ตอนยังเล็ก เป็นเด็กติดการ์ตูน สิ่งหนึ่งที่เราใฝ่ฝันอยากทำได้คือการเดินทางข้ามเวลา จนอยากมีโดราเอมอนเป็นของตัวเอง 

ตอนโตเป็นวัยรุ่น พอได้รู้จักอาชีพนักโบราณคดี จึงเข้าใจว่าการเดินทางข้ามเวลาไม่จำเป็นต้องมี Time Machine หรอก เพียงปลุกชีพคนในอดีตจากวัตถุโบราณใต้ดินที่เราเหยียบอยู่นี่แหละ

ไม่ใช่แบบ Richard O’Connell ใน The Mummy 

แต่ปลุกเรื่องราววิถีชีวิตของคนโบราณ ด้วยการขุดโบราณสถานเพื่อพิสูจน์ความเป็นมา 

ตอนโตเป็นผู้ใหญ่ เพิ่งได้รู้จักคนอีกกลุ่ม เป็นอาชีพที่เกศสุรางค์ใน บุพเพสันนิวาส ไม่ได้เอ่ยถึง หรือ Dr. Jones ใน Indiana Jones ไม่ได้บอก คือ ‘นักโบราณคดีเมือง’ นักสืบทางประวัติศาสตร์ที่ทั้งขุดค้นและขุดคุย ค้นวัตถุโบราณในแถบเมืองที่แผนที่โบราณบอกว่าในอดีตเคยมีใคร อะไร อยู่ตรงไหน และคุยกับชาวบ้านร้านตลาด เสาะหาความทรงจำของคนในพื้นที่เมืองไม่ว่าเล็กใหญ่ มาทาบขนานกับประวัติศาสตร์ ให้เกิดเป็นเรื่องราวจากหลายมิติเวลา แล้วจัดช่อเข้าเป็นเรื่องเล่าของหลากชีวิตในพื้นที่นั้นๆ

ฝันขนาดเล็กของนักโบราณคดีเมือง หวังเพียงการจดจำและการอนุรักษ์ ไม่ให้ใครหรืออะไรในอดีตเลือนหายไปตามกาลเวลา ส่วนฝันขนาดใหญ่ คือการได้เติมข้อเท็จจริงที่ขุดเจอจากไซต์กลางเมือง สักหน้าหนึ่งในหนังสือเรียนวิชาประวัติศาสตร์ไทย 

ไม่รู้เป็นความบังเอิญหรืออะไร ก่อนวันนัดสัมภาษณ์ เราได้เรียนรู้จากข่าวที่ไหลบนนิวส์ฟีดตลอดสัปดาห์ว่าการไม่ถูกบอกให้รู้นี้ ทำให้เราเห็นภาพการขุดสนามฟุตบอลโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งการรื้อบ้านเขียวเมืองแพร่ โดยขาดผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดี

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ

วันนี้ หลังจากได้คุยกับ ผศ. ดร.กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีผู้เชี่ยวชาญศาสตร์โบราณคดีเมืองหนึ่งเดียวของกรุงเทพฯ ในไซต์ใจกลางเยาวราช จาก readthecloud.co เราขอสวมบทบาทเป็น jobsDB.com แนะนำอาชีพที่เปรียบเป็นแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ผู้ฟื้นฟูความทรงจำเมืองและคนเมือง ให้อาชีพใกล้ตัวเรานี้ไม่ถูกหลงลืมเหมือนบางเรื่องราวบนหน้าประวัติศาสตร์

ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร

นักโบราณคดีตัวจริงเสียงจริงตรงหน้าบอกเราว่า โบราณคดีเป็นวิชาที่คนเรียนน้อย และนักโบราณคดีเป็นอาชีพที่คนน้อยมากจะรู้จัก ในประเทศไทยเปิดสอนอยู่ที่เดียว คือคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ดังนั้น ‘นักโบราณคดีเมือง’ จึงอยู่ในสเตตัส ‘ละไว้ในฐานที่เข้าใจ’

“นักโบราณคดีเมือง พูดง่ายๆ ก็คือนักโบราณคดีนี่แหละ ศาสตร์ของอาชีพนี้คือสืบเรื่องจากอดีตแล้วเอามาเล่าใหม่ ให้คนปัจจุบันรู้ว่าเคยเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่นักโบราณคดีศึกษาคือข้าวของเครื่องใช้โบราณที่คนในอดีตทิ้งไว้”

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ
เครื่องถ้วยที่ขุดเจอใต้ชุมชนเลื่อนฤทธิ์ เยาวราช

ปัจจุบันที่เรามีสร้อย แหวน นาฬิกาข้อมือ โทรศัพท์มือถือ ในวันใดวันใดวันหนึ่งวัตถุรุ่นใหม่ล่าสุดพวกนี้อาจถูกทิ้ง ทำลาย หรือยังหลงเหลืออยู่ แต่กลายเป็นขยะโบราณที่ถูกทับถมไปเป็นสิบๆ จนร้อยๆ ปี วันข้างหน้าเมื่อนักโบราณคดียุคใหม่มาเจอ ก็จะต้องสืบเสาะเรื่องจากสิ่งของเหล่านี้ เพื่อดูว่าสมัยเราคนเป็นยังไง กินยังไง มีทัศนคติยังไง ไปจนถึงมีจิตวิญญาณยังไง

ในความเหมือน มีความต่าง สิ่งที่คั่นระหว่างนักโบราณคดีเฉยๆ กับนักโบราณคดีเมือง ขั้นตอนหรือวิธีการทำงานอาจไม่ใช่คำตอบ หากแต่เป็นพื้นที่ หรือออฟฟิศกลายๆ ชั่วคราวของนักโบราณคดี 

“แต่นักโบราณคดีเมือง หรือที่เรียกภาษาอังกฤษว่า Urban Archaeology สนใจศึกษาและทำงานในเมือง หรืองานที่เกี่ยวข้องกับเมือง” 

เพราะนักโบราณคดีมีหลายเรื่องที่จะศึกษา ไม่ใช่แค่เรื่องเมือง เช่นอีกหนึ่งในหลายแขนงคือ ‘นักโบราณพฤกษคดี’ ที่สนใจเกี่ยวกับพืชพันธุ์โบราณ งานของพวกเขาคือนำดิน เมล็ดพันธุ์ในดิน หรือละอองเรณู ไปพิสูจน์ว่าพื้นที่นั้นเคยมีพืชใดขึ้น เพื่อ Reconstruct สวนโบราณขึ้นมาใหม่ให้คนรู้จัก

“นักโบราณคดีอาจจะเหมือนอินเดียน่า โจนส์ ไปสำรวจถ้ำ ไปขุดค้นวัตถุในที่ห่างไกล แต่ถ้าเป็นนักโบราณคดีเมือง งานสำรวจอยู่ในเมือง อย่างที่เห็นว่ามีคนปัจจุบันเดินไปเดินมา ใช้ชีวิตซ้อนทับอยู่บนคนรุ่นอดีต เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราต้องเจอก็คือคน คนในปัจจุบันนี่แหละที่เราต้องเกี่ยว ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านหรือหน่วยงานรัฐ”

เรื่องที่เราอาจนึกไม่ถึงคือ จะเป็นนักโบราณคดีเมือง นอกจากขุดค้นโบราณสถาน ยังต้องขึ้นโรงพัก หรือแม้กระทั่งสำนักการระบายน้ำ

“พื้นที่ตรงนั้นเกี่ยวกับใคร เราเกี่ยวทุกอย่าง”

อาจารย์กรรณิการ์เลกเชอร์วิชาโบราณคดีเมือง 101 ว่าเนื้องานเป็นแบบนี้

ต้องเป็นนักศึกษา ศึกษาข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ของพื้นที่โบราณสถานในเมืองเสียก่อน 

ต้องเป็นผู้ประเมิน นำข้อมูลทั้งความรู้ งบประมาณ เวลาที่มี มาประเมินว่าพื้นที่นั้นควรลงมือขุดมั้ย ไม่ใช่มุ่งแสวงหาความรู้อย่างเดียว 

ต้องเป็นนักเขียน เขียนจดหมายขออนุญาตกรมศิลปากร หน่วยงานซึ่งมีพันธกิจโดยตรงต่อศิลปะและทรัพย์สินมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ เพื่อขุดค้นทางโบราณคดี 

ต้องเป็นนักขุดเจาะ ขุดค้นแบบงานแฮนด์เมดอย่างประณีตด้วยเกรียง และเก็บกู้โบราณวัตถุไปสืบเสาะจากเอกสารและเจาะข้อมูลชาวบ้านว่าสมัยก่อนเมืองและคนเมืองย่านนี้เคยเป็นยังไง

นักเรียนอย่างเราเริ่มนั่งไม่ติด อดยกมือถามไม่ได้ 

“ต้องเรียกนักโบราณคดีเมืองก่อน หรือขุดเจอก่อนค่อยเรียกนักโบราณคดีเมือง”

“เอาจริงๆ เขาไม่รู้หรอกว่าต้องเรียกเราก่อน มีใครรู้มั้ยเวลาที่บ้านขุดเจอโบราณวัตถุแล้วต้องเรียกนักโบราณคดีเมือง ไม่มีใครรู้ ไม่ต้องในเมือง ที่ไหนก็ได้ คนทั่วไปไม่รู้ว่าต้องทำ”

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ

หยุดไม่ได้หรอก

ทุกวันนี้โลกหมุนไว มองไปทางไหนมีแต่การก่อสร้าง ไม่ว่าจะโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย อุโมงค์หน้าพระลาน สนามหลวง หรือรถไฟฟ้า เมืองเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ‘เรา’ ที่หมายรวมถึงนักโบราณคดีเมือง จึงไม่มีทางห้ามการพัฒนาหรือการเติบโตของเมืองได้ 

“คนที่จะเรียกนักโบราณคดีเมืองมามีน้อย เพราะการจะขุดค้นทางโบราณคดีต้องใช้เงิน และต้องใช้เวลา แต่งานก่อสร้างต้องการรีบ เพราะฉะนั้น มันสวนทางกัน งานโบราณคดีเป็นงานเชิงอนุรักษ์ เราต้องเก็บของ ต้องรักษาของ เวลาเราขุด เราเก็บมาทีละชิ้น ให้ได้รูปทรงสมบูรณ์ แต่ในขณะเดียวกันเขาใช้รถแบ็กโฮจ้วงขุด จบ ได้มาเป็นเศษแล้วโกยทิ้ง เขาไม่รู้หรอกว่าคืออะไร มันจึงหายไปหมด

“ยกเว้นหน่วยงานที่สนใจจริงๆ หรือหน่วยงานที่อยู่ในความคุ้มครองตามกฎหมาย อย่างในกรุงรัตนโกสินทร์ที่ถูกบังคับตามกฎหมายอยู่แล้วว่าอยู่ในพื้นที่คุ้มครอง เวลาจะทำอะไรต้องผ่านคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์” 

แถวเยาวราชที่เรากำลังนั่งคุยกันอยู่นี้มีโครงการก่อสร้างให้เห็น แต่ถ้าถามว่ามีนักโบราณคดีเมืองประจำมั้ย อาจารย์ตอบได้เลยว่านับที่ได้ 

“ในกรุงเทพฯ ก่อน COVID-19 ก็ขุดศุลกสถาน ตอนนี้ที่ขุดอยู่ก็มีอุโมงค์หน้าพระลาน วัดชนะสงคราม เยอะนะ เปรียบเทียบทางความหนาแน่น กรุงเทพฯ มีบริเวณขุดค้นทางโบราณคดีที่เยอะที่สุดในประเทศ มีขุดตลอด ถ้านับในช่วงยี่สิบสามสิบปีมานี้ปีหนึ่งมีหลายครั้ง แต่คนไม่ค่อยรู้ เพราะงานโบราณคดีเหมือนงานลูกเมียน้อย” 

“แสดงว่าทุกบริษัทก่อสร้างจำเป็นต้องมีนักโบราณคดีเมือง”

“ถ้าพูดจริงๆ มันต้องมี แต่ยังไม่มีกฎหมายรองรับว่าต้องมี ในกรุงรัตนโกสินทร์ โครงการใหญ่ๆ ต้องขอมติคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ คณะกรรมการฯ ก็จะให้มีเป็นปกติ แต่กับงานก่อสร้างเล็กๆ หน่วยงานอื่นก็มีหน้าที่ของเขา แค่เรายังไม่ถูกเชื่อมโยงให้รู้ว่าจะต้องทำงานร่วมกันอย่างไร”

ที่บอกว่านักโบราณคดีเป็นตำแหน่งจำเป็นในบริษัทก่อสร้างไม่ใช่เรื่องเกินจริง เพราะการจะก่อสร้างอาคารใหม่ทับบนที่เก่า ต้องมีการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งนอกจากอากาศ ชุมชน แรงสั่นสะเทือน อีกอย่างที่ลืมไม่ได้คือ สิ่งแวดล้อมทางโบราณคดี

“สถานทูตอังกฤษเราก็ทำ Dusit Central Park เราก็ทำ ดุสิตนี่ขุดให้รู้ว่ามีหรือไม่มีเพื่อเก็บกู้ และดูว่าจะดำเนินงานก่อสร้างได้มากน้อยแค่ไหน”

“ไม่ใช่แค่มีโบราณวัตถุแน่ๆ แล้วขุด แต่ไม่รู้ว่ามีรึเปล่า มาดูหน่อย ก็ได้” 

“ใช่ งานโบราณคดีเมืองที่ Dusit Central Park มีการประเมินตำแหน่งที่ตั้งของโรงแรมว่ามีโบราณวัตถุเหลืออยู่มั้ย เพราะแต่ก่อนเป็นบ้านเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) แล้วโดยรอบที่จะก่อสร้างในระยะร้อยเมตรมีโบราณสถานใกล้เคียงมั้ย ฝั่งตรงข้ามก็สถานทูตอเมริกา หรือราชกรีฑาสโมสร บ้านอับดุลราฮิมก็ตั้งอยู่ข้างๆ ระหว่างก่อสร้างจะเกิดผลกระทบต่อโบราณสถานที่รายรอบ ทำให้สั่นสะเทือนมั้ย เกิดฝุ่นมั้ย ก็ต้องเจรจากัน ต้องคุยกันว่าจะลดทอนผลกระทบยังไง งานโบราณคดีเมืองจึงไม่ได้สัมพันธ์กับแค่โบราณคดี ประวัติศาสตร์ ชุมชน แต่เกี่ยวข้องกับสถาปัตย์ วิศวะ การผังเมือง ด้วย” 

นักขุด-นักคุย

ในฐานะเป็นอาชีพที่คนมักมองว่าไกลตัว สิ่งไหนที่คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับนักโบราณคดีมากที่สุด 

“นักโบราณคดีขุดซากไดโนเสาร์”

อ้าว…

 “นั่นนักธรณีวิทยา ที่ศึกษาบรรพชีวิน โบราณคดีเราศึกษาเรื่องคนแค่ชั้นดิน แต่ถ้าเรื่องซากดึกดำบรรพ์ในชั้นหินต้องนักธรณีวิทยา หินมันอยู่ใต้ดินไปอีก และคนชอบสร้างภาพว่านักโบราณคดีถือค้อน นักโบราณคดีถือเกรียงนะ นักธรณีวิทยาน่ะถือค้อนมีปลายแหลม นักโบราณคดีใช้เกรียงขุดดิน แปรงปัดดิน จอบเสียมเครื่องมือหนักเราก็ใช้สำหรับหินแข็ง ดินแข็ง ขึ้นอยู่กับแหล่งขุดค้น” 

และข้อนี้สำคัญ นักโบราณคดีไม่ได้ใส่ชุดนักสำรวจเสมอไป

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ

“เป็นรสนิยมส่วนบุคคล มีคนแต่งแบบนั้นอยู่ แต่ไม่ใช่ทุกคน แต่งธรรมดาก็มี” อาจารย์หัวเราะ

ลบภาพอินเดียน่า โจนส์ ออกไปซะ นักโบราณคดีในชีวิตจริงเขาไม่ได้ถือแส้ แต่ถือเกรียง สมุดบันทึก ปากกาดินสอ ตลับเมตร สวมเสื้อแขนยาว รองเท้าผ้าใบ แต่ยกให้ 1 ข้อที่เหมือน คือหมวก เพราะแดดมันร้อน และขาดไม่ได้เลย แผนที่ 

แต่ละพื้นที่ในประเทศหรือบนโลกมีผืนดินต่างกัน เราพอรู้อยู่แล้วว่าจังหวัดไหนในประเทศไทยเคยเป็นทะเล เคยเป็นชายทะเล มาก่อน นักโบราณคดีเมืองก็รู้ และรู้อีกด้วยว่าต้องขุดแต่ละพื้นที่ลึกแค่ไหน 

“กรุงเทพฯ เคยเป็นทะเล ขุดไปสักเมตรหนึ่งก็เจอน้ำใต้ดินแล้ว ขุดได้แค่นั้น แต่ถ้าคุณไปลพบุรี ขุดสิบเมตร นั่นแหละทวาราวดี แต่ละที่ไม่เหมือนกัน เรื่องความลึกเราใช้ประสบการณ์ ไม่ใช่อยู่ๆ นักโบราณคดีจะขุดตรงนี้แหละ จ้วง

“อย่างที่บอก เราต้องศึกษาจากแผนที่หรือแผนผังโบราณเท่าที่เราพอจะหาได้ก่อน เอามาซ้อนทับกันเป็นเลเยอร์ แล้วหาเอกสารโบราณ พงศาวดาร หรือแม้กระทั่งงานวิจัยเดิม ให้รู้ว่าแต่ก่อนพื้นที่นี้เคยมีเรื่องเล่าอะไร และถามชาวบ้านแถวนี้เลยว่าตรงนี้เคยมีอะไรก่อนตัดสินใจขุด เคยถามอาเจ็กคนหนึ่ง อาเจ็กก็บอกว่า ตอนเด็กๆ อั๊วเคยขุดเจอคันฉ่องโบราณในบ้านนี่แหละ”

 แต่ใช่ว่าปรารถนาขุดแห่งใด จะได้ขุดแห่งนั้น 

“บางทีจะขุดตรงหน้าประตู แน่ใจว่าตรงนี้ต้องเจอของดีแน่ ต้องเจอวังแน่ แต่ถ้าคนต้องใช้สัญจรเข้า-ออกตลอดเวลา หรือตรงนั้นเกี่ยวข้องกับความเชื่อของคน เคยเป็นที่ตั้งศาลโบราณ เราก็ต้องเคารพ และอาจจะขุดไม่ได้เลย นี่คือสิ่งที่ต่างจากโบราณคดี เพราะโบราณคดีเมืองมันมีคน”

“งานนี้ให้ความสำคัญกับคน มากกว่าประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นดิน” เราทัก

“มันต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการใช้ชีวิตของคนปัจจุบันกับสิ่งที่เราต้องการ ไม่ใช่ยึดแต่ตัวเราแล้วทำให้คนอื่นเดือดร้อน ปัจจุบันมีการวัดมูลค่าทางเศรษฐกิจว่าซอยนี้คนเข้าคนออกเท่าไหร่ ตรงนี้ชุมชนใช้งานมากน้อยแค่ไหน อยู่ๆ เราจะขุดศึกษาอย่างเดียว ห่วงแต่อดีตจนหลงลืมคนปัจจุบันไม่ได้ เพราะเราจะทำให้สังคมไม่เคลื่อนไหว ซึ่งตอนนี้เรากำลังพยายามทำให้ทั้งสองเรื่องเดินไปด้วยกัน ให้งานอนุรักษ์อยู่ร่วมกับการพัฒนาได้อย่างพอดี นี่คือหัวใจของงานโบราณคดีเมือง”

สืบจากขยะโบราณ

หากกรุงเทพฯ เป็นแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ขอสมมติว่าเขตใหม่อย่างลาดพร้าวจะมีแหล่งโบราณคดีเมืองกับเขามั้ย

“ตามประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ เรารู้กันว่าบริเวณใจกลางกรุงที่มีการตั้งถิ่นฐานของชุมชน ก็คือสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรีกับฝั่งพระนคร ถ้าห่างออกไปจากจุดศูนย์กลางนี้แล้ว ความหนาแน่นก็จะน้อยลงเรื่อยๆ เพราะว่าเป็นถิ่นใหม่”

นั่นเท่ากับว่าจะมีของได้ ก็ต้องมีคน ซึ่งนักโบราณคดีเมืองรู้อยู่แล้วก่อนขุดเสียอีก

“เรารู้อยู่แล้วตามประวัติศาสตร์ รู้ว่าขุดตรงไหนจะเจออะไร ไม่งั้นเราไม่ขุด เพราะนักโบราณคดี เวลาทำงาน การขุดดินทุกครั้งเรามองว่าเป็นการทำลายหลักฐานทางโบราณคดี เพราะขุดปั๊บข้าวของพวกนี้จะไม่อยู่ตำแหน่งเดิมอีกต่อไป เพราะเราเคลื่อนย้ายเขาออกมา นักโบราณคดีให้ความสำคัญกับตำแหน่งเดิมมากๆ เราต้องบันทึกว่าอยู่ลึกเท่าไหร่ อยู่ตำแหน่งไหนในอดีต ที่เราเรียกว่า In situ” 

ที่ว่าการขุดค้นทางโบราณคดีมีตลอดมาในช่วงยี่สิบสามสิบปี ทำไมเรากลับเพิ่งมารู้ตอนสร้าง MRT สนามไชย

“งานขุดค้นทางโบราณคดีเมืองขนาดใหญ่ครั้งแรกยกให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อ พ.ศ. 2537 ตอนนั้นเขาจะสร้างหอสมุดปรีดี พนมยงค์ แล้วขุดเจอกำแพงกรุงรัตนโกสินทร์เดิม ปัจจุบันเขาอนุรักษ์ไว้ให้เป็นความรู้ ต่อจากนั้นก็มีงานโบราณคดีเมืองเมื่อมีการบูรณะหรือก่อสร้างอาคาร” 

จนกระทั่งครั้งใหญ่อีกครั้ง ไม่ใช่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่เป็นตอนทำมิวเซียมสยาม พ.ศ. 2549 เป็นโชคดีครั้งเดียวในประวัติศาสตร์โบราณคดีเมือง ที่นักโบราณคดีเมืองได้มติให้ขุดทั้งพื้นที่เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์โบราณวัตถุของคนในอดีตอย่างเต็มที่ 

“ตอนนั้นต้องขุดทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ด้านหน้าก็คือทางลง MRT เจอซากวังเจ้านายเดิมสมัย ร.3 – ร.5 เพราะแถบนั้นทั้งหมดเป็นวังเจ้านาย แล้วทางด้านหลังก็ขุดเจอซากป้อมวิไชยเยนทร์ ป้อมโบราณที่อยู่ตรงข้ามกับป้อมวิไชยประสิทธิ์ฝั่งธนบุรี มันคือป้อมบางกอกสองฝั่งที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

“พอมาสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่สามก็โปรดฯ ให้สร้างวังเจ้านายในพื้นที่นี้ เรียกว่าวังท้ายวัดพระเชตุพน จะมีห้าวัง อยู่ในพื้นที่มิวเซียมสยามสี่วัง ขุดเจอฐานรากเต็มไปหมดเลย ที่น่าตื่นเต้นคือเจอเปลือกหอยมุกมากมาย เพราะแถวนั้นเจ้านายที่ทรงกำกับกรมช่างมุกเคยประทับ ทรงทำพวกบานประตูหน้าต่างประดับมุก หรือเครื่องไม้ใช้สอยอย่างเครื่องมุก คาดว่าน่าจะออกมาจากแหล่งผลิตที่นี่ รวมถึงมีขวดน้ำหมึก เครื่องถ้วยยุโรป ขวดน้ำหอมโบราณฝรั่งเศสที่มียี่ห้อซึ่งยังอยู่จนปัจจุบัน 

“ถามว่านักโบราณคดีเมืองรู้ได้ยังไง เราดูแผนที่โบราณ มันจะบอกเลยว่าสมัยก่อนตรงนี้เป็นวังเจ้านาย ตรงนี้เป็นกระทรวง ถ้าเราเอาแผนที่สมัยอยุธยาซ้อนด้วยแผนที่โบราณสมัย 2450 แล้วเอา Google Maps มาซ้อนอีกรอบจะเห็นพัฒนาการของพื้นที่ นี่แหละคือเลเยอร์ของโบราณคดีเมือง เหมือนขนมเค้ก แต่เป็นขนมเค้กที่ไม่มีชั้น เพราะอาจมีการสืบเนื่อง เวลานักโบราณคดีขุด ต้องขุดไปถึงชั้นต่างๆ ชั้นล่างสุดคือสมัยกรุงศรีอยุธยา ชั้นบนถัดมาคือวังเจ้านาย ชั้นที่สามคือกระทรวง ชั้นบนสุดก็คือสิ่งที่เราเหยียบ อีกร้อยปีข้างหน้าตรงนี้ก็จะถูกถมไปเรื่อยๆ” 

แต่ละชั้นของการทับถมจะมีของของแต่ละยุค เวลานักโบราณคดีขุดแต่ละชั้นทำให้เรารู้ว่าของแต่ละยุคไม่เหมือนกัน จากรูปแบบ จากสี จากตัวอักษร ทำให้แยกเลเยอร์ได้ว่าชั้นนี้เป็นของคนสมัยนี้ ชั้นนี้เป็นของคนอีกสมัยหนึ่ง

นอกจากอาชีพนี้จะน่าสงสัยว่าทำอะไรกันบ้าง อีกข้อน่าสงสัยก็คือ ทำไม้ทำไมขุดยังไงก็เจอแต่ถ้วยชามรามไห หรือคนโบราณเขาถือเคล็ดว่าตอนย้ายบ้านห้ามขนไปด้วย

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ

“สมัยก่อนไม่มีระบบจัดการขยะให้เก็บมาทิ้งในที่เดียวกัน จึงยังมีเศษของใช้แตกหักหลงเหลืออยู่ ส่วนใหญ่ที่เราขุดเจอไม่ใช่ของดี น้อยมากที่จะเจอของสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เข้าใจว่าของดีๆ เขาเอาไปแล้ว อาจจะมีทั้งตกหล่นจนกระทั่งดินมาถม น้ำท่วม เกิดการทับถม หรือว่าตั้งใจทิ้ง แล้วคนก็เดินเตะไปเตะมาเหมือนถุงฮอลล์ที่เราขุดเจอบ่อยมาก

“หลังสำนักงานเขตคลองสานเคยเป็นป้อมเก่าสมัยรัชกาลที่สี่ ชื่อป้อมป้องปัจจามิตร เราขุดเจอซากฐานรากป้อมทั้งป้อมที่ชั้นล่างสุด แต่ชั้นบนเคยมีคนอยู่ จึงเจอขวด POND’s สมัยแรก พ.ศ. สองสี่เก้ากว่าๆ เจอห่อขนมสมัย พ.ศ. สองห้าหนึ่งกว่าๆ หรือเศษเหรียญ ช้อนสังกะสี จานสังกะสี เต้ารับสมัยคุณปู่ ซึ่งก็คือขยะ เราศึกษาขยะ ทำให้เรากำหนดอายุได้”

“มีอะไรเกินความคาดหมายกว่าเปลือกฮอลล์มั้ย”

“โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ที่สมัยก่อนเป็นสถานีรถไฟ และในสถานีรถไฟเคยเป็นที่ตั้งพระราชวังบวรสถานพิมุข หรือวังหลัง เขาติดต่อให้ไปดู เพราะเปิดผิวดินขึ้นมาแล้วเจอเรือใหญ่ ยาวประมาณ 25 เมตร อันนั้นยังไม่ว้าวนะ

“พื้นที่โรงพยาบาลปัจจุบันถูกขุดหมดแล้วเพื่อสร้างฐานราก สร้างที่จอดรถใต้ดิน เจอกระดูกช้าง ข้าวของเครื่องใช้ เรือใหญ่ เยอะแยะเต็มไปหมด เหลือกลุ่มพื้นที่ให้ขุดได้ไม่กี่แห่ง เพราะทางด้านหน้าที่เป็นอาคารสถานีรถไฟธนบุรีเดิม ปัจจุบันเป็นพิพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน เทปูน วางเสา เข้าไปไม่ได้เลย กับตรงทางเข้า-ออก ถ้าเราขุดคนก็ใช้งานไม่ได้ จึงเหลือพื้นที่เดียวคือสี่เหลี่ยมผืนผ้าด้านหลังอาคารพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน 

“เราขุดไปๆ แล้วเจอฐานป้อมพระราชวังหลังเฉยเลย เป็นความบังเอิญที่ไม่ตั้งใจว่าจะเจอ ที่ชอบเพราะว่าไม่เคยมีประวัติศาสตร์ที่ไหนบอกมาก่อนว่าตรงนี้มีป้อม ที่รู้ว่าเป็นป้อม เพราะหนึ่ง ลักษณะของสิ่งก่อสร้างเป็นก่ออิฐถือปูน เป็นรูปแฉกเหมือนหัวเพชร สอง ไปเจอบันทึกของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพบอกว่า ‘ที่นี่เคยมีป้อมมุมเมืองเก่ามาแต่ครั้งกรุงธนบุรี’ 

“ปัจจุบันที่เราทำผังเมืองก็แค่บอกว่าสมัยธนบุรียังมีป้อมวิไชยเยนทร์เหลืออยู่นะ แต่เราไม่เคยได้เห็นป้อมอย่างที่พูดเลย พอเราขุดเจอ มันจึงเป็นการสร้างองค์ความรู้ว่ามีป้อมอยู่ตรงนี้จริง” 

การขุดค้นเจอของที่ไม่เคยถูกบันทึกจึงสำคัญต่อนักโบราณคดีเมืองนักหนา เพราะถือเป็นการสร้างองค์ความรู้หน้าหนึ่งให้ประวัติศาสตร์ไทย ที่กว่าจะเพิ่มได้ ก็หายไปนานมาก เพราะประวัติศาสตร์ไม่เคยบอก 

ยุคประวัติศาสตร์สมัยรัตนโกสินทร์มีพงศาวดารเล่าหมดแล้วว่าพระเจ้ากรุงธนบุรีสู้รบอะไร สมัยรัชกาลที่ 1 ทรงย้ายเมืองมาตั้งที่ไหน แต่น้อยมากที่จะมีพยานหรือหลักฐานมายืนยันประวัติศาสตร์ ไม่เหมือนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่เรารู้จากหลักฐานที่เป็นโบราณวัตถุ ว่ายุคนั้นเป็นสังคมเกษตรกรรมล่าสัตว์ กินเนื้อ กินหอย การขุดเจอหลักฐานจึงเป็นทั้งเครื่องยืนยัน เป็นพยานเชิงประจักษ์ และเป็นเครื่องเพิ่มพูนความรู้ที่ไม่เคยปรากฏที่ไหนมาก่อน 

“ถ้าไม่ได้ขุด มันก็คงอยู่ใต้ดินอย่างนั้น ไม่มีใครรู้” อาจารย์บอก

ขุดแล้วไปไหน

“การขุดเจอหม้อชามรามไห เราเอามาทำอะไรต่อได้บ้าง” เราถาม

“ถ้าไม่ใช่คนที่สนใจจริงๆ เขาจะมองไม่ออกว่ามันคืออะไร มองไม่ออกเลยว่าสิ่งเหล่านี้เขาจะเอาไปทำอะไรต่อ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเก่าหรือไม่เก่า ต้องบอกก่อนเลยว่าสิ่งที่งานโบราณคดีขาด คือการประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วไปรู้จัก สร้างองค์ความรู้ว่ามันคืออะไร ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องใกล้ตัวมาก ขนาดคุณมาเยาวราชยังไม่รู้เรื่องเยาวราชสมัยก่อน หรือแม้กระทั่งบ้านใครอยู่แถวนี้เลย 

“รู้มั้ยว่างานโบราณคดีเกิดมาจากอะไร งานโบราณคดีเกิดมาจากความสนใจใคร่รู้ ต้องสงสัย สังเกต หน้าตา รูปร่าง รูปทรง นี้มันคืออะไร แล้วมันจะพาไปสู่สิ่งอื่นๆ ได้ คือเกิดความรัก ความหวงแหน ขอให้เกิดสองสิ่งนี้ก่อน ถ้าเกิดสองสิ่งนี้เมื่อไหร่ เราจะนำวัตถุพวกนี้ไปต่อยอดเป็นทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนในรูปแบบไหนก็ได้”

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ
ผลิตภัณฑ์โมเดลบ้านแบบโบราณในชุมชนเลื่อนฤทธิ์ เยาวราช ยุคต้นรัชกาลที่ 6
กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ
กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ
ผลิตภัณฑ์เครื่องถ้วยที่ได้แรงบันดาลใจจากลายเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ชิงกับเครื่องถ้วยญี่ปุ่นแบบนาริตะ
ที่ขุดเจอใต้ชุมชนเลื่อนฤทธิ์ เยาวราช

โบราณคดีในตำราคือการสร้างเรื่องราวของมนุษย์ในอดีตจากสิ่งของที่ขุดค้นได้ หรือจากการสำรวจทั้งบนดิน ใต้ดินแล้วสร้างเรื่อง ขณะเดียวกันโบราณคดีนอกตำราไม่ได้หยุดอยู่แค่การขุดค้น อธิบาย สร้างเป็นประวัติศาสตร์ให้อ่าน แต่นำวัตถุโบราณและความรู้มาบูรณาการกับศาสตร์อื่นๆ เพื่อร่วมกันพูด 

อย่างโครงการพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมย่านเยาวราชของมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก สกสว. บูรณาการคณะวิชาต่างๆ เข้าด้วยกัน เช่นงานของ รศ.จักรพันธุ์ วิลาวินีกุล ทีืนำลวดลายเครื่องถ้วยและอาคารที่ศึกษาทางโบราณคดีในชุมชนเลื่อนฤทธิ์พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

“เราไม่มองว่ามันเป็นแค่กายภาพ ถ้าเราอนุรักษ์แค่กายภาพ มันจะเป็นเมืองตุ๊กตา ไม่งั้นเราไปเมืองจำลองก็ได้ มันต้องนำทุนทางวัฒนธรรมนี้ออกมาใช้คู่กับชีวิตต่อไป” 

ลองนึกเล่นๆ ความฝันสูงสุดของนักโบราณคดีเมืองคือการได้ขุดเมืองเก่าทั้งเมืองรึเปล่า 

“นักโบราณคดีคืออาชีพที่คนเป็นจะมีนิสัยเหมือนกันอย่างหนึ่ง ตื่นเต้นเวลาเห็นของ ถามว่าอยากขุดมั้ย อยาก แต่มีความยับยั้งชั่งใจ เหมือนเป็นจรรยาบรรณ เพราะการขุดทุกครั้งถ้าเราไม่พร้อมนั่นเป็นการทำลาย ถ้าไม่รู้ว่าขุดเพื่ออะไร เราจะไม่ขุด ถ้าขุดถือว่าตอบสนองความต้องการส่วนตัว ซึ่งเราไม่ทำ แต่ถ้ามีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์เพราะพื้นที่จะเปลี่ยนไป อันนั้นต้องขุด ถ้ารัฐบาลมีงบศึกษาไม่อั้น นั่นเป็นความใฝ่ฝันของนักโบราณคดีเมือง

“แต่ปลายทางความฝันจริงๆ ของนักโบราณคดีเมืองอย่างเราคือเห็นคนทำแบบเราเยอะๆ ไม่ต้องขุดก็ได้ แค่อยากเห็นความร่วมมือที่เกิดจากหลายภาคส่วน จะเป็นชาวบ้าน สถาปนิก นักบัญชี ใครก็ได้ที่มีความรู้สึกรักเมือง มาช่วยกัน มาพูดคุยแบ่งปันความรู้ บูรณาการกัน เพื่อที่จะพัฒนาเมืองหรือย่าน โดยมีหน่วยงานที่มีอำนาจในการตัดสินใจ รัฐก็ดี เอกชนก็ดี สนับสนุนในการทำศูนย์มรดกวัฒนธรรมเมือง เพื่อเป็นศูนย์รวมข้อมูลความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเมืองทั้งหมด มีทุนให้ทำเรื่องเมือง เพื่อทำหน้าที่ดูแลรักษาเมือง”

เราปิดสมุด เก็บปากกา แล้วส่งคำถามสุดท้าย “คนเป็นสถาปนิกยังมีบ้านในฝัน แล้วเมืองในฝันของนักโบราณคดีเมืองหน้าตาเป็นยังไง”

อาจารย์กรรณิการ์นิ่งนึก

“เมืองเก่าที่อยู่ร่วมกับคนปัจจุบันได้ เป็นเมืองแห่งอนาคตที่ไม่ลืมอดีต”

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ

Writer

Avatar

ศกุนตลา แย้มปิ๋ว

นักเรียนวรรณคดีที่มักเรื่องอาหาร ท้องถิ่น วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเดินทาง และเด็กจิ๋ว มีความฝันสามัญว่าอยากมีเวลาทำอาหารรสที่ชอบด้วยตัวเอง ตัวอยู่กรุงเทพฯ อัมพวา หรือเมืองกาญจน์ แต่ใจและภาพอินสตาแกรมอยู่ทุกที่ที่ไปเที่ยว

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

เราคุยกันตั้งแต่ ‘สว่าง’ ยัน ‘มืด’

ผมหมายถึงทั้งช่วงเวลาที่เราพูดคุยและหัวข้อของบทสนทนา

วันนั้นเรานั่งคุยกันตั้งแต่ช่วงเย็นย่ำไปจนกระทั่งค่ำมืด และเราถกกันตั้งแต่เรื่องความสว่างไสวของชีวิตไปจนถึงความมืดมิดของยุคสมัย

ผมนัดพบ วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ หรือ ‘พี่อ๋อง’ ของน้องๆ ในวงการ ที่ออฟฟิศของเขาย่านศูนย์วิจัย

โดยตำแหน่งหน้าที่เขาคือบรรณาธิการบริหาร นิตยสาร a day BULLETIN มีแฟนประจำไม่น้อยที่คอยตามอ่านบทบรรณาธิการของเขาซึ่งมักหยิบยกสิ่งที่เราต่างต้องเผชิญหน้าในยุคสมัยปัจจุบันมาบอกเล่าอย่างคมคาย บาดลึก

นอกเหนือจากบทบาทบรรณาธิการเขายังเป็นนักเขียน ล่าสุดเขาคือผู้แปลหนังสือ The Little Book of Ikigai หรือในชื่อไทยว่า อิคิไก ความหมายของการมีชีวิตอยู่

คงคล้ายเรื่องละเอียดอ่อนในชีวิตอื่นๆ-เป็นเรื่องยากที่จะอธิบายคำว่า ‘อิคิไก’ ให้เข้าใจภายในไม่กี่บรรทัด แต่หากจะกล่าวอย่างรวบรัด อิคิไกคือคุณค่าของการมีชีวิต คือสิ่งที่เป็นเหตุผลของการตื่นในทุกเช้า ซึ่งโดยทั่วไปอิคิไกมักถูกทำความเข้าใจผ่านการหาจุดตัดของวงกลม 4 วง อันได้แก่ สิ่งที่เรารัก สิ่งที่เราทำได้ดี สิ่งที่สร้างรายได้ให้เรา และสิ่งที่โลกต้องการ

“สำหรับผมการเขียนคืออิคิไก คือความหมาย” เขาว่าอย่างนั้นในห้องที่ตัวเองมักจะมานั่งเขียนงานเงียบๆ เพียงลำพัง

ไม่แน่ใจว่าสำหรับคนอื่นการเขียนมีความสลักสำคัญอย่างไร แต่กับวุฒิชัย เขาทำงานเขียนเพื่อทำความเข้าใจชีวิต และบทสนทนาต่อไปนี้ คือความคิดที่เขาค้นพบจากการทำความเข้าใจนั้น

ความหมายของการมีชีวิตอยู่ของ อ๋อง วุฒิชัย ผู้แปล ‘อิคิไก ความหมายของการมีชีวิตอยู่’ วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

การแปลหนังสือ อิคิไก ความหมายของการมีชีวิตอยู่ ทำให้คุณเข้าใจชีวิตเปลี่ยนไปไหม

ไม่เปลี่ยน มันค่อนข้างลงรอยกับสิ่งที่เราเชื่ออยู่แล้ว ซึ่งถือเป็นเรื่องดี มันทำให้เวลาเราแปลยิ่งตอกย้ำความเชื่อหรือว่าสิ่งที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน มันทำให้เรามั่นใจว่าสิ่งที่เราทำอยู่มันโอเคแล้ว

ตอนนี้คิดว่าตัวเองเข้าใจอิคิไกอย่างถ่องแท้หรือยัง

ยัง แล้วผมรู้สึกว่าถ้าเราพูดถึงมันบ่อยๆ อีกสักพักมันจะเป็นคำที่เกร่อ อีกสักพักคนจะเกลียดมัน อีกสักพักคนจะมองว่ามันดัดจริต โลกสวย อีกสักพักมันจะสาธารณ์ แล้วอีกสักพักมันจะพัง

คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจเรื่องนี้ผ่านวงกลม 4 วง คือ หนึ่ง-สิ่งที่เรารัก สอง-สิ่งที่เราถนัด สาม-สิ่งที่เราทำแล้วได้เงิน และสี่-สิ่งที่โลกต้องการ ถ้าทั้งสี่วงกลมมันมา Intersect กันสิ่งนั้นคืออิคิไก แต่พอเราพูดว่าเราจะต้องหาสิ่งนี้ให้เจอ ผมว่ามันจะกลายเป็นภารกิจอะไรบางอย่าง ซึ่งมันจะพาเราออกห่างจากความเป็นจริงของชีวิต

สมมติตอนอายุ 20 กว่าๆ เราเรียนจบมา เราไม่มีทางรู้จริงๆ หรอกว่าเราถนัดอะไร เรารักอะไร แต่ถ้าคุณไปถามคนที่เรียนจบปริญญาตรีว่าคุณรักอะไร เขาจะตอบว่าหนูรักการท่องเที่ยว เสร็จแล้วถามว่าคุณถนัดอะไร อ๋อ หนูชอบถ่ายรูป เขียนรีวิวท่องเที่ยวได้ แล้วถามว่าอะไรที่คุณจะได้ตังค์ อ๋อ ถ้าอย่างนั้นหนูเป็นบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวดีมั้ย เสร็จแล้วถามว่าอะไรล่ะที่โลกต้องการ อ๋อ แน่นอน โลกต้องการบทความท่องเที่ยวของหนู แล้วถ้าคุณมาวงกลม 4 วง ณ วันนั้น มนุษย์ทุกคนบนโลกจะต้องเป็นบล็อกเกอร์ท่องเที่ยว เพราะว่าทุกคนตอนอายุ 20 ก็อยากเที่ยวไง เราหลุดมาจากกรงของระบบการศึกษาปริญญาตรี มันเป็นเวลาของเรา เราอาจจะไม่ได้อยากเริ่มทำงาน

แสดงว่ามีสิ่งที่เราต้องระวังในการทำความเข้าใจเรื่องอิคิไก

เพราะเวลาที่มนุษย์รับรู้โลก เรามักจะสร้างภาพแทนอะไรบางอย่างขึ้นมาเพื่อใช้อธิบายความจริงให้ชัดเจน ซึ่งตัวมันเองไม่ใช่ความจริงแล้วนะ มันเป็นเพียงภาพแทน เหมือนเรื่องเวลา มันไม่มีความจริงเรื่องเวลา สมมติตื่นเช้ามาพระอาทิตย์ขึ้น ตอนกลางวันแดดร้อน ตอนเย็นแดดร่ม ตอนกลางคืนก็พระอาทิตย์ตกดิน ซึ่งมันเป็นธรรมชาติ แต่พอคุณสร้างคอนเซปต์ความคิดเรื่องเวลาขึ้นมา คุณก็สร้างนาฬิกาขึ้นมาเป็นภาพแทน มันก็เหมือนกับแผนผัง 4 วงของอิคิไก ถามว่าตอนนี้นาฬิกาคุณกี่โมง

18.26 น.

ของผม 18.28 น. แล้วอันไหนจริงล่ะครับ คือสุดท้ายมันเป็นเพียงภาพแทน แล้วมันไม่มี 18.26 หรือ 18.28 ของจริง มันเป็นแค่ความรับรู้ของเราว่าเรารับรู้ปัจจุบันขณะตรงนี้ยังไง

ถามว่าการตีความอิคิไกมันอันตรายยังไง คือสุดท้ายมันก็จะถูกขายเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อให้คุณดิ้นรน กระวีกระวาด ขวนขวาย ทะเยอทะยาน เพื่อที่จะหาอิคิไกให้เจอ หรือไม่อีกทางหนึ่งมันก็จะทำให้คุณ romanticize ชีวิตแบบที่มันอาจจะไม่ได้เป็นจริงแบบนั้น Alain de Botton พูดไว้ใน TED Talks หัวข้อหนึ่งชื่อว่า ‘A kinder, gentler philosophy of success’ เขาพูดประมาณว่าหนังสือพัฒนาตนเองทั้งโลก สอนคุณอยู่ 2 อย่าง คือ ‘คุณทำได้’ และอีกอย่างคือ ‘ไม่เป็นไรหรอก คุณก็เป็นอย่างที่คุณเป็น’ ซึ่งการตีความ 2 อย่างนี้มันเสี่ยงถ้าเราตีความผิด ถ้าบอกว่า ‘คุณทำได้’ แสดงว่าใครก็ตามที่รู้เรื่องนี้ รู้เรื่องวงกลม 4 วง คุณจะค้นพบว่าต้องทำอะไรในชีวิต แล้วไอ้มนุษย์คนที่ยังไม่พบก็จะคิดว่า โอ้โห คนอื่นค้นพบกันหมดแล้วเหรอวะ ตายห่า กูยังไม่พบเลย เสาร์อาทิตย์นี้ต้องไปร้านหนังสือแล้ว ไปซื้อหนังสือเล่มนี้ที่ผมแปล ซึ่งมันก็เป็นเพียงการแปลไอเดีย แปลคุณค่าบางอย่างให้กลายเป็นสินค้า

ในความเป็นจริงผมรู้สึกว่าอะไรก็ตาม เราแค่อยู่กับสิ่งที่เราทำ ยอมรับตัวเอง เข้าใจตัวเอง แล้วก็อยู่กับคนอื่นอย่างสอดคล้อง และไม่ว่ายังไงก็ตาม ไม่ว่ามันจะเป็นอิคิไกหรือไม่ใช่อิคิไก ไม่ว่ามันจะได้ตังค์หรือไม่ได้ตังค์ ไม่ว่าโลกจะต้องการหรือโลกไม่ต้องการ ฉันก็จะยืนหยัดที่จะทำงานที่ฉันอยากทำต่อไป

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

แล้วคุณคิดว่าอะไรทำให้ช่วงนี้จึงมีหนังสือที่พูดเรื่องปรัชญาความสุขออกมามากมาย ทั้งอิคิไก ฮุกกะ ลากอม

ผมไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อว่า องค์รวมอันแฝงเร้น เขียนโดย Parker J. Palmer แปลโดย พินทุสร ติวุตานนท์ เขาบอกว่าคนเราออกจากตัวเองไปไกลมาก เขาเปรียบเทียบชีวิตคนเราเหมือนกับชาวนาที่อยู่ในชนบทอันแร้นแค้นและหนาวเหน็บ ซึ่งในฤดูหนาวตอนกลางคืนจะมืดสนิทและจะหนาวจัดมาก ถ้าคุณออกจากบ้านเพื่อจะเดินไปหยิบของที่โรงนา คุณจะหลงทางท่ามกลางความมืดและพายุหิมะ จนไม่สามารถจะไปถึงโรงนา และไม่สามารถจะกลับเข้าบ้านได้อีก แล้วก็ตายอยู่กลางทาง ชาวนาจึงต้องผูกเชือกที่กลอนประตูบ้านโยงไปที่กลอนประตูของโรงนา เพื่อที่เปิดประตูออกมาแล้วเขาจะได้สาวเชือกออกไป พอหยิบของเสร็จเขาจะได้สาวเชือกกลับบ้าน ผมว่ามนุษย์ทุกวันนี้เรามาอยู่ท่ามกลางของพายุหิมะในทุกมิติ

เงื่อนไขการแข่งขันในโลกปัจจุบัน โลกธุรกิจ และความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี มันตัดขาดเราออกจากความเป็นจริง เราหลงทางอยู่กับกลของโครงสร้างอะไรบางอย่างที่มันสร้างขึ้นมาปลอมๆ แล้วเราก็ติดอยู่ตรงนี้ แล้วเราก็เหนื่อย แล้วเราก็ท้อ กลับก็กลับไม่ได้ ไปก็ไปไม่ถึง และเราก็ไม่มีเชือก สมมติคุณอยากเปิดร้านอาหาร คุณรักการกินเนื้อวัวมากเลยนะ คุณอยากทำร้านเนื้อย่างที่ดีที่สุดในประเทศไทย แต่สภาพทุกวันนี้ ด้วยเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ ด้วยเงื่อนไขของวัตถุดิบการผลิต ด้วยเงื่อนไขของรสนิยมการกิน ด้วยเงื่อนไขของไลฟ์สไตล์ผู้คน ด้วยเงื่อนไขของค่าเช่า ด้วยเงื่อนไขของทุกสิ่งทุกอย่าง มันจะถล่มเข้ามาใส่คุณ เสร็จแล้วสิ่งที่คุณทำคืออะไร ร้านเนื้อกระทะแบบบุฟเฟต์ การแข่งขันมันทำให้เราเปิดประตูออกจากบ้านท่ามกลางพายุหิมะในคืนฤดูหนาว แล้วเดินมุ่งหน้าไปที่โรงนา มองที่ไหนไม่เจอ แล้วถามว่าจุดมุ่งหมายในการทำงานจริงๆ ของคุณคืออะไรวะ

ผมว่าหนังสือที่ว่ามันก็คือเชือกแหละ อย่างเล่มที่ผมแปลมันจะไม่ใช่เล่มที่บอกให้คุณไปหาอิคิไก แต่มันจะทำให้คุณสาวเชือกกลับบ้าน มันอาจจะไม่ได้ทำให้ชีวิตคุณเปลี่ยนแปลงอะไรเลย แต่มันแค่ทำให้คุณรู้สึกว่าโอเค อยากทำอะไรก็ทำ แล้วก็ยืนหยัดทำไป ถ้ายังไม่ค่อยได้อะไร คุณก็กลับบ้าน แค่นั้นเอง ชวนกลับบ้าน หาความสุข มีอิคิไก มีฮุกกะ มาปลอบประโลม คือในโลกปัจจุบันถ้าคุณไม่กระโจนไปหาความสำเร็จ คุณก็ต้องกระโจนไปหาความสุข มันก็เป็นสองขั้ว

แล้วคุณเองเชื่อในขั้วไหน ความสำเร็จหรือความสุข

ที่จริงแล้วผมกลับเชื่อหนังสืออีกเล่มซึ่งผมไม่ได้เป็นคนแปล หนังสือเล่มนั้นชื่อ Man’s Search for Meaning ชีวิตไม่ไร้ความหมาย เขียนโดย Viktor E. Frankl แปลโดยอาจารย์นพมาส แววหงส์

ไม่ใช่ความสุข ไม่ใช่ความสำเร็จ หนังสือเล่มนี้เขาบอกว่ามนุษย์แท้จริงแล้ว สิ่งที่เป็นปลายทางของเราคือความหมาย ผมเชื่อเรื่องความหมาย เรามีเสรีภาพที่จะกำหนดความหมายกับตัวเรา กับชีวิตเรา กับครอบครัวเรา กับงานของเรา กับบริบททั้งชีวิต กับสภาพแวดล้อมกับภูมิประเทศทั้งหมด ภูมิอากาศทั้งหมดรอบตัวเรา เราให้ความหมายกับมันยังไง ทุกสิ่งอย่างมันขึ้นอยู่กับเรา

คนที่เขียนหนังสือเล่มนี้เป็นจิตแพทย์ชาวยิวที่มีชีวิตอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาถูกนาซีกวาดต้อนเข้าค่ายรมแก๊ส แล้วเขาบอกว่าในชีวิตแบบนั้น ชีวิตมันเหมือนไม่มีความหมายอะไรเหลืออยู่ ในสภาวะแบบนั้นคุณจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร เขาเคยเป็นจิตแพทย์ที่มีฐานะร่ำรวย มีงานวิชาการ เขียนหนังสือ ได้รับการยอมรับ มีครอบครัวที่ดี มีพ่อแม่ มีเมียมีลูก มีเพื่อนฝูง ทุกคนกำหนดความหมายให้กับชีวิตเขาว่าเป็นชีวิตที่ดี แต่พอเข้าไปอยู่ในค่าย เขาถูกยึดทุกสิ่งทุกอย่าง พ่อแม่ เพื่อนฝูง ลูกเมีย ก็ถูกพรากไป สิ่งเดียวที่เขาติดตัวไปคืองานวิจัยเล่มสุดท้ายที่เขากำลังทำอยู่ แล้วเขาคาดหวังว่ามันจะต้องถูกตีพิมพ์ เพราะมันจะเป็นประโยชน์ต่อชีวิต ต่อมวลมนุษยชาติ แล้วเขาเก็บงานชิ้นนี้ไว้กับตัว เป็นสิ่งสุดท้ายที่กำหนดความหมายของเขา เขาเลยค้นพบว่าจริงๆ แล้วทุกสิ่งทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับมุมมองที่คุณมีต่อชีวิต ถ้าคุณมองว่ามันมีความหมายมันก็ยังมีความหมาย แต่ถ้าคุณมองว่ามันไร้ความหมายไปแล้ว คุณก็อยู่ไปวันๆ รอวันตาย

เขาบอกว่าในค่ายกักกัน วันที่คนล้มตายมากที่สุดคือวันอะไรรู้ไหม

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

วันอะไร

วันคริสต์มาส เพราะพอถึงวันคริสต์มาสทุกคนจะคาดหวังว่าจะต้องมีบางอย่างมหัศจรรย์ พระเจ้าจะต้องดลบันดาลให้สงครามนี้ยุติ หรือไม่นาซีกับอเมริกาจะต้องประกาศยุติสงคราม แต่พอพ้นคริสต์มาสไปสงครามไม่หยุด ท่ามกลางฤดูหนาวคนก็เริ่มล้มตาย เพราะมันไม่มีความหมายเหลืออยู่ในชีวิตอีกต่อไป แล้วคนที่เขาเขียนหนังสือ Man’s Search for Meaning ที่อยู่ในค่ายนาซี ที่มันสิ้นหวัง ไร้เหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่เขายังยืนหยัดที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป เขาบอกว่าทุกเช้าที่เขาตื่นขึ้นมาแล้วเขาไม่ป่วยเขาโคตรดีใจเลย เพราะว่าถ้าเขาป่วยแปลว่าวันนั้นเขาจะต้องเข้าห้องรมแก๊ส แต่ถ้าเขาตื่นขึ้นมาแล้วเขาไม่ป่วย แปลว่าเขาจะยังมีชีวิตอยู่ต่อไป ตื่นเช้ามาเขาแฮปปี้แล้ว แต่ในขณะที่เราทุกคนวันนี้คุณตื่นเช้ามาคุณแฮปปี้หรือเปล่า

ที่ผ่านมาคุณเองเคยรู้สึกว่าชีวิตไร้ความหมายบ้างไหม

ครั้งหนึ่งผมเคยเป็นแบบนั้น ชีวิตเราครั้งหนึ่งเคยโรแมนติกอยู่กับความล่องลอย แล้วก็บ่น ตำหนิติเตียนโลก แล้วสุดท้ายมันไม่ได้นำพาคุณไปสู่อะไรเลย

คุณเคยดูเรื่อง Memory of Matsuko มั้ย ผมไม่รู้ว่าคนอื่นเขาตีความหนังเรื่องนี้กันยังไงนะ แต่ผมคิดว่ามัตสึโกะเขาหล่อเลี้ยงด้วยความพึงพอใจของคนอื่นหมดเลย มัตสึโกะตอนเด็กๆ พ่อไม่รัก มัตสึโกะพยายามทำให้พ่อรักด้วยการทำหน้าตลก เขาสละทุกความสุขในชีวิตเพื่อให้คนอื่นมีความสุขด้วย จนสุดท้ายเขากลายเป็นผู้หญิงที่ไม่เหลืออะไรเลยในชีวิต แล้วเขาก็บอกว่าขอโทษด้วยที่ฉันเกิดมา ขอโทษด้วยที่ฉันเกิดมา ขอโทษด้วยที่ฉันเกิดมา คือมัตสึโกะมองไม่เห็นเลยว่าทั้งหมดทั้งปวงที่ตัวเองทำ ที่มีชีวิตอยู่ มันโคตรมีความหมายกับคนอื่นเลย แต่คุณไม่เข้าใจว่าคุณมีความหมายกับตัวคุณเองยังไง เขาทำให้พ่อมีความสุข ทำให้แฟนมีความสุข ทุกคนชีวิตเปลี่ยนไป มัตสึโกะมีความหมายกับทุกคนเลยนะ แต่มัตสึโกะไม่พบความหมายของตัวเอง

แล้วคุณค้นพบหรือยังว่า ความหมายของการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์คืออะไร

ผมค้นพบว่า คำว่า ‘ความหมาย’ ในภาษาอังกฤษมันจะมีคำว่า Meaning และมันจะมีอีกคำ คือคำว่า Significant 

คำว่า Meaning มันเหมือนกับว่าความหมายมันสถิต เหมือนว่าเราเกิดมามีความหมายความหมายหนึ่ง แล้วคุณก็ถามผมว่าความหมายนั้นคืออะไร อยากรู้มากเลย ซึ่งโคว้ทนี้จะต้องได้พันไลก์ เพราะว่าผมสามารถจะสรุปความหมายของชีวิตให้กับสรรพชีวิตที่อยู่บนโลก ซึ่งไม่มีหรอก ความหมายมันเป็นเรื่อง Significant มันอยู่ที่แต่ละคนกำหนด

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

แล้วมีเหตุการณ์ไหนไหมที่ทำให้คุณรู้สึกค้นพบว่าชีวิตมีความหมาย

ตอนนั้นแม่ผมไม่สบาย อยู่ๆ แม่ไม่มีความรู้สึกที่ปลายเท้า แล้วแม่เริ่มเดินไม่ได้ แม่กับพ่อเลยย้ายไปอยู่กับพี่ชายที่ต่างจังหวัด ในขณะที่ผมครอบครองบ้านที่กรุงเทพฯ คนเดียว ตอนนั้นผมเป็นฟรีแลนซ์ ก็รับจ๊อบเขียนงาน ดูซีรีส์ อยู่ไปวันๆ ชีวิตไร้ความหมาย แล้วเรามีพี่ชายอีกคนซึ่งเขาพิการเพราะตอนเกิดมาเขาถูกกระทบกระเทือนทางสมอง พี่ชายคนนี้อยู่ที่ศูนย์ฝากเลี้ยงแห่งหนึ่ง แต่ละเดือนที่บ้านจะต้องจ่ายตังค์ให้ศูนย์นี้มหาศาล ทั้งค่าแรง ค่าที่ ค่าใช้จ่าย ค่าอาหาร แล้ววันนั้นแม่ที่ย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดก็โทรมาหาผม บอกว่า ‘อ๋อง เอาเลขบัญชีมา แม่จะโอนตังค์ค่าเลี้ยงพี่ชายให้’ เพราะแม่เห็นว่าผมตกงาน แล้วแม่ก็ถามว่า ‘อ๋อง กินข้าวหรือยัง อยู่บ้านคนเดียวหาข้าวปลากินยังไง’

ตอนนั้นผมก็บอกแม่ว่า ‘ไม่เป็นไร ผมมีเงินอยู่ แม่ไม่ต้องโอนเงินมา แล้วเดี๋ยวผมหาข้าวหาปลากิน แม่ไม่ต้องเป็นห่วง’ เสร็จแล้วผมก็ขับรถไปธนาคาร เบิกเงินมาปึกหนึ่ง ขับรถข้ามสะพานพระราม 5 ไปยังสถานที่ที่ดูแลพี่ชายเราอยู่ ไอ้โมเมนต์ที่ผมขับรถข้ามสะพานพระราม 5 มันเหมือนกับฟ้าสว่าง เหมือนเราเข้าใจแล้วว่าเราเกิดมาทำไม พ่อเราสอนเราขับรถเมื่อ 10 ปีก่อนเพื่อที่วันหนึ่งเมื่อเขาไม่อยู่บ้านเราจะได้ขับรถไปดูแลพี่เรา พ่อแม่เราส่งเสียเราจนเรียนจบเพื่อที่เราจะได้มาเป็นนักเขียน เพื่อที่เราจะได้มีเงิน เพื่อที่เราจะได้ตัดเงินแต่ละเดือนเพื่อไปจ่ายเงินให้กับคนดูแล ตอนนั้นมันไม่มีคำถามเลยว่าเกิดมาทำไม ความหมายของชีวิตแค่นี้แหละ แค่นี้เลย เพื่อที่จะขับรถมา ณ ตรงนี้ ตอนนี้ เพื่อที่จะให้พี่ชายมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีก 1 เดือน

คำถามคือ แล้วพี่ชายผมมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไร ในขณะที่เขาไม่มีความสามารถในการผลิตอะไรได้อีกแล้ว ในโลกของทุนนิยมคุณไม่มีประโยชน์แล้ว คุณคิดว่าชีวิตที่นอนอยู่บนเตียง แล้วเวลาที่ผมไปเยี่ยมก็ได้แต่ปรบมือดีใจ ชีวิตแบบนี้มีประโยชน์อะไร ผมไม่รู้ แต่ผมว่ามันเป็นชีวิตที่หนักมาก แล้วเขาเองจะต้องหาความหมายในชีวิตของเขาให้เจอ

คือคุณเชื่อว่าทุกคนต้องหาความหมายในชีวิตของตัวเองให้พบ

เสรีภาพเดียวที่เรามีคือเสรีภาพที่เราจะกำหนดความหมายชีวิตของเราเอง ทุกอย่างมันวนกลับไปเรื่องเดิมที่เราคุยกัน คือข้างนอกเป็นพายุหิมะ เราเคว้งคว้าง สมมติวันนี้เราตื่นเช้ามา เราสัมภาษณ์ลง The Cloud เรากดแชร์ไปได้มา 300 ไลก์ เราก็อาจจะดีใจ แต่ความหมายของชีวิตมันไม่ได้ขึ้นกับสิ่งเหล่านั้นน่ะคุณ ทุกสิ่งทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับเรา ว่าเราอนุญาตให้คนอื่นมากำหนดความหมายของเราได้แค่ไหน

ทุกวันนี้มันเป็นเรื่องสุญญากาศของอัตถิภาวะ คือคุณไม่สามารถจะรู้เลยว่าคุณคือใคร ภายในนี่ว่างเปล่ามากเลย เป็นสุญญากาศ จนกระทั่งมีคนอื่นมาบอกว่าคุณเป็นใคร จนกระทั่งมีคนอื่นมาประเมินค่าคุณว่าวันนี้คุณได้ 400 ไลก์ คุณหลับได้หรือยังล่ะ เจ็บปวดหรือเปล่า เหมือนในหนังสือเรื่อง คำพิพากษา ของ ชาติ กอบจิตติ คุณไม่ได้เป็นใครเลย นอกจากเป็นขี้ปากชาวบ้าน คุณไม่ได้เอาเมียน้อยพ่อด้วยนะ แต่แค่ชาวบ้านลือกันไปคุณก็เลวแล้ว ชีวิตที่ต้องเลี้ยงตัวเองอยู่บนความพึงพอใจของชาวบ้านมันเจ็บปวด

แต่งานสื่อที่คุณทำอยู่ก็ต้องการการถูกมองเห็นในโลกออนไลน์และจำนวนไลก์ในการวัดผล คุณรู้สึกย้อนแย้งบ้างมั้ย

ใช่ไง มันถึงทำให้พวกเราเป็นแบบนี้กันทุกคน ถามว่าตอนนี้พวกเราได้ทำงานที่เราอยากทำกันจริงๆ หรือเปล่า คือพูดแบบนี้ไปคนก็คงบอกว่า อ๋อ ก็คุณทำสื่อสิ่งพิมพ์อยู่ไง ก็เลยมานั่งแซะพวกที่ทำออนไลน์ แล้วมันก็วนกลับมาอย่างนี้ เช้ามาก็อวดงาน เย็นก็บ่นเหนื่อย ท้อแท้ แล้วเพื่อนก็มาช่วยกันปลอบ แล้วตื่นเช้ามาก็อวดงานกันอีก แล้วก็บ่นเหนื่อย วนกันอยู่เป็นวัฏจักร ซึ่งที่ผมพูด ผมพูดถึงทั้งวงการ และพูดถึงสภาวะจิตใจของผมเองที่ผมกำลังดีลกับมันอยู่ด้วย บางทีผมก็ต้องดีลกับสภาวะแบบนี้เหมือนกัน

ที่ผมตัดสินใจตอบรับให้มาสัมภาษณ์วันนี้ ส่วนหนึ่งมันก็อยู่บนฐานความคิดว่าเราคาดหวังว่าจะอยู่ในสปอตไลต์เหมือนกันนั่นแหละ ซึ่งผมก็ต้องแลกมันมาด้วยการไม่กินข้าวเย็น เพราะว่าถ้าตอนนี้เราคุยกันแล้วกินข้าวไปด้วย ผมก็จะไม่มีสมาธิในการคุย แล้วก็ผมก็จะไม่สามารถผลิตคำคมให้คุณเอาไปเขียน แล้วผมก็ไม่สามารถจะมีสปอตไลต์ฉายที่ The Cloud ได้ แล้วมันเจ็บปวดมั้ยวะ ที่คนคนหนึ่งไม่ได้กินข้าวเย็นเพียงเพื่อแลกมากับสิ่งนั้น ชีวิตต้องแลกเยอะมากกับสิ่งที่เราไม่รู้ว่าเราต้องการมันจริงๆ หรือเปล่า

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

แล้วทุกวันนี้เวลาโพสต์อะไรแล้วคนกดไลก์น้อย คุณทุกข์ร้อนบ้างไหม

ผมว่าถ้าเราย้ายความหมายออกจากมัน แล้วรักษาความหมายเอาไว้ที่ตัวเราเอง นานวันเข้าเราก็จะไม่สนใจกับอะไรพวกนั้น แต่ถ้าคุณไปใช้มันเป็นความหมายของชีวิตคุณ คุณก็จะต้องอยู่กับตรงนั้นตลอดไป คุณก็จะเป็นเหมือนไอ้ฟัก ตอนที่ไอ้ฟักบวช ชาวบ้านรักมันมากเลยนะ เป็นพระที่เคร่งครัด เทศน์เพราะ จนกระทั่งสึกออกมา พ่อตาย แล้วก็อยู่บ้านกับแม่เลี้ยงที่เป็นบ้า คือวันหนึ่งมันจะต้องถึงโมเมนต์ที่คนเกลียดคุณ คุณเลี้ยงตัวตนเทียมๆ ตลอดไปไม่ได้หรอก เราจะไม่มีความสุขหรอกถ้าเราพิงความหมายไว้กับสิ่งนี้

ถ้าถึงยุคสมัยหนึ่งที่เราต้องย้ายทั้งชีวิตไปอยู่ในโซเชียลฯ เราต้องย้ายความหมายทั้งหลายทั้งปวงมาอยู่บนนี้ คุณจัดการมันไหวเหรอ สมมติว่าคุณเป็นคนรุ่นใหม่ เกิดและเติบโตมาในวันที่มีไฮไฟว์ มีเฟซบุ๊ก มีทวิตเตอร์ แล้วคุณถ่ายทอดตัวเองตลอดเวลา คุณไม่มีทางรู้หรอกว่าตัวตนที่แท้จริงของคุณคืออะไร การที่คุณรู้สึกว่าคุณต้องแสดงตลอดเวลาและถูกมองตลอดเวลา ชีวิตแบบนั้นคุณคือใครนะ คุณอบอุ่นเหรอที่ตื่นเช้ามาแล้วก็เข้าเฟซบุ๊กเช็กยอดไลก์ คุณอาจจะไม่เคยรู้ซึ้งถึงครั้งหนึ่งที่มนุษย์คนหนึ่งได้เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง ว่าเมื่อนั้นเป็นอย่างไร

       

มันเป็นอย่างนี้มาทุกยุคทุกสมัยหรือเปล่า ที่มนุษย์ต้องการการถูกมองเห็น

ใช่ มนุษย์ว่างเปล่าภายในมาทุกยุคทุกสมัยแหละ แต่ยุคก่อนมันมีช่องว่าง มันไม่มีฟีดแบ็กทันทีทันใด มันจึงทำให้เรางมอยู่กับอะไรบางอย่างได้สักพักใหญ่ๆ โดยที่เรายังไม่ต้องได้รับความพึงพอใจแบบทันทีทันใด แต่ทุกวันนี้มันจะต้องรีบคว้าอะไรมาใส่ข้างใน

คือผมเป็นคนที่ชอบตั้งคำถามกับอะไรแบบนี้ว่าแล้วแท้ที่จริงของเราคืออะไร แต่การตั้งคำถามแบบนี้ไปเรื่อยๆ มันไม่ดีหรอก มันจะทำให้คุณยิ่งเคว้งคว้าง แล้วเวลาคุณตั้งคำถามกับชีวิตว่าจริงๆ มันคืออะไร มันจะทำให้คุณสามารถผลิตงานที่มีมนตร์เสน่ห์บางอย่าง ยิ่งคุณว่างเปล่างานเขียนคุณกลับยิ่งดึงดูดคนอ่านบางแบบที่เขาก็รู้สึกว่างเปล่าเหมือนกับคุณเข้ามา ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องดีหรอก

แล้วคุณพอจะเห็นทางออกมั้ยว่าพวกเราจะหลุดพ้นจากสภาวะนี้ไปได้ยังไง เราจะพบความหมายในชีวิตได้ยังไง

(นิ่งคิดนาน) ไม่หรอก ถ้าคุณหลุดจากหน้าจอคุณก็ไปติดอย่างอื่นอยู่ดีแหละ มนุษย์มันว่างเปล่าน่ะ มันเป็นสุญญากาศของอัตถิภาวะ ถ้าคุณไม่ได้เอาจอมาเติมเต็ม คุณก็ต้องไปหาอย่างอื่นมาเติมเต็ม มันต้องติดอะไรบางอย่าง บางคนก็ติดดี ขึ้นธรรมาสน์เทศนาคนอื่นตลอดเวลา สุดท้ายก็ต้องหาอะไรบางอย่างมาเติมเต็ม ซึ่งสิ่งที่เรายึดเหนี่ยวก็แตกต่างกัน แล้วมันก็นำพาให้เรามาทะเลาะกัน คนนี้ไม่เชื่อ แซะ แล้วก็ดราม่า คนหนึ่งก็บอกว่าปล่อยวางเถอะ อีกคนก็บอกสำเร็จสิ อีกคนโกชนบท อีกคนก็บอกว่าไม่สิ เราต้องทันสมัยสิ แล้วคุณค่าของแต่ละคนก็มาตีกัน ก็กลับมาเรื่องเดิม

โดยส่วนใหญ่วิธีคิดผม ผมเป็นคนที่พยายามมองหาแพตเทิร์น ผมไม่ได้มองหาวิธีการหลุดพ้น ฉะนั้น ถ้าคุณถามว่าวิธีการคืออะไร ผมก็จะบอกว่าผมไม่รู้ แต่ผมมองเห็นว่ามันเป็นรูปแบบนี้ ดังนั้น ผมจึงมองเห็นรูปแบบของเชือก มองเห็นรูปแบบของความหมายของอะไรหลายๆ อย่าง มองเห็นตัวอย่างของอะไรหลายๆ เรื่อง แล้วเมื่อคุณเห็นรูปแบบเหล่านี้ มันก็ท้าทายว่าแต่ละคนจะไปหาทางออกกันยังไง

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load