ตอนยังเล็ก เป็นเด็กติดการ์ตูน สิ่งหนึ่งที่เราใฝ่ฝันอยากทำได้คือการเดินทางข้ามเวลา จนอยากมีโดราเอมอนเป็นของตัวเอง 

ตอนโตเป็นวัยรุ่น พอได้รู้จักอาชีพนักโบราณคดี จึงเข้าใจว่าการเดินทางข้ามเวลาไม่จำเป็นต้องมี Time Machine หรอก เพียงปลุกชีพคนในอดีตจากวัตถุโบราณใต้ดินที่เราเหยียบอยู่นี่แหละ

ไม่ใช่แบบ Richard O’Connell ใน The Mummy 

แต่ปลุกเรื่องราววิถีชีวิตของคนโบราณ ด้วยการขุดโบราณสถานเพื่อพิสูจน์ความเป็นมา 

ตอนโตเป็นผู้ใหญ่ เพิ่งได้รู้จักคนอีกกลุ่ม เป็นอาชีพที่เกศสุรางค์ใน บุพเพสันนิวาส ไม่ได้เอ่ยถึง หรือ Dr. Jones ใน Indiana Jones ไม่ได้บอก คือ ‘นักโบราณคดีเมือง’ นักสืบทางประวัติศาสตร์ที่ทั้งขุดค้นและขุดคุย ค้นวัตถุโบราณในแถบเมืองที่แผนที่โบราณบอกว่าในอดีตเคยมีใคร อะไร อยู่ตรงไหน และคุยกับชาวบ้านร้านตลาด เสาะหาความทรงจำของคนในพื้นที่เมืองไม่ว่าเล็กใหญ่ มาทาบขนานกับประวัติศาสตร์ ให้เกิดเป็นเรื่องราวจากหลายมิติเวลา แล้วจัดช่อเข้าเป็นเรื่องเล่าของหลากชีวิตในพื้นที่นั้นๆ

ฝันขนาดเล็กของนักโบราณคดีเมือง หวังเพียงการจดจำและการอนุรักษ์ ไม่ให้ใครหรืออะไรในอดีตเลือนหายไปตามกาลเวลา ส่วนฝันขนาดใหญ่ คือการได้เติมข้อเท็จจริงที่ขุดเจอจากไซต์กลางเมือง สักหน้าหนึ่งในหนังสือเรียนวิชาประวัติศาสตร์ไทย 

ไม่รู้เป็นความบังเอิญหรืออะไร ก่อนวันนัดสัมภาษณ์ เราได้เรียนรู้จากข่าวที่ไหลบนนิวส์ฟีดตลอดสัปดาห์ว่าการไม่ถูกบอกให้รู้นี้ ทำให้เราเห็นภาพการขุดสนามฟุตบอลโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งการรื้อบ้านเขียวเมืองแพร่ โดยขาดผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดี

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ

วันนี้ หลังจากได้คุยกับ ผศ. ดร.กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีผู้เชี่ยวชาญศาสตร์โบราณคดีเมืองหนึ่งเดียวของกรุงเทพฯ ในไซต์ใจกลางเยาวราช จาก readthecloud.co เราขอสวมบทบาทเป็น jobsDB.com แนะนำอาชีพที่เปรียบเป็นแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ผู้ฟื้นฟูความทรงจำเมืองและคนเมือง ให้อาชีพใกล้ตัวเรานี้ไม่ถูกหลงลืมเหมือนบางเรื่องราวบนหน้าประวัติศาสตร์

ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร

นักโบราณคดีตัวจริงเสียงจริงตรงหน้าบอกเราว่า โบราณคดีเป็นวิชาที่คนเรียนน้อย และนักโบราณคดีเป็นอาชีพที่คนน้อยมากจะรู้จัก ในประเทศไทยเปิดสอนอยู่ที่เดียว คือคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ดังนั้น ‘นักโบราณคดีเมือง’ จึงอยู่ในสเตตัส ‘ละไว้ในฐานที่เข้าใจ’

“นักโบราณคดีเมือง พูดง่ายๆ ก็คือนักโบราณคดีนี่แหละ ศาสตร์ของอาชีพนี้คือสืบเรื่องจากอดีตแล้วเอามาเล่าใหม่ ให้คนปัจจุบันรู้ว่าเคยเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่นักโบราณคดีศึกษาคือข้าวของเครื่องใช้โบราณที่คนในอดีตทิ้งไว้”

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ
เครื่องถ้วยที่ขุดเจอใต้ชุมชนเลื่อนฤทธิ์ เยาวราช

ปัจจุบันที่เรามีสร้อย แหวน นาฬิกาข้อมือ โทรศัพท์มือถือ ในวันใดวันใดวันหนึ่งวัตถุรุ่นใหม่ล่าสุดพวกนี้อาจถูกทิ้ง ทำลาย หรือยังหลงเหลืออยู่ แต่กลายเป็นขยะโบราณที่ถูกทับถมไปเป็นสิบๆ จนร้อยๆ ปี วันข้างหน้าเมื่อนักโบราณคดียุคใหม่มาเจอ ก็จะต้องสืบเสาะเรื่องจากสิ่งของเหล่านี้ เพื่อดูว่าสมัยเราคนเป็นยังไง กินยังไง มีทัศนคติยังไง ไปจนถึงมีจิตวิญญาณยังไง

ในความเหมือน มีความต่าง สิ่งที่คั่นระหว่างนักโบราณคดีเฉยๆ กับนักโบราณคดีเมือง ขั้นตอนหรือวิธีการทำงานอาจไม่ใช่คำตอบ หากแต่เป็นพื้นที่ หรือออฟฟิศกลายๆ ชั่วคราวของนักโบราณคดี 

“แต่นักโบราณคดีเมือง หรือที่เรียกภาษาอังกฤษว่า Urban Archaeology สนใจศึกษาและทำงานในเมือง หรืองานที่เกี่ยวข้องกับเมือง” 

เพราะนักโบราณคดีมีหลายเรื่องที่จะศึกษา ไม่ใช่แค่เรื่องเมือง เช่นอีกหนึ่งในหลายแขนงคือ ‘นักโบราณพฤกษคดี’ ที่สนใจเกี่ยวกับพืชพันธุ์โบราณ งานของพวกเขาคือนำดิน เมล็ดพันธุ์ในดิน หรือละอองเรณู ไปพิสูจน์ว่าพื้นที่นั้นเคยมีพืชใดขึ้น เพื่อ Reconstruct สวนโบราณขึ้นมาใหม่ให้คนรู้จัก

“นักโบราณคดีอาจจะเหมือนอินเดียน่า โจนส์ ไปสำรวจถ้ำ ไปขุดค้นวัตถุในที่ห่างไกล แต่ถ้าเป็นนักโบราณคดีเมือง งานสำรวจอยู่ในเมือง อย่างที่เห็นว่ามีคนปัจจุบันเดินไปเดินมา ใช้ชีวิตซ้อนทับอยู่บนคนรุ่นอดีต เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราต้องเจอก็คือคน คนในปัจจุบันนี่แหละที่เราต้องเกี่ยว ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านหรือหน่วยงานรัฐ”

เรื่องที่เราอาจนึกไม่ถึงคือ จะเป็นนักโบราณคดีเมือง นอกจากขุดค้นโบราณสถาน ยังต้องขึ้นโรงพัก หรือแม้กระทั่งสำนักการระบายน้ำ

“พื้นที่ตรงนั้นเกี่ยวกับใคร เราเกี่ยวทุกอย่าง”

อาจารย์กรรณิการ์เลกเชอร์วิชาโบราณคดีเมือง 101 ว่าเนื้องานเป็นแบบนี้

ต้องเป็นนักศึกษา ศึกษาข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ของพื้นที่โบราณสถานในเมืองเสียก่อน 

ต้องเป็นผู้ประเมิน นำข้อมูลทั้งความรู้ งบประมาณ เวลาที่มี มาประเมินว่าพื้นที่นั้นควรลงมือขุดมั้ย ไม่ใช่มุ่งแสวงหาความรู้อย่างเดียว 

ต้องเป็นนักเขียน เขียนจดหมายขออนุญาตกรมศิลปากร หน่วยงานซึ่งมีพันธกิจโดยตรงต่อศิลปะและทรัพย์สินมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ เพื่อขุดค้นทางโบราณคดี 

ต้องเป็นนักขุดเจาะ ขุดค้นแบบงานแฮนด์เมดอย่างประณีตด้วยเกรียง และเก็บกู้โบราณวัตถุไปสืบเสาะจากเอกสารและเจาะข้อมูลชาวบ้านว่าสมัยก่อนเมืองและคนเมืองย่านนี้เคยเป็นยังไง

นักเรียนอย่างเราเริ่มนั่งไม่ติด อดยกมือถามไม่ได้ 

“ต้องเรียกนักโบราณคดีเมืองก่อน หรือขุดเจอก่อนค่อยเรียกนักโบราณคดีเมือง”

“เอาจริงๆ เขาไม่รู้หรอกว่าต้องเรียกเราก่อน มีใครรู้มั้ยเวลาที่บ้านขุดเจอโบราณวัตถุแล้วต้องเรียกนักโบราณคดีเมือง ไม่มีใครรู้ ไม่ต้องในเมือง ที่ไหนก็ได้ คนทั่วไปไม่รู้ว่าต้องทำ”

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ

หยุดไม่ได้หรอก

ทุกวันนี้โลกหมุนไว มองไปทางไหนมีแต่การก่อสร้าง ไม่ว่าจะโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย อุโมงค์หน้าพระลาน สนามหลวง หรือรถไฟฟ้า เมืองเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ‘เรา’ ที่หมายรวมถึงนักโบราณคดีเมือง จึงไม่มีทางห้ามการพัฒนาหรือการเติบโตของเมืองได้ 

“คนที่จะเรียกนักโบราณคดีเมืองมามีน้อย เพราะการจะขุดค้นทางโบราณคดีต้องใช้เงิน และต้องใช้เวลา แต่งานก่อสร้างต้องการรีบ เพราะฉะนั้น มันสวนทางกัน งานโบราณคดีเป็นงานเชิงอนุรักษ์ เราต้องเก็บของ ต้องรักษาของ เวลาเราขุด เราเก็บมาทีละชิ้น ให้ได้รูปทรงสมบูรณ์ แต่ในขณะเดียวกันเขาใช้รถแบ็กโฮจ้วงขุด จบ ได้มาเป็นเศษแล้วโกยทิ้ง เขาไม่รู้หรอกว่าคืออะไร มันจึงหายไปหมด

“ยกเว้นหน่วยงานที่สนใจจริงๆ หรือหน่วยงานที่อยู่ในความคุ้มครองตามกฎหมาย อย่างในกรุงรัตนโกสินทร์ที่ถูกบังคับตามกฎหมายอยู่แล้วว่าอยู่ในพื้นที่คุ้มครอง เวลาจะทำอะไรต้องผ่านคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์” 

แถวเยาวราชที่เรากำลังนั่งคุยกันอยู่นี้มีโครงการก่อสร้างให้เห็น แต่ถ้าถามว่ามีนักโบราณคดีเมืองประจำมั้ย อาจารย์ตอบได้เลยว่านับที่ได้ 

“ในกรุงเทพฯ ก่อน COVID-19 ก็ขุดศุลกสถาน ตอนนี้ที่ขุดอยู่ก็มีอุโมงค์หน้าพระลาน วัดชนะสงคราม เยอะนะ เปรียบเทียบทางความหนาแน่น กรุงเทพฯ มีบริเวณขุดค้นทางโบราณคดีที่เยอะที่สุดในประเทศ มีขุดตลอด ถ้านับในช่วงยี่สิบสามสิบปีมานี้ปีหนึ่งมีหลายครั้ง แต่คนไม่ค่อยรู้ เพราะงานโบราณคดีเหมือนงานลูกเมียน้อย” 

“แสดงว่าทุกบริษัทก่อสร้างจำเป็นต้องมีนักโบราณคดีเมือง”

“ถ้าพูดจริงๆ มันต้องมี แต่ยังไม่มีกฎหมายรองรับว่าต้องมี ในกรุงรัตนโกสินทร์ โครงการใหญ่ๆ ต้องขอมติคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ คณะกรรมการฯ ก็จะให้มีเป็นปกติ แต่กับงานก่อสร้างเล็กๆ หน่วยงานอื่นก็มีหน้าที่ของเขา แค่เรายังไม่ถูกเชื่อมโยงให้รู้ว่าจะต้องทำงานร่วมกันอย่างไร”

ที่บอกว่านักโบราณคดีเป็นตำแหน่งจำเป็นในบริษัทก่อสร้างไม่ใช่เรื่องเกินจริง เพราะการจะก่อสร้างอาคารใหม่ทับบนที่เก่า ต้องมีการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งนอกจากอากาศ ชุมชน แรงสั่นสะเทือน อีกอย่างที่ลืมไม่ได้คือ สิ่งแวดล้อมทางโบราณคดี

“สถานทูตอังกฤษเราก็ทำ Dusit Central Park เราก็ทำ ดุสิตนี่ขุดให้รู้ว่ามีหรือไม่มีเพื่อเก็บกู้ และดูว่าจะดำเนินงานก่อสร้างได้มากน้อยแค่ไหน”

“ไม่ใช่แค่มีโบราณวัตถุแน่ๆ แล้วขุด แต่ไม่รู้ว่ามีรึเปล่า มาดูหน่อย ก็ได้” 

“ใช่ งานโบราณคดีเมืองที่ Dusit Central Park มีการประเมินตำแหน่งที่ตั้งของโรงแรมว่ามีโบราณวัตถุเหลืออยู่มั้ย เพราะแต่ก่อนเป็นบ้านเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) แล้วโดยรอบที่จะก่อสร้างในระยะร้อยเมตรมีโบราณสถานใกล้เคียงมั้ย ฝั่งตรงข้ามก็สถานทูตอเมริกา หรือราชกรีฑาสโมสร บ้านอับดุลราฮิมก็ตั้งอยู่ข้างๆ ระหว่างก่อสร้างจะเกิดผลกระทบต่อโบราณสถานที่รายรอบ ทำให้สั่นสะเทือนมั้ย เกิดฝุ่นมั้ย ก็ต้องเจรจากัน ต้องคุยกันว่าจะลดทอนผลกระทบยังไง งานโบราณคดีเมืองจึงไม่ได้สัมพันธ์กับแค่โบราณคดี ประวัติศาสตร์ ชุมชน แต่เกี่ยวข้องกับสถาปัตย์ วิศวะ การผังเมือง ด้วย” 

นักขุด-นักคุย

ในฐานะเป็นอาชีพที่คนมักมองว่าไกลตัว สิ่งไหนที่คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับนักโบราณคดีมากที่สุด 

“นักโบราณคดีขุดซากไดโนเสาร์”

อ้าว…

 “นั่นนักธรณีวิทยา ที่ศึกษาบรรพชีวิน โบราณคดีเราศึกษาเรื่องคนแค่ชั้นดิน แต่ถ้าเรื่องซากดึกดำบรรพ์ในชั้นหินต้องนักธรณีวิทยา หินมันอยู่ใต้ดินไปอีก และคนชอบสร้างภาพว่านักโบราณคดีถือค้อน นักโบราณคดีถือเกรียงนะ นักธรณีวิทยาน่ะถือค้อนมีปลายแหลม นักโบราณคดีใช้เกรียงขุดดิน แปรงปัดดิน จอบเสียมเครื่องมือหนักเราก็ใช้สำหรับหินแข็ง ดินแข็ง ขึ้นอยู่กับแหล่งขุดค้น” 

และข้อนี้สำคัญ นักโบราณคดีไม่ได้ใส่ชุดนักสำรวจเสมอไป

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ

“เป็นรสนิยมส่วนบุคคล มีคนแต่งแบบนั้นอยู่ แต่ไม่ใช่ทุกคน แต่งธรรมดาก็มี” อาจารย์หัวเราะ

ลบภาพอินเดียน่า โจนส์ ออกไปซะ นักโบราณคดีในชีวิตจริงเขาไม่ได้ถือแส้ แต่ถือเกรียง สมุดบันทึก ปากกาดินสอ ตลับเมตร สวมเสื้อแขนยาว รองเท้าผ้าใบ แต่ยกให้ 1 ข้อที่เหมือน คือหมวก เพราะแดดมันร้อน และขาดไม่ได้เลย แผนที่ 

แต่ละพื้นที่ในประเทศหรือบนโลกมีผืนดินต่างกัน เราพอรู้อยู่แล้วว่าจังหวัดไหนในประเทศไทยเคยเป็นทะเล เคยเป็นชายทะเล มาก่อน นักโบราณคดีเมืองก็รู้ และรู้อีกด้วยว่าต้องขุดแต่ละพื้นที่ลึกแค่ไหน 

“กรุงเทพฯ เคยเป็นทะเล ขุดไปสักเมตรหนึ่งก็เจอน้ำใต้ดินแล้ว ขุดได้แค่นั้น แต่ถ้าคุณไปลพบุรี ขุดสิบเมตร นั่นแหละทวาราวดี แต่ละที่ไม่เหมือนกัน เรื่องความลึกเราใช้ประสบการณ์ ไม่ใช่อยู่ๆ นักโบราณคดีจะขุดตรงนี้แหละ จ้วง

“อย่างที่บอก เราต้องศึกษาจากแผนที่หรือแผนผังโบราณเท่าที่เราพอจะหาได้ก่อน เอามาซ้อนทับกันเป็นเลเยอร์ แล้วหาเอกสารโบราณ พงศาวดาร หรือแม้กระทั่งงานวิจัยเดิม ให้รู้ว่าแต่ก่อนพื้นที่นี้เคยมีเรื่องเล่าอะไร และถามชาวบ้านแถวนี้เลยว่าตรงนี้เคยมีอะไรก่อนตัดสินใจขุด เคยถามอาเจ็กคนหนึ่ง อาเจ็กก็บอกว่า ตอนเด็กๆ อั๊วเคยขุดเจอคันฉ่องโบราณในบ้านนี่แหละ”

 แต่ใช่ว่าปรารถนาขุดแห่งใด จะได้ขุดแห่งนั้น 

“บางทีจะขุดตรงหน้าประตู แน่ใจว่าตรงนี้ต้องเจอของดีแน่ ต้องเจอวังแน่ แต่ถ้าคนต้องใช้สัญจรเข้า-ออกตลอดเวลา หรือตรงนั้นเกี่ยวข้องกับความเชื่อของคน เคยเป็นที่ตั้งศาลโบราณ เราก็ต้องเคารพ และอาจจะขุดไม่ได้เลย นี่คือสิ่งที่ต่างจากโบราณคดี เพราะโบราณคดีเมืองมันมีคน”

“งานนี้ให้ความสำคัญกับคน มากกว่าประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นดิน” เราทัก

“มันต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการใช้ชีวิตของคนปัจจุบันกับสิ่งที่เราต้องการ ไม่ใช่ยึดแต่ตัวเราแล้วทำให้คนอื่นเดือดร้อน ปัจจุบันมีการวัดมูลค่าทางเศรษฐกิจว่าซอยนี้คนเข้าคนออกเท่าไหร่ ตรงนี้ชุมชนใช้งานมากน้อยแค่ไหน อยู่ๆ เราจะขุดศึกษาอย่างเดียว ห่วงแต่อดีตจนหลงลืมคนปัจจุบันไม่ได้ เพราะเราจะทำให้สังคมไม่เคลื่อนไหว ซึ่งตอนนี้เรากำลังพยายามทำให้ทั้งสองเรื่องเดินไปด้วยกัน ให้งานอนุรักษ์อยู่ร่วมกับการพัฒนาได้อย่างพอดี นี่คือหัวใจของงานโบราณคดีเมือง”

สืบจากขยะโบราณ

หากกรุงเทพฯ เป็นแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ขอสมมติว่าเขตใหม่อย่างลาดพร้าวจะมีแหล่งโบราณคดีเมืองกับเขามั้ย

“ตามประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ เรารู้กันว่าบริเวณใจกลางกรุงที่มีการตั้งถิ่นฐานของชุมชน ก็คือสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรีกับฝั่งพระนคร ถ้าห่างออกไปจากจุดศูนย์กลางนี้แล้ว ความหนาแน่นก็จะน้อยลงเรื่อยๆ เพราะว่าเป็นถิ่นใหม่”

นั่นเท่ากับว่าจะมีของได้ ก็ต้องมีคน ซึ่งนักโบราณคดีเมืองรู้อยู่แล้วก่อนขุดเสียอีก

“เรารู้อยู่แล้วตามประวัติศาสตร์ รู้ว่าขุดตรงไหนจะเจออะไร ไม่งั้นเราไม่ขุด เพราะนักโบราณคดี เวลาทำงาน การขุดดินทุกครั้งเรามองว่าเป็นการทำลายหลักฐานทางโบราณคดี เพราะขุดปั๊บข้าวของพวกนี้จะไม่อยู่ตำแหน่งเดิมอีกต่อไป เพราะเราเคลื่อนย้ายเขาออกมา นักโบราณคดีให้ความสำคัญกับตำแหน่งเดิมมากๆ เราต้องบันทึกว่าอยู่ลึกเท่าไหร่ อยู่ตำแหน่งไหนในอดีต ที่เราเรียกว่า In situ” 

ที่ว่าการขุดค้นทางโบราณคดีมีตลอดมาในช่วงยี่สิบสามสิบปี ทำไมเรากลับเพิ่งมารู้ตอนสร้าง MRT สนามไชย

“งานขุดค้นทางโบราณคดีเมืองขนาดใหญ่ครั้งแรกยกให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อ พ.ศ. 2537 ตอนนั้นเขาจะสร้างหอสมุดปรีดี พนมยงค์ แล้วขุดเจอกำแพงกรุงรัตนโกสินทร์เดิม ปัจจุบันเขาอนุรักษ์ไว้ให้เป็นความรู้ ต่อจากนั้นก็มีงานโบราณคดีเมืองเมื่อมีการบูรณะหรือก่อสร้างอาคาร” 

จนกระทั่งครั้งใหญ่อีกครั้ง ไม่ใช่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่เป็นตอนทำมิวเซียมสยาม พ.ศ. 2549 เป็นโชคดีครั้งเดียวในประวัติศาสตร์โบราณคดีเมือง ที่นักโบราณคดีเมืองได้มติให้ขุดทั้งพื้นที่เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์โบราณวัตถุของคนในอดีตอย่างเต็มที่ 

“ตอนนั้นต้องขุดทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ด้านหน้าก็คือทางลง MRT เจอซากวังเจ้านายเดิมสมัย ร.3 – ร.5 เพราะแถบนั้นทั้งหมดเป็นวังเจ้านาย แล้วทางด้านหลังก็ขุดเจอซากป้อมวิไชยเยนทร์ ป้อมโบราณที่อยู่ตรงข้ามกับป้อมวิไชยประสิทธิ์ฝั่งธนบุรี มันคือป้อมบางกอกสองฝั่งที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

“พอมาสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่สามก็โปรดฯ ให้สร้างวังเจ้านายในพื้นที่นี้ เรียกว่าวังท้ายวัดพระเชตุพน จะมีห้าวัง อยู่ในพื้นที่มิวเซียมสยามสี่วัง ขุดเจอฐานรากเต็มไปหมดเลย ที่น่าตื่นเต้นคือเจอเปลือกหอยมุกมากมาย เพราะแถวนั้นเจ้านายที่ทรงกำกับกรมช่างมุกเคยประทับ ทรงทำพวกบานประตูหน้าต่างประดับมุก หรือเครื่องไม้ใช้สอยอย่างเครื่องมุก คาดว่าน่าจะออกมาจากแหล่งผลิตที่นี่ รวมถึงมีขวดน้ำหมึก เครื่องถ้วยยุโรป ขวดน้ำหอมโบราณฝรั่งเศสที่มียี่ห้อซึ่งยังอยู่จนปัจจุบัน 

“ถามว่านักโบราณคดีเมืองรู้ได้ยังไง เราดูแผนที่โบราณ มันจะบอกเลยว่าสมัยก่อนตรงนี้เป็นวังเจ้านาย ตรงนี้เป็นกระทรวง ถ้าเราเอาแผนที่สมัยอยุธยาซ้อนด้วยแผนที่โบราณสมัย 2450 แล้วเอา Google Maps มาซ้อนอีกรอบจะเห็นพัฒนาการของพื้นที่ นี่แหละคือเลเยอร์ของโบราณคดีเมือง เหมือนขนมเค้ก แต่เป็นขนมเค้กที่ไม่มีชั้น เพราะอาจมีการสืบเนื่อง เวลานักโบราณคดีขุด ต้องขุดไปถึงชั้นต่างๆ ชั้นล่างสุดคือสมัยกรุงศรีอยุธยา ชั้นบนถัดมาคือวังเจ้านาย ชั้นที่สามคือกระทรวง ชั้นบนสุดก็คือสิ่งที่เราเหยียบ อีกร้อยปีข้างหน้าตรงนี้ก็จะถูกถมไปเรื่อยๆ” 

แต่ละชั้นของการทับถมจะมีของของแต่ละยุค เวลานักโบราณคดีขุดแต่ละชั้นทำให้เรารู้ว่าของแต่ละยุคไม่เหมือนกัน จากรูปแบบ จากสี จากตัวอักษร ทำให้แยกเลเยอร์ได้ว่าชั้นนี้เป็นของคนสมัยนี้ ชั้นนี้เป็นของคนอีกสมัยหนึ่ง

นอกจากอาชีพนี้จะน่าสงสัยว่าทำอะไรกันบ้าง อีกข้อน่าสงสัยก็คือ ทำไม้ทำไมขุดยังไงก็เจอแต่ถ้วยชามรามไห หรือคนโบราณเขาถือเคล็ดว่าตอนย้ายบ้านห้ามขนไปด้วย

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ

“สมัยก่อนไม่มีระบบจัดการขยะให้เก็บมาทิ้งในที่เดียวกัน จึงยังมีเศษของใช้แตกหักหลงเหลืออยู่ ส่วนใหญ่ที่เราขุดเจอไม่ใช่ของดี น้อยมากที่จะเจอของสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เข้าใจว่าของดีๆ เขาเอาไปแล้ว อาจจะมีทั้งตกหล่นจนกระทั่งดินมาถม น้ำท่วม เกิดการทับถม หรือว่าตั้งใจทิ้ง แล้วคนก็เดินเตะไปเตะมาเหมือนถุงฮอลล์ที่เราขุดเจอบ่อยมาก

“หลังสำนักงานเขตคลองสานเคยเป็นป้อมเก่าสมัยรัชกาลที่สี่ ชื่อป้อมป้องปัจจามิตร เราขุดเจอซากฐานรากป้อมทั้งป้อมที่ชั้นล่างสุด แต่ชั้นบนเคยมีคนอยู่ จึงเจอขวด POND’s สมัยแรก พ.ศ. สองสี่เก้ากว่าๆ เจอห่อขนมสมัย พ.ศ. สองห้าหนึ่งกว่าๆ หรือเศษเหรียญ ช้อนสังกะสี จานสังกะสี เต้ารับสมัยคุณปู่ ซึ่งก็คือขยะ เราศึกษาขยะ ทำให้เรากำหนดอายุได้”

“มีอะไรเกินความคาดหมายกว่าเปลือกฮอลล์มั้ย”

“โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ที่สมัยก่อนเป็นสถานีรถไฟ และในสถานีรถไฟเคยเป็นที่ตั้งพระราชวังบวรสถานพิมุข หรือวังหลัง เขาติดต่อให้ไปดู เพราะเปิดผิวดินขึ้นมาแล้วเจอเรือใหญ่ ยาวประมาณ 25 เมตร อันนั้นยังไม่ว้าวนะ

“พื้นที่โรงพยาบาลปัจจุบันถูกขุดหมดแล้วเพื่อสร้างฐานราก สร้างที่จอดรถใต้ดิน เจอกระดูกช้าง ข้าวของเครื่องใช้ เรือใหญ่ เยอะแยะเต็มไปหมด เหลือกลุ่มพื้นที่ให้ขุดได้ไม่กี่แห่ง เพราะทางด้านหน้าที่เป็นอาคารสถานีรถไฟธนบุรีเดิม ปัจจุบันเป็นพิพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน เทปูน วางเสา เข้าไปไม่ได้เลย กับตรงทางเข้า-ออก ถ้าเราขุดคนก็ใช้งานไม่ได้ จึงเหลือพื้นที่เดียวคือสี่เหลี่ยมผืนผ้าด้านหลังอาคารพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน 

“เราขุดไปๆ แล้วเจอฐานป้อมพระราชวังหลังเฉยเลย เป็นความบังเอิญที่ไม่ตั้งใจว่าจะเจอ ที่ชอบเพราะว่าไม่เคยมีประวัติศาสตร์ที่ไหนบอกมาก่อนว่าตรงนี้มีป้อม ที่รู้ว่าเป็นป้อม เพราะหนึ่ง ลักษณะของสิ่งก่อสร้างเป็นก่ออิฐถือปูน เป็นรูปแฉกเหมือนหัวเพชร สอง ไปเจอบันทึกของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพบอกว่า ‘ที่นี่เคยมีป้อมมุมเมืองเก่ามาแต่ครั้งกรุงธนบุรี’ 

“ปัจจุบันที่เราทำผังเมืองก็แค่บอกว่าสมัยธนบุรียังมีป้อมวิไชยเยนทร์เหลืออยู่นะ แต่เราไม่เคยได้เห็นป้อมอย่างที่พูดเลย พอเราขุดเจอ มันจึงเป็นการสร้างองค์ความรู้ว่ามีป้อมอยู่ตรงนี้จริง” 

การขุดค้นเจอของที่ไม่เคยถูกบันทึกจึงสำคัญต่อนักโบราณคดีเมืองนักหนา เพราะถือเป็นการสร้างองค์ความรู้หน้าหนึ่งให้ประวัติศาสตร์ไทย ที่กว่าจะเพิ่มได้ ก็หายไปนานมาก เพราะประวัติศาสตร์ไม่เคยบอก 

ยุคประวัติศาสตร์สมัยรัตนโกสินทร์มีพงศาวดารเล่าหมดแล้วว่าพระเจ้ากรุงธนบุรีสู้รบอะไร สมัยรัชกาลที่ 1 ทรงย้ายเมืองมาตั้งที่ไหน แต่น้อยมากที่จะมีพยานหรือหลักฐานมายืนยันประวัติศาสตร์ ไม่เหมือนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่เรารู้จากหลักฐานที่เป็นโบราณวัตถุ ว่ายุคนั้นเป็นสังคมเกษตรกรรมล่าสัตว์ กินเนื้อ กินหอย การขุดเจอหลักฐานจึงเป็นทั้งเครื่องยืนยัน เป็นพยานเชิงประจักษ์ และเป็นเครื่องเพิ่มพูนความรู้ที่ไม่เคยปรากฏที่ไหนมาก่อน 

“ถ้าไม่ได้ขุด มันก็คงอยู่ใต้ดินอย่างนั้น ไม่มีใครรู้” อาจารย์บอก

ขุดแล้วไปไหน

“การขุดเจอหม้อชามรามไห เราเอามาทำอะไรต่อได้บ้าง” เราถาม

“ถ้าไม่ใช่คนที่สนใจจริงๆ เขาจะมองไม่ออกว่ามันคืออะไร มองไม่ออกเลยว่าสิ่งเหล่านี้เขาจะเอาไปทำอะไรต่อ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเก่าหรือไม่เก่า ต้องบอกก่อนเลยว่าสิ่งที่งานโบราณคดีขาด คือการประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วไปรู้จัก สร้างองค์ความรู้ว่ามันคืออะไร ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องใกล้ตัวมาก ขนาดคุณมาเยาวราชยังไม่รู้เรื่องเยาวราชสมัยก่อน หรือแม้กระทั่งบ้านใครอยู่แถวนี้เลย 

“รู้มั้ยว่างานโบราณคดีเกิดมาจากอะไร งานโบราณคดีเกิดมาจากความสนใจใคร่รู้ ต้องสงสัย สังเกต หน้าตา รูปร่าง รูปทรง นี้มันคืออะไร แล้วมันจะพาไปสู่สิ่งอื่นๆ ได้ คือเกิดความรัก ความหวงแหน ขอให้เกิดสองสิ่งนี้ก่อน ถ้าเกิดสองสิ่งนี้เมื่อไหร่ เราจะนำวัตถุพวกนี้ไปต่อยอดเป็นทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนในรูปแบบไหนก็ได้”

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ
ผลิตภัณฑ์โมเดลบ้านแบบโบราณในชุมชนเลื่อนฤทธิ์ เยาวราช ยุคต้นรัชกาลที่ 6
กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ
กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ
ผลิตภัณฑ์เครื่องถ้วยที่ได้แรงบันดาลใจจากลายเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ชิงกับเครื่องถ้วยญี่ปุ่นแบบนาริตะ
ที่ขุดเจอใต้ชุมชนเลื่อนฤทธิ์ เยาวราช

โบราณคดีในตำราคือการสร้างเรื่องราวของมนุษย์ในอดีตจากสิ่งของที่ขุดค้นได้ หรือจากการสำรวจทั้งบนดิน ใต้ดินแล้วสร้างเรื่อง ขณะเดียวกันโบราณคดีนอกตำราไม่ได้หยุดอยู่แค่การขุดค้น อธิบาย สร้างเป็นประวัติศาสตร์ให้อ่าน แต่นำวัตถุโบราณและความรู้มาบูรณาการกับศาสตร์อื่นๆ เพื่อร่วมกันพูด 

อย่างโครงการพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมย่านเยาวราชของมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก สกสว. บูรณาการคณะวิชาต่างๆ เข้าด้วยกัน เช่นงานของ รศ.จักรพันธุ์ วิลาวินีกุล ทีืนำลวดลายเครื่องถ้วยและอาคารที่ศึกษาทางโบราณคดีในชุมชนเลื่อนฤทธิ์พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

“เราไม่มองว่ามันเป็นแค่กายภาพ ถ้าเราอนุรักษ์แค่กายภาพ มันจะเป็นเมืองตุ๊กตา ไม่งั้นเราไปเมืองจำลองก็ได้ มันต้องนำทุนทางวัฒนธรรมนี้ออกมาใช้คู่กับชีวิตต่อไป” 

ลองนึกเล่นๆ ความฝันสูงสุดของนักโบราณคดีเมืองคือการได้ขุดเมืองเก่าทั้งเมืองรึเปล่า 

“นักโบราณคดีคืออาชีพที่คนเป็นจะมีนิสัยเหมือนกันอย่างหนึ่ง ตื่นเต้นเวลาเห็นของ ถามว่าอยากขุดมั้ย อยาก แต่มีความยับยั้งชั่งใจ เหมือนเป็นจรรยาบรรณ เพราะการขุดทุกครั้งถ้าเราไม่พร้อมนั่นเป็นการทำลาย ถ้าไม่รู้ว่าขุดเพื่ออะไร เราจะไม่ขุด ถ้าขุดถือว่าตอบสนองความต้องการส่วนตัว ซึ่งเราไม่ทำ แต่ถ้ามีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์เพราะพื้นที่จะเปลี่ยนไป อันนั้นต้องขุด ถ้ารัฐบาลมีงบศึกษาไม่อั้น นั่นเป็นความใฝ่ฝันของนักโบราณคดีเมือง

“แต่ปลายทางความฝันจริงๆ ของนักโบราณคดีเมืองอย่างเราคือเห็นคนทำแบบเราเยอะๆ ไม่ต้องขุดก็ได้ แค่อยากเห็นความร่วมมือที่เกิดจากหลายภาคส่วน จะเป็นชาวบ้าน สถาปนิก นักบัญชี ใครก็ได้ที่มีความรู้สึกรักเมือง มาช่วยกัน มาพูดคุยแบ่งปันความรู้ บูรณาการกัน เพื่อที่จะพัฒนาเมืองหรือย่าน โดยมีหน่วยงานที่มีอำนาจในการตัดสินใจ รัฐก็ดี เอกชนก็ดี สนับสนุนในการทำศูนย์มรดกวัฒนธรรมเมือง เพื่อเป็นศูนย์รวมข้อมูลความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเมืองทั้งหมด มีทุนให้ทำเรื่องเมือง เพื่อทำหน้าที่ดูแลรักษาเมือง”

เราปิดสมุด เก็บปากกา แล้วส่งคำถามสุดท้าย “คนเป็นสถาปนิกยังมีบ้านในฝัน แล้วเมืองในฝันของนักโบราณคดีเมืองหน้าตาเป็นยังไง”

อาจารย์กรรณิการ์นิ่งนึก

“เมืองเก่าที่อยู่ร่วมกับคนปัจจุบันได้ เป็นเมืองแห่งอนาคตที่ไม่ลืมอดีต”

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ

Writer

ศกุนตลา แย้มปิ๋ว

นักเรียนวรรณคดีที่มักเรื่องอาหาร ท้องถิ่น วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเดินทาง และเด็กจิ๋ว มีความฝันสามัญว่าอยากมีเวลาทำอาหารรสที่ชอบด้วยตัวเอง ตัวอยู่กรุงเทพฯ อัมพวา หรือเมืองกาญจน์ แต่ใจและภาพอินสตาแกรมอยู่ทุกที่ที่ไปเที่ยว

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“ความสุขของเราจะเป็นยังไง ถ้าแก่ขึ้นแล้วมีความสนุกน้อยลง” 

คำพูดข้างต้นนี้ ไม่ใช่ข้อสงสัยของ The Cloud 

แต่เป็นสิ่งที่ ป้อง-ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์ เอ่ยถามรุ่นใหญ่ของวงการอย่าง ดู๋-สัญญา คุณากร และ ปิ๊บ-รวิชญ์ เทิดวงส์ ในกองถ่ายละครเรื่อง สายรุ้ง

หากมองในมุมคนดู พระเอกที่ชื่อ ป้อง ณวัฒน์ ก็คงเป็นคนสนุกสนาน มั่นใจ ติดตลกนิดหน่อย คล้าย ๆ บทบาทคนเจ้าชู้ที่เขามักเล่น 

สิ่งที่ The Cloud สงสัย คือนอกเหนือจากที่กล่าวมา เราต่างรับรู้เรื่องราวของป้องนอกจอแก้วน้อยมาก 

ไม่ต้องยกตัวอย่างที่ไหนไกล จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าเขาเคยทำงานเป็นเศรษฐกรในกระทรวงการคลังมาก่อน และชื่นชม คีอานู รีฟส์ (Keanu Reeves)เป็นไอดอล ถึงขนาดตัดผมตามมาแล้ว

แม้ป้องจะย้ำหลายครั้งว่า ชีวิตของเขาราบเรียบ ธรรมดา บทสนทนาในวันนี้ก็มีทั้งเสียงหัวเราะสลับเสียงแอร์ดังหึ่ง มีทั้งคำถามที่ป้องตอบได้อย่างฉับไว มีทั้งคำตอบที่เขาใช้เวลานิ่งคิดไปนาน เมื่อถามถึงชีวิตในวัยต้องเปลี่ยนผ่านอีกครั้ง จากคนที่เคยมีกรอบไว้ให้ข้ามเส้นเพียงเท่านั้น และการแต่งงานมีครอบครัวดูจะไกลเกินฝัน

ไม่มีใครรู้หรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต – ป้องก็เช่นเดียวกัน 

แต่ภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เศรษฐศาสตร์คงสอนให้เขาดื่มด่ำวันเวลาได้อย่างพึงพอใจสูงสุดในทุกวัน 

นี่คืออดีตและปัจจุบันของ ป้อง ณวัฒน์ ที่เราอยากให้คุณรู้

ชีวิตติด Midlife Crisis ของ ป้อง ณวัฒน์ อดีตนักเศรษฐกรผู้ฝันอยากเป็น คีอานู รีฟส์ เมืองไทย
ชีวิตติด Midlife Crisis ของ ป้อง ณวัฒน์ อดีตนักเศรษฐกรผู้ฝันอยากเป็น คีอานู รีฟส์ เมืองไทย

Active Income

กว่า 20 ปีในวงการบันเทิง เราไม่ค่อยเห็นคุณให้สัมภาษณ์จริงจังเลย ทั้งที่คุณคุยเก่งมากนะ เป็นเพราะอะไร 

คุยเก่งครับ คุยได้ สัมภาษณ์ได้ แต่ถ้าจะตอบแบบจริง ๆ เลยคือผมไม่รู้จะเล่าอะไร เพราะรู้สึกว่าเป็นคนที่ชีวิตราบเรียบ ปกติ ไม่ได้มีวีรกรรมอะไร ไม่คิดว่าจะมีใครสนใจชีวิตผม เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง

ทำไมคุณถึงมองว่าชีวิตตัวเองไม่น่าสนใจ

ชีวิตผมราบเรียบ เรียนชายล้วนที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล เอนทรานซ์คณะเศรษฐศาสตร์ ทำงานเป็นเศรษฐกร ก็เป็นไปตามสเต็ปปกติ ไม่ได้หวือหวา เวลาฟังเรื่องคนอื่นรู้สึกสนุกมาก มีนั่นมีนี่ เรามานั่งคิดกับตัวเองว่า เราไม่มีอะไรเลยนี่หว่า เวลามีใครมาเชิญไปเล่าเกี่ยวกับตัวเองก็ไม่รู้จะเล่าอะไร

อยากฟังคุณเล่าเรื่องสมัยที่เป็นเศรษฐกร

ผมอยู่สำนักบริหารหนี้สาธารณะ ยุคนั้นงานเยอะเลย เพราะว่าเป็นวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 พอดี ที่เราได้เงินกู้จาก IMF ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าสำนักบริหารหนี้สาธารณะ หนี้สาธารณะก็คือหนี้ของประเทศที่เราแบกกันอยู่ทุกคน เราได้เงินกู้มาแต่ละอย่างมันจะมีเงื่อนไขของมันอยู่ ผมเข้าไปทำประมาณปีเดียว ได้ทำ Chiller Replacement Project คือมาเปลี่ยนเครื่องทำความเย็นเพื่อสิ่งแวดล้อม เป็นเงินกู้ที่ไม่มีดอกเบี้ยด้วย ซึ่งปกติเงินกู้จะมีดอกเบี้ยสูงมาก ถ้าคุณกู้มาทำ Infrastructure ทำถนน ไฟฟ้า ลงทุนเพื่อสาธารณูปโภค แต่นี่เป็นเงินกู้ที่ไม่มีดอกเบี้ย ก็ได้ทำโปรเจกต์นี้จนเสร็จ ถือว่าได้เป็นส่วนเล็ก ๆ ที่ทำให้โลกน่าอยู่ขึ้นนิดหนึ่ง

คุณจบ ป.ตรี จากคณะเศรษฐศาสตร์ เลือกต่อ ป.โท ในคณะเดิมอีก แล้วยังเลือกประกอบอาชีพเป็นเศรษฐกร คุณชอบอะไรในเศรษฐศาสตร์

มันเริ่มตอนเอนทรานซ์ ตอนที่เราเรียนเซนต์คาเบรียลก็ไม่ได้อะไรมาก วันที่จะเอนทรานซ์ค่อยมาคิด ช่วงนั้นยุค 90 วิศวะ นิเทศ ฮิตมาก คะแนนสูงมาก ส่วนหมอก็ฮิตตลอดเวลาอยู่แล้ว เราก็ไม่ได้เรียนเก่งมาก อยู่ในระดับกลาง ๆ วิศวะฮิตก็จริงแต่ตอนนั้นคิดว่าเราไม่อยากคิดเลขจนแก่ จะให้ไปเรียนนิเทศหรือรัฐศาสตร์ก็ไม่ค่อยชอบ แล้วบังเอิญมาเจอรุ่นพี่เจอญาติ ๆ ก็มาชวนว่าไม่สนใจเศรษฐศาสตร์หรือบริหารหรอ 

เป้าหมายของการบริหารคือ Max Profit ต้องการกำไรสูงสุดให้กับบริษัทแต่เป้าหมายของเศรษฐศาสตร์คือ Max Utility คือต้องการความพึงพอใจสูงสุด คอนเซ็ปต์ง่าย ๆ คือทำยังไงให้คนพึงพอใจสูงสุดภายใต้ทรัพยากรที่เรามีอยู่ ผมรู้สึกว่ามันดีนะ มันทำให้เรามีความสุขและจัดการทรัพยากรจำกัดให้ได้ผล 

เศรษฐศาสตร์เป็นคณะที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ ก่อนหน้าที่จะรู้จักเศรษฐศาสตร์ คุณบริหารจัดการชีวิตตัวเองได้ดีไหม

ผมเป็นเด็กอยู่ในกรอบปกติ ผมไม่เคยมีวีรกรรมเกกมะเหรกเกเร ไม่โดดเรียน เราสนุกกับการมาโรงเรียนด้วยซ้ำ เพื่อนเยอะมาก เฮฮา วัยรุ่นเราอาจจะติดหล่อบ้างตามประสา เวลาไปเรียนพิเศษที่สยาม เจอผู้หญิงก็ตื่นเต้นแล้ว คุยไม่เป็น เราอยู่ชายล้วนมาตลอด 

เป็นชีวิตธรรมดาของเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่ได้เกเรแล้วก็ไม่ได้เรียบร้อย ซึ่งตอนเด็กก็ยังไม่มีเป้าหมายในชีวิตเยอะ เศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ใช้ได้กับการจัดการทุกอย่างในชีวิตผม

คุณบอกว่าตัวเองอยู่ในกรอบมาตลอด แต่ในอินสตาแกรมของคุณเขียนไว้ว่า If you obey all the rules, you miss all the fun คุณได้คตินี้มาจากไหน

ก็แค่เอาขึ้นให้มันเท่ ๆ ไปอย่างนั้นแหละ (หัวเราะ) 

ได้มาจากรุ่นพี่คนหนึ่งเคยขึ้นเอาไว้ ผมรู้สึกว่ามันเจ๋งดี เพราะเราควรจะต้องหลุดนอกกรอบบ้าง แต่คำว่านอกกรอบของผมมันคือนิด ๆ หน่อย ๆ ไม่ใช่สุดโต่งเกินไป เราอยู่ในกรอบกันมาจนเคย ถ้าเราลองเลี้ยวไปบ้าง ได้ลองท้าทาย ได้เกเรนิด ออกนอกกรอบหน่อย มันก็น่าจะตื่นเต้นเร้าใจมากขึ้น

แล้วพอโตขึ้นมา เราก็จะรู้ว่ากฎทั้งหลายแหล่ที่อยู่ในสังคมมันตั้งโดยคน ซึ่งคนที่ตั้งก็อาจจะไม่ได้ฉลาดหรือเก่งไปกว่าคุณเลยก็ได้ ทำไมคุณถึงไม่ลองใช้ชีวิตนอกกรอบดูบ้าง

อย่างเรื่องแต่งงาน คนชอบถามผมทำไมไม่แต่งงาน มีลูก ผมมานั่งคิดว่า ใครเป็นคนคิดว่าต้องแต่งงานตอนอายุ 20 ปลาย ๆ 30 ต้น ๆ ต้องมีลูกตอนอายุเท่าไรถึงไม่แก่เกินไป 

แสดงว่าตอนนี้คุณยังไม่มีความคิดเรื่องแต่งงาน

แต่งได้ ถ้ารู้สึกว่าอยากอยู่กับเขา อยู่ด้วยแล้วมีความสุข ไม่ได้อยากแต่ง เพราะมึงแก่แล้วนะเว้ย เดี๋ยวมีลูกไม่ทันใช้ เพื่อนมึงแต่งกันหมดแล้วนะ แบบนี้ผมว่าไม่ใช่ ซึ่งใครเป็นคนกำหนด 

อย่างที่บอก เศรษฐศาสตร์สอนให้เรารู้ว่าความพึงพอใจของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราทำแบบที่เราชอบก็พอแล้ว

ชีวิตติด Midlife Crisis ของ ป้อง ณวัฒน์ อดีตนักเศรษฐกรผู้ฝันอยากเป็น คีอานู รีฟส์ เมืองไทย

Win-Win Situation

ชีวิตของคุณเริ่มออกนอกกรอบเมื่อไร

อาจจะเป็นตอนฝึกการแสดง จริง ๆ นะ 

เมื่อก่อนตอนทำงานปกติ ผมไม่ได้อยู่ในกรอบมาก แต่ก็ไม่กล้าฉีกออกมาเยอะ อย่างการแสดงก็เป็นอะไรที่ไกลตัวผมมากเลย เวลาออดิชัน เวลาเรียนการแสดง เราต้องกล้าแสดงออกเยอะ ๆ ต้องฉีกกรอบตัวเองมาก แรก ๆ เราอายมาก ไม่กล้าทำเลย แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่อยู่ตรงนั้นแล้วคนมาดูเรา อาจารย์มาดู ผู้บริหารมาดู คู่แสดงเราก็อยู่ตรงนี้แล้ว บางทีเราก็ต้องกลั้นเอาไว้ ลองดูสักครั้ง ถึงจะต้องฝืนตัวเองบางครั้งก็ตาม บางคนที่เขาเป็นคนสนุกสนาน Born to be เขาก็คงคิดว่าไม่เห็นยากเลย แต่สำหรับเรา กว่าจะกะเทาะเปลือกไข่ตรงนั้นออกมาได้ก็ใช้เวลาอยู่เหมือนกัน

ตอนไหนที่คุณรู้สึกหลงรักอาชีพนักแสดง

ทุกวันนี้ตื่นเช้าไปกองผมรู้สึกมีความสุข บางคนบ่นเหนื่อยจัง ขี้เกียจจัง ไม่สนุกเลย แต่ผมยังสนุกอยู่ ผมชอบการทำอะไรเป็นทีมมาก ชอบความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ผมจะซึ้งกับอะไรพวกนี้มาก เวลาดูหนังรักก็เลยไม่ค่อยอิน แต่ถ้าดูหนังเกี่ยวกับเพื่อนหรือกีฬาแม่งโคตรอิน (หัวเราะ) เมื่อก่อนหนังเรื่อง Remember the Titans สนุกมากนะ เกี่ยวกับอเมริกันฟุตบอล 

แล้วผมเคยทำงานออฟฟิศมาก่อนก็ยังไม่สนุกเท่านี้ ตื่นเช้าเวลาเดิม นั่งโต๊ะตัวเดิม ต่อให้เลื่อนยศ ได้มีห้องส่วนตัว แต่ผมว่ามันไม่ใช่ชีวิต 

ถ้าไม่เจออาชีพนักแสดง คิดว่าทุกวันนี้คุณจะยังอยู่ในแวดวงเศรษฐศาสตร์อยู่ไหม

อาจจะไม่ เพราะตอนที่ทำงานอยู่รู้สึกว่าคนเก่งเยอะเหลือเกิน เราอาจจะไม่รุ่งทางนี้ก็ได้ 

ประเด็นของการทำงานคือความสุขมากกว่า มันไม่ได้สนุกมากแต่มันก็ไม่ได้แย่ เราเองก็ทำได้ แต่ผมรู้สึกว่ามันต้องสนุกว่ะ ตื่นมาต้องรู้สึกอยากทำมัน ไม่ใช่ทำก็ได้ เพื่อเงิน เพื่อความก้าวหน้า เพราะถ้าคิดแบบนั้นกว่าจะมีความสุขไม่ต้องอายุ 50 – 60 หรอ เราควรมีความสุขระหว่างทางในทุก ๆ วันรึเปล่า

ตอนที่เป็นนักแสดงแรก ๆ มองตัวเองในเส้นทางสายนี้ไว้ยังไงบ้าง คิดไหมว่าจะโด่งดังขนาดนี้

โอ้โห ไม่เลย จากคนอยู่ในกรอบเรียนหนังสือปกติ ตอนเริ่มแรกมันก็ไกลตัวมากเลย เมื่อก่อนจะเป็นแมวมองเดินเอานามบัตรมาให้ตามห้าง ผมก็เคยได้อยู่เหมือนกันนะ (หัวเราะ) ละครเรื่องแรกที่เล่นคือ เลือดหงส์ ก็ยังคิดในใจอยู่เลยว่าจะมีเรื่องต่อไปรึเปล่าวะ เราก็ไม่ได้เล่นดีขนาดนั้น ถ้ามองย้อนไปจนถึงตอนนี้ เออ ก็ไม่น่าเชื่อว่าผมมาได้ถึงตรงนี้นะ

คุณคงรู้อยู่แล้วว่า ผู้คนขนานนามให้คุณเป็นเจ้าชายแห่งวงการนอกใจเมีย คิดว่าทำไมถึงมีแต่บทบาทแนวนี้เข้ามาหาคุณ

คือสื่อมีอิทธิพลกับคนมากนะ ผมเล่นละครมาหลายเรื่อง หลายบทบาท ต้องยอมรับว่าบทที่เมียเยอะ ๆ ดังมาก เรตติ้งดีมาก เช่น สงครามนางฟ้า ขุนแผน เมีย 2018 เป็นเรื่องที่มีเมียเยอะทั้งนั้นเลย เราก็ต้องทำตามตลาด บางครั้งคนเจอผมตามท้องถนน ก็คิดไว้เลยว่าผมเจ้าชู้กับมีแฟนเยอะ ซึ่งมันไม่จริง 

บางคนในจอดี๊ดี เจอข้างนอกแย่มาก มีเยอะแยะตามข่าว ถ้าอยากรู้จริง ๆ ก็มานั่งคุยกันแบบนี้สักชั่วโมงแล้วจะรู้ว่าเราเป็นยังไง แต่เราก็มองในแง่ดีว่า โอ๊ย เราคงเล่นดีมั้ง เขาเลยเชื่อมาถึงในชีวิตจริง คิดว่าเราเจ้าชู้ 

ถ้าให้ตั้งฉายาให้ตัวเอง คุณจะเป็นเจ้าชายแห่งวงการอะไร

(หัวเราะ) ไม่มีหรอก การเป็นเจ้าชายมันต้องเป็นเบอร์ 1 ของวงการนั้น ๆ ไม่ใช่หรอ

ลองสมมติ

ผมอยากเป็น คีอานู รีฟส์ เมืองไทย (หัวเราะดัง) 

ผมชอบคีอานูมาก เขาเป็นคนที่ไม่เคยได้รางวัลทางการแสดงเลย ไม่เคยได้ออสการ์ เหมือน ทอม ครูซ (Tom Cruise) ที่ไม่เคยได้อะไรเลย แต่เขาเล่นหนังดังทุกเรื่อง แล้วภาพลักษณ์ก็ดี เป็นคนติดดิน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นอิทธิพลจากสื่อด้วยรึเปล่า แต่เท่าที่เรารับรู้ คือเขาเข้าถึงง่าย เป็นที่นิยม แล้วก็หล่อด้วย

เมื่อก่อนตอนวัยรุ่นผมเคยไปตัดผมสกินเฮดทรง Speed (ภาพยนตร์ปี 1994 ที่โด่งดังมากของ คีอานู รีฟส์) ขุนแผน ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ตอนนั้นคิดอยู่ว่าจะเอาทรงผมแบบไหน ผมคงทำทรงแสกกลางแบบละครพีเรียดเรื่องอื่น ๆ ไม่รอด แล้วก็ขี้เกียจทำผมนาน ๆ ผมบอก พี่สันต์ ศรีแก้วหล่อ ผู้กำกับว่า “พี่ลองสกินเฮดให้ผมไหม แบบคีอานู” พี่สันต์พูดมาคำเดียวเลยว่า “ถ้ามึงคิดว่ารอดก็เอาเลย (หัวเราะ)”  บางครั้งเราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง อาจจะหล่อน้อยลง แต่ก็ต้องเปลี่ยน 

ชีวิตติด Midlife Crisis ของ ป้อง ณวัฒน์ อดีตนักเศรษฐกรผู้ฝันอยากเป็น คีอานู รีฟส์ เมืองไทย

Demand & Supply

ในชีวิตนักแสดง บทบาทไหนที่ส่งผลกระทบกับตัวคุณมากที่สุด

สงครามนางฟ้า กระทบในแง่ดีด้วย เพราะก่อนหน้านี้เล่นเป็นพระเอกแสนดีมาก รักเดียวใจเดียว พอมาเล่นเรื่องนี้ต้องเป็นพระเอกร้าย ๆ และฟีดแบ็กดีมาก ทำให้เราแจ้งเกิดในวงการ เรื่องนี้ได้ พี่ป้อน นิพนธ์ มาเป็นผู้กำกับ ผมได้เรียนรู้จากพี่ป้อนเยอะมากเรื่องการแสดง 

แล้วก็ส่งผลให้ผมได้ไปประเทศจีน มีช่องอันฮุย ดังเรื่องบันเทิง ละครต่างประเทศจะมาอยู่ช่องนี้ เหมือนเราดู เปาบุ้นจิ้น ที่ต้องมาพากย์เสียงไทยทับ เขาก็เอาละครผมไปหลาย ๆ เรื่อง คนพากย์เสียงผมก็ยังเป็นคนเดิม แล้ว สงครามนางฟ้า เนี่ยมันดังมาก จนกระทั่งมีโปรเจกต์ให้ผมไปเล่นละครที่เมืองจีน ก็เลยรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่มีผลกระทบกับชีวิตผมเยอะมาก และทำให้ผมได้แจ้งเกิดอีกครั้งที่เมืองจีน

กองถ่ายต่างประเทศมีความเหมือนหรือต่างกับไทยยังไง

บ้านเราเป็นละครแบบจันทร์-พุธ เรื่องหนึ่ง พฤหัส-อาทิตย์ เรื่องหนึ่ง แต่ที่นู่นสมมตินางเอกมาจากปักกิ่ง ผมมาจากเมืองไทย ตัวร้ายมาจากเซี่ยงไฮ้ ทุกคนหิ้วกระเป๋ามาอยู่ที่โรงแรมนี้ อยู่ที่เมืองนี้ด้วยกัน คิวถ่ายทุกวันจันทร์-อาทิตย์ จนเสร็จแล้วก็แยกย้าย ไม่เหมือนบ้านเราที่ถ่ายเสร็จก็กลับบ้าน ที่ต่างอีกก็คืองบเขาเยอะมาก ดูก็รู้เลยว่าโปรดักชันอลังการ 

ความกระตือรือร้นของนักแสดง ทีมงาน ความผูกพันในกอง คล้าย ๆ เมืองไทย รักกัน ช่วยเหลือกัน 

อาหารการกินก็ต่างหน่อย ผมเคยกินซุปหนึ่ง กิน ๆ ไปแล้วรู้สึกว่า เฮ้ย ซุปอะไรแปลก ๆ ลองไปดูในหม้อใหญ่ปุ๊บ โอโห กระดองเต่ามาเลย ผมก็บอกว่าคนไทยไม่กินเต่านะ เขาบอกว่า “Why? It’s a kind of fish. มันก็เป็นปลาชนิดหนึ่ง” 

เป็นประสบการณ์ที่ผมจำไม่ลืมเลย สนุกมาก การไปอยู่จีน 4 เดือน

คุณได้สกิลล์อะไรเพิ่มเติมกลับมาที่ไทยบ้าง

หนึ่ง ภาษาจีน พอพูดได้สื่อสารได้ 

สอง เราได้ประสบการณ์เรื่องการตรงต่อเวลา เช่น นางเอกทำงาน 8.00 น. เลิก 20.00 น. ผมเห็นกับตาเลยผู้กำกับเดินมาคุยกับเขาว่า ยังถ่ายไม่เสร็จ ขอถ่ายต่อได้ไหม เขาบอกว่า ไม่ได้ แล้วก็เก็บกระเป๋ากลับเลย ซึ่งเขาก็ไม่โกรธกัน เป็นมืออาชีพมาก ๆ 

ในเมืองไทยไม่มีทางนะ ยังไง ๆ ก็ต้องอยู่ หรือถ้าไปก็ต้องโดนด่าแน่ว่าไม่มีน้ำใจ แต่ที่นี่มันเป็นเรื่องปกติมาก เพราะเซ็นสัญญากันไว้ ประเทศเรายังมีความอะลุ่มอล่วย ผมมองว่ามันเป็นทั้งข้อดีและข้อไม่ดีที่ต้องปรับกันไป

แล้วบทบาทไหนที่ใกล้เคียงกับความเป็น ป้อง ณวัฒน์ มากที่สุด

คงเป็นบทคอเมดี้หน่อย ๆ ที่ไม่เครียด อย่างเรื่อง ซุป’ตาร์กับหญ้าอ่อน เล่นเป็นดาราอายุมากที่ยังไม่แต่งงานด้วย จนเรา เฮ้ย เขียนบทจากกูเหรอ (หัวเราะ) เวลาเข้าฉากละครที่เป็นคอเมดี้เบา ๆ ที่ไม่ได้ดราม่าเยอะก็ใช้ความเป็นตัวเองเข้าไปเล่นเยอะ เขาถามอะไรมาเราก็ตอบแบบนั้น สบาย ๆ เป็นธรรมชาติ 

จะได้เห็นอะไรใหม่ ๆ จากคุณบ้างในละครเรื่องล่าสุด สายรุ้ง

ใครเกิดทันละครตบจูบโบราณ อย่างที่ผมเคยเล่นก็เรื่อง เงาอโศก ผมว่า สายรุ้ง ก็เป็นละครแนวตบจูบ แต่เด็กรุ่นใหม่ถ้าดูละครตบจูบตอนนี้อาจจะรู้สึกเชย ไม่สมจริง 

โอ๋-คฑาเทพ ไทยวานิช ผู้กำกับนำเรื่องราวของ สายรุ้ง ที่ พี่แอน ทองประสม เคยเล่นมาเล่าใหม่ ให้มีความโมเดิร์น สนุกสนาน แต่มีกลิ่นอายของละครตบจูบยุคเก่าอยู่ ซึ่งมันยากนะที่จะเอาความเชย ความโบราณ มาปรับให้ทันสมัยและแซ่บขึ้น เป็นละครตบจูบเวอร์ชันปี 2022 อยากให้เด็กรุ่นใหม่ที่เกิดไม่ทันหรือคนที่เกิดทัน ลองมาดูว่าการนำเสนอแบบใหม่นี้มันเป็นยังไง

คุณเองถือว่าเป็นรุ่นพี่ในวงการ และที่ผ่านมาก็มักแสดงร่วมกับรุ่นน้อง แต่เรื่องนี้ต้องประกบกับรุ่นใหญ่ตัวจริงเสียเอง รู้สึกยังไงบ้าง

เรื่อง ซุป’ตาร์กับหญ้าอ่อน นางเอกอายุ 22 เอง บ้าบอมาก นักแสดงรุ่นใหม่คนอื่น ๆ เขาก็จะรู้สึกเกร็งที่ต้องเข้าฉากกับพี่ป้อง เช่นเดียวกันกับผมที่ต้องเข้าฉากกับพี่ดู๋-สัญญา คุณากร, พี่ปิ๊บ-รวิชญ์ เทิดวงส์, พี่บุ๋ม-ตรีรัก รักการดี ฯลฯ

อาหนิง-นิรุตติ์ ศิริจรรยา อาที่ผมเคารพมาก ผมเล่นกับแกเรื่องแรกคือทะเลริษยา ตอนนั้นก็เป็นเด็กวัยรุ่น เวลาเล่นแล้วพูดผิด ผมก็ขอโทษครับ เอาใหม่ได้ไหม อาหนิงพูดมาประโยคหนึ่งว่า “จะไปคิดอะไรมาก พูดผิดก็เทคใหม่ แค่นั้นเอง”

ผมรู้สึกว่า เออ มันแค่นี้เอง แล้วเขามีความเมตตาปราณีเรา น่ารักกับนักแสดงรุ่นใหม่ ๆ ผมก็เลยจำมาจนวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงรุ่นเล็กหรือนักแสดงใหม่ จะกี่เทปผมไม่เคยว่า ไม่เคยโกรธ เข้าใจเลย เพราะเราเคยเป็นอย่างนั้นมาก่อน เผลอ ๆ เราห่วยกว่าน้องคนนี้อีก ได้มาจากอาหนิงนี่แหละ แกไม่ได้สอนนะ แต่แกทำให้เห็น เรารู้สึกว่านักแสดงรุ่นพี่ รุ่นโตมันต้องทำกันอย่างนี้ พอละครเรื่องนี้มาเข้ากับพี่ดู๋ พี่ปิ๊บ ฯลฯ ก็ตื่นเต้นกดดัน แต่เขาก็ใจดีกันมาก จากที่เด็ก ๆ เคยเกร็งผม เรื่องนี้ผมก็มาเกร็งต่ออีกทีหนึ่ง (หัวเราะ)

คุณมีคำแนะนำอะไรให้กับนักแสดงรุ่นเล็กเวลาเข้าฉากด้วยบ้าง

คำแนะนำหลักผู้กำกับเป็นคนให้ แต่ถ้าน้องมาถามนอกรอบ ผมก็พยายามเอาจากประสบการณ์ที่เคยเจอ เพราะผมเชื่อเลยว่าตอนที่ผมเริ่มผมแย่กว่าเขา ผมไม่มีประสบการณ์ ไม่มีพรสวรรค์ ผมก็เลยเข้าใจปัญหาและเข้าใจสิ่งที่เขารู้สึก จะพยายามจินตนาการว่าตอนนั้นเราเป็นยังไงนะ เราต้องการคำแนะนำแบบไหน เราก็พยายามแนะนำแบบนั้น

ในต่างประเทศ มีดาราที่อยู่ในวงการนาน ประสบการณ์สูงหลายคนที่ยังได้รับบทเป็นพระเอก แต่ประเทศไทยดูไม่เป็นอย่างนั้น คุณคิดว่าทำไม

ทีมงาน นักแสดง โปรดักชัน ผู้กำกับ คนเขียนบท ของทั้งประเทศไทยมีฝีมือมาก แต่ไม่ว่าจะทำอะไรเราต้องทำตามตลาด ผมเคยเล่นละครเรื่องหนึ่งชื่อ กาหลมหรทึก เท่มาก สนุกมาก แต่เรตติ้งไม่ได้เลย คนไม่ชอบดู แล้วคนด่าละครไทยว่าอะไรบ้าง น้ำเน่า ตบจูบ เรตติ้งกลับดีและขายได้ เราก็ต้องทำตามตลาด 

ละครไทยจะยกระดับแค่ส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้ คำถามคือทำไมสังคมยังต้องการละครแบบนี้อยู่ การศึกษา สภาพสังคม ทำให้รู้สึกว่าละครดีทำยาก ถึงวันนั้นผมก็คงรับบทเป็นพ่อ เป็นอะไรไป

ละครไทยมักจะมีแต่ละครชายหญิง หึงหวง ตบตี นักแสดงสวยหล่อ ตราบใดที่คอนเทนต์ของเรายังไม่ครอบคลุมด้านอื่น มันก็คงยากที่จะเป็นอย่างนั้น 

เมื่อก่อนช่อง 3 แข่งกับช่อง 7 ช่อง one31 ช่อง 5 ฯลฯ แต่ตอนนี้คู่แข่งของเราคือ สตรีมมิ่ง ซีรีส์เกาหลี ซีรีส์ต่างประเทศ ถ้าอยากให้คนกลับมาดูละครไทยก็ต้องทำให้มันเก่ง มันดี ถ้าอยากจะพัฒนาก็ต้องขยายพล็อตให้กว้างขึ้น นักแสดงหลากหลายมากขึ้น และตลาดต้องดูเรา 

ต้องยกระดับกันทั้งประเทศ แล้วของดี ๆ เก๋ ๆ จะตามมาเอง 

อะไรทำให้คนคนหนึ่งสามารถประกอบอาชีพเดียวมา 20 ปี และยังคิดจะทำต่อไปเรื่อย ๆ

การแสดงมีข้อดีหลายอย่าง สิ่งที่ผมชอบคือเวลาไปที่ไหนในประเทศไทยตอนนี้ ลามไปถึงเมืองจีนด้วย ทุกคนเหมือนเป็นเพื่อนผม ผมชอบความรู้สึกนี้มาก ไปเจอคนไม่รู้จักเขาก็จะ “เฮ้ย พี่ป้อง หวัดดี” ทุกคนรู้จักเรา ต้อนรับเรา ผมรู้สึกว่าทุกคนในประเทศนี้เป็นเพื่อนเราหมด 

ส่วนเรื่องงาน คนชอบถามมากเลยว่ามีบทอะไรยังไม่ได้เล่น แล้วอยากเล่นมาก คนอื่นก็จะตอบบทคนบ้า บทยาก ๆ ผมรู้สึกว่าข้อดีของการแสดงคือเราได้เป็นอะไรที่เราไม่เคยได้เป็นในชีวิตจริง ได้เป็นตำรวจ เป็นโจร เป็นหมอ แต่ถ้าเราเข้าฉากและมีสมาธิดี มันมี Magic Moment ที่เรารู้สึกเหมือนได้เป็นอย่างนั้นจริง ๆ นะ

คำถามที่ว่าทำไมถึงยังชอบอาชีพนี้อยู่และไม่เปลี่ยน เพราะว่าทุกครั้งที่ได้บทใหม่ ๆ มา ไม่ต้องวิลิศมาหรา ไม่ต้องเล่นเป็นคนโรคจิตหรืออะไรมากมาย แค่เป็นบทที่เราไม่เคยเล่น ไม่เคยเป็น ผมก็รู้สึกว่าผมกำลังจะได้เป็นคนใหม่แล้ว 

แต่มันก็มีคนที่ไม่ชอบคุณด้วยรึเปล่า

ไม่ค่อยนะครับ ผมก็เป็นคนกวนตีนไปเรื่อย ไม่ใช่แค่ผมนะ คนที่รับบทเป็นตัวโกงด้วย ไม่มีใครดูละครแล้วเกลียดคนแสดงหรอก นอกจากว่าผมพูดเรื่องการเมืองแล้วเขาจะเกลียดผมบ้างแค่นั้นแหละ (หัวเราะ) 

ชีวิตติด Midlife Crisis ของ ป้อง ณวัฒน์ อดีตนักเศรษฐกรผู้ฝันอยากเป็น คีอานู รีฟส์ เมืองไทย
ชีวิตติด Midlife Crisis ของ ป้อง ณวัฒน์ อดีตนักเศรษฐกรผู้ฝันอยากเป็น คีอานู รีฟส์ เมืองไทย

Invisible Hand

นอกจากเล่นละคร ออกงาน ชีวิตในวันธรรมดา ๆ ของ ป้อง ณวัฒน์ ทำอะไรบ้าง 

ผมเข้าฟิตเนสแน่นอน โชคดีที่ผมเป็นคนชอบออกกำลังกาย และฟิตเนสของผมมันไม่ใช่แค่ฟิตเนส แต่มันเป็นเหมือนสโมสร เพราะเพื่อนทุกคนอยู่ที่นั่นหมด เพื่อนสนิทที่สุดเข้าไปยังไงก็เจอ กลายเป็นว่าเราเข้าไปคุย กินข้าว กินกาแฟ บางทีกว่าจะได้เล่น โอโห นานมาก บางคนจะใช้เวลาพักผ่อนไปกับการเดินห้าง แต่ผมแช่อยู่ที่ฟิตเนสได้ทั้งวัน

ทั้งวัน?

ผมอยู่ได้ ไปถึงกินข้าว นั่งรอย่อย กินกาแฟ เล่นเกม หิวก็ไปกิน เสร็จก็ไปเล่น เป็นวันพักผ่อนของผมเลยการอยู่ที่ฟิตเนส ซึ่งมันก็ได้สุขภาพ ได้หุ่น เป็นผลพลอยได้ที่ดี บางคนบอกว่าไม่อยากออกกำลังกาย เบื่อ แต่โชคดีที่ไปแล้วผมมีความสุข สนุกกับมันมาก

เคยดูรายการหนึ่งที่ไปเปิดบ้านคุณแล้วเห็นห้องฟิตเนสใหญ่อลังการ

ต้องขอบคุณสปอนเซอร์ เขาบอกว่ามีเครื่องเล่นอีกหลายอย่างที่อยากลงแต่พื้นที่ไม่พอ ผมก็เลยบอกว่างั้นทุบห้องเลย

แล้วจริงไหมที่บ้านของคุณมีห้องที่สร้างไว้เผื่อลูก

ผมว่าคนเรามันไม่ได้สร้างบ้านทุก 5 ปี 10 ปีถูกไหม ผมก็ต้องแพลนไว้ว่าอันนี้เป็นห้องเรา ห้องลูก ห้องแม่บ้าน ห้องฟิตเนส 

เราผ่านชีวิตมาเยอะแล้ว อย่างที่บอก ใครเป็นคนตั้งกฎว่าเราทุกคนจะต้องแต่งงาน ผมไม่เอาแน่ ๆ นะ การแต่งงานตามโรงแรม ต้องไปยืนคล้องพวงมาลัย ถ่ายรูปกับแขก มีซุ้มเข้าไปในงาน มันไม่ใช่สไตล์ผมเลย แล้วใครเป็นคนกำหนดอีกว่าการแต่งงานต้องเป็นแบบนั้น 

ผมคิดไว้แล้วว่าถ้าแต่ง ผมจะแต่งไกล ๆ ในที่ที่คุ้นเคย คนที่ไปจะต้องเป็นคนที่รักเราจริง สนิทจริง ๆ เพราะต้องนั่งรถนั่งเรือไกลมาก ถ้าจัดที่กรุงเทพฯ คนอาจจะมาเพราะเกรงใจ แต่ถ้าเราแต่งไกลเขาไม่ไปก็ไม่กดดัน มันไม่น่าเกลียด ผมเคยคิดอย่างนี้นะ 

จากการรับบทเป็นคนเจ้าชู้มามากมาย ถ้า ป้อง ณวัฒน์ มีลูก คุณจะเป็นพ่อแบบไหน

ผมไม่ตามใจแน่ ๆ ตอนนี้ผมก็มีหลาน 2 คน ผมเป็นน้าสายโหด 

เวลาไปเดินตามที่สาธารณะแล้วเห็นเด็กเสียงดังโวยวาย เรายังไม่ชอบเลย ถ้าเป็นลูกเรา ผมรักลูกผมอยู่แล้ว แต่ผมต้องการให้คนอื่นรักลูกผมด้วย ลูกผมต้องเป็นเด็กมีสัมมาคารวะ ผมจะติวเข้มเลยว่า สวัสดีต้องมี ขอบคุณต้องมี เจอหน้าใครต้องไหว้ ผมจะไม่ตามใจลูก อยากให้ลูกเป็นเด็กมีวินัย

ความรู้สึกที่ได้เป็นน้าป้องของหลาน ๆ เป็นยังไง

ก็ดีเหมือนกันนะ ผมมีพี่สาวคนเดียวชื่อพี่แป้ง ค่อนข้างสนิทกันมาก บ้านที่สร้างก็อยู่ในรั้วเดียวกัน บ้านพ่อ บ้านผม บ้านพี่สาว เดินถึงกันหมด มันทำให้ผมไม่ค่อยเหงา 

วันที่พี่แป้งท้องลูกคนแรก ผมก็รู้สึกว่า “เรากำลังจะมีสมาชิกใหม่หรอ มีเด็กคนหนึ่งเกิดขึ้นมาในบ้านเรามันจะเป็นยังไงวะ” 

ตอนนี้เขามี 2 คนแล้ว ผมก็ได้เรียนรู้จากเขา ได้เห็นว่าเด็กมันจะมีช่วงวัยที่เริ่มดื้อ เริ่มรู้เรื่อง เหมือนการซ้อมเหมือนกันนะ เอาจริง ๆ ถ้าผมมีลูกตัวเองเลย อาจจะไม่เข้าใจและดูแลได้ไม่ดีเท่าการมีหลานมาให้ซ้อมมือ 

แต่คนเป็นน้าเป็นอาเนี่ย พอเด็กเบื่อหรืองอแงเราก็หนีได้ แต่คนเป็นพ่อเป็นแม่มันหนีไม่ได้ไง เป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ ผมก็ต้องพร้อมพอสมควร

งั้นหลังจากที่คุณได้เป็นน้าป้อง เวลาเห็นเด็กดื้อตามห้างยังรู้สึกเหมือนเดิมไหม

ผมก็เข้าใจมากขึ้น (หัวเราะ) คือเราไม่โทษเด็ก แต่จะโทษพ่อแม่เขา เด็กเป็นยังไงก็อยู่ที่การเลี้ยงดู 

เศรษฐศาสตร์ในชีวิต Midlife Crisis และไอดอลในดวงใจของ 'ป้อง ณวัฒน์' พระเอกละครผู้มีกรอบไว้ให้ข้าม

ป้อง ณวัฒน์ ในวัยนี้ เผชิญกับภาวะ Midlife Crisis บ้างไหม

เออ ใช่ (เสียงหนักแน่น) 

คุยกับเพื่อนรุ่นเดียวกันอยู่เหมือนกันว่า “เฮ้ย ความสุขของเรามันคืออะไร”

โอเค เราไม่ได้รวยมหาศาล แต่ก็ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินมาก เราก็อยู่ของเราได้ อาจจะเพราะว่าอยู่คนเดียว ไม่มีใคร ความสนุกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ความสนุกของผมมันเป็นความสุขของเด็ก กิจกรรมที่ผมชอบทำมันคือกิจกรรมของเด็ก เล่นกีฬา เตะบอล ตีแบด เล่นฟิตเนส เล่นเกม 

เลยมานั่งคิดว่าพอเราแก่ขึ้นมา ไอ้ความสนุกพวกนี้ก็ต้องลดลงสิ เพราะเราจะไปเล่นเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว ถ้าอย่างนั้นต้องทำยังไงถึงจะมีความสุขกับชีวิต

บางทีตื่นมาก็รู้สึกเบื่อ ๆ ว่าชีวิตมันคืออะไรนะ เราต้องการอะไร เพื่อนบางคนก็บอกว่าหรือเราไม่มีเมียมีลูกก็เลยไม่มีอะไรให้โฟกัส ถ้ามีอาจจะดีก็ได้ ผมก็สงสัยนะว่ามันจะดีจริงหรอ ไม่มีใครรู้หรอก ผมก็พยายามศึกษาอยู่เหมือนกัน แต่เห็นเขาบอกว่าพอผ่านช่วง Midlife ไปแล้ว มันจะดีขึ้น จริงไหม

ผมก็เคยถามพี่ ๆ ในกองถ่ายนะ อย่างพี่ปิ๊บ พี่ดู๋ ว่า “ความสุขของเราจะเป็นยังไง ถ้าแก่ขึ้นแล้วมีความสนุกน้อยลง” 

พี่ ๆ เขาบอกว่ามันจะค่อย ๆ เปลี่ยนไป ก็ยังรอดูอยู่ว่ามันจะเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

แล้วตอนนี้เริ่มรู้สึกว่าความสนุกของตัวเองลดน้อยลงหรือยัง

มันมาเป็นช่วง ๆ เหมือนกันนะ บางทีก็เป็น ไม่รู้เหมือนกัน ผมอาจจะยังอยู่ในช่วง Midlife Crisis พอดี ว่าแต่คอนเซ็ปต์ของ Midlife จริง ๆ มันคืออะไรนะ ผู้ชายบางคนอายุ 40 – 50 กลับไปเอามอเตอร์ไซค์มาขี่ พยายามพิสูจน์ตัวเองว่ายังเด็กอยู่ ยังซ่าได้เหมือนเดิม แบบนี้เหรอ

คงเป็นช่วงที่ชีวิตเดินทางมาถึงจุดหนึ่ง แล้วย้อนกลับมาทบทวนตัวตนจริง ๆ ของตัวเองกับเวลาที่เหลืออยู่มากขึ้น บางคนหมดไฟ เบื่อหน่าย บางคนอยากลองท้าทายตัวเอง

เหมือนการตั้งคำถามว่าความสุขคืออะไรอย่างนี้ไหม เราไม่ได้มีพร้อมมหาศาล แต่เราก็มีอยู่ได้สบาย ๆ แล้วก็รู้สึกว่า “แล้วยังไงต่อวะ”

ถ้าอย่างนั้น คุณมองเห็นภาพตัวเองตอนอายุ 50 ไหม

(หัวเราะ) เป็นคำถามที่เหมือนตอนอายุ 20 กว่าแล้วคนถามว่าเมื่อไหร่จะแต่งงาน ผมก็ตอบว่า 30 พอถึง 30 คนก็ถามอีกว่าเมื่อไหร่จะแต่งงาน ผมก็ตอบว่า 32 พอ 32 คนก็ถามอีก ผมก็บอกว่า 35 เพิ่มไปเรื่อย ๆ 

เคยลองจินตนาการไหมว่าจะเป็นคนแก่แบบไหน

โห เรื่องบั้นปลายนี่ผมรู้สึกว่าเป็นปมด้อยมากกว่าคนอื่นมากเลย

เพราะผมยังไม่แต่งงาน ถ้าแต่งตอนนี้ก็คือช้าแล้ว ผมอาจจะเป็นคนแก่ที่เหงาก็ได้ อาจจะเป็นคนแก่ที่ไม่มีใครอยู่ด้วยก็ได้ หรือต่อให้มีเมียมีลูก ลูกผมก็อาจจะยังเล็กมากก็ได้ 

หรือจริง ๆ แล้วนี่คือสิ่งที่คุณกลัวจนทำให้รู้สึกเหมือนเผชิญกับภาวะ Midlife Crisis

(เขานิ่งคิดไปนาน)

คำถามยาก

ผมแค่หวังว่าวันนั้นจะยังมีความสุขกับชีวิตอยู่ ยังตื่นเช้ามาแล้วอยากไปทำงาน สุขภาพก็น่าจะยังดีอยู่มั้ง ไม่มีใครรู้หรอก

ขอองค์ประกอบ 3 อย่างที่สำคัญที่สุดในชีวิตตอนนี้

งาน มิตรภาพ ครอบครัว 

พ่อผมเพิ่งผ่าตัดมา จากที่เขาไม่เคยป่วยเลย ทำให้รู้สึกว่าเขาอายุมากแล้ว และเราเป็นคนไม่ชอบเสียใจภายหลัง 

ผมไม่เคยย้ายออกไปอยู่ข้างนอกเลยนะ ซึ่งผมจะย้ายไปก็ได้ ถึงจะอยู่บ้านคนละหลังก็เดินถึงกันหมด การที่ผมสร้างบ้านให้มีทางเชื่อม เพราะว่าวันหนึ่งถ้าเกิดพวกเขาเป็นอะไรไป ผมจะวิ่งไปช่วยได้ทัน อย่างน้อยเพื่อให้ผมไม่ต้องรู้สึกเสียใจภายหลัง 

จากทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมา คุณอยากให้ผู้คนนึกถึงอะไรถ้าพูดถึงผู้ชายที่ชื่อ ป้อง ณวัฒน์

อยากเป็นแค่พี่ป้อง (หัวเราะ) 

อย่างที่บอกว่าชีวิตผมราบเรียบ แค่เป็น Just พี่ป้อง ก็เป็นสิ่งที่น่าดีใจแล้ว ดีกว่าเขาไม่รู้จักเราเลย 

อยากให้เขารู้จักเราแบบที่เรารู้จักคีอานู รีฟส์ เป็นพระเอกที่คนชอบ เป็น Nice Guy เป็นตัวของตัวเอง อยากทำอะไรก็ทำ 

แล้วก็อย่าเพิ่งตั้งธงว่าผมเจ้าชู้เหมือนในละครก็พอ

เศรษฐศาสตร์ในชีวิต Midlife Crisis และไอดอลในดวงใจของ 'ป้อง ณวัฒน์' พระเอกละครผู้มีกรอบไว้ให้ข้าม

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load