ตอนยังเล็ก เป็นเด็กติดการ์ตูน สิ่งหนึ่งที่เราใฝ่ฝันอยากทำได้คือการเดินทางข้ามเวลา จนอยากมีโดราเอมอนเป็นของตัวเอง 

ตอนโตเป็นวัยรุ่น พอได้รู้จักอาชีพนักโบราณคดี จึงเข้าใจว่าการเดินทางข้ามเวลาไม่จำเป็นต้องมี Time Machine หรอก เพียงปลุกชีพคนในอดีตจากวัตถุโบราณใต้ดินที่เราเหยียบอยู่นี่แหละ

ไม่ใช่แบบ Richard O’Connell ใน The Mummy 

แต่ปลุกเรื่องราววิถีชีวิตของคนโบราณ ด้วยการขุดโบราณสถานเพื่อพิสูจน์ความเป็นมา 

ตอนโตเป็นผู้ใหญ่ เพิ่งได้รู้จักคนอีกกลุ่ม เป็นอาชีพที่เกศสุรางค์ใน บุพเพสันนิวาส ไม่ได้เอ่ยถึง หรือ Dr. Jones ใน Indiana Jones ไม่ได้บอก คือ ‘นักโบราณคดีเมือง’ นักสืบทางประวัติศาสตร์ที่ทั้งขุดค้นและขุดคุย ค้นวัตถุโบราณในแถบเมืองที่แผนที่โบราณบอกว่าในอดีตเคยมีใคร อะไร อยู่ตรงไหน และคุยกับชาวบ้านร้านตลาด เสาะหาความทรงจำของคนในพื้นที่เมืองไม่ว่าเล็กใหญ่ มาทาบขนานกับประวัติศาสตร์ ให้เกิดเป็นเรื่องราวจากหลายมิติเวลา แล้วจัดช่อเข้าเป็นเรื่องเล่าของหลากชีวิตในพื้นที่นั้นๆ

ฝันขนาดเล็กของนักโบราณคดีเมือง หวังเพียงการจดจำและการอนุรักษ์ ไม่ให้ใครหรืออะไรในอดีตเลือนหายไปตามกาลเวลา ส่วนฝันขนาดใหญ่ คือการได้เติมข้อเท็จจริงที่ขุดเจอจากไซต์กลางเมือง สักหน้าหนึ่งในหนังสือเรียนวิชาประวัติศาสตร์ไทย 

ไม่รู้เป็นความบังเอิญหรืออะไร ก่อนวันนัดสัมภาษณ์ เราได้เรียนรู้จากข่าวที่ไหลบนนิวส์ฟีดตลอดสัปดาห์ว่าการไม่ถูกบอกให้รู้นี้ ทำให้เราเห็นภาพการขุดสนามฟุตบอลโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งการรื้อบ้านเขียวเมืองแพร่ โดยขาดผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดี

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ

วันนี้ หลังจากได้คุยกับ ผศ. ดร.กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีผู้เชี่ยวชาญศาสตร์โบราณคดีเมืองหนึ่งเดียวของกรุงเทพฯ ในไซต์ใจกลางเยาวราช จาก readthecloud.co เราขอสวมบทบาทเป็น jobsDB.com แนะนำอาชีพที่เปรียบเป็นแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ผู้ฟื้นฟูความทรงจำเมืองและคนเมือง ให้อาชีพใกล้ตัวเรานี้ไม่ถูกหลงลืมเหมือนบางเรื่องราวบนหน้าประวัติศาสตร์

ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร

นักโบราณคดีตัวจริงเสียงจริงตรงหน้าบอกเราว่า โบราณคดีเป็นวิชาที่คนเรียนน้อย และนักโบราณคดีเป็นอาชีพที่คนน้อยมากจะรู้จัก ในประเทศไทยเปิดสอนอยู่ที่เดียว คือคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ดังนั้น ‘นักโบราณคดีเมือง’ จึงอยู่ในสเตตัส ‘ละไว้ในฐานที่เข้าใจ’

“นักโบราณคดีเมือง พูดง่ายๆ ก็คือนักโบราณคดีนี่แหละ ศาสตร์ของอาชีพนี้คือสืบเรื่องจากอดีตแล้วเอามาเล่าใหม่ ให้คนปัจจุบันรู้ว่าเคยเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่นักโบราณคดีศึกษาคือข้าวของเครื่องใช้โบราณที่คนในอดีตทิ้งไว้”

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ
เครื่องถ้วยที่ขุดเจอใต้ชุมชนเลื่อนฤทธิ์ เยาวราช

ปัจจุบันที่เรามีสร้อย แหวน นาฬิกาข้อมือ โทรศัพท์มือถือ ในวันใดวันใดวันหนึ่งวัตถุรุ่นใหม่ล่าสุดพวกนี้อาจถูกทิ้ง ทำลาย หรือยังหลงเหลืออยู่ แต่กลายเป็นขยะโบราณที่ถูกทับถมไปเป็นสิบๆ จนร้อยๆ ปี วันข้างหน้าเมื่อนักโบราณคดียุคใหม่มาเจอ ก็จะต้องสืบเสาะเรื่องจากสิ่งของเหล่านี้ เพื่อดูว่าสมัยเราคนเป็นยังไง กินยังไง มีทัศนคติยังไง ไปจนถึงมีจิตวิญญาณยังไง

ในความเหมือน มีความต่าง สิ่งที่คั่นระหว่างนักโบราณคดีเฉยๆ กับนักโบราณคดีเมือง ขั้นตอนหรือวิธีการทำงานอาจไม่ใช่คำตอบ หากแต่เป็นพื้นที่ หรือออฟฟิศกลายๆ ชั่วคราวของนักโบราณคดี 

“แต่นักโบราณคดีเมือง หรือที่เรียกภาษาอังกฤษว่า Urban Archaeology สนใจศึกษาและทำงานในเมือง หรืองานที่เกี่ยวข้องกับเมือง” 

เพราะนักโบราณคดีมีหลายเรื่องที่จะศึกษา ไม่ใช่แค่เรื่องเมือง เช่นอีกหนึ่งในหลายแขนงคือ ‘นักโบราณพฤกษคดี’ ที่สนใจเกี่ยวกับพืชพันธุ์โบราณ งานของพวกเขาคือนำดิน เมล็ดพันธุ์ในดิน หรือละอองเรณู ไปพิสูจน์ว่าพื้นที่นั้นเคยมีพืชใดขึ้น เพื่อ Reconstruct สวนโบราณขึ้นมาใหม่ให้คนรู้จัก

“นักโบราณคดีอาจจะเหมือนอินเดียน่า โจนส์ ไปสำรวจถ้ำ ไปขุดค้นวัตถุในที่ห่างไกล แต่ถ้าเป็นนักโบราณคดีเมือง งานสำรวจอยู่ในเมือง อย่างที่เห็นว่ามีคนปัจจุบันเดินไปเดินมา ใช้ชีวิตซ้อนทับอยู่บนคนรุ่นอดีต เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราต้องเจอก็คือคน คนในปัจจุบันนี่แหละที่เราต้องเกี่ยว ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านหรือหน่วยงานรัฐ”

เรื่องที่เราอาจนึกไม่ถึงคือ จะเป็นนักโบราณคดีเมือง นอกจากขุดค้นโบราณสถาน ยังต้องขึ้นโรงพัก หรือแม้กระทั่งสำนักการระบายน้ำ

“พื้นที่ตรงนั้นเกี่ยวกับใคร เราเกี่ยวทุกอย่าง”

อาจารย์กรรณิการ์เลกเชอร์วิชาโบราณคดีเมือง 101 ว่าเนื้องานเป็นแบบนี้

ต้องเป็นนักศึกษา ศึกษาข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ของพื้นที่โบราณสถานในเมืองเสียก่อน 

ต้องเป็นผู้ประเมิน นำข้อมูลทั้งความรู้ งบประมาณ เวลาที่มี มาประเมินว่าพื้นที่นั้นควรลงมือขุดมั้ย ไม่ใช่มุ่งแสวงหาความรู้อย่างเดียว 

ต้องเป็นนักเขียน เขียนจดหมายขออนุญาตกรมศิลปากร หน่วยงานซึ่งมีพันธกิจโดยตรงต่อศิลปะและทรัพย์สินมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ เพื่อขุดค้นทางโบราณคดี 

ต้องเป็นนักขุดเจาะ ขุดค้นแบบงานแฮนด์เมดอย่างประณีตด้วยเกรียง และเก็บกู้โบราณวัตถุไปสืบเสาะจากเอกสารและเจาะข้อมูลชาวบ้านว่าสมัยก่อนเมืองและคนเมืองย่านนี้เคยเป็นยังไง

นักเรียนอย่างเราเริ่มนั่งไม่ติด อดยกมือถามไม่ได้ 

“ต้องเรียกนักโบราณคดีเมืองก่อน หรือขุดเจอก่อนค่อยเรียกนักโบราณคดีเมือง”

“เอาจริงๆ เขาไม่รู้หรอกว่าต้องเรียกเราก่อน มีใครรู้มั้ยเวลาที่บ้านขุดเจอโบราณวัตถุแล้วต้องเรียกนักโบราณคดีเมือง ไม่มีใครรู้ ไม่ต้องในเมือง ที่ไหนก็ได้ คนทั่วไปไม่รู้ว่าต้องทำ”

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ

หยุดไม่ได้หรอก

ทุกวันนี้โลกหมุนไว มองไปทางไหนมีแต่การก่อสร้าง ไม่ว่าจะโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย อุโมงค์หน้าพระลาน สนามหลวง หรือรถไฟฟ้า เมืองเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ‘เรา’ ที่หมายรวมถึงนักโบราณคดีเมือง จึงไม่มีทางห้ามการพัฒนาหรือการเติบโตของเมืองได้ 

“คนที่จะเรียกนักโบราณคดีเมืองมามีน้อย เพราะการจะขุดค้นทางโบราณคดีต้องใช้เงิน และต้องใช้เวลา แต่งานก่อสร้างต้องการรีบ เพราะฉะนั้น มันสวนทางกัน งานโบราณคดีเป็นงานเชิงอนุรักษ์ เราต้องเก็บของ ต้องรักษาของ เวลาเราขุด เราเก็บมาทีละชิ้น ให้ได้รูปทรงสมบูรณ์ แต่ในขณะเดียวกันเขาใช้รถแบ็กโฮจ้วงขุด จบ ได้มาเป็นเศษแล้วโกยทิ้ง เขาไม่รู้หรอกว่าคืออะไร มันจึงหายไปหมด

“ยกเว้นหน่วยงานที่สนใจจริงๆ หรือหน่วยงานที่อยู่ในความคุ้มครองตามกฎหมาย อย่างในกรุงรัตนโกสินทร์ที่ถูกบังคับตามกฎหมายอยู่แล้วว่าอยู่ในพื้นที่คุ้มครอง เวลาจะทำอะไรต้องผ่านคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์” 

แถวเยาวราชที่เรากำลังนั่งคุยกันอยู่นี้มีโครงการก่อสร้างให้เห็น แต่ถ้าถามว่ามีนักโบราณคดีเมืองประจำมั้ย อาจารย์ตอบได้เลยว่านับที่ได้ 

“ในกรุงเทพฯ ก่อน COVID-19 ก็ขุดศุลกสถาน ตอนนี้ที่ขุดอยู่ก็มีอุโมงค์หน้าพระลาน วัดชนะสงคราม เยอะนะ เปรียบเทียบทางความหนาแน่น กรุงเทพฯ มีบริเวณขุดค้นทางโบราณคดีที่เยอะที่สุดในประเทศ มีขุดตลอด ถ้านับในช่วงยี่สิบสามสิบปีมานี้ปีหนึ่งมีหลายครั้ง แต่คนไม่ค่อยรู้ เพราะงานโบราณคดีเหมือนงานลูกเมียน้อย” 

“แสดงว่าทุกบริษัทก่อสร้างจำเป็นต้องมีนักโบราณคดีเมือง”

“ถ้าพูดจริงๆ มันต้องมี แต่ยังไม่มีกฎหมายรองรับว่าต้องมี ในกรุงรัตนโกสินทร์ โครงการใหญ่ๆ ต้องขอมติคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ คณะกรรมการฯ ก็จะให้มีเป็นปกติ แต่กับงานก่อสร้างเล็กๆ หน่วยงานอื่นก็มีหน้าที่ของเขา แค่เรายังไม่ถูกเชื่อมโยงให้รู้ว่าจะต้องทำงานร่วมกันอย่างไร”

ที่บอกว่านักโบราณคดีเป็นตำแหน่งจำเป็นในบริษัทก่อสร้างไม่ใช่เรื่องเกินจริง เพราะการจะก่อสร้างอาคารใหม่ทับบนที่เก่า ต้องมีการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งนอกจากอากาศ ชุมชน แรงสั่นสะเทือน อีกอย่างที่ลืมไม่ได้คือ สิ่งแวดล้อมทางโบราณคดี

“สถานทูตอังกฤษเราก็ทำ Dusit Central Park เราก็ทำ ดุสิตนี่ขุดให้รู้ว่ามีหรือไม่มีเพื่อเก็บกู้ และดูว่าจะดำเนินงานก่อสร้างได้มากน้อยแค่ไหน”

“ไม่ใช่แค่มีโบราณวัตถุแน่ๆ แล้วขุด แต่ไม่รู้ว่ามีรึเปล่า มาดูหน่อย ก็ได้” 

“ใช่ งานโบราณคดีเมืองที่ Dusit Central Park มีการประเมินตำแหน่งที่ตั้งของโรงแรมว่ามีโบราณวัตถุเหลืออยู่มั้ย เพราะแต่ก่อนเป็นบ้านเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) แล้วโดยรอบที่จะก่อสร้างในระยะร้อยเมตรมีโบราณสถานใกล้เคียงมั้ย ฝั่งตรงข้ามก็สถานทูตอเมริกา หรือราชกรีฑาสโมสร บ้านอับดุลราฮิมก็ตั้งอยู่ข้างๆ ระหว่างก่อสร้างจะเกิดผลกระทบต่อโบราณสถานที่รายรอบ ทำให้สั่นสะเทือนมั้ย เกิดฝุ่นมั้ย ก็ต้องเจรจากัน ต้องคุยกันว่าจะลดทอนผลกระทบยังไง งานโบราณคดีเมืองจึงไม่ได้สัมพันธ์กับแค่โบราณคดี ประวัติศาสตร์ ชุมชน แต่เกี่ยวข้องกับสถาปัตย์ วิศวะ การผังเมือง ด้วย” 

นักขุด-นักคุย

ในฐานะเป็นอาชีพที่คนมักมองว่าไกลตัว สิ่งไหนที่คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับนักโบราณคดีมากที่สุด 

“นักโบราณคดีขุดซากไดโนเสาร์”

อ้าว…

 “นั่นนักธรณีวิทยา ที่ศึกษาบรรพชีวิน โบราณคดีเราศึกษาเรื่องคนแค่ชั้นดิน แต่ถ้าเรื่องซากดึกดำบรรพ์ในชั้นหินต้องนักธรณีวิทยา หินมันอยู่ใต้ดินไปอีก และคนชอบสร้างภาพว่านักโบราณคดีถือค้อน นักโบราณคดีถือเกรียงนะ นักธรณีวิทยาน่ะถือค้อนมีปลายแหลม นักโบราณคดีใช้เกรียงขุดดิน แปรงปัดดิน จอบเสียมเครื่องมือหนักเราก็ใช้สำหรับหินแข็ง ดินแข็ง ขึ้นอยู่กับแหล่งขุดค้น” 

และข้อนี้สำคัญ นักโบราณคดีไม่ได้ใส่ชุดนักสำรวจเสมอไป

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ

“เป็นรสนิยมส่วนบุคคล มีคนแต่งแบบนั้นอยู่ แต่ไม่ใช่ทุกคน แต่งธรรมดาก็มี” อาจารย์หัวเราะ

ลบภาพอินเดียน่า โจนส์ ออกไปซะ นักโบราณคดีในชีวิตจริงเขาไม่ได้ถือแส้ แต่ถือเกรียง สมุดบันทึก ปากกาดินสอ ตลับเมตร สวมเสื้อแขนยาว รองเท้าผ้าใบ แต่ยกให้ 1 ข้อที่เหมือน คือหมวก เพราะแดดมันร้อน และขาดไม่ได้เลย แผนที่ 

แต่ละพื้นที่ในประเทศหรือบนโลกมีผืนดินต่างกัน เราพอรู้อยู่แล้วว่าจังหวัดไหนในประเทศไทยเคยเป็นทะเล เคยเป็นชายทะเล มาก่อน นักโบราณคดีเมืองก็รู้ และรู้อีกด้วยว่าต้องขุดแต่ละพื้นที่ลึกแค่ไหน 

“กรุงเทพฯ เคยเป็นทะเล ขุดไปสักเมตรหนึ่งก็เจอน้ำใต้ดินแล้ว ขุดได้แค่นั้น แต่ถ้าคุณไปลพบุรี ขุดสิบเมตร นั่นแหละทวาราวดี แต่ละที่ไม่เหมือนกัน เรื่องความลึกเราใช้ประสบการณ์ ไม่ใช่อยู่ๆ นักโบราณคดีจะขุดตรงนี้แหละ จ้วง

“อย่างที่บอก เราต้องศึกษาจากแผนที่หรือแผนผังโบราณเท่าที่เราพอจะหาได้ก่อน เอามาซ้อนทับกันเป็นเลเยอร์ แล้วหาเอกสารโบราณ พงศาวดาร หรือแม้กระทั่งงานวิจัยเดิม ให้รู้ว่าแต่ก่อนพื้นที่นี้เคยมีเรื่องเล่าอะไร และถามชาวบ้านแถวนี้เลยว่าตรงนี้เคยมีอะไรก่อนตัดสินใจขุด เคยถามอาเจ็กคนหนึ่ง อาเจ็กก็บอกว่า ตอนเด็กๆ อั๊วเคยขุดเจอคันฉ่องโบราณในบ้านนี่แหละ”

 แต่ใช่ว่าปรารถนาขุดแห่งใด จะได้ขุดแห่งนั้น 

“บางทีจะขุดตรงหน้าประตู แน่ใจว่าตรงนี้ต้องเจอของดีแน่ ต้องเจอวังแน่ แต่ถ้าคนต้องใช้สัญจรเข้า-ออกตลอดเวลา หรือตรงนั้นเกี่ยวข้องกับความเชื่อของคน เคยเป็นที่ตั้งศาลโบราณ เราก็ต้องเคารพ และอาจจะขุดไม่ได้เลย นี่คือสิ่งที่ต่างจากโบราณคดี เพราะโบราณคดีเมืองมันมีคน”

“งานนี้ให้ความสำคัญกับคน มากกว่าประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นดิน” เราทัก

“มันต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการใช้ชีวิตของคนปัจจุบันกับสิ่งที่เราต้องการ ไม่ใช่ยึดแต่ตัวเราแล้วทำให้คนอื่นเดือดร้อน ปัจจุบันมีการวัดมูลค่าทางเศรษฐกิจว่าซอยนี้คนเข้าคนออกเท่าไหร่ ตรงนี้ชุมชนใช้งานมากน้อยแค่ไหน อยู่ๆ เราจะขุดศึกษาอย่างเดียว ห่วงแต่อดีตจนหลงลืมคนปัจจุบันไม่ได้ เพราะเราจะทำให้สังคมไม่เคลื่อนไหว ซึ่งตอนนี้เรากำลังพยายามทำให้ทั้งสองเรื่องเดินไปด้วยกัน ให้งานอนุรักษ์อยู่ร่วมกับการพัฒนาได้อย่างพอดี นี่คือหัวใจของงานโบราณคดีเมือง”

สืบจากขยะโบราณ

หากกรุงเทพฯ เป็นแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ขอสมมติว่าเขตใหม่อย่างลาดพร้าวจะมีแหล่งโบราณคดีเมืองกับเขามั้ย

“ตามประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ เรารู้กันว่าบริเวณใจกลางกรุงที่มีการตั้งถิ่นฐานของชุมชน ก็คือสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรีกับฝั่งพระนคร ถ้าห่างออกไปจากจุดศูนย์กลางนี้แล้ว ความหนาแน่นก็จะน้อยลงเรื่อยๆ เพราะว่าเป็นถิ่นใหม่”

นั่นเท่ากับว่าจะมีของได้ ก็ต้องมีคน ซึ่งนักโบราณคดีเมืองรู้อยู่แล้วก่อนขุดเสียอีก

“เรารู้อยู่แล้วตามประวัติศาสตร์ รู้ว่าขุดตรงไหนจะเจออะไร ไม่งั้นเราไม่ขุด เพราะนักโบราณคดี เวลาทำงาน การขุดดินทุกครั้งเรามองว่าเป็นการทำลายหลักฐานทางโบราณคดี เพราะขุดปั๊บข้าวของพวกนี้จะไม่อยู่ตำแหน่งเดิมอีกต่อไป เพราะเราเคลื่อนย้ายเขาออกมา นักโบราณคดีให้ความสำคัญกับตำแหน่งเดิมมากๆ เราต้องบันทึกว่าอยู่ลึกเท่าไหร่ อยู่ตำแหน่งไหนในอดีต ที่เราเรียกว่า In situ” 

ที่ว่าการขุดค้นทางโบราณคดีมีตลอดมาในช่วงยี่สิบสามสิบปี ทำไมเรากลับเพิ่งมารู้ตอนสร้าง MRT สนามไชย

“งานขุดค้นทางโบราณคดีเมืองขนาดใหญ่ครั้งแรกยกให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อ พ.ศ. 2537 ตอนนั้นเขาจะสร้างหอสมุดปรีดี พนมยงค์ แล้วขุดเจอกำแพงกรุงรัตนโกสินทร์เดิม ปัจจุบันเขาอนุรักษ์ไว้ให้เป็นความรู้ ต่อจากนั้นก็มีงานโบราณคดีเมืองเมื่อมีการบูรณะหรือก่อสร้างอาคาร” 

จนกระทั่งครั้งใหญ่อีกครั้ง ไม่ใช่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่เป็นตอนทำมิวเซียมสยาม พ.ศ. 2549 เป็นโชคดีครั้งเดียวในประวัติศาสตร์โบราณคดีเมือง ที่นักโบราณคดีเมืองได้มติให้ขุดทั้งพื้นที่เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์โบราณวัตถุของคนในอดีตอย่างเต็มที่ 

“ตอนนั้นต้องขุดทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ด้านหน้าก็คือทางลง MRT เจอซากวังเจ้านายเดิมสมัย ร.3 – ร.5 เพราะแถบนั้นทั้งหมดเป็นวังเจ้านาย แล้วทางด้านหลังก็ขุดเจอซากป้อมวิไชยเยนทร์ ป้อมโบราณที่อยู่ตรงข้ามกับป้อมวิไชยประสิทธิ์ฝั่งธนบุรี มันคือป้อมบางกอกสองฝั่งที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

“พอมาสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่สามก็โปรดฯ ให้สร้างวังเจ้านายในพื้นที่นี้ เรียกว่าวังท้ายวัดพระเชตุพน จะมีห้าวัง อยู่ในพื้นที่มิวเซียมสยามสี่วัง ขุดเจอฐานรากเต็มไปหมดเลย ที่น่าตื่นเต้นคือเจอเปลือกหอยมุกมากมาย เพราะแถวนั้นเจ้านายที่ทรงกำกับกรมช่างมุกเคยประทับ ทรงทำพวกบานประตูหน้าต่างประดับมุก หรือเครื่องไม้ใช้สอยอย่างเครื่องมุก คาดว่าน่าจะออกมาจากแหล่งผลิตที่นี่ รวมถึงมีขวดน้ำหมึก เครื่องถ้วยยุโรป ขวดน้ำหอมโบราณฝรั่งเศสที่มียี่ห้อซึ่งยังอยู่จนปัจจุบัน 

“ถามว่านักโบราณคดีเมืองรู้ได้ยังไง เราดูแผนที่โบราณ มันจะบอกเลยว่าสมัยก่อนตรงนี้เป็นวังเจ้านาย ตรงนี้เป็นกระทรวง ถ้าเราเอาแผนที่สมัยอยุธยาซ้อนด้วยแผนที่โบราณสมัย 2450 แล้วเอา Google Maps มาซ้อนอีกรอบจะเห็นพัฒนาการของพื้นที่ นี่แหละคือเลเยอร์ของโบราณคดีเมือง เหมือนขนมเค้ก แต่เป็นขนมเค้กที่ไม่มีชั้น เพราะอาจมีการสืบเนื่อง เวลานักโบราณคดีขุด ต้องขุดไปถึงชั้นต่างๆ ชั้นล่างสุดคือสมัยกรุงศรีอยุธยา ชั้นบนถัดมาคือวังเจ้านาย ชั้นที่สามคือกระทรวง ชั้นบนสุดก็คือสิ่งที่เราเหยียบ อีกร้อยปีข้างหน้าตรงนี้ก็จะถูกถมไปเรื่อยๆ” 

แต่ละชั้นของการทับถมจะมีของของแต่ละยุค เวลานักโบราณคดีขุดแต่ละชั้นทำให้เรารู้ว่าของแต่ละยุคไม่เหมือนกัน จากรูปแบบ จากสี จากตัวอักษร ทำให้แยกเลเยอร์ได้ว่าชั้นนี้เป็นของคนสมัยนี้ ชั้นนี้เป็นของคนอีกสมัยหนึ่ง

นอกจากอาชีพนี้จะน่าสงสัยว่าทำอะไรกันบ้าง อีกข้อน่าสงสัยก็คือ ทำไม้ทำไมขุดยังไงก็เจอแต่ถ้วยชามรามไห หรือคนโบราณเขาถือเคล็ดว่าตอนย้ายบ้านห้ามขนไปด้วย

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ

“สมัยก่อนไม่มีระบบจัดการขยะให้เก็บมาทิ้งในที่เดียวกัน จึงยังมีเศษของใช้แตกหักหลงเหลืออยู่ ส่วนใหญ่ที่เราขุดเจอไม่ใช่ของดี น้อยมากที่จะเจอของสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เข้าใจว่าของดีๆ เขาเอาไปแล้ว อาจจะมีทั้งตกหล่นจนกระทั่งดินมาถม น้ำท่วม เกิดการทับถม หรือว่าตั้งใจทิ้ง แล้วคนก็เดินเตะไปเตะมาเหมือนถุงฮอลล์ที่เราขุดเจอบ่อยมาก

“หลังสำนักงานเขตคลองสานเคยเป็นป้อมเก่าสมัยรัชกาลที่สี่ ชื่อป้อมป้องปัจจามิตร เราขุดเจอซากฐานรากป้อมทั้งป้อมที่ชั้นล่างสุด แต่ชั้นบนเคยมีคนอยู่ จึงเจอขวด POND’s สมัยแรก พ.ศ. สองสี่เก้ากว่าๆ เจอห่อขนมสมัย พ.ศ. สองห้าหนึ่งกว่าๆ หรือเศษเหรียญ ช้อนสังกะสี จานสังกะสี เต้ารับสมัยคุณปู่ ซึ่งก็คือขยะ เราศึกษาขยะ ทำให้เรากำหนดอายุได้”

“มีอะไรเกินความคาดหมายกว่าเปลือกฮอลล์มั้ย”

“โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ที่สมัยก่อนเป็นสถานีรถไฟ และในสถานีรถไฟเคยเป็นที่ตั้งพระราชวังบวรสถานพิมุข หรือวังหลัง เขาติดต่อให้ไปดู เพราะเปิดผิวดินขึ้นมาแล้วเจอเรือใหญ่ ยาวประมาณ 25 เมตร อันนั้นยังไม่ว้าวนะ

“พื้นที่โรงพยาบาลปัจจุบันถูกขุดหมดแล้วเพื่อสร้างฐานราก สร้างที่จอดรถใต้ดิน เจอกระดูกช้าง ข้าวของเครื่องใช้ เรือใหญ่ เยอะแยะเต็มไปหมด เหลือกลุ่มพื้นที่ให้ขุดได้ไม่กี่แห่ง เพราะทางด้านหน้าที่เป็นอาคารสถานีรถไฟธนบุรีเดิม ปัจจุบันเป็นพิพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน เทปูน วางเสา เข้าไปไม่ได้เลย กับตรงทางเข้า-ออก ถ้าเราขุดคนก็ใช้งานไม่ได้ จึงเหลือพื้นที่เดียวคือสี่เหลี่ยมผืนผ้าด้านหลังอาคารพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน 

“เราขุดไปๆ แล้วเจอฐานป้อมพระราชวังหลังเฉยเลย เป็นความบังเอิญที่ไม่ตั้งใจว่าจะเจอ ที่ชอบเพราะว่าไม่เคยมีประวัติศาสตร์ที่ไหนบอกมาก่อนว่าตรงนี้มีป้อม ที่รู้ว่าเป็นป้อม เพราะหนึ่ง ลักษณะของสิ่งก่อสร้างเป็นก่ออิฐถือปูน เป็นรูปแฉกเหมือนหัวเพชร สอง ไปเจอบันทึกของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพบอกว่า ‘ที่นี่เคยมีป้อมมุมเมืองเก่ามาแต่ครั้งกรุงธนบุรี’ 

“ปัจจุบันที่เราทำผังเมืองก็แค่บอกว่าสมัยธนบุรียังมีป้อมวิไชยเยนทร์เหลืออยู่นะ แต่เราไม่เคยได้เห็นป้อมอย่างที่พูดเลย พอเราขุดเจอ มันจึงเป็นการสร้างองค์ความรู้ว่ามีป้อมอยู่ตรงนี้จริง” 

การขุดค้นเจอของที่ไม่เคยถูกบันทึกจึงสำคัญต่อนักโบราณคดีเมืองนักหนา เพราะถือเป็นการสร้างองค์ความรู้หน้าหนึ่งให้ประวัติศาสตร์ไทย ที่กว่าจะเพิ่มได้ ก็หายไปนานมาก เพราะประวัติศาสตร์ไม่เคยบอก 

ยุคประวัติศาสตร์สมัยรัตนโกสินทร์มีพงศาวดารเล่าหมดแล้วว่าพระเจ้ากรุงธนบุรีสู้รบอะไร สมัยรัชกาลที่ 1 ทรงย้ายเมืองมาตั้งที่ไหน แต่น้อยมากที่จะมีพยานหรือหลักฐานมายืนยันประวัติศาสตร์ ไม่เหมือนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่เรารู้จากหลักฐานที่เป็นโบราณวัตถุ ว่ายุคนั้นเป็นสังคมเกษตรกรรมล่าสัตว์ กินเนื้อ กินหอย การขุดเจอหลักฐานจึงเป็นทั้งเครื่องยืนยัน เป็นพยานเชิงประจักษ์ และเป็นเครื่องเพิ่มพูนความรู้ที่ไม่เคยปรากฏที่ไหนมาก่อน 

“ถ้าไม่ได้ขุด มันก็คงอยู่ใต้ดินอย่างนั้น ไม่มีใครรู้” อาจารย์บอก

ขุดแล้วไปไหน

“การขุดเจอหม้อชามรามไห เราเอามาทำอะไรต่อได้บ้าง” เราถาม

“ถ้าไม่ใช่คนที่สนใจจริงๆ เขาจะมองไม่ออกว่ามันคืออะไร มองไม่ออกเลยว่าสิ่งเหล่านี้เขาจะเอาไปทำอะไรต่อ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเก่าหรือไม่เก่า ต้องบอกก่อนเลยว่าสิ่งที่งานโบราณคดีขาด คือการประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วไปรู้จัก สร้างองค์ความรู้ว่ามันคืออะไร ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องใกล้ตัวมาก ขนาดคุณมาเยาวราชยังไม่รู้เรื่องเยาวราชสมัยก่อน หรือแม้กระทั่งบ้านใครอยู่แถวนี้เลย 

“รู้มั้ยว่างานโบราณคดีเกิดมาจากอะไร งานโบราณคดีเกิดมาจากความสนใจใคร่รู้ ต้องสงสัย สังเกต หน้าตา รูปร่าง รูปทรง นี้มันคืออะไร แล้วมันจะพาไปสู่สิ่งอื่นๆ ได้ คือเกิดความรัก ความหวงแหน ขอให้เกิดสองสิ่งนี้ก่อน ถ้าเกิดสองสิ่งนี้เมื่อไหร่ เราจะนำวัตถุพวกนี้ไปต่อยอดเป็นทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนในรูปแบบไหนก็ได้”

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ
ผลิตภัณฑ์โมเดลบ้านแบบโบราณในชุมชนเลื่อนฤทธิ์ เยาวราช ยุคต้นรัชกาลที่ 6
กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ
กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ
ผลิตภัณฑ์เครื่องถ้วยที่ได้แรงบันดาลใจจากลายเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ชิงกับเครื่องถ้วยญี่ปุ่นแบบนาริตะ
ที่ขุดเจอใต้ชุมชนเลื่อนฤทธิ์ เยาวราช

โบราณคดีในตำราคือการสร้างเรื่องราวของมนุษย์ในอดีตจากสิ่งของที่ขุดค้นได้ หรือจากการสำรวจทั้งบนดิน ใต้ดินแล้วสร้างเรื่อง ขณะเดียวกันโบราณคดีนอกตำราไม่ได้หยุดอยู่แค่การขุดค้น อธิบาย สร้างเป็นประวัติศาสตร์ให้อ่าน แต่นำวัตถุโบราณและความรู้มาบูรณาการกับศาสตร์อื่นๆ เพื่อร่วมกันพูด 

อย่างโครงการพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมย่านเยาวราชของมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก สกสว. บูรณาการคณะวิชาต่างๆ เข้าด้วยกัน เช่นงานของ รศ.จักรพันธุ์ วิลาวินีกุล ทีืนำลวดลายเครื่องถ้วยและอาคารที่ศึกษาทางโบราณคดีในชุมชนเลื่อนฤทธิ์พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

“เราไม่มองว่ามันเป็นแค่กายภาพ ถ้าเราอนุรักษ์แค่กายภาพ มันจะเป็นเมืองตุ๊กตา ไม่งั้นเราไปเมืองจำลองก็ได้ มันต้องนำทุนทางวัฒนธรรมนี้ออกมาใช้คู่กับชีวิตต่อไป” 

ลองนึกเล่นๆ ความฝันสูงสุดของนักโบราณคดีเมืองคือการได้ขุดเมืองเก่าทั้งเมืองรึเปล่า 

“นักโบราณคดีคืออาชีพที่คนเป็นจะมีนิสัยเหมือนกันอย่างหนึ่ง ตื่นเต้นเวลาเห็นของ ถามว่าอยากขุดมั้ย อยาก แต่มีความยับยั้งชั่งใจ เหมือนเป็นจรรยาบรรณ เพราะการขุดทุกครั้งถ้าเราไม่พร้อมนั่นเป็นการทำลาย ถ้าไม่รู้ว่าขุดเพื่ออะไร เราจะไม่ขุด ถ้าขุดถือว่าตอบสนองความต้องการส่วนตัว ซึ่งเราไม่ทำ แต่ถ้ามีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์เพราะพื้นที่จะเปลี่ยนไป อันนั้นต้องขุด ถ้ารัฐบาลมีงบศึกษาไม่อั้น นั่นเป็นความใฝ่ฝันของนักโบราณคดีเมือง

“แต่ปลายทางความฝันจริงๆ ของนักโบราณคดีเมืองอย่างเราคือเห็นคนทำแบบเราเยอะๆ ไม่ต้องขุดก็ได้ แค่อยากเห็นความร่วมมือที่เกิดจากหลายภาคส่วน จะเป็นชาวบ้าน สถาปนิก นักบัญชี ใครก็ได้ที่มีความรู้สึกรักเมือง มาช่วยกัน มาพูดคุยแบ่งปันความรู้ บูรณาการกัน เพื่อที่จะพัฒนาเมืองหรือย่าน โดยมีหน่วยงานที่มีอำนาจในการตัดสินใจ รัฐก็ดี เอกชนก็ดี สนับสนุนในการทำศูนย์มรดกวัฒนธรรมเมือง เพื่อเป็นศูนย์รวมข้อมูลความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเมืองทั้งหมด มีทุนให้ทำเรื่องเมือง เพื่อทำหน้าที่ดูแลรักษาเมือง”

เราปิดสมุด เก็บปากกา แล้วส่งคำถามสุดท้าย “คนเป็นสถาปนิกยังมีบ้านในฝัน แล้วเมืองในฝันของนักโบราณคดีเมืองหน้าตาเป็นยังไง”

อาจารย์กรรณิการ์นิ่งนึก

“เมืองเก่าที่อยู่ร่วมกับคนปัจจุบันได้ เป็นเมืองแห่งอนาคตที่ไม่ลืมอดีต”

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ

Writer

Avatar

ศกุนตลา แย้มปิ๋ว

นักเรียนวรรณคดีที่มักเรื่องอาหาร ท้องถิ่น วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเดินทาง และเด็กจิ๋ว มีความฝันสามัญว่าอยากมีเวลาทำอาหารรสที่ชอบด้วยตัวเอง ตัวอยู่กรุงเทพฯ อัมพวา หรือเมืองกาญจน์ แต่ใจและภาพอินสตาแกรมอยู่ทุกที่ที่ไปเที่ยว

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ถ้าคุณเปิดไทยรัฐทีวี ช่อง 32 ระหว่างเวลา 19.00 – 22.40 น. คุณต้องคุ้นเคยกับชายคนนี้

อุ๋ย-ภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์ คนข่าวดาวเด่นแห่ง ไทยรัฐนิวส์โชว์ (ประจำวันจันทร์-ศุกร์ บางทีก็เห็นกัน 7 วันต่อสัปดาห์) ดารารับเชิญตามโอกาสใน ข่าวใส่ไข่ และล่าสุดเป็นเจ้าของรายการใหม่ เปิดปากกับภาคภูมิ ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 15.30 – 16.15 น.

หากไม่ได้มานั่งคุยกัน คงไม่รู้เบื้องหลังการใช้ชีวิตที่คิดอะไรก็มีแต่ข่าว ๆๆ ของเขา แต่นั่นคือกิจวัตรประจำวันที่อุ๋ยพึงพอใจ เพราะข่าวและชีวิตร้อยเรียงเป็นลมหายใจเดียวกัน 

มีเวลาน้อยต้องสุขให้คุ้ม มีงานอดิเรกบ้างนิดหน่อย มีวันลาพักร้อนที่ไม่ได้ใช้มา 5 ปี มีประสบการณ์มากกว่า 2 ทศวรรษในการทำข่าวภาคสนาม เกาะติดนักการเมืองในทำเนียบและสภา ก่อนเปลี่ยนบทบาทมาสู่ผู้ประกาศข่าวที่มีเป้าหมายคือการช่วยเหลือประชาชน และมีเบื้องหลังความสำเร็จเป็นครอบครัวที่เข้าใจในทุกสิ่งที่ ‘นักข่าว’ ‘สามี’ และ ‘พ่อ’ คนนี้ทำ

อุ๋ยและเรานั่งอยู่ในสตูดิโอรายการ เปิดปากกับภาคภูมิ แต่ครั้งนี้เราสลับบทบาทกัน 

The Cloud คือผู้ดำเนินรายการ และภาคภูมิคือแขกรับเชิญที่มาเปิดปาก เปลื้องชีวิตส่วนตัวและการทำงานอย่างหมดเปลือก

'อุ๋ย ภาคภูมิ' เบื้องหลังคนข่าวไทยรัฐทีวี ประสบการณ์ 25 ปีที่หวังให้ข่าวช่วยประชาชน
'อุ๋ย ภาคภูมิ' เบื้องหลังคนข่าวไทยรัฐทีวี ประสบการณ์ 25 ปีที่หวังให้ข่าวช่วยประชาชน

On Duty

วันนี้คุณเข้างานเช้ากว่าปกติ 3 ชั่วโมงเพื่อมาพูดคุยกับเรา ชีวิตปกติของคุณเป็นอย่างไร

ปกติผมมาถึงไทยรัฐตอน 12.00 น. ออกจากตึกอีกทีตอน 23.00 น. สมัยก่อนทำงาน 7 วัน เพราะมีรายการเดียว แต่ช่วงนี้ได้หยุดเสาร์-อาทิตย์ เพราะมี 2 รายการคือ ไทยรัฐนิวส์โชว์ และ เปิดปากกับภาคภูมิ

เราพอรู้ว่าคุณเคยวิ่งข่าวภาคสนามมาก่อน แต่ตอนนี้มานั่งอ่านข่าว งานข้างในยุ่งน้อยกว่าไหม

ข้างในไม่ใช่ว่าไม่ยุ่ง ในกองบรรณาธิการข่าวโทรทัศน์เต็มไปด้วยสิ่งที่ต้องเตรียม เป็นเครื่องจักรที่หมุนไม่หยุด

ข่าวเช้าออนแอร์ 6.00 – 8.00 น. ทีมข่าวเช้าต้องมาตอนตี 3 จบงาน 8.00 น. เวลาเดียวกันทีมข่าวเที่ยงต้องมาแล้ว เพราะออนแอร์ประมาณ 11.00 น. ไม่เกิน 11.30 น. จบตอน 13.30 น. เวลานั้นทีมงานข่าวเย็นมาทำงานต่อ เพราะต้องออนแอร์ 16.00 – 16.30 น. จบปุ๊บทีมข่าวค่ำต้องมาเพื่อเตรียมออนแอร์ตอน 19.00 น. 

ไม่นับรายการอื่น ๆ อย่าง เปิดปากกับภาคภูมิ 15.30 น. ผมต้องมาตั้งแต่เที่ยงเพื่อประชุม ทำไปพร้อมกับคุย ไทยรัฐนิวส์โชว์ กับกองบรรณาธิการ

เพราะฉะนั้น ข้างในกับข้างนอกต่างกันที่รูปแบบ ตอนทำภาคสนามเราโฟกัสเรื่องต่อเรื่อง สมมติทำเรื่องทุนจีนสีเทา เราไปฟังตำรวจแถลงข่าว คุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ แถลงเพิ่ม เราโฟกัสเรื่องเดียวแต่ครอบคลุมที่สุด

ขณะที่ตอนทำรายการข่าว เราต้องโฟกัสทุกอย่างใน 2 ชั่วโมง ตีกลม ๆ มีข่าวประมาณ 20 เรื่อง แต่ละเรื่องมีย่อยอีกว่าจะลำดับอย่างไร อ่านอะไรบ้าง ความยุ่งเลยต่างกัน

คุณใช้อะไรประเมินว่าการทำงานวันนี้ดีหรือยัง

เรารู้สึกได้เองว่า ตอนนี้ยังสื่อสารไม่ดีพอ แต่เพราะมีงานทุกวัน KPI จึงถูกวัดในทุกวัน เพื่อเอามาประมวลว่าต้องปรับปรุงตรงไหน ผมวัดด้วยความรู้สึกว่าดีหรือไม่ดี ไม่นับเรื่องเรตติ้งที่เป็นหลักวิทยาศาสตร์ซึ่งต้องวัดผลทุกวันอยู่แล้ว

อะไรที่แปลว่าไม่ดีสำหรับคุณ

พูดติดขัด ลิ้นพัน เร็ว รัว รีบไปไหนไม่รู้ บางทีหาข้อมูลไม่ทัน ถ้าเสริมอีกหรือได้ถามเพิ่มอีกน่าจะดี

เวลาออกอากาศสด คุณต้องเล่าข่าว ดูสคริปต์ จ้องกล้อง คุยกับผู้ประกาศคู่ และฟังสิ่งที่โปรดิวเซอร์พูดผ่านหูฟัง เคยสมาธิหลุดบ้างไหม

พอเริ่มปุ๊บเหมือนตัดอย่างอื่นโดยไม่รู้ตัว ก่อนอ่านอาจมีบ้าง ผมเป็นแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถ้าวันนี้มีเตะแต่ไม่ได้ดูก็อาจจะคิด (หัวเราะ) แต่พอเข้าข่าวก็ไม่สนใจแล้ว

อีกอย่าง งานข่าวคืองานสด การดูข่าวก็ต้องดูสด แม้จะดูย้อนหลังได้ แต่ก็ต้องเสพวันต่อวัน สมาธิเลยต้องอยู่กับงาน เราคัตอ่านใหม่ไม่ได้ รายการทอล์กก็เหมือนกัน คู่สนทนากี่คนก็ต้องมีสมาธิ ฟังอย่างตั้งใจ ประมวลผลอย่างรวดเร็ว โต้ตอบออกไปให้ทัน จะไปบอกให้เขาอธิบายใหม่ไม่ได้

แล้วเวลาอ่านข่าวคู่กับผู้ประกาศอีกคน มีความท้าทายมากกว่าปกติไหม

การอ่านข่าวคู่กับผู้ประกาศอีกคนหรืออ่านคนเดียว มันก็มีความยากง่ายแตกต่างกันไป แต่มันคือชีวิตประจำวันไปหมดแล้ว (หัวเราะ) ความท้าทายกลายเป็นเรื่องการตอบรับจากคนดูมากกว่า อันนี้ท้าทายว่าจะทำอย่างไรให้มันกลายเป็นรายการของประชาชนเพื่อช่วยเหลือประชาชนได้

นั่นคือเป้าหมายที่อยากไปให้ถึงในตอนนี้

ใช่ จะทำอย่างไรให้รายการเป็นปากเป็นเสียงหรือที่พึ่งของประชาชนที่เดือดร้อนได้

ถ้าทำไปแล้ว 3 เดือน 5 เดือน 2 ปี คุณยังไม่ได้ช่วยเหลือประชาชนหรือเป็นปากเป็นเสียงให้กับเขาเลย ผมถือว่าไม่ใช่แล้ว นั่นแปลว่าจัดรายการไปวัน ๆ

แล้วผลตอบรับในความพยายามที่คุณและทีมงานทำเป็นอย่างไรบ้าง

มีคนโทรกลับมาว่า คดีคืบหน้า เราดีใจมาก ไม่ใช่แค่รายการเรา แต่รายการอื่นที่คนมาร้องขอความเป็นธรรมด้วย 

บางเรื่องเขาเดือดร้อนจริง ถูกฟัน ถูกรุมยำมาแทบตาย เจอคนมีเงิน มีอิทธิพลกว่า ถ้าเขาไม่ได้เป็นข่าว ผมว่าเขาอาจจะแย่หรือตาย พอได้มาคุย เราถามไปยังตำรวจ ส่งต่อให้เขาไปกระทรวงยุติธรรมเพื่อขอความคุ้มครอง ไปเรียกร้องเงินตามสิทธิของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อที่ควรจะได้ เราดีใจ เพราะมันเกิดผลและได้ช่วยจริง ๆ 

คุณคิดว่าข่าวเปลี่ยนชีวิตคนได้จริงหรือ

ได้ ปัจจุบันทุกคนเป็นนักข่าวพลเมืองได้ เพราะมีสื่อในตัวเอง แต่บางทีถ้าไม่ใช่สื่อกระแสหลัก เสียงอาจไม่ดังพอ พอสื่อหลักเล่นเกิดการขับเคลื่อนของคนที่เกี่ยวข้อง

อย่างทุนจีนสีเทา คุณชูวิทย์เคยพูดเรื่องบ่อน จากนั้นก็มาถึงธุรกิจอื่นเพิ่ม ตอนนั้นยังไม่ขยายวงกว้าง พอสื่อเล่น ผมเชิญคุณชูวิทย์มา เอาบอร์ดมาเขียนให้ดู ทุนจีนสีเทาคืออะไร ต้องปราบตรงไหน สุดท้ายมีการขยายผลต่อ

ผมจะบอกว่าการคุยกับสื่อไม่ว่าจะรายการไหน ถ้าสื่อสนใจประเด็นสังคมที่ส่งผลกระทบต่อบุคคล สังคม และประเทศ แล้วนำมาสะท้อนออกไป ผมว่าสื่อช่วยชีวิตคนได้

คุณคิดอย่างไรที่หลายคนบอกว่า ไทยรัฐเป็นสำนักข่าวที่รายงานข่าวค่อนข้างบันเทิง มีสีสัน บางทีก็มีอภินิหาร ความเชื่อเข้ามา

ผมมองว่าเป็นคาแรกเตอร์เฉพาะตัวของผู้ประกาศแต่ละคนมากกว่า แต่ในแง่ของไทยรัฐทีวี เราตั้งใจว่าอยากเป็นเพื่อนกับคนดู สื่อสารให้เขาเข้าใจง่าย

เราตั้งใจว่าเป็นสถานีข่าว HD ให้คนดูข่าวชัด ๆ รวมไปถึงเทคโนโลยีข่าวและกราฟิกบนหน้าจอ เมื่อเป็นสถานีข่าว ข่าวในแต่ละช่วงจึงมีเวลานาน เช่น ไทยรัฐนิวส์โชว์ ยาวตั้งแต่ 19.00 – 22.40 น. ที่อื่นอย่างมากแค่ชั่วโมงครึ่ง เราเลยนิยามว่าข่าวต้องครบรส สดทั้งวัน ต่อให้นอกเหนือรายการข่าวอย่าง ตะลอนข่าว คู่กัดสะบัดข่าว เปิดปากกับภาคภูมิ ก็สด รายการเทปน้อยมาก

ช่วงเวลาหลายชั่วโมงเลยต้องทำให้ครบรสและครอบคลุม ด้วยความสามารถของกองบรรณาธิการและทุกคน เรารู้อยู่แล้วว่าข่าวแต่ละเรื่องโทนไหน เล่นได้มากหรือน้อย จริงจังแค่ไหน ต้องคุยกันช่วงที่บรีฟงาน ส่วนที่เหลือคือสไตล์ของแต่ละคน

ปัจจุบันการเล่าข่าว ขยี้ข่าว มากหรือน้อยไปคือสิ่งที่คนดูตัดสิน ต้องยอมรับว่าตอนนี้พฤติกรรมคนดูข่าวเองก็อาจเปลี่ยนไป เราอาจไม่ได้ต้องการผู้ประกาศข่าวที่นั่งนิ่ง ตัวตรง เราอาจต้องการคนที่มาเป็นเพื่อนในห้องรับแขก หรือเพื่อนในรถไฟฟ้า

คุณเคยต้องอ่านข่าวที่ไม่อยากอ่านไหม

ด้วยความเป็นมืออาชีพและวิชาชีพยังไงก็ต้องทำงาน เพราะเป็นข่าวที่เรารับผิดชอบ แต่ถ้าถามว่าข่าวไหนที่รู้สึกไม่ค่อยอยากเห็น คือข่าวเกี่ยวกับเด็ก เด็กจมน้ำ เด็กถูกทารุณ ประสบอุบัติเหตุ เพราะลูกเราก็วัยนี้

มีเสียงลือมาอีกว่า โปรแกรมของไทยรัฐมักมีแต่ข่าวอาชญากรรม ดูแล้วชีวิตหดหู่

ก็ใช่ แต่ถ้าดูจริง ๆ จะพอทราบว่าแบ่งเป็นช่วงเวลา ถ้าดูช่วง 19.00 – 20.00 น. เป็นแนวคนเมือง เศรษฐกิจ ปากท้อง สีสันบันเทิง ชุมนุม กินชาบูไม่จ่าย แต่พอ 20.00 น. จะเป็นแนวหนังอาชญากรรม กินเวลาไปถึง 21.30 น. อีกครึ่งชั่วโมงจะเบาลงมา แนวชีวิต ความเดือดร้อน อาจมีการเมืองมาหยอดตอนท้าย เราแบ่งโดยดูว่าคนกลุ่มไหนดูเราในแต่ละช่วงเวลา

แสดงว่าเราเปิดไปดูแต่ตอน 20.00 น. ตลอด เพราะเจอแต่ข่าวอาชญากรรม

(หัวเราะ) ขอบคุณที่เปิดมาดูเรานะครับ ถ้ามีเวลาพอก็อยากให้ดูตั้งแต่ต้นจนจบ จะได้เห็นว่าข่าวของเรามีหลากหลายรูปแบบ

ตอนนี้คนดูโทรทัศน์ก็น้อยลง คุณทำอย่างไรให้คนไม่เปลี่ยนช่อง

ขอตั้งต้นว่า หลายคนบอกว่าสื่อหลายอย่างจะตาย เพราะออนไลน์เข้ามา แต่ผมว่าสื่อไม่ตาย ทั้งหมดเป็นแค่แพลตฟอร์ม ทีวียังคงเป็นสื่อหลักที่คนดู คนรุ่นนี้ตอนนี้ไม่ดูทีวี แต่ในอนาคตเขาอาจจะไม่อยากดูโทรศัพท์เครื่องเล็ก ๆ แล้วก็ได้ เขาอาจเปิดทีวีดูจอใหญ่แทน

ถามว่าทำยังไงให้คนหยุดดู เราทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ไม่ใช่แค่ผม แต่คนในวงการโทรทัศน์ต้องช่วยกันสร้างสรรค์งานให้เกิดการยอมรับและดึงดูดผู้คน ตั้งใจอ่านโจทย์เพื่อตอบโจทย์คนดู ทำงานแข่งขันกับโลกออนไลน์โดยหาเรื่องที่เป็นปัจจุบันและเป็นความจริงที่สุดมาเล่า

'อุ๋ย ภาคภูมิ' เบื้องหลังคนข่าวไทยรัฐทีวี ประสบการณ์ 25 ปีที่หวังให้ข่าวช่วยประชาชน
'อุ๋ย ภาคภูมิ' เบื้องหลังคนข่าวไทยรัฐทีวี ประสบการณ์ 25 ปีที่หวังให้ข่าวช่วยประชาชน

On this day

เป้าหมายตั้งแต่วันแรกที่คุณทำงานข่าวจนถึงตอนนี้ยังเหมือนเดิมไหม

ผมมาไกลเกินฝัน ความฝันแรกคืออยากเป็นคอลัมนิสต์เขียนเรื่องฟุตบอล ต่อมาก็เป็นนักข่าว ไม่ได้คิดว่าอยากเป็นผู้ประกาศข่าว มีรายการทอล์ก ได้รับรางวัลนาฏราช สาขาผู้ประกาศข่าวชายยอดเยี่ยม อันนี้ต้องขอบคุณทุกคน 

ตอนนี้ผมอยากให้รายการข่าวที่ทำ โดยเฉพาะ เปิดปากกับภาคภูมิ เป็นปากเป็นเสียง เป็นที่พึ่งของสังคมได้

แล้วความฝันที่จะเป็นนักข่าวกีฬาหายไปไหน

คือตอนเด็กผมชอบฟุตบอลและเป็นนักฟุตบอลในยุคเฟื่องฟูของข่าวและนิตยสาร สตาร์ซอคเก้อร์ หรือ สยามกีฬารายวัน เราก็อยากเป็นคอลัมนิสต์อย่าง คุณบอบู๋-บูรณิจฉ์ รัตนวิเชียร และ คุณแจ็คกี้-อดิสรณ์ พึ่งยา

แต่พอเข้าเรียนคณะนิเทศศาสตร์ เราซึมซับการเมืองโดยไม่รู้ตัว เพื่อนสนิทคนหนึ่งชื่อว่า พีระยุทธ โอรพันธ์ เขาชอบถือ มติชนรายสัปดาห์ กับ สยามรัฐ สัปดาห์วิจารณ์ ขณะที่เราถือ สตาร์ซอคเก้อร์ ทุกวัน บางทีอ่านของเราจบ ก็เอาของเพื่อนไปอ่าน รู้จักชื่อนักการเมือง รู้เรื่องรัฐสภาไปโดยไม่รู้ตัว

พอเรียนจบทำงานที่ศูนย์ข่าวแปซิฟิก พ.ศ. 2540 ไม่มีโต๊ะประจำ เขาส่งเราไปทำทุกอย่าง แต่เรายังไม่ทิ้งฝันว่าจะเป็นนักข่าวกีฬา เมื่อตอนมีกีฬาซีเกมส์ที่อินโดนีเซียเลยได้ไปทำข่าวกีฬาจริงจังเป็นเดือน จนค้นพบว่ามันไม่ใช่ เราต้องไปสัมภาษณ์นักกีฬาก่อนและหลังแข่ง ระหว่างเกมต้องจดทุกนาที ใครทำอะไรนาทีที่เท่าไหร่ พิมพ์ส่ง

พอไปทำข่าวการเมืองกลับชอบ ฟังเขาอภิปรายในสภาได้สบาย ฟังตั้งแต่ยุค เฉลิม อยู่บำรุง ยังอยู่ในสภาแล้วก็เขียนวิเคราะห์

ตอนนั้นเลยรู้ว่า ข่าวกีฬา เรามีความสุขในการเสพ แต่ข่าวการเมือง เศรษฐกิจ อาชญากรรม เรามีความสุขในการสื่อ

แล้วหลังจากนั้นคุณก็ไม่ได้ออกจากวงการอีกเลย

ใช่ พ.ศ. 2541 เข้าไปสอบเป็นนักข่าวการเมืองของช่อง 9 MCOT HD ดำเนินการโดย อสมท. ส่วนปัจจุบันทำที่ไทยรัฐทีวี รวมทั้งหมดก็ 25 ปีพอดี ตอนเป็นนักข่าวใหม่ ๆ ต้องไปรายงานสดการชุมนุม ด้านหลังตีกันก็เคยผ่านมา แต่พอหลัง ๆ เราเริ่มมาอ่านข่าวข้างใน กินเวลาประมาณ 10 ปีได้ ครึ่งหนึ่งของการทำงาน

'อุ๋ย ภาคภูมิ' เบื้องหลังคนข่าวไทยรัฐทีวี ประสบการณ์ 25 ปีที่หวังให้ข่าวช่วยประชาชน
'อุ๋ย ภาคภูมิ' เบื้องหลังคนข่าวไทยรัฐทีวี ประสบการณ์ 25 ปีที่หวังให้ข่าวช่วยประชาชน

อะไรคือจุดเปลี่ยนให้คุณเบนเข็มจากงานภาคสนามมานั่งอยู่ในสตูดิโอ

น่าจะเป็นเรื่องจังหวะชีวิตและความโชคดีของเรา พอมาทำงานที่แรกก็เป็นวิทยุ ทุกต้นชั่วโมง 5 – 10 นาทีจะมีข่าว สมัยก่อนศูนย์ข่าวแปซิฟิกจะผลิตข่าววิทยุให้กับสถานีในเครือกองทัพบกทั่วประเทศ ยุคแรก ๆ คือ คุณสมเกียรติ อ่อนวิมล, คุณกิตติ สิงหาปัด ขณะเดียวกันก็มีการรับจ้างผลิตรายการโทรทัศน์ เมื่อก่อนดังมากคือรายการ ตามล่าหาความจริง

ผมเข้าไปเพื่อผลิตข่าววิทยุ ตอนนั้นส่งตัวอย่างเสียงไปให้เขาฟัง เพราะนักข่าวที่นี่ต้องใช้เสียง

ขอฟังตัวอย่างหน่อย ต้องพูดว่าอะไร

ต่อไปนี้สถานีวิทยุในเครือกองทัพบกโดยศูนย์ข่าวแปซิฟิกเสนอข่าวจาก… (ทำเสียงแบบที่เคยได้ยินในวิทยุ)

แล้วโทรทัศน์ที่ต้องการนักข่าวก็จะเลือกมาจากนักข่าววิทยุ เพราะนักข่าววิทยุใช้เสียงได้ รายงานได้ ยุคนั้นออนไลน์ยังไม่มีบทบาท พอผมได้มาทำทีวีก็มีจังหวะให้เติบโต ผมไต่มาตามระดับเลย อ่านข่าวภาคเล็ก ๆ ต้นชั่วโมง ข่าวดึก ข่าวเช้า ข่าวเที่ยง ข่าวค่ำ จนตอนนี้มีรายการทอล์กของตัวเอง เพราะไทยรัฐทีวีให้โอกาส

คุณเคยชอบการฝังตัวอยู่ในรัฐสภา ตอนนี้ไม่ได้ทำอย่างนั้นแล้ว โหยหาการทำข่าวการเมืองบ้างไหม

ไม่ถึงขั้นนั้น เมื่อก่อนตอนที่ผมโต รายการข่าวมันเรียง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ต่างประเทศ กีฬา พยากรณ์อากาศ เพราะฉะนั้นเมื่อก่อนคนไทยจะได้ดูแต่ข่าวการเมืองอันดับแรก แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ คนไม่ได้อยากดูการเมืองตลอด เขามีช่องทางให้เลือก

คุณคิดว่าข่าวการเมืองยังเป็นสิ่งที่ประชาชนควรเสพไหม

ต้องแล้วแต่ว่าเขาสนใจเรื่องการเมืองไหม แต่ไม่ควรทิ้ง เราควรรู้ สอดส่อง หรือเฝ้าดูว่านักการเมืองกำลังทำอะไรให้บ้าง การจัดประชุม APEC ครั้งนี้เราได้อะไร ราคาน้ำมันแพงแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อประชาชนมีคำถาม สื่อต้องไปถามให้ เรื่องแบบนี้ผมว่าเป็นข่าวการเมืองที่ควรรู้และสื่อควรบอก ประชาชนไม่ต้องรู้ก็ได้ว่า นักการเมืองคนไหนด่าใครว่าอะไร แต่ถ้าอยากรู้ก็ได้เช่นกัน 

'อุ๋ย ภาคภูมิ' เบื้องหลังคนข่าวไทยรัฐทีวี ประสบการณ์ 25 ปีที่หวังให้ข่าวช่วยประชาชน

สมัยนี้นักข่าวก็เหมือนอินฟลูเอนเซอร์คนหนึ่ง คุณเคยเช็กเรตติ้งของตัวเองบ้างไหม

(หัวเราะ) ไม่เคยเลย เพราะไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนดัง เราเป็นคนข่าวคนหนึ่ง แต่เวลาเดินออกไปข้างนอกก็มีคนทักบ้าง มาขอถ่ายรูปก็ดีใจแล้ว

แต่ต้องยอมรับว่าความดังเป็นแรงขับเคลื่อนสังคม คนในวงการข่าวที่น่าเชื่อถือมีเยอะมาก เขาไม่ได้ทำเพราะอยากดัง คุณสุทธิชัย หยุ่น, คุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา, คุณกิตติ สิงหาปัด, คุณต๊ะ-นารากร ติยายน, คุณหนุ่ม-กรรชัย กำเนิดพลอย, คุณจอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ หลายคนโด่งดัง แต่ไม่ได้ใช้ในการกอบโกย เขาหยิบอะไรขึ้นมาก็เกิดแรงกระเพื่อม พอคนพูดถึง หน่วยงานเข้ามา ผมเองก็เรียนรู้จากทุกคน ยกให้เป็นครู และนำมาพัฒนาตัวเอง

ในทุกวงการ ความโด่งดังเป็นสิ่งที่ต้องควบคุม ถ้าไม่อยู่ในครรลองก็เกิดความผิดพลาดกันได้

คุณคิดว่าการเป็นนักข่าวที่ดีต้องมีอะไรบ้าง

สารตั้งต้นคือต้องมีใจรัก เพราะถ้าไม่รักอยู่กับข่าวไม่ได้ ต้องหายใจเข้าออกเป็นข่าว มีจมูกข่าว เห็นเรื่องนี้แล้วได้กลิ่นว่ามันขยายผลต่อได้ มีความมุ่งมั่นตั้งใจ เมื่อโอกาสมาถึง คุณค่อยเอาความดีและความเก่งของคุณคว้าโอกาสตรงนั้นแล้วสร้างผลงานและตัวตนของคุณออกมา

ความทุ่มเทก็ต้องมีถึงขั้นจิตวิญญาณ มีความอยากรู้ อยากช่วยเหลือ อยากส่งต่อ ในหนึ่งวัน คุณจะต้องใช้ชีวิตอยู่กับมัน 60 – 70 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ต้องคุยกันทั้งวันเกี่ยวกับเรื่องข่าว

ช่วงที่ยุ่งที่สุด คุณทำงานติดกันนานขนาดไหน

24 ชั่วโมง เป็นวาระที่พิเศษหรือเหตุฉุกเฉิน เช่น ตอนที่ 13 หมูป่าติดถ้ำหลวง ไทยรัฐต้องล้มผังเป็นรายการข่าวทั้งวัน แต่ไม่ใช่อ่านคนเดียวตลอด อ่าน 4 – 5 ชั่วโมง พักหน่อย แล้วมาอ่านต่อ ไม่ได้กลับบ้านจนจบภารกิจแค่นั้นเอง

อย่างนี้ตอนกลับบ้านคุณก็คิดเรื่องข่าวด้วย

ก็คิดนะ แต่ถ้าเรากลับบ้านมันก็จะไม่ตลอด บางทีเห็นข่าว กรุ๊ปไลน์เด้ง สัญชาตญาณคนข่าวจะทำให้เราคุยเรื่องนั้นต่อ ถามผู้ใหญ่ว่าผมทำข่าวนี้ได้ไหม นี่คือชีวิต 24 ชั่วโมง แต่ไม่ได้ฝืนนะ มันชินแล้ว

เบื้องหลังความคิด ชีวิต และข่าวครบรสของ 'อุ๋ย-ภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์' คนข่าวไทยรัฐที่ตกตะกอนว่า ความสุขอยู่แค่ปากซอย

On Cloud Nine

25 ปีผ่านไป งานข่าวคงต้องเคยทำให้ชีวิตคุณเสียสมดุลบ้าง

มีบ้างเวลาที่งานเยอะ ช่วงหนึ่งจัดวิทยุตอนเช้า 8.00 – 9.00 น. เสร็จแล้วกลางวันไปทำงานในกองบรรณาธิการข่าวต่อ พอตกกลางคืนไปอ่านข่าว เท่ากับทำตั้งแต่ 8.00 – 23.00 น. มีอีกช่วงคือเขาขอให้จัดเพิ่มเป็น 6.00 – 7.30 ด้วย เว้นแค่ 30 นาที บวกกับเสาร์-อาทิตย์ต้องอ่านข่าวตอนเช้า 

อันนี้ไม่เห็นหน้าลูกเมียของจริง ต้องมานั่งย้อนคิดกับตัวเองว่า เยอะเกินไปไหม เรามีความฝันเลยพุ่งทะยานไป แต่เมื่อถึงเวลา ช่วงหนึ่งของชีวิตจะบอกเราเองว่า สิ่งที่เราอยากเป็น อยากไป ยังไงก็ทิ้งครอบครัวไว้ข้างหลังไม่ได้ มันต้องมีสมดุลและความสุข

ครอบครัวสำคัญแค่ไหนสำหรับคุณ

ถ้าไม่มีครอบครัวสนับสนุนคงมาไม่ถึงจุดนี้

ภรรยาเจอผมตอนที่เป็นนักข่าวแล้ว เพราะฉะนั้น เขาเข้าใจธรรมชาติของเรา ลูกชายก็เกิดมาตอนที่พ่อเป็นนักข่าว ลูกก็ไม่เคยบอกว่าเราต้องไปเฝ้าเขาเตะบอล

ลำดับความสำคัญของผม อย่างแรกคือครอบครัว แค่ตัวไม่ได้อยู่ด้วย อย่างที่สองคืองาน

เบื้องหลังความคิด ชีวิต และข่าวครบรสของ 'อุ๋ย-ภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์' คนข่าวไทยรัฐที่ตกตะกอนว่า ความสุขอยู่แค่ปากซอย

คุณคิดว่าตัวเองใช้ชีวิตที่ผ่านมาได้คุ้มค่าหรือยัง

ชีวิตข่าวคุ้มไม่คุ้มไม่แน่ใจ แต่ยังอยากทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีคำตอบว่าไม่มีใครจ้างเราแล้ว หรือถ้าไม่มีใครจ้างก็ยังอยากทำเอง เพราะชีวิตทุกวันนี้หายใจเข้าออกเป็นการสื่อสาร อยากเป็นเหมือนคุณสุทธิชัย หยุ่น, คุณวีระ ธีรภัทร ที่ชีวิตยังอยู่ในวงการ ไม่รู้ว่าจุดหมายสุดท้ายจะไปได้ถึงขนาดนั้นหรือเปล่า

แล้วชีวิตส่วนตัวล่ะ

บอกเลยว่ายัง เพราะเรามีชีวิตในภาคการทำงานมากกว่าชีวิตส่วนตัว แต่ก็ยังมีความฝันที่คุยกับลูกและภรรยาอยู่ เช่น เราต้องไปดูบอลกันที่โอลด์แทรฟฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ให้ได้ อันนี้ถึงเวลาค่อยไป มีความฝัน ภรรยาก็อยากไปเกาหลี ไปหา แจ็คสัน หวัง แต่ผมอยากไปหา ลิซ่า BLACKPINK ครับ (หัวเราะ)

ความสุขของคนยุ่ง ๆ อย่างคุณ หาได้จากไหนบ้าง

ชีวิตของผมไม่ได้ต่างจากคนทั่วไป ความสุขส่วนมากอยู่แค่ปากซอยบ้าน วนกันอยู่ในครอบครัว มีพ่อแม่ ภรรยาและลูก พอหยุดก็หาที่กินข้าว อาจไปเที่ยวบ้านญาติ มันคือความสุขที่สุขแล้ว ไม่รู้จะไปถวิลหาตรงไหนอีก นึกไม่ออกด้วยซ้ำว่ากิจกรรมหวือหวาอย่างอื่นคืออะไร เพราะไม่ได้ทำเลย (หัวเราะ)

แต่ชีวิตผมไม่ได้รันทดนะ นี่คือความสุขจริง ๆ ที่ผมเลือก เวลาน้อยต้องเก็บโกยความสุข แทบไม่อยากให้มันหล่นหายไปไหน

ถ้าไทยรัฐให้วันหยุดฟรี 1 สัปดาห์ ไม่นับรวมลาพักร้อน คุณจะทำอะไร

โห! ไปต่างประเทศเลย ไม่ญี่ปุ่นก็เกาหลี

แล้วถ้าให้ 1 เดือนเลยล่ะ

เยอะไป เดี๋ยวจะเที่ยวจนเบื่อ ขอสัก 12 วันก็เหลือเฟือ

คุณลาพักร้อนครั้งล่าสุดเมื่อไหร่

จำไม่ได้แล้ว นานมาก สมัยอยู่ที่ทำงานเก่า ตอนนั้นพัก 5 วันไปญี่ปุ่น แต่ตอนนี้อยู่ไทยรัฐมา 5 ปีแล้วยังไม่เคยลา

ถ้าอย่างนั้นคุณมีงานอดิเรกคลายเครียดบ้างไหม

ก็มีแค่สะสมเสื้อฟุตบอล ผมเป็นแฟนแมนยูฯ แต่ซื้อเสื้อทุกทีมไปเรื่อย ๆ ไม่ได้ประมูล ผมจะซื้อหลังจบฤดูกาล เพราะมันจะลดราคา ยกเว้นของแมนยูฯ ภรรยาบ่นแล้ว เพราะไม่มีที่เก็บ แต่ผมก็เอามาใส่นะ (หัวเราะ)

เบื้องหลังความคิด ชีวิต และข่าวครบรสของ 'อุ๋ย-ภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์' คนข่าวไทยรัฐที่ตกตะกอนว่า ความสุขอยู่แค่ปากซอย

On the Way to a Dream

ชีวิตของคุณไต่เต้าขึ้นมาจากศูนย์ด้วยความสามารถและความพยายามของตัวเอง วันนี้คุณมีงานที่มั่นคง มีความสุข ได้ทำเพื่อสังคม คุณอยากขอบคุณใครบ้างที่ทำให้คุณก้าวมาถึงจุดนี้

ขอบคุณพ่อแม่ ขอบคุณภรรยาที่สนับสนุนเรา ขอบคุณลูกชายที่เข้าใจว่าพ่อทำงานตลอด ปิดเทอมก็ไม่ได้พาไปไกล ๆ ที่เหลือคือขอบคุณครูบาอาจารย์ที่เอ่ยชื่อไม่หมด ขอบคุณทุกที่ทำงานที่ให้โอกาสให้เราได้เติบโตขึ้นมา โดยเฉพาะไทยรัฐทีวี ขอบคุณจริง ๆ

(เสียงของเขาหายไป เราเงยหน้าจากสมุดจด)

(ซับน้ำตา) ไม่ใช่เพราะปัจจุบัน ผมอยู่ที่นี่เลยขอบคุณ แต่การอยู่ที่นี่ทำให้ผมได้ทำในสิ่งที่เป็นตัวเอง เพราะเราคือคนข่าว พออยู่ในสถานีข่าวมันก็ได้หายใจเข้าออกเป็นข่าว จังหวะชีวิตและลมมหายใจมันกลายเป็นสิ่งเดียวกัน…

ขอโทษครับ พอพูดแล้วจะร้องไห้

(เรายิ้มและพยักหน้า ทั้งห้องมีแต่ความเงียบ)

ผมไม่เคยคิดฝันว่าตัวเองจะมาไกลขนาดนี้ จนพอเป็นผู้ประกาศข่าวก็เริ่มมีฝันว่าอยากทำรายการทอล์ก พอผมได้คุยเรื่องการทำงานกับ คุณนิค-จิตสุภา วัชรพล หรือ คุณจูเนียร์-วัชร วัชรพล เขาถามผมว่า พี่อุ๋ยอยากทำอะไร ผมก็บอกว่า อยากทำรายการทอล์ก ผมไม่รู้ว่าจะทำได้ดีไหม แต่ผมอยากทำ ทางไทยรัฐให้โอกาสผมเลยคือรายการ เปิดปากกับภาคภูมิ นี่คือของขวัญชิ้นใหญ่

คงไม่มีสถานีโทรทัศน์ไหนที่ให้เวลาผมได้ทำรายการข่าวในแต่ละวันเยอะแยะขนาดนี้ ไม่รู้จะขอบคุณยังไง ใช้คำว่าขอบคุณก็ไม่รู้จะพอไหม เพราะโอกาสในหน้าที่การงานที่ได้ทำคือความมั่นคงของชีวิตที่ไปตอบโจทย์ความสุขของครอบครัว

ถ้าถามว่าผมไม่เหนื่อยเหรอ มีความสุขแล้วเหรอ นี่แหละคือความสุข เพราะมันร้อยรวมไปแล้วระหว่างชีวิตที่ทำงานและครอบครัว

เบื้องหลังความคิด ชีวิต และข่าวครบรสของ 'อุ๋ย-ภาคภูมิ พันธุ์สถิตย์' คนข่าวไทยรัฐที่ตกตะกอนว่า ความสุขอยู่แค่ปากซอย

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load