ตอนยังเล็ก เป็นเด็กติดการ์ตูน สิ่งหนึ่งที่เราใฝ่ฝันอยากทำได้คือการเดินทางข้ามเวลา จนอยากมีโดราเอมอนเป็นของตัวเอง 

ตอนโตเป็นวัยรุ่น พอได้รู้จักอาชีพนักโบราณคดี จึงเข้าใจว่าการเดินทางข้ามเวลาไม่จำเป็นต้องมี Time Machine หรอก เพียงปลุกชีพคนในอดีตจากวัตถุโบราณใต้ดินที่เราเหยียบอยู่นี่แหละ

ไม่ใช่แบบ Richard O’Connell ใน The Mummy 

แต่ปลุกเรื่องราววิถีชีวิตของคนโบราณ ด้วยการขุดโบราณสถานเพื่อพิสูจน์ความเป็นมา 

ตอนโตเป็นผู้ใหญ่ เพิ่งได้รู้จักคนอีกกลุ่ม เป็นอาชีพที่เกศสุรางค์ใน บุพเพสันนิวาส ไม่ได้เอ่ยถึง หรือ Dr. Jones ใน Indiana Jones ไม่ได้บอก คือ ‘นักโบราณคดีเมือง’ นักสืบทางประวัติศาสตร์ที่ทั้งขุดค้นและขุดคุย ค้นวัตถุโบราณในแถบเมืองที่แผนที่โบราณบอกว่าในอดีตเคยมีใคร อะไร อยู่ตรงไหน และคุยกับชาวบ้านร้านตลาด เสาะหาความทรงจำของคนในพื้นที่เมืองไม่ว่าเล็กใหญ่ มาทาบขนานกับประวัติศาสตร์ ให้เกิดเป็นเรื่องราวจากหลายมิติเวลา แล้วจัดช่อเข้าเป็นเรื่องเล่าของหลากชีวิตในพื้นที่นั้นๆ

ฝันขนาดเล็กของนักโบราณคดีเมือง หวังเพียงการจดจำและการอนุรักษ์ ไม่ให้ใครหรืออะไรในอดีตเลือนหายไปตามกาลเวลา ส่วนฝันขนาดใหญ่ คือการได้เติมข้อเท็จจริงที่ขุดเจอจากไซต์กลางเมือง สักหน้าหนึ่งในหนังสือเรียนวิชาประวัติศาสตร์ไทย 

ไม่รู้เป็นความบังเอิญหรืออะไร ก่อนวันนัดสัมภาษณ์ เราได้เรียนรู้จากข่าวที่ไหลบนนิวส์ฟีดตลอดสัปดาห์ว่าการไม่ถูกบอกให้รู้นี้ ทำให้เราเห็นภาพการขุดสนามฟุตบอลโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งการรื้อบ้านเขียวเมืองแพร่ โดยขาดผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดี

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ

วันนี้ หลังจากได้คุยกับ ผศ. ดร.กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีผู้เชี่ยวชาญศาสตร์โบราณคดีเมืองหนึ่งเดียวของกรุงเทพฯ ในไซต์ใจกลางเยาวราช จาก readthecloud.co เราขอสวมบทบาทเป็น jobsDB.com แนะนำอาชีพที่เปรียบเป็นแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ผู้ฟื้นฟูความทรงจำเมืองและคนเมือง ให้อาชีพใกล้ตัวเรานี้ไม่ถูกหลงลืมเหมือนบางเรื่องราวบนหน้าประวัติศาสตร์

ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร

นักโบราณคดีตัวจริงเสียงจริงตรงหน้าบอกเราว่า โบราณคดีเป็นวิชาที่คนเรียนน้อย และนักโบราณคดีเป็นอาชีพที่คนน้อยมากจะรู้จัก ในประเทศไทยเปิดสอนอยู่ที่เดียว คือคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ดังนั้น ‘นักโบราณคดีเมือง’ จึงอยู่ในสเตตัส ‘ละไว้ในฐานที่เข้าใจ’

“นักโบราณคดีเมือง พูดง่ายๆ ก็คือนักโบราณคดีนี่แหละ ศาสตร์ของอาชีพนี้คือสืบเรื่องจากอดีตแล้วเอามาเล่าใหม่ ให้คนปัจจุบันรู้ว่าเคยเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่นักโบราณคดีศึกษาคือข้าวของเครื่องใช้โบราณที่คนในอดีตทิ้งไว้”

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ
เครื่องถ้วยที่ขุดเจอใต้ชุมชนเลื่อนฤทธิ์ เยาวราช

ปัจจุบันที่เรามีสร้อย แหวน นาฬิกาข้อมือ โทรศัพท์มือถือ ในวันใดวันใดวันหนึ่งวัตถุรุ่นใหม่ล่าสุดพวกนี้อาจถูกทิ้ง ทำลาย หรือยังหลงเหลืออยู่ แต่กลายเป็นขยะโบราณที่ถูกทับถมไปเป็นสิบๆ จนร้อยๆ ปี วันข้างหน้าเมื่อนักโบราณคดียุคใหม่มาเจอ ก็จะต้องสืบเสาะเรื่องจากสิ่งของเหล่านี้ เพื่อดูว่าสมัยเราคนเป็นยังไง กินยังไง มีทัศนคติยังไง ไปจนถึงมีจิตวิญญาณยังไง

ในความเหมือน มีความต่าง สิ่งที่คั่นระหว่างนักโบราณคดีเฉยๆ กับนักโบราณคดีเมือง ขั้นตอนหรือวิธีการทำงานอาจไม่ใช่คำตอบ หากแต่เป็นพื้นที่ หรือออฟฟิศกลายๆ ชั่วคราวของนักโบราณคดี 

“แต่นักโบราณคดีเมือง หรือที่เรียกภาษาอังกฤษว่า Urban Archaeology สนใจศึกษาและทำงานในเมือง หรืองานที่เกี่ยวข้องกับเมือง” 

เพราะนักโบราณคดีมีหลายเรื่องที่จะศึกษา ไม่ใช่แค่เรื่องเมือง เช่นอีกหนึ่งในหลายแขนงคือ ‘นักโบราณพฤกษคดี’ ที่สนใจเกี่ยวกับพืชพันธุ์โบราณ งานของพวกเขาคือนำดิน เมล็ดพันธุ์ในดิน หรือละอองเรณู ไปพิสูจน์ว่าพื้นที่นั้นเคยมีพืชใดขึ้น เพื่อ Reconstruct สวนโบราณขึ้นมาใหม่ให้คนรู้จัก

“นักโบราณคดีอาจจะเหมือนอินเดียน่า โจนส์ ไปสำรวจถ้ำ ไปขุดค้นวัตถุในที่ห่างไกล แต่ถ้าเป็นนักโบราณคดีเมือง งานสำรวจอยู่ในเมือง อย่างที่เห็นว่ามีคนปัจจุบันเดินไปเดินมา ใช้ชีวิตซ้อนทับอยู่บนคนรุ่นอดีต เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราต้องเจอก็คือคน คนในปัจจุบันนี่แหละที่เราต้องเกี่ยว ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านหรือหน่วยงานรัฐ”

เรื่องที่เราอาจนึกไม่ถึงคือ จะเป็นนักโบราณคดีเมือง นอกจากขุดค้นโบราณสถาน ยังต้องขึ้นโรงพัก หรือแม้กระทั่งสำนักการระบายน้ำ

“พื้นที่ตรงนั้นเกี่ยวกับใคร เราเกี่ยวทุกอย่าง”

อาจารย์กรรณิการ์เลกเชอร์วิชาโบราณคดีเมือง 101 ว่าเนื้องานเป็นแบบนี้

ต้องเป็นนักศึกษา ศึกษาข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ของพื้นที่โบราณสถานในเมืองเสียก่อน 

ต้องเป็นผู้ประเมิน นำข้อมูลทั้งความรู้ งบประมาณ เวลาที่มี มาประเมินว่าพื้นที่นั้นควรลงมือขุดมั้ย ไม่ใช่มุ่งแสวงหาความรู้อย่างเดียว 

ต้องเป็นนักเขียน เขียนจดหมายขออนุญาตกรมศิลปากร หน่วยงานซึ่งมีพันธกิจโดยตรงต่อศิลปะและทรัพย์สินมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ เพื่อขุดค้นทางโบราณคดี 

ต้องเป็นนักขุดเจาะ ขุดค้นแบบงานแฮนด์เมดอย่างประณีตด้วยเกรียง และเก็บกู้โบราณวัตถุไปสืบเสาะจากเอกสารและเจาะข้อมูลชาวบ้านว่าสมัยก่อนเมืองและคนเมืองย่านนี้เคยเป็นยังไง

นักเรียนอย่างเราเริ่มนั่งไม่ติด อดยกมือถามไม่ได้ 

“ต้องเรียกนักโบราณคดีเมืองก่อน หรือขุดเจอก่อนค่อยเรียกนักโบราณคดีเมือง”

“เอาจริงๆ เขาไม่รู้หรอกว่าต้องเรียกเราก่อน มีใครรู้มั้ยเวลาที่บ้านขุดเจอโบราณวัตถุแล้วต้องเรียกนักโบราณคดีเมือง ไม่มีใครรู้ ไม่ต้องในเมือง ที่ไหนก็ได้ คนทั่วไปไม่รู้ว่าต้องทำ”

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ

หยุดไม่ได้หรอก

ทุกวันนี้โลกหมุนไว มองไปทางไหนมีแต่การก่อสร้าง ไม่ว่าจะโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย อุโมงค์หน้าพระลาน สนามหลวง หรือรถไฟฟ้า เมืองเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ‘เรา’ ที่หมายรวมถึงนักโบราณคดีเมือง จึงไม่มีทางห้ามการพัฒนาหรือการเติบโตของเมืองได้ 

“คนที่จะเรียกนักโบราณคดีเมืองมามีน้อย เพราะการจะขุดค้นทางโบราณคดีต้องใช้เงิน และต้องใช้เวลา แต่งานก่อสร้างต้องการรีบ เพราะฉะนั้น มันสวนทางกัน งานโบราณคดีเป็นงานเชิงอนุรักษ์ เราต้องเก็บของ ต้องรักษาของ เวลาเราขุด เราเก็บมาทีละชิ้น ให้ได้รูปทรงสมบูรณ์ แต่ในขณะเดียวกันเขาใช้รถแบ็กโฮจ้วงขุด จบ ได้มาเป็นเศษแล้วโกยทิ้ง เขาไม่รู้หรอกว่าคืออะไร มันจึงหายไปหมด

“ยกเว้นหน่วยงานที่สนใจจริงๆ หรือหน่วยงานที่อยู่ในความคุ้มครองตามกฎหมาย อย่างในกรุงรัตนโกสินทร์ที่ถูกบังคับตามกฎหมายอยู่แล้วว่าอยู่ในพื้นที่คุ้มครอง เวลาจะทำอะไรต้องผ่านคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์” 

แถวเยาวราชที่เรากำลังนั่งคุยกันอยู่นี้มีโครงการก่อสร้างให้เห็น แต่ถ้าถามว่ามีนักโบราณคดีเมืองประจำมั้ย อาจารย์ตอบได้เลยว่านับที่ได้ 

“ในกรุงเทพฯ ก่อน COVID-19 ก็ขุดศุลกสถาน ตอนนี้ที่ขุดอยู่ก็มีอุโมงค์หน้าพระลาน วัดชนะสงคราม เยอะนะ เปรียบเทียบทางความหนาแน่น กรุงเทพฯ มีบริเวณขุดค้นทางโบราณคดีที่เยอะที่สุดในประเทศ มีขุดตลอด ถ้านับในช่วงยี่สิบสามสิบปีมานี้ปีหนึ่งมีหลายครั้ง แต่คนไม่ค่อยรู้ เพราะงานโบราณคดีเหมือนงานลูกเมียน้อย” 

“แสดงว่าทุกบริษัทก่อสร้างจำเป็นต้องมีนักโบราณคดีเมือง”

“ถ้าพูดจริงๆ มันต้องมี แต่ยังไม่มีกฎหมายรองรับว่าต้องมี ในกรุงรัตนโกสินทร์ โครงการใหญ่ๆ ต้องขอมติคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ คณะกรรมการฯ ก็จะให้มีเป็นปกติ แต่กับงานก่อสร้างเล็กๆ หน่วยงานอื่นก็มีหน้าที่ของเขา แค่เรายังไม่ถูกเชื่อมโยงให้รู้ว่าจะต้องทำงานร่วมกันอย่างไร”

ที่บอกว่านักโบราณคดีเป็นตำแหน่งจำเป็นในบริษัทก่อสร้างไม่ใช่เรื่องเกินจริง เพราะการจะก่อสร้างอาคารใหม่ทับบนที่เก่า ต้องมีการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งนอกจากอากาศ ชุมชน แรงสั่นสะเทือน อีกอย่างที่ลืมไม่ได้คือ สิ่งแวดล้อมทางโบราณคดี

“สถานทูตอังกฤษเราก็ทำ Dusit Central Park เราก็ทำ ดุสิตนี่ขุดให้รู้ว่ามีหรือไม่มีเพื่อเก็บกู้ และดูว่าจะดำเนินงานก่อสร้างได้มากน้อยแค่ไหน”

“ไม่ใช่แค่มีโบราณวัตถุแน่ๆ แล้วขุด แต่ไม่รู้ว่ามีรึเปล่า มาดูหน่อย ก็ได้” 

“ใช่ งานโบราณคดีเมืองที่ Dusit Central Park มีการประเมินตำแหน่งที่ตั้งของโรงแรมว่ามีโบราณวัตถุเหลืออยู่มั้ย เพราะแต่ก่อนเป็นบ้านเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) แล้วโดยรอบที่จะก่อสร้างในระยะร้อยเมตรมีโบราณสถานใกล้เคียงมั้ย ฝั่งตรงข้ามก็สถานทูตอเมริกา หรือราชกรีฑาสโมสร บ้านอับดุลราฮิมก็ตั้งอยู่ข้างๆ ระหว่างก่อสร้างจะเกิดผลกระทบต่อโบราณสถานที่รายรอบ ทำให้สั่นสะเทือนมั้ย เกิดฝุ่นมั้ย ก็ต้องเจรจากัน ต้องคุยกันว่าจะลดทอนผลกระทบยังไง งานโบราณคดีเมืองจึงไม่ได้สัมพันธ์กับแค่โบราณคดี ประวัติศาสตร์ ชุมชน แต่เกี่ยวข้องกับสถาปัตย์ วิศวะ การผังเมือง ด้วย” 

นักขุด-นักคุย

ในฐานะเป็นอาชีพที่คนมักมองว่าไกลตัว สิ่งไหนที่คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับนักโบราณคดีมากที่สุด 

“นักโบราณคดีขุดซากไดโนเสาร์”

อ้าว…

 “นั่นนักธรณีวิทยา ที่ศึกษาบรรพชีวิน โบราณคดีเราศึกษาเรื่องคนแค่ชั้นดิน แต่ถ้าเรื่องซากดึกดำบรรพ์ในชั้นหินต้องนักธรณีวิทยา หินมันอยู่ใต้ดินไปอีก และคนชอบสร้างภาพว่านักโบราณคดีถือค้อน นักโบราณคดีถือเกรียงนะ นักธรณีวิทยาน่ะถือค้อนมีปลายแหลม นักโบราณคดีใช้เกรียงขุดดิน แปรงปัดดิน จอบเสียมเครื่องมือหนักเราก็ใช้สำหรับหินแข็ง ดินแข็ง ขึ้นอยู่กับแหล่งขุดค้น” 

และข้อนี้สำคัญ นักโบราณคดีไม่ได้ใส่ชุดนักสำรวจเสมอไป

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ

“เป็นรสนิยมส่วนบุคคล มีคนแต่งแบบนั้นอยู่ แต่ไม่ใช่ทุกคน แต่งธรรมดาก็มี” อาจารย์หัวเราะ

ลบภาพอินเดียน่า โจนส์ ออกไปซะ นักโบราณคดีในชีวิตจริงเขาไม่ได้ถือแส้ แต่ถือเกรียง สมุดบันทึก ปากกาดินสอ ตลับเมตร สวมเสื้อแขนยาว รองเท้าผ้าใบ แต่ยกให้ 1 ข้อที่เหมือน คือหมวก เพราะแดดมันร้อน และขาดไม่ได้เลย แผนที่ 

แต่ละพื้นที่ในประเทศหรือบนโลกมีผืนดินต่างกัน เราพอรู้อยู่แล้วว่าจังหวัดไหนในประเทศไทยเคยเป็นทะเล เคยเป็นชายทะเล มาก่อน นักโบราณคดีเมืองก็รู้ และรู้อีกด้วยว่าต้องขุดแต่ละพื้นที่ลึกแค่ไหน 

“กรุงเทพฯ เคยเป็นทะเล ขุดไปสักเมตรหนึ่งก็เจอน้ำใต้ดินแล้ว ขุดได้แค่นั้น แต่ถ้าคุณไปลพบุรี ขุดสิบเมตร นั่นแหละทวาราวดี แต่ละที่ไม่เหมือนกัน เรื่องความลึกเราใช้ประสบการณ์ ไม่ใช่อยู่ๆ นักโบราณคดีจะขุดตรงนี้แหละ จ้วง

“อย่างที่บอก เราต้องศึกษาจากแผนที่หรือแผนผังโบราณเท่าที่เราพอจะหาได้ก่อน เอามาซ้อนทับกันเป็นเลเยอร์ แล้วหาเอกสารโบราณ พงศาวดาร หรือแม้กระทั่งงานวิจัยเดิม ให้รู้ว่าแต่ก่อนพื้นที่นี้เคยมีเรื่องเล่าอะไร และถามชาวบ้านแถวนี้เลยว่าตรงนี้เคยมีอะไรก่อนตัดสินใจขุด เคยถามอาเจ็กคนหนึ่ง อาเจ็กก็บอกว่า ตอนเด็กๆ อั๊วเคยขุดเจอคันฉ่องโบราณในบ้านนี่แหละ”

 แต่ใช่ว่าปรารถนาขุดแห่งใด จะได้ขุดแห่งนั้น 

“บางทีจะขุดตรงหน้าประตู แน่ใจว่าตรงนี้ต้องเจอของดีแน่ ต้องเจอวังแน่ แต่ถ้าคนต้องใช้สัญจรเข้า-ออกตลอดเวลา หรือตรงนั้นเกี่ยวข้องกับความเชื่อของคน เคยเป็นที่ตั้งศาลโบราณ เราก็ต้องเคารพ และอาจจะขุดไม่ได้เลย นี่คือสิ่งที่ต่างจากโบราณคดี เพราะโบราณคดีเมืองมันมีคน”

“งานนี้ให้ความสำคัญกับคน มากกว่าประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นดิน” เราทัก

“มันต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการใช้ชีวิตของคนปัจจุบันกับสิ่งที่เราต้องการ ไม่ใช่ยึดแต่ตัวเราแล้วทำให้คนอื่นเดือดร้อน ปัจจุบันมีการวัดมูลค่าทางเศรษฐกิจว่าซอยนี้คนเข้าคนออกเท่าไหร่ ตรงนี้ชุมชนใช้งานมากน้อยแค่ไหน อยู่ๆ เราจะขุดศึกษาอย่างเดียว ห่วงแต่อดีตจนหลงลืมคนปัจจุบันไม่ได้ เพราะเราจะทำให้สังคมไม่เคลื่อนไหว ซึ่งตอนนี้เรากำลังพยายามทำให้ทั้งสองเรื่องเดินไปด้วยกัน ให้งานอนุรักษ์อยู่ร่วมกับการพัฒนาได้อย่างพอดี นี่คือหัวใจของงานโบราณคดีเมือง”

สืบจากขยะโบราณ

หากกรุงเทพฯ เป็นแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ขอสมมติว่าเขตใหม่อย่างลาดพร้าวจะมีแหล่งโบราณคดีเมืองกับเขามั้ย

“ตามประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ เรารู้กันว่าบริเวณใจกลางกรุงที่มีการตั้งถิ่นฐานของชุมชน ก็คือสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรีกับฝั่งพระนคร ถ้าห่างออกไปจากจุดศูนย์กลางนี้แล้ว ความหนาแน่นก็จะน้อยลงเรื่อยๆ เพราะว่าเป็นถิ่นใหม่”

นั่นเท่ากับว่าจะมีของได้ ก็ต้องมีคน ซึ่งนักโบราณคดีเมืองรู้อยู่แล้วก่อนขุดเสียอีก

“เรารู้อยู่แล้วตามประวัติศาสตร์ รู้ว่าขุดตรงไหนจะเจออะไร ไม่งั้นเราไม่ขุด เพราะนักโบราณคดี เวลาทำงาน การขุดดินทุกครั้งเรามองว่าเป็นการทำลายหลักฐานทางโบราณคดี เพราะขุดปั๊บข้าวของพวกนี้จะไม่อยู่ตำแหน่งเดิมอีกต่อไป เพราะเราเคลื่อนย้ายเขาออกมา นักโบราณคดีให้ความสำคัญกับตำแหน่งเดิมมากๆ เราต้องบันทึกว่าอยู่ลึกเท่าไหร่ อยู่ตำแหน่งไหนในอดีต ที่เราเรียกว่า In situ” 

ที่ว่าการขุดค้นทางโบราณคดีมีตลอดมาในช่วงยี่สิบสามสิบปี ทำไมเรากลับเพิ่งมารู้ตอนสร้าง MRT สนามไชย

“งานขุดค้นทางโบราณคดีเมืองขนาดใหญ่ครั้งแรกยกให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อ พ.ศ. 2537 ตอนนั้นเขาจะสร้างหอสมุดปรีดี พนมยงค์ แล้วขุดเจอกำแพงกรุงรัตนโกสินทร์เดิม ปัจจุบันเขาอนุรักษ์ไว้ให้เป็นความรู้ ต่อจากนั้นก็มีงานโบราณคดีเมืองเมื่อมีการบูรณะหรือก่อสร้างอาคาร” 

จนกระทั่งครั้งใหญ่อีกครั้ง ไม่ใช่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่เป็นตอนทำมิวเซียมสยาม พ.ศ. 2549 เป็นโชคดีครั้งเดียวในประวัติศาสตร์โบราณคดีเมือง ที่นักโบราณคดีเมืองได้มติให้ขุดทั้งพื้นที่เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์โบราณวัตถุของคนในอดีตอย่างเต็มที่ 

“ตอนนั้นต้องขุดทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ด้านหน้าก็คือทางลง MRT เจอซากวังเจ้านายเดิมสมัย ร.3 – ร.5 เพราะแถบนั้นทั้งหมดเป็นวังเจ้านาย แล้วทางด้านหลังก็ขุดเจอซากป้อมวิไชยเยนทร์ ป้อมโบราณที่อยู่ตรงข้ามกับป้อมวิไชยประสิทธิ์ฝั่งธนบุรี มันคือป้อมบางกอกสองฝั่งที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

“พอมาสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่สามก็โปรดฯ ให้สร้างวังเจ้านายในพื้นที่นี้ เรียกว่าวังท้ายวัดพระเชตุพน จะมีห้าวัง อยู่ในพื้นที่มิวเซียมสยามสี่วัง ขุดเจอฐานรากเต็มไปหมดเลย ที่น่าตื่นเต้นคือเจอเปลือกหอยมุกมากมาย เพราะแถวนั้นเจ้านายที่ทรงกำกับกรมช่างมุกเคยประทับ ทรงทำพวกบานประตูหน้าต่างประดับมุก หรือเครื่องไม้ใช้สอยอย่างเครื่องมุก คาดว่าน่าจะออกมาจากแหล่งผลิตที่นี่ รวมถึงมีขวดน้ำหมึก เครื่องถ้วยยุโรป ขวดน้ำหอมโบราณฝรั่งเศสที่มียี่ห้อซึ่งยังอยู่จนปัจจุบัน 

“ถามว่านักโบราณคดีเมืองรู้ได้ยังไง เราดูแผนที่โบราณ มันจะบอกเลยว่าสมัยก่อนตรงนี้เป็นวังเจ้านาย ตรงนี้เป็นกระทรวง ถ้าเราเอาแผนที่สมัยอยุธยาซ้อนด้วยแผนที่โบราณสมัย 2450 แล้วเอา Google Maps มาซ้อนอีกรอบจะเห็นพัฒนาการของพื้นที่ นี่แหละคือเลเยอร์ของโบราณคดีเมือง เหมือนขนมเค้ก แต่เป็นขนมเค้กที่ไม่มีชั้น เพราะอาจมีการสืบเนื่อง เวลานักโบราณคดีขุด ต้องขุดไปถึงชั้นต่างๆ ชั้นล่างสุดคือสมัยกรุงศรีอยุธยา ชั้นบนถัดมาคือวังเจ้านาย ชั้นที่สามคือกระทรวง ชั้นบนสุดก็คือสิ่งที่เราเหยียบ อีกร้อยปีข้างหน้าตรงนี้ก็จะถูกถมไปเรื่อยๆ” 

แต่ละชั้นของการทับถมจะมีของของแต่ละยุค เวลานักโบราณคดีขุดแต่ละชั้นทำให้เรารู้ว่าของแต่ละยุคไม่เหมือนกัน จากรูปแบบ จากสี จากตัวอักษร ทำให้แยกเลเยอร์ได้ว่าชั้นนี้เป็นของคนสมัยนี้ ชั้นนี้เป็นของคนอีกสมัยหนึ่ง

นอกจากอาชีพนี้จะน่าสงสัยว่าทำอะไรกันบ้าง อีกข้อน่าสงสัยก็คือ ทำไม้ทำไมขุดยังไงก็เจอแต่ถ้วยชามรามไห หรือคนโบราณเขาถือเคล็ดว่าตอนย้ายบ้านห้ามขนไปด้วย

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ

“สมัยก่อนไม่มีระบบจัดการขยะให้เก็บมาทิ้งในที่เดียวกัน จึงยังมีเศษของใช้แตกหักหลงเหลืออยู่ ส่วนใหญ่ที่เราขุดเจอไม่ใช่ของดี น้อยมากที่จะเจอของสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เข้าใจว่าของดีๆ เขาเอาไปแล้ว อาจจะมีทั้งตกหล่นจนกระทั่งดินมาถม น้ำท่วม เกิดการทับถม หรือว่าตั้งใจทิ้ง แล้วคนก็เดินเตะไปเตะมาเหมือนถุงฮอลล์ที่เราขุดเจอบ่อยมาก

“หลังสำนักงานเขตคลองสานเคยเป็นป้อมเก่าสมัยรัชกาลที่สี่ ชื่อป้อมป้องปัจจามิตร เราขุดเจอซากฐานรากป้อมทั้งป้อมที่ชั้นล่างสุด แต่ชั้นบนเคยมีคนอยู่ จึงเจอขวด POND’s สมัยแรก พ.ศ. สองสี่เก้ากว่าๆ เจอห่อขนมสมัย พ.ศ. สองห้าหนึ่งกว่าๆ หรือเศษเหรียญ ช้อนสังกะสี จานสังกะสี เต้ารับสมัยคุณปู่ ซึ่งก็คือขยะ เราศึกษาขยะ ทำให้เรากำหนดอายุได้”

“มีอะไรเกินความคาดหมายกว่าเปลือกฮอลล์มั้ย”

“โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ที่สมัยก่อนเป็นสถานีรถไฟ และในสถานีรถไฟเคยเป็นที่ตั้งพระราชวังบวรสถานพิมุข หรือวังหลัง เขาติดต่อให้ไปดู เพราะเปิดผิวดินขึ้นมาแล้วเจอเรือใหญ่ ยาวประมาณ 25 เมตร อันนั้นยังไม่ว้าวนะ

“พื้นที่โรงพยาบาลปัจจุบันถูกขุดหมดแล้วเพื่อสร้างฐานราก สร้างที่จอดรถใต้ดิน เจอกระดูกช้าง ข้าวของเครื่องใช้ เรือใหญ่ เยอะแยะเต็มไปหมด เหลือกลุ่มพื้นที่ให้ขุดได้ไม่กี่แห่ง เพราะทางด้านหน้าที่เป็นอาคารสถานีรถไฟธนบุรีเดิม ปัจจุบันเป็นพิพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน เทปูน วางเสา เข้าไปไม่ได้เลย กับตรงทางเข้า-ออก ถ้าเราขุดคนก็ใช้งานไม่ได้ จึงเหลือพื้นที่เดียวคือสี่เหลี่ยมผืนผ้าด้านหลังอาคารพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน 

“เราขุดไปๆ แล้วเจอฐานป้อมพระราชวังหลังเฉยเลย เป็นความบังเอิญที่ไม่ตั้งใจว่าจะเจอ ที่ชอบเพราะว่าไม่เคยมีประวัติศาสตร์ที่ไหนบอกมาก่อนว่าตรงนี้มีป้อม ที่รู้ว่าเป็นป้อม เพราะหนึ่ง ลักษณะของสิ่งก่อสร้างเป็นก่ออิฐถือปูน เป็นรูปแฉกเหมือนหัวเพชร สอง ไปเจอบันทึกของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพบอกว่า ‘ที่นี่เคยมีป้อมมุมเมืองเก่ามาแต่ครั้งกรุงธนบุรี’ 

“ปัจจุบันที่เราทำผังเมืองก็แค่บอกว่าสมัยธนบุรียังมีป้อมวิไชยเยนทร์เหลืออยู่นะ แต่เราไม่เคยได้เห็นป้อมอย่างที่พูดเลย พอเราขุดเจอ มันจึงเป็นการสร้างองค์ความรู้ว่ามีป้อมอยู่ตรงนี้จริง” 

การขุดค้นเจอของที่ไม่เคยถูกบันทึกจึงสำคัญต่อนักโบราณคดีเมืองนักหนา เพราะถือเป็นการสร้างองค์ความรู้หน้าหนึ่งให้ประวัติศาสตร์ไทย ที่กว่าจะเพิ่มได้ ก็หายไปนานมาก เพราะประวัติศาสตร์ไม่เคยบอก 

ยุคประวัติศาสตร์สมัยรัตนโกสินทร์มีพงศาวดารเล่าหมดแล้วว่าพระเจ้ากรุงธนบุรีสู้รบอะไร สมัยรัชกาลที่ 1 ทรงย้ายเมืองมาตั้งที่ไหน แต่น้อยมากที่จะมีพยานหรือหลักฐานมายืนยันประวัติศาสตร์ ไม่เหมือนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่เรารู้จากหลักฐานที่เป็นโบราณวัตถุ ว่ายุคนั้นเป็นสังคมเกษตรกรรมล่าสัตว์ กินเนื้อ กินหอย การขุดเจอหลักฐานจึงเป็นทั้งเครื่องยืนยัน เป็นพยานเชิงประจักษ์ และเป็นเครื่องเพิ่มพูนความรู้ที่ไม่เคยปรากฏที่ไหนมาก่อน 

“ถ้าไม่ได้ขุด มันก็คงอยู่ใต้ดินอย่างนั้น ไม่มีใครรู้” อาจารย์บอก

ขุดแล้วไปไหน

“การขุดเจอหม้อชามรามไห เราเอามาทำอะไรต่อได้บ้าง” เราถาม

“ถ้าไม่ใช่คนที่สนใจจริงๆ เขาจะมองไม่ออกว่ามันคืออะไร มองไม่ออกเลยว่าสิ่งเหล่านี้เขาจะเอาไปทำอะไรต่อ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเก่าหรือไม่เก่า ต้องบอกก่อนเลยว่าสิ่งที่งานโบราณคดีขาด คือการประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วไปรู้จัก สร้างองค์ความรู้ว่ามันคืออะไร ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องใกล้ตัวมาก ขนาดคุณมาเยาวราชยังไม่รู้เรื่องเยาวราชสมัยก่อน หรือแม้กระทั่งบ้านใครอยู่แถวนี้เลย 

“รู้มั้ยว่างานโบราณคดีเกิดมาจากอะไร งานโบราณคดีเกิดมาจากความสนใจใคร่รู้ ต้องสงสัย สังเกต หน้าตา รูปร่าง รูปทรง นี้มันคืออะไร แล้วมันจะพาไปสู่สิ่งอื่นๆ ได้ คือเกิดความรัก ความหวงแหน ขอให้เกิดสองสิ่งนี้ก่อน ถ้าเกิดสองสิ่งนี้เมื่อไหร่ เราจะนำวัตถุพวกนี้ไปต่อยอดเป็นทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนในรูปแบบไหนก็ได้”

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ
ผลิตภัณฑ์โมเดลบ้านแบบโบราณในชุมชนเลื่อนฤทธิ์ เยาวราช ยุคต้นรัชกาลที่ 6
กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ
กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ
ผลิตภัณฑ์เครื่องถ้วยที่ได้แรงบันดาลใจจากลายเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ชิงกับเครื่องถ้วยญี่ปุ่นแบบนาริตะ
ที่ขุดเจอใต้ชุมชนเลื่อนฤทธิ์ เยาวราช

โบราณคดีในตำราคือการสร้างเรื่องราวของมนุษย์ในอดีตจากสิ่งของที่ขุดค้นได้ หรือจากการสำรวจทั้งบนดิน ใต้ดินแล้วสร้างเรื่อง ขณะเดียวกันโบราณคดีนอกตำราไม่ได้หยุดอยู่แค่การขุดค้น อธิบาย สร้างเป็นประวัติศาสตร์ให้อ่าน แต่นำวัตถุโบราณและความรู้มาบูรณาการกับศาสตร์อื่นๆ เพื่อร่วมกันพูด 

อย่างโครงการพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมย่านเยาวราชของมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก สกสว. บูรณาการคณะวิชาต่างๆ เข้าด้วยกัน เช่นงานของ รศ.จักรพันธุ์ วิลาวินีกุล ทีืนำลวดลายเครื่องถ้วยและอาคารที่ศึกษาทางโบราณคดีในชุมชนเลื่อนฤทธิ์พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

“เราไม่มองว่ามันเป็นแค่กายภาพ ถ้าเราอนุรักษ์แค่กายภาพ มันจะเป็นเมืองตุ๊กตา ไม่งั้นเราไปเมืองจำลองก็ได้ มันต้องนำทุนทางวัฒนธรรมนี้ออกมาใช้คู่กับชีวิตต่อไป” 

ลองนึกเล่นๆ ความฝันสูงสุดของนักโบราณคดีเมืองคือการได้ขุดเมืองเก่าทั้งเมืองรึเปล่า 

“นักโบราณคดีคืออาชีพที่คนเป็นจะมีนิสัยเหมือนกันอย่างหนึ่ง ตื่นเต้นเวลาเห็นของ ถามว่าอยากขุดมั้ย อยาก แต่มีความยับยั้งชั่งใจ เหมือนเป็นจรรยาบรรณ เพราะการขุดทุกครั้งถ้าเราไม่พร้อมนั่นเป็นการทำลาย ถ้าไม่รู้ว่าขุดเพื่ออะไร เราจะไม่ขุด ถ้าขุดถือว่าตอบสนองความต้องการส่วนตัว ซึ่งเราไม่ทำ แต่ถ้ามีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์เพราะพื้นที่จะเปลี่ยนไป อันนั้นต้องขุด ถ้ารัฐบาลมีงบศึกษาไม่อั้น นั่นเป็นความใฝ่ฝันของนักโบราณคดีเมือง

“แต่ปลายทางความฝันจริงๆ ของนักโบราณคดีเมืองอย่างเราคือเห็นคนทำแบบเราเยอะๆ ไม่ต้องขุดก็ได้ แค่อยากเห็นความร่วมมือที่เกิดจากหลายภาคส่วน จะเป็นชาวบ้าน สถาปนิก นักบัญชี ใครก็ได้ที่มีความรู้สึกรักเมือง มาช่วยกัน มาพูดคุยแบ่งปันความรู้ บูรณาการกัน เพื่อที่จะพัฒนาเมืองหรือย่าน โดยมีหน่วยงานที่มีอำนาจในการตัดสินใจ รัฐก็ดี เอกชนก็ดี สนับสนุนในการทำศูนย์มรดกวัฒนธรรมเมือง เพื่อเป็นศูนย์รวมข้อมูลความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเมืองทั้งหมด มีทุนให้ทำเรื่องเมือง เพื่อทำหน้าที่ดูแลรักษาเมือง”

เราปิดสมุด เก็บปากกา แล้วส่งคำถามสุดท้าย “คนเป็นสถาปนิกยังมีบ้านในฝัน แล้วเมืองในฝันของนักโบราณคดีเมืองหน้าตาเป็นยังไง”

อาจารย์กรรณิการ์นิ่งนึก

“เมืองเก่าที่อยู่ร่วมกับคนปัจจุบันได้ เป็นเมืองแห่งอนาคตที่ไม่ลืมอดีต”

กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ นักโบราณคดีเมือง อาชีพคู่เมืองที่สืบชีวิตคนสมัยก่อนจากขยะโบราณ

Writer

ศกุนตลา แย้มปิ๋ว

นักเรียนวรรณคดีที่มักเรื่องอาหาร ท้องถิ่น วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเดินทาง และเด็กจิ๋ว มีความฝันสามัญว่าอยากมีเวลาทำอาหารรสที่ชอบด้วยตัวเอง ตัวอยู่กรุงเทพฯ อัมพวา หรือเมืองกาญจน์ แต่ใจและภาพอินสตาแกรมอยู่ทุกที่ที่ไปเที่ยว

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

รศ.ประภาภัทร นิยม เป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนรุ่งอรุณ

โรงเรียนทางเลือกที่กำลังจะมีอายุครบ 20 ปีแห่งนี้ ได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนทางเลือกที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ทั้งเรื่องบรรยากาศของโรงเรียนที่เหมือนบ้านกลางป่า รูปแบบการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตัวเองตั้งแต่อนุบาลจนถึงมัธยมปลาย ในแต่ละชั้นปีมีธีมหลักที่ทุกวิชามุ่งเข้าหาสิ่งนั้น เช่น เรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องกรุงเทพฯ

ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องเป็นโรงเรียนสร้างครูชั้นยอด และอาจารย์ประภาภัทรก็เปรียบได้กับ

‘ครูของครู’

ถ้าเราไม่ใช่นักการศึกษา เราน่าจะตื่นเต้นกับการให้เด็กทำอาหารเที่ยงกินเอง เด็กประถมต้นว่ายน้ำและพายเรือได้ ประถมปลายปลูกข้าวได้ มัธยมต้นออกแบบเก้าอี้และทำเก้าอี้ไม้ทรงประหลาดด้วยตัวเองได้ การสอนวิชาสังคมด้วยการพาเด็กไปอยู่กับชาวเขา ชาวประมง และให้ทำวิดีโอสารคดีส่งเป็นเรื่องปกติ

ทั้งโรงเรียนแยกขยะจนไม่เหลือขยะสักชิ้น เป็น zero waste อย่างแท้จริง ขยะทุกชิ้นจะถูกแยกแบบละเอียดยิบ แพ็กเกจใส่อาหารที่เปื้อนจะถูกล้างและผึ่งให้แห้ง ปากกาหนึ่งด้ามถูกแยกปลอก ด้าม ไส้ และสปริง ออกจากกัน กระดาษเอกสารต้องแยกกระดาษกับลวดเย็บออกจากกัน ทุกคนในโรงเรียนต้องแยกขยะแบบนี้ ถ้าเด็กคนไหนเอาไปทำต่อที่บ้านแล้วผู้ปกครองไม่รู้จะจัดการกับขยะที่แยกยังไง ก็เอามาส่งให้โรงเรียนจัดการต่อได้

ถ้าใครบอกว่าเมืองไทยแยกขยะไม่ได้ หรือแยกไปเขาก็เอาไปเทรวมกัน ต้องมาดูงานที่นี่

ศิษย์เก่าของโรงเรียนรุ่งอรุณที่ The Cloud เคยสัมภาษณ์ไปแล้วคือ เอิ๊ต ภัทรวี, เฌอปราง BNK48 แล้วก็ยังมีคนอื่นๆ อีก เช่น นายแบบอินดี้อย่าง ทู สิราษฎร์ 

กลับมาทำความรู้จักผู้ก่อตั้งเพิ่มเติมอีกสักนิด

อาจารย์ประภาภัทรเริ่มต้นชีวิตครูจากการเป็นอาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อมีประสบการณ์สอนลูกที่มีอาการคล้ายออทิสติก ก็พบว่าหลักสูตรการศึกษาที่มีในเมืองไทยไม่ได้ตอบโจทย์ผู้เรียนทุกคน และเด็กทุกคนมีศักยภาพที่จะเรียนรู้ได้ ถ้าได้รับกระบวนการสอนที่เหมาะสม

อาจารย์จึงก่อตั้งโรงเรียนรุ่งอรุณเมื่อ 20 ปีก่อน

จากนั้นก็เปิดมหาวิทยาลัยอาศรมศิลป์เมื่อ 10 ปีที่แล้ว

และนี่คือบทสนทนาระหว่างเรากับประภาภัทร ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นครูของครู

ประภาภัทร นิยม

ในมุมมองของครู ครูคือใคร

ครูเป็นผู้บอกกล่าวจากภายนอก เป็นเสียงจากภายนอก ธรรมชาติก็เป็นครูได้

การมองแบบนี้ต่างจากมองว่าครูคือผู้สอนยังไง

ทำให้คนเรียนมีโอกาสใช้ศักยภาพในการเรียนรู้ของตัวเองมากขึ้น เพราะเขาจะไม่จำกัดตัวเองว่าต้องรอฟังจากใครคนใดคนหนึ่งคนเดียว หรือวิธีเดียว แล้วเสียงจากภายนอกก็ต้องคู่กับเครื่องรับข้างใน ซึ่งมีหลายเครื่อง แต่ที่สำคัญที่สุดคือ การรู้จักคิดอย่างแยบคาย บางคนนั่งมองบึง มองต้นไม้ ก็รู้อะไรขึ้นมาได้ ไม่ต้องบอกกล่าวด้วยคำพูด แสดงว่าเขามีความสามารถข้างในในการอ่านสิ่งต่างๆ ให้ออก นี่คือปัจจัยข้างใน ปัจจัยข้างนอกคือครู ถ้าสองสิ่งนี้ผสมกันเมื่อไหร่ การเรียนรู้ก็เกิด

รู้เมื่อไหร่ว่ามีความเป็นครูในตัวเอง

ตอนสอนที่จุฬาฯ มั้ง เราอยากถ่ายทอดอะไรบางอย่างที่เรามีอยู่ มีความตั้งใจ มีฉันทะที่จะทำ ทำแล้วก็พอใจ อยากทำให้ดี อยากให้ผู้เรียนไปได้ไกลกว่าข้อจำกัดของเขา

สมัยสอนที่่คณะสถาปัตย์ฯ อาจารย์สอนต่างจากอาจารย์ทั่วไปไหม

คณะสถาปัตย์ฯ สอนต่างอยู่แล้ว นักเรียนไม่ได้เป็นผู้ฟังอย่างเดียว เขาต้องลงมือทำ ต้องใช้ความสามารถของตัวเองค่อนข้างเยอะ เวลาสอนเราไม่ค่อยบอกผู้เรียน แต่ชอบตั้งคำถามไปเรื่อยๆ กระตุ้นให้เขาคิด เอาตัวอย่างมาให้ดู แล้วชวนตั้งคำถาม

ดีกว่าการเลกเชอร์ยังไง

คนเรามีธรรมชาติที่จะรับความรู้ที่เป็นก้อนๆ อยู่บ้าง ถ้าเป็นก้อนสำเร็จรูปจากคนอื่น เป็นความรู้ของคนอื่น เราไม่ค่อยกิน กินก็ไม่ค่อยย่อย แต่ถ้าเป็นสิ่งที่เราพยายามเรียนรู้ด้วยตัวเอง เป็นความรู้มือหนึ่งของเรา เราจะอือๆๆ กับมัน นั่นคือธรรมชาติของเรา การส่งมอบความรู้สำเร็จรูปให้อาจจะเป็นบทบาทหนึ่งของครู แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะการให้ผู้เรียนเรียนรู้จากสูตรสำเร็จรูปมีประสิทธิภาพน้อยมาก หลังๆ ถึงมีทฤษฎีเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ ด้วยการแลกเปลี่ยนความเห็น การสร้างความรู้ต้องเอาความรู้ออกมาประลองกัน ด้วยการพูดคุยกัน หรือการเอามาทดสอบว่าใช่หรือไม่ใช่ เป็นความรู้ที่เกิดจากการประยุกต์ใช้สิ่งที่เรามีอยู่ อาจารย์เรียกว่า ‘ขาออก’ การให้นักเรียนนั่งเรียนแล้วครูก็ใส่ๆๆ เข้ามา นั่นคือขาเข้า ประสิทธิภาพการเรียนรู้จะต่ำ ครูต้องตระหนักว่า บทบาทของครูไม่ใช่แค่เมสเซนเจอร์ที่เอาความรู้สำเร็จรูปมาให้ ต้องมีความรู้ขาออกด้วย

การทำข้อสอบถือเป็นขาออกไหม

เป็นขาออกที่ไม่เต็มใจ เขาไม่ได้อยากจะประลองด้วยวิธีนี้

ตอนสอนมหาวิทยาลัย อาจารย์ดุมาก ทำไมถึงดุขนาดนั้น

บางทีคนเราก็ไม่รู้ตัวนะ เราอยากเห็นนักเรียนประสบผลสำเร็จ เคี่ยวเข็ญตัวเองไม่พอ ไปเคี่ยวเข็ญคนอื่นด้วย เป็นสิ่งที่ไม่ดี ไม่ควรทำ

แต่ก็ทำให้เด็กพัฒนาขึ้น

ก็ใช้วิธีอื่นสิ ไม่ต้องดุก็ได้ ตั้งคำถามเขาก็อยากเรียนแล้ว ตอนนั้นอาจารย์ยังอายุไม่มาก ยังแรงอยู่ ก็ไม่รู้เนื้อรู้ตัว หลังๆ ไม่ดุแล้ว เปลี่ยนวิธีการ

ปีนเขา

พอเปลี่ยนจากสอนเด็กมหาวิทยาลัยมาเป็นเด็กอนุบาล อะไรคือสิ่งที่ต่างไปที่สุด

เราได้เริ่มต้นจากวัยที่ยังมีความหวังมากๆ เขายังไม่ถูกกำหนดกรอบความคิด โอกาสของเขาเยอะ เราเห็นว่ามันงอกงาม มันทำได้ เด็กมหาวิทยาลัยถูกกำหนดทุกอย่างมาหมดแล้ว เขาแค่ต้องการสำเร็จการศึกษา เลยไม่สนุกกับการเรียนรู้เท่าไหร่

ทำไมถึงเชื่อมั่นในศักยภาพการเรียนรู้ของมนุษย์ขนาดนี้

เราเรียนรู้จากลูกคนเล็ก เขามีอาการคล้ายออทิสติก ทำให้เราได้เรียนรู้เยอะมาก เขารับรู้ไม่เหมือนคนปกติ เขาตั้งใจฟังนานๆ ไม่ได้ ไม่มองตาเรา เราก็ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไร เข้าใจไหม แต่เราเริ่มเห็นว่าเขารู้นะ พอเขาคลิกอะไรบางอย่างได้ การเรียนรู้ของเขาไปลิ่วๆๆ เราก็ อ๋อ วิธีการจัดการเรียนการสอนแบบปกติบางทีก็ไม่ได้เหมาะกับเด็กทุกคน

โรงเรียนรุ่งอรุณ
โรงเรียนรุ่งอรุณ

ตอนเปิดโรงเรียนรุ่งอรุณ อาจารย์อยากเห็นภาพโรงเรียนแบบไหน

เราไม่ได้คิดภาพสุดท้ายว่าจะต้องเป็นยังไง มันเริ่มจากจุดเล็กๆ ในความเชื่อว่า มนุษย์ทุกคนมีความสามารถพิเศษ คือทุกคนเรียนรู้ได้ ตอนเป็นอาจารย์ที่จุฬาฯ เราเห็นว่าเด็กๆ ไม่ค่อยได้ใช้สิ่งนี้ เอาแต่รออาจารย์ตัดสิน ทำให้เราหงุดหงิดมาก เขาออกแบบมาแล้วรอให้เราตัดสิน ซึ่งการตัดสินของเราอาจจะใช่หรือไม่ใช่ก็ได้ เขาต้องแลกเปลี่ยนความเห็นได้ว่าสิ่งที่เขาคิดคืออะไร อาจารย์เลยอยากเห็นโรงเรียนที่ใช้ศักยภาพของมนุษย์ให้เต็มที่

20 ปีก่อนไม่มีโรงเรียนแบบนี้เหรอ

ไม่มี

ทำไมถึงไม่มี

เป็นจารีตที่เราเรียนกันมาด้วยวิธีนี้ เราต้องฟัง แล้วถูกตัดสินมาตลอด เมื่อก่อนอาจจะดีก็ได้ แต่ยุคนี้ไม่ค่อยจะเหมาะแล้ว

ทำไมถึงมั่นใจว่าทุกคนเรียนรู้ด้วยตัวเองได้

เราเชื่อพระพุทธเจ้า เรามาลองฝึก ลองเรียนรู้ ลองปฏิบัติด้วยตัวเอง แล้วพบว่าวิธีสอนของพระพุทธเจ้านี่ใช่เลย ท่านไม่ได้สอนด้วยการเอาความรู้ของท่านใส่เข้าไปในคน แต่ท่านดูว่าเขาเป็นใคร คิดอะไรอยู่ มีปัญหาอะไร แล้วท่านก็พลิกมุมมอง ทุกคนเลยเข้าใจได้ทันที แสดงว่าทุกคนมีสิ่งนี้รออยู่ที่จะอ๋อด้วยตัวเอง

การศึกษาทางเลือก
การศึกษาทางเลือก

สิ่งที่ยากที่สุดในการตั้งโรงเรียนทางเลือกเมื่อ 20 ปีก่อนคืออะไร

การสร้างครู พระพุทธเจ้าเป็นครูของโลก คนที่จะเป็นครูได้ต้องรู้ชีวิต รู้ความเป็นไปของความเป็นมนุษย์ รู้ความเป็นไปของกระบวนการเรียนรู้ซึ่งเกิดจากข้างในด้วย ข้างนอกด้วย

ครูคณิตศาสตร์รู้แค่คณิตศาสตร์ไม่พอหรือ

เขาต้องรู้ว่าเด็กเข้าใจคณิตศาสตร์อย่างไร แล้วเอามาใช้ให้เป็น ครูอาจจะเริ่มสอนด้วยสถานการณ์บางอย่าง เช่น มีเด็กเข้าแถวเรียงตามลำดับไหล่กันสิบเอ็ดคน แล้วมีคนหนึ่งยืนในตำแหน่งที่ผิด สิ่งนี้บอกอะไรบ้าง สิ่งนี้ยั่วให้เด็กคิดนะ หลังจากนั้นครูจะให้เด็กเขียนสิ่งที่คิด ดูว่าทั้งห้องมีกี่วิธี ให้เด็กอธิบายวิธีคิดแล้วดีเบตกัน จนได้ข้อสรุปที่เป็นเอกฉันท์ เข้าใจตรงกัน ออกมาเป็นทฤษฎี เป็นการเรียนย้อนหลัง เริ่มจุดประกายให้ผู้เรียนก่อน

การศึกษาทางเลือก

พ่อแม่ที่ส่งลูกมาเรียนสิ่งนี้เมื่อ 20 ปีก่อน เป็นคนแบบไหน

เป็นคนที่เห็นอะไรบางอย่างในตัวลูก เห็นว่ามันไม่ไปด้วยกันกับแบบแผนปกติตามจารีต แล้วเขาก็แสวงหาว่าที่ไหนที่จะให้โอกาสลูก มนุษย์เราไม่เหมือนกันสักคน แต่โรงเรียนพยายามจะทำให้เหมือนกัน บางทีเด็กบางคนก็ซื่อตรงกับตัวเอง เลยไม่ยอมทำตามนั้น

บางคนเรียกว่า ดื้อ แต่อาจารย์เรียกว่า ซื่อตรงกับตัวเอง

ใช่

มีข้อดีไหม

มันดีตรงที่เขารู้แล้วว่าเขาไม่ใช่แบบนั้น แล้วเขาก็ไม่แน่ใจว่าเขาเป็นอะไรกันแน่ เขาก็อยากทดลอง ถ้าไม่มีพื้นที่ให้เขาทดลองเขาก็เฟล มีทั้งข้อดีข้อเสีย

โรงเรียนรุ่งอรุณ
งานไม้

ระบบการศึกษาโลกกำลังมุ่งหน้าไปทางไหน

นวัตกรรมทางการศึกษาทั้งหลายมาทาง Active Learning มากขึ้นเรื่อยๆ คือเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ กับครู กับสถานการณ์จริง เรียนแบบเน้นเป็นโปรเจกต์ ให้ตั้งโจทย์เอง คิดว่าอะไรคือประเด็น จะแก้ปัญหายังไง ใกล้เคียงกับวิธีการเรียนรู้ของมนุษย์ตามธรรมชาติ เพราะเราพบว่า ความรู้ไม่ใช่แบบแผนที่ต้องรู้ แต่รู้เพื่อเอาไปใช้ และใช้ทันที การเรียนแบบโปรเจกต์ทำให้ได้ใช้ความรู้ทันที ไม่ใช่รู้ไว้ล่วงหน้านานๆ เรียนจบแล้วค่อยเอามาใช้ เช่น เรียนเรื่องกรดด่าง เราก็ทำโปรเจกต์ให้ศึกษาน้ำเสียจากครัวที่อยู่ในบ่อดักไขมัน เอาน้ำไปทดสอบด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์ แล้วก็หาวิธีบำบัด เขาต้องรู้มากกว่ากรดด่าง ต้องรู้ว่ามีจุลินทรีย์อะไรย่อยไขมันได้ เป็นการเรียนเพื่อใช้ความรู้ แล้วเขาก็ไม่ได้ตกใจกับการต้องออกไปหาความรู้ เพราะความรู้ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ใครสถาปนาไว้ ต้องกราบไหว้บนหิ้ง พอรู้แล้วก็ลืม น่าเสียดาย

ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงรู้สึกว่าความรู้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เราไปเชื่อแบบนั้นตอนไหน

ตอนที่เราพยายามทำให้ระบบการศึกษาหรือระบบโรงเรียนเป็นระบบแบบแมส เป็นระบบอุตสาหกรรมที่ทำให้เด็กดูเสมือนว่าเหมือนกันทุกคน เอาเด็กอายุเท่ากันเข้ามาในชั้นเรียน ซึ่งสภาพแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในสังคม เราทำแบบอุตสาหกรรม คัดมาเลย ป.1 ล้วนๆ แล้วคิดว่าเด็กทุกคนอ้าปากรองรับสิ่งเดียวกันแล้วจะรู้สิ่งเดียวกัน ทำให้จัดการง่าย

การศึกษาทางเลือก

ที่นี่กำลังให้ครูเป็น learning designer สิ่งนี้คืออะไร

ครูทำหน้าที่ออกแบบสถานการณ์การเรียนรู้ไว้ รอให้เด็กเข้ามาสัมผัส เหมือน Learning Lab ครูอนุบาลจัดมุมเรียนรู้เรื่องต่างๆ ไว้ (ตรงโถงระหว่างห้องและในทุกห้องเรียนเหมือนนิทรรศการที่เล่นได้ในพิพิธภัณฑ์) ตอนแรกครูไม่ค่อยเชื่อว่าเด็กจะควบคุมตัวเองให้ไปเรียนทุกมุมได้ ก็เลยคิดวิธีกำกับเด็กอนุบาลให้ไปฐานหนึ่ง ฐานสอง แต่พอเปิดเทอมมาไม่เป็นแบบนั้น เด็กเข้าเอง บางมุมเด็กอยู่นาน แต่ในที่สุดเขาก็อยากรู้มุมอื่น แล้วก็ไปจนครบ แล้วกลับมาอยู่มุมที่เขาสนใจจริงๆ จบแล้วครูก็มาสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ นอกห้องเรียนก็มี มีเครื่องสูบน้ำพุที่ทำไว้ให้เด็กเล่น เปิดเทอมมาเด็กเล่นกันทั้งวันไม่ไปไหน น้ำ ทราย เนินดิน ต้นไม้ เป็นสิ่งที่เด็กชอบเรียนรู้มาก

มีพ่อแม่ที่ไม่อยากให้ลูกเล่นดินเล่นทรายไหม

ตอนแรกๆ ก็แบบนั้น กลัวลูกตกน้ำ ช่วงก่อนปิดเทอมใกล้ๆ สงกรานต์ อาจารย์ให้เป็นวันปล่อยผี ให้เด็กทุกคนลงบ่อดินตื้นๆ ลงไปก็ขี้โคลนเต็มไปหมด เหมือนควายลงปลัก เด็กๆ สนุกมาก หลังจากนั้นพ่อแม่ก็เลิกบ่น เข้าใจแล้ว (หัวเราะ)

โรงเรียนรุ่งอรุณ

มีคนบอกว่า อาจารย์สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในเด็กได้เร็วมาก และตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงนั้นทันที

เราเห็นแล้วเราไม่เฉย เราจะพาครูไปดูทันที แล้วก็ปรับทันที เพราะเด็กกินไม่อิ่มแล้ว เด็กไปไกลกว่าครูแล้ว เด็กประถมทำคลิปขึ้นยูทูบเองได้แล้ว ครูต้องเห็นว่าเด็กไม่ต้องการให้สอนทำคลิป แต่เขาต้องการเนื้อหาคลิปที่ดี เราต้องท้าทายเขาด้วยเนื้อหา ทำยังไงให้เขาแปลงเรื่องราวเหล่านี้ให้กลายเป็นเนื้อหาในวิดีโอที่ดีได้

ทำไมที่นี่ถึงชอบให้เด็กทำวิดีโอสารคดีมาส่ง แทนที่จะให้เขียนรายงาน

เป็นวิธีการถ่ายทอดความรู้ที่มีประสิทธิภาพ กระบวนการทำงานก็ฝึกให้เด็กมี Critical Thinking ได้เรียนรู้ว่าอะไรคือประเด็นหลัก ฝึกตั้งคำถาม ต้องผ่านการคิดอย่างมีวิจารณญาณสูง เด็กชอบมาก เพราะเขาไม่ชอบเรื่องอะไรง่ายๆ โจทย์เขาก็ตั้งกันเอง จากสิ่งที่เขาเรียน

เด็กยุคนี้ต่างจากยุคก่อนยังไง

เรียนรู้ไว เขาจะไม่ทิ้งเวลานานสำหรับการเรียน เรียนแล้วต้องใช้ทันที คุณภาพการฟังของเขาอาจจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่เราเสริมได้ด้วยการให้เขาทำงานเป็นทีม ต้องคุยกัน ปรับความเห็นที่แตกต่าง ยอมรับให้ได้ ไม่ปิดกั้นตัวเอง

เด็กเปลี่ยน ครูก็ต้องเปลี่ยน

เราเปลี่ยนวิธีการสอนทุกปีนะ ไม่ได้เปลี่ยนตามทฤษฎีมากมายนัก แต่เปลี่ยนให้เข้ากับเด็ก เพื่อให้เด็กเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ได้โตตามธรรมชาติ ครูต้องปรับวิธีไปเรื่อยๆ เด็กยุคนี้อยากเรียนรู้อะไร อย่างเด็กอนุบาลเราให้ทำขนมปัง ครูก็แทรกการเรียนเข้าไปด้วย ยีสต์ทำหน้าที่อะไร ทำไมขนมปังถึงฟู ตั้งคำถามแล้วทดลองกัน ตอนอบนี่หอมมากเลยนะ ถ้าไม่ใส่ยีสต์ขนมปังจะแข็งเลย แต่เด็กก็กินกันจนหมด (หัวเราะ) มันมีเรื่องที่น่าสนใจสำหรับเด็ก ครูต้องมองให้เห็น อ่านให้ออกว่าทุกอย่างมีมุมของการเรียนรู้อะไรที่ท้าทายตัวเด็ก

โรงเรียนรุ่งอรุณ

แนวคิดในการออกแบบโรงเรียนรุ่งอรุณคืออะไร

โรงเรียนเป็นบ้านและเป็นห้องเรียนธรรมชาติ บ้านให้ความรู้สึกเป็นกันเอง ครูจะผ่อนคลาย อยู่กับนักเรียนก็จะไม่วางท่าเป็นผู้รู้ ที่นี่ไม่มีโรงอาหาร เราให้นักเรียนกับครูแต่ละห้องทำอาหารและกินข้าวด้วยกันในห้องเรียน เหมือนบ้าน เป็นกิจวัตรที่เด็กได้เรียนรู้ไปด้วยกัน แล้วก็ได้ฝึกทักษะต่างๆ เยอะมาก ทั้งกล้ามเนื้อ มือ ตา ต้องบริการคนอื่นด้วย อนุบาลนานๆ ทำเองที ที่เหลือมีแม่ครัวมาทำให้ ประถมทำสัปดาห์ละครั้ง นักเรียน ม.ต้น ทำห้องใครห้องมัน ส่วน ม.ปลาย แบ่งเป็นกลุ่มผลัดเวรกันมาทำเลี้ยงทั้ง ม.ปลาย ทุกวัน เด็กๆ คิดรายการอาหารมาเสนอครู วันนี้ทำขนมจีนน้ำเงี้ยวกัน แล้วเด็กๆ ก็ทำความสะอาดห้องเรียนเอง ห้องโถง ส้วม เด็กอนุบาลก็ทำเอง กลับบ้านไปเก่งเลย เขาได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากการฝึกทำงานพวกนี้

คหกรรม

ทำไมธรรมชาติถึงเป็นห้องเรียนที่ดี

เป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ เรียนไม่รู้จบ เรียนได้ทุกชั้นตั้งแต่อนุบาลถึง ม.ปลาย เรียนในห้องเรียนเขาอึดอัดนะ เขาถูกจำกัดพื้นที่ อยู่กันเยอะๆ ก็ซน จะหาเรื่องเล่น ก็พาไปเล่นเลยดีกว่า เรารู้ว่าพฤติกรรมของคนถูกหล่อหลอมด้วยสภาพแวดล้อมทางกายภาพ คนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่เปิดกว้าง จิตใจก็จะเป็นอีกแบบ

20 ปีก่อนต้นไม้ในโรงเรียนเยอะแบบนี้ไหม

ไม่มีเลย เดิมเป็นสวนกล้วยไม้ ปลูกใหม่หมดเลย แล้วการตัดต้นไม้ที่นี่เป็นเรื่องใหญ่มาก ต้องขออนุญาต

โรงเรียนรุ่งอรุณ

การมีต้นไม้ใหญ่ในโรงเรียนดีกับเด็กยังไง

มันเป็นที่มาของชีวิตทุกอย่างเลย คุณเชื่อไหม ที่นี่มีเห็ดโคนขึ้นนะ ตื่นเต้นกันจะตาย เด็กก็ได้เรียนรู้ว่าเห็ดโคนขึ้นจากอะไร การเรียนรู้ทุกเรื่องมาจากธรรมชาติหมดเลย มีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เป็นต้นที่เราให้เด็กอนุบาลทุกคนมาปีน ให้เวลาห้านาที เด็กสิบกว่าคนต้องช่วยกันปีนต้นไม้ขึ้นไปให้หมด เป็นการฝึกความอดทน รู้ว่าเราเป็นผู้นำในบางครั้ง เป็นผู้ตามบ้าง ให้เด็กได้ตัดสินใจแบบแมนๆ หลังๆ ให้เด็กไต่สะพานเชือกข้ามน้ำด้วย

พ่อแม่เขาไม่กลัวลูกตกต้นไม้เหรอ

เราก็พาพ่อแม่มาทำด้วยกัน พอลูกเข้าอนุบาลหนึ่งได้ปุ๊บ ผู้ปกครองต้องมาเข้าห้องเรียนพ่อแม่ สามสิบชั่วโมง มาทำอะไรแบบนี้กับลูกทุกวันเสาร์ เขาจะเห็นความสามารถในการเรียนรู้ของลูก แล้วก็จะวางใจ ปล่อยให้ลูกเรียนรู้ ไม่กำกับมากเกินไป หรือปล่อยปละมากเกินไป พอดีๆ

โรงเรียนรุ่งอรุณ

เด็กได้ทำนาในโรงเรียนด้วย

นาใกล้ๆ นี้เป็นของเด็ก ป.5 เขาปลูกข้าวไรซ์เบอรี่ เขาปลูกมาหลายปีแล้ว เห็นว่ายังไม่ดีพอ ปีนี้เขาบอกว่า จะทำให้ข้าวของเขามีคุณภาพมาตรฐานเท่าข้าวอินทรีย์ของโลก เด็กเดี๋ยวนี้มันใช่ย่อย เขาก็จะค่อยๆ คืบไปแบบนี้

ทำไมถึงพาเด็ก ม.ปลาย ไปออกภาคสนามด้วยการพาไปอยู่กับชาวบ้านที่มีปัญหา

มันต้องเป็นสถานการณ์จริงของผู้คน เขาถึงจะได้เรียนรู้เยอะ ถ้าไปดูเฉยๆ เป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ตัวเราก็จะห่างออกจากเรื่องนั้น แต่ถ้าลงไปอยู่กับเขาทำตัวเป็นลูกหลานเขา ไม่ว่าจะเป็นคนต้นน้ำ ชาวเขา ชาวประมง คนที่ได้รับผลกระทบจากเหมือง จากโรงไฟฟ้าถ่านหิน เราจะเข้าใจชีวิตเขาว่ากำลังเผชิญกับอะไร เขาอยู่อย่างสุขสบายด้วยวิธีไหน หรือเจอปัญหาอะไรในชีวิต ซึ่งมาจากเรื่องราวอะไรในสังคม เขาจะได้เรียนรู้หมด เป็นการเตรียมตัวเป็นมนุษย์ เป็นคนในสังคมที่เข้าใจสังคม ถ้าเราอยู่ในสังคมนี้เราต้องมีส่วนผูกพันกัน เขาจะไม่เป็นคนที่แยกตัวจากสังคมหรือแสวงหาแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว เราต้องรับรู้ความเป็นไปทั้งหมดด้วยกัน

แยกขยะ
แยกขยะ

ทำยังไงที่นี่ถึงไม่มีขยะ

ทุกสิ่งที่ออกจากตัวเราจะไม่เป็นขยะ เราต้องคิดว่ามันจะไปยังไง เวลาไปซื้อของเราจะได้ไม่ซื้อขยะมามาก ทำให้เห็นวิธีการว่าทำได้ไม่ยาก แล้วก็ทำไปด้วยกัน ตอนแรกขยะในโรงเรียนเยอะ รอ กทม. มาเก็บ ถังก็ไม่พอ กองอยู่หลังโรงเรียน แมลงวันเยอะ อาจารย์เลยให้เอาขยะทั้งหมดมากองตรงกลางลาน แจกถุงมือกับหน้ากากให้ครูทุกคน มานั่งล้อมวง แล้วหยิบขยะมาดูทีละชิ้น ช่วยกันคิดว่าถ้าจะไม่ให้มันเป็นขยะต้องทำยังไง ก็เห็นภาพว่า เมื่อขยะที่ปล่อยจากตัวเราไปรวมกันเป็นยังไง ที่สาหัสคือแพ็กเกจที่เปื้อนแล้วไม่ได้ล้างอาหารจะบูดเน่าอยู่ในนั้น ก็ได้ข้อสรุปว่า ต่อไปจะไม่ปล่อยให้ถุงพลาสติกหรือกล่องที่เปื้อนแล้วไม่ได้ล้างลงไปอยู่ในกองขยะ เลยทำเป็นสถานีล้างขยะ พอเจอกระดาษห่อข้าวมันไก่ก็งงว่าทำไมมีครูคนหนึ่งลอกพลาสติกออก เอาพลาสติกไปล้าง กระดาษก็ทิ้งเป็นเศษกระดาษ กล่องนมใช้วิธีตัดแล้วแผ่ออก ล้างให้สะอาด เราให้เด็กอนุบาลทำสิ่งนี้ เพราะเขาต้องกินนมที่ทางบ้านเตรียมมา ก็ทำกันด้วยความสนุกสนาน ผู้ใหญ่ก็ต้องยอมทำตามในที่สุด

พระพุทธรูป

บางคนบอกว่าที่นี่เป็นโรงเรียนวิถีพุทธ มันต่างจากการสอนวิชาพุทธศาสนาในโรงเรียนอื่นยังไง

เราไม่ได้สอนเป็นวิชา แต่ประยุกต์แนวคิดของวิถีพุทธมา เราทำให้ครูตระหนักว่าทุกอย่างที่เรียนควรจะเป็นสิ่งที่มีคุณค่า มีความหมายต่อชีวิต และทำให้ชีวิตมีคุณค่า ครูต้องออกแบบทุกแผนการเรียนการสอนโดยตั้งเป้าหมายนี้ให้ชัด ถ้าให้เขาเรียนสมการกำลังสอง ต้องบอกได้ว่ามันเกี่ยวอะไรกับชีวิตเขา ทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นยังไง วิชาความรู้สรรพศาสตร์ทั้งหลายต้องทำให้ชีวิตดีขึ้น

ถ้าตอบว่าใช้สอบเข้ามหาวิทยาลัย ถือว่าทำให้ชีวิตดีขึ้นไหม

ก็ดีขึ้น แต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ต้องเอาชีวิตดีขึ้นเดี๋ยวนี้แบบที่เด็กเข้าใจและรู้สึกได้ด้วยตัวเอง ว่ามันมีความหมายต่อเรา แล้วเขาก็อยากเรียน เราพบว่าสิ่งที่มีความหมายต่อผู้เรียนและท้าทายมากที่สุดจะมีคุณค่าแฝงอยู่ในนั้น มนุษย์เราพิเศษตรงไม่รับสิ่งที่ไม่มีคุณค่า และไม่ได้ทำให้ตัวเองดีขึ้น เราถึงเติมคุณค่าเข้าไปในทุกเรื่องที่สอน ทุกกิจกรรมที่ทำ ทำไมเราถึงสร้างอาคารแบบนี้ สร้างโรงปั้นแบบนี้ เพราะเราเห็นว่ากิจกรรมการปั้นมีคุณค่า เราต้องการส่งเสริมคุณค่านี้ เราต้องให้เขาอยู่บนบรรยากาศที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ เราพบว่าการปั้นช่วยฝึกมือ ตา และการบาลานซ์ มันช่วยฝึกวินัยบางอย่างในใจ เด็กพิเศษบางคนได้งานปั้นช่วยให้เขาสงบแล้วจัดการชีวิตตัวเองได้ ทุกเรื่องไม่ใช่สิ่งที่ทำไปอย่างงั้นๆ ทุกเรื่องทำให้ถึงคุณค่าได้ทั้งนั้น แยกขยะก็มีคุณค่าได้ มันกลับมาสอนใจตัวเองได้ เอาขยะออกจากใจตัวเองก่อน เป็นพุทธเชิงนัย ครูและนักเรียนทุกคนจึงเข้าถึงได้

การเรียนการสอนแบบนี้ทำให้เด็กเข้ามหาวิทยาลัยได้ไหม

เขาก็เข้าได้นี่ ถ้าเขาเข้าใจวิชาต่างๆ ได้ การสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ไม่ใช่เรื่องยาก บางคนก็ไปเรียนพิเศษเพิ่มเติม บางคนไปติวก่อนสอบ แค่ไปรู้ว่าข้อสอบมันจะถามอะไร

โรงเรียนรุ่งอรุณ
เซรามิก

เวลาเห็นข่าวครูแย่ๆ ท้อไหม

ครูเหล่านั้นเขายังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเขาทำสิ่งที่ดีได้ ถ้ารู้เมื่อไหร่เขาก็คงทำ แต่ที่ร้ายจริงๆ ก็ไปทำอย่างอื่นเถอะอย่ามาเป็นครูเลย แต่ไม่ว่ายังไงโลกนี้ก็ยังต้องมีครู และมีครูดีๆ เยอะกว่าครูไม่ดี ไม่งั้นพวกเราจะรอดมาได้ไง เราเห็นแต่ข่าวครูไม่ดี เลยไปวอแวกับเรื่องนั้นเยอะ ทางที่ดีคือเราต้องมุ่งสร้างครูดีๆ

นักเรียนจำเป็นต้องเคารพครูไหม

ถ้าไม่เคารพก็จะไม่เกิดความสัมพันธ์ เหมือนที่พูดไปตอนแรกว่า การเรียนรู้มีทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน ถ้ามันไม่ถึงพร้อมการเรียนรู้ก็เกิดยาก ใครจะทำหน้าที่เหนี่ยวนำปัจจัยภายใน ครูที่เป็นกัลยาณมิตรของเด็กจะเหนี่ยวนำปัจจัยภายในของเด็กได้

เรื่องนี้มี 2 ด้าน ถ้าเด็กเคารพครู ความเป็นครูก็เกิดนะ ถ้าได้ชื่อเพียงว่าเป็นนักเรียนกับครูกันแต่ไม่เคารพก็ยังไม่เป็นครู ความเป็นครูมันขึ้นกับนักเรียนศรัทธาไหม ถ้าเขาเคารพ แสดงว่าครูเป็นผู้บอกกล่าวที่ดีสำหรับเขา ถ้าเด็กไม่เคารพครูจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ โลกนี้จะอยู่กันยังไง ใครจะบอกใคร มันก็ยุ่งเหมือนกันนะ ส่วนครูก็ต้องตระหนักว่าอะไรคือจุดที่ทำให้เด็กเชื่อมั่น ศรัทธา เด็กจะพึ่งพาสติปัญญาของเราได้ไหม เราเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณให้เขาได้หรือเปล่า การสถาปนาครูไม่ได้เกิดจากการแต่งตั้ง แต่เด็กเป็นคนเลือก ความเป็นครูถึงเกิด

ครูต้องทำตัวยังไงเด็กถึงเคารพ

ต้องเปิดใจเรียนรู้เด็กจริงๆ เด็กถึงจะวางใจ ถ้าครูคนไหนเคี่ยวเข็ญจะให้ได้อย่างนั้นอย่างนี้ก็เหมือนพ่อแม่ที่หวังดีอยากให้ลูกเป็นโน่นเป็นนี่ เด็กอาจยอมเคารพด้วยอำนาจบางอย่าง ดูเหมือนเคารพแต่เป็นไปด้วยอำนาจหรือเปล่า ครูต้องระวังส่วนนี้ให้ดี

โรงเรียนรุ่งอรุณ
โรงเรียนทางเลือก

ถ้าครูที่อยู่ในโรงเรียนซึ่งเต็มไปด้วยแบบแผนอ่านแล้วชอบวิธีการของรุ่งอรุณ เขาทำอะไรได้บ้าง

ทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั่นหละ สิ่งที่เล็กที่สุดคือความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน ตรงนี้ทำได้ไม่มีใครมาบังคับ จะโครงสร้างแบบไหนหลักสูตรไหนก็ทำได้ ที่นี่ก็ใช้หลักสูตรมาตรฐานแกนกลาง แต่ครูใช้วิธีการอีกอย่าง สอนเสร็จก็เอาไปเทียบว่าตอบตัวชี้วัดได้ มันขึ้นกับใจของคุณว่ามั่นคงแค่ไหน

20 ปีรุ่งอรุณ อะไรคือสิ่งที่อาจารย์ภูมิใจสุด

เราได้สร้างชุมชนที่ดีที่หล่อหลอมคนได้ ทั้งครู ทั้งนักเรียน ทั้งผู้ปกครอง การได้เห็นเด็กเติบโตขึ้น ประสบความสำเร็จในชีวิตเป็นความสุขของครูทุกคนที่นี่ เด็กที่จบไปก็เป็นตัวของเขาเอง มีวิธีคิดที่ทำให้เขาแก้ปัญหาหรือเลือกวิถีในชีวิตของเขาได้ดีเหมาะสม แม้แต่เจ้าเฌอปราง (BNK48) ก็ส่งเฟซบุ๊กมาให้อาจารย์ดู เขาอยากให้เรารู้ว่าเขาไปทำอะไร เขาเป็นเด็กที่ตั้งใจเรียนดี แต่ก็อยากทำอะไรอีกแบบ เป็นวิถีของเขาที่เราก็ดีใจด้วยที่ได้ทำสิ่งที่ชอบ

พูดถึงวันครู นึกถึงอะไรเป็นอย่างแรก

ครูมีหลายรูปแบบ พ่อแม่คือครูที่สำคัญที่สุดของลูก เป็นครูคนแรกและครูที่มีอิทธิพลสูงมากสำหรับลูก อยากให้พ่อแม่ระลึกถึงสภาวะนี้ของตัวเอง สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างลูกกับตัวเอง นี่คือสะพานของการเรียนรู้ ไม่ใช่ยกลูกมาให้ครูสอน แต่พ่อแม่ไม่สอน บางคนไม่รู้ตัวนะ เขารู้สึกว่าลูกต้องไปเรียน เวลาทำงานบ้านก็ไม่เรียกลูกมาทำด้วย เพราะลูกมีหน้าที่เรียนก็เรียนไป จะให้พาไปไหนก็พาไปแต่เป็นคนพาไปเฉยๆ ไม่ได้ไปเรียนรู้สิ่งนั้นๆ กับลูก ลูกก็จะเหงามาก หัวใจก็จะแหว่ง เขาเลยหาทางเติมเต็มด้วยวิธีแปลกๆ มันมีผลกระทบมากเลยนะ ถ้าพ่อแม่ลืมความสำคัญของการเรียนรู้ร่วมกับลูก

ประภาภัทร นิยม

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load