ตอนยังเล็ก เป็นเด็กติดการ์ตูน สิ่งหนึ่งที่เราใฝ่ฝันอยากทำได้คือการเดินทางข้ามเวลา จนอยากมีโดราเอมอนเป็นของตัวเอง 

ตอนโตเป็นวัยรุ่น พอได้รู้จักอาชีพนักโบราณคดี จึงเข้าใจว่าการเดินทางข้ามเวลาไม่จำเป็นต้องมี Time Machine หรอก เพียงปลุกชีพคนในอดีตจากวัตถุโบราณใต้ดินที่เราเหยียบอยู่นี่แหละ

ไม่ใช่แบบ Richard O’Connell ใน The Mummy 

แต่ปลุกเรื่องราววิถีชีวิตของคนโบราณ ด้วยการขุดโบราณสถานเพื่อพิสูจน์ความเป็นมา 

ตอนโตเป็นผู้ใหญ่ เพิ่งได้รู้จักคนอีกกลุ่ม เป็นอาชีพที่เกศสุรางค์ใน บุพเพสันนิวาส ไม่ได้เอ่ยถึง หรือ Dr. Jones ใน Indiana Jones ไม่ได้บอก คือ ‘นักโบราณคดีเมือง’ นักสืบทางประวัติศาสตร์ที่ทั้งขุดค้นและขุดคุย ค้นวัตถุโบราณในแถบเมืองที่แผนที่โบราณบอกว่าในอดีตเคยมีใคร อะไร อยู่ตรงไหน และคุยกับชาวบ้านร้านตลาด เสาะหาความทรงจำของคนในพื้นที่เมืองไม่ว่าเล็กใหญ่ มาทาบขนานกับประวัติศาสตร์ ให้เกิดเป็นเรื่องราวจากหลายมิติเวลา แล้วจัดช่อเข้าเป็นเรื่องเล่าของหลากชีวิตในพื้นที่นั้นๆ

ฝันขนาดเล็กของนักโบราณคดีเมือง หวังเพียงการจดจำและการอนุรักษ์ ไม่ให้ใครหรืออะไรในอดีตเลือนหายไปตามกาลเวลา ส่วนฝันขนาดใหญ่ คือการได้เติมข้อเท็จจริงที่ขุดเจอจากไซต์กลางเมือง สักหน้าหนึ่งในหนังสือเรียนวิชาประวัติศาสตร์ไทย 

ไม่รู้เป็นความบังเอิญหรืออะไร ก่อนวันนัดสัมภาษณ์ เราได้เรียนรู้จากข่าวที่ไหลบนนิวส์ฟีดตลอดสัปดาห์ว่าการไม่ถูกบอกให้รู้นี้ ทำให้เราเห็นภาพการขุดสนามฟุตบอลโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งการรื้อบ้านเขียวเมืองแพร่ โดยขาดผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดี

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ

วันนี้ หลังจากได้คุยกับ ผศ. ดร.กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีผู้เชี่ยวชาญศาสตร์โบราณคดีเมืองหนึ่งเดียวของกรุงเทพฯ ในไซต์ใจกลางเยาวราช จาก readthecloud.co เราขอสวมบทบาทเป็น jobsDB.com แนะนำอาชีพที่เปรียบเป็นแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ผู้ฟื้นฟูความทรงจำเมืองและคนเมือง ให้อาชีพใกล้ตัวเรานี้ไม่ถูกหลงลืมเหมือนบางเรื่องราวบนหน้าประวัติศาสตร์

ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร

นักโบราณคดีตัวจริงเสียงจริงตรงหน้าบอกเราว่า โบราณคดีเป็นวิชาที่คนเรียนน้อย และนักโบราณคดีเป็นอาชีพที่คนน้อยมากจะรู้จัก ในประเทศไทยเปิดสอนอยู่ที่เดียว คือคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ดังนั้น ‘นักโบราณคดีเมือง’ จึงอยู่ในสเตตัส ‘ละไว้ในฐานที่เข้าใจ’

“นักโบราณคดีเมือง พูดง่ายๆ ก็คือนักโบราณคดีนี่แหละ ศาสตร์ของอาชีพนี้คือสืบเรื่องจากอดีตแล้วเอามาเล่าใหม่ ให้คนปัจจุบันรู้ว่าเคยเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่นักโบราณคดีศึกษาคือข้าวของเครื่องใช้โบราณที่คนในอดีตทิ้งไว้”

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ
เครื่องถ้วยที่ขุดเจอใต้ชุมชนเลื่อนฤทธิ์ เยาวราช

ปัจจุบันที่เรามีสร้อย แหวน นาฬิกาข้อมือ โทรศัพท์มือถือ ในวันใดวันใดวันหนึ่งวัตถุรุ่นใหม่ล่าสุดพวกนี้อาจถูกทิ้ง ทำลาย หรือยังหลงเหลืออยู่ แต่กลายเป็นขยะโบราณที่ถูกทับถมไปเป็นสิบๆ จนร้อยๆ ปี วันข้างหน้าเมื่อนักโบราณคดียุคใหม่มาเจอ ก็จะต้องสืบเสาะเรื่องจากสิ่งของเหล่านี้ เพื่อดูว่าสมัยเราคนเป็นยังไง กินยังไง มีทัศนคติยังไง ไปจนถึงมีจิตวิญญาณยังไง

ในความเหมือน มีความต่าง สิ่งที่คั่นระหว่างนักโบราณคดีเฉยๆ กับนักโบราณคดีเมือง ขั้นตอนหรือวิธีการทำงานอาจไม่ใช่คำตอบ หากแต่เป็นพื้นที่ หรือออฟฟิศกลายๆ ชั่วคราวของนักโบราณคดี 

“แต่นักโบราณคดีเมือง หรือที่เรียกภาษาอังกฤษว่า Urban Archaeology สนใจศึกษาและทำงานในเมือง หรืองานที่เกี่ยวข้องกับเมือง” 

เพราะนักโบราณคดีมีหลายเรื่องที่จะศึกษา ไม่ใช่แค่เรื่องเมือง เช่นอีกหนึ่งในหลายแขนงคือ ‘นักโบราณพฤกษคดี’ ที่สนใจเกี่ยวกับพืชพันธุ์โบราณ งานของพวกเขาคือนำดิน เมล็ดพันธุ์ในดิน หรือละอองเรณู ไปพิสูจน์ว่าพื้นที่นั้นเคยมีพืชใดขึ้น เพื่อ Reconstruct สวนโบราณขึ้นมาใหม่ให้คนรู้จัก

“นักโบราณคดีอาจจะเหมือนอินเดียน่า โจนส์ ไปสำรวจถ้ำ ไปขุดค้นวัตถุในที่ห่างไกล แต่ถ้าเป็นนักโบราณคดีเมือง งานสำรวจอยู่ในเมือง อย่างที่เห็นว่ามีคนปัจจุบันเดินไปเดินมา ใช้ชีวิตซ้อนทับอยู่บนคนรุ่นอดีต เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราต้องเจอก็คือคน คนในปัจจุบันนี่แหละที่เราต้องเกี่ยว ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านหรือหน่วยงานรัฐ”

เรื่องที่เราอาจนึกไม่ถึงคือ จะเป็นนักโบราณคดีเมือง นอกจากขุดค้นโบราณสถาน ยังต้องขึ้นโรงพัก หรือแม้กระทั่งสำนักการระบายน้ำ

“พื้นที่ตรงนั้นเกี่ยวกับใคร เราเกี่ยวทุกอย่าง”

อาจารย์กรรณิการ์เลกเชอร์วิชาโบราณคดีเมือง 101 ว่าเนื้องานเป็นแบบนี้

ต้องเป็นนักศึกษา ศึกษาข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ของพื้นที่โบราณสถานในเมืองเสียก่อน 

ต้องเป็นผู้ประเมิน นำข้อมูลทั้งความรู้ งบประมาณ เวลาที่มี มาประเมินว่าพื้นที่นั้นควรลงมือขุดมั้ย ไม่ใช่มุ่งแสวงหาความรู้อย่างเดียว 

ต้องเป็นนักเขียน เขียนจดหมายขออนุญาตกรมศิลปากร หน่วยงานซึ่งมีพันธกิจโดยตรงต่อศิลปะและทรัพย์สินมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ เพื่อขุดค้นทางโบราณคดี 

ต้องเป็นนักขุดเจาะ ขุดค้นแบบงานแฮนด์เมดอย่างประณีตด้วยเกรียง และเก็บกู้โบราณวัตถุไปสืบเสาะจากเอกสารและเจาะข้อมูลชาวบ้านว่าสมัยก่อนเมืองและคนเมืองย่านนี้เคยเป็นยังไง

นักเรียนอย่างเราเริ่มนั่งไม่ติด อดยกมือถามไม่ได้ 

“ต้องเรียกนักโบราณคดีเมืองก่อน หรือขุดเจอก่อนค่อยเรียกนักโบราณคดีเมือง”

“เอาจริงๆ เขาไม่รู้หรอกว่าต้องเรียกเราก่อน มีใครรู้มั้ยเวลาที่บ้านขุดเจอโบราณวัตถุแล้วต้องเรียกนักโบราณคดีเมือง ไม่มีใครรู้ ไม่ต้องในเมือง ที่ไหนก็ได้ คนทั่วไปไม่รู้ว่าต้องทำ”

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ

หยุดไม่ได้หรอก

ทุกวันนี้โลกหมุนไว มองไปทางไหนมีแต่การก่อสร้าง ไม่ว่าจะโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย อุโมงค์หน้าพระลาน สนามหลวง หรือรถไฟฟ้า เมืองเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ‘เรา’ ที่หมายรวมถึงนักโบราณคดีเมือง จึงไม่มีทางห้ามการพัฒนาหรือการเติบโตของเมืองได้ 

“คนที่จะเรียกนักโบราณคดีเมืองมามีน้อย เพราะการจะขุดค้นทางโบราณคดีต้องใช้เงิน และต้องใช้เวลา แต่งานก่อสร้างต้องการรีบ เพราะฉะนั้น มันสวนทางกัน งานโบราณคดีเป็นงานเชิงอนุรักษ์ เราต้องเก็บของ ต้องรักษาของ เวลาเราขุด เราเก็บมาทีละชิ้น ให้ได้รูปทรงสมบูรณ์ แต่ในขณะเดียวกันเขาใช้รถแบ็กโฮจ้วงขุด จบ ได้มาเป็นเศษแล้วโกยทิ้ง เขาไม่รู้หรอกว่าคืออะไร มันจึงหายไปหมด

“ยกเว้นหน่วยงานที่สนใจจริงๆ หรือหน่วยงานที่อยู่ในความคุ้มครองตามกฎหมาย อย่างในกรุงรัตนโกสินทร์ที่ถูกบังคับตามกฎหมายอยู่แล้วว่าอยู่ในพื้นที่คุ้มครอง เวลาจะทำอะไรต้องผ่านคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์” 

แถวเยาวราชที่เรากำลังนั่งคุยกันอยู่นี้มีโครงการก่อสร้างให้เห็น แต่ถ้าถามว่ามีนักโบราณคดีเมืองประจำมั้ย อาจารย์ตอบได้เลยว่านับที่ได้ 

“ในกรุงเทพฯ ก่อน COVID-19 ก็ขุดศุลกสถาน ตอนนี้ที่ขุดอยู่ก็มีอุโมงค์หน้าพระลาน วัดชนะสงคราม เยอะนะ เปรียบเทียบทางความหนาแน่น กรุงเทพฯ มีบริเวณขุดค้นทางโบราณคดีที่เยอะที่สุดในประเทศ มีขุดตลอด ถ้านับในช่วงยี่สิบสามสิบปีมานี้ปีหนึ่งมีหลายครั้ง แต่คนไม่ค่อยรู้ เพราะงานโบราณคดีเหมือนงานลูกเมียน้อย” 

“แสดงว่าทุกบริษัทก่อสร้างจำเป็นต้องมีนักโบราณคดีเมือง”

“ถ้าพูดจริงๆ มันต้องมี แต่ยังไม่มีกฎหมายรองรับว่าต้องมี ในกรุงรัตนโกสินทร์ โครงการใหญ่ๆ ต้องขอมติคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ คณะกรรมการฯ ก็จะให้มีเป็นปกติ แต่กับงานก่อสร้างเล็กๆ หน่วยงานอื่นก็มีหน้าที่ของเขา แค่เรายังไม่ถูกเชื่อมโยงให้รู้ว่าจะต้องทำงานร่วมกันอย่างไร”

ที่บอกว่านักโบราณคดีเป็นตำแหน่งจำเป็นในบริษัทก่อสร้างไม่ใช่เรื่องเกินจริง เพราะการจะก่อสร้างอาคารใหม่ทับบนที่เก่า ต้องมีการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งนอกจากอากาศ ชุมชน แรงสั่นสะเทือน อีกอย่างที่ลืมไม่ได้คือ สิ่งแวดล้อมทางโบราณคดี

“สถานทูตอังกฤษเราก็ทำ Dusit Central Park เราก็ทำ ดุสิตนี่ขุดให้รู้ว่ามีหรือไม่มีเพื่อเก็บกู้ และดูว่าจะดำเนินงานก่อสร้างได้มากน้อยแค่ไหน”

“ไม่ใช่แค่มีโบราณวัตถุแน่ๆ แล้วขุด แต่ไม่รู้ว่ามีรึเปล่า มาดูหน่อย ก็ได้” 

“ใช่ งานโบราณคดีเมืองที่ Dusit Central Park มีการประเมินตำแหน่งที่ตั้งของโรงแรมว่ามีโบราณวัตถุเหลืออยู่มั้ย เพราะแต่ก่อนเป็นบ้านเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) แล้วโดยรอบที่จะก่อสร้างในระยะร้อยเมตรมีโบราณสถานใกล้เคียงมั้ย ฝั่งตรงข้ามก็สถานทูตอเมริกา หรือราชกรีฑาสโมสร บ้านอับดุลราฮิมก็ตั้งอยู่ข้างๆ ระหว่างก่อสร้างจะเกิดผลกระทบต่อโบราณสถานที่รายรอบ ทำให้สั่นสะเทือนมั้ย เกิดฝุ่นมั้ย ก็ต้องเจรจากัน ต้องคุยกันว่าจะลดทอนผลกระทบยังไง งานโบราณคดีเมืองจึงไม่ได้สัมพันธ์กับแค่โบราณคดี ประวัติศาสตร์ ชุมชน แต่เกี่ยวข้องกับสถาปัตย์ วิศวะ การผังเมือง ด้วย” 

นักขุด-นักคุย

ในฐานะเป็นอาชีพที่คนมักมองว่าไกลตัว สิ่งไหนที่คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับนักโบราณคดีมากที่สุด 

“นักโบราณคดีขุดซากไดโนเสาร์”

อ้าว…

 “นั่นนักธรณีวิทยา ที่ศึกษาบรรพชีวิน โบราณคดีเราศึกษาเรื่องคนแค่ชั้นดิน แต่ถ้าเรื่องซากดึกดำบรรพ์ในชั้นหินต้องนักธรณีวิทยา หินมันอยู่ใต้ดินไปอีก และคนชอบสร้างภาพว่านักโบราณคดีถือค้อน นักโบราณคดีถือเกรียงนะ นักธรณีวิทยาน่ะถือค้อนมีปลายแหลม นักโบราณคดีใช้เกรียงขุดดิน แปรงปัดดิน จอบเสียมเครื่องมือหนักเราก็ใช้สำหรับหินแข็ง ดินแข็ง ขึ้นอยู่กับแหล่งขุดค้น” 

และข้อนี้สำคัญ นักโบราณคดีไม่ได้ใส่ชุดนักสำรวจเสมอไป

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ

“เป็นรสนิยมส่วนบุคคล มีคนแต่งแบบนั้นอยู่ แต่ไม่ใช่ทุกคน แต่งธรรมดาก็มี” อาจารย์หัวเราะ

ลบภาพอินเดียน่า โจนส์ ออกไปซะ นักโบราณคดีในชีวิตจริงเขาไม่ได้ถือแส้ แต่ถือเกรียง สมุดบันทึก ปากกาดินสอ ตลับเมตร สวมเสื้อแขนยาว รองเท้าผ้าใบ แต่ยกให้ 1 ข้อที่เหมือน คือหมวก เพราะแดดมันร้อน และขาดไม่ได้เลย แผนที่ 

แต่ละพื้นที่ในประเทศหรือบนโลกมีผืนดินต่างกัน เราพอรู้อยู่แล้วว่าจังหวัดไหนในประเทศไทยเคยเป็นทะเล เคยเป็นชายทะเล มาก่อน นักโบราณคดีเมืองก็รู้ และรู้อีกด้วยว่าต้องขุดแต่ละพื้นที่ลึกแค่ไหน 

“กรุงเทพฯ เคยเป็นทะเล ขุดไปสักเมตรหนึ่งก็เจอน้ำใต้ดินแล้ว ขุดได้แค่นั้น แต่ถ้าคุณไปลพบุรี ขุดสิบเมตร นั่นแหละทวาราวดี แต่ละที่ไม่เหมือนกัน เรื่องความลึกเราใช้ประสบการณ์ ไม่ใช่อยู่ๆ นักโบราณคดีจะขุดตรงนี้แหละ จ้วง

“อย่างที่บอก เราต้องศึกษาจากแผนที่หรือแผนผังโบราณเท่าที่เราพอจะหาได้ก่อน เอามาซ้อนทับกันเป็นเลเยอร์ แล้วหาเอกสารโบราณ พงศาวดาร หรือแม้กระทั่งงานวิจัยเดิม ให้รู้ว่าแต่ก่อนพื้นที่นี้เคยมีเรื่องเล่าอะไร และถามชาวบ้านแถวนี้เลยว่าตรงนี้เคยมีอะไรก่อนตัดสินใจขุด เคยถามอาเจ็กคนหนึ่ง อาเจ็กก็บอกว่า ตอนเด็กๆ อั๊วเคยขุดเจอคันฉ่องโบราณในบ้านนี่แหละ”

 แต่ใช่ว่าปรารถนาขุดแห่งใด จะได้ขุดแห่งนั้น 

“บางทีจะขุดตรงหน้าประตู แน่ใจว่าตรงนี้ต้องเจอของดีแน่ ต้องเจอวังแน่ แต่ถ้าคนต้องใช้สัญจรเข้า-ออกตลอดเวลา หรือตรงนั้นเกี่ยวข้องกับความเชื่อของคน เคยเป็นที่ตั้งศาลโบราณ เราก็ต้องเคารพ และอาจจะขุดไม่ได้เลย นี่คือสิ่งที่ต่างจากโบราณคดี เพราะโบราณคดีเมืองมันมีคน”

“งานนี้ให้ความสำคัญกับคน มากกว่าประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นดิน” เราทัก

“มันต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการใช้ชีวิตของคนปัจจุบันกับสิ่งที่เราต้องการ ไม่ใช่ยึดแต่ตัวเราแล้วทำให้คนอื่นเดือดร้อน ปัจจุบันมีการวัดมูลค่าทางเศรษฐกิจว่าซอยนี้คนเข้าคนออกเท่าไหร่ ตรงนี้ชุมชนใช้งานมากน้อยแค่ไหน อยู่ๆ เราจะขุดศึกษาอย่างเดียว ห่วงแต่อดีตจนหลงลืมคนปัจจุบันไม่ได้ เพราะเราจะทำให้สังคมไม่เคลื่อนไหว ซึ่งตอนนี้เรากำลังพยายามทำให้ทั้งสองเรื่องเดินไปด้วยกัน ให้งานอนุรักษ์อยู่ร่วมกับการพัฒนาได้อย่างพอดี นี่คือหัวใจของงานโบราณคดีเมือง”

สืบจากขยะโบราณ

หากกรุงเทพฯ เป็นแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ขอสมมติว่าเขตใหม่อย่างลาดพร้าวจะมีแหล่งโบราณคดีเมืองกับเขามั้ย

“ตามประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ เรารู้กันว่าบริเวณใจกลางกรุงที่มีการตั้งถิ่นฐานของชุมชน ก็คือสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรีกับฝั่งพระนคร ถ้าห่างออกไปจากจุดศูนย์กลางนี้แล้ว ความหนาแน่นก็จะน้อยลงเรื่อยๆ เพราะว่าเป็นถิ่นใหม่”

นั่นเท่ากับว่าจะมีของได้ ก็ต้องมีคน ซึ่งนักโบราณคดีเมืองรู้อยู่แล้วก่อนขุดเสียอีก

“เรารู้อยู่แล้วตามประวัติศาสตร์ รู้ว่าขุดตรงไหนจะเจออะไร ไม่งั้นเราไม่ขุด เพราะนักโบราณคดี เวลาทำงาน การขุดดินทุกครั้งเรามองว่าเป็นการทำลายหลักฐานทางโบราณคดี เพราะขุดปั๊บข้าวของพวกนี้จะไม่อยู่ตำแหน่งเดิมอีกต่อไป เพราะเราเคลื่อนย้ายเขาออกมา นักโบราณคดีให้ความสำคัญกับตำแหน่งเดิมมากๆ เราต้องบันทึกว่าอยู่ลึกเท่าไหร่ อยู่ตำแหน่งไหนในอดีต ที่เราเรียกว่า In situ” 

ที่ว่าการขุดค้นทางโบราณคดีมีตลอดมาในช่วงยี่สิบสามสิบปี ทำไมเรากลับเพิ่งมารู้ตอนสร้าง MRT สนามไชย

“งานขุดค้นทางโบราณคดีเมืองขนาดใหญ่ครั้งแรกยกให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อ พ.ศ. 2537 ตอนนั้นเขาจะสร้างหอสมุดปรีดี พนมยงค์ แล้วขุดเจอกำแพงกรุงรัตนโกสินทร์เดิม ปัจจุบันเขาอนุรักษ์ไว้ให้เป็นความรู้ ต่อจากนั้นก็มีงานโบราณคดีเมืองเมื่อมีการบูรณะหรือก่อสร้างอาคาร” 

จนกระทั่งครั้งใหญ่อีกครั้ง ไม่ใช่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่เป็นตอนทำมิวเซียมสยาม พ.ศ. 2549 เป็นโชคดีครั้งเดียวในประวัติศาสตร์โบราณคดีเมือง ที่นักโบราณคดีเมืองได้มติให้ขุดทั้งพื้นที่เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์โบราณวัตถุของคนในอดีตอย่างเต็มที่ 

“ตอนนั้นต้องขุดทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ด้านหน้าก็คือทางลง MRT เจอซากวังเจ้านายเดิมสมัย ร.3 – ร.5 เพราะแถบนั้นทั้งหมดเป็นวังเจ้านาย แล้วทางด้านหลังก็ขุดเจอซากป้อมวิไชยเยนทร์ ป้อมโบราณที่อยู่ตรงข้ามกับป้อมวิไชยประสิทธิ์ฝั่งธนบุรี มันคือป้อมบางกอกสองฝั่งที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

“พอมาสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่สามก็โปรดฯ ให้สร้างวังเจ้านายในพื้นที่นี้ เรียกว่าวังท้ายวัดพระเชตุพน จะมีห้าวัง อยู่ในพื้นที่มิวเซียมสยามสี่วัง ขุดเจอฐานรากเต็มไปหมดเลย ที่น่าตื่นเต้นคือเจอเปลือกหอยมุกมากมาย เพราะแถวนั้นเจ้านายที่ทรงกำกับกรมช่างมุกเคยประทับ ทรงทำพวกบานประตูหน้าต่างประดับมุก หรือเครื่องไม้ใช้สอยอย่างเครื่องมุก คาดว่าน่าจะออกมาจากแหล่งผลิตที่นี่ รวมถึงมีขวดน้ำหมึก เครื่องถ้วยยุโรป ขวดน้ำหอมโบราณฝรั่งเศสที่มียี่ห้อซึ่งยังอยู่จนปัจจุบัน 

“ถามว่านักโบราณคดีเมืองรู้ได้ยังไง เราดูแผนที่โบราณ มันจะบอกเลยว่าสมัยก่อนตรงนี้เป็นวังเจ้านาย ตรงนี้เป็นกระทรวง ถ้าเราเอาแผนที่สมัยอยุธยาซ้อนด้วยแผนที่โบราณสมัย 2450 แล้วเอา Google Maps มาซ้อนอีกรอบจะเห็นพัฒนาการของพื้นที่ นี่แหละคือเลเยอร์ของโบราณคดีเมือง เหมือนขนมเค้ก แต่เป็นขนมเค้กที่ไม่มีชั้น เพราะอาจมีการสืบเนื่อง เวลานักโบราณคดีขุด ต้องขุดไปถึงชั้นต่างๆ ชั้นล่างสุดคือสมัยกรุงศรีอยุธยา ชั้นบนถัดมาคือวังเจ้านาย ชั้นที่สามคือกระทรวง ชั้นบนสุดก็คือสิ่งที่เราเหยียบ อีกร้อยปีข้างหน้าตรงนี้ก็จะถูกถมไปเรื่อยๆ” 

แต่ละชั้นของการทับถมจะมีของของแต่ละยุค เวลานักโบราณคดีขุดแต่ละชั้นทำให้เรารู้ว่าของแต่ละยุคไม่เหมือนกัน จากรูปแบบ จากสี จากตัวอักษร ทำให้แยกเลเยอร์ได้ว่าชั้นนี้เป็นของคนสมัยนี้ ชั้นนี้เป็นของคนอีกสมัยหนึ่ง

นอกจากอาชีพนี้จะน่าสงสัยว่าทำอะไรกันบ้าง อีกข้อน่าสงสัยก็คือ ทำไม้ทำไมขุดยังไงก็เจอแต่ถ้วยชามรามไห หรือคนโบราณเขาถือเคล็ดว่าตอนย้ายบ้านห้ามขนไปด้วย

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ

“สมัยก่อนไม่มีระบบจัดการขยะให้เก็บมาทิ้งในที่เดียวกัน จึงยังมีเศษของใช้แตกหักหลงเหลืออยู่ ส่วนใหญ่ที่เราขุดเจอไม่ใช่ของดี น้อยมากที่จะเจอของสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เข้าใจว่าของดีๆ เขาเอาไปแล้ว อาจจะมีทั้งตกหล่นจนกระทั่งดินมาถม น้ำท่วม เกิดการทับถม หรือว่าตั้งใจทิ้ง แล้วคนก็เดินเตะไปเตะมาเหมือนถุงฮอลล์ที่เราขุดเจอบ่อยมาก

“หลังสำนักงานเขตคลองสานเคยเป็นป้อมเก่าสมัยรัชกาลที่สี่ ชื่อป้อมป้องปัจจามิตร เราขุดเจอซากฐานรากป้อมทั้งป้อมที่ชั้นล่างสุด แต่ชั้นบนเคยมีคนอยู่ จึงเจอขวด POND’s สมัยแรก พ.ศ. สองสี่เก้ากว่าๆ เจอห่อขนมสมัย พ.ศ. สองห้าหนึ่งกว่าๆ หรือเศษเหรียญ ช้อนสังกะสี จานสังกะสี เต้ารับสมัยคุณปู่ ซึ่งก็คือขยะ เราศึกษาขยะ ทำให้เรากำหนดอายุได้”

“มีอะไรเกินความคาดหมายกว่าเปลือกฮอลล์มั้ย”

“โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ที่สมัยก่อนเป็นสถานีรถไฟ และในสถานีรถไฟเคยเป็นที่ตั้งพระราชวังบวรสถานพิมุข หรือวังหลัง เขาติดต่อให้ไปดู เพราะเปิดผิวดินขึ้นมาแล้วเจอเรือใหญ่ ยาวประมาณ 25 เมตร อันนั้นยังไม่ว้าวนะ

“พื้นที่โรงพยาบาลปัจจุบันถูกขุดหมดแล้วเพื่อสร้างฐานราก สร้างที่จอดรถใต้ดิน เจอกระดูกช้าง ข้าวของเครื่องใช้ เรือใหญ่ เยอะแยะเต็มไปหมด เหลือกลุ่มพื้นที่ให้ขุดได้ไม่กี่แห่ง เพราะทางด้านหน้าที่เป็นอาคารสถานีรถไฟธนบุรีเดิม ปัจจุบันเป็นพิพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน เทปูน วางเสา เข้าไปไม่ได้เลย กับตรงทางเข้า-ออก ถ้าเราขุดคนก็ใช้งานไม่ได้ จึงเหลือพื้นที่เดียวคือสี่เหลี่ยมผืนผ้าด้านหลังอาคารพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน 

“เราขุดไปๆ แล้วเจอฐานป้อมพระราชวังหลังเฉยเลย เป็นความบังเอิญที่ไม่ตั้งใจว่าจะเจอ ที่ชอบเพราะว่าไม่เคยมีประวัติศาสตร์ที่ไหนบอกมาก่อนว่าตรงนี้มีป้อม ที่รู้ว่าเป็นป้อม เพราะหนึ่ง ลักษณะของสิ่งก่อสร้างเป็นก่ออิฐถือปูน เป็นรูปแฉกเหมือนหัวเพชร สอง ไปเจอบันทึกของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพบอกว่า ‘ที่นี่เคยมีป้อมมุมเมืองเก่ามาแต่ครั้งกรุงธนบุรี’ 

“ปัจจุบันที่เราทำผังเมืองก็แค่บอกว่าสมัยธนบุรียังมีป้อมวิไชยเยนทร์เหลืออยู่นะ แต่เราไม่เคยได้เห็นป้อมอย่างที่พูดเลย พอเราขุดเจอ มันจึงเป็นการสร้างองค์ความรู้ว่ามีป้อมอยู่ตรงนี้จริง” 

การขุดค้นเจอของที่ไม่เคยถูกบันทึกจึงสำคัญต่อนักโบราณคดีเมืองนักหนา เพราะถือเป็นการสร้างองค์ความรู้หน้าหนึ่งให้ประวัติศาสตร์ไทย ที่กว่าจะเพิ่มได้ ก็หายไปนานมาก เพราะประวัติศาสตร์ไม่เคยบอก 

ยุคประวัติศาสตร์สมัยรัตนโกสินทร์มีพงศาวดารเล่าหมดแล้วว่าพระเจ้ากรุงธนบุรีสู้รบอะไร สมัยรัชกาลที่ 1 ทรงย้ายเมืองมาตั้งที่ไหน แต่น้อยมากที่จะมีพยานหรือหลักฐานมายืนยันประวัติศาสตร์ ไม่เหมือนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่เรารู้จากหลักฐานที่เป็นโบราณวัตถุ ว่ายุคนั้นเป็นสังคมเกษตรกรรมล่าสัตว์ กินเนื้อ กินหอย การขุดเจอหลักฐานจึงเป็นทั้งเครื่องยืนยัน เป็นพยานเชิงประจักษ์ และเป็นเครื่องเพิ่มพูนความรู้ที่ไม่เคยปรากฏที่ไหนมาก่อน 

“ถ้าไม่ได้ขุด มันก็คงอยู่ใต้ดินอย่างนั้น ไม่มีใครรู้” อาจารย์บอก

ขุดแล้วไปไหน

“การขุดเจอหม้อชามรามไห เราเอามาทำอะไรต่อได้บ้าง” เราถาม

“ถ้าไม่ใช่คนที่สนใจจริงๆ เขาจะมองไม่ออกว่ามันคืออะไร มองไม่ออกเลยว่าสิ่งเหล่านี้เขาจะเอาไปทำอะไรต่อ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเก่าหรือไม่เก่า ต้องบอกก่อนเลยว่าสิ่งที่งานโบราณคดีขาด คือการประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วไปรู้จัก สร้างองค์ความรู้ว่ามันคืออะไร ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องใกล้ตัวมาก ขนาดคุณมาเยาวราชยังไม่รู้เรื่องเยาวราชสมัยก่อน หรือแม้กระทั่งบ้านใครอยู่แถวนี้เลย 

“รู้มั้ยว่างานโบราณคดีเกิดมาจากอะไร งานโบราณคดีเกิดมาจากความสนใจใคร่รู้ ต้องสงสัย สังเกต หน้าตา รูปร่าง รูปทรง นี้มันคืออะไร แล้วมันจะพาไปสู่สิ่งอื่นๆ ได้ คือเกิดความรัก ความหวงแหน ขอให้เกิดสองสิ่งนี้ก่อน ถ้าเกิดสองสิ่งนี้เมื่อไหร่ เราจะนำวัตถุพวกนี้ไปต่อยอดเป็นทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนในรูปแบบไหนก็ได้”

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ
ผลิตภัณฑ์โมเดลบ้านแบบโบราณในชุมชนเลื่อนฤทธิ์ เยาวราช ยุคต้นรัชกาลที่ 6
กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ
กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ
ผลิตภัณฑ์เครื่องถ้วยที่ได้แรงบันดาลใจจากลายเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ชิงกับเครื่องถ้วยญี่ปุ่นแบบนาริตะ
ที่ขุดเจอใต้ชุมชนเลื่อนฤทธิ์ เยาวราช

โบราณคดีในตำราคือการสร้างเรื่องราวของมนุษย์ในอดีตจากสิ่งของที่ขุดค้นได้ หรือจากการสำรวจทั้งบนดิน ใต้ดินแล้วสร้างเรื่อง ขณะเดียวกันโบราณคดีนอกตำราไม่ได้หยุดอยู่แค่การขุดค้น อธิบาย สร้างเป็นประวัติศาสตร์ให้อ่าน แต่นำวัตถุโบราณและความรู้มาบูรณาการกับศาสตร์อื่นๆ เพื่อร่วมกันพูด 

อย่างโครงการพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมย่านเยาวราชของมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก สกสว. บูรณาการคณะวิชาต่างๆ เข้าด้วยกัน เช่นงานของ รศ.จักรพันธุ์ วิลาวินีกุล ทีืนำลวดลายเครื่องถ้วยและอาคารที่ศึกษาทางโบราณคดีในชุมชนเลื่อนฤทธิ์พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

“เราไม่มองว่ามันเป็นแค่กายภาพ ถ้าเราอนุรักษ์แค่กายภาพ มันจะเป็นเมืองตุ๊กตา ไม่งั้นเราไปเมืองจำลองก็ได้ มันต้องนำทุนทางวัฒนธรรมนี้ออกมาใช้คู่กับชีวิตต่อไป” 

ลองนึกเล่นๆ ความฝันสูงสุดของนักโบราณคดีเมืองคือการได้ขุดเมืองเก่าทั้งเมืองรึเปล่า 

“นักโบราณคดีคืออาชีพที่คนเป็นจะมีนิสัยเหมือนกันอย่างหนึ่ง ตื่นเต้นเวลาเห็นของ ถามว่าอยากขุดมั้ย อยาก แต่มีความยับยั้งชั่งใจ เหมือนเป็นจรรยาบรรณ เพราะการขุดทุกครั้งถ้าเราไม่พร้อมนั่นเป็นการทำลาย ถ้าไม่รู้ว่าขุดเพื่ออะไร เราจะไม่ขุด ถ้าขุดถือว่าตอบสนองความต้องการส่วนตัว ซึ่งเราไม่ทำ แต่ถ้ามีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์เพราะพื้นที่จะเปลี่ยนไป อันนั้นต้องขุด ถ้ารัฐบาลมีงบศึกษาไม่อั้น นั่นเป็นความใฝ่ฝันของนักโบราณคดีเมือง

“แต่ปลายทางความฝันจริงๆ ของนักโบราณคดีเมืองอย่างเราคือเห็นคนทำแบบเราเยอะๆ ไม่ต้องขุดก็ได้ แค่อยากเห็นความร่วมมือที่เกิดจากหลายภาคส่วน จะเป็นชาวบ้าน สถาปนิก นักบัญชี ใครก็ได้ที่มีความรู้สึกรักเมือง มาช่วยกัน มาพูดคุยแบ่งปันความรู้ บูรณาการกัน เพื่อที่จะพัฒนาเมืองหรือย่าน โดยมีหน่วยงานที่มีอำนาจในการตัดสินใจ รัฐก็ดี เอกชนก็ดี สนับสนุนในการทำศูนย์มรดกวัฒนธรรมเมือง เพื่อเป็นศูนย์รวมข้อมูลความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเมืองทั้งหมด มีทุนให้ทำเรื่องเมือง เพื่อทำหน้าที่ดูแลรักษาเมือง”

เราปิดสมุด เก็บปากกา แล้วส่งคำถามสุดท้าย “คนเป็นสถาปนิกยังมีบ้านในฝัน แล้วเมืองในฝันของนักโบราณคดีเมืองหน้าตาเป็นยังไง”

อาจารย์กรรณิการ์นิ่งนึก

“เมืองเก่าที่อยู่ร่วมกับคนปัจจุบันได้ เป็นเมืองแห่งอนาคตที่ไม่ลืมอดีต”

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ

Writer

ศกุนตลา แย้มปิ๋ว

นักเรียนวรรณคดีที่มักเรื่องอาหาร ท้องถิ่น วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเดินทาง และเด็กจิ๋ว มีความฝันสามัญว่าอยากมีเวลาทำอาหารรสที่ชอบด้วยตัวเอง ตัวอยู่กรุงเทพฯ อัมพวา หรือเมืองกาญจน์ แต่ใจและภาพอินสตาแกรมอยู่ทุกที่ที่ไปเที่ยว

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“เราไม่เคยรู้ความหมายทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ในภาพวาดพวกนี้มาก่อน ครั้งแรกที่ได้ยินก็น้ำตาซึมเลย”

‘พลอย’ หญิงสาวร่างกายซูบผอมแต่แววตาประกายไปด้วยความตื้นตันพูดกับเรา ขณะมองไปที่สามีที่กำลังถ่ายรูปคู่กับคอลเลกชันศิลปะอยู่ที่ระเบียง

“ครั้งนี้ก็เหมือนกัน”

น้ำตาของพลอยรื้นขึ้นและหันมายิ้ม เมื่อรู้ว่าการสัมภาษณ์ในวันนี้กำลังจะจบลง หลังจากได้ขุดความรู้สึกเบื้องลึกของตัวเองมาเล่าให้เราฟังในวันนี้ด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ซึ่งเรารู้ว่าสำหรับเธอไม่ใช่เรื่องง่าย

ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ชั่วโมงก่อน พลอยไม่ได้อยู่ที่นี่ เราเดินทางมาเพื่อพบกับสามีของเธอ ต้นตอของแรงบันดาลใจครั้งใหญ่ที่ทำให้คนไม่กล้าเขียนหนังสืออย่างเราลุกขึ้นมาอาสาเขียนเรื่องนี้ หลังจากพบชื่อของเขาเป็นหนึ่งในศิลปินจาก Bangkok Illustration Fair (BKKIF) อีเวนต์ใหญ่รายปีที่รวบรวมศิลปินมาจัดแสดงผลงาน และเรื่องราวของเขาก็ทำให้เราต้องลุกไปเสิร์ชกูเกิลว่า ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก คือใครกันแน่ 

ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์

เขาคือเจ้าของผลงานสาวอ้วนไม่มีคอกำลังทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยสีสันสดใส มีร่องรอยความน่ารักปนหยอกล้อให้เห็นแล้วอมยิ้ม แต่ว่าเบื้องหลังที่เขาได้เล่าในงาน BKKIF คือการป่วยโรคไทรอยด์และหัวใจรั่วของพลอยที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปอย่างสิ้นเชิง จนออกมาเป็นงานศิลปะที่ตรงกันข้ามกับเรื่องจริงเพื่อเยียวยาตนเองกับครอบครัว ที่สำคัญคือมันได้ผล จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนมากมายถึงขนาดมีคนตีตั๋วเดินทางมาเพื่อขอจับมือเขาแน่น ๆ และกล่าวขอบคุณด้วยตัวเอง

ขณะที่เรากำลังทบทวนข้อมูลเหล่านี้ (ซึ่งเป็นข้อมูลเดียวที่หาได้) คุณชัชวาลย์ก็ได้เชิญเราเข้าไปนั่งพูดคุยในห้องทำงานที่เต็มไปด้วยบอร์ดเกม ฟิกเกอร์โมเดล หนังสือการ์ตูน มีแบกกราวน์เป็นเพลง City Pop เปิดคลอไปตลอดการสัมภาษณ์ โดยเขาเรียกแทนตัวเองว่า ‘ชัด’ และเล่าว่าภรรยากำลังออกไปรับลูกทั้งสองคนจากโรงเรียน 

จากข้อมูลเพียงน้อยนิดในอินเทอร์เน็ต เชื่อว่าคงไม่มีใครรู้จักผู้ชายคนนี้ถึงแก่นแท้มากนัก เราจึงขอเริ่มจากการย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นเสียหน่อย ระหว่างรอเจ้าหญิงของเรื่องนี้กลับมา

ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์

นี่มันเด็กชัดๆ

ชัดโตมาในครอบครัวใหญ่ที่อยู่ร่วมกับพี่น้องนับสิบคน แต่เขาจะสนิทกับพี่ชายที่ชอบศิลปะเหมือนกัน และมักจะแข่งกันวาดรูปเหมือนจากการ์ตูนเรื่องโปรดอย่าง ดราก้อนบอล หรือ เซนต์เซย์ย่า ส่วนตอนอยู่โรงเรียนก็จะวาดรูปในสมุด หาเงินได้หลายสิบบาทจากการออกแบบเกมตารางง่าย ๆ และขายการ์ดให้เพื่อน ภายใต้กฎเกณฑ์ที่เด็กประถมจินตนาการสูงคนหนึ่งตั้งขึ้นมาเอง

แต่ครั้งแรกที่ชัดรู้ว่าตัวเองอยากเป็นนักออกแบบคาแรกเตอร์ดีไซน์ ก็คือตอนที่เล่นเกมแล้วไปเจอกับ Slime แสนน่ารัก (เขาชี้ให้ดูฟิกเกอร์ Slime ยิ้มแฉ่งที่อยู่บนชั้นวาง)

ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์

“ผมเล่นเกม Dragon Quest ของ อาจารย์อากิระ โทริยามะ แล้วเขาวาดมอนสเตอร์น่ารักมาก ผมเป็นคนชอบอะไรน่ารัก ตอนเด็กก็คิดเลยว่าอยากออกแบบมอนสเตอร์ อยากเป็นคนออกแบบคาแรกเตอร์ดีไซน์ แต่ยังไม่รู้หรอกนะว่าหนทางที่จะไปสู่อาชีพนี้คืออะไร

“ตอนมีคนมาถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ก็ยังตอบไม่ได้ ไม่เคยมีใครปลูกฝังเราว่าควรจะเป็นอะไร ผมว่าศิลปะมันสนุก แต่เวลาเราเรียนเราก็ไม่ค่อยได้อินกับมัน สมัยนั้นก็สงสัยว่าทำไมคลาสเรียนศิลปะถึงได้น้อยจัง ตั้งแต่เรียนมาจนจบ ม.6 คิดว่ามีไม่เกิน 5 คลาสเลยมั้ง มันน้อยมากจนไม่ได้มีเวลาให้เราอย่างจริงจังทั้ง ๆ ที่เราอยากวาด จนมีอาจารย์มาบอกว่า ชอบวาดการ์ตูนก็ไปเรียนศิลปะสิ แค่นี้ก็เลยไปเรียนศิลปะ ง่าย ๆ เลย”

ด้วยความเป็นเด็กที่ยังไม่เห็นภาพอนาคต แต่รู้ว่าชอบศิลปะ ชัดจึงไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ คณะศิลปกรรมศาสตร์ วัน ๆ อยู่กับน้ำมันสน สีน้ำมัน สีอะคริลิก และ Drawing แต่ว่าอยู่ไปสักพักก็เกิดคำถามจากคุณพ่อ ว่าหลังจากเรียนจบจะไปทำอะไรกิน ซึ่งเขาเองก็สงสัยเหมือนกัน

“ในสมัยนั้นมันเป็นไปได้ยากมาก มันยังไม่มี Collector แล้วก็ยังไม่มีคอมมูนิตี้งานศิลปะให้คนได้มาพบเจอกัน เดี๋ยวนี้คนอายุ 30 ต้น ๆ เขาก็เริ่มสะสมกันแล้วใช่ไหม สมัยผมมันไม่มีแบบนั้น วัน ๆ ผมก็แบกกระดาน แบกสีไปนั่งเพนต์ ปั้น ปั้น แล้วก็ปั้น ตัวเลอะเทอะ แล้วก็ดูเหมือนไม่มีอะไรเลย”

การเจรจากับคุณพ่อจบลงที่มาเจอคนละครึ่งทาง ชัดย้ายมาเรียนต่อที่สาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เพราะว่านอกจากศิลปะแล้ว ยังได้เรียน Business ด้วย กระบวนการคิดแบบเด็ก ๆ ของเขาจึงจบลงเพียงแค่นั้น ต่อไปนี้คือหนทางของจริงที่ศิลปินทุกคนต้องตามล่าหาทางออกว่าจะสร้างเม็ดเงินจากมันได้อย่างไร 

“สิ่งที่ได้เรียนรู้เพิ่มมาเลยคือ Design for Communication และเป็น Designed for Business ในเส้นทางนี้อย่างน้อยก็รู้ว่าจะมีคนจ้างผมเพราะอะไร”

ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์
ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์

ภาพที่ไม่ชัด

ชัดสามารถวาดงานสไตล์ใดก็ได้จากการดูตัวอย่างเพียงครั้งเดียว และมีพลังเหลือล้น (เขาเรียกตัวเองในสมัยนั้นว่า ‘อีโมจังวะ’) เพราะทุกงานที่ทำต้องมาจากดินสอจริง สีจริง กระดาษจริง และต้องใส่รายละเอียดเยอะ ๆ แบบบ้าพลังลงไป

“เรียกได้ว่าตอนนั้นอีโมมาก ๆ จะค่อนข้างแอนตี้พวก Digital Painting เลย งานมันต้องใช้ดินสอ มันต้องใช้มือสิวะ คิดแบบนั้น แต่ช่วงนั้นเป็นช่วงที่กำลังตามหาตัวเอง ผลงานเลยมีหลายสไตล์มาก คือให้ทำแนวไหนผมทำได้หมดเลย แต่ไม่ได้เข้าใจว่ามันเป็นยังไง”

ชัดเปิดผลงานที่วาดด้วยดินสอให้เราดู รายละเอียดยิบย่อยที่ต้องเพ่งมองถึงจะเห็นทำให้เราทึ่ง นอกจากสงสัยว่าเหลาดินสอหมดไปกี่แท่ง ยังสงสัยว่างานเหล่านี้จะเล่าอะไร ชัดบอกว่าตัวเขาตอนนั้นยังไม่ได้คิดว่าศิลปะจะสะท้อนอะไร แต่ถ้าวันนี้มองย้อนกลับไปก็จะพบว่างานมันสะท้อนตัวตน ความคิด บุคลิก ของตัวศิลปินในช่วงเวลาต่าง ๆ ได้ชัดเจนมาก อย่างเช่นการวาดทุกอย่าง การใช้สีได้ทุกเฉด บอกได้ว่าเขาในวัย 20 ต้นๆ ยังเห็นตัวตนไม่ชัดเจนนัก 

อย่างไรก็ตาม ฝีมือโดดเด่นชนิดหาตัวจับยาก ทำให้ผลงานทีสิสคาแรกเตอร์ดีไซน์ของเขา ซึ่งเป็นชุดแรกในมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ไปเตะตาจนอาจารย์ชักชวนไปทำงานด้วย รวมถึงแตะหัวใจของพลอยซึ่งเป็นรุ่นน้องโดยที่เขาไม่รู้ตัว ทั้งคู่คบหากันตั้งแต่ตอนเรียน กระทั่งจดทะเบียนสมรสและอยู่เป็นคู่ชีวิตด้วยกันมาตั้งแต่วันนั้น

พลอยกลับมาถึงพอดีพร้อมกับพยานรักตัวจ้อยอีก 2 คน ที่ย้ำเตือนว่าเรื่องราวเหล่านั้นผ่านมาเป็นเวลานานแล้ว เสียงเด็ก ๆ ตะโกนโห่ร้องอย่างตื่นเต้นเมื่อพบว่ามีแขกมาที่บ้าน ชัดต้องหยุดการพูดคุยกับเราไปสักพักเพื่อช่วยพลอยปรามลูก ๆ เป็นภาพน่าเอ็นดูจนอดถามไปไม่ได้ว่า “แต่งงานกันมากี่ปีแล้วคะ”

“เราแต่งงานกันมากี่ปีแล้วนะคุณ” ชัดตะโกนถามพลอยที่อยู่ในครัว “20 แล้วไหม”

“ไม่ถึง!” พลอยชะโงกหน้ามาตอบ “แต่ถ้านับตั้งแต่อยู่ด้วยกันก็ 20 ปีมาแล้วแหละ”

ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์

หลังเรียนจบ ชัดเข้าไปทำงานในบริษัทตามคำชวน โดยไม่รู้มาก่อนว่าที่นั่นทำงานเกี่ยวกับ Production ภาพเคลื่อนไหว เด็กนิเทศศิลป์ผู้บ้าคลั่งคนนี้เลยวางดินสอแล้วมาจับเม้าส์หัดทำ After Effect กับ Final Cut Pro แบบงง ๆ เหมือนคนหลงทางเข้าไป

“ผมอยู่ที่นั่นตั้งแต่ทำอะไรไม่เป็นจนกลายเป็นผู้กำกับ ช่วงนั้นเลิกวาดรูปไปเลย แทบไม่ได้แตะ วัน ๆ เอาแต่ทำหนังส่งประกวด คุยกับลูกค้า วนอยู่แบบนี้ ไม่รู้หลงไปได้ยังไง”

“หลงไปนานแค่ไหนคะ”

“15 ปี”

โอเค นั่นดูเป็นการหลงทางที่ค่อนข้างไกล (แถมลึกด้วยแหละ) 

ภาพในตอนนั้นคงยังไม่ชัดเท่าไหร่ว่าเขากลับมาเป็นศิลปินได้ยังไง ซึ่งเรากำลังจะเล่าส่วนที่สำคัญที่สุดในบทความนี้ต่อด้านล่าง

ความชัดเจน

เราพบว่าผู้ชายคนนี้เลิกวาดรูปมาแล้ว 15 ปี เคยทำงานมาแล้ว 4 ที่ เคยเป็นผู้กำกับ เป็น Art Director และปัจจุบันเป็น Producer กับ Creative ทำหนังและโฆษณามาแล้วมากมาย ประสบการณ์ทั้งหมดยืนยันว่า เขาเป็นตัวเจ๋งของวงการนี้อยู่เหมือนกัน ซึ่งนั่นดูห่างไกลจากการเป็นศิลปินมากกว่าที่เราคิดไว้ในตอนแรก

แต่ทุกอย่างที่กำลังไหลไปตามเวลา กลับสะดุดลงในตอนเขาทำงานช่วงปีที่ 7

เมื่อลูกคนแรกลืมตาดูโลก

“สิ่งแรกที่ผมทำตอนผมมีลูกคือ ลาออกจากบริษัท”

นั่นฟังดูบ้าบิ่นมากพอสมควร ในขณะที่หลายคนตั้งเป้าถึงความมั่นคงในชีวิตและเงินทองเมื่อกำลังจะมีลูก แต่เขากลับทำสิ่งที่ตรงกันข้ามด้วยการลาออก ชัดเห็นอะไรที่ ‘ชัดเจน’ กว่านั้น เมื่อการเป็นพ่อคนทำให้เขาฉุกคิดขึ้นมาว่า เขาจะต้องสอนเด็ก ๆ เหล่านี้ และเขาดีพอจะสอนหรือยัง

“ผมเป็นคนที่ทำเพื่อบริษัทมาก จนบางครั้งมันไม่ได้ถูกต้องในความคิดของผม ผมทำสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ชอบนัก พอมีลูก ความคิดแรกก็คือ เราอยากบอกลูกได้เต็มปากว่า ลูกสามารถใช้ชีวิตอย่างที่ลูกเชื่อ แล้วถ้าหากว่าผมยังทำไม่ได้ ผมจะบอกเขาได้ยังไงว่าชีวิตเป็นของลูกนะ”

ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์

ชัดมองเห็นปัญหาหลาย ๆ อย่างในวงการ Production ทั้งราคาค่าแรงที่ต่ำลงสวนทางกับประสบการณ์ และวงการที่เสื่อมถอย เขาจึงไม่ทนกับสิ่งนี้อีกต่อไป เขาลาออกมาเพื่อตั้งบริษัทของตัวเองที่มีนโยบายค่าใช้จ่ายสมเหตุสมผล อะไรที่ไม่เมกเซ้นหรือทำร้ายคนทำงานก็จะไม่ทำเลย ถึงแม้ลูกค้าจะหายไปเป็นโหล จาก 30 เจ้า เหลือเพียง 2 เจ้า

เป็นก้าวเดินที่ขมขื่นแต่ไม่ฝืนใจ ชัดมีความสุขกับการได้เลือกเส้นทางใหม่ได้ไม่นาน ก็เกิดสถานการณ์โควิด จนทำให้งาน Production ทุกอย่างหยุดชะงัก ออกกองไม่ได้ งานหายวับไปกับตา และเขาก็ต้องกลับมาอยู่บ้านโดยไม่รู้จะเอาอย่างไรต่อ

“ทำไมไม่วาดรูปล่ะ” นั่นคือคำถามของพลอย 

ชัดตอบไปว่าไม่รู้จะเริ่มอย่างไร เมื่อมันห่างหายมานานมากแล้ว ถ้าหากกลับไปเป็นศิลปินก็ยังไม่รู้จะขายให้ใคร วาดจะให้ใครดู และอีกอย่างเขาคิดว่าสไตล์ของเขาไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบันแล้ว แต่ภรรยาก็ยังยืนยันที่จะให้เขาวาดรูป พร้อมกับเผยความในใจที่ไม่เคยบอกตั้งแต่แรกว่า

“รู้ไหม ฉันชอบเธอเพราะว่าเธอวาดรูปเก่งมาก เธอเป็นคนที่เท่และมีพรสวรรค์มากเลยนะ”

เพียงประโยคนั้นเอ่ยออกมา ดวงไฟเล็ก ๆ ก็ถูกจุดขึ้น พวกเขาคงไม่รู้ว่าทุกสิ่งจะเปลี่ยนไปตลอดกาล เพราะการกลับมาจับปากกาในครั้งนี้ 

ชัดได้มีเวลาตกตะกอนสิ่งที่เจอมาทั้งชีวิตและทำโปรเจกต์ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำ จนเริ่มมีผู้ติดตามผลงานมากขึ้น เขาได้เข้าร่วม BKKIF ในปี 2021 ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดีเพราะเสียงเชียร์จากภรรยาที่คอยให้กำลังใจ

จนกระทั่งวันที่พลอยล้มลง

ต้นปี 2022 พลอยเริ่มมีอาการอ่อนเพลีย มือสั่น หัวใจเต้นแรง เหนื่อยหอบ และน้ำหนักของเธอก็ลดลงเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็ว ในตอนแรกเธอไม่ได้ไปหาหมอเพราะคิดว่าเป็นผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน และที่สำคัญคือไม่มีคนดูแลลูก ๆ จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม เธอเข้า ICU พร้อมกับหัวใจที่เต้นถึง 150 ครั้งต่อนาที จนคุณหมอบอกว่า รู้ไหมว่าคุณอาจตายได้เลยนะ

พลอยตรวจพบโรคเกรฟ (Graves’ Disease) ชื่อเรียกภาษาไทยคือ คอพอกตาโปนหรือไทรอยด์เป็นพิษ และเจอโรค WPW Syndrome (Wolff-Parkinson-White Syndrome) เมื่อเธอเป็นพร้อมกันทั้ง 2 โรค ก็ส่งผลให้มีรูรั่วในหัวใจเพิ่มขึ้นมากถึง 4 – 5 รูจากอาการน้ำท่วมปอด อาการนั้นรุนแรงจนเธอยืนไม่ได้ ไม่มีแรงแม้กระทั่งเปิดขวดน้ำ และที่แย่ที่สุดคือเธออุ้มลูกไม่ได้

นอกจากสุขภายกายแล้ว สุขภาพจิตของพลอยก็ย่ำแย่ตามไปด้วย เธอเริ่มรู้สึกเป็นตัวถ่วงและอยากให้สามีออกไปทำงาน หาแรงบันดาลใจวาดรูป แทนที่จะต้องมาตัวติดอยู่กับเธอ ชัดรู้ดีกว่าเขาทำอย่างนั้นไม่ได้ และคิดหาวิธีที่จะทำอย่างไรให้ทุกคนผ่านสถานการณ์นี้ไป จนวันหนึ่งอยู่ ๆ ประโยคที่พลอยเคยพูดเมื่อสิบกว่าปีก่อนก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยว่า เธอก็วาดทุกอย่าง ยกเว้นฉัน

ศิลปินหนุ่มดีดนิ้วดังเป๊าะ

“ถ้าหากผมวาดคุณ คุณก็ไม่ต้องไล่ผมไปหาแรงบันดาลใจวาดรูป เอาล่ะ งาน BKKIF ปีนี้ผมจะวาดคุณนี่แหละ คุณจะเป็น Reference ที่ผมจะได้เจอทุกวัน มองทุกวัน คุยทุกวัน เพราะผมมีแต่คุณนี่ไง มันชัดเจนแล้ว”

ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022

ชัชวาลย์ และ พลอยไพรำ

คืนหนึ่ง ชัดเรียกพลอยเข้าไปดูอะไรบ้างอย่าง

“นี่ฉันอ้วนขนาดนี้เลยหรอ!”

พลอยอุทานกับรูปหญิงสาวตัวอ้วนจ้ำม่ำ ใส่ชุดว่ายน้ำ อวดแขนขาใหญ่ ๆ และไม่มีคอ กำลังอาบน้ำใต้ฝักบัวในชุดแดงสีสดใส 

“มันก็ต้องอ้วนแบบนี้แหละ! จะได้หมายความว่าคุณหายป่วยแล้วไง”

นั่นเป็นครั้งแรกที่ผลงาน Collection : Chubby Era ถือกำเนิดขึ้น มันเป็นวันธรรมดา ๆ หลังกลับมาจากกิจกรรมว่ายน้ำเล่นของครอบครัว ชัดลงมือวาดรูปภรรยาของเขา และหลังจากนั้น Chubby Era ก็ถ่ายถอดเรื่องราวของสาวอ้วนไร้คอ กำลังทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างน่ารักและมีความสุขออกมาเรื่อย ๆ โดยเรียกเสียงหัวเราะของพลอยได้ในทุกครั้งที่เขาเปิดภาพให้เธอดู 

ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022
ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022

ชัดใช้ Space ในผลงานมากขึ้นเริ่ม มีตำแหน่งจัดวางที่ชัดเจนมากขึ้น มีที่ให้สีได้เฉิดฉายมากขึ้นใน Collection เขาค้นพบความเรียบง่ายเหล่านี้จากตอนมีลูก ว่าแท้จริงแล้วชีวิตมันโคตรจะธรรมดา 

“งานของผมโดนนำเสนอออกมาในแบบที่เรียบมาก ๆ มีคนมาดูแล้วบอกว่า งานของคุณเหมือนงานของคนที่โตแล้ว เมื่อก่อนที่งานผมดีเทลเยอะมาก ๆ ตอนนี้เป็นอย่างนั้นไม่ได้ เพราะชีวิตมีอะไรให้ต้องทำเยอะแยะ เอาง่าย ๆ ถ้าลูกร้องไห้อยากอ่านหนังสือ ผมก็ต้องไปอ่านหนังสือ จะมามัวนั่งผสมสีอะคริลิกทิ้งไว้ แล้วกลับมาผสมไม่ได้สีเดิมก็ไม่ได้ไง ยิ่งพอมาเป็นคอลเลกชันนี้ ผมยิ่งเข้าใจตัวเองมากขึ้น”

สาเหตุที่ Chubby era ต้องอ้วน ก็เพราะเขาหวังว่าภรรยาจะกลับมากินอิ่ม นอนหลับ สุขภาพแข็งแรง ซึ่งหมายความว่ายารักษาจะได้ผล และการที่ไม่มีคอ นั่นหมายถึงอยากให้โรคไทรอยด์นี้หายไป และกิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องราวธรรมดา นั่นคือความปรารถนาสูงสุดที่เขาอยากเห็น

ทั่งคู่ได้นั่งพูดคุยกันมากขึ้น รู้จักกันมากขึ้น พลอยเป็นคนเลือกสี ชัดเป็นคนวาด พลอยเป็นต้นเรื่อง ชัดเป็นคนเล่า น้ำหนักของเธอเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ เรี่ยวแรงเริ่มกลับมา และหัวเราะบ่อยขึ้น ศิลปะได้เชื่อมโยงทั้งคู่เข้าด้วยกัน 

“ผมอยากให้ภรรยาแฮปปี้ แข็งแรง และมีความสุข มันสำคัญมากเพราะเราต้องคอยเลี้ยงอารมณ์เขา ต้องคอยอยู่กับเขาตลอดเวลา เรื่องทรวดทรงผอม ๆ สวย ๆ พอมาเป็นคู่ชีวิตกันแล้ว ผมมองว่าสิ่งนี้ไม่ได้สำคัญเลย ผมเป็นสามีที่อยากให้ภรรยาของตัวเองอ้วนขึ้น เพราะนั่นหมายถึงเขาจะกลับมาแข็งแรง
“บางรูปเขาก็ถามว่า นี่ฉันต้องขาใหญ่ขนาดนี้เลยหรอ ผมก็บอกว่าให้มันอ้วนแบบนี้เลย กระโดดลงไปในน้ำ น้ำหมดบ่อเลย วาดเขาเป็นโมนาลิซ่าบ้าง วีนัสบ้าง ผมตั้งใจบอกเขาว่า คุณเป็น Reference ของผมเลยนะ สิ่งสำคัญคือคุณต้องอยู่นะ ถ้าหากว่าไม่มีคุณอยู่ ผมนึกไม่ออกเลยว่าชีวิตจะเป็นยังไง”

ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022

หลังจากผลงานชุดนี้ได้ไปแสดงที่ BKKIF 2022 เรื่องราวของทั่งคู่ก็ถูกเล่าออกไป และคงไม่ใช่แค่เราที่อยากมาพบพวกเขาและดูผลงานชุดนี้ด้วยตาตัวเองชัด ๆ คนอีกมากมายก็มาด้วยจุดประสงค์เดียวกัน

“ในงานวันสุดท้าย มีคนมายืนจับมือ ตัวแข็งมองหน้าผม บอกว่าขอบคุณมากพี่! ผมก็ตกใจ เขาเล่าว่า น้องผมเป็นผู้ป่วยติดเตียงและได้อ่านเรื่องของพี่ เขาบอกว่าเขาไหวแล้ว ขอบคุณมากนะพี่ ผมตั้งใจจะมาที่นี่เพื่อบอกแค่นี้ 

“มันมีความหมายกับผมมาก คนดูงานของเราแล้วต้องได้อะไรกลับไป แค่นี้ก็เป็นงานศิลปะอย่างที่ควรจะเป็นแล้ว ผมคิดเสมอว่าศิลปินทำงานให้ตายยังไงมันก็เสร็จแค่ 80 เปอร์เซ็นต์ อีก 20 เปอร์เซ็นต์ คือมีคนมาดู ขอบคุณที่ทำให้งานของผมสมบูรณ์ ทำให้ผมกลับมารู้สึกเชื่อมั่นอีกครั้ง ว่าเราสร้างงานไปแล้วมันให้อะไรกับผู้คน ทำให้ผมกลับมาศรัทธาต่อศิลปะ

“ตอนนี้ชัดเจนกับตัวเองมากขึ้นแล้ว บอกลูกได้แล้วว่าปะป๊าเป็นศิลปิน ลูกอยากเป็นอะไรก็เป็นได้นะ อยากทำอะไรแบบที่เชื่อก็ทำนะ มันไม่เป็นไรหรอก”

ชัดกล่าวพร้อมกับมองลูก ๆ ทั้งสองคนที่วิ่งเล่นอยู่ไม่ห่าง 

และเราเชื่อว่า เขาสามารถทำอย่างนั้นอย่างที่พูดมาจริง ๆ

ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022
ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022

เรากับพลอยยืนมองชัชวาลย์ถ่ายรูปกับตากล้องอยู่ที่ระเบียงหลังการสัมภาษณ์อันยาวนานจบลง เราถามความรู้สึกถึงเรื่องที่ได้ฟังในวันนี้

“มันทำให้เรามีกำลังใจอยากกลับมาแข็งแรง จากตอนนั้นที่ยืนแทบไม่ได้เลย กลับมีแรงฮึดให้ครอบครัว เราเห็นเขาวาดรูปกำลังไปด้วยดี เลยอยากกลับมาแข็งแรงตามรูปที่เขาวาด 

“เรารู้มาตลอดว่าเขาชอบวาดรูป ทุกครั้งที่เห็นเขาวาดเราจะมีความสุข เพราะเขาจะสุขภาพจิตดีแตกต่างจากงานตอนทำงาน การวาดรูปทำให้เห็นรอยยิ้มเขาเยอะมากกว่า เราดีใจมากที่เห็นเขากลับมาวาดอีกครั้ง”

แววตาของเธอดูทั้งภูมิใจและอ่อนไหวในเวลาเดียวกันขณะมองไปที่สามี เธอบอกว่าเธอจะร้องไห้ง่ายกว่าปกติสักหน่อยเพราะโรคไทรอยด์ ซึ่งเราเข้าใจว่าถึงจะไม่ได้ป่วย แต่ถ้าได้ฟังคำพูดเหล่านั้น เราเองก็คงกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เช่นกัน

เราถามว่าแล้วจริง ๆ พลอยรู้สึกยังไงกับ Chubby Era เธอเงียบไปชั่วครู่

“เราไม่เคยรู้ความหมายทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ในภาพวาดพวกนี้มาก่อน ว่าทำไมถึงไม่มีคอ ทำไมถึงอ้วน จนมารู้ในงาน BKKIF นี่แหละ ครั้งแรกที่ได้ยินก็น้ำตาซึมเลย”

เราเห็นหยาดน้ำตาเล็ก ๆ ที่หางตาของเธอ

“ครั้งนี้ก็เหมือนกัน”

สุดท้ายแล้ว นี่อาจไม่ใช่เรื่องราวของศิลปะบำบัดผู้ป่วย 

ไม่ใช่เรื่องราวของศิลปินที่หลงทางไปเป็นผู้กำกับ

แต่เป็นเรื่องราวความรักระหว่าง ชัชวาลย์ และ พลอยไพรำ 

ที่มีเราและนักอ่านทั้งหลายเป็นพยาน

ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022

ติดตามผลงานได้ที่ Instagram : chatotsad

Writer

วรัมพร ศิริสวัสดิ์

Creative Video ที่จบภาพยนตร์ แต่อยากเขียนหนังสือ เป็นมือใหม่หัดวาด เก่งศาสตร์ฝันกลางวันและมีดวงจันทร์เป็นรอยสักกับนามปากกา

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load