ตอนยังเล็ก เป็นเด็กติดการ์ตูน สิ่งหนึ่งที่เราใฝ่ฝันอยากทำได้คือการเดินทางข้ามเวลา จนอยากมีโดราเอมอนเป็นของตัวเอง 

ตอนโตเป็นวัยรุ่น พอได้รู้จักอาชีพนักโบราณคดี จึงเข้าใจว่าการเดินทางข้ามเวลาไม่จำเป็นต้องมี Time Machine หรอก เพียงปลุกชีพคนในอดีตจากวัตถุโบราณใต้ดินที่เราเหยียบอยู่นี่แหละ

ไม่ใช่แบบ Richard O’Connell ใน The Mummy 

แต่ปลุกเรื่องราววิถีชีวิตของคนโบราณ ด้วยการขุดโบราณสถานเพื่อพิสูจน์ความเป็นมา 

ตอนโตเป็นผู้ใหญ่ เพิ่งได้รู้จักคนอีกกลุ่ม เป็นอาชีพที่เกศสุรางค์ใน บุพเพสันนิวาส ไม่ได้เอ่ยถึง หรือ Dr. Jones ใน Indiana Jones ไม่ได้บอก คือ ‘นักโบราณคดีเมือง’ นักสืบทางประวัติศาสตร์ที่ทั้งขุดค้นและขุดคุย ค้นวัตถุโบราณในแถบเมืองที่แผนที่โบราณบอกว่าในอดีตเคยมีใคร อะไร อยู่ตรงไหน และคุยกับชาวบ้านร้านตลาด เสาะหาความทรงจำของคนในพื้นที่เมืองไม่ว่าเล็กใหญ่ มาทาบขนานกับประวัติศาสตร์ ให้เกิดเป็นเรื่องราวจากหลายมิติเวลา แล้วจัดช่อเข้าเป็นเรื่องเล่าของหลากชีวิตในพื้นที่นั้นๆ

ฝันขนาดเล็กของนักโบราณคดีเมือง หวังเพียงการจดจำและการอนุรักษ์ ไม่ให้ใครหรืออะไรในอดีตเลือนหายไปตามกาลเวลา ส่วนฝันขนาดใหญ่ คือการได้เติมข้อเท็จจริงที่ขุดเจอจากไซต์กลางเมือง สักหน้าหนึ่งในหนังสือเรียนวิชาประวัติศาสตร์ไทย 

ไม่รู้เป็นความบังเอิญหรืออะไร ก่อนวันนัดสัมภาษณ์ เราได้เรียนรู้จากข่าวที่ไหลบนนิวส์ฟีดตลอดสัปดาห์ว่าการไม่ถูกบอกให้รู้นี้ ทำให้เราเห็นภาพการขุดสนามฟุตบอลโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งการรื้อบ้านเขียวเมืองแพร่ โดยขาดผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดี

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ

วันนี้ หลังจากได้คุยกับ ผศ. ดร.กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีผู้เชี่ยวชาญศาสตร์โบราณคดีเมืองหนึ่งเดียวของกรุงเทพฯ ในไซต์ใจกลางเยาวราช จาก readthecloud.co เราขอสวมบทบาทเป็น jobsDB.com แนะนำอาชีพที่เปรียบเป็นแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ผู้ฟื้นฟูความทรงจำเมืองและคนเมือง ให้อาชีพใกล้ตัวเรานี้ไม่ถูกหลงลืมเหมือนบางเรื่องราวบนหน้าประวัติศาสตร์

ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร

นักโบราณคดีตัวจริงเสียงจริงตรงหน้าบอกเราว่า โบราณคดีเป็นวิชาที่คนเรียนน้อย และนักโบราณคดีเป็นอาชีพที่คนน้อยมากจะรู้จัก ในประเทศไทยเปิดสอนอยู่ที่เดียว คือคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ดังนั้น ‘นักโบราณคดีเมือง’ จึงอยู่ในสเตตัส ‘ละไว้ในฐานที่เข้าใจ’

“นักโบราณคดีเมือง พูดง่ายๆ ก็คือนักโบราณคดีนี่แหละ ศาสตร์ของอาชีพนี้คือสืบเรื่องจากอดีตแล้วเอามาเล่าใหม่ ให้คนปัจจุบันรู้ว่าเคยเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่นักโบราณคดีศึกษาคือข้าวของเครื่องใช้โบราณที่คนในอดีตทิ้งไว้”

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ
เครื่องถ้วยที่ขุดเจอใต้ชุมชนเลื่อนฤทธิ์ เยาวราช

ปัจจุบันที่เรามีสร้อย แหวน นาฬิกาข้อมือ โทรศัพท์มือถือ ในวันใดวันใดวันหนึ่งวัตถุรุ่นใหม่ล่าสุดพวกนี้อาจถูกทิ้ง ทำลาย หรือยังหลงเหลืออยู่ แต่กลายเป็นขยะโบราณที่ถูกทับถมไปเป็นสิบๆ จนร้อยๆ ปี วันข้างหน้าเมื่อนักโบราณคดียุคใหม่มาเจอ ก็จะต้องสืบเสาะเรื่องจากสิ่งของเหล่านี้ เพื่อดูว่าสมัยเราคนเป็นยังไง กินยังไง มีทัศนคติยังไง ไปจนถึงมีจิตวิญญาณยังไง

ในความเหมือน มีความต่าง สิ่งที่คั่นระหว่างนักโบราณคดีเฉยๆ กับนักโบราณคดีเมือง ขั้นตอนหรือวิธีการทำงานอาจไม่ใช่คำตอบ หากแต่เป็นพื้นที่ หรือออฟฟิศกลายๆ ชั่วคราวของนักโบราณคดี 

“แต่นักโบราณคดีเมือง หรือที่เรียกภาษาอังกฤษว่า Urban Archaeology สนใจศึกษาและทำงานในเมือง หรืองานที่เกี่ยวข้องกับเมือง” 

เพราะนักโบราณคดีมีหลายเรื่องที่จะศึกษา ไม่ใช่แค่เรื่องเมือง เช่นอีกหนึ่งในหลายแขนงคือ ‘นักโบราณพฤกษคดี’ ที่สนใจเกี่ยวกับพืชพันธุ์โบราณ งานของพวกเขาคือนำดิน เมล็ดพันธุ์ในดิน หรือละอองเรณู ไปพิสูจน์ว่าพื้นที่นั้นเคยมีพืชใดขึ้น เพื่อ Reconstruct สวนโบราณขึ้นมาใหม่ให้คนรู้จัก

“นักโบราณคดีอาจจะเหมือนอินเดียน่า โจนส์ ไปสำรวจถ้ำ ไปขุดค้นวัตถุในที่ห่างไกล แต่ถ้าเป็นนักโบราณคดีเมือง งานสำรวจอยู่ในเมือง อย่างที่เห็นว่ามีคนปัจจุบันเดินไปเดินมา ใช้ชีวิตซ้อนทับอยู่บนคนรุ่นอดีต เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราต้องเจอก็คือคน คนในปัจจุบันนี่แหละที่เราต้องเกี่ยว ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านหรือหน่วยงานรัฐ”

เรื่องที่เราอาจนึกไม่ถึงคือ จะเป็นนักโบราณคดีเมือง นอกจากขุดค้นโบราณสถาน ยังต้องขึ้นโรงพัก หรือแม้กระทั่งสำนักการระบายน้ำ

“พื้นที่ตรงนั้นเกี่ยวกับใคร เราเกี่ยวทุกอย่าง”

อาจารย์กรรณิการ์เลกเชอร์วิชาโบราณคดีเมือง 101 ว่าเนื้องานเป็นแบบนี้

ต้องเป็นนักศึกษา ศึกษาข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ของพื้นที่โบราณสถานในเมืองเสียก่อน 

ต้องเป็นผู้ประเมิน นำข้อมูลทั้งความรู้ งบประมาณ เวลาที่มี มาประเมินว่าพื้นที่นั้นควรลงมือขุดมั้ย ไม่ใช่มุ่งแสวงหาความรู้อย่างเดียว 

ต้องเป็นนักเขียน เขียนจดหมายขออนุญาตกรมศิลปากร หน่วยงานซึ่งมีพันธกิจโดยตรงต่อศิลปะและทรัพย์สินมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ เพื่อขุดค้นทางโบราณคดี 

ต้องเป็นนักขุดเจาะ ขุดค้นแบบงานแฮนด์เมดอย่างประณีตด้วยเกรียง และเก็บกู้โบราณวัตถุไปสืบเสาะจากเอกสารและเจาะข้อมูลชาวบ้านว่าสมัยก่อนเมืองและคนเมืองย่านนี้เคยเป็นยังไง

นักเรียนอย่างเราเริ่มนั่งไม่ติด อดยกมือถามไม่ได้ 

“ต้องเรียกนักโบราณคดีเมืองก่อน หรือขุดเจอก่อนค่อยเรียกนักโบราณคดีเมือง”

“เอาจริงๆ เขาไม่รู้หรอกว่าต้องเรียกเราก่อน มีใครรู้มั้ยเวลาที่บ้านขุดเจอโบราณวัตถุแล้วต้องเรียกนักโบราณคดีเมือง ไม่มีใครรู้ ไม่ต้องในเมือง ที่ไหนก็ได้ คนทั่วไปไม่รู้ว่าต้องทำ”

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ

หยุดไม่ได้หรอก

ทุกวันนี้โลกหมุนไว มองไปทางไหนมีแต่การก่อสร้าง ไม่ว่าจะโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย อุโมงค์หน้าพระลาน สนามหลวง หรือรถไฟฟ้า เมืองเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ‘เรา’ ที่หมายรวมถึงนักโบราณคดีเมือง จึงไม่มีทางห้ามการพัฒนาหรือการเติบโตของเมืองได้ 

“คนที่จะเรียกนักโบราณคดีเมืองมามีน้อย เพราะการจะขุดค้นทางโบราณคดีต้องใช้เงิน และต้องใช้เวลา แต่งานก่อสร้างต้องการรีบ เพราะฉะนั้น มันสวนทางกัน งานโบราณคดีเป็นงานเชิงอนุรักษ์ เราต้องเก็บของ ต้องรักษาของ เวลาเราขุด เราเก็บมาทีละชิ้น ให้ได้รูปทรงสมบูรณ์ แต่ในขณะเดียวกันเขาใช้รถแบ็กโฮจ้วงขุด จบ ได้มาเป็นเศษแล้วโกยทิ้ง เขาไม่รู้หรอกว่าคืออะไร มันจึงหายไปหมด

“ยกเว้นหน่วยงานที่สนใจจริงๆ หรือหน่วยงานที่อยู่ในความคุ้มครองตามกฎหมาย อย่างในกรุงรัตนโกสินทร์ที่ถูกบังคับตามกฎหมายอยู่แล้วว่าอยู่ในพื้นที่คุ้มครอง เวลาจะทำอะไรต้องผ่านคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์” 

แถวเยาวราชที่เรากำลังนั่งคุยกันอยู่นี้มีโครงการก่อสร้างให้เห็น แต่ถ้าถามว่ามีนักโบราณคดีเมืองประจำมั้ย อาจารย์ตอบได้เลยว่านับที่ได้ 

“ในกรุงเทพฯ ก่อน COVID-19 ก็ขุดศุลกสถาน ตอนนี้ที่ขุดอยู่ก็มีอุโมงค์หน้าพระลาน วัดชนะสงคราม เยอะนะ เปรียบเทียบทางความหนาแน่น กรุงเทพฯ มีบริเวณขุดค้นทางโบราณคดีที่เยอะที่สุดในประเทศ มีขุดตลอด ถ้านับในช่วงยี่สิบสามสิบปีมานี้ปีหนึ่งมีหลายครั้ง แต่คนไม่ค่อยรู้ เพราะงานโบราณคดีเหมือนงานลูกเมียน้อย” 

“แสดงว่าทุกบริษัทก่อสร้างจำเป็นต้องมีนักโบราณคดีเมือง”

“ถ้าพูดจริงๆ มันต้องมี แต่ยังไม่มีกฎหมายรองรับว่าต้องมี ในกรุงรัตนโกสินทร์ โครงการใหญ่ๆ ต้องขอมติคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ คณะกรรมการฯ ก็จะให้มีเป็นปกติ แต่กับงานก่อสร้างเล็กๆ หน่วยงานอื่นก็มีหน้าที่ของเขา แค่เรายังไม่ถูกเชื่อมโยงให้รู้ว่าจะต้องทำงานร่วมกันอย่างไร”

ที่บอกว่านักโบราณคดีเป็นตำแหน่งจำเป็นในบริษัทก่อสร้างไม่ใช่เรื่องเกินจริง เพราะการจะก่อสร้างอาคารใหม่ทับบนที่เก่า ต้องมีการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งนอกจากอากาศ ชุมชน แรงสั่นสะเทือน อีกอย่างที่ลืมไม่ได้คือ สิ่งแวดล้อมทางโบราณคดี

“สถานทูตอังกฤษเราก็ทำ Dusit Central Park เราก็ทำ ดุสิตนี่ขุดให้รู้ว่ามีหรือไม่มีเพื่อเก็บกู้ และดูว่าจะดำเนินงานก่อสร้างได้มากน้อยแค่ไหน”

“ไม่ใช่แค่มีโบราณวัตถุแน่ๆ แล้วขุด แต่ไม่รู้ว่ามีรึเปล่า มาดูหน่อย ก็ได้” 

“ใช่ งานโบราณคดีเมืองที่ Dusit Central Park มีการประเมินตำแหน่งที่ตั้งของโรงแรมว่ามีโบราณวัตถุเหลืออยู่มั้ย เพราะแต่ก่อนเป็นบ้านเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) แล้วโดยรอบที่จะก่อสร้างในระยะร้อยเมตรมีโบราณสถานใกล้เคียงมั้ย ฝั่งตรงข้ามก็สถานทูตอเมริกา หรือราชกรีฑาสโมสร บ้านอับดุลราฮิมก็ตั้งอยู่ข้างๆ ระหว่างก่อสร้างจะเกิดผลกระทบต่อโบราณสถานที่รายรอบ ทำให้สั่นสะเทือนมั้ย เกิดฝุ่นมั้ย ก็ต้องเจรจากัน ต้องคุยกันว่าจะลดทอนผลกระทบยังไง งานโบราณคดีเมืองจึงไม่ได้สัมพันธ์กับแค่โบราณคดี ประวัติศาสตร์ ชุมชน แต่เกี่ยวข้องกับสถาปัตย์ วิศวะ การผังเมือง ด้วย” 

นักขุด-นักคุย

ในฐานะเป็นอาชีพที่คนมักมองว่าไกลตัว สิ่งไหนที่คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับนักโบราณคดีมากที่สุด 

“นักโบราณคดีขุดซากไดโนเสาร์”

อ้าว…

 “นั่นนักธรณีวิทยา ที่ศึกษาบรรพชีวิน โบราณคดีเราศึกษาเรื่องคนแค่ชั้นดิน แต่ถ้าเรื่องซากดึกดำบรรพ์ในชั้นหินต้องนักธรณีวิทยา หินมันอยู่ใต้ดินไปอีก และคนชอบสร้างภาพว่านักโบราณคดีถือค้อน นักโบราณคดีถือเกรียงนะ นักธรณีวิทยาน่ะถือค้อนมีปลายแหลม นักโบราณคดีใช้เกรียงขุดดิน แปรงปัดดิน จอบเสียมเครื่องมือหนักเราก็ใช้สำหรับหินแข็ง ดินแข็ง ขึ้นอยู่กับแหล่งขุดค้น” 

และข้อนี้สำคัญ นักโบราณคดีไม่ได้ใส่ชุดนักสำรวจเสมอไป

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ

“เป็นรสนิยมส่วนบุคคล มีคนแต่งแบบนั้นอยู่ แต่ไม่ใช่ทุกคน แต่งธรรมดาก็มี” อาจารย์หัวเราะ

ลบภาพอินเดียน่า โจนส์ ออกไปซะ นักโบราณคดีในชีวิตจริงเขาไม่ได้ถือแส้ แต่ถือเกรียง สมุดบันทึก ปากกาดินสอ ตลับเมตร สวมเสื้อแขนยาว รองเท้าผ้าใบ แต่ยกให้ 1 ข้อที่เหมือน คือหมวก เพราะแดดมันร้อน และขาดไม่ได้เลย แผนที่ 

แต่ละพื้นที่ในประเทศหรือบนโลกมีผืนดินต่างกัน เราพอรู้อยู่แล้วว่าจังหวัดไหนในประเทศไทยเคยเป็นทะเล เคยเป็นชายทะเล มาก่อน นักโบราณคดีเมืองก็รู้ และรู้อีกด้วยว่าต้องขุดแต่ละพื้นที่ลึกแค่ไหน 

“กรุงเทพฯ เคยเป็นทะเล ขุดไปสักเมตรหนึ่งก็เจอน้ำใต้ดินแล้ว ขุดได้แค่นั้น แต่ถ้าคุณไปลพบุรี ขุดสิบเมตร นั่นแหละทวาราวดี แต่ละที่ไม่เหมือนกัน เรื่องความลึกเราใช้ประสบการณ์ ไม่ใช่อยู่ๆ นักโบราณคดีจะขุดตรงนี้แหละ จ้วง

“อย่างที่บอก เราต้องศึกษาจากแผนที่หรือแผนผังโบราณเท่าที่เราพอจะหาได้ก่อน เอามาซ้อนทับกันเป็นเลเยอร์ แล้วหาเอกสารโบราณ พงศาวดาร หรือแม้กระทั่งงานวิจัยเดิม ให้รู้ว่าแต่ก่อนพื้นที่นี้เคยมีเรื่องเล่าอะไร และถามชาวบ้านแถวนี้เลยว่าตรงนี้เคยมีอะไรก่อนตัดสินใจขุด เคยถามอาเจ็กคนหนึ่ง อาเจ็กก็บอกว่า ตอนเด็กๆ อั๊วเคยขุดเจอคันฉ่องโบราณในบ้านนี่แหละ”

 แต่ใช่ว่าปรารถนาขุดแห่งใด จะได้ขุดแห่งนั้น 

“บางทีจะขุดตรงหน้าประตู แน่ใจว่าตรงนี้ต้องเจอของดีแน่ ต้องเจอวังแน่ แต่ถ้าคนต้องใช้สัญจรเข้า-ออกตลอดเวลา หรือตรงนั้นเกี่ยวข้องกับความเชื่อของคน เคยเป็นที่ตั้งศาลโบราณ เราก็ต้องเคารพ และอาจจะขุดไม่ได้เลย นี่คือสิ่งที่ต่างจากโบราณคดี เพราะโบราณคดีเมืองมันมีคน”

“งานนี้ให้ความสำคัญกับคน มากกว่าประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นดิน” เราทัก

“มันต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการใช้ชีวิตของคนปัจจุบันกับสิ่งที่เราต้องการ ไม่ใช่ยึดแต่ตัวเราแล้วทำให้คนอื่นเดือดร้อน ปัจจุบันมีการวัดมูลค่าทางเศรษฐกิจว่าซอยนี้คนเข้าคนออกเท่าไหร่ ตรงนี้ชุมชนใช้งานมากน้อยแค่ไหน อยู่ๆ เราจะขุดศึกษาอย่างเดียว ห่วงแต่อดีตจนหลงลืมคนปัจจุบันไม่ได้ เพราะเราจะทำให้สังคมไม่เคลื่อนไหว ซึ่งตอนนี้เรากำลังพยายามทำให้ทั้งสองเรื่องเดินไปด้วยกัน ให้งานอนุรักษ์อยู่ร่วมกับการพัฒนาได้อย่างพอดี นี่คือหัวใจของงานโบราณคดีเมือง”

สืบจากขยะโบราณ

หากกรุงเทพฯ เป็นแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ขอสมมติว่าเขตใหม่อย่างลาดพร้าวจะมีแหล่งโบราณคดีเมืองกับเขามั้ย

“ตามประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ เรารู้กันว่าบริเวณใจกลางกรุงที่มีการตั้งถิ่นฐานของชุมชน ก็คือสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรีกับฝั่งพระนคร ถ้าห่างออกไปจากจุดศูนย์กลางนี้แล้ว ความหนาแน่นก็จะน้อยลงเรื่อยๆ เพราะว่าเป็นถิ่นใหม่”

นั่นเท่ากับว่าจะมีของได้ ก็ต้องมีคน ซึ่งนักโบราณคดีเมืองรู้อยู่แล้วก่อนขุดเสียอีก

“เรารู้อยู่แล้วตามประวัติศาสตร์ รู้ว่าขุดตรงไหนจะเจออะไร ไม่งั้นเราไม่ขุด เพราะนักโบราณคดี เวลาทำงาน การขุดดินทุกครั้งเรามองว่าเป็นการทำลายหลักฐานทางโบราณคดี เพราะขุดปั๊บข้าวของพวกนี้จะไม่อยู่ตำแหน่งเดิมอีกต่อไป เพราะเราเคลื่อนย้ายเขาออกมา นักโบราณคดีให้ความสำคัญกับตำแหน่งเดิมมากๆ เราต้องบันทึกว่าอยู่ลึกเท่าไหร่ อยู่ตำแหน่งไหนในอดีต ที่เราเรียกว่า In situ” 

ที่ว่าการขุดค้นทางโบราณคดีมีตลอดมาในช่วงยี่สิบสามสิบปี ทำไมเรากลับเพิ่งมารู้ตอนสร้าง MRT สนามไชย

“งานขุดค้นทางโบราณคดีเมืองขนาดใหญ่ครั้งแรกยกให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อ พ.ศ. 2537 ตอนนั้นเขาจะสร้างหอสมุดปรีดี พนมยงค์ แล้วขุดเจอกำแพงกรุงรัตนโกสินทร์เดิม ปัจจุบันเขาอนุรักษ์ไว้ให้เป็นความรู้ ต่อจากนั้นก็มีงานโบราณคดีเมืองเมื่อมีการบูรณะหรือก่อสร้างอาคาร” 

จนกระทั่งครั้งใหญ่อีกครั้ง ไม่ใช่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่เป็นตอนทำมิวเซียมสยาม พ.ศ. 2549 เป็นโชคดีครั้งเดียวในประวัติศาสตร์โบราณคดีเมือง ที่นักโบราณคดีเมืองได้มติให้ขุดทั้งพื้นที่เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์โบราณวัตถุของคนในอดีตอย่างเต็มที่ 

“ตอนนั้นต้องขุดทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ด้านหน้าก็คือทางลง MRT เจอซากวังเจ้านายเดิมสมัย ร.3 – ร.5 เพราะแถบนั้นทั้งหมดเป็นวังเจ้านาย แล้วทางด้านหลังก็ขุดเจอซากป้อมวิไชยเยนทร์ ป้อมโบราณที่อยู่ตรงข้ามกับป้อมวิไชยประสิทธิ์ฝั่งธนบุรี มันคือป้อมบางกอกสองฝั่งที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

“พอมาสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่สามก็โปรดฯ ให้สร้างวังเจ้านายในพื้นที่นี้ เรียกว่าวังท้ายวัดพระเชตุพน จะมีห้าวัง อยู่ในพื้นที่มิวเซียมสยามสี่วัง ขุดเจอฐานรากเต็มไปหมดเลย ที่น่าตื่นเต้นคือเจอเปลือกหอยมุกมากมาย เพราะแถวนั้นเจ้านายที่ทรงกำกับกรมช่างมุกเคยประทับ ทรงทำพวกบานประตูหน้าต่างประดับมุก หรือเครื่องไม้ใช้สอยอย่างเครื่องมุก คาดว่าน่าจะออกมาจากแหล่งผลิตที่นี่ รวมถึงมีขวดน้ำหมึก เครื่องถ้วยยุโรป ขวดน้ำหอมโบราณฝรั่งเศสที่มียี่ห้อซึ่งยังอยู่จนปัจจุบัน 

“ถามว่านักโบราณคดีเมืองรู้ได้ยังไง เราดูแผนที่โบราณ มันจะบอกเลยว่าสมัยก่อนตรงนี้เป็นวังเจ้านาย ตรงนี้เป็นกระทรวง ถ้าเราเอาแผนที่สมัยอยุธยาซ้อนด้วยแผนที่โบราณสมัย 2450 แล้วเอา Google Maps มาซ้อนอีกรอบจะเห็นพัฒนาการของพื้นที่ นี่แหละคือเลเยอร์ของโบราณคดีเมือง เหมือนขนมเค้ก แต่เป็นขนมเค้กที่ไม่มีชั้น เพราะอาจมีการสืบเนื่อง เวลานักโบราณคดีขุด ต้องขุดไปถึงชั้นต่างๆ ชั้นล่างสุดคือสมัยกรุงศรีอยุธยา ชั้นบนถัดมาคือวังเจ้านาย ชั้นที่สามคือกระทรวง ชั้นบนสุดก็คือสิ่งที่เราเหยียบ อีกร้อยปีข้างหน้าตรงนี้ก็จะถูกถมไปเรื่อยๆ” 

แต่ละชั้นของการทับถมจะมีของของแต่ละยุค เวลานักโบราณคดีขุดแต่ละชั้นทำให้เรารู้ว่าของแต่ละยุคไม่เหมือนกัน จากรูปแบบ จากสี จากตัวอักษร ทำให้แยกเลเยอร์ได้ว่าชั้นนี้เป็นของคนสมัยนี้ ชั้นนี้เป็นของคนอีกสมัยหนึ่ง

นอกจากอาชีพนี้จะน่าสงสัยว่าทำอะไรกันบ้าง อีกข้อน่าสงสัยก็คือ ทำไม้ทำไมขุดยังไงก็เจอแต่ถ้วยชามรามไห หรือคนโบราณเขาถือเคล็ดว่าตอนย้ายบ้านห้ามขนไปด้วย

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ

“สมัยก่อนไม่มีระบบจัดการขยะให้เก็บมาทิ้งในที่เดียวกัน จึงยังมีเศษของใช้แตกหักหลงเหลืออยู่ ส่วนใหญ่ที่เราขุดเจอไม่ใช่ของดี น้อยมากที่จะเจอของสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เข้าใจว่าของดีๆ เขาเอาไปแล้ว อาจจะมีทั้งตกหล่นจนกระทั่งดินมาถม น้ำท่วม เกิดการทับถม หรือว่าตั้งใจทิ้ง แล้วคนก็เดินเตะไปเตะมาเหมือนถุงฮอลล์ที่เราขุดเจอบ่อยมาก

“หลังสำนักงานเขตคลองสานเคยเป็นป้อมเก่าสมัยรัชกาลที่สี่ ชื่อป้อมป้องปัจจามิตร เราขุดเจอซากฐานรากป้อมทั้งป้อมที่ชั้นล่างสุด แต่ชั้นบนเคยมีคนอยู่ จึงเจอขวด POND’s สมัยแรก พ.ศ. สองสี่เก้ากว่าๆ เจอห่อขนมสมัย พ.ศ. สองห้าหนึ่งกว่าๆ หรือเศษเหรียญ ช้อนสังกะสี จานสังกะสี เต้ารับสมัยคุณปู่ ซึ่งก็คือขยะ เราศึกษาขยะ ทำให้เรากำหนดอายุได้”

“มีอะไรเกินความคาดหมายกว่าเปลือกฮอลล์มั้ย”

“โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ที่สมัยก่อนเป็นสถานีรถไฟ และในสถานีรถไฟเคยเป็นที่ตั้งพระราชวังบวรสถานพิมุข หรือวังหลัง เขาติดต่อให้ไปดู เพราะเปิดผิวดินขึ้นมาแล้วเจอเรือใหญ่ ยาวประมาณ 25 เมตร อันนั้นยังไม่ว้าวนะ

“พื้นที่โรงพยาบาลปัจจุบันถูกขุดหมดแล้วเพื่อสร้างฐานราก สร้างที่จอดรถใต้ดิน เจอกระดูกช้าง ข้าวของเครื่องใช้ เรือใหญ่ เยอะแยะเต็มไปหมด เหลือกลุ่มพื้นที่ให้ขุดได้ไม่กี่แห่ง เพราะทางด้านหน้าที่เป็นอาคารสถานีรถไฟธนบุรีเดิม ปัจจุบันเป็นพิพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน เทปูน วางเสา เข้าไปไม่ได้เลย กับตรงทางเข้า-ออก ถ้าเราขุดคนก็ใช้งานไม่ได้ จึงเหลือพื้นที่เดียวคือสี่เหลี่ยมผืนผ้าด้านหลังอาคารพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน 

“เราขุดไปๆ แล้วเจอฐานป้อมพระราชวังหลังเฉยเลย เป็นความบังเอิญที่ไม่ตั้งใจว่าจะเจอ ที่ชอบเพราะว่าไม่เคยมีประวัติศาสตร์ที่ไหนบอกมาก่อนว่าตรงนี้มีป้อม ที่รู้ว่าเป็นป้อม เพราะหนึ่ง ลักษณะของสิ่งก่อสร้างเป็นก่ออิฐถือปูน เป็นรูปแฉกเหมือนหัวเพชร สอง ไปเจอบันทึกของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพบอกว่า ‘ที่นี่เคยมีป้อมมุมเมืองเก่ามาแต่ครั้งกรุงธนบุรี’ 

“ปัจจุบันที่เราทำผังเมืองก็แค่บอกว่าสมัยธนบุรียังมีป้อมวิไชยเยนทร์เหลืออยู่นะ แต่เราไม่เคยได้เห็นป้อมอย่างที่พูดเลย พอเราขุดเจอ มันจึงเป็นการสร้างองค์ความรู้ว่ามีป้อมอยู่ตรงนี้จริง” 

การขุดค้นเจอของที่ไม่เคยถูกบันทึกจึงสำคัญต่อนักโบราณคดีเมืองนักหนา เพราะถือเป็นการสร้างองค์ความรู้หน้าหนึ่งให้ประวัติศาสตร์ไทย ที่กว่าจะเพิ่มได้ ก็หายไปนานมาก เพราะประวัติศาสตร์ไม่เคยบอก 

ยุคประวัติศาสตร์สมัยรัตนโกสินทร์มีพงศาวดารเล่าหมดแล้วว่าพระเจ้ากรุงธนบุรีสู้รบอะไร สมัยรัชกาลที่ 1 ทรงย้ายเมืองมาตั้งที่ไหน แต่น้อยมากที่จะมีพยานหรือหลักฐานมายืนยันประวัติศาสตร์ ไม่เหมือนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่เรารู้จากหลักฐานที่เป็นโบราณวัตถุ ว่ายุคนั้นเป็นสังคมเกษตรกรรมล่าสัตว์ กินเนื้อ กินหอย การขุดเจอหลักฐานจึงเป็นทั้งเครื่องยืนยัน เป็นพยานเชิงประจักษ์ และเป็นเครื่องเพิ่มพูนความรู้ที่ไม่เคยปรากฏที่ไหนมาก่อน 

“ถ้าไม่ได้ขุด มันก็คงอยู่ใต้ดินอย่างนั้น ไม่มีใครรู้” อาจารย์บอก

ขุดแล้วไปไหน

“การขุดเจอหม้อชามรามไห เราเอามาทำอะไรต่อได้บ้าง” เราถาม

“ถ้าไม่ใช่คนที่สนใจจริงๆ เขาจะมองไม่ออกว่ามันคืออะไร มองไม่ออกเลยว่าสิ่งเหล่านี้เขาจะเอาไปทำอะไรต่อ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเก่าหรือไม่เก่า ต้องบอกก่อนเลยว่าสิ่งที่งานโบราณคดีขาด คือการประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วไปรู้จัก สร้างองค์ความรู้ว่ามันคืออะไร ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องใกล้ตัวมาก ขนาดคุณมาเยาวราชยังไม่รู้เรื่องเยาวราชสมัยก่อน หรือแม้กระทั่งบ้านใครอยู่แถวนี้เลย 

“รู้มั้ยว่างานโบราณคดีเกิดมาจากอะไร งานโบราณคดีเกิดมาจากความสนใจใคร่รู้ ต้องสงสัย สังเกต หน้าตา รูปร่าง รูปทรง นี้มันคืออะไร แล้วมันจะพาไปสู่สิ่งอื่นๆ ได้ คือเกิดความรัก ความหวงแหน ขอให้เกิดสองสิ่งนี้ก่อน ถ้าเกิดสองสิ่งนี้เมื่อไหร่ เราจะนำวัตถุพวกนี้ไปต่อยอดเป็นทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนในรูปแบบไหนก็ได้”

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ
ผลิตภัณฑ์โมเดลบ้านแบบโบราณในชุมชนเลื่อนฤทธิ์ เยาวราช ยุคต้นรัชกาลที่ 6
กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ
กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ
ผลิตภัณฑ์เครื่องถ้วยที่ได้แรงบันดาลใจจากลายเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ชิงกับเครื่องถ้วยญี่ปุ่นแบบนาริตะ
ที่ขุดเจอใต้ชุมชนเลื่อนฤทธิ์ เยาวราช

โบราณคดีในตำราคือการสร้างเรื่องราวของมนุษย์ในอดีตจากสิ่งของที่ขุดค้นได้ หรือจากการสำรวจทั้งบนดิน ใต้ดินแล้วสร้างเรื่อง ขณะเดียวกันโบราณคดีนอกตำราไม่ได้หยุดอยู่แค่การขุดค้น อธิบาย สร้างเป็นประวัติศาสตร์ให้อ่าน แต่นำวัตถุโบราณและความรู้มาบูรณาการกับศาสตร์อื่นๆ เพื่อร่วมกันพูด 

อย่างโครงการพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมย่านเยาวราชของมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก สกสว. บูรณาการคณะวิชาต่างๆ เข้าด้วยกัน เช่นงานของ รศ.จักรพันธุ์ วิลาวินีกุล ทีืนำลวดลายเครื่องถ้วยและอาคารที่ศึกษาทางโบราณคดีในชุมชนเลื่อนฤทธิ์พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

“เราไม่มองว่ามันเป็นแค่กายภาพ ถ้าเราอนุรักษ์แค่กายภาพ มันจะเป็นเมืองตุ๊กตา ไม่งั้นเราไปเมืองจำลองก็ได้ มันต้องนำทุนทางวัฒนธรรมนี้ออกมาใช้คู่กับชีวิตต่อไป” 

ลองนึกเล่นๆ ความฝันสูงสุดของนักโบราณคดีเมืองคือการได้ขุดเมืองเก่าทั้งเมืองรึเปล่า 

“นักโบราณคดีคืออาชีพที่คนเป็นจะมีนิสัยเหมือนกันอย่างหนึ่ง ตื่นเต้นเวลาเห็นของ ถามว่าอยากขุดมั้ย อยาก แต่มีความยับยั้งชั่งใจ เหมือนเป็นจรรยาบรรณ เพราะการขุดทุกครั้งถ้าเราไม่พร้อมนั่นเป็นการทำลาย ถ้าไม่รู้ว่าขุดเพื่ออะไร เราจะไม่ขุด ถ้าขุดถือว่าตอบสนองความต้องการส่วนตัว ซึ่งเราไม่ทำ แต่ถ้ามีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์เพราะพื้นที่จะเปลี่ยนไป อันนั้นต้องขุด ถ้ารัฐบาลมีงบศึกษาไม่อั้น นั่นเป็นความใฝ่ฝันของนักโบราณคดีเมือง

“แต่ปลายทางความฝันจริงๆ ของนักโบราณคดีเมืองอย่างเราคือเห็นคนทำแบบเราเยอะๆ ไม่ต้องขุดก็ได้ แค่อยากเห็นความร่วมมือที่เกิดจากหลายภาคส่วน จะเป็นชาวบ้าน สถาปนิก นักบัญชี ใครก็ได้ที่มีความรู้สึกรักเมือง มาช่วยกัน มาพูดคุยแบ่งปันความรู้ บูรณาการกัน เพื่อที่จะพัฒนาเมืองหรือย่าน โดยมีหน่วยงานที่มีอำนาจในการตัดสินใจ รัฐก็ดี เอกชนก็ดี สนับสนุนในการทำศูนย์มรดกวัฒนธรรมเมือง เพื่อเป็นศูนย์รวมข้อมูลความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเมืองทั้งหมด มีทุนให้ทำเรื่องเมือง เพื่อทำหน้าที่ดูแลรักษาเมือง”

เราปิดสมุด เก็บปากกา แล้วส่งคำถามสุดท้าย “คนเป็นสถาปนิกยังมีบ้านในฝัน แล้วเมืองในฝันของนักโบราณคดีเมืองหน้าตาเป็นยังไง”

อาจารย์กรรณิการ์นิ่งนึก

“เมืองเก่าที่อยู่ร่วมกับคนปัจจุบันได้ เป็นเมืองแห่งอนาคตที่ไม่ลืมอดีต”

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ

Writer

ศกุนตลา แย้มปิ๋ว

นักเรียนวรรณคดีที่มักเรื่องอาหาร ท้องถิ่น วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเดินทาง และเด็กจิ๋ว มีความฝันสามัญว่าอยากมีเวลาทำอาหารรสที่ชอบด้วยตัวเอง ตัวอยู่กรุงเทพฯ อัมพวา หรือเมืองกาญจน์ แต่ใจและภาพอินสตาแกรมอยู่ทุกที่ที่ไปเที่ยว

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ป่วยก็ควรพัก แต่ผู้หญิงคนนี้ป่วยหนักแล้วไปเก็บกาแฟ

เหนื่อยก็ควรพอ แต่ผู้หญิงคนนี้ไม่เคยท้อเพื่อไปสมาคมกาแฟ

ทุกโปรเจกต์การตลาด ถ้าอาจารย์ไม่สั่ง ผู้หญิงคนนี้ก็จะขายแต่กาแฟ

เชื่อแล้วว่า นุ่น-ณัฏฐ์รดา คุณะวิวัฒนานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Bluekoff และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย คือผู้คลั่งไคล้ ‘กาแฟ’ อย่างแท้จริง

เธอนิยามชีวิตตัวเองว่าถึงขั้นรากเลือด เพราะเคยมีคืนวันที่ต้องประคองการเรียนไปพร้อมกับการทำงานประจำและงานที่สมาคมฯ ซึ่งอย่างหลังสุดไม่เลือกก็คงได้ แต่สำหรับหญิงสาวที่ก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอบริษัทกาแฟครบวงจรตั้งแต่อายุเพียง 27 ปี และได้รับเลือกเป็นนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทยตอนอายุ 32 ปี สิ่งนี้มีความหมายมากเกินกว่าจะตัดทิ้ง

The Cloud มีโอกาสพูดคุยถึงชีวิตที่ (ยัง) ขาดกาแฟไม่ได้ของนุ่น ตั้งแต่วันที่เธอแอบลิ้มลองกาแฟหยดแรกในวัยประถม วันที่เธอแบกร่างป่วย ๆ ไปเก็บกาแฟ วันที่เธอส่งอีเมลขอดูโรงคั่วในต่างประเทศแล้วได้รับอนุญาตแบบงง ๆ จนถึงวันที่กาแฟมอบบทเรียนชีวิตให้เธอรู้จักตั้งเป้าหมายเพื่อสังคม

ชีวิตที่มีกาแฟนำทางของ ‘นุ่น ณัฏฐ์รดา’ ซีอีโอ Bluekoff และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย

The Girl in the Coffee Land

เด็กหญิงคนหนึ่งเติบโตขึ้นในบ้านที่สมาชิกครอบครัวทุกคนดื่มกาแฟ วันเสาร์-อาทิตย์ผู้ใหญ่จะชงกาแฟในกระป๋องสเตนเลส โดยไม่ลืมชงโอวัลตินแยกให้เด็กน้อยดื่ม แต่ด้วยความเป็นเจ้าหนูจำไม ทำให้นุ่นอยากลองมากกว่าแค่โอวัลติน จนแม่ต้องออกปากเตือนว่า “กินกาแฟเยอะแล้วจะโง่นะ”

เรื่องนี้หลอกนุ่นไม่ได้ เพราะเธอรู้ตัวว่าหัวดี

หลังจากนั้นชีวิตของนุ่นและกาแฟก็มาบรรจบกันสมัย ป.5

“แม่เป็นคนชอบกินกาแฟ แต่ตอนนี้เขาไม่อินเท่าเรานะ (หัวเราะ) สมัยเด็กแม่พาไปซื้อของที่ตลาดปีนัง ซึ่งเคยมีกาแฟที่หนีภาษีขาย เราก็ดูแม่ซื้อ แต่หลัง ๆ แม่จะฝากเราซื้อ ด้วยความเป็นเจ้าหนูจำไม เราเลยสงสัยว่า กาแฟมีตั้งร้อยชนิดในร้าน ทำไมแม่ต้องฝากซื้ออันนี้ มันต่างกันอย่างไร

“พอสงสัยแบบนั้น เราก็เลยซื้อมาลองให้หมด!” เธอเล่าอย่างออกรส

การทดลองของนุ่นเริ่มขึ้นโดยเน้นกาแฟราคาถูกตามประสาเด็ก โหลแก้วบรรจุกาแฟต่างยี่ห้อ ต่างชนิด ต่างสูตร มีจุดสังเกตที่ฝาต่างสี เธอหยิบโหลแก้วที่เล็กที่สุดเพื่อนำมาชงดื่มแบบกาแฟดำ

“เราเอามาลองชิมว่ามันต่างกันอย่างไร ซึ่งจุดที่กระตุ้นความสงสัยของเราคือ ชิมแล้วมันดันต่าง! เราก็ลามไปชิมยี่ห้ออื่น เมื่อโตขึ้นอีก จากขวดก็ซื้อแบบซอง กลายเป็นเริ่มสนใจเครื่องดื่มชนิดนี้มาตั้งแต่นั้น”

เจ้าของเรื่องเล่าให้ฟังว่าเธอเรียนจบค่อนข้างเร็ว หลังสำเร็จการศึกษาที่โรงเรียนคอนแวนต์ เธอไปเรียนต่อที่ ACC หรือโรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชยการ ตอนอายุเพียง 14 – 15 ปี ซึ่งแน่นอนว่าเธอยังดื่มกาแฟเป็นประจำและดื่มทุกชนิด ตั้งแต่กาแฟโบราณจนถึงกาแฟในห้างอย่าง Black Canyon และ coffeeToday

“Au Bon Pain ด้วย หารเงินกับเพื่อนซื้อเครื่องดื่ม Iced Mocha Blast ทุกวัน” เธอเสริม

ราวกับคนที่ชอบกลายเป็นคนที่ใช่ นุ่นเริ่มเดินลัดเลาะเข้าไปถึงหลังเคาน์เตอร์ เพื่อขอดูกรรมวิธีการชง แต่บางครั้งคำขอก็ถูกปฏิเสธพร้อมความสงสัยว่า ‘เด็กคนนี้เข้ามาทำอะไร’ แม้จะถูกโยนผ้าไล่ แต่เธอก็ไม่ย่อท้อ นั่นจึงกลายมาเป็นนิสัยติดตัวที่ ‘ขอให้ได้ลองก่อน เพราะไม่มีอะไรเสียหาย’

หลังเรียนจบในวัยเพียง 21 ปี เธอเริ่มต้นทำงานที่จังหวัดระยองในโรงงานผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งที่นั่น เธอมีความสุขกับเครื่องกดกาแฟที่ให้พนักงานเอาเมล็ดไปเอง

แต่เมื่อความสนุกจบลงด้วยแก้วอันว่างเปล่า นุ่นย้อนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ท่ามกลางหน้าที่การงานที่ดีและการประสบความสำเร็จ ความเพลิดเพลินกับการทำงานหายไปไหน หรือแท้จริงแล้ว เธอทำอะไรที่มีคุณค่าได้มากกว่านั้นหรือเปล่า

“สิ่งที่ทำให้นุ่นใจกล้าขึ้นคือ ช่วงปี 2012 – 2013 นุ่นไปเจอหนังสือเรื่อง บันทึกการเดินทางในโลกกาแฟ ของ ซาน-ชาตรี ตรีเลิศกุล มันเหมือนการอ่านอัตชีวประวัติของคน แต่ทำให้เราได้รู้จักอุตสาหกรรมกาแฟของต่างประเทศ”

หลังจากนั้น การเดินทางของนุ่นโดยมีกาแฟนำทางก็เริ่มขึ้น

ชีวิตที่มีกาแฟนำทางของ ‘นุ่น ณัฏฐ์รดา’ ซีอีโอ Bluekoff และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย

Coffee Star

เธอบอกกับเราผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่สัญญาณไม่เสถียรว่า เธอโชคดีที่ได้พบกับคนในวงการมากมาย ทั้งเจ้าของหนังสืออย่าง ซาน-ชาตรี ตรีเลิศกุล และ ไนซ์-ศิรฎา เตชะการุณ จาก P&F Coffee รวมไปถึง วัล-วัลลภ ปัสนานนท์ เจ้าของร้าน Nine One Coffee และอดีตนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย

ก่อนหน้าที่จะพบกับวัลลภ นุ่นมีความฝันเหมือนวัยรุ่นทั่วไปที่อยากทำงานในต่างประเทศ แต่เมื่อได้ทำแล้ว เธอกลับค้นพบว่าตัวเองมองข้ามสิ่งดี ๆ ที่อยู่รอบตัวไปอย่าง ‘กาแฟไทย’ สุดท้ายนุ่นจึงย้อนกลับมาตีโจทย์ว่า หากเธอชอบมากขนาดนี้ จะทำอย่างไรให้คนรู้จักมันมากขึ้น

“แล้วก็มาถึงทริปเปลี่ยนโลกที่ไร่ของพี่วัล ตอนไปหาพี่วัล นุ่นป่วยหนัก ไข้ขึ้น หน้าแดง พี่วัลให้พัก แต่นุ่นไม่ยอม ไม่พัก ฉันจะไปเก็บกาแฟ เพราะอยากเก็บสิ่งที่ได้เรียนรู้ให้เต็มที่ ต้องสุดกับมัน”

นุ่นพูดขำ ๆ ว่า ทำให้ดีที่สุด แล้วไปหยุดที่โรงพยาบาล

ชีวิตที่มีกาแฟนำทางของ ‘นุ่น ณัฏฐ์รดา’ ซีอีโอ Bluekoff และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย

ก่อนหน้านี้ เธอเคยไปพักที่รีสอร์ตของวัลลภ เขามีนโยบายให้ผู้เข้าพักดื่มกาแฟฟรีเท่าไหร่ก็ได้ ทำให้นุ่นได้ลิ้มลองความพิเศษของกาแฟไทย ถึงขั้นที่รู้สึกว่า ‘นี่คือของดีมีอนาคต’

“แต่กาแฟไทยขาดอะไร” เธอตั้งคำถามและครุ่นคิดกับตัวเอง

“การสื่อสาร การประชาสัมพันธ์ คืองานที่เราทำมาตลอด สิ่งนี้เป็นตัวช่วยในการโปรโมตให้ชาวต่างชาติรู้ เรามีของดี และอยากทำอะไรดี ๆ ให้ประเทศ สรุปเลยว่าตอนนั้นกาแฟไทยขาด Marketing (การตลาด) และ Operation Supply Chain (การบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ) เรายังไม่มีระบบเหมือนต่างประเทศ ไม่มีรัฐบาลคอยจัดการให้เป็นระบบ”

คิดเสร็จสรรพ นุ่นก็ไปเรียนปริญญาโทเรื่องกาแฟ ไม่ใช่! นุ่นไปเรียนปริญญาโทด้าน Marketing และ Supply Chain Operation เพื่อมาดูแลกาแฟไทย

“แล้วเชื่อไหมว่านุ่นทำโปรเจกต์เกี่ยวกับกาแฟมาตลอด ช่วงที่เรียนอยู่ ACC ทำเรื่อง Coffee Shop สมัยปริญญาตรียังแตะ ๆ เรื่องกาแฟมาตลอด พอเรียนปริญญาโทก็ตั้งใจทำแต่การตลาดกาแฟล้วน ยกเว้นอาจารย์มอบโจทย์ให้ถึงจะไปทำแบรนด์อื่น ยอมรับว่าแต่ก่อนเรียนให้จบเร็ว ความรู้ไม่เยอะ แต่ตอนเรียนปริญญาโท คือเราใส่ความพยายามและความต้องการต่อยอดความรู้เข้าไปอย่างเต็มที่”

ในที่สุด แนวคิดที่เรียนมาจึงถูกนำมาประยุกต์ใช้กับวงการนี้อย่างที่ตั้งใจ

“ย้อนกลับไปอีกว่า ความชอบที่มีต่อเครื่องดื่มชนิดนี้ยังทำให้เราอยากรู้อะไรอีกมากมาย ตอนที่ทำงานอยู่ระยอง บ้านอยู่สมุทรปราการ เรียน NIDA ไม่ไหวเลยย้ายมาทำงานที่กรุงเทพฯ เรายังทำงานกับบริษัทต่างชาติเหมือนเดิม ครั้งนี้เป็นบริษัทน้ำมันระดับโลก พอเขาส่งเราไปเมืองนอก เราก็ถึงจุดที่ไม่ได้ไปแค่ร้าน แต่ไปถึงโรงคั่วแล้ว

“นุ่นใช้วิธีเดิมคือเสิร์ชก่อนว่าจะไปเมืองไหน หาชื่อโรงคั่ว แล้วส่งอีเมลไป บอกว่าขอเข้าไปดูได้ไหม แบกกาแฟพี่วัลไปด้วย ส่งไปประมาณ 20 – 30 เจ้า ตอบกลับมา 4 เจ้า ซึ่งก็ดีนะ เขายังตอบกลับมา (หัวเราะ)”

เธอบอกว่าอย่าดูถูกเรื่องการส่งอีเมลแบบนี้เด็ดขาด เพราะมันทำให้เธอไปไกลถึงโรงคั่ว Small Batch และได้เห็นกระบวนการทุกอย่างมาแล้ว

ชีวิตที่มีกาแฟนำทางของ ‘นุ่น ณัฏฐ์รดา’ ซีอีโอ Bluekoff และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย

ความกระตือรือร้นของเธอไม่หยุดแค่นั้น แฟนพันธุ์แท้คนนี้เข้าคอร์สเรียนจนได้ใบประกาศนียบัตรมามากมาย และมีตำแหน่งด้านกาแฟการันตีความสามารถ ทั้ง Q Arabica Grader, COE Sensory Evaluation Training และ Thai Specialty Coffee Awards Sensory Judge 2020 – 2022 นอกจากนี้ เธอยังศึกษาจากหนังสือและงานวิจัยทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษมาแล้วกว่า 200 เล่ม

“พี่วัลสอนให้นุ่นเก็บกาแฟ พี่ซานสอนเรา Cupping ในแง่การทำธุรกิจก็ได้จาก พี่อ๋า-ศุภชัย ศรีวิตตาภรณ์ ประธานกรรมการ Bluekoff ตอนนั้นนุ่นสติแตกอย่างหนัก พอพี่ ๆ ทุกคนเห็นว่า เราอยู่ทุกที่ของกาแฟก็เลยชวนเรามาช่วยงานสมาคมฯ ซึ่งตอนนั้นยังไม่เป็นสมาคมฯ ด้วย นุ่นนั่งฟังอยู่เงียบ ๆ เรียนก็ยังไม่จบ งานประจำก็มี (หัวเราะ) จังหวะนี้รากเลือดจริง”

บางคนอาจสงสัยเช่นเดียวกับพ่อแม่ของนุ่นว่า ทำไมเธอจึงเลือกมาช่วยงานสมาคมฯ ทั้งที่ไม่ได้ค่าตอบแทนอะไร แถมยังทำให้ชีวิตวุ่นวายยิ่งกว่าเก่า แต่นุ่นมองกลับกันว่า นี่คือการเรียนรู้แบบ Fast Track

“Win-Win กันทั้งสองฝ่าย พ่อแม่บอกว่างานนี้ไม่ได้เงิน แถมเสี่ยงอันตราย (ไปดอย) แต่นุ่นว่าการได้นั่งตรงนั้นคือความโชคดี พอทำ Thailand Coffee Fest 2016 ปีแรกก็มันมาก วันธรรมดามาไม่ค่อยได้เพราะติดงานประจำ ส่วนเสาร์-อาทิตย์ก็โดดเรียนไปเลย จบสวยงาม มีประกวด 10 สุดยอดเมล็ดกาแฟไทย ทำให้เห็นความเจ๋งของกาแฟไทยอย่างที่ตั้งใจไว้”

นับจากนั้น นุ่นก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาวงการนี้อย่างเป็นทางการ

ชีวิตที่มีกาแฟนำทางของ ‘นุ่น ณัฏฐ์รดา’ ซีอีโอ Bluekoff และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย
ชีวิตที่มีกาแฟนำทางของ ‘นุ่น ณัฏฐ์รดา’ ซีอีโอ Bluekoff และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย

Bluekoff to Blueprint

“สิ่งแรกที่คิดกับ Bluekoff คือเป็นธุรกิจที่ใหญ่และแมส ไม่ Specialty อย่างที่เราต้องการ แต่หลังจากที่ได้พบกับพี่ ๆ เราเห็นว่า Bluekoff เป็น Specialty แต่สเกลใหญ่มาก มีอะไรให้สนุกเยอะมาก ตั้งแต่บนดอย ทำเรื่องดินกับเกษตรกร มีโรงคั่ว โรงสี คาเฟ่ หน้าร้าน ครบวงจรในสิ่งที่คนอยากเรียนรู้ มันคือสนามเด็กเล่นดี ๆ นี่เอง”

พนักงานใหม่เริ่มงานกับศุภชัยด้วยความกังวลหลายด้าน แต่เมื่อเขารับฟัง เปิดใจ และสนับสนุนการทำงานอย่างไม่ยั้ง พร้อมคำนึงถึงความอยู่รอดของธุรกิจเจ้าเล็กเจ้าน้อยอยู่เสมอ ทำให้นุ่นถูกใจหลักการที่ตรงกัน สุดท้ายจึงตัดสินใจปักหลักอยู่ที่ Bluekoff ตั้งแต่นั้นมา

คุยกับ นุ่น-ณัฏฐ์รดา คุณะวิวัฒนานนท์ ผู้บริหารที่คลั่งไคล้กาแฟ จนก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอ Bluekoff ตั้งแต่อายุ 27

“กาแฟอย่างเดียวไม่เคยทำให้รู้สึกเบื่อ จะมีเบื่อบ้างก็เรื่องงาน” เธอหัวเราะ แล้วเริ่มวิเคราะห์การทำงานให้ฟังอย่างตั้งใจ

นุ่นใช้หลักการ 2 ข้อคือ ทำทุกอย่างอย่างมืออาชีพและซื่อตรง นอกจากนี้ เธอมักจะกลับมารีวิวตัวเองเสมอว่า ตัดสินใจอะไรพลาดบ้างหรือไม่ แล้วครั้งต่อไปจะจัดการสิ่งเหล่านั้นอย่างไร

“เรามี Best Case Scenario, Ideal Scenario และ Worst Case Scenario เผื่อไว้ ถ้าทำออกมาแล้วสำเร็จ ก็ต้องแชร์ความสำเร็จให้คนรอบตัวด้วย เพราะนุ่นว่าไม่มีใครประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว สุดท้ายแล้วทุกคนก็จะช่วยกัน นอกนั้นคือทำอะไรก็ซัดให้เต็มข้อ จะได้ไม่ต้องมานั่งเฟลคูณสอง”

ทั้งหมดคือรายละเอียดความเป็นมืออาชีพที่นุ่นพูดถึงตั้งแต่ต้น และเป็นสาเหตุให้เธอปวดหัวในบางครั้ง “Expect the best, Prepare for the worst” อีกฝ่ายพูดไปตบโต๊ะไป

“ความเป็นมืออาชีพต้องมาพร้อมความถูกต้อง มันง่ายมากถ้าเราไม่ซื่อสัตย์ แต่พอเรามีหลักการที่ต้องซื่อสัตย์ มันเพิ่มความยากเข้าไป แต่เราจะมีชีวิตที่สบายใจขึ้น” เธอยิ้ม เราพยักหน้ารับ

เราลองถามเธอว่า ปัจจุบันร้อยเปอร์เซ็นต์ในห้วงความคิดของเธอเกี่ยวกับเครื่องดื่มชนิดนี้อย่างเดียวไหม เจ้าตัวขมวดคิ้วและบอกว่า “ไม่” แต่โดยรวมเธอคิดถึงเรื่องงานเป็นหลัก ทั้งงานสมาคมฯ และงานของ Bluekoff นอกจากนี้ก็มีเรื่องครอบครัวที่เพิ่งมาดีกันหลังทำงาน เพราะทางบ้านไม่เห็นด้วยเรื่องการทำงานเกี่ยวกับกาแฟมากนัก แต่ในวัยนี้ นุ่นเริ่มมองเห็นความโชคดีที่มีครอบครัวรออยู่ที่บ้าน เธอจึงพยายามจัดสรรเวลาให้ลงตัว

จบจากคำถามดังกล่าว เราเบรกความจริงจังด้วยการถามเธอว่า แล้วเสน่ห์ของกาแฟคืออะไร ทำไมเธอจึงยังอยู่กับมันได้ตลอด

อีกฝ่ายสบตากับเราด้วยสีหน้าผ่อนคลายทันที

“กาแฟเนี่ย” เธอเงยหน้ามองเพดานอย่างครุ่นคิด ท่าทางคำตอบจะเยอะมาก จนเรียบเรียงเป็นประโยคไม่ถูกอยู่นานสองนาน

“เสน่ห์ของมันคือการทำให้เราเรียนรู้ได้ตลอดเวลา มันน่าสนใจ สมมติคุณมีแฟนสักคน บางทีมันตันเพราะเรารู้ทุกอย่าง ไม่มีอะไรให้เซอร์ไพรส์ แต่กาแฟช่างมีอะไรให้ค้นหา ลึกลับซับซ้อน สายพันธุ์ใหม่ก็มา บางอย่างมีมานาน แต่กลับมีวิวัฒนาการต่อเนื่องไม่หยุด

“กาแฟไม่เคยทำร้ายใคร มันมีความเฉพาะตัวในแง่ของธุรกิจด้วย อย่างช่วงโควิด-19 ยอดขายก็สูงสุด” เธอยกตัวอย่างการปิดยอดขายของ Bluekoff ที่ทำให้ต้องยกมือเฮ! แต่นั่นก็เพราะทุกคนร่วมด้วยช่วยกัน และทุกคนมีความพยายามในการพัฒนาตัวเอง

คุยกับ นุ่น-ณัฏฐ์รดา คุณะวิวัฒนานนท์ ผู้บริหารที่คลั่งไคล้กาแฟ จนก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอ Bluekoff ตั้งแต่อายุ 27

“นุ่นมาถึงจุดนี้ได้ใน Bluekoff และวงการกาแฟ ยอมรับว่าผู้ใหญ่ใจดี แต่เขาจะไม่สนับสนุนเลย ถ้าเราไม่ได้พัฒนาตัวเองมาก่อน ไม่ศึกษามาก่อน ไม่เตรียมตัวมาก่อน ณ โมเมนต์ที่เขาให้โอกาส นุ่นโคตรพร้อมที่จะรับโอกาส แม้กระทั่งการไปดูโรงคั่ว นุ่นไม่ได้รอโอกาส แต่นุ่นสร้างโอกาสด้วย มันอยู่ที่ว่าคุณพร้อมเปิดโอกาสให้ตัวเองแค่ไหน และคุณยินดีทำงานหนักเพื่อพัฒนาตัวเองไหม”

นุ่นสรุปให้ฟังอีกอย่างว่า ต้นทุนชีวิตของคนอาจไม่เท่ากัน แต่สิ่งที่เรามีเท่ากันคือ ‘เวลา’

หญิงสาวคนนี้รู้ว่าเธอจะบริหารเวลาอย่างไร เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าในความรู้และอาชีพการงาน จึงทำให้เธอมาไกลถึงจุดนี้ในวัยที่เพิ่งย่างเข้าเลข 3 ได้ไม่กี่ปี

“นุ่นทำงานเป็นซีอีโอตอนอายุ 27 เรื่องอายุมีผลต่อการทำงาน เนื่องจากประเทศไทยมีสิ่งที่เรียกว่า ‘วัยวุฒิ’ ที่ต่างชาติไม่มีกัน เขามี Seniority แต่วัยวุฒิเป็นสิ่งที่คนไทยค่อนข้างจริงจัง ปัญหาเรื่องอายุจะมีแค่ช่วง First Impression เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญกว่าคือเราดีลกับผู้ใหญ่อย่างไร คุณรีแอ็กกับสิ่งที่เกิดขึ้นแบบเด็ก ๆ หรือคุณหัดเรียนรู้จากคนที่เป็นผู้ใหญ่ว่าเขาจัดการอย่างไร”

การทำงานกับศุภชัยทำให้เธอรู้จักความใจเย็นและกลยุทธ์อ่อนนอก แข็งใน เตรียมพร้อมพบเจอกับคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติ โดยเปิดรับความต่างของแต่ละคน และตั้งใจ ‘ฟัง’ เพื่อความเข้าใจ จากนั้นจึง ‘พูดคุย’ ด้วยความใส่ใจ

ซีอีโอที่สละเวลารับประทานอาหารเที่ยงมาพูดคุยกับเราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับสายสำคัญ จังหวะนั้นเราเห็นรอยสักเล็ก ๆ ที่แขนของเธอ เมื่อนุ่นวางสาย เราจึงขอเปลี่ยนบทสนทนาไปเรื่องที่ผ่อนคลายกว่า คือความรักที่เธอมีต่อกาแฟถูกส่งผ่านรอยสักบนตัวบ้างไหม

“มันไม่ได้หมายถึงกาแฟโดยตรง แต่คือแรงบันดาลใจของชีวิตในการทำเพื่อกาแฟ” เธอโชว์รอยสักจากหนังสือชื่อ Manual of the Warrior of Light ของ Paulo Coelho ให้เราชม รอยนั้นมีลักษณะเหมือนดอกไม้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่มีอยู่ในหนังสือทุกหน้า

“ในนั้นมีบทที่บอกว่าเมื่อ Warrior of Light เจออุปสรรคจะทำอย่างไร เราว่าใช้หลักการของเขาทำให้ตัวเองมีประโยชน์ในการพัฒนากาแฟไทยได้ หนังสือเล่มนี้จึงเหมือนเกิดมาเพื่อเรา เพราะการที่เราจะเป็นผู้พัฒนากาแฟไทย โดยเฉพาะจุดที่ยืนอยู่ ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ หรือการพัฒนาที่ต้นน้ำ พอมันพัฒนาตลอด ภาพใหญ่มันยากและเยอะ หนังสือเล่มนี้ทำให้เรารู้สึกว่าต้องเป็น Warrior of Light ถึงจะรอด”

เธอบอกว่า ไม่สักเป็นรูปกาแฟ เพราะมันตรงเกินไป และรอยสักของเธอทุกรอยมีผลต่อระดับจิตวิญญาณ ไม่ใช่แค่ความชอบ

นุ่นโชว์รอยสักอื่นผ่านหน้าจอ มีทั้งรอยดาวินชี และสัญลักษณ์อินเดียนแดงที่หมายถึง Leadership Energy และ Humble เธอยังปิดท้ายหัวข้อด้วยว่า การสักเป็นความท้าทายชีวิตอย่างหนึ่ง ที่ต้องพร้อมทำงานหนักกว่าคนอื่นเพื่อพิสูจน์ตัวเอง เพราะสังคมบางส่วนยังมองคนมีรอยสักไม่ดีนัก

คุยกับ นุ่น-ณัฏฐ์รดา คุณะวิวัฒนานนท์ ผู้บริหารที่คลั่งไคล้กาแฟ จนก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอ Bluekoff ตั้งแต่อายุ 27

เราคิดว่า เธอเป็นผู้หญิงที่ทำงานหนักในทุกด้าน ถ้าอย่างนั้นในวันที่เหนื่อย อะไรเป็นสิ่งเยียวยาเธอ

“วันไหนที่เหนื่อยเหมือนจะตาย แค่ได้ชิมกาแฟที่เข้า Top 10 ก็หายเหนื่อยแล้ว หรือถ้าคืนนั้นมีเวลาคิดทบทวนถึงเรื่องราวที่ผ่านมา รวมถึงความสำเร็จเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่บ่งบอกว่าวงการกาแฟไทยกำลังเดินไปข้างหน้า เท่านั้นก็หายเหนื่อย เพราะจากที่เราเดินทางกันมา มันมาไกลมาก

“ส่วนการเยียวยารายวัน ถ้าเป็นโซฟาตัวเดิมกับเบียร์ 1 กระป๋องก็โอเคแล้ว” เธอเสริม

ตลอดการสนทนา เราตั้งข้อสังเกตว่า จุดมุ่งหมายของเธอถูกตั้งขึ้นและดำเนินไปเพื่อคนอื่นในสังคมเสมอ นุ่นบอกว่านั่นคือความเห็นแก่ตัวของเธอที่อยากทำตัวให้เป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้น การทำเพื่อคนในวงการกาแฟไทยจึงเป็นเป้าหมายอันเห็นแก่ตัวของเธอเอง

“ตอนนี้วงการพัฒนาขึ้นเยอะ การทำงานของเรากับเกษตรกรที่ต่างวัยกันยังคงมีอยู่ แต่ในอนาคต เรารู้ว่าวงการนี้จะไปไกลมาก เพราะคนรุ่นใหม่กลับบ้านไปทำมากขึ้น พวกเขากล้าลอง เจเนอเรชันเปลี่ยนและโต และจะไม่กลับไปที่เดิม ด้วยความที่คนรุ่นใหม่ตัดสินใจเร็ว สิ่งที่พลาดจะมีเยอะขึ้น แต่จะเกิดการพัฒนาที่รวดเร็ว

“ยกตัวอย่าง การประกวด 10 สุดยอด Thai Specialty Coffee Awards เมื่อปีที่แล้ว เกษตรกรพลาดเยอะมาก หมักกาแฟมาแบบน้ำส้มสายชู กรรมการก็ท้องเสีย คะแนนต่ำ ไม่ได้แย่ เพราะเป็นกระแสกาแฟหมัก เกษตรกรยังจับจุดไม่ถูก แต่เพราะเขาลองแล้วพลาด พอมาปีนี้ปรากฏว่า เกษตรกรรุ่นใหม่จับจุดได้ เขาแชร์ข้อมูลกันจนผลลัพธ์ดีมาก Top 20 คะแนนต่ำคือ 85 ซึ่งถือว่าสูง ภาพรวมกาแฟไทยอัปขึ้นมาเฉลี่ย 3 – 4 แต้ม แปลว่าเขาพลาดแล้วเรียนรู้ นี่คืออนาคตของกาแฟไทย เป็นวัฏจักรที่คล่องตัว ลอง-ผิด-ทำใหม่ นุ่นจะรอดูนวัตกรรมใหม่ ๆ ในอนาคต”

คุยกับ นุ่น-ณัฏฐ์รดา คุณะวิวัฒนานนท์ ผู้บริหารที่คลั่งไคล้กาแฟ จนก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอ Bluekoff ตั้งแต่อายุ 27

เธอทิ้งท้ายว่า ในวัยเด็กเคยมีความฝันที่จะเก็บเงินเยอะ ๆ เพื่อเปิดร้านกาแฟในวัยเกษียณ แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าความฝันนั้นลอยหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่

ซีอีโออนาคตไกลนึกไม่ออกว่า ชีวิตจะเป็นไปในทิศทางใดหากไม่ได้ทำงานด้านนี้แล้ว

“การขาดกาแฟไปเหมือนชีวิตไร้จุดหมาย นอกจากงานบริหารที่มีความรู้อยู่แล้ว ก็คงต้องมองหาเป้าหมายชีวิตใหม่ เป็นเป้าหมายที่มีคุณค่าเพื่ออะไรสักอย่างเหมือนเดิม ตายไปจะได้ไม่เสียดาย แต่ตอนนี้ถ้าเราอยู่ในวงการแล้วทำตัวมีประโยชน์ได้ก็ดี นุ่นอยากเตรียม10 สุดยอดกาแฟไทยไปกระจายให้คนลองกิน อยากโปรโมตกาแฟไปเมืองนอก นี่คือเรื่องเล็ก ๆ ที่อยากทำ ก็กาแฟไทยมันดีอย่างนั้นแหละค่ะ (ยิ้ม)”

เราขอลาปลายสายไปรับประทานอาหารกลางวันอย่างอิ่มเอมใจ คงไม่มีใครเชื่อว่าความสงสัยใคร่รู้ของเด็กหญิงคนหนึ่ง จะสร้างผู้บริหารที่เปลี่ยนความชอบเป็นการงานที่มั่นคงได้ ทั้งงานนั้นยังไม่ได้มอบประโยชน์ให้เพียงตัวเอง แต่ยังเผื่อแผ่ถึงคนรอบข้างตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จากยอดดอยจนถึงใครสักคนที่สดชื่นและหายปวดหัวเมื่อได้ดื่มกาแฟ

ป.ล. ปัจจุบัน นุ่นดื่มกาแฟวันละ 2 แก้ว แก้วละประมาณ 300 ซีซี (เผื่อใครสงสัยว่าเธอติดกาแฟมากกว่าคนทั่วไปหรือเปล่า)

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

สโรชา อินอิ่ม

Freelance photographer ชอบความอิสระ ชอบเดินทางท่องเที่ยว บันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่าย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load