ภาพ : Mohawk Nation News

เวลาเราพูดถึงประชาธิปไตยหรือพูดถึงสหพันธรัฐ เรามักจะคุ้นเคยกับข้อถกเถียงว่า มัน ‘ไม่เหมาะกับวัฒนธรรมตะวันออก’ เพราะเป็นการนำเข้าจากแนวคิดเสรีนิยมตะวันตกอย่างอเมริกาหรือจากการปฏิวัติฝรั่งเศส แต่เรากลับไม่เคยเถียงเมื่อมีคนมาหยิบยื่น ‘ช็อกโกแลต’ ให้

แม้ว่าทั้งสองสิ่งนี้จะมาจากวัฒนธรรมเดียวกันก็ตาม

  สิ่งที่คนทั่วไปมักจะคาดไม่ถึงก็คือ เบนจามิน แฟรงคลิน (Benjamin Franklin) จากคณะปฏิวัติของสหรัฐอเมริกา เป็นผู้นำเสนอในสภา (ค.ศ. 1754) ให้ทดลองสร้าง ‘สหพันธรัฐ’ ตามแบบ Iroquois Confederation ของชนพื้นเมืองอเมริกัน นอกจากนี้แล้ว เขายังเป็นพ่อค้าขายช็อกโกแลตที่เขาได้รับมาจากชนพื้นเมืองอเมริกันในโรงพิมพ์ของเขาอีกด้วย

เราสามารถมองคนชนพื้นเมืองอเมริกันได้ว่าเป็นคนเอเชียตะวันออกกลุ่มหนึ่ง

หากใครเคยซื้อเครื่องตรวจยีนส์ของ 23andMe มาลองใช้ จะพบว่าเขาจำแนก ‘คนเอเชีย’ อยู่ในหมวดเดียวกับ ‘ชนพื้นเมืองอเมริกัน’ (อินเดียนแดง) ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา งานวิจัยวิทยาศาสตร์สายจีโนมิกส์ (Genomics) ได้ค้นพบว่า จริงๆ แล้วคนพื้นเมืองอเมริกันมีลักษณะยีนส์แบบคนเอเชีย ทำให้มุมมองประวัติศาสตร์ในเรื่องต่างๆ อาจต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

ประชาธิปไตย, สหพันธรัฐ, อินเดียนแดง, นโยบายเมือง
แผนที่การอพยพของคนเอเชียตะวันออกเข้ามาสู่อเมริกา

แม้ว่าคณะปลดแอกของอเมริกาจะมีแรงบันดาลใจมาจากกรีกโบราณว่าด้วยเรื่องประชาธิปไตย แต่บันทึกต่างๆ ของ เบนจามิน แฟรงคลิน ทำให้เรามองเห็นอีกกรอบคิดกลุ่มคณะปฏิวัติ

  บันทึกของ เบนจามิน แฟรงคลิน แสดงให้เห็นว่า แนวคิดของการก่อร่างสหพันธรัฐอเมริกา ที่แต่ละรัฐมีอิสรภาพเป็นของตนเองนั้น ได้รับอิทธิพลโดยตรงมาจากรัฐธรรมนูญของชาว Iroquois ที่มีชื่อว่า กฎแห่งสันติภาพ (Law of Peace) ซึ่งเกิดขึ้นมาในช่วงก่อตั้งสหพันธรัฐของพวกเขาในช่วง ค.ศ. 1000 – 1450

เบนจามิน แฟรงคลิน ได้ตีพิมพ์แนวคิดสหพันธรัฐ โดยอ้างอิงตัวอย่างสุนทรพจน์ผู้นำ Iroquois ว่า “ธนูดอกเดียวถูกหักได้ง่าย แต่หากนำธนูมารวมกันเป็นสหภาพ เราจะไม่สามารถหักธนูได้”

  ใน ค.ศ. 1776 คณะปลดแอกจากราชอาณาจักรอังกฤษ นำโดย เบนจามิน แฟรงคลิน ได้เชิญคณะผู้นำของ Iroquois มาแนะนำในคณะผู้ก่อการของเขาในการร่างรัฐธรรมนูญ หากเราลองไปอ่านประวัติของ เบนจามิน แฟรงคลิน อย่างละเอียด เราจะพบว่าเขาเข้าไปคลุกคลีกับกลุ่มสหพันธรัฐพื้นเมืองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเขาเป็นนักเขียนและมีโรงพิมพ์เป็นของตนเอง เขามักจะตีพิมพ์แนวคิดและระบบการจัดการเมืองของชาว Iroquois เป็นประจำ

  ห้วงเวลาได้พลิกผ่านไปกว่า 200 ปี หลังจาก เบนจามิน แฟรงคลิน ขายช็อกโกแลตชิ้นสุดท้ายในโรงพิมพ์ของเขา และในที่สุดรัฐสภาของสหรัฐอเมริกา (ค.ศ. 1988 ) ได้ผ่านร่างยืนยันว่า รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาได้รับอิทธิพลมาจากแนวคิดประชาธิปไตยของ Iroquois อย่างเป็นทางการ

ประชาธิปไตย, สหพันธรัฐ, อินเดียนแดง, นโยบายเมือง
ประชาธิปไตย, สหพันธรัฐ, อินเดียนแดง, นโยบายเมือง

  มีข้อถกเถียงว่าภายในสหพันธรัฐของชาว Iroquois เอง ก็ใช่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยแบบสมัยใหม่ นักวิชาการด้านรัฐธรรมนูญอเมริกันแย้งว่า เนื่องจากหัวหน้าเผ่ามักจะถูกคัดเลือกขึ้นมาโดยกลุ่มผู้นำหญิงอาวุโสของเผ่า (ตรงข้ามกับประชาธิปไตยของกรีกโบราณ ที่ผู้นำถูกคัดเลือกขึ้นมาโดยกลุ่มผู้นำชายอาวุโส) โดยทั้งสองรูปแบบนี้ ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งแบบสมัยใหม่

  โธมัส เพน (Thomas Paine) ผู้ช่วยของ เบนจามิน แฟรงคลิน เล่าว่า แม้ว่าสังคมโดยรวมของชาวพื้นเมืองที่เขาพบเห็นจะดูไม่ขาดแคลนทรัพยากรเหมือนในกรุงลอนดอน แต่เมื่อผู้ชายกลับมาจากเวรล่าสัตว์ ของทุกอย่างที่เขาได้กลับมาจะต้องกลายสภาพเป็นของภรรยาทันที เมื่อเขากลับถึงบ้าน

โธมัส เพน คลุกคลีกับสหพันธรัฐพื้นเมืองจนเขาเองกลายเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนสิทธิสตรีรุ่นแรกๆ ในอเมริกา

กลุ่มผู้นำเผ่าลงมติเลือกนโยบายต่างๆ ของสหพันธรัฐได้ ซึ่งครอบคลุมเรื่องการทำประชามตินโยบายย่อยๆ ที่เกี่ยวข้องกับชุมชนเมืองและเรื่องปากท้องทั่วไป เช่น จะต้องมีการโหวตว่าจะปลูกอะไรปีนี้ และสร้างบ้านเพิ่มขึ้นกี่หลัง จะวางโซนพื้นที่ล่าสัตว์กันอย่างไร

แต่ข้อเสียของประชาธิปไตยแบบชาว Iroquois คือการโหวตนโยบายต่างๆ โดยกลุ่มผู้นำมักต้องเป็นแบบเอกฉันท์ ดังนั้นแนวคิดที่แปลกใหม่ แนวคิดที่แหวกแนวอาจถูกตีตกได้ง่าย ต่างกับประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกาในยุคปัจจุบันที่เอื้อให้แนวคิดใหม่ๆ ผ่านออกมาทดลองใช้ได้ (แม้จะชนะโหวตเพียงเล็กน้อยก็ตาม) ยกตัวอย่างเช่น การโหวตข้อตกลงเรื่อง Genetic Engineering ที่เกิดขึ้นใน ค.ศ. 1975 ที่ The Asilomar Conference ในเมือง Monterey

ประชาธิปไตย, สหพันธรัฐ, อินเดียนแดง, นโยบายเมือง
The Asilomar Conference โหวตกำหนดข้อตกลงเรื่องวิศวกรรม DNA (ค.ศ. 1975)
ประชาธิปไตย, สหพันธรัฐ, อินเดียนแดง, นโยบายเมือง
ภาพการประชุมโหวตแบบเอกฉันของ Iroquois ในบ้าน Longhouse

ลักษณะสถาปัตยกรรมของชาว Iroquois เรียกว่า ‘บ้านยาว’ (Longhouse) มีลักษณะทางโครงสร้างคล้ายโกดังของ NASA โดยจะมีปล่องให้ควันไฟออกทางหลังคา แต่ละชุมชนอยู่อาศัยกันเป็นกลุ่ม ภายในรั้วรูปวงกลม โดยมีความยาวประมาณ 18 เมตร กว้าง 5 เมตร สูง 4.5 เมตร

ประชาธิปไตย, สหพันธรัฐ, อินเดียนแดง, นโยบายเมือง

ภายในบ้านจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม หลายครอบครัว โดยมีเตียงสองชั้นวางเรียงกันเป็นแนวยาวตลอดบ้าน สำหรับการประชุมโหวตนโยบายนั้น พวกเขาจะใช้บ้านยาวที่ตั้งอยู่ใจกลางของชุมชนเป็นที่ประชุม

  สหพันธรัฐของ Iroquois เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในรูปแบบประชาธิปไตย (หญิงเป็นใหญ่) ที่มีอิทธิพลสำคัญของโลกแห่งหนึ่ง มีอาณาเขตที่ใหญ่กว่ากรีกโบราณและไทยในปัจจุบัน

แต่อิทธิพลที่สำคัญของ Iroquois คือแนวคิดสหพันธรัฐที่คณะปฏิวัติของอเมริกานำไปใช้ และการร่างรัฐธรรมนูญในเวลาต่อมา (ค.ศ. 1787) แม้ว่าสองสิ่งนี้จะมีอิทธิพลอย่างมากต่อโลกสมัยใหม่ แต่น้อยคนที่จะรู้ความเป็นมาของแนวคิดเหล่านี้

ประชาธิปไตย, สหพันธรัฐ, อินเดียนแดง, นโยบายเมือง
ภาพอาณาเขตของสหพันธรัฐ Iroquois เทียบกับประเทศไทย

  การโหวตเลือก ‘นโยบายเมือง’ ในรูปแบบที่คล้ายกับของ Iroquois นั้นยังใช้อยู่ในสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันในทุกรัฐ

  การเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกันที่ผ่านมา ผมจำได้ว่าต้องใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงในการโหวต เพราะการเลือกตั้งที่นี่มีให้เลือกนโยบายเมืองกว่า 14 เรื่อง ที่ต้องกลับไปทำความเข้าใจให้ดีก่อน เช่น

  จะจำแนกให้แอปพลิเคชันอย่าง Uber และคนขับเป็นผู้รับจ้างอิสระแทนพนักงานไหม (สำหรับในแคลิฟอร์เนีย)

  หรือจะให้มีการออกพันธบัตรสำหรับการวิจัยสเต็มเซลล์ไหม โดยจะให้มูลค่าเป็นเงิน $5.5 Billion

  หรือ ควรเก็บภาษี Commercial Property Tax เพิ่มขึ้น เพื่อสนับสนุนโรงเรียนสาธารณะไหม

  หรือ ในระดับเมืองควรอนุญาตให้มี Mix-use Development ในย่านนั้นไหม 

ฯลฯ

 พลเมืองในที่นี้ (ทุกคน) กลายเป็นนักออกแบบเมืองโดยอัตโนมัติ (แต่ต้องใช้เวลาคิดนานหน่อย เวลาเลือกตั้ง)

สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมประชาธิปไตยดั้งเดิมของชนพื้นเมืองอเมริกัน หรือร้านช็อกโกแลตของ Ben Franklin จริงๆ แล้วมันเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมดั้งเดิมของ ‘คนตะวันออก’ ที่แยกออกจากกันไม่ได้ง่ายนัก

ประชาธิปไตย, สหพันธรัฐ, อินเดียนแดง
Ben Franklin วัยหนุ่มในโรงพิมพ์ของเขา

ภาพ : PBS

ข้อมูลอ้างอิง 

Writer

ยรรยง บุญ-หลง

จบการศึกษาจาก University of California, Berkeley เป็นสมาชิกสมาคมสถาปนิกอเมริกัน ปัจจุบันทำงานเป็นสถาปนิกออกแบบโรงเรียนสาธารณะในย่าน Silicon Valley

Architecture of Wandering

การเคลื่อนย้ายถิ่นฐานของผู้คน สถาปัตยกรรม และแนวคิดความเป็นอยู่ของพวกเขา

สิ่งที่น่าตกใจอย่างหนึ่ง หลังจากผมได้ย้ายกลับมาทำงานในแคลิฟอร์เนียก็คือ หลังคาโซลาร์ (Carport) ที่เอาไว้จอดรถที่นี่นั้น เจ้าของมักจะได้มันมาฟรีๆ (จากบริษัทพลังงานโซลาร์)

ผมโทรไปถามบริษัทโซลาร์เหล่านี้ เขาบอกว่าถ้าทำในสเกลที่ใหญ่พอ อย่างเช่น 10,000 ตารางเมตร เขาสามารถทำสัญญาตกลงกับเจ้าของที่ดินเพื่อติดตั้งโครงสร้างหลังคาเหล่านี้ได้ ‘ฟรี’ โดยเจ้าของที่ดินจะต้องซื้อไฟฟ้าจากบริษัทโซลาร์ แทนการซื้อจากรัฐในราคาเดียวกัน (หรือถูกกว่ารัฐ)

แน่นอนทางบริษัทโซลาร์ยังถือสิทธิ์ความเป็นเจ้าของโครงสร้างหลังคาโซลาร์อยู่ แต่เจ้าของที่เข้าไปใช้สอยได้ คล้ายๆ กับเวลาเราทำสัญญารายเดือนกับบริษัทโทรศัพท์มือถือ แล้วได้ตัวโทรศัพท์มือถือฟรีเป็นต้น

Zero Cost Solar Housing บ้าน ‘ฟรี’ จากโครงสร้างหลังคาโซลาร์ แนวคิดที่น่าเกิดขึ้นในไทย
ภาพ : Yanyong Boon-Long, www.dskarch.com
Zero Cost Solar Housing บ้าน ‘ฟรี’ จากโครงสร้างหลังคาโซลาร์ แนวคิดที่น่าเกิดขึ้นในไทย

ทำไมเขาถึงทำได้ฟรี

เพราะที่นี่รัฐเขามีนโนบายรับซื้อไฟฟ้าจากบริษัทโซลาร์ในอัตราที่แพงกว่าอัตราค่าไฟปกติ

สมมติว่ารัฐเปิดนโยบายรับซื้อไฟฟ้าในอัตรา 6 บาท/kWh (ในขณะที่อัตราค่าไฟปกติ สมมติว่าอยู่ที่ 4 บาท/kWh) ในกรณีนี้ รัฐจะดึงดูดบริษัทพลังงานเอกชนจำนวนมาก มาช่วยสร้างโครงสร้างหลังคาโซลาร์ทั่วไปในเมือง ซึ่งเกิดขึ้นแล้วทั่วแคลิฟอร์เนีย เพียงแต่วิธีคำนวณการรับซื้อค่าไฟฟ้านั้นต่างจากอัตราที่สมมติแบบง่ายๆ ข้างต้น

ทางบริษัทพลังงานจะจัดการออกแบบโครงสร้างหลังคาโซลาร์ และฐานรากทั้งหมดให้เจ้าของที่ รวมทั้งนำไปขอใบอนุญาตก่อสร้างทางรัฐให้ด้วย เสร็จแล้วก็จะเริ่มจัดการก่อสร้างให้เจ้าของที่ โดยเจ้าของที่จะได้ทั้งไฟฟ้าและโครงสร้างหลังคาจอดรถมาใช้

หากเจ้าของที่ดินคือโรงเรียนสาธารณะ ทางโรงเรียนอาจจะใช้โครงสร้างนี้เป็นหลังคาห้องเรียนกลางแจ้งได้ด้วย โดยไม่ต้องออกเงินสร้างโครงสร้างเพิ่มแต่อย่างใด

แนวคิด Zero Cost Housing

Zero Cost Solar Housing บ้าน ‘ฟรี’ จากโครงสร้างหลังคาโซลาร์ แนวคิดที่น่าเกิดขึ้นในไทย

แนวคิดโรงจอดรถนี้หากนำมาปรับให้เป็น ‘บ้าน’ ในภูมิภาคที่อากาศไม่หนาว (สไตล์รีสอร์ตแบบเปิด) อย่างเช่นในภูเก็ตหรือเขาใหญ่ เราจะพบว่าเจ้าของบ้านอาจไม่ต้องลงเงินค่าโครงสร้างหลังคาเลย โครงสร้างหลังคาโซลาร์นั้นพ่วงมากับประตูม้วน (แบบใส) ได้ ซึ่งทำให้ห้องโถงสามารถเปิดออกไปสู่ธรรมชาติ คล้ายรีสอร์ตที่มีห้องโถงเปิด หลังคาสูงระบายอากาศได้ดี แน่นอนว่าการกั้นฝาภายในและวัสดุภายในนั้น เจ้าของบ้านจะต้องออกค่าใช้จ่ายเอง

ห้องครัว-ห้องน้ำฟรี 

Zero Cost Solar Housing บ้าน ‘ฟรี’ จากโครงสร้างหลังคาโซลาร์ แนวคิดที่น่าเกิดขึ้นในไทย
ห้องครัว/ห้องน้ำ Prefab โดย Kraaijvanger 
ภาพ : DEZEEN 

ส่วนที่สำคัญที่สุดอีกอย่างคือ ห้องครัวและห้องน้ำแบบ Prefab สำเร็จรูป ซึ่งถ้าใช้แนวคิดทางธุรกิจแบบโซลาร์ก็ทำได้ฟรีเช่นกัน โดยเจ้าของอาจทำสัญญารับซื้อข้าวของและอาหาร Food Purchasing Agreement (FPA) คล้ายๆ Power Purchasing Agreement (PPA) กับซูเปอร์มาเก็ต อย่างเช่น Costco ในแคลิฟอร์เนียซึ่งขายห้องครัวและอาหารอยู่แล้ว

สมมติว่าเจ้าของทำสัญญารับซื้ออาหารและเครื่องใช้ (FPA) กับ Costco เป็นอัตรา $600 /เดือน เราจะพบว่าในเวลา 72 เดือนนั้น มูลค่าทั้งหมดจะมีราคามากกว่าห้องครัว/ห้องน้ำ สำเร็จรูป และมากพอที่บริษัทอย่าง Costco จะให้ ‘ยืม’ ห้องครัวหรูได้ โดยทางบริษัทยังคงเป็นเจ้าของห้องครัวเหล่านี้อยู่ (เช่นเดียวกับโครงสร้างหลังคาโซลาร์)

แนวคิด Zero Cost Housing นี้ ควรต้องมีบริษัทเจ้าภาพที่เป็นตัวกลางในการจัดการเรื่องพลังงานโซลาร์และห้องครัว/ห้องน้ำ เพราะลูกค้าคงไม่อยากที่จะต้องทำสัญญากับหลายบริษัทเกินไป เรื่องนี้ผมเองยังไม่รู้ว่าควรจะจัดการธุรกิจ Business Model ในรูปแบบไหน แต่อยากจะลองถามผู้อ่านดู

ยิ่งในอนาคตที่จะมีรถยนต์ไฟฟ้า EV ออกมาใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น การชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าจากบ้านจึงยิ่งเป็นหลักประกันรายได้ให้บริษัทโซลาร์มากขึ้นอีกด้วย

Zero Cost Solar Housing บ้าน ‘ฟรี’ จากโครงสร้างหลังคาโซลาร์ แนวคิดที่น่าเกิดขึ้นในไทย
Wind Farm ในแคลิฟอร์เนีย ปัจจุบันในสหรัฐอเมริกา เราป้อนพลังงานไฟฟ้าจากรถไฟฟ้ากลับเข้าไปให้ Grid ไฟฟ้า (V2G) ในลักษณะแบตเตอรี่เสริมได้แล้ว หากไฟฟ้าดับ โครงข่ายรถยนต์ไฟฟ้าจะสามารถทำหน้าที่เป็นแบตเตอรี่เชื่อมเข้า Grid ได้แทน

รูปแบบ Zero Cost Housing นี้สามารถทำได้ทันทีที่รัฐออกแบบนโยบายที่จูงใจบริษัทพลังงานเอกชน โดยอาจตั้งกติกาหลวมๆ ว่า

  1. สัญญารับซื้อพลังงานโซลาร์จากเอกชน ต้องสูงกว่าอัตราค่าไฟ ( ยกตัวอย่าง 6 บาท/kWh)
  2. หลังคาโซลาร์ต้องเป็นแบบกันน้ำได้
  3. ต้องอนุญาตให้คนเข้าไปอาศัยอยู่ใต้หลังคาได้ และกั้นฝาภายในเองได้ 
  4. ห้องครัว/ห้องน้ำ Prefab จะต้องได้ระบบการดูแลและซ่อมแซมโดยบริษัทซูเปอร์มาเก็ตที่เป็นเจ้าของ

ผมมองว่ารูปแบบนี้น่าจะสามารถใช้ได้ในรูปแบบหมู่บ้านรีสอร์ต ในพื้นที่ธรรมชาตินอกตัวเมือง หรือในตัวเมืองอย่างเช่นหมู่บ้านการเคหะ เพียงแต่จะต้องเป็นโครงการที่ใหญ่พอที่บริษัทโซลาร์จะทำกำไรจากหลังคาได้

เราคงต้องรอดูต่อไปว่า รัฐบาลในอนาคตจะเริ่มทดลองนโนบายเกื้อหนุนให้เอกชนริเริ่มสิ่งเหล่านี้หรือไม่

Writer

ยรรยง บุญ-หลง

จบการศึกษาจาก University of California, Berkeley เป็นสมาชิกสมาคมสถาปนิกอเมริกัน ปัจจุบันทำงานเป็นสถาปนิกออกแบบโรงเรียนสาธารณะในย่าน Silicon Valley

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load