ตอนยังเล็ก เป็นเด็กติดการ์ตูน สิ่งหนึ่งที่เราใฝ่ฝันอยากทำได้คือการเดินทางข้ามเวลา จนอยากมีโดราเอมอนเป็นของตัวเอง 

ตอนโตเป็นวัยรุ่น พอได้รู้จักอาชีพนักโบราณคดี จึงเข้าใจว่าการเดินทางข้ามเวลาไม่จำเป็นต้องมี Time Machine หรอก เพียงปลุกชีพคนในอดีตจากวัตถุโบราณใต้ดินที่เราเหยียบอยู่นี่แหละ

ไม่ใช่แบบ Richard O’Connell ใน The Mummy 

แต่ปลุกเรื่องราววิถีชีวิตของคนโบราณ ด้วยการขุดโบราณสถานเพื่อพิสูจน์ความเป็นมา 

ตอนโตเป็นผู้ใหญ่ เพิ่งได้รู้จักคนอีกกลุ่ม เป็นอาชีพที่เกศสุรางค์ใน บุพเพสันนิวาส ไม่ได้เอ่ยถึง หรือ Dr. Jones ใน Indiana Jones ไม่ได้บอก คือ ‘นักโบราณคดีเมือง’ นักสืบทางประวัติศาสตร์ที่ทั้งขุดค้นและขุดคุย ค้นวัตถุโบราณในแถบเมืองที่แผนที่โบราณบอกว่าในอดีตเคยมีใคร อะไร อยู่ตรงไหน และคุยกับชาวบ้านร้านตลาด เสาะหาความทรงจำของคนในพื้นที่เมืองไม่ว่าเล็กใหญ่ มาทาบขนานกับประวัติศาสตร์ ให้เกิดเป็นเรื่องราวจากหลายมิติเวลา แล้วจัดช่อเข้าเป็นเรื่องเล่าของหลากชีวิตในพื้นที่นั้นๆ

ฝันขนาดเล็กของนักโบราณคดีเมือง หวังเพียงการจดจำและการอนุรักษ์ ไม่ให้ใครหรืออะไรในอดีตเลือนหายไปตามกาลเวลา ส่วนฝันขนาดใหญ่ คือการได้เติมข้อเท็จจริงที่ขุดเจอจากไซต์กลางเมือง สักหน้าหนึ่งในหนังสือเรียนวิชาประวัติศาสตร์ไทย 

ไม่รู้เป็นความบังเอิญหรืออะไร ก่อนวันนัดสัมภาษณ์ เราได้เรียนรู้จากข่าวที่ไหลบนนิวส์ฟีดตลอดสัปดาห์ว่าการไม่ถูกบอกให้รู้นี้ ทำให้เราเห็นภาพการขุดสนามฟุตบอลโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งการรื้อบ้านเขียวเมืองแพร่ โดยขาดผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดี

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ

วันนี้ หลังจากได้คุยกับ ผศ. ดร.กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีผู้เชี่ยวชาญศาสตร์โบราณคดีเมืองหนึ่งเดียวของกรุงเทพฯ ในไซต์ใจกลางเยาวราช จาก readthecloud.co เราขอสวมบทบาทเป็น jobsDB.com แนะนำอาชีพที่เปรียบเป็นแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ผู้ฟื้นฟูความทรงจำเมืองและคนเมือง ให้อาชีพใกล้ตัวเรานี้ไม่ถูกหลงลืมเหมือนบางเรื่องราวบนหน้าประวัติศาสตร์

ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร

นักโบราณคดีตัวจริงเสียงจริงตรงหน้าบอกเราว่า โบราณคดีเป็นวิชาที่คนเรียนน้อย และนักโบราณคดีเป็นอาชีพที่คนน้อยมากจะรู้จัก ในประเทศไทยเปิดสอนอยู่ที่เดียว คือคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ดังนั้น ‘นักโบราณคดีเมือง’ จึงอยู่ในสเตตัส ‘ละไว้ในฐานที่เข้าใจ’

“นักโบราณคดีเมือง พูดง่ายๆ ก็คือนักโบราณคดีนี่แหละ ศาสตร์ของอาชีพนี้คือสืบเรื่องจากอดีตแล้วเอามาเล่าใหม่ ให้คนปัจจุบันรู้ว่าเคยเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่นักโบราณคดีศึกษาคือข้าวของเครื่องใช้โบราณที่คนในอดีตทิ้งไว้”

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ
เครื่องถ้วยที่ขุดเจอใต้ชุมชนเลื่อนฤทธิ์ เยาวราช

ปัจจุบันที่เรามีสร้อย แหวน นาฬิกาข้อมือ โทรศัพท์มือถือ ในวันใดวันใดวันหนึ่งวัตถุรุ่นใหม่ล่าสุดพวกนี้อาจถูกทิ้ง ทำลาย หรือยังหลงเหลืออยู่ แต่กลายเป็นขยะโบราณที่ถูกทับถมไปเป็นสิบๆ จนร้อยๆ ปี วันข้างหน้าเมื่อนักโบราณคดียุคใหม่มาเจอ ก็จะต้องสืบเสาะเรื่องจากสิ่งของเหล่านี้ เพื่อดูว่าสมัยเราคนเป็นยังไง กินยังไง มีทัศนคติยังไง ไปจนถึงมีจิตวิญญาณยังไง

ในความเหมือน มีความต่าง สิ่งที่คั่นระหว่างนักโบราณคดีเฉยๆ กับนักโบราณคดีเมือง ขั้นตอนหรือวิธีการทำงานอาจไม่ใช่คำตอบ หากแต่เป็นพื้นที่ หรือออฟฟิศกลายๆ ชั่วคราวของนักโบราณคดี 

“แต่นักโบราณคดีเมือง หรือที่เรียกภาษาอังกฤษว่า Urban Archaeology สนใจศึกษาและทำงานในเมือง หรืองานที่เกี่ยวข้องกับเมือง” 

เพราะนักโบราณคดีมีหลายเรื่องที่จะศึกษา ไม่ใช่แค่เรื่องเมือง เช่นอีกหนึ่งในหลายแขนงคือ ‘นักโบราณพฤกษคดี’ ที่สนใจเกี่ยวกับพืชพันธุ์โบราณ งานของพวกเขาคือนำดิน เมล็ดพันธุ์ในดิน หรือละอองเรณู ไปพิสูจน์ว่าพื้นที่นั้นเคยมีพืชใดขึ้น เพื่อ Reconstruct สวนโบราณขึ้นมาใหม่ให้คนรู้จัก

“นักโบราณคดีอาจจะเหมือนอินเดียน่า โจนส์ ไปสำรวจถ้ำ ไปขุดค้นวัตถุในที่ห่างไกล แต่ถ้าเป็นนักโบราณคดีเมือง งานสำรวจอยู่ในเมือง อย่างที่เห็นว่ามีคนปัจจุบันเดินไปเดินมา ใช้ชีวิตซ้อนทับอยู่บนคนรุ่นอดีต เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราต้องเจอก็คือคน คนในปัจจุบันนี่แหละที่เราต้องเกี่ยว ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านหรือหน่วยงานรัฐ”

เรื่องที่เราอาจนึกไม่ถึงคือ จะเป็นนักโบราณคดีเมือง นอกจากขุดค้นโบราณสถาน ยังต้องขึ้นโรงพัก หรือแม้กระทั่งสำนักการระบายน้ำ

“พื้นที่ตรงนั้นเกี่ยวกับใคร เราเกี่ยวทุกอย่าง”

อาจารย์กรรณิการ์เลกเชอร์วิชาโบราณคดีเมือง 101 ว่าเนื้องานเป็นแบบนี้

ต้องเป็นนักศึกษา ศึกษาข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ของพื้นที่โบราณสถานในเมืองเสียก่อน 

ต้องเป็นผู้ประเมิน นำข้อมูลทั้งความรู้ งบประมาณ เวลาที่มี มาประเมินว่าพื้นที่นั้นควรลงมือขุดมั้ย ไม่ใช่มุ่งแสวงหาความรู้อย่างเดียว 

ต้องเป็นนักเขียน เขียนจดหมายขออนุญาตกรมศิลปากร หน่วยงานซึ่งมีพันธกิจโดยตรงต่อศิลปะและทรัพย์สินมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ เพื่อขุดค้นทางโบราณคดี 

ต้องเป็นนักขุดเจาะ ขุดค้นแบบงานแฮนด์เมดอย่างประณีตด้วยเกรียง และเก็บกู้โบราณวัตถุไปสืบเสาะจากเอกสารและเจาะข้อมูลชาวบ้านว่าสมัยก่อนเมืองและคนเมืองย่านนี้เคยเป็นยังไง

นักเรียนอย่างเราเริ่มนั่งไม่ติด อดยกมือถามไม่ได้ 

“ต้องเรียกนักโบราณคดีเมืองก่อน หรือขุดเจอก่อนค่อยเรียกนักโบราณคดีเมือง”

“เอาจริงๆ เขาไม่รู้หรอกว่าต้องเรียกเราก่อน มีใครรู้มั้ยเวลาที่บ้านขุดเจอโบราณวัตถุแล้วต้องเรียกนักโบราณคดีเมือง ไม่มีใครรู้ ไม่ต้องในเมือง ที่ไหนก็ได้ คนทั่วไปไม่รู้ว่าต้องทำ”

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ

หยุดไม่ได้หรอก

ทุกวันนี้โลกหมุนไว มองไปทางไหนมีแต่การก่อสร้าง ไม่ว่าจะโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย อุโมงค์หน้าพระลาน สนามหลวง หรือรถไฟฟ้า เมืองเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ‘เรา’ ที่หมายรวมถึงนักโบราณคดีเมือง จึงไม่มีทางห้ามการพัฒนาหรือการเติบโตของเมืองได้ 

“คนที่จะเรียกนักโบราณคดีเมืองมามีน้อย เพราะการจะขุดค้นทางโบราณคดีต้องใช้เงิน และต้องใช้เวลา แต่งานก่อสร้างต้องการรีบ เพราะฉะนั้น มันสวนทางกัน งานโบราณคดีเป็นงานเชิงอนุรักษ์ เราต้องเก็บของ ต้องรักษาของ เวลาเราขุด เราเก็บมาทีละชิ้น ให้ได้รูปทรงสมบูรณ์ แต่ในขณะเดียวกันเขาใช้รถแบ็กโฮจ้วงขุด จบ ได้มาเป็นเศษแล้วโกยทิ้ง เขาไม่รู้หรอกว่าคืออะไร มันจึงหายไปหมด

“ยกเว้นหน่วยงานที่สนใจจริงๆ หรือหน่วยงานที่อยู่ในความคุ้มครองตามกฎหมาย อย่างในกรุงรัตนโกสินทร์ที่ถูกบังคับตามกฎหมายอยู่แล้วว่าอยู่ในพื้นที่คุ้มครอง เวลาจะทำอะไรต้องผ่านคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์” 

แถวเยาวราชที่เรากำลังนั่งคุยกันอยู่นี้มีโครงการก่อสร้างให้เห็น แต่ถ้าถามว่ามีนักโบราณคดีเมืองประจำมั้ย อาจารย์ตอบได้เลยว่านับที่ได้ 

“ในกรุงเทพฯ ก่อน COVID-19 ก็ขุดศุลกสถาน ตอนนี้ที่ขุดอยู่ก็มีอุโมงค์หน้าพระลาน วัดชนะสงคราม เยอะนะ เปรียบเทียบทางความหนาแน่น กรุงเทพฯ มีบริเวณขุดค้นทางโบราณคดีที่เยอะที่สุดในประเทศ มีขุดตลอด ถ้านับในช่วงยี่สิบสามสิบปีมานี้ปีหนึ่งมีหลายครั้ง แต่คนไม่ค่อยรู้ เพราะงานโบราณคดีเหมือนงานลูกเมียน้อย” 

“แสดงว่าทุกบริษัทก่อสร้างจำเป็นต้องมีนักโบราณคดีเมือง”

“ถ้าพูดจริงๆ มันต้องมี แต่ยังไม่มีกฎหมายรองรับว่าต้องมี ในกรุงรัตนโกสินทร์ โครงการใหญ่ๆ ต้องขอมติคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ คณะกรรมการฯ ก็จะให้มีเป็นปกติ แต่กับงานก่อสร้างเล็กๆ หน่วยงานอื่นก็มีหน้าที่ของเขา แค่เรายังไม่ถูกเชื่อมโยงให้รู้ว่าจะต้องทำงานร่วมกันอย่างไร”

ที่บอกว่านักโบราณคดีเป็นตำแหน่งจำเป็นในบริษัทก่อสร้างไม่ใช่เรื่องเกินจริง เพราะการจะก่อสร้างอาคารใหม่ทับบนที่เก่า ต้องมีการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งนอกจากอากาศ ชุมชน แรงสั่นสะเทือน อีกอย่างที่ลืมไม่ได้คือ สิ่งแวดล้อมทางโบราณคดี

“สถานทูตอังกฤษเราก็ทำ Dusit Central Park เราก็ทำ ดุสิตนี่ขุดให้รู้ว่ามีหรือไม่มีเพื่อเก็บกู้ และดูว่าจะดำเนินงานก่อสร้างได้มากน้อยแค่ไหน”

“ไม่ใช่แค่มีโบราณวัตถุแน่ๆ แล้วขุด แต่ไม่รู้ว่ามีรึเปล่า มาดูหน่อย ก็ได้” 

“ใช่ งานโบราณคดีเมืองที่ Dusit Central Park มีการประเมินตำแหน่งที่ตั้งของโรงแรมว่ามีโบราณวัตถุเหลืออยู่มั้ย เพราะแต่ก่อนเป็นบ้านเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) แล้วโดยรอบที่จะก่อสร้างในระยะร้อยเมตรมีโบราณสถานใกล้เคียงมั้ย ฝั่งตรงข้ามก็สถานทูตอเมริกา หรือราชกรีฑาสโมสร บ้านอับดุลราฮิมก็ตั้งอยู่ข้างๆ ระหว่างก่อสร้างจะเกิดผลกระทบต่อโบราณสถานที่รายรอบ ทำให้สั่นสะเทือนมั้ย เกิดฝุ่นมั้ย ก็ต้องเจรจากัน ต้องคุยกันว่าจะลดทอนผลกระทบยังไง งานโบราณคดีเมืองจึงไม่ได้สัมพันธ์กับแค่โบราณคดี ประวัติศาสตร์ ชุมชน แต่เกี่ยวข้องกับสถาปัตย์ วิศวะ การผังเมือง ด้วย” 

นักขุด-นักคุย

ในฐานะเป็นอาชีพที่คนมักมองว่าไกลตัว สิ่งไหนที่คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับนักโบราณคดีมากที่สุด 

“นักโบราณคดีขุดซากไดโนเสาร์”

อ้าว…

 “นั่นนักธรณีวิทยา ที่ศึกษาบรรพชีวิน โบราณคดีเราศึกษาเรื่องคนแค่ชั้นดิน แต่ถ้าเรื่องซากดึกดำบรรพ์ในชั้นหินต้องนักธรณีวิทยา หินมันอยู่ใต้ดินไปอีก และคนชอบสร้างภาพว่านักโบราณคดีถือค้อน นักโบราณคดีถือเกรียงนะ นักธรณีวิทยาน่ะถือค้อนมีปลายแหลม นักโบราณคดีใช้เกรียงขุดดิน แปรงปัดดิน จอบเสียมเครื่องมือหนักเราก็ใช้สำหรับหินแข็ง ดินแข็ง ขึ้นอยู่กับแหล่งขุดค้น” 

และข้อนี้สำคัญ นักโบราณคดีไม่ได้ใส่ชุดนักสำรวจเสมอไป

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ

“เป็นรสนิยมส่วนบุคคล มีคนแต่งแบบนั้นอยู่ แต่ไม่ใช่ทุกคน แต่งธรรมดาก็มี” อาจารย์หัวเราะ

ลบภาพอินเดียน่า โจนส์ ออกไปซะ นักโบราณคดีในชีวิตจริงเขาไม่ได้ถือแส้ แต่ถือเกรียง สมุดบันทึก ปากกาดินสอ ตลับเมตร สวมเสื้อแขนยาว รองเท้าผ้าใบ แต่ยกให้ 1 ข้อที่เหมือน คือหมวก เพราะแดดมันร้อน และขาดไม่ได้เลย แผนที่ 

แต่ละพื้นที่ในประเทศหรือบนโลกมีผืนดินต่างกัน เราพอรู้อยู่แล้วว่าจังหวัดไหนในประเทศไทยเคยเป็นทะเล เคยเป็นชายทะเล มาก่อน นักโบราณคดีเมืองก็รู้ และรู้อีกด้วยว่าต้องขุดแต่ละพื้นที่ลึกแค่ไหน 

“กรุงเทพฯ เคยเป็นทะเล ขุดไปสักเมตรหนึ่งก็เจอน้ำใต้ดินแล้ว ขุดได้แค่นั้น แต่ถ้าคุณไปลพบุรี ขุดสิบเมตร นั่นแหละทวาราวดี แต่ละที่ไม่เหมือนกัน เรื่องความลึกเราใช้ประสบการณ์ ไม่ใช่อยู่ๆ นักโบราณคดีจะขุดตรงนี้แหละ จ้วง

“อย่างที่บอก เราต้องศึกษาจากแผนที่หรือแผนผังโบราณเท่าที่เราพอจะหาได้ก่อน เอามาซ้อนทับกันเป็นเลเยอร์ แล้วหาเอกสารโบราณ พงศาวดาร หรือแม้กระทั่งงานวิจัยเดิม ให้รู้ว่าแต่ก่อนพื้นที่นี้เคยมีเรื่องเล่าอะไร และถามชาวบ้านแถวนี้เลยว่าตรงนี้เคยมีอะไรก่อนตัดสินใจขุด เคยถามอาเจ็กคนหนึ่ง อาเจ็กก็บอกว่า ตอนเด็กๆ อั๊วเคยขุดเจอคันฉ่องโบราณในบ้านนี่แหละ”

 แต่ใช่ว่าปรารถนาขุดแห่งใด จะได้ขุดแห่งนั้น 

“บางทีจะขุดตรงหน้าประตู แน่ใจว่าตรงนี้ต้องเจอของดีแน่ ต้องเจอวังแน่ แต่ถ้าคนต้องใช้สัญจรเข้า-ออกตลอดเวลา หรือตรงนั้นเกี่ยวข้องกับความเชื่อของคน เคยเป็นที่ตั้งศาลโบราณ เราก็ต้องเคารพ และอาจจะขุดไม่ได้เลย นี่คือสิ่งที่ต่างจากโบราณคดี เพราะโบราณคดีเมืองมันมีคน”

“งานนี้ให้ความสำคัญกับคน มากกว่าประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นดิน” เราทัก

“มันต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการใช้ชีวิตของคนปัจจุบันกับสิ่งที่เราต้องการ ไม่ใช่ยึดแต่ตัวเราแล้วทำให้คนอื่นเดือดร้อน ปัจจุบันมีการวัดมูลค่าทางเศรษฐกิจว่าซอยนี้คนเข้าคนออกเท่าไหร่ ตรงนี้ชุมชนใช้งานมากน้อยแค่ไหน อยู่ๆ เราจะขุดศึกษาอย่างเดียว ห่วงแต่อดีตจนหลงลืมคนปัจจุบันไม่ได้ เพราะเราจะทำให้สังคมไม่เคลื่อนไหว ซึ่งตอนนี้เรากำลังพยายามทำให้ทั้งสองเรื่องเดินไปด้วยกัน ให้งานอนุรักษ์อยู่ร่วมกับการพัฒนาได้อย่างพอดี นี่คือหัวใจของงานโบราณคดีเมือง”

สืบจากขยะโบราณ

หากกรุงเทพฯ เป็นแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ขอสมมติว่าเขตใหม่อย่างลาดพร้าวจะมีแหล่งโบราณคดีเมืองกับเขามั้ย

“ตามประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ เรารู้กันว่าบริเวณใจกลางกรุงที่มีการตั้งถิ่นฐานของชุมชน ก็คือสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรีกับฝั่งพระนคร ถ้าห่างออกไปจากจุดศูนย์กลางนี้แล้ว ความหนาแน่นก็จะน้อยลงเรื่อยๆ เพราะว่าเป็นถิ่นใหม่”

นั่นเท่ากับว่าจะมีของได้ ก็ต้องมีคน ซึ่งนักโบราณคดีเมืองรู้อยู่แล้วก่อนขุดเสียอีก

“เรารู้อยู่แล้วตามประวัติศาสตร์ รู้ว่าขุดตรงไหนจะเจออะไร ไม่งั้นเราไม่ขุด เพราะนักโบราณคดี เวลาทำงาน การขุดดินทุกครั้งเรามองว่าเป็นการทำลายหลักฐานทางโบราณคดี เพราะขุดปั๊บข้าวของพวกนี้จะไม่อยู่ตำแหน่งเดิมอีกต่อไป เพราะเราเคลื่อนย้ายเขาออกมา นักโบราณคดีให้ความสำคัญกับตำแหน่งเดิมมากๆ เราต้องบันทึกว่าอยู่ลึกเท่าไหร่ อยู่ตำแหน่งไหนในอดีต ที่เราเรียกว่า In situ” 

ที่ว่าการขุดค้นทางโบราณคดีมีตลอดมาในช่วงยี่สิบสามสิบปี ทำไมเรากลับเพิ่งมารู้ตอนสร้าง MRT สนามไชย

“งานขุดค้นทางโบราณคดีเมืองขนาดใหญ่ครั้งแรกยกให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อ พ.ศ. 2537 ตอนนั้นเขาจะสร้างหอสมุดปรีดี พนมยงค์ แล้วขุดเจอกำแพงกรุงรัตนโกสินทร์เดิม ปัจจุบันเขาอนุรักษ์ไว้ให้เป็นความรู้ ต่อจากนั้นก็มีงานโบราณคดีเมืองเมื่อมีการบูรณะหรือก่อสร้างอาคาร” 

จนกระทั่งครั้งใหญ่อีกครั้ง ไม่ใช่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่เป็นตอนทำมิวเซียมสยาม พ.ศ. 2549 เป็นโชคดีครั้งเดียวในประวัติศาสตร์โบราณคดีเมือง ที่นักโบราณคดีเมืองได้มติให้ขุดทั้งพื้นที่เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์โบราณวัตถุของคนในอดีตอย่างเต็มที่ 

“ตอนนั้นต้องขุดทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ด้านหน้าก็คือทางลง MRT เจอซากวังเจ้านายเดิมสมัย ร.3 – ร.5 เพราะแถบนั้นทั้งหมดเป็นวังเจ้านาย แล้วทางด้านหลังก็ขุดเจอซากป้อมวิไชยเยนทร์ ป้อมโบราณที่อยู่ตรงข้ามกับป้อมวิไชยประสิทธิ์ฝั่งธนบุรี มันคือป้อมบางกอกสองฝั่งที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

“พอมาสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่สามก็โปรดฯ ให้สร้างวังเจ้านายในพื้นที่นี้ เรียกว่าวังท้ายวัดพระเชตุพน จะมีห้าวัง อยู่ในพื้นที่มิวเซียมสยามสี่วัง ขุดเจอฐานรากเต็มไปหมดเลย ที่น่าตื่นเต้นคือเจอเปลือกหอยมุกมากมาย เพราะแถวนั้นเจ้านายที่ทรงกำกับกรมช่างมุกเคยประทับ ทรงทำพวกบานประตูหน้าต่างประดับมุก หรือเครื่องไม้ใช้สอยอย่างเครื่องมุก คาดว่าน่าจะออกมาจากแหล่งผลิตที่นี่ รวมถึงมีขวดน้ำหมึก เครื่องถ้วยยุโรป ขวดน้ำหอมโบราณฝรั่งเศสที่มียี่ห้อซึ่งยังอยู่จนปัจจุบัน 

“ถามว่านักโบราณคดีเมืองรู้ได้ยังไง เราดูแผนที่โบราณ มันจะบอกเลยว่าสมัยก่อนตรงนี้เป็นวังเจ้านาย ตรงนี้เป็นกระทรวง ถ้าเราเอาแผนที่สมัยอยุธยาซ้อนด้วยแผนที่โบราณสมัย 2450 แล้วเอา Google Maps มาซ้อนอีกรอบจะเห็นพัฒนาการของพื้นที่ นี่แหละคือเลเยอร์ของโบราณคดีเมือง เหมือนขนมเค้ก แต่เป็นขนมเค้กที่ไม่มีชั้น เพราะอาจมีการสืบเนื่อง เวลานักโบราณคดีขุด ต้องขุดไปถึงชั้นต่างๆ ชั้นล่างสุดคือสมัยกรุงศรีอยุธยา ชั้นบนถัดมาคือวังเจ้านาย ชั้นที่สามคือกระทรวง ชั้นบนสุดก็คือสิ่งที่เราเหยียบ อีกร้อยปีข้างหน้าตรงนี้ก็จะถูกถมไปเรื่อยๆ” 

แต่ละชั้นของการทับถมจะมีของของแต่ละยุค เวลานักโบราณคดีขุดแต่ละชั้นทำให้เรารู้ว่าของแต่ละยุคไม่เหมือนกัน จากรูปแบบ จากสี จากตัวอักษร ทำให้แยกเลเยอร์ได้ว่าชั้นนี้เป็นของคนสมัยนี้ ชั้นนี้เป็นของคนอีกสมัยหนึ่ง

นอกจากอาชีพนี้จะน่าสงสัยว่าทำอะไรกันบ้าง อีกข้อน่าสงสัยก็คือ ทำไม้ทำไมขุดยังไงก็เจอแต่ถ้วยชามรามไห หรือคนโบราณเขาถือเคล็ดว่าตอนย้ายบ้านห้ามขนไปด้วย

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ

“สมัยก่อนไม่มีระบบจัดการขยะให้เก็บมาทิ้งในที่เดียวกัน จึงยังมีเศษของใช้แตกหักหลงเหลืออยู่ ส่วนใหญ่ที่เราขุดเจอไม่ใช่ของดี น้อยมากที่จะเจอของสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เข้าใจว่าของดีๆ เขาเอาไปแล้ว อาจจะมีทั้งตกหล่นจนกระทั่งดินมาถม น้ำท่วม เกิดการทับถม หรือว่าตั้งใจทิ้ง แล้วคนก็เดินเตะไปเตะมาเหมือนถุงฮอลล์ที่เราขุดเจอบ่อยมาก

“หลังสำนักงานเขตคลองสานเคยเป็นป้อมเก่าสมัยรัชกาลที่สี่ ชื่อป้อมป้องปัจจามิตร เราขุดเจอซากฐานรากป้อมทั้งป้อมที่ชั้นล่างสุด แต่ชั้นบนเคยมีคนอยู่ จึงเจอขวด POND’s สมัยแรก พ.ศ. สองสี่เก้ากว่าๆ เจอห่อขนมสมัย พ.ศ. สองห้าหนึ่งกว่าๆ หรือเศษเหรียญ ช้อนสังกะสี จานสังกะสี เต้ารับสมัยคุณปู่ ซึ่งก็คือขยะ เราศึกษาขยะ ทำให้เรากำหนดอายุได้”

“มีอะไรเกินความคาดหมายกว่าเปลือกฮอลล์มั้ย”

“โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ที่สมัยก่อนเป็นสถานีรถไฟ และในสถานีรถไฟเคยเป็นที่ตั้งพระราชวังบวรสถานพิมุข หรือวังหลัง เขาติดต่อให้ไปดู เพราะเปิดผิวดินขึ้นมาแล้วเจอเรือใหญ่ ยาวประมาณ 25 เมตร อันนั้นยังไม่ว้าวนะ

“พื้นที่โรงพยาบาลปัจจุบันถูกขุดหมดแล้วเพื่อสร้างฐานราก สร้างที่จอดรถใต้ดิน เจอกระดูกช้าง ข้าวของเครื่องใช้ เรือใหญ่ เยอะแยะเต็มไปหมด เหลือกลุ่มพื้นที่ให้ขุดได้ไม่กี่แห่ง เพราะทางด้านหน้าที่เป็นอาคารสถานีรถไฟธนบุรีเดิม ปัจจุบันเป็นพิพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน เทปูน วางเสา เข้าไปไม่ได้เลย กับตรงทางเข้า-ออก ถ้าเราขุดคนก็ใช้งานไม่ได้ จึงเหลือพื้นที่เดียวคือสี่เหลี่ยมผืนผ้าด้านหลังอาคารพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน 

“เราขุดไปๆ แล้วเจอฐานป้อมพระราชวังหลังเฉยเลย เป็นความบังเอิญที่ไม่ตั้งใจว่าจะเจอ ที่ชอบเพราะว่าไม่เคยมีประวัติศาสตร์ที่ไหนบอกมาก่อนว่าตรงนี้มีป้อม ที่รู้ว่าเป็นป้อม เพราะหนึ่ง ลักษณะของสิ่งก่อสร้างเป็นก่ออิฐถือปูน เป็นรูปแฉกเหมือนหัวเพชร สอง ไปเจอบันทึกของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพบอกว่า ‘ที่นี่เคยมีป้อมมุมเมืองเก่ามาแต่ครั้งกรุงธนบุรี’ 

“ปัจจุบันที่เราทำผังเมืองก็แค่บอกว่าสมัยธนบุรียังมีป้อมวิไชยเยนทร์เหลืออยู่นะ แต่เราไม่เคยได้เห็นป้อมอย่างที่พูดเลย พอเราขุดเจอ มันจึงเป็นการสร้างองค์ความรู้ว่ามีป้อมอยู่ตรงนี้จริง” 

การขุดค้นเจอของที่ไม่เคยถูกบันทึกจึงสำคัญต่อนักโบราณคดีเมืองนักหนา เพราะถือเป็นการสร้างองค์ความรู้หน้าหนึ่งให้ประวัติศาสตร์ไทย ที่กว่าจะเพิ่มได้ ก็หายไปนานมาก เพราะประวัติศาสตร์ไม่เคยบอก 

ยุคประวัติศาสตร์สมัยรัตนโกสินทร์มีพงศาวดารเล่าหมดแล้วว่าพระเจ้ากรุงธนบุรีสู้รบอะไร สมัยรัชกาลที่ 1 ทรงย้ายเมืองมาตั้งที่ไหน แต่น้อยมากที่จะมีพยานหรือหลักฐานมายืนยันประวัติศาสตร์ ไม่เหมือนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่เรารู้จากหลักฐานที่เป็นโบราณวัตถุ ว่ายุคนั้นเป็นสังคมเกษตรกรรมล่าสัตว์ กินเนื้อ กินหอย การขุดเจอหลักฐานจึงเป็นทั้งเครื่องยืนยัน เป็นพยานเชิงประจักษ์ และเป็นเครื่องเพิ่มพูนความรู้ที่ไม่เคยปรากฏที่ไหนมาก่อน 

“ถ้าไม่ได้ขุด มันก็คงอยู่ใต้ดินอย่างนั้น ไม่มีใครรู้” อาจารย์บอก

ขุดแล้วไปไหน

“การขุดเจอหม้อชามรามไห เราเอามาทำอะไรต่อได้บ้าง” เราถาม

“ถ้าไม่ใช่คนที่สนใจจริงๆ เขาจะมองไม่ออกว่ามันคืออะไร มองไม่ออกเลยว่าสิ่งเหล่านี้เขาจะเอาไปทำอะไรต่อ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเก่าหรือไม่เก่า ต้องบอกก่อนเลยว่าสิ่งที่งานโบราณคดีขาด คือการประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วไปรู้จัก สร้างองค์ความรู้ว่ามันคืออะไร ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องใกล้ตัวมาก ขนาดคุณมาเยาวราชยังไม่รู้เรื่องเยาวราชสมัยก่อน หรือแม้กระทั่งบ้านใครอยู่แถวนี้เลย 

“รู้มั้ยว่างานโบราณคดีเกิดมาจากอะไร งานโบราณคดีเกิดมาจากความสนใจใคร่รู้ ต้องสงสัย สังเกต หน้าตา รูปร่าง รูปทรง นี้มันคืออะไร แล้วมันจะพาไปสู่สิ่งอื่นๆ ได้ คือเกิดความรัก ความหวงแหน ขอให้เกิดสองสิ่งนี้ก่อน ถ้าเกิดสองสิ่งนี้เมื่อไหร่ เราจะนำวัตถุพวกนี้ไปต่อยอดเป็นทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนในรูปแบบไหนก็ได้”

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ
ผลิตภัณฑ์โมเดลบ้านแบบโบราณในชุมชนเลื่อนฤทธิ์ เยาวราช ยุคต้นรัชกาลที่ 6
กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ
กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ
ผลิตภัณฑ์เครื่องถ้วยที่ได้แรงบันดาลใจจากลายเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ชิงกับเครื่องถ้วยญี่ปุ่นแบบนาริตะ
ที่ขุดเจอใต้ชุมชนเลื่อนฤทธิ์ เยาวราช

โบราณคดีในตำราคือการสร้างเรื่องราวของมนุษย์ในอดีตจากสิ่งของที่ขุดค้นได้ หรือจากการสำรวจทั้งบนดิน ใต้ดินแล้วสร้างเรื่อง ขณะเดียวกันโบราณคดีนอกตำราไม่ได้หยุดอยู่แค่การขุดค้น อธิบาย สร้างเป็นประวัติศาสตร์ให้อ่าน แต่นำวัตถุโบราณและความรู้มาบูรณาการกับศาสตร์อื่นๆ เพื่อร่วมกันพูด 

อย่างโครงการพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมย่านเยาวราชของมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก สกสว. บูรณาการคณะวิชาต่างๆ เข้าด้วยกัน เช่นงานของ รศ.จักรพันธุ์ วิลาวินีกุล ทีืนำลวดลายเครื่องถ้วยและอาคารที่ศึกษาทางโบราณคดีในชุมชนเลื่อนฤทธิ์พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

“เราไม่มองว่ามันเป็นแค่กายภาพ ถ้าเราอนุรักษ์แค่กายภาพ มันจะเป็นเมืองตุ๊กตา ไม่งั้นเราไปเมืองจำลองก็ได้ มันต้องนำทุนทางวัฒนธรรมนี้ออกมาใช้คู่กับชีวิตต่อไป” 

ลองนึกเล่นๆ ความฝันสูงสุดของนักโบราณคดีเมืองคือการได้ขุดเมืองเก่าทั้งเมืองรึเปล่า 

“นักโบราณคดีคืออาชีพที่คนเป็นจะมีนิสัยเหมือนกันอย่างหนึ่ง ตื่นเต้นเวลาเห็นของ ถามว่าอยากขุดมั้ย อยาก แต่มีความยับยั้งชั่งใจ เหมือนเป็นจรรยาบรรณ เพราะการขุดทุกครั้งถ้าเราไม่พร้อมนั่นเป็นการทำลาย ถ้าไม่รู้ว่าขุดเพื่ออะไร เราจะไม่ขุด ถ้าขุดถือว่าตอบสนองความต้องการส่วนตัว ซึ่งเราไม่ทำ แต่ถ้ามีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์เพราะพื้นที่จะเปลี่ยนไป อันนั้นต้องขุด ถ้ารัฐบาลมีงบศึกษาไม่อั้น นั่นเป็นความใฝ่ฝันของนักโบราณคดีเมือง

“แต่ปลายทางความฝันจริงๆ ของนักโบราณคดีเมืองอย่างเราคือเห็นคนทำแบบเราเยอะๆ ไม่ต้องขุดก็ได้ แค่อยากเห็นความร่วมมือที่เกิดจากหลายภาคส่วน จะเป็นชาวบ้าน สถาปนิก นักบัญชี ใครก็ได้ที่มีความรู้สึกรักเมือง มาช่วยกัน มาพูดคุยแบ่งปันความรู้ บูรณาการกัน เพื่อที่จะพัฒนาเมืองหรือย่าน โดยมีหน่วยงานที่มีอำนาจในการตัดสินใจ รัฐก็ดี เอกชนก็ดี สนับสนุนในการทำศูนย์มรดกวัฒนธรรมเมือง เพื่อเป็นศูนย์รวมข้อมูลความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเมืองทั้งหมด มีทุนให้ทำเรื่องเมือง เพื่อทำหน้าที่ดูแลรักษาเมือง”

เราปิดสมุด เก็บปากกา แล้วส่งคำถามสุดท้าย “คนเป็นสถาปนิกยังมีบ้านในฝัน แล้วเมืองในฝันของนักโบราณคดีเมืองหน้าตาเป็นยังไง”

อาจารย์กรรณิการ์นิ่งนึก

“เมืองเก่าที่อยู่ร่วมกับคนปัจจุบันได้ เป็นเมืองแห่งอนาคตที่ไม่ลืมอดีต”

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ

Writer

ศกุนตลา แย้มปิ๋ว

นักเรียนวรรณคดีที่มักเรื่องอาหาร ท้องถิ่น วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเดินทาง และเด็กจิ๋ว มีความฝันสามัญว่าอยากมีเวลาทำอาหารรสที่ชอบด้วยตัวเอง ตัวอยู่กรุงเทพฯ อัมพวา หรือเมืองกาญจน์ แต่ใจและภาพอินสตาแกรมอยู่ทุกที่ที่ไปเที่ยว

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ปลายเดือนเมษายน 2565

ผมมีโอกาสเดินทางไปร่วมเป็นเกียรติในงานแต่งงานของพี่ชายที่เคารพท่านหนึ่ง ซึ่งคร่ำหวอดอยู่ในวงการบันเทิงและแวดวงสื่อมาเป็นเวลายาวนาน รวมถึงสื่อที่ผ่านเสียงที่เรียกว่า วิทยุกระจายเสียง

โดยนวัตกรรมความบันเทิงหลังสุดนี่เองที่ทำให้เราได้มาพบและวิสาสะกันเป็นเวลาหลายปี

ช่วงท้ายของปลายปาร์ตี้ฉลองมงคลสมรสคืนนั้น คุณแม่ของเจ้าสาว หรืออีกนัยก็คือ ‘คุณแม่ยาย’ ของฝ่ายเจ้าบ่าวได้ขึ้นไปบนเวที คว้าไมค์ และร้องเพลงขับกล่อมแขกเหรือที่มาร่วมงานด้วยบทเพลงอมตะอย่าง Daddy’s Little Girl

เมื่อมองไปที่บริเวณล่างเวที รายรอบงาน สายตาของผมก็ไปปะกับหลายใบหน้าที่คุ้นเคย ทั้งในระดับส่วนตัวและในฐานะแฟนคลับ ไม่ว่าจะเป็น ม.ร.ว.รุจยาภา อาภากร, พี่เอื้อง-สาลินี ปันยารชุน และอีกมากมาย

ทันใด ในหัวของผมก็พลันนึกถึงคลื่นวิทยุคลื่นหนึ่ง ซึ่งทั้งผู้ที่อยู่บนเวที รวมถึงเจ้าของหลายใบเหล่าหน้านั้นที่กำลังยืนรายล้อมอยู่หน้าเวที และร่วมฮัมเพลงด้วยกัน ได้เคยร่วมบุกเบิกด้วยกันมา นั่นคือ ‘Smile Radio’ ที่เคยโด่งดังในช่วง พ.ศ. 2530 – 2538

“พี่ ๆ มารวมตัวกันเกือบพร้อมหน้าเลยแฮะ” ผมพึมพำกับตัวเอง

การกลับมาของรายการวิทยุในตำนาน Smile Radio โดยบอสใหญ่ ปิ๋ว-วนิดา วรรณศิริกุล

กลางค่อนปลายเดือนกันยายน 2565

รุ่นพี่เจ้าบ่าวใหม่หมาดคนเดิมได้โพสต์ข้อความหนึ่งลงในโซเชียลมีเดียว่า ‘วิทยุยิ้มได้…อีกไม่กี่วันนี้’ โดยมีภาพประกอบที่มีชื่อซึ่งคน Gen-X อย่างผมต่างคุ้นเคย ละคิดถึง นั่นคือ ‘Smile Radio’

“นั่นไงเล่า!” ผมตบเข่าตัวเองฉาดใหญ่

ขณะที่ภายในหัวก็คิดต่อไปในอีกหลายคำถามว่า

หรือว่าทุกอย่างได้ถูกจัดเตรียมเอาไว้แล้ว ตั้งแต่แถว ๆ งานแต่งงาน

แล้วทำไม Smile Radio ถึงเลือกกลับมาในเวลานี้ ตอนที่วิทยุถดถอยลงทุกวัน ทั้งในแง่ของกระแสนิยม ไปจนถึงมูลค่าทางธุรกิจ ขณะที่มีสื่อใหม่ ๆ ครอบครองตลาดและหัวใจของผู้คน โดยเฉพาะคน Gen-Z หรือ Gen-Alpha ไปแทบทั้งหมดแล้ว

ซึ่งผมไม่กล้า และไม่อาจได้มาซึ่งคำตอบ

โดยไม่คาดคิด เพียงเดือนกว่า ๆ ถัดมา ผมก็พบตัวเองยืนอยู่บริเวณด้านหน้าสถานีวิทยุกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ โดยสองหูมีเสียงผ่านหูฟังไร้สายเชื่อมเข้ากับสมาร์ทโฟนที่กำลังเปิดวิทยุผ่านเว็บไซต์ www.smileradio.live

“สวัสดีค่า คุณกำลังอยู่กับ ดีเจแซลลี่ สาลินี ปันยารชุน ที่นี่ Smile Radio” เสียงร่าเริงของดีเจที่ผมเติบโตมาด้วยดังผ่านหูฟังมา และตามด้วยเพลง ‘ไม่อยากเป็นไม้จิ้มฟัน’ ของวงปานามา ซึ่งไม่ได้ยินมานานเต็มที ก่อนจะตามมาด้วยบทเพลงร่วมยุคสมัยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลายต่อหลายคนที่อยู่ร่วมวัยต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็น “เพลงที่(เรา)คิดถึง”

การกลับมาของรายการวิทยุในตำนาน Smile Radio โดยบอสใหญ่ ปิ๋ว-วนิดา วรรณศิริกุล

ขณะที่สองตาผมกำลังอ่านทบทวนถึงหัวข้อที่เป็นเหตุผลให้ผมเดินทางมาที่แห่งนี้

“สไมล์ เรดิโอ (อังกฤษ : Smile Radio) เป็นรายการเพลงไทยสากลทางวิทยุในกรุงเทพมหานครที่โดดเด่นในช่วงต้นทศวรรษ 2530 ดำเนินการผลิตโดย บริษัท มีเดีย พลัส จำกัด

…รายการ สไมล์ เรดิโอ เริ่มกระจายเสียงครั้งแรกทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เอฟเอ็ม 88.0 เมกะเฮิร์ตซ์ หรือที่เรียกกันว่า คลื่นสุดท้ายทางซ้ายสุด…

สามารถแจ้งเกิดคนขายเสียงจนต้องเผยหน้าค่าตาออกสู่สาธารณชนได้หลายคน อาทิ วินิจ เลิศรัตนชัย, หัทยา เกษสังข์, สาลินี ปันยารชุน… มีการจัดคอนเสิร์ตครั้งสำคัญ “Live Project” ที่ เอ็ม 88 ไลฟ์เฮ้าส์ รามคำแหง อีกทั้งยังได้ผลิตรายการโทรทัศน์และนิตยสารของตนเองด้วย…

…”สไมล์ เรดิโอ” ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในช่วงต้นปี พ.ศ. 2535 โดยต้องแพ้ประมูลคลื่นวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ และมีการลาออกของดีเจชื่อดังบางคน ทำให้รายการต้องย้ายไปกระจายเสียงทางสถานีวิทยุกระจายเสียงกองทัพบกที่เอฟเอ็ม 98.0 เมกะเฮิร์ตซ์ในชื่อเดิม แต่ได้ขยายการจัดรายการออกเป็น 5 คลื่น… แต่ดำเนินรายการได้อีกไม่กี่ปีก็ต้องปิดตัวลงในราวปี พ.ศ. 2538”

(ขอขอบคุณข้อมูลจาก Wikipedia : สไมล์เรดิโอ)

“สวัสดีค่ะ เรามานั่งคุยที่ไหนกันดี” คำถามแรกจากผู้หญิงเจ้าของผมบ๊อบและร่างผอมสูง ในชุดสีดำทะมัดทะแมง คนเดียวกับที่ขับร้องเพลง Daddy’s Little Girl บนเวทีคืนนั้น ก่อนที่จะเชิญชวนกันไปนั่งบริเวณโซฟาเล็ก ๆ ด้านหน้าห้องจัดรายการ ที่ ‘ดีเจแซลลี่’ กำลังนั่งประจำการอยู่

“เราจะคุยอะไรกันดีล่ะ” คือคำถามถัดมาของ คุณปิ๋ว-วนิดา วรรณศิริกุล ที่ชื่อนี้นามนี้ไม่เคยห่างหายไปจากความคุ้นเคยและภาพทรงจำของสื่อมวลชน ศิลปินนักร้อง ไปจนถึงแวดวงธุรกิจต่าง ๆ ทั้งในฐานะผู้หญิงเก่ง เจ้าของบริษัทโปรโมเตอร์ และออร์แกไนเซอร์รายใหญ่ของเมืองไทย เช่นเดียวกับเป็น ‘เจ้าแม่สื่อ’ จากหลากสื่อหลายแบรนด์ที่เคยร่วมบุกเบิกมา จะเว้นก็แต่สื่อวิทยุนี่แหละ ที่แทบจะหายไปจากสารบบของทั้งสื่อมวลชนและตัวเธอเองแล้ว

คำตอบของผมจึงกลายเป็นคำถามแรกของวันนั้น

ก่อนที่ทั้งเรื่องราวและความทรงจำต่าง ๆ จะพร่างพรู

ภาคแรก : Smile Radio & I

ทำไมคุณปิ๋วถึงกลับมาทำ Smile Radio ตอนนี้ครับ

เป็นเพราะเพื่อน 2 คนคือ เปิ้ล (หัทยา เกษสังข์) กับ เอื้อง (สาลินี ปันยารชุน) เขาไปทำรายการวิทยุอันหนึ่งแล้วมีปัญหา สุดท้ายก็เลยเกิดอาการคัน แล้วเราก็คิดว่า ถ้าจะกลับมาทำวิทยุ เราก็ตั้งใจมาตั้งแต่ต้นว่าจะไม่ทำ Another Radio ทางเดียวที่จะกลับมาทำก็คือ ต้องทำ Smile Radio ถ้าไม่ใช่ Smile Radio พี่ไม่ทำ

Smile Radio มีผู้ก่อตั้งอยู่ 3 คน มี คุณรุจยาภา (ม.ร.ว.รุจยาภา อาภากร), คุณอิทธิวัฒน์ (อิทธิวัฒน์ เพียรเลิศ) ซึ่งตอนนี้เสียชีวิตไปแล้ว ถ้าจะเริ่มทำก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากทุกคนก่อน พี่เลยเริ่มจากไปคุยกับ คุณสมิทธิ (เพียรเลิศ) ลูกของคุณอิทธิวัฒน์ว่า อาอยากจะทำ Smile Radio เขาก็บอกว่า “โอเคเลยครับอาปิ๋ว คุณพ่อต้องดีใจมากถ้าอาปิ๋วเอากลับมาทำ” แล้วทุกอย่างก็เริ่มจากตรงนั้น ก็เริ่มคุยกับคนเก่า ๆ ของคลื่น ไม่ว่าจะเป็น พี่รุจ พี่นิมิตร (นิมิตร ลักษมีพงศ์), พี่วินิจ (วินิจ เลิศรัตนชัย)

เราบอกชัดเจนตั้งแต่ต้นว่า วิทยุไม่เหมือนเมื่อก่อนนะ เพราะทุกวันนี้วิทยุถูก Disrupt ไปถึงจุด Rock Bottom คือไม่มีอะไรที่มันจะเลวร้ายไปกว่านี้แล้ว เราทำวิทยุมาตั้งแต่สมัยที่สปอตตัวละ 180 บาท มาเป็น 1,800 – 2,000 – 3,000 – 4,000 จากวันที่เราจ่ายค่าสถานีอยู่เดือนละ 200,000 บาท จนกระทั่งเราแพ้ประมูลเพราะถูกเจ้าอื่นประมูลไปเดือนละ 4,200,000 บาท

อันนั้นมันอดีต เดี๋ยวนี้วิทยุมันไม่มีแล้วค่าสถานี 3 – 4 ล้าน กลายมาเป็นเรตที่พอจับต้องได้ เราก็บอกเพื่อน ๆ ดีเจว่า เฮ้ย เรามาทำอะไรด้วยกันเถอะ เอา Smile Radio กลับมา แล้วเปิดเพลงที่พวกเราคุ้นเคยกัน เชื่อไหมว่าภายใน 2 อาทิตย์ Smile Radio ก็เกิดขึ้นได้ นอกจากทุกคนจะเห็นด้วย ทุกคนยังมาด้วยใจ เพราะค่าจัดที่พวกเขาได้นี่เป็นเหมือนแค่ค่ารถน่ะ มันไม่มีทางเป็นไปได้เลย ถ้าไม่ใช่เพื่อนกัน

ขณะเดียวกัน พี่ก็ต้องการพิสูจน์ว่า วิทยุยังอยู่ได้นะ ในวันที่มีแต่คนพูดว่า ไม่มีใครอยากลงสื่อวิทยุแล้ว พี่ไม่ยอมนะ มันดูถูกวงการวิทยุเกินไป

การกลับมาของรายการวิทยุในตำนาน Smile Radio โดยบอสใหญ่ ปิ๋ว-วนิดา วรรณศิริกุล

ถ้าประเมินในทางธุรกิจ สื่อวิทยุก็ค่อนข้างถดถอยลงจริง ๆ จนแม้แต่คนที่มีแพสชันอยากทำรายการวิทยุก็ยังไม่ค่อยกล้าลงสนามเลยนะครับ

พี่ไม่เชื่อว่าการที่เรากลับมาทำครั้งนี้ คือการทำด้วยแพสชันเท่านั้นนะคะ แต่พี่เชื่อว่าถ้าเราเป็น Top 5 เราก็อยู่ได้ ถามว่าอยู่ได้แบบไหน ก็อยู่ได้แบบต้นทุนที่ไม่สูงเกินไป แล้วเราก็บริหารจัดการต้นทุนของเรา ก็มีกำไรได้ ใครจะอยากมาทำวิทยุเพื่อขาดทุนหรือเพื่อความสนุกอย่างเดียว ถึงแก๊งดีเจและทีมงานจะเป็นน้อง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เราจะรักน้องจนลืมหูลืมตา ไม่ใช่ รักน้องด้วยแล้วก็ต้องพยายามทำให้มันเวิร์กด้วย 

ตอนนี้พี่มีชีวิตสุขสบายแล้ว ถ้าจะเริ่มต้นใหม่ต้องมี Branding ที่แข็งแรง ซึ่ง Smile Radio Branding ดีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นทางด้านของธุรกิจพี่มองว่ามันมีตลาด เพราะ Smile Radio เป็นตำนานของการเปลี่ยนแปลงในวงการวิทยุ แล้วมันอยู่ในวงโคจรของคนฟังมาเป็นเวลากว่า 10 ปี เพราะฉะนั้น มีฐานแฟนซึ่งเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว เป็นกลุ่ม Generation X Generation Y ที่เป็นผู้ใหญ่ เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์กันเป็นส่วนใหญ่แล้ว

พูดถึงมุมนี้ ขออนุญาตเอาตัวเองเป็นหลักนะคะ สมัยก่อนถ้าบอกทำวิทยุแล้ว ไปเอากลุ่ม Generation Baby Boomer Gen-X Gen-Y ไม่มีใครอยากจะร่วมด้วย เพราะว่าเป็นกลุ่มคนแก่ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ไง เดี๋ยวนี้คนใน 3 กลุ่มที่ว่านี้เขามีไลฟ์สไตล์นะ คือไม่มีอะไรที่เราทำแล้วลูกเราไม่ทำน่ะ นึกออกไหมคะ แต่ด้วยแนวคิดที่ว่านี้ก็กลายเป็นว่ารุ่นเราไม่รู้จะไปเสพอะไรตรงไหนยังไง เลยต้องเริ่มคิดแล้วว่า เฮ้ย มันต้องมีวิทยุให้รุ่นเราฟังแล้วล่ะ

วงการวิทยุเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน นับจาก Smile Radio ที่ปิดตัวไปเมื่อ พ.ศ. 2538

หลังจาก Smile Radio พี่ก็ทำวิทยุมาตลอด ถูกเชิญไปทำ Click Radio แล้วก็ยังอยู่ในวงการวิทยุ จนช่วงหลัง ๆ มานี้เองที่พี่ไม่ได้ทำเลยเพราะเบื่อการเปลี่ยนแปลง คือวิทยุต้องมีการแข่งขันกันเรื่องการประมูลตลอด ไม่จบไม่สิ้น เลยเหนื่อย และออกจากวงการวิทยุไปถาวรมาประมาณ 10 กว่าปีแล้ว

ในมุมของผู้ฟัง พี่ไม่ถึงกับต้องการเปลี่ยนสิ่งที่มา Disrupt พวกนี้หรอกนะคะ ตอนแรกพี่ก็ตื่นเต้นกับระบบเลือกเพลงอัตโนมัติว่า เออ มันก็โดนดีนะ แต่ฟังไปนาน ๆ ก็เบื่อ มันไม่มีชีวิต ในขณะที่คนก็น่าจะยังชอบกัน กับการที่มีดีเจมาเลือกเพลงแล้วรู้สึกว่าโดนมากเลย

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของคุณภาพมากกว่า กลับไปที่ประเด็นเมื่อกี้ที่มีคนบอกว่า คนรุ่นใหม่ไม่ลงวิทยุแล้ว วิทยุตายแล้ว พี่ยอมรับไม่ได้ การที่มีวิทยุเยอะ ๆ เกลื่อน ๆ จนคนไม่รู้จะฟังอะไรเพราะว่ามันเหมือน ๆ กันหมด นั่นต่างหากที่ทำให้อยู่ไม่ได้

ขณะเดียวกัน เราก็เตรียมทุกอย่างมารองรับอยู่แล้ว ตอนนี้เรามีเป็นเว็บไซต์ เดือนหน้าเราก็มีแอปฯ เพราะฉะนั้นเรามีครบทุกแพลตฟอร์มมารองรับ ถ้าคุณคิดว่าตัวเองเป็นคนทันสมัย อยากฟัง อยากเสพในสิ่งที่ชอบในแพลตฟอร์มใหม่ ๆ ก็ตามตรงนั้นไป แต่เอฟเอ็มนี่ยังไงก็ต้องมี เพราะว่าเป็นสื่อมาตรฐาน แล้วเราก็ต้องการจะขายโฆษณาทางวิทยุด้วย

การกลับมาของรายการวิทยุในตำนาน Smile Radio โดยบอสใหญ่ ปิ๋ว-วนิดา วรรณศิริกุล

หลังจากที่ Smile Radio กลับมา มองสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไรบ้าง

พี่มีความสุขนะ พี่คิดว่าดีเจทุกคนก็มีความสุข แล้วก็น่าจะส่งผลให้มีบางสิ่งบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างตัวพี่เองเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ไปเลย ก่อนหน้านี้พี่ดู Netflix แบบบ้าคลั่งมาก เพราะไม่รู้จะดูอะไร พี่ดูหนัง ดูซีรีส์เกาหลีหมดทุกเรื่อง ดูจนไม่มีอะไรจะดูแล้ว แม้แต่หนังที่ไม่ดียังต้องดูเลย 

แต่พอ Smile Radio เริ่มมีดีเจมาจัดรายการเต็มตัวตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม พี่ไม่ได้ดูเน็ตฟลิกซ์มาหลายอาทิตย์แล้ว คือถ้ามีเรื่องดี ๆ ก็คงจะดู แต่ว่าไม่ดูทิ้งขว้างเหมือนเดิม ตอนนี้มีอะไรทำแล้ว ซึ่งทำแล้วเรามีความสุข มันเป็นการกลับมาที่น่ารัก แล้วคนก็ชอบใจกัน

กลับไปที่คำถามแรกที่ใคร ๆ ก็สงสัยว่า ทำไมเราถึงคิดอยากมาทำตรงนี้ พี่ก็อยากจะถามกลับเหมือนกันว่า แล้วทำไมไอ้ Rolling Stones หรือ Eagles มันมารวมกันแล้วถึงขายทัวร์ Sold Out ตลอดล่ะ เพราะมีความคิดถึงไง ซึ่งเราคิดว่า Smile Radio ก็เบอร์นั้น แล้วไม่ใช่แค่ดีเจมากันแค่คนสองคน แต่มากันทั้งกลุ่มทั้งก้อนเลย

นอกจาก Smile Radio ตอนนี้คุณปิ๋วยังทำธุรกิจอะไรอีกบ้างครับ

ตอนนี้พี่ก็มีรายได้จากชิงช้าที่ Asiatique นะคะ แล้วพอช่วงโควิด ไม่มีอะไรทำ ก็เลยสร้างบ้านที่เขาใหญ่ ปล่อยเช่าทาง Airbnb กับ Agoda เริ่มจากไม่รู้เรื่องเลย แค่ลองทำดู แต่ก็ได้เงินนะ เออ มันก็มีตลาดของมัน แล้วพอทำตรงนี้เพิ่มก็เป็นความสุขอีกอย่างหนึ่ง เหนื่อยไหมก็เหนื่อย แต่ก็มีความสุข

เป้าหมายที่คุณปิ๋วที่อยากให้ Smile Radio ยุค 2022 เป็นคืออะไร

เราอยากจะเป็น Trendsetter ของตลาดกลุ่มนี้ที่ว่างอยู่ ถามว่าเราอยากไปใหญ่โตไหม เราก็อยากจะไป ถ้ามีคนมาจีบ อยากมาทำอะไรร่วมกัน เราก็ต้องเลือกคู่สมรสของเรานิดหนึ่งว่า เราต้องไปกับคนที่คิดในทางเดียวกัน ไม่ใช่ว่าคุณจะมาบิด Smile Radio เราเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เพราะว่า DNA มันคือพวกเรา มันเริ่มจากพวกเรา แต่เมื่อถึงวันที่เราเกษียณจากตรงนี้แล้ว ก็อาจจะมีรุ่นใหม่ ๆ ขึ้นมาทำ Smile Radio ก็ได้ เราคงไม่ปล่อยให้ Smile Radio แก่ตายไปกับเราหรอก เรากลับมาทำแล้ว เราก็อยากจะให้มันอยู่ต่อไป แบบที่ตอนอายุ 70 เรากลับมาดูได้อย่างภาคภูมิใจ (ยิ้ม)

ภาคสอง : Myself & I

“นี่คุณต้องไปที่ไหนต่อไหม”

หลังจากที่บทสนทนามาถึงถ้อยความเมื่อ 3 บรรทัดก่อนหน้า ก็มีคำถามนี้มาจาก ‘พี่ปิ๋ว’ ของชาว Smile Radio ซึ่งเมื่อผมตอบว่าไม่มีนัดหมายอะไรต่อ จึงเป็นเหมือนการตอบรับคำเชิญ และตกกระไดพลอยโจนร่วมไปปรากฏตัวที่ภัตตาคารเก่าแก่แห่งหนึ่ง ไม่ไกลจากสถานีวิทยุมากนัก

เมื่อสถานที่เปลี่ยน หัวข้อการสนทนาจึงถือโอกาสขยับขยายประเด็น และย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้พูดคุยกันในช่วงก่อนหน้านั้น

คุณปิ๋วเริ่มต้นชีวิตการทำงานตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ

พี่เรียนจบมาสายเลขาฯ สมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียนอินเตอร์ เราเรียนสถาบันที่พูดภาษาอังกฤษ เลยได้ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ เงินเดือนเลยดี เรียนจบตอนอายุ 19 ก็เริ่มงานแรกเป็น Receptionist อยู่ที่โรงแรมดุสิตธานี ก่อนที่จะไปเป็นเลขาฯ ฝรั่ง แล้วก็ได้ไปทำงาน Refugee Project ของสถานทูตอเมริกา ตอนนั้นพี่เพิ่งอายุ 19 แต่ได้เงินเดือนหมื่นบาท คนอื่น ๆ ได้แค่ 1,500 เท่ที่สุดในรุ่นเลย พี่ทำอยู่ตรงนั้นประมาณปีครึ่ง พอหมดโครงการพี่ได้ค่าออกด้วยนะ ได้มา 6 หมื่น เลยซื้อรถมา 1 คัน

การกลับมาของรายการวิทยุในตำนาน Smile Radio โดยบอสใหญ่ ปิ๋ว-วนิดา วรรณศิริกุล

แล้วเริ่มต้นทำงานสายวิทยุได้อย่างไรครับ

พี่เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงจากการเป็นเลขาฯ คุณอิทธิวัฒน์ ที่ตอนนั้นเป็นประธานบริษัทไนท์สปอต โปรดักชั่น ซึ่งเป็นบริษัทที่เป็นผู้บุกเบิกมาก ทำรายการเพลงฝรั่ง 24 ชั่วโมง แล้วก็เป็นเจ้าเดียวของไทยที่จัดคอนเสิร์ตต่างประเทศ จะเอาแต่เบอร์ท็อปมาทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น Rod Stewart, David Bowie เบอร์ธรรมดา ๆ เราไม่ทำ ตอนนั้น The Stylistics ดังก็เอามา พี่ทำมาตั้งแต่อายุ 23 จำได้ว่าวงแรกที่พี่ทำคือวง Boomtown Rats ศิลปินคนที่สองที่ทำคือ Cliff Richards ถือเป็นเสน่ห์ของงานที่ทำตอนนั้นเลย เราได้นั่งรถกับ Cliff Richards

หลังจากนั้นก็ทำคอนเสิร์ตให้อีกหลายศิลปิน ทำ The Pointer Sisters, The Clash จนถึงจุดที่ต้องแยกตัวออกมา เพราะตอนนั้นไนท์สปอตถือลิขสิทธิ์บริษัท WEA ที่รวม 3 ค่ายเพลงคือ Warner Brothers, Elektra และ Asylum แต่คุณอิทธิวัฒน์อยากได้ลิขสิทธิ์ของค่ายเพลง CBS เลยต้องตั้งบริษัทขึ้นใหม่ พี่เลยตัดสินใจตามคุณอิทธิวัฒน์มา จากเลขาฯ ก็ได้มาเป็นผู้จัดการฝ่ายอะไรสักอย่าง

ต่อมาคุณอิทธิวัฒน์อยากตั้งบริษัทขึ้นมาอีก เพื่อทำทั้งคอนเสิร์ต วิทยุ เลยตั้งบริษัทชื่อ Media Plus คอนเสิร์ตแรกเป็นของ Paul Young ซึ่งสุดยอดมาก Sold Out ทั้ง 2 รอบเลย ขณะเดียวกัน Media Plus ก็ได้คลื่นวิทยุมา 3 คลื่น เป็น Smile Radio แล้วก็คลื่นเพลงฝรั่งอีก 2 คลื่น เราก็เริ่มจากตรงนั้น ได้ขยับมาเป็นหุ้นส่วนของคุณอิทธิวัฒน์

ถือเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดเลยนะครับ จากเลขามาเป็นหุ้นส่วน

เขาเห็นว่าเราเป็นคนทำงาน ทำอย่างเมามันและมีความสุข นอกจากนั้นความที่ได้ภาษาอังกฤษ เวลาต้องติดต่อหรือส่ง Telex กับฝรั่งไม่เคยกลัวเลย ซึ่งต้องเป็นบริษัทอินเตอร์เท่านั้นถึงจะมีเครื่อง Telex เพราะยุคนั้นค่าโทรศัพท์ระหว่างประเทศยังแพงมากอยู่

สิ่งที่ได้เรียนรู้มากที่สุดการทำงานกับคุณอิทธิวัฒน์คืออะไรครับ

(ตอบทันที) ธุรกิจบันเทิง พี่เป็นโปรโมเตอร์ได้เพราะได้วิชาจากคุณอิทธิวัฒน์ แล้วก็วิชาวิทยุ ได้เรียนรู้การทำธุรกิจจากแก แกเป็นนักธุรกิจที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีความเป็นผู้บุกเบิก กล้าคิดกล้าทำ ส่งผลให้เรากล้าตามไปด้วย แล้วที่ดีมาก ๆ เลยคือแกกล้าสนับสนุน เราอาจจะมีแนวคิดประหลาดแต่แกก็สนับสนุน เราเรียนรู้จากแกเยอะ เป็นสิ่งที่หาเรียนรู้ไม่ได้ตามมหาวิทยาลัย แกเป็นอาจารย์ใหญ่ของพี่

พอมาทำ Paul Young นี่ลงทุนกันคนละแสนนะ ทั้งแก ทั้งคุณรุจ ทั้งพี่ ลงตังค์กันหมด พี่ไม่มีเงินก็ขายรถ แล้วตอนนั้นพี่เพิ่งแต่งงาน คุณแม่ก็เติมมาให้จนครบแสน พี่ก็เอาเงินก้อนนั้นมาลงทุน เรียกว่าทุบกระปุกเลย สุดท้ายก็เจ๊ง ไม่เหลือเลย

ทำไมคุณอิทธิวัฒน์ถึงเสนอให้ลงทุนร่วมกัน

เขาคงมองว่าเราปั้นได้มั้ง เพราะช่วงไนท์สปอต มีโปรเจกต์หนึ่งชื่อว่า Musical Youth แกทิ้งให้เราทำทุกอย่างเองคนเดียว พี่ก็ทำได้ จำได้ว่าตอนนั้นคุณอิทธิวัฒน์แกพูดกับพี่ว่า “Congratulation Promoter” เหมือนเขาทดสอบว่าเราตัดสินใจได้ เป็นโปรโมเตอร์ได้

พอคอนเสิร์ต Paul Young ไม่ประสบความสำเร็จ รู้สึกท้อบ้างไหมครับ

ไม่ คือตอนนั้นก็ร้องไห้กับคุณรุจนะ ถือเป็นการเรียนรู้ คราวหลังก็อย่าตั้งราคาผิดสิ ใจกล้า ๆ หน่อยสิ แต่นับจากนั้นบริษัทก็เกิด เพราะคอนเสิร์ตต่างประเทศนี่แหละ ส่วนพี่ก็ค่อย ๆ เติบโตขึ้น จากเงินเดือน 1 – 2 หมื่น จนเงินเดือนสุดท้ายของพี่คือ 2 แสน แล้วก็ขายหุ้นออกมา 

ตอนนั้นคุณปิ๋วออกจาก Media Plus เพราะอะไรครับ

คุณอิทธิวัฒน์ขายหุ้นส่วนใหญ่ให้เครือวัฏจักร แล้วแกก็ออก พี่เลยออกตามไป เพราะรู้สึกว่า DNA ไม่ใช่แล้ว

การแต่งงานทำให้แนวคิดการใช้ชีวิตเปลี่ยนไปบ้างไหมครับ

ไม่นะ แม่พี่บอกแม่พี่บูรณ์ (คุณสมบูรณ์ วรรณศิริกุล) ว่าแต่งงานแล้วขอลูกทำงานข้างนอกนะ คือเขารู้ว่าเราชอบทำงานข้างนอก แล้วบังเอิญโชคดีว่าแต่งงานไปที่บ้านเขา มีพี่ชายคนโต มีซ้อใหญ่ มีลูกมีหลาน ก็เลยมีพี่เลี้ยง ไม่ต้องห่วงเรื่องรีบกลับบ้าน เดี๋ยวไม่มีใครดูแลสามี เขาอยู่กันแบบครอบครัวใหญ่ กลายเป็นว่าเรามีอิสระในการทำงานเต็มที่ ตีหนึ่งแล้วคุณอิทธิวัฒน์ยังโทรมาคุยเรื่องงานอยู่เลย

การกลับมาของรายการวิทยุในตำนาน Smile Radio โดยบอสใหญ่ ปิ๋ว-วนิดา วรรณศิริกุล

เคยมีปัญหากับสามีเรื่องนี้บ้างไหมครับ

ทางสามีก็บ้างานของเขา คือเป็นช่วงตั้งตัวทั้งคู่ แล้วความที่โรงงานอยู่ข้างล่างบ้านเราด้วย เขาทำงานอยู่ล่าง เราก็เห็นตลอด แต่ว่าก็ต้องยกความดีให้เขาเลยนะ ว่าเขาก็มีความไว้เนื้อเชื่อใจเรา เรากลับดึก พาฝรั่งไปกินข้าว เขาก็ไม่งี่เง่า ก็โชคที่เขาเข้าใจ

คุณปิ๋วมีวิธีบาลานซ์เรื่องงานกับครอบครัวอย่างไรครับ

พี่คุยกับสามีตั้งแต่ต้นเลยว่า เรื่องในบ้านทั้งหมดเนี่ยฉันต้องเป็นใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความคิดของลูก จะเลี้ยงลูกยังไงลูกจะเรียนอะไร และเป็นเรื่องในบ้าน แต่ถ้าเรื่องข้างนอกบ้านฉันให้เธอเป็นใหญ่ เลยกลายเป็นว่าไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องในบ้าน เพราะว่าเราจะต้องเป็นคนตัดสินใจ ซึ่งเขาก็ยอม เพราะเขาไม่เคยต้องหาเลี้ยงเราเลย พี่หาเงินส่วนของเราเอง พี่อยากซื้อเสื้อผ้าให้ลูกยังไงก็ไม่มีใครว่าได้ เพราะเป็นเงินของเราเอง เออ แล้วรู้อะไรไหม พี่เป็นคนขอเขาแต่งงานนะ

ถ้างั้นช่วยขยายความเรื่องชีวิตรักของคุณปิ๋วหน่อยสิครับ

เขามาจีบพี่ตั้งแต่พี่อายุ 16 สมัยเรียนอยู่ มศ.2 เซนต์โยเซฟคอนแวนต์ พี่ไปเต้นรำที่เดอะบับเบิ้ล คุณคงไม่รู้จักหรอก สมัยก่อนไม่มีกำหนดอายุคนเข้า 15 ก็ไปเต้นระบำได้ แล้วคุณสมบูรณ์เขาก็เดินมาจีบ ขอเต้นด้วย พอเต้นเสร็จก็ขอเบอร์โทรศัพท์ เราก็ให้เขาไป แล้วจากนั้นก็เป็นแฟนกัน แล้วก็เลิกกัน จนกระทั่งพี่จบเลขาฯ เขาก็หมั้น แล้วก็ถอนหมั้น เลิกกันไป พี่ก็ไปคบคนอื่น 

แต่พอถึงวันหนึ่งก็รู้สึกว่าอยากจะแต่งงาน พี่จำได้ว่าไปทำงานไนท์สปอต เดือนมกราคม แล้วมาเจอพี่บูรณ์อีกทีวันวาเลนไทน์ พี่บอก “ฉันจะแต่งงานแล้ว เธอจะแต่งกับฉันไหม” แต่งไหม ไม่แต่งก็เลิกกันไป เพราะก็ On-Off กันมาหลายปีแล้ว สุดท้ายเขาก็แต่งว่ะ แต่เอาจริง ๆ ลึก ๆ เราก็รู้ว่าเขารักเรา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาก็รักเรา เพราะฉะนั้นก็อย่างที่มีคนสอนว่าให้รักกับคนที่รักเรา ไม่ใช่แต่งกับคนที่เรารักเขา ซึ่งพี่โชคดีด้วยที่ได้สามีที่เข้าใจเราเสมอ

ได้สอนลูก ๆ เรื่องนี้ด้วยไหมครับ

ก็บอกให้เขาฟัง แต่คุณจะเลือกอย่างไร เป็นเรื่องของคุณ ไม่บังคับ แต่แม่ทำมาแบบนี้ แต่งเสร็จก็มีลูกเลย ครอบครัวก็ดำเนินมาด้วยดี

คุณปิ๋วเป็นคุณแม่แบบไหน

พี่เป็นคนทันสมัย จะทำอะไรพี่ไม่เคยห้าม เว้นแต่สูบบุหรี่ ถ้าจะสูบห้ามทำต่อหน้าแม่ แม่ให้สุขภาพที่ดีกับลูกแล้ว ถ้าจะทำลายก็ไปทำที่อื่น แต่ถึงอย่างนั้นพี่ก็ไม่รู้สึกว่าลูกพี่เคยขาดอะไร ถึงเวลาวันเกิดพี่ก็ต้องอยู่ งานวันแม่พี่ก็ต้องไป เวลาไปโรงเรียนลูกก็จะภูมิใจกัน ใคร ๆ ก็บอกว่า “แม่ฉันเป็น Celine Dion”

การกลับมาของ Smile Radio หลังจากหายไป 27 ปี ด้วยดีเจรุ่นใหญ่ชุดเดิม และวิธีคิดแบบที่รายการวิทยุยุคนี้ไม่มีคนทำ

คุณพีเค (พัสกร วรรณศิริกุล – ลูกชาย) เคยให้สัมภาษณ์ไว้ครั้งหนึ่งว่า “แม่ผม She’s a very cool mom.”

พี่ภูมิใจนะ ลูกทุกคนจะภูมิใจว่าแม่ของพวกเขา Cool แม้ว่าเราจะเล่าให้ลูกฟังหมดนะคะว่า แต่ก่อนแม่เปรี้ยวยังไง เพราะเราคิดว่า สิ่งที่เราเป็นมันเป็นอุทาหรณ์ให้กับพวกเขาได้ โดยพวกเขาต้องไปคิดไปตัดสินใจเอาเอง

มีเรื่องอะไรที่คุณแม่ปิ๋วสอนลูกเป็นพิเศษไหมครับ

พี่สอนลูกเสมอว่าอย่าเกี่ยงงาน อันนี้ก็ไม่ใช่หน้าที่เรา อันนี้ฉันก็ไม่ทำ แค่ต้องจัดความสำคัญให้ดี

นั่นคือเคล็ดลับความสำเร็จในการทำงานของคุณปิ๋วเลยไหมครับ

(พยักหน้า) สู้แม่งหมด ถูกผิดก็ค่อยรู้กัน เรียนรู้กันไป พี่เป็นคนประเภท Go with the Flow เราไม่เคยเรียนทฤษฎีอะไรเยอะแยะ ไม่ใช่นักวิชาการที่จะมามีสูตรสำเร็จ แล้วเราก็แค่ทำโดยมีความสุข

แม้ว่า Flow นั้นอาจจะมีปลายทางไม่ดีก็ตาม?

เราไม่รู้ไง แต่ถ้าเรามี Positive Thinking เราก็ทำให้ Flow นั้นออกมาดีได้นะ ถ้ามัวแต่คิดว่ามันจะออกมาแย่ จะไปทำทำไมล่ะ หรือถ้าจะโดนโกงไปบ้างก็ไม่เป็นไร ลงทุนผิด เจ๊งไป ก็ช่วยไม่ได้ 

วันที่พี่เสียใจที่สุดคือวันที่พี่ออกจากวงการจัดคอนเสิร์ต เพราะพี่สูญเสียเงินไป 10 ล้านบาทภายในวันเดียว เป็นคอนเสิร์ตของ Lionel Ritchie พี่จ่ายค่ามัดจำไปแล้ว แต่สุดท้ายพอเกิดเหตุสึนามิที่ญี่ปุ่น ซึ่งคนญี่ปุ่นคือกลุ่มเป้าหมายของคอนเสิร์ตเราเลย พอเกิดเรื่องเขาก็ไม่มาดูกัน ฝรั่งเลยบอกว่า “You better give up” เพราะถ้ายิ่งเดินหน้าไปจะยิ่งเจ็บ เขาก็คืนเงินเรามาครึ่งหนึ่ง แต่สุดท้ายก็หมดไป 10 ล้าน ทำให้เรารู้สึกว่าไอ้งานประเภทอย่างนี้ ใจมันไม่ได้แล้วเรา อายุมากขึ้นไม่อยากเสี่ยง เหมือนเล่นไพ่อะ โต๊ะเดียวจบเลย หลังจากนั้นก็หมดไปอีกหลายสิบล้านจากคอนเสิร์ตของนักแสดงไทยเรานี่แหละ เบ็ดเสร็จหมดไป 40 ล้าน

การทำธุรกิจตัวเลข 7 – 8 หลักนี่ เรื่องใจถือเป็นเรื่องสำคัญมากเลยนะครับ

ใช่ ใจต้องถึง ในเวลานั้นก็อาจจะเจ็บปวด แต่มาถึงตอนนี้ไม่รู้สึกแบบนั้นแล้ว That’s it อย่าไปคิดเยอะ

ปิ๋ว วนิดา ตอนนี้กับ พี่ปิ๋ว วนิดา เมื่อ 30 ปีที่แล้วมีความแตกต่างกันไหมครับ

ต่างกันเยอะ ตอนนั้นสู้ตาย เดี๋ยวนี้ยังมียั้ง ใจมันกล้าน้อยลง จะทำอะไรคิดแล้วคิดอีก ก็เป็นเรื่องของวัย

ทุกวันนี้ยังมีสิ่งที่ยังเป็นห่วงอยู่ไหมครับ

ไม่มีนะ พี่แบ่งสมบัติไปหมดแล้ว เช่น พี่มีที่ภูเก็ตปล่อยเช่า ก็ให้ลูกสาวดูแล ที่เขาใหญ่ก็ให้ลูกชายไป

คือไม่ยึดติดกับทรัพย์สมบัติอีกต่อไปแล้ว

พี่ว่าพี่พร้อมดีกว่า พี่เห็นมาเยอะ พวกไม่พร้อม ตายไปโดยที่ยังไม่ได้จัดการอะไรเลย พี่น้องตีกันวุ่นวาย ของพี่จัดไว้เรียบร้อยหมดแล้วตั้งแต่ยังไม่ตาย ตอนนี้พี่ไม่มีสมบัติ ให้ลูกทั้งหมดเลย ทุกวันนี้ใจก็เลยรู้สึกเบา ไม่ต้องมีห่วงอะไร

เท่าที่คุยกันมาเหมือนทุกอย่างจะกลับไปเรื่องของใจทั้งหมดเลยนะครับ

ใช่ ทุกอย่างอยู่ที่ใจ เอาจริง ๆ พี่ค่อนข้างไปในทางศิลปินมากกว่าเป็นนักธุรกิจ เพียงแต่ว่าแก๊งพี่ไม่มีใครเอาเรื่องธุรกิจ พี่เลยต้องมาในฝั่งนี้ แต่พี่เองก็ชอบด้านนี้เหมือนกัน มันเลยผสมผสานกันได้พอดี

“เมื่อกี้คุณไม่ค่อยกินอะไรเลยนะ”

เสียงท้วงด้วยห่วงใยจากเจ้ามือ หลังมื้ออาหารล่าสุดได้ผ่านไปยังคงก้องอยู่ในหัวผม จวบจนตอนที่เดินออกมาจากสถานีวิทยุกองพลที่ 1 รักษาพระองค์แล้ว

ไม่ใช่เพราะว่าผู้หญิงเก่ง คนโตแห่ง Smile Radio เลี้ยงข้าวเย็นมื้ออร่อย แต่คำพูดนั้นก็ยังสะท้อนให้เห็นอะไรหลายอย่าง

ว่าเพราะเหตุใด Smile Radio ที่ถึงกลับมาได้ ทั้งที่มีข้อจำกัดหลายประการอย่างที่ ‘คุณปิ๋ว’ ได้กล่าวเอาไว้หลายครั้ง ตลอดการสนทนา

และเพราะอะไร ‘คุณปิ๋ว’ ถึงก้าวมาถึงจุดนี้ ที่บรรลุความสำเร็จทั้งในเส้นทางการทำงาน และชีวิตส่วนตัวได้

ทั้งหมดมาจาก ‘ใจ’

ใจที่มีขนาดใหญ่โตมากพอที่จะให้ โดยเฉพาะกับคนรอบข้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เรียกว่า ‘เพื่อน’

ใจที่กล้ารับผิด และพร้อมที่จะรับชอบ… 

ทั้งหมดทำให้ ‘คุณปิ๋ว’ เป็นตัวเองอย่างที่เคยเป็นมา และยังคงเป็นต่อไป

การกลับมาของ Smile Radio หลังจากหายไป 27 ปี ด้วยดีเจรุ่นใหญ่ชุดเดิม และวิธีคิดแบบที่รายการวิทยุยุคนี้ไม่มีคนทำ

Writer

พีรภัทร โพธิสารัตนะ

คนรักดนตรีที่เริ่มต้นชีวิตนัก(อยาก)เขียนด้วยการเป็นนักวิจารณ์ดนตรีอิสระที่มีผล งานลงในนิตยสาร a day, Hamburger, Esquire และอีกมากมาย รวมถึงเคยถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตคนดังออกมาเป็นตัวหนังสือประเภทอัตชีวประวัติ มาแล้วหลายคน หลายเรื่องในหลายเล่ม ผ่านทั้งชื่อจริงและนามปากกาอย่าง ภัทรภี พุทธวัณณ นิทาน สรรพสิริ และวรวิทย์ เต็มวุฒิการ ก่อนหน้าที่จะผันตัวเองเป็น “บรรณาธิการตัวเล็ก” ให้กับนิตยสาร DDTแล้วนับจากนั้นบรรณาธิการตัวเล็กคนนี้ก็ไม่อาจหลีกหนีไปจากมนต์เสน่ห์ของานหนังสือได้อีกเลย ปัจจุบันทำหน้าที่บรรณาธิการบริหารให้กับนิตยสารแจกฟรีภาษาจีนที่ชื่อ “Bangkok Youth” และยังคงฟังเพลง เขียนหนังสือ และเสาะหาเรื่องดีๆ มาประดับความคิดอ่านอยู่เสมอ

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load