The Cloud x Sustainable Development Goals

Sustainable Development Goals หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือข้อตกลงระหว่างองค์การสหประชาชาติ (UN) กับประเทศต่างๆ ว่าจะร่วมมือสร้างโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันใน 17 เป้าหมาย

เคยกินยาไม่หมดตามที่แพทย์สั่งไหม ถ้าไม่เคย คุณคือคนไข้ที่ปฏิบัติตามกฎการรักษาของคุณหมอยอดเยี่ยม แต่ถ้าเคย เราอยากพาคุณไปดูชีวิตที่ 2 ของยาที่เหลือในแผงเหล่านั้น ว่ามันยังมีความสำคัญอย่างไรต่อการเยียวยารักษาผู้คน

สำหรับคนเมือง ยาเป็นสิ่งของที่หาซื้อได้ไม่ยาก มันคือหนึ่งในปัจจัย 4 ที่เข้าถึงได้ง่ายพอๆ กับการปรุงอาหารรับประทานและการหาซื้อเสื้อผ้าสวมใส่ แต่ในบางพื้นที่ยาที่ดูดาษดื่นเหมือนจะซื้อกินเมื่อไหร่ก็ได้ที่มีอาการเจ็บป่วย กลับเป็นของหายาก ราคาแพง แถมบางครั้งก็มีใช้ไม่เพียงพอ

โรงพยาบาลอุ้มผาง กับโครงการรับบริจาคยาเหลือใช้ที่ช่วยบำบัดโรคให้คนในพื้นที่ชายแดนมาเกือบทศวรรษ

คนเมืองที่มีร้านขายยาอยู่ทุกหัวมุมถนน แม้แต่ในร้านสะดวกซื้อก็ยังหาซื้อยาได้ไม่ยาก อาจจะนึกภาพไม่ค่อยออก แต่จริงๆ แล้วพื้นที่เหล่านั้นมีอยู่มากมายในประเทศไทย โดยเฉพาะในแถบชนบทและชายแดน แม้แต่โรงพยาบาลที่ควรจะต้องมียาและอุปกรณ์รักษาครบครัน กลับขาดแคลนยา ทรัพยากรทางการรักษา จำนวนมากอย่างน่าตกใจ

  ด้วยความห่างไกล ความกันดาร และการเข้าถึงได้ยากจากศูนย์กลาง ทำให้โรงพยาบาลชายแดนขาดแคลนข้าวของเครื่องใช้ทางการแพทย์ตลอดจนยารักษา ซึ่งเป็นปัญหาที่มีมายาวนานนับทศวรรษ 

แม้จะขาดแคลน แต่การรักษาคนเจ็บไข้ยังต้องดำเนินต่อไป ด้วยโรงพยาบาลคือสถานที่บำบัดทุกข์ทางกายที่ส่งผลถึงทุกข์ทางใจของคนทุกชนชั้น ฉะนั้น สิ่งที่โรงพยาบาลตามชนบททำได้ คือการปรับตัวและพยายามขวนขวายด้วยตัวเอง 

โรงพยาบาลอุ้มผาง กับโครงการรับบริจาคยาเหลือใช้ที่ช่วยบำบัดโรคให้คนในพื้นที่ชายแดนมาเกือบทศวรรษ

คอลัมน์ Sustainable Development Goals พาคุณเดินทางไปโรงพยาบาลอุ้มผาง ณ พื้นที่รอยต่อชายแดนไทย-พม่า ที่อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก เพื่อพูดคุยกับ หมอตุ่ย-นายแพทย์วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง ถึงการแก้ไขปัญหายาขาดแคลน ด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างคนในชนบทและคนในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศไทยกับ ‘โครงการรับบริจาคยาเหลือใช้’ ที่ผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในข้อที่ 3 Good Health and Well-Being บรรลุหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งรวมถึงการป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน การเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขที่มีคุณภาพ การเข้าถึงยาและวัคซีนที่จำเป็นอย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ และมีราคาที่ซื้อได้

หมอตุ่ย-นายแพทย์วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง

ผ่านการนำยาเหลือใช้มาสร้างประโยชน์ให้กับพื้นที่ชายขอบ รวมถึงการสร้างองค์ความรู้ด้านการใช้ยาอย่างถูกต้อง ซึ่งโรงพยาบาลอุ้มผางดำเนินการเพื่อผลักดันระบบสุขภาพ และการรักษาที่ยั่งยืนให้คนชายขอบมานานกว่า 10 ปี

01

ชายแดน แดนไร้สัญชาติ

นอกจากชายแดนจะเป็นแดนที่ห่างไกลความพร้อมในหลายๆ ด้าน พื้นที่แห่งนี้ยังเป็นการคละเคล้าระหว่างผู้คนจากหลายแหล่ง ทำให้ชายแดนปะปนไปด้วยคนหลากหลายเชื้อชาติ บ้างก็มีสัญชาติไทย แต่อีกมากก็เป็นคนไม่มีสัญชาติ

ปัญหาความเป็นอยู่ของคนในแถบชายแดนมักเริ่มจากตรงนี้ เพราะคนไร้สัญชาตินั้น ถึงจะอยู่ในพื้นที่ประเทศไทย แต่กลับไม่ได้รับสิทธิหลายๆ อย่างที่ควรได้รับ โดยเฉพาะสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างหลักประกันสุขภาพ

  “ที่อุ้มผางเรามีคนในพื้นที่ที่ต้องดูแลอยู่ประมาณเจ็ดหมื่นสามพันคน ในจำนวนนี้มีคนที่มีบัตรทองสองหมื่นสี่พันราย มีคนที่ยังไม่ได้รับสัญชาติ แต่ได้รับหลักประกันสุขภาพอีกเกือบหนึ่งหมื่นราย และมีผู้มีสิทธิ์อื่นๆ อีกเจ็ดถึงแปดพันราย ทำให้เหลือคนอีกราวๆ สามหมื่นชีวิตที่ไม่มีสัญชาติ ไม่มีหลักประกันอะไรเลย แต่มีตัวตนอยู่จริง ซึ่งเราต้องดูแลพวกเขาทั้งหมดโดยที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ”

02

ไร้สิทธิ์ ไร้หลักประกัน ไร้งบประมาณ

  การต้องดูแลคนไร้สิทธิ์กว่า 30,000 คน เป็นงานที่ท้าทาย อันที่จริง โรงพยาบาลริมชายแดนหลายแห่งก็ต้องพบเจอความท้าทายนี้ไม่ต่างกัน

“รัฐบาลไทยไม่ได้ให้ค่าใช้จ่ายแก่พวกเขา แต่เขามีตัวตนอยู่จริงในพื้นที่ ซึ่งก็ไม่ใช่แค่อำเภออุ้มผางแห่งเดียว คนไร้สิทธิ์เหล่านี้มีอยู่ตามชายแดน ไล่ไปตั้งแต่แม่ฮ่องสอน ตาก จนถึงกาญจนบุรี” ผอ. เล่าให้ฟังพร้อมกับเปิดภาพแผนที่ชายแดนแถบตะวันตกให้ชมประกอบ

  เมื่อเป็นคนไม่มีสิทธิ์และไม่ถูกนับเป็นประชากรสัญชาติไทย งบประมาณที่ลงมายังโรงพยาบาลของรัฐจึงไม่เท่ากับจำนวนหัวของประชากรจริงๆ ที่อาศัยอยู่

“เงินที่เราได้มาจากรัฐจึงครอบคลุมแค่ราวห้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง อีกสี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์เราไม่ได้รับ มันจึงไม่เพียงพอต่อการดูแลรักษาคนทั้งหมด ผมพูดอย่างตรงไปตรงมาเลยว่างบที่ได้มากับเงินที่ต้องใช้จริงๆ มันไม่เท่ากัน คำถามคือแล้วเราจะทำอย่างไรกับปัญหาเหล่านี้”

คุณหมอวรวิทย์ทิ้งท้ายด้วยประโยคนี้ ก่อนพาเราย้อนกลับไปราว 10 ปี เพื่อเท้าความถึงจุดเริ่มต้นของวิธีการแก้ปัญหาที่โรงพยาบาลอุ้มผางแห่งนี้ได้คิดค้นขึ้น

03

ยาเหลือใช้ คือยาที่ถูกทิ้งอย่างไร้ประโยชน์

ย้อนกลับไปราว พ.ศ. 2553 ในปีนั้น สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาลได้มีนโยบายที่สนับสนุนให้เภสัชกรในโรงพยาบาลทำโปรเจกต์ ‘ใส่ยามาหาหมอ’ โดยให้คนไข้พกยาที่มีทั้งหมดจากบ้านมาที่โรงพยาบาล เพื่อให้เภสัชกรตรวจสอบการใช้ยาของคนไข้ (Compliance) ว่ามีพฤติกรรมการใช้ถูกต้องมากน้อยแค่ไหน กินถูกมื้อ ถูกเวลาหรือไม่ โดยเภสัชกรจะนับยาที่คนไข้หอบใส่กระเป๋ามาเทียบกับโดสที่เคยสั่งไป หากมียาเหลือเกินกว่าที่ควรจะเป็น ก็จะทำการอธิบายวิธีกินกันใหม่ และจ่ายเพิ่มไปเท่าที่จำเป็น ยาไหนเหลือมากก็ให้นำกลับไปใช้โดยไม่ต้องสั่งจ่ายเพิ่ม

โรงพยาบาลอุ้มผาง กับโครงการรับบริจาคยาเหลือใช้ที่ช่วยบำบัดโรคให้คนในพื้นที่ชายแดนมาเกือบทศวรรษ

  “ในช่วงแรก เราเริ่มต้นจากการทำโครงการใส่ยามาหาหมอ ซึ่งทำให้เราได้พบข้อมูลใหม่ในเรื่องการกินยาของคนไข้ ผมจำได้ว่าคนไข้ส่วนใหญ่เหลือยาที่ควรกินให้หมดเกินกว่าครึ่ง ซึ่งเราก็ได้ตรวจนับยาแล้วทำบันทึกเอาไว้ เมื่อครบปีก็มารวมๆ ตัวเลข แล้วพบว่ามูลค่ายาทั้งหมดที่คนไข้กินเหลือมีจำนวนถึงสี่แสนห้าหมื่นสามพันบาท ซึ่งนี่คือปัญหาที่หมอเรียกกันว่า Compliance หรือการไม่ใช้ยาตามสั่งของแพทย์

  “เราจึงพยายามหาวิธีแก้ไขให้คนไข้กินยาอย่างถูกต้องมากขึ้น ผ่านการใช้เวลาในการอธิบายกับคนไข้เพิ่ม มีการเปลี่ยนรูปแบบของฉลากยาให้เข้าใจง่าย เช่นหากเป็นยาที่ต้องกินตอนเช้าก็จะมีรูปไก่ขัน กลางวันเป็นรูปพระอาทิตย์ ตอนเย็นเป็นรูปนกบินกลับบ้าน คนไข้ก็เริ่มกินตรงเวลาและถูกต้องมากขึ้น จากที่เคยเหลือทิ้งสี่แสนกว่าบาท ปัจจุบันตัวเลขลดลงมาเหลือเพียงสามหมื่นกว่าบาทต่อปี”

โรงพยาบาลอุ้มผาง กับโครงการรับบริจาคยาเหลือใช้ที่ช่วยบำบัดโรคให้คนในพื้นที่ชายแดนมาเกือบทศวรรษ

  แต่โครงการใส่ยามาหาหมอนี้ไม่เพียงแค่ทำให้แพทย์ได้ตรวจสอบและแก้ไขเรื่องพฤติกรรมการใช้ยาของคนไข้เท่านั้น แต่มันยังได้เผยความจริงอีกชุดที่น่าสนใจขึ้นมา นั่นคือมูลค่าของยาที่คนไข้กินเหลือ ซึ่งมีปริมาณสูงมาก แต่มูลค่าของยาจำนวนนี้กลับไม่ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์แต่อย่างใด

  “หลังจากที่ได้ทำโครงการนี้ เราก็มาคิดกันต่อว่าแค่ในอำเภอเราอำเภอเดียวยังมียาที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ตั้งสี่แสนกว่าบาท แล้วทั้งประเทศมันจะเป็นมูลค่าเท่าไร ประจวบกับในช่วงเวลานั้นมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่พูดถึงเรื่องเดียวกันว่า คนไทยทั้งประเทศมียาเหลือทิ้งตามบ้านรวมแล้วปีละหลายพันล้าน คือทิ้งไปเฉยๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไร ซึ่งเป็นการสูญเสียทรัพยากรของประเทศชาติอย่างมหาศาล”

04

กำเนิดโครงการรับบริจาคยาเหลือใช้ 

ในโรงพยาบาลแถบชายแดน เงินทุกบาททุกสตางค์มีค่าและหมายถึงสุขภาวะที่ดีของคนในพื้นที่ การค้นพบยาที่มีมูลค่าจำนวนมากซึ่งอยู่ในบ้านของคนไข้โดยไม่ได้เกิดประโยชน์ ทำให้คุณหมอวรวิทย์และทีมงานมองเห็นโอกาสในการนำยาเหล่านี้มาจุนเจือและจัดสรรให้กับคนไข้ของโรงพยาบาล ด้วยเหตุผลว่างบประมาณหลวงนั้นมีไม่ครอบคลุม

  “หลังจากที่เราพบว่าแต่ละบ้านมียาเหลืออยู่เยอะมาก เราจึงมามองกันว่ายาที่เหลือเหล่านี้เป็นแหล่งทรัพยากรที่เรานำมาใช้ได้ เพราะยามันยังไม่หมดอายุ และยังมีคุณภาพในระดับที่นำมาใช้งานได้ดี คือใครอาจจะมองว่ามันไม่ใหม่เหมือนยาที่เพิ่งผลิตหรืออะไรก็ตาม แต่เราก็ใช้หลักใจเขาใจเรา คือถ้าเรากินได้ คนไข้ก็กินได้”

โรงพยาบาลอุ้มผาง กับโครงการรับบริจาคยาเหลือใช้ที่ช่วยบำบัดโรคให้คนในพื้นที่ชายแดนมาเกือบทศวรรษ

  โครงการนำยาเหลือมาใช้จึงได้เริ่มต้นขึ้น โรงพยาบาลอุ้มผางเปิดรับบริจาคยาจากคนในพื้นที่ใกล้เคียง แล้วจึงค่อยๆ ขยับขยายออกสู่วงกว้าง เมื่อเวลาผ่านไปสังคมก็เริ่มเห็นประโยชน์จากโครงการนี้ มือจากสื่อต่างๆ จึงค่อยๆ ยื่นเข้ามาช่วยเหลือและสนับสนุน บ้างก็เข้ามาทำสกู๊ป บ้างก็ช่วยเป็นตัวกลางในการรับบริจาค 

“ทุกวันนี้ฝ่ายเภสัชฯ ของเราบอกว่า ยาความดัน ยาเบาหวาน นี่แทบไม่ต้องซื้อมาหลายปีแล้ว” หมอวรวิทย์เล่าด้วยน้ำเสียงติดตลก สื่อ โรงพยาบาลขนาดใหญ่ บริษัทห้างร้าน และประชาชนทั่วประเทศ กลายมาเป็นเจ้าของยาบริจาคที่รวมๆ แล้วมีมูลค่าหลายล้านบาท ซึ่งหลังๆ ก็ไม่ได้มีแค่ยาเพียงอย่างเดียว คุณหมอยังเล่าว่า ทั้งเวชภัณฑ์ เตียง และอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ ก็ถูกส่งมาให้สถานพยาบาลแห่งนี้

  มูลค่ายาที่เข้ามาจุนเจือโรงพยาบาลอุ้มผางค่อยๆ ไต่เพดานเพิ่มขึ้น จากหลักแสนในปีแรกๆ ที่เริ่มโครงการ ก็กลายมาเป็นหลักล้านในเวลาต่อมา มูลค่ายาบริจาคใน พ.ศ. 2561 อยู่ที่ 8 ล้านกว่าบาท และใน พ.ศ. 2562 นี้ คะเนอย่างคร่าวๆ ก็ทะลุ 16 ล้านบาทไปแล้ว ทำให้โรงพยาบาลประหยัดงบการจัดซื้อยาเม็ดไปได้กว่า 2 ใน 3 เลยทีเดียว

โรงพยาบาลอุ้มผาง กับโครงการรับบริจาคยาเหลือใช้ที่ช่วยบำบัดโรคให้คนในพื้นที่ชายแดนมาเกือบทศวรรษ

  น้ำใจจากคนทั้งประเทศที่หลั่งไหลมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะเข้ามาจุนเจือคนในพื้นที่อุ้มผางแล้ว ยังได้เปิดโอกาสให้โรงพยาบาลนำน้ำใจนี้ส่งต่อไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่มีความขาดแคลนด้วย

“ยาบางตัวที่คนส่งมาให้ก็เกินความต้องการของโรงพยาบาล อย่างพาราฯ บางทีส่งมาร่วมห้าแสนเม็ด ยังไงเราก็ใช้ไม่หมด เราเลยแจกจ่ายไปยังโรงพยาบาลในชุมชนอื่นๆ ที่เจอปัญหาเดียวกับเรา ชาวบ้านที่ไหนก็เป็นคนไข้ของเราได้”

หมอตุ่ย-นายแพทย์วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง
โรงพยาบาลอุ้มผาง กับโครงการรับบริจาคยาเหลือใช้ที่ช่วยบำบัดโรคให้คนในพื้นที่ชายแดนมาเกือบทศวรรษ

คงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่าในตอนนี้โรงพยาบาลอุ้มผางมียาเม็ดเพียงพอสำหรับการดูแลคนในพื้นที่ แต่สุดท้ายแล้วคุณหมอวรวิทย์ก็เปิดใจเล่าให้ฟังว่า เป้าหมายในระยะยาวของเขาไม่ใช่การที่ได้รับยาบริจาคมาอย่างล้นหลาม แต่เป็นการสร้างโมเดลตัวอย่างเพื่อเหนี่ยวนำให้โรงพยาบาลอื่นๆ ทั่วประเทศเห็นประโยชน์ของการทำโครงการเช่นนี้

  “ความตั้งใจของผมคืองานในตรงนี้ (โครงการรับบริจาคยาเหลือ) จะเหนี่ยวนำให้โรงพยาบาลในที่ต่างๆ เห็นคุณค่าและลองนำไปใช้ ผมไม่ได้อยากให้ยาราคาหลายล้านมากระจุกอยู่ที่นี่ หรือมาลดต้นทุนของโรงพยาบาลเราแค่ที่เดียว ลองมองกันไปในระดับประเทศดีกว่า ซึ่งผมคิดว่ามันก็คงจะต้องใช้เวลาสักพักหนึ่ง แต่อย่างน้อยเราก็เริ่มได้เห็นคนที่ตื่นตัว และมีคนมากมายที่ส่งยามาให้เรา”

05

สถานพยาบาลที่ใช้ใจเป็นตัวกลาง

“ที่นี่เราไม่ได้ใช้เงินเป็นตัวกลางกับชาวบ้าน แต่เราใช้ความจำเป็นทางการแพทย์ และเรื่องของจิตใจเป็นตัวกลาง”

คุณหมอเล่าให้ฟังเสียงเข้ม โดยปกติแล้วหากคุณถือสัญชาติไทยและถือสิทธิ์ประกันสุขภาพ คุณเดินเข้าไปรับการรักษาจากโรงพยาบาลรัฐในชุมชนได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ ณ โรงพยาบาลแห่งนี้ ไม่ว่าคนไข้คนนั้นจะมีสิทธิ์หรือไม่ ก็จะได้รับการดูแลรักษาไม่ต่างกัน

จากนั้นคุณหมอก็ได้อธิบายต่อว่า ทำไมเงินถึงไม่ควรถูกนำมาเป็นตัวกลางในพื้นที่นี้

หมอตุ่ย-นายแพทย์วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง

“ยาคือหนึ่งในปัจจัยสี่ มันเป็นเรื่องของชีวิต อย่างแรกเลยคือมันเป็นเรื่องของมนุษยธรรม อย่างที่สองคือเรื่องโรคติดต่อร้ายแรง ถ้าเราไม่รักษาเขา โรคมันก็แพร่ไปทั่ว ถ้าเราไม่ทำสิ่งที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น เราก็ต้องไปแก้ปัญหาที่ใหญ่และยุ่งยากกว่าเดิม การรักษาพยาบาลให้กับชาวบ้านแบบนี้มันคือการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

  “คนเราเลือกเกิดไม่ได้ ชาวบ้านที่นี่เขาด้อยโอกาสกว่าคนอื่นในหลายๆ ด้าน ซึ่งเจ้าหน้าที่สองร้อยกว่าคนในโรงพยาบาลนี้ก็คงจะรู้สึกแบบเดียวกันว่า อย่างน้อยเรามาช่วยเขาในด้านสุขภาพก็ยังดี ทุกวันนี้ผมถึงกล้าพูดกับตัวเองว่ามันมีความสุขดีนะ เราได้รู้สึกว่าตัวเราเป็นคนมีประโยชน์ ไม่ได้หายใจทิ้งไปวันๆ หรือทำให้แค่ตัวเองรอดแล้วจบ บางทีผมเครียดๆ ก็เดินไปอุ้มเด็กในโรงพยาบาล เราก็สบายใจขึ้นเยอะแล้ว มันเป็นบรรยากาศที่ดี ความรู้สึกที่ดี”

06

เปลี่ยนงานเฉพาะหน้าเป็นการรักษาอย่างยั่งยืน

อย่างที่คุณหมอวรวิทย์เล่า งานโรงพยาบาลคือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า คนเจ็บเดินเข้ามาก็ต้องรักษา คนป่วยเดินเข้ามาก็ต้องได้รับยาที่เหมาะสม แต่การจะสร้างสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องรักษามากกว่าอาการเฉพาะหน้า โดยต้องรักษาไปถึงวิธีคิดและพฤติกรรมของคนไข้ในเรื่องการใช้ยาให้มีความถูกต้อง

  “ผมมักจะเรียนกับผู้บริจาคว่า จริงๆ แล้วเราอยากให้คนไข้กินยาอย่างถูกต้อง ท่านควรกินยาของตัวเองให้ครบก่อน ผมอยากให้ทุกคนเห็นคุณค่าของยาและใช้มันอย่างคุ้มค่า เพราะการที่เราไม่ได้ใช้ยาอย่างถูกต้อง มันทำให้ประเทศเราสูญเสียเงินไปหลายพันล้านบาทต่อปี ทั้งที่เราควรเก็บเงินตรงนั้นกลับมาพัฒนาประเทศ บางทีเราอาจจะได้รถไฟฟ้าสักสายก็ได้

“อีกแปดปีผมก็เกษียณแล้ว ประเทศไทยเป็นของทุกคน ถ้าเราอยากให้ประเทศไทยดีก็ต้องเริ่มทำอะไรสักอย่าง สิ่งดีๆ มันต้องเริ่มต้นทำ แต่แน่นอน มันก็ต้องใช้เวลาอยู่แล้วแหละ”

หมอตุ่ย-นายแพทย์วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง

น้ำเสียงของคุณหมอวรวิทย์ที่เล่าให้เราฟังเป็นน้ำเสียงที่มีความหวัง งานที่เขาทำมาตลอด 28 ปี ในโรงพยาบาลอุ้มผางเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่การจะพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างจริงจังมันต้องเริ่มจากการลงมือทำ 

การรับฟังปัญหาและที่มาที่ไปของโครงการยาเหลือใช้จากคุณหมอ ทำให้เราเห็นพ้องว่าการจะผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 3 Good Health and Well-Being จะต้องเริ่มจากการลงมือทำของคนทุกระดับในสังคม 

ตั้งแต่รัฐบาลที่เป็นเจ้าของงบประมาณ โรงพยาบาลที่ให้ความรู้แก่คนไข้ หมอที่คอยตรวจสอบพฤติกรรมการกินยา และตัวคนไข้ที่จะต้องรับผิดชอบแผงยาของตัวเองและกินให้ครบ แน่นอนว่าการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงต้องใช้เวลา แต่อย่างน้อยมันก็เริ่มจากเราได้ตั้งแต่ตอนนี้ 

และถ้าวันนี้คุณมียาเหลือใช้คุณภาพดีที่ยังใช้เยียวยารักษาได้ เราอยากชวนคุณลองส่งยาเหล่านั้นไปให้โรงพยาบาลอุ้มผาง เพื่อมอบชีวิตที่ 2 ให้ยายังคงมีคุณค่าต่อเพื่อนร่วมสังคมที่ขาดแคลนของเรากัน

Writer & Photographer

คณพล วงศ์วิเศษไพบูลย์

นักเขียนอิสระ ที่กำลังลองทำงานหลายๆ แบบ ชอบลี้คิมฮวง ต้นไม้ เพลงแก่ๆ มีความฝันอยากทำฟาร์มออร์แกนิก และล่าสุดเขียนจดหมายสะสมลงในเพจ In the Letter

Sustainable Development Goals

ทำความเข้าใจเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ผ่าน 17 กลุ่มผู้มุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมทางสังคม

The Cloud x Sustainable Development Goals

Sustainable Development Goals หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือข้อตกลงระหว่างองค์การสหประชาชาติ (UN) กับประเทศต่างๆ ว่าจะร่วมมือสร้างโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันใน 17 เป้าหมาย

หลายปีมานี้ เราได้ยินข่าวคราวการรับบริจาคสิ่งของจากมูลนิธิกระจกเงาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ชุดนักเรียน คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ ได้ยินว่าเขารับได้ทุกอย่าง 

คนยุคปัจจุบันที่หันมาสนใจเรื่องการจัดบ้าน เคลียร์สิ่งของไม่ได้ใช้ในชีวิต จึงจดชื่อ ‘โครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง’ ไว้ในลิสต์ เพื่อจัดส่งสิ่งของล้นความจำเป็นไปให้

คอลัมน์ Sustainable Development Goals พาคุณไปตะลุยโกดังสารพัดข้าวของบริจาคของมูลนิธิกระจกเงา และพูดคุยกับ สฤษดิ์ ถิรชาญชัย หัวหน้าโครงการ ถึงการผลักดัน เป้าหมายพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 12 Responsible Consumption and Production ภายใน พ.ศ. 2573 ลดการสร้างขยะในปริมาณมากโดยวิธีการป้องกัน ลดการใช้ รีไซเคิล และนำกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงบรรลุการบริหารจัดการที่ยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย

เราเชื่อว่าหลายคนคงได้ยินชื่อโครงการนี้มานานหลายสิบปีแล้ว เผลอๆ อาจเป็นหนึ่งในผู้บริจาคด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่หลายคนยังไม่รู้คือความเจ๋งของโครงการนี้ ซึ่งสิ่งของที่ได้รับบริจาคมานั้น มีการบริหารจัดการเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดถึง 3 ต่อ

ต่อแรก คือ นำสิ่งของบริจาคไปส่งต่อโดยตรงแก่คนขาดแคลน ผู้ด้อยโอกาส ผู้ประสบสาธารณภัย รวมไปถึงคนในค่ายอพยพซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเริ่มแรกของโครงการ

ต่อที่สอง คือ คัดสิ่งของที่ไม่เหมาะกับการบริจาคมาเปิดขายระดมทุน เพื่อนำรายได้สนับสนุนโครงการทั้งหมดของมูลนิธิกระจกเงา ได้แก่ ศูนย์ข้อมูลคนหาย โครงการอาสามาเยี่ยม โครงการผู้ป่วยข้างถนน โครงการโรงพยาบาลมีสุข โครงการยุติธุรกิจเด็กขอทาน

เท่ากับว่าของที่เราส่งไปบริจาคให้กับพวกเขา ทำประโยชน์ได้อีกหลายต่อ สิ่งของที่คนมองว่าเหลือใช้กลับเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนมากมาย ทั้งยังแฝงด้วยกำลังใจและศรัทธาอันยิ่งใหญ่ขนาดที่เจ้าของไม่ได้คาดคิด

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

ต่อที่สาม สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือมีขยะเยอะมากแฝงมากับสิ่งของบริจาค สิ่งของจากการบริจาค 1 ครั้งอาจมีของใช้งานได้เพียง 40 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นขยะเกือบทั้งหมด ผู้บริจาคบางท่านอาจคิดว่า เมื่อบริจาคให้ไป ก็คือสิ้นสุดกระบวนการแล้ว แต่จริงๆ สิ่งของที่ว่าต้องผ่านกระบวนการอีกมากมาย

แต่ละวันจะมีขยะในรูปแบบของเหลือใช้ที่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ พ่วงมากับของบริจาคจำนวน 20 ถุงดำต่อวัน เพื่อสุดท้ายสิ่งของเหล่านี้จะเป็นประโยชน์สูงสุดในอีกหลายทาง มูลนิธิกระจกเงาจึงได้ประสานงานกับหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญต่างๆ เริ่มจากผ้าที่ใช้งานไม่ได้หรือผ้าที่นำไป Reuse ไม่ได้ จะส่งต่อให้ SCG เพื่อนำไปเป็นขยะเชื้อเพลิง RDF (Refuse Derived Fuel)

ขยะเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเป็นไม้ Particle หรือไม้ชานอ้อยเคลือบน้ำยา นำไปใช้ต่อได้ยากและผุกร่อนเร็วเมื่อโดนน้ำ ก็ส่งไปเป็นขยะเชื้อเพลิง ตอนนี้ขยะในโครงการเป็นของมีมูลค่า ซึ่งมูลนิธิกระจกเงาสามารถจัดการได้ดีถึง 80 เปอร์เซ็นต์ และจะเดินทางต่อไปให้เข้าใกล้การเป็น Zero Waste ให้ได้มากที่สุด

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ
แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

นอกจากประโยชน์ 3 ต่อ โครงการนี้ ยังมีกำลังใจ ความหวัง และการขับเคลื่อนสังคมในแง่มุมอื่นติดไปกับของบริจาคอีกด้วย อย่างหลอดไฟหลอดหนึ่ง ถ้าเรามองว่าเป็นหลอดไฟมันก็เป็นแค่ของชิ้นหนึ่ง แต่ถ้านำไปติดที่โรงเรียนชนบทที่แสงสว่างไม่พอ พอติดแล้วไฟสว่างพร้อมใช้งาน เด็กๆ นั่งเรียนได้ การศึกษาเพื่ออนาคตของชาติก็ถูกพัฒนาไปพร้อมกัน ความหวังก็เกิดขึ้น

เราทุกคนมีส่วนในการขับเคลื่อนสังคมได้ ถ้าคุณมีสิ่งของที่ดูเหมือนไม่มีค่า จัดการไม่ได้ คิดไม่ออก อย่าปล่อยให้ทรัพยากรเหล่านั้นไร้ค่า ส่งไปให้โครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง ทรัพยากรเหล่านั้นก็จะสามารถไปสู่มือของคนอีกกลุ่มที่ขาดแคลนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สุดท้ายแล้วการแบ่งปันเพียงเล็กน้อยสร้างศรัทธาและกำลังใจยิ่งใหญ่ที่ไปไกลเกินกว่านั้น

01

เริ่มต้นจากชุดนักเรียนมือสอง

ช่วงสายของวันธรรมดา เราเดินมาเข้ามาในพื้นที่ 3 ไร่ของ Mirror Art ในซอยแจ้งวัฒนะ 1แยก 6 ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการแบ่งปันเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงของมูลนิธิกระจกเงา

เท่าที่สังเกตจากทางเข้า เราเห็นรถขนส่งสิ่งของเข้ามาไม่ขาดสาย รวมถึงผู้คนหลายสิบเดินมุ่งตรงเข้าไปในโกดังเปิดโล่งขนาดใหญ่ ด้านในนั้นมีคนเดินขวักไขว่ถือตะกร้าเดินเข้าไปในส่วนที่กั้นด้วยตาข่ายเหล็กที่แบ่งพื้นที่อย่างเป็นสัดส่วน

“ตรงนี้เป็นพื้นที่คัดแยกสิ่งของบริจาค และส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ร้านค้าสำหรับธุรกิจเพื่อสังคมของเรา” สฤษดิ์อธิบายภาพตรงหน้าที่เรากำลังสนใจ ก่อนย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของโครงการที่หลายปีมานี้ คนในสังคมให้ความสนใจกันมากขึ้น

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ
แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

เริ่มจาก 15 ปีที่แล้ว กลุ่มศิลปวัฒนธรรมกระจกเงาเริ่มทำงานด้านปัญหาสัญชาติพี่น้องชนเผ่า และปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดเชียงราย จึงได้พบปัญหาเพิ่มเติมในด้านการขาดแคลนชุดนักเรียนของเด็กๆ ชนเผ่า พวกเขาจึงเปิดรับบริจาคชุดนักเรียนมือสองผ่านระบบ Mailing List ในสมัยนั้น และได้การตอบรับอย่างดี มีผู้บริจาคชุดนักเรียนเข้ามาจำนวนมาก

แต่นอกเหนือจากชุดนักเรียนแล้ว ผู้บริจาคได้ส่งเสื้อผ้าทั่วไป และสิ่งของอื่นๆ ติดมาด้วย ทางกลุ่มจึงคิดแบบแผนการจัดการให้เกิดประโยชน์ ด้วยการนำไปขายในหมู่บ้านในพื้นที่เหล่านั้นในราคาชิ้นละ 1 บาท เพื่อนำเงินรายได้มอบให้กับผู้นำชุมชนหรือกรรมการหมู่บ้านไปใช้พัฒนาชุมชนของตนเอง

“ถามว่าทำไมเราต้องคิดราคาหนึ่งบาท เพราะต้องการให้คนในหมู่บ้านมีส่วนร่วมกับกิจกรรมนี้ โดยรายได้ที่ได้ก็มอบกลับไปให้เขาเพื่อใช้พัฒนาชุมชนของตัวเอง ซึ่งในสมัยนั้นมีการพัฒนาเส้นทางหรือสร้างแนวกันไฟ แต่ไม่นานนักโครงการนี้ต้องปิดตัวลง เพราะเรายังไม่มีการบริหารจัดการและวิธีรับมือกับสิ่งของบริจาคที่มีความหลากหลายมากเสียจนทำให้ระบบที่มีอยู่พัง จึงต้องหยุดเรื่องนี้ไว้ก่อน”

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

หลังจากจัดตั้งมูลนิธิกระจกเงาและตั้งสำนักงานในกรุงเทพฯ ควบคู่กับการทำงานในพื้นที่เชียงราย มูลนิธิฯ เริ่มเปิดรับบริจาคคอมพิวเตอร์และหนังสือ เพื่อมอบให้กับชุมชนที่ขาดแคลน ซึ่งมีผู้บริจาคจำนวนหนึ่งมอบเสื้อผ้าทั่วไปติดมาเช่นเคย จึงกลายเป็นที่มาของโครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง

“มีเสื้อผ้าเข้ามาจำนวนหนึ่งจนเราต้องมานั่งขบคิดกันว่ารอบนี้ต้องออกแบบกิจกรรมจริงจัง จึงตั้งเป็นโครงการเพื่อเปิดรับเสื้อผ้าและสิ่งของทั่วไป”

ในปีที่ 2 ของโครงการ มีผู้บริจาคเข้ามาเป็นจำนวนมาก รวมถึงเริ่มมีผู้บริจาคที่เป็นภาครัฐและภาคเอกชน ทำให้สิ่งของเพิ่มเป็นจำนวนมหาศาล จึงเกิดการวางเป้าหมายบริหารสิ่งของบริจาคให้ได้ประโยชน์ที่สุด

02

รับได้ทุกอย่าง

 “ตอนนี้เรารับทุกสิ่งทุกอย่าง ของที่อยู่ในบ้าน ของใช้ในชีวิตประจำวัน เรารับหมด” สฤษดิ์ยิ้มเมื่อเราถามว่าหลังจากระบบลงตัว ทางโครงการรับบริจาคอะไรบ้าง

เขาเล่าต่อว่า แต่ละปีมูลนิธิฯ จะจัดแคมเปญประชาสัมพันธ์ในชื่อเก๋เรียกความสนใจอย่าง ‘ของเก่าเราขอ’ ‘มหกรรมเคลียร์’ และ ‘แฟชั่นสัญจร’ เพื่อระดมสิ่งของบริจาคจากผู้สนใจ

ส่วนการเดินทางของสิ่งของบริจาคเข้ามา 3 ทาง คือ หนึ่ง ผู้บริจาคเดินทางมาด้วยตัวเอง สอง ผู้บริจาคขอให้นำรถออกไปรับ และสาม ผู้บริจาคส่งสิ่งของผ่านพาร์ตเนอร์ด้านระบบโลจิสติกส์ เช่น ไปรษณีย์ไทย Kerry NIM Express ที่มีการร่วมมือกันอำนวยความสะดวกให้ผู้บริจาค เช่นถ้าส่งมาที่มูลนิธิกระจกเงา มีส่วนลดค่าส่ง 50 เปอร์เซ็นต์ หรือบริการส่งฟรี 3 เดือน

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ
แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

เมื่อสิ่งของบริจาคมาถึงศูนย์รับบริจาค จะมีเจ้าหน้าที่แบ่งแยกสิ่งของออกเป็นแต่ละประเภทยิบย่อย เช่น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ชุดนักเรียน ของกิฟต์ช็อป ของใช้ทั่วไป เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ และวัสดุก่อสร้าง หลังจากนั้นสิ่งของที่คัดแยกแล้วจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่นำไปบริจาคและกลุ่มที่นำไประดมทุน ดังนั้นสิ่งของที่ได้รับบริจาคมานี้มีการบริหารจัดการเพื่อให้ได้ประโยชน์ 2 ต่อ

ต่อแรก คือ นำสิ่งของบริจาคไปส่งต่อโดยตรงแก่คนขาดแคลน ผู้ด้อยโอกาส ผู้ประสบสาธารณภัย รวมไปถึงคนในค่ายอพยพ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเริ่มแรกของโครงการ

ต่อที่สอง คือ คัดสิ่งของที่ไม่เหมาะกับการบริจาคมาเปิดขายระดมทุน เพื่อนำรายได้สนับสนุนโครงการทั้งหมดของมูลนิธิกระจกเงา ได้แก่ ศูนย์ข้อมูลคนหาย โครงการอาสามาเยี่ยม โครงการผู้ป่วยข้างถนน โครงการโรงพยาบาลมีสุข โครงการยุติธุรกิจเด็กขอทาน

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

“ของที่เรานำไปส่งต่อโดยตรงเราจะจัดไว้เลยคือ ชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียนทุกอย่าง สื่อการเรียนการสอนทุกชนิด อาจมีเสื้อผ้าทั่วไปบ้าง ซึ่งเราจะจัดให้โรงเรียน ศูนย์ในชุมชน วัด หรือแม้กระทั่งองค์กรพัฒนาชุมชนในพื้นที่ แม้แต่หน่วยงานกู้ภัย ซึ่งน้ำท่วมขอนแก่นครั้งนี้ เราก็เอาของลงไปช่วยได้ทันที” สฤษดิ์อธิบายถึงเส้นทางของการจัดการสิ่งของบริจาค ที่ต้องคัดสรรให้ตรงกับความต้องการของผู้รับ

“ผู้รับมีสิทธิ์เลือกหนังสือหรือเสื้อผ้า สำหรับชุดนักเรียน เรากำลังพัฒนาถึงการแบ่งตามไซส์หรือโรงเรียนต้องการไซส์แบบนี้ ถ้ามีเราก็ส่งให้ เพื่อให้ได้ประโยชน์โดยตรง ไม่ต้องเอาของไปกอง เพราะของที่กองนั้นอาจสร้างประโยชน์หรือเป็นโอกาสของคนอื่นได้

“ระยะหลังเราส่งเฟอร์นิเจอร์ไปตามโรงเรียนเยอะมาก จนบางทีแปลกใจว่าไม่มีการจัดสรรงบประมาณด้านนี้ให้โรงเรียนหรือ การส่งของชิ้นใหญ่นับเป็นเรื่องหนักเอาการเหมือนกัน เพราะมีค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งและการใช้กำลังคนเยอะ แต่เรายินดีที่จะทำให้ เพราะเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้ช่วยจัดห้องเรียน หรือแม้แต่ห้องสมุดพร้อมใช้ให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนและประสบภัยพิบัติได้เยอะทีเดียว”

ต่อมาเมื่อเอ่ยถึงประเด็นการขายระดมทุน หลายคนคงสงสัยว่าทำไมต้องนำสิ่งของบริจาคมาขาย สฤษดิ์เข้าใจความรู้สึกและความกังวลของผู้บริจาคหลายคนเช่นกัน และเขาให้เหตุผลว่า

 “สิ่งของบริจาคบางรายการไม่เหมาะกับการบริจาค และเป็นสิ่งของที่คุณภาพค่อนข้างดี เช่นเสื้อผ้าหรือกระเป๋าบางอย่าง เราจึงนำมาเปิดระดมทุนในราคาถูก เพื่อนำรายได้มาสนับสนุนเพื่อนในแต่ละโครงการของมูลนิธิฯ ที่ทำงานร่วมกัน เพราะการเขียนขอทุนมีปัจจัยต่างหลายอย่างที่อาจทำให้งานล่าช้า เราต้องการความเร็วและความเป็นเอกภาพในการทำงาน”

03

เส้นทางการระดมทุน

การระดมทุนในที่นี้ไม่ใช่การนำไปขายทอดตลาดเพื่อหวังกำไรสูงสุดอย่างธุรกิจทั่วไป หากเป็นการจัดการในลักษณะของธุรกิจเพื่อสังคม โดยขายสินค้าประเภทเสื้อผ้าเป็นหลักในราคาเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ของราคาจริง เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยมาเลือกซื้อเป็นสินค้ามือสอง และนำไปขายสร้างเป็นอาชีพเลี้ยงตัวเองต่อไป

“เราเปิดกว้างให้คนมาซื้อโดยไม่มีการผูกขาด หรือสร้างเงื่อนไขให้คนมีกำลังซื้อเยอะมารับของไปทั้งหมด เพราะเราต้องการกระจายให้ทุกคนเข้าถึงทรัพยากรได้ ระยะแรกเหมือนจะมีการแย่งชิงกัน ต่อมาจึงพัฒนาเป็นระบบโควตา แต่ละวันคุณต้องมาลงทะเบียนซื้อเพื่อของได้หกตะกร้า คัดเลือกตามที่พอใจแล้วนำมาคิดเงิน ที่เหลือคนอื่นก็จะได้เลือกไป”

สฤษดิ์พาเราเดินดูห้องต่างๆ ในโกดังเก็บสิ่งของบริจาคที่มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากห้องแยกประเภทสิ่งของบริจาค ไปสู่ห้องคัดแยกเสื้อผ้าซึ่งเป็นของบริจาคหลักของที่นี่

ในห้องเล็กๆ ที่กั้นด้วยผืนพลาสติกใสหน้าประตูคล้ายโรงงาน มีอาสาสมัคร 5 – 6 คนคัดแยกประเภทเสื้อผ้าใส่ลังพลาสติกอย่างขยันขันแข็ง ต่อมาลังเสื้อผ้าเหล่านั้นจะถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ แยกชัดเจนว่าเป็นเสื้อผ้าสำหรับนำไปส่งต่อ หรือเสื้อผ้าที่จะนำไปเป็นสินค้าต่อไป 

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 9.30 – 12.00 น. จะมีผู้คนจำนวนหนึ่งเข้ามาเลือกซื้อเสื้อผ้าในพื้นที่ขาย ซึ่งเป็นโถงขนาดใหญ่ แบ่งสัดส่วนสินค้าอย่างชัดเจน เสื้อผ้าจะแบ่งตามราคา 10 – 20 – 30 บาท ทุกคนถือตะกร้าเข้าไปรื้อไปเลือกได้ตามใจ

ที่น่าทึ่งสำหรับเราคือ เสื้อผ้าเหล่านี้เปลี่ยนใหม่วันต่อวัน!

หลังเที่ยงวันเสื้อผ้าทั้งหมดจะถูกเก็บใส่กระสอบและขายเหมาในราคา 70 บาท เพราะนับเป็นสินค้าเหลือจากการเลือก ในวันต่อไปเสื้อผ้าล็อตใหม่ที่คัดสรรเรียบร้อยและเก็บไว้เป็นสต็อกแล้ว จะนำมาลงขายให้ผู้ซื้อมาเลือกกันได้ใหม่

“เป็นเสน่ห์ทางธุรกิจที่เรานำมาปรับใช้ ให้คนซื้อรู้สึกว่าได้ของใหม่ตลอดเวลา” สฤษดิ์ว่าอย่างนั้น

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

นอกเหนือจากกองเสื้อผ้าราคาย่อมเยาแล้วอีกด้านหนึ่งนั้นเป็นส่วนของร้านแบ่งปัน ที่คัดเสื้อผ้าคุณภาพระดับมีแบรนด์มาแขวนขายในราคาตัวละ 100 บาท รวมถึงสินค้าคุณภาพดีชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า รองเท้า กระเป๋าเดินทาง สินค้าสำหรับเด็ก

เราถามถึงประเด็นที่อาจมีคนกังวลว่า สินค้าเหล่านี้อาจไม่ได้กระจายไปถึงคนที่ลำบากจริงๆ หากมีผู้ขายเจ้าใหญ่แอบมาซื้อไปด้วย

“จริงๆ เป็นระบบที่อาจพึ่งพากันนิดหน่อยในวงการธุรกิจของมือสอง อาจต้องมี Supplier มาเป็นตัววิ่งบ้าง แล้วก็มีรายเล็กมาวิ่ง ถึงจะเกิดตลาดที่สมบูรณ์ได้” เขาอธิบายให้เข้าใจ

“ถ้าเราไปเจาะว่าให้แต่คนยากจนและลำบาก อาจทำให้ตลาดของเขาหดตัว เพราะพวกเขามีเงื่อนไขนิดหน่อยตรงที่เงินไม่เยอะ เวลาต้องเอาเงินมาซื้อของทำให้เงินจม ดังนั้นก็จะมีรายใหญ่หน่อยมาช่วยอีกที และพึ่งพากันในระบบนิเวศถึงจะไปต่อได้ แต่เราก็โฟกัสและมีการควบคุมอยู่”

04

ธุรกิจเพื่อคนจน

เมื่อดำเนินงานมาได้สักระยะ ทีมงานโครงการได้พบว่าคู่ค้าที่เข้ามาซื้อของเป็นประจำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ทำอาชีพเป็นแม่ค้าขายของมือสองตามตลาดนัดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล คนกลุ่มนี้มีปัญหาด้านความเป็นอยู่อื่นๆ ติดมาด้วย เช่นการมีหนี้สินจากการกู้นอกระบบ หรือปัญหาด้านเศรษฐกิจต่างๆ ดังนั้นการสร้างอาชีพที่มั่นคงให้พวกเขาจึงเป็นการแก้ปัญหาได้ทางหนึ่ง ทีมงานจึงมีการต่อยอดพัฒนา ‘ธุรกิจเพื่อคนจน’ โดยใช้ระบบสมาชิก

“เราจัดเป็นระบบสมาชิก โดยมีการสะสมยอดการซื้อ หรือถ้ามีคนที่ไม่ขายเลยแต่อยากลองดู เราก็เริ่มต้นโดยให้ของฟรีไปก่อน พอเขาตั้งต้นได้ก็กลับมาหา มาเป็นสมาชิกและซื้อของกับเราต่อไป ตอนนี้เรามีสมาชิกประมาณหนึ่งพันคนแล้ว ในแต่ละวันก็มีคนที่มาซื้อของกับเราประมาณสองร้อยคน”

ข้อได้เปรียบที่สมาชิกจะได้มากกว่าขาจรทั่วไปคือ ได้รับเงินปันผลที่จ่ายปีละ 2 ครั้ง พร้อมการดูแลเยียวยาปัญหาชีวิตจากมูลนิธิฯ โดยตรง

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย

“สิ่งที่สมาชิกจะได้รับนอกจากการซื้อของได้ในราคาถูกมากเพื่อนำไปสร้างอาชีพให้ตัวเองได้ คือ หนึ่ง เขาจะได้รับการช่วยเหลือในกรณีที่ยากจนจริงๆ เช่น หากลูกเขาเจ็บป่วย พ่อแม่ไม่สบาย มีผู้ป่วยติดเตียง เราก็มีทรัพยากรบางอย่างที่ดูแลเขาได้ สองคือ ในทุกปีเราจะมีปันผลให้สองครั้ง ในหนึ่งปีคุณซื้อของเป็นยอดรวมเท่าไหร่ คุณมาเบิกคืนได้ห้าเปอร์เซ็นต์ เป็นเหมือนการออมหรือเป็นโบนัสให้ตัวเอง ซึ่งเงินส่วนนี้อาจนำไปแก้ไขในสภาวะที่ติดขัดได้ 

“สุดท้ายแล้วโครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลงออกแบบมาเพื่อแบ่งปันจริงๆ เราไม่ได้คิดเอาเงินปันผลห้าเปอร์เซ็นต์มาเป็นการเก็งกำไรทางการตลาด ขณะเดียวกันเราก็บริหารจัดการให้เป็นธุรกิจเพื่อสังคมได้ เมื่อเราอยู่ได้ก็นำเงินที่มีไปลงทุนช่วยเหลือคนได้จริง” เขาเล่าอย่างภูมิใจ

05

ขยะที่แฝงตัวมา

สิ่งที่เหนือความคาดคิดของเราคือ มีขยะเยอะมากแฝงมากับสิ่งของบริจาค สิ่งของจากการบริจาค 1 ครั้ง อาจมีของใช้งานได้เพียง 40 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นขยะเกือบทั้งหมด

“ผู้บริจาคบางท่านอาจไม่เข้าใจว่าของที่บริจาคควรดีแค่ไหน หรืออย่างไรนับเป็นขยะ และเขาอาจคิดว่าเมื่อให้มาคือสิ้นสุดกระบวนการแล้ว แต่ถ้าเห็นขั้นตอนที่เล่ามาคือมีการจัดการอีกเยอะมาก” สฤษดิ์เริ่มอธิบาย

“เมื่อโครงการใหญ่ขึ้น เราจึงต้องคิดเรื่องขยะต่อด้วย เริ่มจากเสื้อผ้า จะมีเสื้อผ้าที่ไม่สามารถใช้ได้จริง ขนาดจะเป็นผ้าขี้ริ้วยังลำบาก ซึ่งแต่ละวันจะมีของเหล่านี้พ่วงมาเสมอ เรารับมาเยอะจนคิดว่าเราเป็นภาระสังคมแล้ว เพราะเราผลิตขยะเยอะมากและจัดการไม่ได้จำนวนยี่สิบถุงดำต่อวัน ในขณะเดียวกันเราก็กำลังเป็นผู้ถูกกระทำด้วย”

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย

ทีมงานต้องระดมความคิดเพื่อวางมาตรการจัดการขยะอย่างจริงจังและเร่งด่วน ในที่สุดก็หาทางแก้ปัญหาเปลี่ยนขยะให้มีมูลค่า และแปลงเป็นรายได้ ไปพร้อมกับการจัดการให้เข้าใกล้การเป็น Zero Waste ได้สำเร็จ

“จริงๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องของการรับผิดชอบต่อสังคมที่องค์กรต้องมีอยู่แล้ว เราให้เทศกิจมารับขยะไปได้ แต่ก็ต้องไปเป็นภาระกับทางเทศกิจที่ไปจัดการขยะที่โรงขยะอีก เราจึงคิดจัดการตั้งแต่ที่เราเอง เราได้ประสานงานกับหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญต่างๆ เริ่มจากผ้าที่ใช้งานไม่ได้ที่เป็นผ้าผสม ซึ่งนำไป Reuse ไม่ได้ จะส่งต่อให้ SCG เพื่อนำไปเป็นขยะพลังงานทางเลือก เป็น RDF (Refuse Derived Fuel)”

“ต่อมาเป็นขยะเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเป็นไม้ Particle หรือไม้ชานอ้อยเคลือบน้ำยา พวกนี้นำไปใช้ต่อยากมากและผุกร่อนเร็วเมื่อโดนน้ำ เราก็ส่งไปเป็นขยะเชื้อเพลิง ส่วนพลาสติกทั้งหมด เราแยกเป็นชนิดและนำไปขายให้กับซาเล้งและโรงงานที่รับซื้อกลายเป็นรายได้เข้ามา ตอนนี้ขยะในโครงการเป็นของมีมูลค่า และเราจัดการได้ดีถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว และจะเดินทางต่อไปให้เข้าใกล้การเป็น Zero Waste ให้ได้มากที่สุด”

06

สร้างวัฒนธรรมการแบ่งปันร่วมกัน 

สังคมไทยเป็นสังคมที่ชื่นชมในเรื่องของการแบ่งปันและการให้ แต่ความท้าทายยิ่งใหญ่ก็คือ วัฒนธรรมของการบริจาคที่สั่งสมมาแต่เดิม

“ส่วนใหญ่เรายังติดวัฒนธรรมที่ว่า ของที่ให้เป็นของทำบุญ ควรจะไปถึงมือผู้รับโดยตรง ดังนั้นในช่วงแรกหลังจากที่เราสื่อสารข้อเท็จจริงว่า มีการนำของบริจาคไปขายระดมทุน จึงมีคำถามมากมายจากผู้บริจาค เพราะบางทีเขาไม่ได้รับข้อความจากเราโดยตรง ซึ่งเราต้องใช้ความพยายามสื่อสารสักสองปีกว่าจะเข้าใจกัน

“ที่ผ่านมาเราพยายามสร้างวัฒนธรรมการบริจาคให้เห็นภาพร่วมกันชัดเจน โดยการเล่าเรื่องการทำงาน เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส” สฤษดิ์เล่าถึงการแก้ไขปมปัญหาที่ต้องคลี่คลายให้ชัดเจน

แต่หลังจากปลุกปั้นและดูแลโครงการนี้มาเป็นเวลา 9 ปี เขาก็ได้เห็นการเติบโตของโครงการและกระแสสังคมที่ให้ความสำคัญกับการแบ่งปันมากขึ้น และมีโอกาสที่จะก้าวสู่การแบ่งปันกันในสังคมอย่างยั่งยืนได้

“เมื่อคนเปิดรับเทรนด์ด้าน CSR มากขึ้น เขาก็อยากช่วยเหลือสังคมมากขึ้น คนเริ่มฉุกคิดถึงว่าอะไรเป็นเงื่อนไขสำคัญ ให้เราเข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วมในการพัฒนาทรัพยากรที่มีอยู่ เมื่อก่อนเราอาจรู้สึกว่าการจะมอบเสื้อผ้าให้คนที่ต้องการเป็นเรื่องยากมาก แต่วันนี้มันง่ายขึ้นเพราะมีเรามีวิธีการจัดการให้คุณได้

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ
แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

“วันนี้สิ่งของที่อยู่ในมือคนกลุ่มหนึ่งสามารถตกไปถึงมือของคนอีกกลุ่มที่ขาดแคลนได้จริง ทรัพยากรเหล่านี้ไหลไปถึงพวกเขา หากคุณมีทรัพยากรที่ดูเหมือนไม่มีค่า จัดการไม่ได้ คิดไม่ออก คุณแค่ส่งมาให้เรา เราจัดการต่อให้คุณได้

“ที่ผ่านมาเราดึงพาร์ตเนอร์ด้านต่างๆ มาร่วมงานกับเรา สร้างคุณค่าและนวัตกรรมร่วมกัน สร้างบรรยากาศแห่งการแบ่งปัน ใครมีจุดแข็งด้านไหนก็มาร่วมกัน บางบริษัทมีอุปกรณ์สำนักงาน โต๊ะ เก้าอี้ เขาก็นำมาให้ เราส่งต่อให้โรงเรียนได้ หรือแม้แต่สถาบันการศึกษาส่งนักศึกษามาฝึกงาน ส่งอาสาสมัครมาร่วมทำงานกับเราได้ มันมีช่องทางให้ทำภารกิจนี้ร่วมกันได้เยอะมาก”

สำหรับรายได้จากการขายระดมทุนในแต่ละปีนับว่าเป็นไปตามเป้าหมาย เพราะมีรายได้เพียงพอสำหรับการบริหารจัดการโครงการ และช่วยเหลือเพื่อนในโครงการให้ดำเนินงานอย่างราบรื่นและสำเร็จได้

“แต่เรามีเงินไม่เยอะนะครับ บางทีมีการตีความว่ากระจกเงาได้เงินเยอะเป็นร้อยล้าน ไม่จริงครับ” สฤษดิ์ยืนยัน

“เรามีเงินไม่เยอะ และเราไม่เก็บเงิน เพราะเราลงหมดกับงานและโครงการ ซึ่งแต่ละงานก็เป็นการแก้ไขปัญหาระดับชาติ แต่ทั้งนี้เราได้คำนึงถึงความคุ้มทุน และบริหารให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด โดยพยายามผลักดันให้งานไปสู่เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ หลายโครงการก็ประสบความสำเร็จแล้ว”

ในอนาคตเขาอยากให้โครงการนี้พัฒนาไปถึงการจัดเป็น Warehouse ที่ดูแลทรัพยากรสำหรับผู้ขาดแคลนรวมไปถึงให้องค์กรพัฒนาสังคมต่างๆ มาเลือกนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ผมวาดความสำเร็จของโครงการไว้ในมุมของการบริหารทรัพยากร โดยนำไปวางให้ถูกจุดถูกที่ ส่งต่อให้คนที่ขาดแคลนจริงๆ ได้ใช้ทั้งหมด นั่นถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว”

07

สิ่งของน้อยนิด กำลังใจมหาศาล

จากประสบการณ์ทำงานเพื่อสังคมที่ยาวนานกว่า 15 ปี สฤษดิ์รับรู้ปัญหามากมายที่ซ่อนอยู่ในสังคมไทย ความขาดแคลนเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงไม่ใช่ภาพที่หน่วยงาน NGO สร้างขึ้นมา

จะเชื่อไหมว่า โรงเรียนในจังหวัดปทุมธานีที่นับเป็นปริมณฑลของเมืองหลวง ยังมีความขาดแคลนชนิดเดียวกับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ

“ผมไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะเจอสภาพโรงเรียนอย่างนี้ ป้ายโรงเรียนก็ล้มพิงกำแพงมานานแล้วแต่ไม่มีงบซ่อมแซม”สฤษดิ์เล่าด้วยสีหน้าครุ่นคิด 

“ในโรงเรียนมี ผอ. ผู้หญิงและครูผู้หญิงทั้งหมดเพียงไม่กี่คน เรานำสิ่งของที่เขาขาดไปมอบให้ พาอาสาสมัครร้อยกว่าคนไปเซ็ตอัพโรงเรียนให้ใหม่ ให้นักเรียนได้ใช้ประโยชน์ แต่สิ่งที่มากกว่านั้นคือจิตใจ คุณครูที่รู้สึกหมดกำลังใจก็มีพลัง มีแรงใจขึ้นมาทำงานที่เขาต่อสู้มาตลอดได้”

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย

สุดท้ายแล้วการแบ่งปันเพียงเล็กน้อยสร้างศรัทธา กำลังใจอย่างยิ่งใหญ่ และการหมุนเวียนทรัพยากร อันเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 12 Responsible Consumption and Production ซึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าที่ใครหลายคนคาดคิด

“นอกจากการแบ่งปันสิ่งของแล้ว มันมีกำลังใจและความหวังติดไปกับของด้วย หลอดไฟหลอดหนึ่ง ถ้าเรามองว่าเป็นหลอดไฟก็จบ แต่ถ้านำไปติดที่โรงเรียนที่แสงสว่างไม่พอ พอติดแล้วไฟสว่างพร้อมใช้งาน เด็กนั่งเรียนได้ ความหวังก็เกิดขึ้น คุณครูก็รู้สึกดี ตรงนี้ผมว่ามันยอดเยี่ยมมาก”

“เพราะการให้ของคุณมันไปได้ไกลกว่าที่คิด มันไปถึงแก่น ไปสู่จิตใจของผู้รับ ไม่ได้อยู่แค่ปัจจัยทางกายที่เขาได้รับ การให้ของเราเป็นการให้โดยที่เขาไม่ต้องมากราบไหว้ เราให้ในฐานะที่เขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีสิทธิ์พึงจะได้รับ เรามอบความปรารถนาดีและศรัทธาให้เขา เขาก็ให้ความรู้สึกดีตอบกลับมา พอภาพของคนสองฝั่งมาเจอกัน ผมว่าอย่างนี้ทุกอย่างจบ”

สำหรับสฤษดิ์ ในฐานะคนทำงานด้านสังคมมานาน นับเป็นฟันเฟืองสำคัญหนึ่งในการสร้างบรรยากาศการแบ่งปัน ที่ผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในสังคมของเราให้เกิดขึ้น

“ผมภูมิใจที่เป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ที่เอาไปต่อเป็นภาพใหญ่ และพยายามสร้างแนวคิดร่วมกับภาพนั้นให้เป็นฝันที่เกิดขึ้นจริงได้ นั่นคือ ภาพของสังคมที่มีการช่วยเหลือและแบ่งปันกันอย่างแท้จริง ซึ่งนับเป็นความสำเร็จที่สุดของโครงการและตัวผมเอง”

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load