เป็นเรื่องน่ายินดีที่เราได้เห็นหลายคนใช้ชีวิตประจำวันกันแบบห่วงใยสุขภาพของโลกมากขึ้น ทั้งลดใช้ถุงพลาสติก พกหลอดประจำกาย พกกล่องข้าวประจำตัว รีไซเคิลข้าวของเครื่องใช้ ทั้งยังนำสิ่งของที่ยังไม่หมดอายุขัยกลับมาใช้ซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นถุงกระดาษ กล่องพัสดุ เศษกระดาษ และอีกสารพัดสิ่ง แต่สำหรับผู้ประกอบการ หนทางรักสิ่งแวดล้อมยังหมายถึงการเพิ่มมูลค่าให้สิ่งของเหลือใช้เหล่านั้น ให้กลับมามีคุณค่า น่าใช้ น่ารัก และน่าสนุกกว่าเคย 

เราจึงอาสาพาผู้อ่านไปชมไอเดียสุดเจ๋งในงาน Upcycling Upstyling ที่เวียนกลับมาอีกครั้งเป็นปีที่ 2 โดยบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ GC เปิดให้คู่ค้าและดีไซเนอร์มาร่วมกันออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ในรูปแบบ ECO-Design หยิบจับขยะพลาสติกมาแปลงร่างเป็นวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน เนรมิตของเหลือทิ้งให้กลับมามีค่า มีชีวิตชีวา และมีสไตล์อีกครั้ง เป็นโปรดักต์ต้นแบบที่น่าเอาเยี่ยงอย่าง เพื่อพัฒนาเป็นสินค้าใช้จริงในบ้านได้ในอนาคต

SWING COLLECTION

Patom x MBJ x Jird

10 วัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ฝีมือดีไซเนอร์ไทย ที่หยิบจับขยะมา Upcycling จนน่าใช้
10 วัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ฝีมือดีไซเนอร์ไทย ที่หยิบจับขยะมา Upcycling จนน่าใช้

ม้านั่งและชิงช้าหน้าตาเป็นมิตร หากตั้งอยู่ใกล้ ใจคงเรียกร้องบอกให้ลองลงไปนั่งดูสักครั้ง ตั้ม-ดร.ศุภพงศ์ สอนสังข์ จากแบรนด์ Jird ตั้งใจดีไซน์ให้เข้าถึงกับทุกวัยในบ้าน ทั้งยังตั้งนอกบ้านได้อย่างหมดห่วงเรื่องปลวก เพราะ Swing Collection ทำจากวัสดุไม้เทียมจากถังแกลลอนพลาสติก และเศษไม้เหลือทิ้งจาก Patom Organic Farm นำมาเข้ากระบวนการ Upcycle โดยบริษัท MBJ ให้ไม้เทียมแข็งแรง ทนแดด ทนฝน แถมยังประกอบและเคลื่อนย้ายง่าย จะวางตั้งเป็นม้านั่งไว้อ่านหนังสือ หรือกลับด้านแล้วแขวนกับต้นไม้ เป็นชิงช้านั่งแกว่งเล่นยามเบื่อก็น่าสนใจ

Chair + Desk From Nescafé Sachet

Nestle x TPBI x Stu

10 วัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ฝีมือดีไซเนอร์ไทย ที่หยิบจับขยะมา Upcycling จนน่าใช้

ใครจะไปคิดว่าซองกาแฟเล็ก ๆ จะกลายเป็นของใช้ได้! Nestle ผลิต Nescafé ออกมามากว่าพันตันต่อปี นอกจากแผนการอันใกล้ที่จะปรับเปลี่ยนซองใหม่ ให้ง่ายต่อการรีไซเคิลยิ่งขึ้น เพราะอยากลดปริมาณขยะจากต้นทาง ซองกาแฟที่อยู่ปลายทางยังถูกเก็บรวบรวมกลับคืนมาด้วยฝีมือผู้บริโภค ผ่านโครงการส่งชิงโชคประจำปี STU จึงเนรมิตซองกาแฟเหลืองทิ้งให้กลายเป็นเซ็ตโต๊ะเก้าอี้ลายไม้ ดีไซน์เรียบง่าย แต่รองรับน้ำหนักได้ดี แถมยังคิดเผื่อเรื่องการติดตั้งและขนส่ง เพราะ Chair + Desk From Nescafé Sachet สามารถถอดออก ประกอบใหม่ได้ง่ายแสนง่าย ด้วยระบบ Interlock ให้วัสดุแต่ละแผ่นเชื่อมต่อเข้ากันอย่างลงล็อก โดยไม่ต้องใช้ตัวช่วยสักชิ้น

WONLOOP Furniture Set

WON x 4F x TPBI x Jird

10 วัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ฝีมือดีไซเนอร์ไทย ที่หยิบจับขยะมา Upcycling จนน่าใช้
10 วัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ฝีมือดีไซเนอร์ไทย ที่หยิบจับขยะมา Upcycling จนน่าใช้

ถุงพลาสติก ขยะสุดคลาสสิกที่มีอยู่ทั่วทุกมุมถนน ถูกนำมาผสมผงไม้ แปรรูปจนกลายเป็นชั้นวางของ กระจก ราวแขวนผ้า และม้านั่งลายไม้ธรรมชาติ ไม้แต่ละแผ่นเชื่อมต่อกันด้วยข้อต่อรูปอินฟินิตี้ ที่ดีไซเนอร์ผู้ชำนาญงานไม้อย่าง ตั้ม-ดร.ศุภพงศ์ สอนสังข์ จากแบรนด์ Jird พัฒนามาจากข้อต่อรูปผีเสื้อ นิยมในเฟอร์นิเจอร์งานไม้หลากหลายประเภท ที่ต้องใช้ความชำนาญและแม่นยำมาก เพื่อให้ง่ายต่อการเจาะสำหรับช่างไม้มือใหม่ แต่ยังคงความแข็งแรงไม่ต่างกัน

Recycle Styling Terrazzo

Amazon x BPI x Pia

10 วัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ฝีมือดีไซเนอร์ไทย ที่หยิบจับขยะมา Upcycling จนน่าใช้
10 วัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ฝีมือดีไซเนอร์ไทย ที่หยิบจับขยะมา Upcycling จนน่าใช้

Terrazzo ไม่จำเป็นต้องหนักอีกต่อไป! เพราะ Pia หยิบจับเอาแกลลอนนมสดและถุงฟอยล์ใส่กาแฟสีเขียวสดของ Amazon ที่เหลือทิ้งในแต่ละวัน ผ่านกระบวนการตัด บด อัดแผ่น โดย BPI กลายเป็นวัสดุพื้นผิวที่มีลักษณะคล้าย Terrazzo หรือหินขัด ที่เห็นกันจนคุ้นตาตามตึกรามบ้านช่องสมัยก่อน หรือแม้แต่ในคาเฟ่สุดชิคในปัจจุบัน มาทำให้มีน้ำหนักที่เบาลิบต่างจากหินขัดของจริง แต่ยังคงลักษณะพิเศษของถุงฟอยล์ที่ส่องประกายเล่นแสงไฟในอาคาร นำมาใช้ทำหน้าโต๊ะ ตกแต่งผนัง หรือเคาน์เตอร์ครัวก็จ๊าบ

Variations of Void

P&G x BPI x Onion

10 วัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ฝีมือดีไซเนอร์ไทย ที่หยิบจับขยะมา Upcycling จนน่าใช้
10 วัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ฝีมือดีไซเนอร์ไทย ที่หยิบจับขยะมา Upcycling จนน่าใช้

ประตูสีชมพูบานโต หากไปอยู่ไว้ที่ไหนก็คงเพิ่มความสดใสให้ผู้ที่ผ่านไปมาได้ไม่น้อย และหากยิ่งได้รู้ว่าทำมาจากซองแชมพูเหลือทิ้งอย่างซอง Rejoice จาก P&G ด้วยแล้ว คงยิ่งเพิ่มความใจฟูเข้าไปใหญ่

ศิริยศ ชัยอำนวย และ อริศรา จักรธรานนท์ จาก Onion อยากให้ประตูบานนี้มีสีสัน ลักษณะเดิมของซอง Multi-Layered Foil Sachet ที่มีความวิบวับ และยังคงเอกลักษณ์จากฟอยล์อยู่ BPI หรือ บริษัท เบสท์ โพลิเมอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จึงนำซองแชมพูไปอัดแผ่น กลายเป็นประตูที่มีสีและลักษณะของซอง Sachet ไว้อย่างครบครัน หยิบจับลูกเล่นของประตูแบบไทยที่เลือกเปิดได้หลายแบบมาใช้ ให้เปิดใช้งานได้หลายวิธี ทั้งบานกระทุ้ง บานเปิด หรือจะเป็นประตูบานน้อยสำหรับสัตว์เลี้ยงก็น่ารัก

SWAG Project

TARF x BPI x Pia

พลาสติก PP และขวด PET จาก TARF ถูกเก็บมาจากสนามบินสุวรรณภูมิ ในโครงการส่งพลาสติกกลับบ้านและโครงการแยกขวดช่วยหมอ ถูกนำเข้ากระบวนการตัด บด อัดแผ่น โดย BPI ผ่านการออกแบบจาก Pia ให้กลายเป็นวัสดุพื้นผิวสีขาวประกายเขียวสดใส แข็งแรง ใช้ทดแทนแผ่นคอนกรีตและวัสดุโปร่งใสสำหรับใช้แทนกระจก ต่อยอดทำสะพานลอย ที่นั่งพัก หรือพื้นที่สาธารณะได้อย่างไม่จำเจ

คงน่ารักไม่น้อย หากเรามีสถานที่ส่วนรวมไว้พักผ่อนหย่อนใจ เพิ่มพูนความสุขให้คนในชุมชน แถมยังช่วยลดขยะบนโลกด้วย

TALKING WALLS

SIG x ADVANCED MAT x PROMT

กำแพงที่ต้องตั้งทนแดดทนฝนอยู่เฉย ๆ วันหนึ่งกลับสื่อสารกับเราได้ 

แชมป์-สมชนะ กังวารจิตต์ จาก Prompt Design หยิบจับกล่องนม UHT จาก SIG ขยะประเภทที่มักถูกเมินอยู่บ่อย ๆ เพราะเป็นพลาสติก Multi-Layer ประกอบไปด้วยชั้นพลาสติก ชั้นเคลือบโลหะ และอื่น ๆ ที่ยากต่อการนำไป Recycle นำเข้ากระบวนการ Upcycle ด้วยเทคนิคเฉพาะของ Advanced Mat สู่บล็อกช่องลมดีไซน์พิเศษจำนวน 8 ชิ้น แม้จะน้อย แต่ออกแบบมาแล้วว่าต่อตัวเลขและตัวอักษรภาษาอังกฤษได้ทั้งหมด ใช้สื่อสารออกมาเป็นคำพูดได้อย่างไม่รู้จบ 

Field Bed & Stool Chair

Ichitan x Feltech x Stu

ขวดพลาสติกไม่ใช่ตัวร้าย! 

นี่คือแนวคิดไอเดียที่ทำให้ขวดพลาสติกจาก ichitan ถูกนำมากลับมา เข้ากระบวนการคัดแยก บด ฉีดเส้นใย และอัดแผ่น ด้วยวิธีเฉพาะของ Feltech ผู้เชี่ยวชาญในการผลิตผ้า Nonwoven ผ้าที่ไม่ได้เกิดจากการถักทอ แต่เกิดการจากขึ้นรูปด้วยเส้นใยโดยตรง เรียกว่าเฟลท์ (Felt) วัสดุที่มีลักษณะพิเศษ ผิวสัมผัสนิ่ม แต่แข็งแรง ทนทาน ดูดซับเสียง และไม่กักเก็บเชื้อโรค

Stu/D/O จึงดีไซน์แผ่นเฟลท์ให้เป็นเก้าอี้สตูลและเตียงสนาม ผ่านการออกแบบโดยใช้แผ่นเฟลท์เพียงแค่ 3 แผ่น นำมาพับ สอดประสานกันในวิธี Origami ศิลปะการพับกระดาษแบบญี่ปุ่น ให้เกิดมิติทางโครงสร้างที่แข็งแรง จนกลายมาเป็นเตียงสนามและเก้าอี้สตูลดีไซน์ดี แม้วางไว้เฉย ๆ ก็ช่วยให้บ้านดูเก๋ขึ้นทันตา 

Share to Chair

Arrow x Thainam x P/S/D

นอกจากขยะที่เกิดจากกระบวนการทางอุตสาหกรรมแล้ว แพ็กเกจจิ้งก็เช่นกัน ที่แม้จะทำหน้าที่ดูแลผลิตภัณฑ์และช่วยมัดใจลูกค้าไว้ในบางคราว แต่สุดท้ายก็กลายเป็นขยะอีกชิ้น แล้วจะทำอย่างไรล่ะ ให้ขยะที่ออกไปกลับมาสร้างคุณค่าได้อีกครั้ง

Arrow มีจำนวนถุงพลาสติกใส่เสื้อไม่น้อยกว่า 40 ตันต่อปี P/S/D จึงเกิดไอเดียนำพลาสติกเหลือใช้มาทำให้กลายเป็นเส้นใยพลาสติก โดยกระบวนการแปรรูปของบริษัท Thainam นำมาผสานเข้ากับแถบผ้าเหลือใช้จากกระบวนการผลิตเสื้อผ้า จนกลายเป็นชั้นวางของอเนกประสงค์และเก้าอี้ที่มีหน้าตาและฟังก์ชันท่าไม้ตายให้ได้ปรับเปลี่ยน เลือกใช้ตามความต้องการถึง 7 แบบ เพียงแค่แกะแถบผ้ามาพันใหม่ จากชั้นวางก็จะกลายเป็นเก้าอี้ตัวโปรดทันที

สานสัมพันธ์ หมายเลข 2 

Siam Recycle x KKF x KORAKOT

เก้าอี้ แผงกั้นสายตา และหัตถกรรมตกแต่งผนังสีสันสะดุดตา ลวดลายสะดุดใจ จากแหอวนที่ถูกทิ้งลงในทะเลจังหวัดระยอง Siam Recycle นำแหอวนมาทำความสะอาด ชะล้างคราบเกลือ จากนั้นบด หลอม ผลิตเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิล นำมารวมกับแหอวนที่เกิดจากขยะอุตสาหกรรมจากบริษัทขอนแก่นแหอวน หรือ KKF นำมาขึ้นรูปเส้นใย ผูกมัดด้วยเทคนิคเงื่อนกระตุกเบ็ด ฝีมือชาวบ้าน อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ออกมาในสไตล์ที่มีเอกลักษณ์ของ กรกต อารมย์ดี แบรนด์ KORAKOT ผ่านแรงบันดาลใจที่ต้องการสื่อถึงท้องทะเล จนเกิดเป็นเก้าอี้ในรูปทรงและเฉดสีคล้ายดอกไม้ทะเล แผงกั้นสีสันร้อนแรงที่สื่อถึงพระอาทิตย์ และหัตถกรรมตกแต่งผนังลวดลายคลื่นในสีโทนเย็นสบายตา เพื่อให้รับรู้ที่มาของวัสดุ ตระหนักถึงการทิ้งขยะลงท้องทะเล สร้าง Value Chain ให้แก่แหอวน เพื่อลดการทิ้งและสนับสนุนให้คนเก็บมารีไซเคิลกันมากขึ้น

ภาพ : Upcycling Upstyling 2

Writer

นิธิตา เอกปฐมศักดิ์

นักคิดนักเขียนมือสมัครเล่น ผู้สนใจงานคราฟต์ ต้นไม้และการออกแบบเป็นพิเศษ แต่สนใจหมูสามชั้นย่างเป็นพิเศษใส่ไข่

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในยุคที่มนุษย์พึ่งพาเรือเป็นพาหนะหลักในการเดินทางระยะไกล ผืนดินกว้างใหญ่ตอนบนของทวีปอเมริกาเหนือซึ่งมีชื่อว่า ‘แคนาดา’ ยังเป็นแดนสนธยาที่น้อยคนจะด้นดั้นไปถึง หากไม่ใช่ผู้อพยพที่ตั้งใจบ่ายหน้ามาตั้งหลักแหล่ง หรือข้าราชการจากเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสและอังกฤษซึ่งถูกส่งตัวมาด้วยภาระหน้าที่เสียอย่าง ก็ยากที่ใครสักคนจะสัญจรมาที่นี่เพื่อเที่ยวชมความงามของดินแดนแห่งต้นเมเปิล ทิวสน ธารน้ำแข็ง ตลอดจนทะเลสาบสีครามในอ้อมกอดของเทือกเขาหิมะ

ครั้นแล้วในปีคริสต์ศักราช 1931 ประวัติศาสตร์แคนาดาก็ต้องจารึกเรื่องราวบทใหม่ เมื่อเรือลำใหญ่จากประเทศญี่ปุ่นนำชนชั้นสูงชาวเอเชียคู่หนึ่ง รอนแรมมาขึ้นฝั่ง ณ ท่าเรือเมืองวิกตอเรีย

แม้ทั้งสองจะเดินทางออกจากแคนาดาทันทีในเช้าวันพรุ่ง แต่มิช้าสองท่านนั้นก็หวนกลับมายังแดนไกลลิบนี้อีกครั้ง ก่อนตระเวนท่องเที่ยวพักผ่อนในแคนาดาเป็นเวลานานถึง 2 เดือน พร้อมกับสถาปนาพระองค์เป็นกษัตริย์และราชินีชาวตะวันออกไกลคู่แรกที่ได้เสด็จฯ เยือนประเทศแคนาดา

ทั้งสองพระองค์นั้นคือ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

เรื่องราวการเสด็จประพาสแคนาดาของรัชกาลที่ 7 แห่งจักรีวงศ์อาจถูกลืมเลือนไปจากความรับรู้ของประชาชนไทย ด้วยระยะเวลาที่ล่วงผ่านมานานกว่า 9 ทศวรรษ อีกทั้งรัชสมัยสั้น ๆ ของพระองค์เป็นที่จดจำมากกว่า ในเรื่องการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในอีก 1 ปีให้หลัง

แต่มาวันนี้ การเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งประวัติศาสตร์ได้ถูกนำมาเล่าขานกันใหม่ที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรูปแบบนิทรรศการหมุนเวียนชื่อ ‘จาก ‘สยาม’ สู่ ‘แคนาดา’ 1931’

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

“สาระสำคัญของนิทรรศการนี้ คือเรื่องราวเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศแคนาดาเมื่อ ค.ศ. 1931 ถ้านับแบบไทยก็จะตรงกับ พ.ศ. 2474 ค่ะ” รุ้ง-จิตสุภา หวังศิริสมบูรณ์ ภัณฑารักษ์ผู้ดูแลนิทรรศการบอกด้วยน้ำเสียงแจ่มใส

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

ด้านหลังเธอคือต้นไม้ปลอมสูงเทียมเพดาน ซึ่งหากเยี่ยมสายตามองต่ำลงไปใต้เงาไม้พลาสติกนั้น ก็จะเห็นแม่เหล็กรูปใบเมเปิลอันเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติแคนาดาโรยรายอยู่บนพื้นหญ้าเทียม มุมหนึ่งมีพระบรมฉายาลักษณ์ขององค์รัชกาลที่ 7 ประทับยืนในฉลองพระองค์อย่างชาวตะวันตก สวมพระมาลา (หมวก) รายรอบด้วยบรรดาชาวต่างชาติ มีกองดินที่เพิ่งถูกขุดอยู่เบื้องหน้าพระวรกาย

จุดเริ่มต้นของนิทรรศการนี้ก็เกิดขึ้นได้จากดินกองนั้นเอง

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

“ก่อนเริ่มทำนิทรรศการ ทางสถาบันพระปกเกล้าที่ดูแลพิพิธภัณฑ์ของเรามีข้อตกลงระหว่างองค์กรกับมหาวิทยาลัยวิกตอเรีย (University of Victoria) ที่แคนาดา ดร.วิกเตอร์ วี. รามราช (Dr.Victor V. Ramraj) อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งนั้นได้ส่งภาพต้นไม้ที่เขาไปพบมาให้ เป็นต้นโอ๊กที่สวนสาธารณะในเมืองวิกตอเรีย ตรงต้นไม้มีข้อความเขียนไว้ว่า ‘King Prajadhipok of Siam’ ระบุปี 1931 เขาไปค้นข้อมูลเพิ่มเติม ได้พบข้อมูลในหอจดหมายเหตุเมืองวิกตอเรียที่มีภาพพระองค์ท่านทรงปลูกต้นไม้ ทำให้เรารู้ว่าน่าจะเป็นครั้งเดียวกับที่เสด็จฯ ไปแคนาดาเมื่อ ค.ศ. 1931 เราก็เลยได้ร่วมงานกับสถานทูตแคนาดา”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

สวนสาธารณะดังกล่าวมีนามว่า สวนสาธารณะบีคอน ฮิลล์ (Beacon Hill Park) ฟากหนึ่งของสวนได้ชื่อว่า สวนของนายกเทศมนตรี หรือ เมเยอร์ส โกรฟ (Mayor’s Grove) ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันว่า คนใหญ่คนโตที่มาเยือนเมืองวิคตอเรียจะต้องมาปลูกต้นไม้ที่สวนแห่งนี้ ลอร์ดบาเดน พาวเวลล์ (Lord Baden-Powell) ผู้สถาปนากิจการลูกเสือโลก และเซอร์วินสตัน เชอร์ชิล (Sir Winston Churchill) อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษแห่งสหราชอาณาจักรล้วนเคยฝากผลงานการปลูกต้นไม้ของตนไว้ทั้งสิ้น

ซึ่งหากจะต้องเลือกสถานที่สำหรับจัดแสดงแง่มุมในพระชนม์ชีพของรัชกาลที่ 7 คงไม่มีที่ใดจะเหมาะสมไปกว่าพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้พระราชประวัติของพระองค์มาตั้งแต่ปลาย พ.ศ. 2545 ตรงกับวาระที่พิพิธภัณฑ์นี้มีอายุครบ 20 ปีพอดี

“สถานทูตแคนาดาประจำประเทศไทยได้ช่วยติดต่อกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งพิพิธภัณฑ์ หอจดหมายเหตุ ห้องสมุดที่แคนาดา ฯลฯ เราจึงได้ภาพ ได้ข้อมูลมาค่อนข้างเยอะ เดิมเรามีภาพอยู่เป็นบางส่วน แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นที่ใดแน่ เพราะว่าในการเสด็จฯ ครั้งนั้น รัชกาลที่ 7 ท่านเสด็จฯ ไปทั้งสหรัฐอเมริกาและแคนาดา พอได้ติดต่อกับหน่วยงานทางโน้นจึงได้ข้อมูลมากพอจนจัดนิทรรศการนี้ได้”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

การตระเตรียมงานทุกขั้นตอนเกิดขึ้น ดำเนินไป และแล้วเสร็จภายในเวลาประมาณ 3 เดือน ซึ่งนับว่าไวมาก โดยคุณรุ้งเปิดเผยว่าเธอและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้คิดหัวข้อเรื่องที่จะนำเสนอไว้เรื่อย ๆ ตามภาพที่รวบรวมมาได้ ก่อนจะทยอยทำการค้นคว้าพิสูจน์หลักฐานทางประวัติศาสตร์ทีละส่วน

ที่ยากยิ่งกว่าคือนิทรรศการนี้นำเสนอข้อมูลทั้งหมดเป็น 3 ภาษาเสมอ ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศส โดย 2 ภาษาหลังคือภาษาราชการของประเทศแคนาดา คุณรุ้งจะต้องเขียนข้อมูลเป็นภาษาไทยก่อน จากนั้นจึงส่งให้สถานทูตแคนาดาตรวจสอบความถูกต้อง รวมถึงแปลข้อความเหล่านั้นเป็นอังกฤษและฝรั่งเศสต่อไปในชั้นหลัง

3 เดือนแห่งการเตรียมงานลุล่วงไปด้วยดี ทางพิพิธภัณฑ์ได้ทำพิธีเปิดนิทรรศการไปเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 และเปิดให้ผู้สนใจทั้งไทยและเทศเข้าชมได้นับแต่นั้น

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

ถ้าไม่นับต้นโอ๊กจำลองที่อยู่กลางห้อง ทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมย่อมต้องรู้สึกลานตากับภาพขาวดำในกรอบ ทั้งขนาดเล็กและใหญ่นับสิบ ๆ ภาพ ซึ่งประดับอยู่ทั่วผนังทั้ง 3 ด้าน โดยมีคำบรรยาย 3 ภาษากำกับอยู่เพื่อให้ความรู้อย่างละเอียดแก่ผู้ร่วมนิทรรศการ

ภาพที่นำมาจัดแสดงทุกภาพเป็นสีขาวดำสมกับยุคทศวรรษ 1930 ที่กล้องสียังไม่ถูกประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งโดยมากถ่ายด้วยฟิล์มกระจก เหล่านี้มีทั้งภาพที่เป็นของพิพิธภัณฑ์เอง และภาพที่ไปพบตามพิพิธภัณฑ์กับหอจดหมายเหตุในประเทศแคนาดา สถานทูตแคนาดาแห่งประเทศไทยได้ช่วยประสานไปถึงสถาบันเหล่านั้น ซึ่งทั้งหมดก็ให้ความร่วมมือด้วยการส่งสำเนามาให้จัดแสดงด้วยดี

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

หากจะชมตามลำดับเวลา ภาพแรกที่ควรชมคือภาพที่ในหลวง ร.7 กับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเสด็จลงจากเรือพระที่นั่งเอมเพรส ออฟ เจแปน ตามหลัง กัปตันแซมมูเอล โรบินสัน ผู้ควบคุมเรือ

“ครั้งนั้นรัชกาลที่ 7 ท่านเสด็จฯ ไปสหรัฐอเมริกาเพื่อผ่าตัดพระเนตร เพราะท่านทรงเป็นต้อกระจก ตอนแรกทรงประทับนั่งบนเรือจากญี่ปุ่นไปขึ้นฝั่งที่แคนาดา” คุณรุ้งปูความเข้าใจคร่าว ๆ “จากนั้นท่านก็เสด็จฯ ไปอเมริกาทางรถไฟ ก็ประทับอยู่ที่อเมริกานานหลายเดือนเหมือนกัน เพราะทรงเข้ารับการผ่าตัดและพักฟื้น หลังจากนั้นท่านจึงเสด็จฯ ไปแคนาดาเพื่อพักฟื้นพระวรกายต่ออีก 2 เดือน”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จฯ โดยรถไฟขบวนพิเศษ มุ่งหน้าไปยังสถานีสกาเบอโร รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ก่อนการเสด็จพระราชดำเนินจะเริ่มต้นขึ้น รัฐบาลสยามได้ติดต่อกับประเทศที่จะเสด็จฯ ผ่านและประทับ ในส่วนของแคนาดา ได้ปรากฏหลักฐานการโต้ตอบกันทางโทรเลขระหว่างหน่วยงานรัฐ ทั้งเรื่องนัดหมายการเตรียมความพร้อมเพื่อเฝ้าฯ รับเสด็จ แผนอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและเยือนสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงการเตรียมสิ่งของแลกเปลี่ยนระหว่างกัน

น่าสนใจว่าในบรรดาโทรเลขที่พบ มีโทรเลขจากกงสุลใหญ่แห่งสยามประจำดินแดนแคนาดา วิลเลียม วัตสัน อาร์มสตรอง ถึง ดร.ออสการ์ ดี สเกลตัน ปลัดกระทรวงการต่างประเทศแคนาดาในขณะนั้น ว่าด้วยการจัดการกับพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐที่ตีพิมพ์ในสมัย ร.7 ซึ่งรัฐบาลสยามได้ส่งมอบแก่สถาบันการศึกษาในแคนาดารวมทั้งสิ้น 7 แห่งด้วย

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

จากพระนครสยาม พระปกเกล้าฯ และสมเด็จพระราชินีได้เสด็จฯ ขึ้นเรือไปยังดินแดนฮ่องกงของอังกฤษเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2474 เพื่อประทับเรือเอมเพรส ออฟ เจแปน ซึ่งแวะเทียบท่าที่นครเซี่ยงไฮ้ของจีน ทรงเยือนประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 4 วัน จึงข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปขึ้นฝั่ง ณ ท่าเรือเมืองวิกตอเรีย มณฑลบริติชโคลัมเบีย ทางฝั่งตะวันตกของแคนาดา รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 7 วัน กับอีก 20 ชั่วโมง ซึ่งนับว่าสั้นที่สุดเท่าที่เรือลำนี้เคยล่องผ่านเส้นทางนี้มา

ช่วงดึกของวันที่ 16 เมษายน เรือเอมเพรส ออฟ เจแปน ได้เทียบท่าที่สถานกักกันโรควิลเลียมส์ แต่เพราะรัชกาลที่ 7 กำลังประชวรด้วยไข้มาลาเรีย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีจึงทรงเป็นผู้พระราชทานพระวโรกาสให้ข้าราชการชั้นสูงของแคนาดาได้เข้าเฝ้าฯ แทน ก่อนที่เรือจะมุ่งสู่เมืองแวนคูเวอร์ต่อไป

“ในการเสด็จฯ ร.7 มีพระราชประสงค์จะไม่เปิดเผยพระองค์ ในเอกสารไม่ได้ระบุว่าท่านเสด็จฯ ในนาม King แต่จะเขียนว่า Prince of Sukhothai (สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา) ซึ่งเป็นพระยศเดิมของท่านก่อนทรงขึ้นครองราชย์ แต่พอไปถึงแคนาดา ทางการแคนาดาก็ให้การต้อนรับแบบสมพระเกียรติ ยิ่งใหญ่ เป็นทางการอยู่ดีค่ะ” ผู้ดูแลนิทรรศการบรรยายพลางชี้ให้เห็นความสำคัญของแต่ละรูป

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“ตอนนั้นแคนาดายังเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร คนที่มาแสดงการต้อนรับต่อพระองค์คือตัวแทนของนายกรัฐมนตรีและเหล่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นี่คือครั้งแรกที่ท่านเสด็จฯ มา หลังจากนั้นท่านก็ไปประทับรักษาพระองค์ที่สหรัฐฯ ตอนเสด็จฯ กลับมาที่แคนาดาอีกครั้ง ท่านได้เสด็จฯ ไปหลายที่ ไปเมืองหลวงของแคนาดาด้วย ได้พบผู้สำเร็จราชการแทน สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 แห่งสหราชอาณาจักร และได้พบกับนายกรัฐมนตรีด้วย”

คุณรุ้งเล่าว่าต้นโอ๊กขาวทรงปลูกในสวนนายกเทศมนตรีต้นนั้น ก็ถือกำเนิดขึ้นจากการเสด็จฯ เยือนแคนาดารอบสอง ซึ่งรอบนี้ไม่ใช่เพียงเสด็จฯ ผ่านแค่เพื่อโดยสารรถไฟไปสหรัฐอเมริกาเช่นครั้งแรก แต่เป็นการเสด็จประพาสเพื่อทรงพักผ่อน และประกอบพระราชกรณียกิจส่วนพระองค์

“เดือนกรกฎาคม พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปถึงควิเบก ซึ่งทรงโปรดมาก เพราะว่ามณฑลควิเบกเป็นมณฑลเดียวในแคนาดาที่พูดภาษาฝรั่งเศส ร.7 ท่านทรงเป็นนักเรียนเก่าฝรั่งเศส มีความรู้เรื่องฝรั่งเศส ก็เลยจะโปรดควิเบกและแคนาดาเป็นพิเศษ” 

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

หลังประทับที่ควิเบก (ฝรั่งเศสออกเสียงว่า ‘เกแบ็ก’) ได้ระยะหนึ่ง ทั้งสองพระองค์ได้ประทับเรือพระที่นั่งล่องไปเรื่อย ๆ จนถึงเมืองมอนทรีออล หรือ มงเทรอาล ในภาษาฝรั่งเศส ที่นั่น นาย จอห์น วิลสัน แมคคอนเนลล์ คหบดีท้องถิ่นได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายบ้านพักตากอากาศของเขาเป็นที่ประทับชั่วคราวแก่พระมหากษัตริย์ชาวไทย ในหลวง ร.7 ทรงโปรดปรานบ้านหลังนี้มาก ถึงกับทรงตั้งชื่อภาษาไทยให้บ้านนี้ว่า ‘บ้านสราญใจ’ ก่อนจะเสด็จฯ เยือนกรุงออตตาวา เมืองหลวงของแคนาดาต่อไป

นิทรรศการนี้ยังมีภาพถ่ายน่าชมอีกหลายภาพ อาทิ ภาพที่พระองค์ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับกลุ่มชาวแคนาดาเชื้อสายสกอตแลนด์ในเมืองแบนฟฟ์ (Banff)

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“แบนฟฟ์เป็นเมืองที่มีธรรมชาติสวยงาม รัชกาลที่ 7 ทรงได้เปิดงานเทศกาลชุมนุมที่ราบสูง เป็นเหมือนงานกีฬาและดนตรีของชาวสกอต ปกติแล้วจะมีผู้สำเร็จราชการแทนพระมหากษัตริย์สหราชอาณาจักรประจำมณฑลเป็นผู้เปิดงาน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีประมุขจากต่างประเทศเป็นผู้ทรงเปิดงาน และเข้าร่วมเป็นประธานในพิธีด้วย พระองค์ก็ได้ทอดพระเนตรการแข่งขันวงปี่สกอต เต้นรำพื้นเมือง การประกวดร้องเพลงสกอต รวมถึงกีฬาขว้างค้อน ขว้างจักร ทุ่มน้ำหนักด้วยค่ะ”

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ยังได้เสด็จไปร่วมทรงม้ากับกลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้ เป็นที่มาของพระบรมฉายาลักษณ์อีกจำนวนมากที่นำมาจัดแสดงไว้ในนิทรรศการนี้

“กลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้ แคนาดา เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร คอยช่วยเหลือผู้ชื่นชอบธรรมชาติและการเดินทางไกล ปัจจุบันกลุ่มนี้ก็ยังมีอยู่ เป็นอาสาสมัครที่คอยพานักท่องเที่ยวไปเดินทางไกลบนเทือกเขาร็อกกี้ ยังมีการจัดทัวร์อยู่ ทางพิพิธภัณฑ์เราก็ได้ติดต่อกับเขาด้วย เขาส่งรูปมา ทำให้รู้ว่ารูปที่ท่านทรงม้า และรูปที่ท่านทรงฉลองพระองค์ทรงม้านั้น ฟากเราก็มีเหมือนกัน” คุณรุ้งกล่าวถึงเรื่องน่าทึ่งที่ได้พบระหว่างสืบค้นข้อมูล

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

กลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้มีข้อกำหนดอยู่ว่า หากใครขี่ม้าเป็นระยะทางไกลได้ตามที่กำหนด พวกเขาจะมอบเหรียญที่ระลึกให้เป็นของขวัญ รัชกาลที่ 7 ทรงม้าได้ไกลถึง 100 ไมล์ จึงทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญเงิน ขณะที่สมเด็จพระราชินีคู่บุญทรงม้าได้ 50 ไมล์ จึงทรงได้รับเหรียญทองแดงจาก พันเอกฟิลิป เอ. มัวร์ ประธานกลุ่มนักขี่ม้า

“พระพลานามัยของ ร.7 ไม่ค่อยดี ท่านเลยต้องทรงกีฬา ส่วนสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรรณีก็ทรงเป็นสตรีที่ค่อนข้างหัวสมัยใหม่ ท่านจึงโปรดการทรงกีฬา กอล์ฟ เทนนิส ท่านได้หมดเลย”

นอกจากพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินีแล้ว รูปถ่ายบนเทือกเขาร็อกกี้ยังมีพระฉายาลักษณ์ของ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต ซึ่งเป็นพระราชโอรสบุญธรรมในรัชกาลที่ 7 กับพระอัครมเหสีของพระองค์ด้วย

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

ชมเรื่องราวการเสด็จฯ เยือนแคนาดากันแล้ว หากว่าใครอยากรู้เรื่องพระราชประวัติของทั้งสองพระองค์มากยิ่งขึ้น พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าแห่งนี้ยังมีข้อมูลจัดแสดงให้รับชมกันได้อย่างเต็มอิ่มจุใจ ทั่วทั้งอาคาร 3 ชั้นที่บูรณะมาจากอาคารกรมโยธาธิการเดิมหลังนี้

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“อยากให้คนรุ่นเราได้เห็นการเดินทางในสมัยก่อน รวมทั้งการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ว่ารัชกาลที่ 7 ท่านทอดพระเนตรเห็นอะไรมาบ้าง ทรงทำอะไรบ้าง เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ คนมาที่นี่ก็จะได้เห็นภาพของคนในสมัยก่อนเขาทำอะไร ชอบหรือสนใจอะไรกัน ที่อยู่ในนิทรรศการนี้อาจบอกเรื่องราวไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยากให้ชมภาพกันค่ะ” ผู้ดูแลนิทรรศการมอบรอยยิ้มจริงใจเป็นของกำนัลแด่ทุกคนที่มาร่วมยลชุดภาพถ่ายครั้งประวัติศาสตร์เมื่อ 91 ปีก่อน

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

ทั้งนี้ ‘จาก ‘สยาม’ สู่ ‘แคนาดา’ 1931’ จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 และเปิดให้เข้าชมได้ถึง 30 เมษายน พ.ศ. 2566 เปิดทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ ในเวลา 09.00 – 16.00 น. ตามเวลาทำการของพิพิธภัณฑ์ โดยไม่มีค่าบัตรผ่านประตู นอกจากผู้เยี่ยมชมจะไม่เสียค่าใช้จ่ายแล้ว ยังได้รับของที่ระลึกเป็นแม่เหล็กรูปใบเมเปิล พร้อมตรานิทรรศการเป็นของที่ระลึกอีกด้วยนะ

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

วรินทร์ธร บุรธัชวัฒนสิริ

ชื่อเล่น มุกขลิน จบสถาปัตย์ลาดกระบัง สาขาถ่ายภาพ เป็นช่างภาพที่ร่าเริงสดใส รักในเสียงดนตรี แต่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ๋อๆงงๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load