหลุยส์ถึงจุดด่างพร้อย ที่คนกรุงเทพฯ เห็นและวิจารณ์มาตลอดชีวิต

“นักวาดรูปเขาชอบพวกสายไฟพวกนี้มากเลย มันสร้างเสน่ห์ในรูปวาด แม้จะไม่ใช่เสน่ห์ในชีวิตจริง เราว่ามันต้องบาลานซ์กัน อะไรที่เป็นระเบียบมันก็ต้องเป็นระเบียบ บางอันก็ตัดถ้ามันรบกวน แต่บางอันเราต้องเสนอความจริงไม่ควรบิดเบือนมัน” หลุยส์ทิ้งท้าย

Urban, sketcher, นักวาดภาพเมือง, หลุยส์ ศุภชัย

Writer

Avatar

อุษา แม้นศิริ

นักศึกษาอาร์ตสายกราฟิก แต่สนใจอยากทำงานเขียน ชอบที่จะไปงานคอนเสิร์ตไม่ว่าจะไทยหรือต่างประเทศ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือดนตรี สีฟ้า และชาเขียว

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

ทีแรกเราไม่มั่นใจว่านั่งรถมาถูกที่รึเปล่า แต่ป้ายที่เขียนว่า Beyond Living ด้านหน้า ก็ทำให้ตัดสินใจเดินเข้าไปข้างในบ้านเก่าหลังนั้น

บรรยากาศที่นี่คึกคักและวุ่นวายในขณะเดียวกัน ผู้คนมากมายที่ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงเดินขวักไขว่ทั่วบริเวณ บ้างก็ขะมักเขม้นทำหน้าที่ของตัวเองอย่างไม่เหนื่อยอ่อน เราหันไปมองกี่ทอผ้าตัวเบ้อเริ่มที่มีคน 4 คนช่วยกันทออย่างประทับใจ

มุก เพลินจันทร์ ศิลปินสิ่งทอเบอร์ต้นที่ใช้ขยะและความสุข เป็นวัตถุดิบในการสร้างงาน

“มาแล้วเหรอ!” หญิงสาวในชุดตัดเย็บเองส่งเสียงทักทายเป็นกันเอง เธอกำลังยืนอยู่บนเก้าอี้ ทำงานศิลปะบางอย่างที่ห้อยลงมาจากเพดานร่วมกับทีมงานหลายคนที่ยืนข้างล่าง 

เราเคยเจอเธอครั้งหนึ่งแล้วที่งาน GC Circular Living Symposium 2022: Together To Net Zero ซึ่งสื่อสารเกี่ยวกับความยั่งยืน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และหลักเศรษฐกิจกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เธอเป็นหนึ่งในสปีกเกอร์ที่ได้ขึ้นไปพูดในวันนั้น

มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เรียกตัวเองว่า มุกวี (Mook V) หลายคนอาจจะเห็นเธอในหน้าสื่ออยู่บ่อย ๆ เธอเป็นนักออกแบบและศิลปินที่ทำงานสิ่งทอเบอร์ต้น ๆ ของเมืองไทยที่งานมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ทั้งสีสัน เท็กซ์เจอร์ วิธีการจัดวาง และการใช้วัสดุที่มักเป็นขยะหรือของเหลือใช้ หากได้เห็นที่ไหนก็เดาได้ไม่ยากว่านี่คืองานของเธอ

“จริง ๆ ไม่ได้ตั้งตัวว่าฉันจะเป็น Recycled Artist นะ ไม่ใช่เลย แค่เป็นคนไม่ชอบ Waste ไม่อยากทิ้งของ” เธอบอกกับเรา ไม่ได้ยอมรับกับตำแหน่งที่คนในสังคมมอบให้อย่างเต็มที่

วันนี้เราได้โอกาสมาคุยอย่างจริงจังเกี่ยวกับแพสชันในงานดีไซน์ งานศิลปะ และ ‘ขยะ’ กองใหญ่ถึงสตูดิโอของเธอเอง แม้ยังไม่ได้เริ่ม แต่บรรยากาศรอบตัวก็ทำให้เราตื่นเต้นไปกับบทสนทนาที่กำลังจะเกิดขึ้นซะแล้ว

มุก เพลินจันทร์ ศิลปินสิ่งทอเบอร์ต้นที่ใช้ขยะและความสุข เป็นวัตถุดิบในการสร้างงาน

ชีวิตหนังอินดี้ของมุกวี

มุกวีเป็นอดีตเด็กหญิงล้วน เธอเรียนมาแตร์เดอีจนถึงอายุ 13 ปี จากนั้นก็ออกเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ

“ไม่ชอบเรียนหนังสือ!”

“ไม่ชอบวาดรูป!” 

“ไม่ชอบเย็บปักถักร้อย!” 

“ชอบเหม่อ!” เธอเล่าถึงตัวเองในวัยเยาว์

มุก เพลินจันทร์ ศิลปินสิ่งทอเบอร์ต้นที่ใช้ขยะและความสุข เป็นวัตถุดิบในการสร้างงาน

ไม่ชอบเรียนหนังสือนี่เข้าใจได้ ศิลปินที่เราไปสัมภาษณ์หลาย ๆ คนก็เริ่มบรรยายชีวิตด้วยประโยคแมส ๆ นี้ แต่ไม่ชอบวาดรูป ไม่ชอบเย็บปักถักร้อยนี่ออกจะเหนือความคาดหมายสักหน่อย ดีที่เธอเล่าต่อว่าเธอชอบทำงานประดิษฐ์และถักนิตติ้งด้วยมือ

ระบบการเรียนที่อังกฤษไม่เหมือนประเทศไทยที่ต้องเรียนกันหลายวิชา มุกเล่าว่าเด็ก ๆ ที่นั่นต้องรู้ตัวเองตั้งแต่อายุ 13 – 14 ว่าอยากจะไปทางไหน จะทางศิลป์หรือทางวิทย์ จากนั้นพอเรียนถึง A-Level ก็จะเหลือวิชาเรียนแค่ 3 ตัว ซึ่งเธอเลือกเรียนศิลปะ 2 ตัว ประวัติศาสตร์ 1 ตัว ด้วยความที่คิดว่าอยากเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ แต่เมื่อได้เรียนลงลึกจริง ๆ ก็เปลี่ยนความคิด ไม่อยากเป็นแล้ว

“อยากทำตั้งแต่ศูนย์ การทำตั้งแต่ศูนย์คือการทำผ้า ตั้งแต่เป็นปุยฝ้าย ขยับมาเป็นเส้นด้าย มาทอเป็นผ้า มันเหมือนการ Create จริงๆ จากมือ พี่ไม่ได้เป็นคนวาดรูปเก่ง แต่เป็นคนที่เด่นเรื่องสีสันและเท็กซ์เจอร์” และจุดแข็งที่เธอว่า ก็ทำให้เธอก็เข้าไปเรียน Textile Design (การออกแบบสิ่งทอ) ที่ St. Martin’s College of Art & Design ที่ลอนดอนได้

“จากที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่ง พอเข้าได้ก็รู้สึกว่าเก่งจัง เริ่มเหลิง ก็เลยไม่ไปเรียนเลยทั้งเทอมแรก” 

อ้าว หักมุมอีกแล้ว

มุก เพลินจันทร์ ศิลปินสิ่งทอเบอร์ต้นที่ใช้ขยะและความสุข เป็นวัตถุดิบในการสร้างงาน
มุก เพลินจันทร์ ศิลปินสิ่งทอเบอร์ต้นที่ใช้ขยะและความสุข เป็นวัตถุดิบในการสร้างงาน

เธอเล่าว่าเวลาแจกโจทย์ อาจารย์จะให้มา 3 โจทย์ หากไม่ทำตาม 3 โจทย์นั้นก็ต้องแต่งโจทย์เอง มุกวีจะเลือกแต่งเองตลอด เพราะไม่ค่อยได้เข้าไปเรียนหนังสือ แต่ถึงอย่างนั้นแต้มบุญที่มีก็ทำให้เธอผ่านมาได้ด้วยดี

Textile Design แบ่งออกเป็น 3 สาขา Knitting (การถัก), Weaving (การทอ), Printing (การพิมพ์) สิ่งที่เธอเลือกแบบงง ๆ ในตอนนั้นคือ Weaving ซึ่งวิชานี้ก็พาให้ชีวิตดำเนินมาเรื่อย ๆ จนได้จบมาทำงานที่แม่ฟ้าหลวง ดอยตุง และได้อยู่ในกระบวนการทำ Bangkok Fashion Week ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรก

“โห เราจบจากเมืองนอก ไม่อยู่เมืองไทยมาสิบกว่าปี พอได้ไปอยู่กับชาวเขาก็สนุกมาก” เธอเล่าถึงความหลังด้วยน้ำเสียงร่าเริง “ที่เราไปเรียนทำลาย เรียนย้อม ปั่นด้าย ตีเกลียวมา เราก็เอาไปสอนเขา แล้วเขาก็สอนในสิ่งที่เราไม่รู้อย่างการใช้กี่เท้าเหยียบ เหมือนต่างคนต่างแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน เลยกลายเป็นสิ่งที่พี่ถือในความคิดมาตลอด ว่าเราทำงานกับใคร เราก็เรียนรู้จากเขาได้ตลอดเวลา”

มุกวีใช้เวลา 5 ปี ทำงานที่แม่ฟ้าหลวง แล้วตัดสินใจออกเดินทางครั้งใหม่ ด้วยการออกมามุ่งมั่นทำอะไรเป็นของตัวเองครั้งแรก

ปล่อยใจตามแพสชัน

Beyond Living หรือสตูดิโอที่เรามาเยี่ยมในวันนี้ เริ่มมาตั้งแต่ปี 2003 พวกเขาทำงาน Commercial ทั้งพรม ที่รองจาน เบาะ ปลอกหมอน และของใช้อื่น ๆ ที่ทำจากผ้าส่งออกหลายแห่งในโลก ส่วนแบรนด์ Mook V เป็นแบรนด์กระเป๋าที่เธอเพิ่งตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2018 ปัจจุบันนี้ ในฐานะ เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เธอเป็นที่ยอมรับทั้งจากคนไทยและต่างประเทศ

แล้วงานศิลปะล่ะ เป็นของ Mook V ด้วยเหรอ งงไปหมดแล้วว่าแบรนด์ไหนเป็นแบรนด์ไหน

“แบรนด์ Mook V คือกระเป๋า แต่งานอาร์ตที่ไม่มีแบรนดิ้ง พี่ก็เผอิญเซ็นชื่อว่า Mook V ด้วย จริง ๆ แล้ว Mook V ก็คือพี่ คือคนคนเดียวกัน ยูจะเรียกไอเป็นอะไร ใส่หมวกใบไหน มันก็คือคนเดียวกัน” มุกวีพยายามอธิบาย “แต่บางชิ้นก็เซ็นว่า เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ นะ ก็แล้วแต่”

ตอนที่มุกยังเด็ก ที่นี่เคยเป็นบ้านของคุณอา เมื่อเติบโตมาอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง จึงตัดสินใจเปลี่ยนบ้านเก่าหลังนี้เป็นสตูดิโอ และเดินไปติดป้าย ‘รับสมัครทีมงาน’ ไว้หน้าประตู

“มีหลายคนที่ขี่จักรยานมาสมัคร บางคนเคยขายกระเทียมดอง ขายผลไม้ ขายถุงเท้าแถวนี้มาก่อน” มุกเล่าถึงพี่ ๆ ป้า ๆ ผู้หญิงที่กำลังแท็กทีมทอผ้ากันอยู่ระหว่างที่เราคุย พวกเขาอยู่กันมากว่า 20 ปี ร่วมลงแรงทำทุกแบรนด์และทุกงานศิลปะที่มุกเป็นเจ้าของ “เราบอกไปว่า ใครที่ทอผ้าเป็นเราไม่รับ ถ้าทอผ้าเป็นจะมีทักษะบางอย่างแล้ว เช่น ทอกี่กระตุก ทอผ้าไหม แต่กี่เหล็กของพี่มันเป็นอีกแบบ มันเป็นกี่ทำเองที่หนักมาก อย่างที่เห็น มันต้องใช้แรงงานอยู่เหมือนกัน”

มุก เพลินจันทร์ ศิลปินสิ่งทอเบอร์ต้นที่ใช้ขยะและความสุข เป็นวัตถุดิบในการสร้างงาน
มุก เพลินจันทร์ ศิลปินสิ่งทอเบอร์ต้นที่ใช้ขยะและความสุข เป็นวัตถุดิบในการสร้างงาน

เธอบอกว่าตัวเองเป็น ‘คนสวนกระแส’ เธอไม่รู้สึกว่ามุกวีเข้ากับหมวดหมู่อาชีพไหนเลย เธอไม่เหมือนดีไซเนอร์ ไม่ได้แต่งตัวแบบนั้น ไม่ชอบสีดำ ไม่เหมือนศิลปินคนอื่น ๆ ที่ถูกกดและสร้างงานจากความเศร้าหรือความรันทด กลับกัน เธอสร้างงานจากความสุข ฉะนั้น จึงยากที่จะ ‘แปะป้าย’ ว่าตัวเองเป็นอะไรกันแน่

“I follow my passion” เพลินจันทร์ประกาศ เธอไม่อยากจำกัดว่าตัวเองเป็นศิลปินสิ่งทอเพียงอย่างเดียว “งานคือแพสชันของพี่ พี่เป็นคนที่ทำสิ่งที่ตัวเองรัก และอยากทำให้มันดีที่สุด”

วิธีการทำงานอย่างหนึ่งที่เธอทำจนกลายเป็นคาแรกเตอร์สำคัญของงาน คือ ‘การบริหารสต็อก’ เธอเป็นคนไม่ชอบทิ้งของ และเห็นด้วยกับแนวคิด Zero Waste

“โรงแรมสั่งพรมหลาย ๆ ผืน เราก็ต้องคำนวณแล้วว่าจะใช้เส้นใยในการทอกี่กิโล บางทีเราคิดออกมา 280 กิโล พอทอไปกลายเป็นใช้ไปแค่ 275 กิโล เหลือ 5 กิโล จะทอพรม 1 ผืนก็ไม่ได้ ถ้าจะทอพรม 1 ผืน มันต้องเป็นจากล็อตเดียวกัน ไม่งั้นสีจะต่าง เราก็เลยมีเหลือเส้นใยจากโปรเจกต์หนึ่ง 5 กิโล อีกโปรเจกต์ 3 กิโล ก็เลยเอามาทอเป็นชิ้น ๆ เล็ก ๆ แล้วทำเป็นกระเป๋า

“งานทำหมอนให้กับโรงแรม เวลาตัดหมอนก็จะเหลือเป็นแถบยาว ๆ บางทีเหลือตั้ง 24 ลัง ก็นำมาทำเป็นงานอาร์ตที่มาจากเศษผ้า

“ที่พี่อยากให้เป็น Zero Waste เพราะว่า หนึ่ง ไม่มีตังค์ ไม่งั้นสต็อกก็จมอยู่อย่างนั้น สอง ไม่ชอบการที่โยนของทิ้ง อยากให้คนเห็นคุณค่า” เธอพูดตรง ๆ “นอกจากเรื่องเงินนะ มันเป็นเรื่องของคุณค่าด้วย”

มุก เพลินจันทร์ ศิลปินสิ่งทอเบอร์ต้นที่ใช้ขยะและความสุข เป็นวัตถุดิบในการสร้างงาน

ไม่เพียงชอบนำวัสดุเหลือจากการทำงานมาใช้ประโยชน์ มุกวีชอบขยะด้วย ใช่ เราหมายถึง ‘ขยะ’ จริง ๆ

นักสร้างสรรค์พาเราเดินไปชมถุงกองใหญ่ด้านหลัง บ้างเป็นขยะบดเม็ด บ้างเป็นแหชาวประมง บ้างเป็นขยะพลาสติก บ้างเป็นกระป๋องน้ำอัดลม ทั้งหมดถูกทำความสะอาดอย่างดีแล้วแยกไว้เป็นหมวดหมู่ เพื่อมุกจะได้หยิบสิ่งเหล่านี้ไปทำงานศิลปะ

“ภูมิใจมาก ขยะพวกนี้เก็บโดยลูกชายนะ” เธอเป็นคุณแม่ของแฝด 3 อายุ 13 ปี ครอบครัวนี้ชอบไปเที่ยวทะเล และทุก ๆ ครั้งที่ไปก็ต้องเดินเก็บขยะตามชายหาดกันคนละไม้ละมือ บางชิ้นฝังอยู่ลึกก็ต้องใช้เสียมช่วยกันขุดขึ้นมา เรานึกภาพพ่อแม่ลูกท่าทางเหนื่อยล้าเดินไปที่เคาน์เตอร์โรงแรม แล้วขอให้พนักงานช่วยส่งพัสดุขยะเหล่านี้ไปที่บ้านครั้งแล้วครั้งเล่า เหล่าพนักงานคงจะงงไม่น้อย

“ของส่วนตัวก็เยอะ อย่างถุงน่องที่เราใช้ ใส่หนเดียวขาด แทนที่จะทิ้งพี่ก็เก็บมาทอเป็นชิ้นงาน ถุงเท้าลูกก็เยอะ ลูกแฝดเรา 3 คนโตเร็วมาก คิดดูว่าต้องใช้ถุงเท้าไปกี่คู่ พี่เอามาทอเป็นพรมให้ลูก 1 ผืนเลย เขาก็จะรู้สึกดีว่านี่คือของของฉันตอนเด็ก ๆ” เพลินจันทร์เล่าอย่างเพลิดเพลิน “พี่อยากให้ลูกรู้สึกเสียดายของ รักษาของ ซึ่งยากมากที่จะสอนเด็กสมัยนี้ เพราะทุกอย่างมันเป็นไปกับกระแส มาเร็วไปเร็ว มันเปลี่ยนจนเราไม่รู้แล้วว่าอะไรคืออะไร

“พี่ไม่ได้คิดไกลขนาดว่าจะทำให้บรรยากาศของโลกเปลี่ยนไป แค่คิดถึงคุณค่าของของ และไม่ชอบ Waste แต่ผลพลอยได้คือ เรามีส่วนร่วมในการทำให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

“เราเป็นคนตัวเล็ก ๆ ที่ทำในสิ่งเล็ก ๆ แต่จากคนของเราสิบกว่าคน หนึ่งในสิบก็ไปอีกสิบ จากนั้นก็ไปอีกสิบ แต่พี่ไม่ได้มองว่ามันจะไปได้ไกลขนาดไหน พี่มองแค่ว่าเราดูแลรับผิดชอบในวงเล็ก ๆ ของเราให้ดีที่สุด ในที่สุดมันก็อาจจะช่วยโลกให้ดีขึ้นได้บ้าง”

ถุงน่องเก่าย้อมสีที่มีขยะบดบรรจุอยู่ข้างใน

4 งานที่มุกวีเลือก

01 กระเป๋า : ‘Razzle Dazzle’ (Collection)

มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เจ้าของแบรนด์ Mook V และ Beyond Living เล่าแพสชันในการทำงานศิลปะกับขยะและของเหลือใช้

“สามีพี่เป็นคนอ่านเยอะมาก แล้วเวลาจะทำงานอาร์ต ก็จะนั่งคุยกันว่าจะทำลวดลายอะไรดี ครั้งนี้เราใช้คอนเซ็ปต์ Camouflage หรือการพรางตัว”

ลายพรางนี้เรียกว่า Razzle Dazzle เป็นลายเพนต์ที่ปรากฏบนเรือรบอังกฤษยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 และบนเรือรบสหรัฐในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ลายชวนเวียนหัวนี้ใช้สำหรับพรางสายตา ไม่ให้คู่ต่อสู้สังเกตเห็นได้ง่าย ๆ ว่าเรือกำลังไปทางไหน และมุ่งหน้าด้วยความเร็วเท่าไหร่

กระเป๋าก็อยู่ในวงจรความยั่งยืนของมุกวี หากเศษเหลือจากการทำพรมนั้นน้อยจนไม่สามารถไปพอเป็นพรมอีกผืน นอกจากงานอาร์ตแล้ว เส้นใยเหล่านั้นก็จะมาลงเอยที่การทำกระเป๋า

02 งานอาร์ต : ‘White Skies’

มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เจ้าของแบรนด์ Mook V และ Beyond Living เล่าแพสชันในการทำงานศิลปะกับขยะและของเหลือใช้

“พี่เคยไปสอนภรรยาชาวประมงทำงาน ได้ไปเล่าว่า มุกกำลังทำนิทรรศการ แหที่ไม่ใช้แล้วมุกขอได้ไหม อย่าไปทิ้ง เขาก็บอกว่าไม่มีหรอกค่ะคุณมุก เขาไม่เอากลับ เวลาเขาไปตกปลาเสร็จเขาก็เอาปลากลับแล้วก็โยนลงทะเล นี่เป็นสิ่งที่น่าเศร้า”

เชือกแหที่ใช้ในงานนี้มาจากทริปนาใต้ ภูเก็ต ของมุกวี เธอเห็นเชือกแหชาวประมงถูกซัดขึ้นมาบนชายหาด จึงเก็บมาทำงานศิลปะเป็นอุทาหรณ์

เชือกแห เส้นฝ้ายที่เหลือจากการทอพรม และดิ้นทองเส้นสั้น ๆ ที่เหลือจากการทำงานต่าง ๆ ถูกจับมารวมกัน สร้างสรรค์จนกลายเป็นผลงานน่าประทับใจชิ้นนี้

“เชือกที่ถูกซัดมาบนชายหาดมันจะมากับคราบดำอย่างที่เห็น ซักยังไงก็ไม่ออก แต่ถ้าคุณมองว่ามันสวยมันก็สวย เราว่าเหมือนมีการไล่โทนสีโดยที่ไม่ต้องย้อมเลย

“การทำงานอาร์ตจากขยะ ถ้าดูเลอะเทอะเหมือนเดิมมันก็ยากนะที่คนจะเข้าใจว่าต่างจากการเป็นขยะยังไง ฉะนั้น สิ่งที่พี่พยายามทำคือ ทำให้ขยะดูไม่เป็นขยะ เพิ่มคุณค่าเข้าไปให้มีความเป็นศิลปะ”

03 งานอาร์ต : ‘The Sea Ghost and Beyond’ (Exhibition)

“ยูก็ทำอะไรที่รู้สึกถึงมันเยอะ ๆ สิ” ช่วง 2 ปีที่แล้ว ระหว่างที่มุกกำลังหาไอเดียให้กับนิทรรศการเดี่ยวของตัวเอง สามีก็พูดประโยคนี้ขึ้นมา

“ช่วงนี้รู้สึกว่าเบื่อจัง ร้อนก็ร้อนมาก หนาวก็หนาวมาก ทำไมโลกมันเป็นแบบนี้” คือสิ่งที่เธอตอบไปในตอนนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้เธอไปเสิร์ชคำว่า The effect of global warming เพื่อดูชาร์ตต่าง ๆ และเป็นสิ่งที่พาให้โปรเจกต์นี้เกิดขึ้น

“งานนี้เป็นงานที่ให้วัตถุดิบซึ่งก็คือขยะรอบตัวเรา เล่าเรื่องด้วยตัวของมันเอง” ขยะรอบตัวที่ว่ามาจากครอบครัวบ้าง ร้านอาหารในชุมชนบ้าง

มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เจ้าของแบรนด์ Mook V และ Beyond Living เล่าแพสชันในการทำงานศิลปะกับขยะและของเหลือใช้

ชิ้นที่ 1 : ‘Saturated’

‘Saturated’ เป็นการทอภาพถ่ายทางดาวเทียมที่แสดงให้เห็นว่า ‘พวกเรา’ กำลังจะจม เริ่มตั้งแต่เพื่อนบ้าน เวียดนาม ลาว แล้วก็มาถึงประเทศไทย

มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เจ้าของแบรนด์ Mook V และ Beyond Living เล่าแพสชันในการทำงานศิลปะกับขยะและของเหลือใช้

ชิ้นที่ 2 : ‘Embers’

‘Embers’ มาจากเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าที่ออสเตรเลีย สีดำคือขี้ด้ายจากโรงงานทอผ้าที่มุกไปขอซื้อเป็นกระสอบเพื่อนำมาทอ ส่วนสีส้มคือถุงน่องที่ย้อมไล่โทนสีเป็นไฟ ด้านในมีขยะบดบรรจุอยู่ แสดงให้เห็นว่าถ้าเรายังใช้ชีวิตมักง่ายกันแบบนี้ ความร้อนจะผลักป่า (สีเขียวในงาน) ออกไปเรื่อย ๆ แล้วเราก็จะยืนอยู่ท่ามกลางกองไฟในที่สุด โดยพื้นสีเขียวทอจากขวดสไปรท์สีเขียวที่เลิกผลิตไปแล้วเพราะย่อยสลายยาก

มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เจ้าของแบรนด์ Mook V และ Beyond Living เล่าแพสชันในการทำงานศิลปะกับขยะและของเหลือใช้

ชิ้นที่ 3 : ‘Summit Station’

‘Summit Station’ เป็นกราฟแสดงว่าอุณหภูมิเดือนมิถุนายนสูงขึ้นทุกปี มุกใช้กระป๋องน้ำอัดลมที่ลูกดื่มตัดเป็นเส้น ใช้กระดาษใช้แล้วที่ออฟฟิศตีเกลียว และใช้ Fast Fashion ที่นำมาย้อมสีแดงและตีเกลียว ทั้งหมดทอเข้าด้วยกัน ส่วนถุงสีขาวสื่อถึงหิมะที่กำลังละลาย ทำมาจากถุงน่องที่มีขยะบดบรรจุไว้ข้างใน

04 งานอาร์ต : ‘Woven Symphony’ และ ‘Adam’s Bridge’

โปรเจกต์ในคราวนี้เริ่มมาจากที่ ThaiBev ติดต่อมุกมาทำงานศิลปะที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์โฉมใหม่ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยคอนเซ็ปต์ของศูนย์คือ ‘สืบสาน รักษา และต่อยอด’

มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เจ้าของแบรนด์ Mook V และ Beyond Living เล่าแพสชันในการทำงานศิลปะกับขยะและของเหลือใช้

ผนังที่ 1 : ‘Woven Syamphony’

มุกทำอยู่ 2 ผนังด้วยกัน ผนังแรกคือผนังสีเขียว ‘Woven Symphony’ เธอหยิบศิลปะโขนที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ‘สืบสาน’ มาทำงานศิลปะ ด้วยการนำเสื้อผ้าโขนมาออกแบบให้ร่วมสมัย และยังได้แรงบันดาลใจในการทำงานมาจาก รามเกียรติ์ ตอนที่นางสีดาถูกทศกัณฐ์จับไปอยู่ในกรุงลงกาด้วย

“ผนังฝั่งนี้เป็นสีเขียวเพราะเป็นเกาะ คนชอบดูว่านี่คือมังกร แต่จริง ๆ คือฉากสู้รบของหนุมานกับพระราม จะเห็นว่าเสื้อผ้าทับ ๆ พัน ๆ กันอยู่ด้วยเทคนิค Appliqué หรือการตัดต่อผ้ามารวมกัน”

มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เจ้าของแบรนด์ Mook V และ Beyond Living เล่าแพสชันในการทำงานศิลปะกับขยะและของเหลือใช้

ผนังที่ 2 : ‘Adam’s Bridge’

ถัดจากผนังตรงกลางซึ่งเป็นไม้แกะในคอนเซ็ปต์ ‘รักษา’ ที่คงอยู่มากับศูนย์สิริกิติ์ฯ ตั้งแต่ตอนเปิด ก็เป็นผนังสีน้ำเงิน ‘Adam’s Bridge’ หรือที่เรียกว่าส่วน ‘ต่อยอด’

“ผนังสีน้ำเงินคือฉากต่อไป ที่หนุมานโยนก้อนหินจากเกาะลงหามาทับ ๆ กันให้เป็นสะพานเพื่อพานางสีดาไปมีชีวิตใหม่ สำหรับพี่ที่เป็นศิลปิน การต่อยอดคือการส่งต่อให้คนรุ่นหลัง คือการนำของที่คนเห็นว่าไร้คุณค่ามาทำให้มีคุณค่า เหมือนการต่อยอดปรับปรุงศูนย์สิริกิติ์ฯ ให้มีวันใหม่ที่ยั่งยืน”

วัสดุในการทำงานนี้ ประกอบไปด้วยขยะ ทั้งถุงน่อง กระป๋องอะลูมิเนียม ถุงพลาสติก ฟองน้ำ ขวดพลาสติด แห เศษผ้าจากการทำงาน และเส้นใยที่ยังเหลือจากการทอ

“คนจะเห็นว่างานอลังการใหญ่โต จริง ๆ มีเวลาทำแค่ 58 วันเองนะ” เราตกใจกับระยะเวลา จากที่ไปดูที่ศูนย์สิริกิติ์ฯ มา งานนี้ใหญ่มากจริง ๆ “ที่ทำสำเร็จเพราะว่ามีหลาย ๆ ชิ้นงานเดิมมาประกอบร่างใหม่ มาบวก มาเพิ่ม มาเติม กลายเป็นงานนี้

“งานที่อาจจะไม่เวิร์กตอนนี้ แต่อาจจะมีโอกาสเวิร์กตอนหน้า คนบางคนเขาอาจจะเก็บขยะทิ้งแล้ว เราไม่ทิ้ง เราเก็บไว้ใช้ ไว้เติมดีเทลตอนหลัง มันถึงได้ออกมาเป็นอย่างนั้น

“นี่คือสิ่งที่พี่ทำมาตลอดชีวิต”

คุณค่าที่สัมผัสได้

“งานพี่ทำโดยคนไทย ออกแบบโดยคนไทย แต่ไม่ได้ติดกับลุคที่เป็นไทยจ๋า แล้วก็ไม่ได้ปล่อยให้ตัวเองเป็นฝรั่งจ๋าจากการที่อยู่นอกสิบกว่าปีด้วย” มุกอธิบายคาแรกเตอร์ของงานให้เราฟัง “พี่เอา 2 อย่างมาผสมกันอยู่ในตัวพี่

“งานเราทุกวันนี้ที่เป็นลูกผสมก็มีช่องทางการขายของมัน ถึงจะไม่ได้เพราะว่าขายดีมาก ๆ หรือประสบความสำเร็จมาก ๆ เหมือนแบรนด์ใหญ่โต แต่ก็มีคนที่ชอบ เป็น Niche Market”

มุกบอกว่า โดยปกติแล้วลูกค้าที่มาอุดหนุนจะเป็นวัยทำงาน อายุ 30 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นวัยที่เริ่มนิ่ง เริ่มเห็นคุณค่าของของ ทุกวันนี้พาร์ตเนอร์ที่ดูแลเรื่องกระเป๋าก็อยากดึงอายุของกลุ่มเป้าหมายลงเป็นวัย 20 ต้น ๆ แต่มุกก็คิดว่านั่นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นวัยที่หวือหวาและเบื่อเร็ว

ได้แรงบันดาลใจอะไรจากการฟังคนอื่น ๆ ในงาน GC Circular Living Symposium 2022: Together To Net Zero ที่ได้ไปร่วมมาในวันนั้นไหม

“รู้สึกดี ประทับใจกับทุกคนนะ โดยเฉพาะ อาจารย์กิตติพงศ์ อุตตมะเวทิน (ผู้ก่อตั้งร้านควินิน) คนเป็นแม่เนี่ย ลูกสำคัญที่สุดในชีวิต เพราะฉะนั้น เราจะมองว่าการสร้างคนเป็นสิ่งสำคัญเหมือนที่อาจารย์พูด”

นอกจากนี้ คุณมุกยังกล่าวชื่นชมการจัดงาน GC Circular Living Symposium 2022: Together To Net Zero โดย GC ผู้จัดงาน ซึ่งมีพันธมิตรทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมในการสร้างจิตสำนึกความรักและดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งเธอรู้สึกดีที่เห็นการตื่นตัวของทุกคน เพราะทุกอย่างไม่ได้เป็นแค่คอนเซ็ปต์ แต่จับต้องได้และนำไปต่อยอดได้จริง ๆ  พอเห็นงานที่ GC จัดเป็นการสร้าง Awareness ให้กับผู้คนโดยการเรียนรู้ผ่านงานอีเวนต์แบบนี้ ทำให้เราได้เห็นภาพและการนำสิ่งของมาสร้างให้มีมูลค่ามากขึ้น แม้แต่การทำงานศิลปะผ่านสิ่งเหลือใช้ก็นำมาสร้างคุณค่าต่อได้เช่นกัน

ก่อนกลับบ้าน มุกวีพาเราเดินชมสตูดิโออีกรอบ พอได้เห็นกระบวนการถักทอด้วยตาเนื้อ ก็รู้สึกถึงคุณค่าของงานจากที่ได้ร่วมในงาน GC มากขึ้นอีก กว่าจะได้ออกมาสวยงาม สื่อความหมายได้ดีแบบที่เห็น ต้องกลั่นกรองมาจากทัศนคติต่อโลกของมุกวี ความคิดสร้างสรรค์เพื่อมาต่อยอด และที่สำคัญคือต้องผ่านความตั้งอกตั้งใจของเหล่าทีมงานในสตูดิโอหลายสิบชีวิต

อยากทำอะไรต่อไป – คำถามสุดท้ายก่อนจบ

“ก็ทำงานอาร์ต ทำแล้วมีความสุข” มุกวียิ้ม

มุก-เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ เจ้าของแบรนด์ Mook V และ Beyond Living เล่าแพสชันในการทำงานศิลปะกับขยะและของเหลือใช้

Writer

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load