18 พฤษภาคม 2562
15 K

เมื่อช่วงปี 2561 เรามีโอกาสไปฝึกงานที่ประเทศตูนิเซียมา 5 สัปดาห์ในช่วงหน้าร้อนของประเทศ จริงๆ แล้วสิ่งที่ทำให้เราตื่นเต้นมากกว่าการฝึกงานคือเรื่องอาหาร ใฝ่ฝันเอาไว้ว่าอยากกินอาหารแขก เนื่องจากชอบอาหารแขกที่มีกลิ่นเครื่องเทศแรงๆ อยู่เป็นนิจ แต่พอไปถึงก็ไม่เป็นอย่างฝันเท่าไหร่

ถึงแม้ตูนิเซียจะเป็นประเทศอาหรับมุสลิม แต่อาหารท้องถิ่นกลับไม่ได้มีกลิ่นเครื่องเทศรุนแรง และอาหารส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลมาจากการเข้ามาปกครองของฝรั่งเศสใน ค.ศ. 1881 – 1956

อาหารส่วนใหญ่ทำจากมันฝรั่ง มะเขือเทศ พริกหวาน ชีส หอมแดง พาสลีย์ แป้งสาลี ไข่ เนื้อสัตว์อย่างเช่น แพะ ไก่ และแน่นอน ในเมื่อประเทศมีคนนับถือศาสนาอิสลามกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ความเป็นไปได้ของการหาเนื้อหมูในประเทศจึงมีน้อยมาก แต่ก็ยังไม่วายมีเพื่อนหามาให้กินจนได้ ภารกิจไม่กินหมูตลอดการอยู่ที่นี่จึงล้มเหลวลงในอาทิตย์ที่ 4

 

โชคดีได้กินฟรี (เกือบ) ทุกวัน

ทุกคนที่ทำงานต่างคนต่างเอาอาหารมาแชร์กันตอนมื้อกลางวันทุกวัน แล้วก็จะหารเงินไปซื้อขนมปังฝรั่งเศสมาแบ่งกัน ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายที่ทำงานก็ยังไม่ยอมรับเงินเราที่ขอออกช่วย บางมื้อเลยทำอาหารไปแลกเปลี่ยนบ้าง (ซึ่งก็น้อยครั้งมาก โดยรวมน่าจะเคยทำไปประมาณ 5 ครั้ง) สรุปง่ายๆ คือโชคดีได้ประหยัดค่าอาหารมื้อกลางวันไปทุกวันซะงั้น โชคดีสองต่อคืออาหารที่พวกเขาเอามาเป็นเมนูพื้นบ้านทั้งนั้นเลย ไม่ว่าจะเป็นมลุคยา คูสคูส ทาจีน โลวเบีย อาหารชื่อแปลกทั้งหลายแหล่ และผลไม้แสนดีอย่างฟิก พีช องุ่น

ตอนแรกนึกว่าที่ทำงานของคนอื่นๆ ก็มีวัฒนธรรมกิน-แชร์แบบนี้เหมือนกัน แต่ไปถามเพื่อนๆ กลับไม่มีใครโชคดีแบบเราเลยแฮะ พอไปเล่าให้เพื่อนคนตูนิเซียฟังว่าได้กินเมนูนี้บ่อยเพื่อนก็แปลกใจ เพราะไม่น่าจะหากินได้ง่าย (ก็แหงล่ะ แถวที่พักมีแต่ร้านฟาสต์ฟู้ด)

ประเทศตูนิเซีย ประเทศตูนิเซีย

ร้านอาหารส่วนใหญ่ในตูนิเซียมีลักษณะคล้ายๆ ร้านฟาสต์ฟู้ดในประเทศทางตะวันตก (แต่ไม่มีร้านไหนทำแบบฟาสต์ได้จริงเลย รอนานทุกร้าน) คือให้เลือกชนิดของแป้ง ไส้ แล้วค่อยนำเอามาจี่ ทอด อบ ตามลักษณะเฉพาะของแต่ละเมนู

ประเทศตูนิเซีย

นอกจากนี้ ก็มีร้านอาหารที่ดูดีหน่อยซึ่งเสิร์ฟอาหารเป็นคอร์ส 2 จาน หลังจากเก็บเมนูไป ตะกร้าใส่ขนมปังบาแกตต์หั่นขนาดประมาณ 2 – 3 นิ้วจะถูกนำมาวางไว้บนโต๊ะ บางร้านมีผักสลัดและพริกหวานตำให้ด้วย จิ้มกันเพลิน บางทีก็หลวมตัว รู้ตัวอีกทีก็อิ่มก่อนที่จานหลักจะมาซะแล้ว

หลังจากซัดขนมปังจนหนำใจ อาหารจานหลักจะถูกนำมาเสิร์ฟ บางครั้งเป็นปลาย่าง (ที่จริงๆ แล้วก็ยังไม่เคยเห็นเขาเอาปลาไปทำอย่างอื่นนอกจากการย่าง) กับเส้นสปาเกตตี้ผัดซอส (Makrouna)

ประเทศตูนิเซีย ประเทศตูนิเซีย

 

เพราะน้ำ (มันมะกอก) คือชีวิต

ด้วยความอยู่ติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ภูมิประเทศก็ช่างเป็นใจให้คนแถบนี้ปลูกมะกอกกันเรียงราย กลายเป็นพืชเศรษฐกิจไป ทั้งผลิตภัณฑ์บริโภคและอุปโภค เช่น มะกอกสด มะกอกดอง น้ำมันมะกอก สบู่มะกอก แชมพูมะกอก และอื่นๆ มะกอก สังเกตได้จากเวลานั่งรถไปต่างจังหวัด สองข้างทางจะเต็มไปด้วยต้นมะกอกขนาดไม่ใหญ่มาก น่าจะสูงสักประมาณ 2 เมตร บนดินที่ดูจะค่อนข้างแห้งแล้ง ระหว่างนั่งรถก็จะได้กลิ่นหอมของน้ำมันมะกอกลอยมาตลอดทาง จริงๆ ตอนแรกไม่ชอบกลิ่นน้ำมันมะกอกเท่าไหร่ แต่ก็ไม่เคยดมมันอย่างจริงจัง พออยู่ไปอยู่มารู้สึกหอมเฉยเลย เพราะรู้สึกว่ามันธรรมชาติดี

 

Harissa is everything

สิ่งที่ต้องเจอทุกวันคือ ฮาริสซา (Harissa) ซอสพริกขึ้นชื่อของชาวแอฟริกันตอนเหนือ หลายครั้งที่ฮาริสซาถูกนำไปประกอบเป็นอาหารชนิดอื่น แต่ทุกครั้งมันจะถูกราดด้วยน้ำมันมะกอกท่วมๆ วางไว้ตรงกลางโต๊ะ แล้วทุกคนจะบิขนมปังฝรั่งเศสจิ้มกิน ไม่ใช่แค่จิ้มฮาริสซา แต่จะเอาขนมปังจิ้มกินกับอาหารทุกเมนู เปรียบให้เห็นภาพง่ายๆ คือเหมือนการปั้นข้าวเหนียวจิ้มกับอะไรบางอย่างของบ้านเรา มีเทคนิคนิ้วเขี่ยกับให้ติดแป้งขึ้นมาเหมือนกัน

ประเทศตูนิเซีย

 

ฝรั่งเศสให้อะไร

ก่อนอื่นเลย คือให้ภาษา ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็จะเจอแต่ภาษาอาหรับและฝรั่งเศส และแน่นอน รวมถึงในร้านอาหารด้วย ความยากมันอยู่ตรงนี้แหละ จะสั่งอะไรทั้งทีต้องยืนเสิร์ชคำแปลกันก่อน อยากจะก้มลงกราบแพ็กเกจ 4G ของค่าย Ooredoo ที่มอบอินเทอร์เน็ต 25 GB ไว้ให้ติดตัวในราคาเพียงแค่ 300 บาทต่อเดือน

 

ขาดเธอเหมือนขาดใจ

ใครจะไปคิดว่าขนมปังฝรั่งเศสจะมีบทบาทสำคัญในช่วงชีวิตหนึ่งของชาวเอเชียที่ยืนหนึ่งกินข้าวเป็นจานหลักอย่างเรา ในร้านขายของชำ (Fruit Sec) จะมีขนมปังฝรั่งเศสและเคสรา (Kesra) ขนมปังแผ่นกลม ขายอยู่ทุกแห่ง คนตูนิเซียใช้ขนมปังพวกนี้จิ้มอาหารแทนการใช้ส้อม ก่อนวันเทศกาลอีด (Eid Mubarak) ขนมปังฝรั่งเศสที่เคยหาได้ง่ายทุกหัวมุมถนน จะกลายเป็นสินค้าขาดตลาดที่ต้องซื้อตุนเอาไว้ล่วงหน้า เพราะทุกร้านทุกโรงงานต่างพากันหยุดทั่วทั้งประเทศในวันเทศกาล

‘กัสครูต’ (Casse-croûte) เป็นอาหารชนิดแรกที่สั่งกินด้วยตัวเอง เพราะตอนนั้นรู้จักแค่ขนมปังฝรั่งเศส เลยสั่งแค่ขนมปังฝรั่งเศสยัดไส้ โปะทับอีกชั้นด้วยเฟรนช์ฟรายส์ จิ้มกินกับมายองเนส ตอนนั้นรู้จักคำว่า ‘ชวาม่า’ (Shawarma) จากเมนูร้านอาหารแขกแถวซอยนานา แต่ยังไม่รู้จักเนื้อสัตว์ชนิดอื่น ช่วงแรกๆ เลยกินได้แค่ไก่กับทูน่า

ประเทศตูนิเซีย

 

อิทธิพลอิตาลี

พบเจอได้ง่ายมากในทุกๆ ร้านอาหารคือ พิซซ่า ไม่ว่าจะเป็นเมนูพิซซ่าและเมนูที่นำแป้งพิซซ่ามาใส่ไส้พับแล้วเอาไปอบ อย่างมาคลูป (Makloub)

“It would be sad to live without Makloub when I go back home.”

ประโยคที่โยเซฟ เพื่อนชาวเชก บอกกับเราก่อนกลับประเทศ แทบจะเรียกได้ว่าไอ้เจ้าแป้งพิซซ่าห่อเนื้อสัตว์อบนี้เป็นเมนูยอดนิยมของที่นี่จริงๆ แถมยังทำนานทุกร้านอีกด้วย เพราะเสียเวลากว่าจะนวดแป้ง ใส่ไส้ เอาเข้าเตาอบ แล้วยังต้องมาใส่ผักใส่ซอสเพิ่มทีหลังอีก ครั้งสุดท้ายที่ซื้อลองจับเวลาสรุปประมาณเกือบชั่วโมงถึงได้กิน เมนูท็อปฟอร์มตลอดกาลจึงขอยกให้เจ้ามาคลูปนี่เลย

 

พิซซ่าเข้ามาในแอฟริกาตอนเหนืออย่างตูนิเซียได้ยังไง

ตูนิเซียเป็นประเทศที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อย่างเมืองที่เราไปอยู่คือ ลา กูเลตต์ (La Goulette) ห่างจากตูนิส (Tunis) เมืองหลวงประมาณ 15 นาทีโดยรถยนต์ (ในกรณีที่คนขับแท็กซี่ไม่พาอ้อม) ที่นี่มีท่าเรือเฟอร์รี่ข้ามไปเมืองปาแลร์โม (Palermo) บนเกาะซิซิลี ​(Sicilly) ของอิตาลีได้ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 12 ชั่วโมง หรือถ้าใครอยากจะนั่งเครื่องบินไปจากตูนิสก็ใช้เวลาเพียงแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น จึงไม่แปลกเลย ที่จะเห็นคนยุโรปโดยเฉพาะชาวอิตาลีมานั่งจิบกาแฟกันที่ซิดิ บู ซาอิด (Sidi Bou Said) มากมาย

แต่จริงๆ แล้ววัฒนธรรมการทำพิซซ่าก็ไม่ได้ที่มาจากอิตาลีซะทีเดียว ถ้าสืบย้อนไป 6 ศตวรรษก่อนปีคริสตศักราช จะพบว่าจุดกำเนิดของพิซซ่ามาจากชาวเปอร์เซีย โดยในสมัยพระเจ้าดาริอุส (King Darius) มีการนำแป้งมาวางไว้บนโล่ แล้วนำไปตากแดด แต่ในสมัยนั้นหน้าพิซซ่าเป็นพวกอินทผลัมและชีส พิซซ่าของเปอร์เซียจึงเป็นของหวาน ไม่ใช่ของคาวอย่างที่เรานิยมกินกันอยู่ทุกวันนี้ ต่อมาชาวโรมันก็ได้ประยุกต์นำผลไม้ของตัวเองใส่เข้าไป จนกระทั่งได้รับการแพร่อิทธิพลมายังอิตาลี แม้ในยุคแรกๆ ของศตวรรษที่ 16 อิตาลีจะยังไม่ยอมรับการกินมะเขือเทศเพราะกรดของมะเขือเทศดันไปมีปฏิกิริยากับจานดีบุกของพวกชนชั้นสูง ทำให้คนรวยไม่ยอมกินผลไม้ชนิดนี้ ในขณะที่คนจนไม่มีปัญญาหาซื้อจานราคาแพง สามารถกินมะเขือเทศได้อย่างไม่มีปัญหาใดๆ จึงเกิดการนำวัตถุดิบท้องถิ่นที่มีอยู่อย่างแป้ง น้ำมันมะกอก ไขมันสัตว์ และชีส รวมกับมะเขือเทศ กลายมาเป็นพิซซ่า อาหารของคนจนในยุคก่อนจึงอร่อยแหล่มมาจนถึงยุคปัจจุบัน

ประเทศตูนิเซีย ประเทศตูนิเซีย

สลัดตูนิเซีย

มีลักษณะและส่วนผสมคล้ายๆ กับสลัดของอิสราเอล ประกอบไปด้วยแตงกวา มะเขือเทศ หอมแดง เคียงข้างมาด้วยมะกอกดำและเขียวสามสี่เม็ด หรือบางที่ก็หั่นใส่ไปในสลัดเรียบร้อย ถ้าเงินเหลืออยากจ่ายเพิ่มก็จะได้ทูน่ามาด้วย

 

น้ำพริกหนุ่มตูนิเซีย (Mechouia Salad)

มักจะเสิร์ฟแบบมีไข่ต้มผ่า 4 ชิ้นวางเรียงอยู่ด้านบน ชื่อน้ำพริกหนุ่มนี่เราเรียกเอง ถ้าดูจากส่วนผสมแล้วแล้วก็ใช่เลย พริก กระเทียม หอม ทั้งหมดนำไปย่าง ขาดแค่น้ำปลา น้ำปู๋ แค่นั้นเอง

 

มลุคยา (Mloukhia)

ออกเสียงยากนิดหนึ่งเพราะต้องรวบคำ จริงๆ ได้ยินและเข้าใจมาตลอดว่าเรียกว่า ‘ลุคยา’ มารู้ตอนกลับออกจากประเทศมาแล้วนี่แหละ จานนี้เพื่อนคนยุโรปไม่ค่อยชอบกันเพราะรสชาติหนัก เข้มข้น แต่สำหรับคนที่กินแกงขี้เหล็กรสเข้มข้นสะใจมาตั้งแต่เด็กอย่างเราแล้ว สบายมาก แถมชอบด้วยซ้ำ โชคดีที่คนที่ทำงานชอบทำมาบ่อย เพื่อนคนตูนิเซียถึงกับงงพอบอกว่ากินบ่อย เพราะเป็นอาหารทำกินกันเองในบ้าน ไม่ได้หากินได้ทั่วไป

ประเทศตูนิเซีย

ทาจีน (Tajine)

คล้ายๆ กับคีชและฟริตาตา หรืออาจจะพูดได้ว่ามันคือไข่เจียวหนาๆ นั่นเอง นิยมหั่นเสิร์ฟแบบชิ้นสามเหลี่ยม จริงๆ ทาจีนเป็นชื่อเรียกของภาชนะอบหม้อดิน หรืออาหารที่ประกอบด้วยวิธีการอบหม้อดิน ซึ่งเป็นที่นิยมในแถบแอฟริกาตอนเหนืออย่างแอลจีเรีย โมรอกโก และตูนิเซีย

 

ลาบลาบี (Lablabi)

มักเสิร์ฟในร้านอาหารราคาถูก เป็นเมนูที่แทบจะทำให้คนแบ่งฝักแบ่งฝ่ายได้เลย เพราะในบรรดาเพื่อนๆ ที่ลองชิมมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ บางคนถึงกับยอมตายถ้าต้องกินเจ้านี่ วิธีกินคือต้องฉีกขนมปังเป็นชิ้นเล็กๆ ลงไปคนกับส่วนผสมในชาม เราพยายามจะถ่ายรูปตอนที่มาเสิร์ฟแล้ว แต่เพื่อนดันแย่งใส่ขนมปังแล้วคนจนส่วนผสมเข้ากันซะก่อน หรือจะเรียกว่าคนจนเละก็ได้ คิดสภาพถั่วลูกไก่ (Chick Peas) ในน้ำซุปที่ทำมาจากกระเทียม ยี่หร่า น้ำมันมะกอก และซอสพริกฮาริสซา ทั้งหมดนี่ผสมกับขนมปังชิ้นเล็ก รสสัมผัสเหมือนอะไรแหยะๆ หน่อย รสชาติแปลกแบบไม่เคยกินมาก่อน ผลสรุปคือไม่ได้อยู่ฝ่ายไม่ชอบแล้วกัน

 

คูสคูส (Couscous)

อาหารประจำชาติของตูนิเซีย แอลจีเรีย และโมรอกโก ที่ทำจากแป้งเซโมลิน่า (Semolina) ลักษณะเป็นเม็ดเล็กๆ มีให้เลือกหลายขนาด สามารถพบเจออาหารชนิดนี้ได้ในลิเบียและอิยิปต์ด้วยแต่ไม่มากเท่า 3 ประเทศนี้ วิธีการทำคูสคูสในแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกัน อย่างเช่นในโมรอกโกนิยมใส่ลูกพรุน ลูกเกด และอบเชย ส่วนในตูนิเซียส่วนใหญ่คูสคูสจะมีสีแดงและเผ็ด แหงล่ะ ก็เล่นใส่ฮาริสซาในทุกๆ อย่าง มักจะใส่เนื้อแกะ ไก่ ปลา หรือเนื้อสัตว์อื่นๆ รวมกับผักผลไม้ต่างๆ ตามฤดูกาล อย่างที่เราเจอส่วนใหญ่ก็จะใส่เนื้อแกะ พริกหวาน มันฝรั่ง ถั่ว ครั้งหนึ่งเคยเจอแบบใส่องุ่นด้วย เพิ่มรสชาติหวานสดชื่น ได้ยินมาว่าคนตูนิเซียมักจะทำคูสคูสเนื่องในโอกาสพิเศษเท่านั้น (แต่ทำไมได้กินบ่อยก็ไม่รู้)

ประเทศตูนิเซีย

บริก (Brik)

บางทีก็เรียก บริกก้า (Brika) จนถึงตอนนี้ยังไม่เข้าใจทำไมแต่ละทีเรียกไม่เหมือนกัน หรือมันคือการใส่อารมณ์เข้าไปนะ เป็นอาหารที่ใช้แป้งห่อไข่แล้วนำไปทอดให้เหลืองกรอบ แป้งที่ใช้ห่อไส้คล้ายแป้งโรตีสายไหมบ้านเรา ต่างตรงบางกว่า มีรสเปรี้ยวนิดหนึ่งเพราะน่าจะเป็นแป้งหมัก ที่รู้ว่ามีรสเปรี้ยวเพราะตอนแรกจะเอามาห่อแทนแป้งตอร์ติญ่า พอชิมแล้วเปรี้ยวติดลิ้นและสัมผัสค่อนข้างแห้ง ทำเอาเสียความตั้งใจไปหมด เอาไปทำอย่างที่มันควรจะเป็นนั่นแหละ

บริกแต่ละที่ใส่ส่วนผสมไม่เหมือนกัน บางคนใส่แค่ไข่ ตอกแล้วเอาลงไปทอดเป็นอันจบ มีครั้งหนึ่งเราเคยกินบริกที่ชาวบ้านในเมืองกาเบส (Gabès) ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ทำให้กิน เหมือนข้างในมีรสชาติของครีมชีสด้วย ละมุนขึ้นไปอีกขั้น จากที่จะกินแค่ชิ้นสองชิ้นเพราะเกรงใจค่าคลอเรสเตอรอลในตัว ก็เลยต้องหยิบเพิ่มจนหมด

 

จาปาตี (Chapati) ไม่ใช่อย่างที่คิด

อยู่ตูนิเซียได้ 3 วัน เพื่อนคนโปแลนด์ก็ชวนไปกินจาปาตี แอบดีใจ เพราะเราชอบกินอาหารอินเดีย แอบหวังว่าจะได้กิน ‘จาปาตี’ แบบที่เคยกิน แต่มันไม่ใช่เลย จาปาตีที่นี่เป็นแป้งแผ่นหนา มักใช้ประกบกับไส้ทูน่า แฮม ไข่ หรือชีส บางร้านไม่ได้ใช้วิธีการประกบ 2 แผ่น แต่ใช้การทำเป็นแผ่นใหญ่แล้วพับแทน แล้วค่อยนำไปจี่บนเตา

ประเทศตูนิเซีย

ออจจ้า (Ojja)

ครั้งแรกที่เห็น ‘ออจจ้า’ เราเรียกมันว่า ‘ชักชูก้า’ (Shakshuka) แต่เพื่อนชาวตูนิเซียบอกว่าไม่ใช่ เมนูที่เอาไข่ตอกใส่ลองไปในมะเขือเทศ มันเรียกแบบนั้นไม่ใช่หรอ ไม่เชื่อทุกคนลองเอาคำว่า ‘Shakshuka’ ไปเสิร์ชในกูเกิลได้เลย จะเจอภาพกระทะที่มีไข่สุกอยู่บนมะเขือเทศ

 

แล้วสรุปออจจ้ากับชักชูก้าต่างกันยังไง?

พอตั้งใจฟังเพื่อนอธิบายดีดีแล้วก็เข้าใจ ‘ชักชูก้า’ ทุกจาน จำเป็นต้องมีมันฝรั่ง แต่ไม่จำเป็นต้องมีไข่ ต่างกับ ‘ออจจ้า’ ที่ต้องมาพร้อมกับไข่ และมักเสิร์ฟกับเนื้อสัตว์ เช่น ไส้กรอกเนื้อแกะรสเผ็ด (Merguez) แค่นี้เอง

 

เมื่อกระบองเพชรคือผลไม้

กระบองเพชร หรือ Prickly Pears มีถิ่นกำเนิดมาจากเม็กซิโก ถูกเผยแพร่มาจากชาวสเปน เราค้นพบว่าประเทศแถวทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกินกระบองเพชรเป็นผลไม้กัน แถมมันยังหวานอร่อยซะด้วยสิ อย่างที่มอลต้าก็เป็นพืชเศรษฐกิจ เอามาทำเป็นเหล้าชื่อ Bajtra ขายอยู่เต็มสนามบิน ถ้าไม่ติดว่ามันเม็ดเยอะและแข็งก็อาจจะเหมามาหมดรถเข็นแล้วกลืนมันลงไปทั้งหมด

 

ประเทศตูนิเซีย ประเทศตูนิเซีย

 

ชาและกาแฟ

วัฒนธรรมการกินกาแฟของคนที่นี่ได้รับอิทธิพลมาจากชาวเติร์ก สมัยที่จักรวรรดิออตโตมันครองพื้นที่ในช่วงศตวรรษที่ 16 – 19 (ทำไมที่ไหนๆ ก็มีประวัติว่ามาจากชาวเติร์กนะ) กาแฟที่นี่จะแตกต่างจากกาแฟที่ตุรกีเพราะใช้อุณหภูมิการคั่วเมล็ดกาแฟที่ต่างกัน คนตูนิเซียชอบดื่มการแฟกันเป็นชีวิตจิตใจ มีการนำเข้าเมล็ดกาแฟมาจากประเทศอื่น ไม่ได้ปลูกเอง สามารถพบเห็นร้านกาแฟแบบโบราณได้ทุกหัวมุมถนน กาแฟที่นี่จะเสิร์ฟเป็นแก้วเล็กๆ แบบแก้วช็อต แก้วละประมาณ 20 – 25 บาท ลูกค้าที่นั่งมักจะหันเก้าอี้ออกหน้าร้านเหมือนร้านเบียร์ที่ถนนข้าวสาร และร้านกาแฟพวกนี้ส่วนใหญ่จะมีแต่ลูกค้าผู้ชาย ต่างกับร้านชา (Salon de Thé) ที่มีลูกค้าหลากหลายเพศเข้ามานั่งจิบชามินต์นั่งเม้ากันจุบจิบ

ชามินต์เป็นที่นิยมวงกว้างในประเทศแถบแอฟริกาตอนเหนือ ทำจากชาดำ สะระแหน่ และน้ำตาล 2 ก้อนใหญ่ๆ ขึ้นไป แอบตกใจทุกครั้งที่เห็นเวลาเค้าใส่น้ำตาล กินเสร็จแนะนำให้รีบไปเช็คค่าเบาหวานหน่อยก็ดี บางร้านดีหน่อย วางน้ำตาลแยกออกมาให้ใส่เอง

หากไปตามบ้านก็จะถูกต้อนรับขับสู้ด้วยชามินต์และขนมกองพะเนินใส่มาในถาด โดยเฉพาะ ‘มะครูด’ (Makroudh) ขนมหวานที่ทำจากแป้งเซโมลิน่ายัดไส้อันทผลัมหรือบางที่ใส่เปลือกส้มด้วย เป็นขนมขึ้นชื่อของเมืองไครูอัน (Kairouan) ที่นิยมทานกันทั้งประเทศ และถ้าไม่ชอบชามินต์สามารถสั่งเป็นชาอัลมอนด์ได้ ซึ่งถั่วที่ใส่มาก็ไม่ใช่อัลมอนด์นะ แต่เป็นเมล็ดสน กินหมดแก้วอิ่มพอดี

ประเทศตูนิเซีย

The Best of the Best

ถึงจะร่ายยาวถึงอาหารมาหลายเมนู อย่างไรก็ตาม รางวัลนี้ขอยกให้ บัมบาโลนี (Bambalouni) ทุกครั้งที่ไปซิดิ บู ซาอิด ก็ต้องซื้อเจ้าขนมรูปร่างเหมือนโดนัทอันใหญ่คลุกน้ำตาลนี้ ราคาเพียงแค่อันละ 0.8 ดินาร์ หรือประมาณ 10 บาท รสชาติเหมือนโดนัทบวกแป้งโรตี มีความนุ่มและเบาบางกว่าโรตี เหมือนเป็นสารเสพติดให้อยากนั่งรถไฟเหงื่อซ่กเพื่อซื้อไอ้เจ้านี้โดยเฉพาะ

ประเทศตูนิเซีย ประเทศตูนิเซีย

ศัพท์ภาษาฝรั่งเศสที่ควรรู้ก่อนสั่งอาหาร ถ้าไม่อยากอดตาย

  • Jambon = แฮม
  • Bouef = เนื้อวัว
  • Merguez = ไส้กรอกเนื้อแกะ
  • Foie = ตับ
  • Cordon Bleu = ไก่ชุบแป้งทอดยัดไส้ชีส
  • Fromage = ชีส
  • Oeuf = ไข่
  • Thon = ทูน่า

 

Bon Appétit!

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

ชนวรรณ ตัณฑ์ไพบูลย์

เป็นคนกรุงเทพฯโดยกำเนิดอย่างสมบูรณ์แต่ดันพูดเหน่อ รักการท่องเที่ยวพอๆ กับที่รักการกิน รักการถ่ายรูปพอๆ กับที่รักการแต่งรูป รู้สึกว่าตัวเองสวยขึ้นทุกครั้งที่ทำงานเพื่อคนอื่น

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ติ๊ด ๆๆๆ เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น ปลุกผมให้ลืมตาตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่

“วันนี้ที่ ‘หมู่บ้านชิราคาวาโกะ’ จะมีหิมะตกมามั้ย” ประโยคคำถามเดิม ๆ ที่ผมอยากรู้ตลอดในช่วงหลายวันที่ผ่านมา กับการเดินทางมาท่องเที่ยวยังภูมิภาคชูบุ (Chubu) ประเทศญี่ปุ่น โดยมีความฝันอยากมาชมวิวที่นั่นท่ามกลางหิมะสีขาวให้เต็มสองตาสักครั้งในชีวิต

“หวังว่าวันนี้จะได้ยินข่าวดี” ผมแอบลุ้นในใจ (หลังจากกินแห้วไปแล้ว 2 วันก่อนหน้า) พร้อมกับรีบกดมือถือเข้าไปดูบรรยากาศผ่าน Shirakawa-go Live

ตึกตัก ๆ เสียงหัวใจของผมกำลังเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น เมื่อมองเห็นภาพที่ปรากฏผ่านหน้าจอมือถือสี่เหลี่ยมตรงหน้า กับภาพหิมะสีขาวที่กำลังตกลงมายังหมู่บ้านชิราคาวาโกะอย่างไม่ลืมหูลืมตา ผมยิ้มให้กับภาพตรงหน้าด้วยความดีใจ ก่อนลุกไปทำธุระส่วนตัว ลงไปทานอาหารเช้า พร้อมกับเช็กเอาต์ออกจากที่พัก

“นับว่ายังโชคดีที่พอจะมีแต้มบุญเหลืออยู่บ้าง” ผมกระซิบบอกกับตัวเองในใจ ก่อนรีบเดินต่อไปยังสถานีรถบัส

เริ่มต้นออกเดินทางตามความฝัน

ภาพเบื้องหน้าในตอนนี้เนืองแน่นไปด้วยกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มารอขึ้นรถบัสไปยังจุดมุ่งหมายเดียวกัน ผมรู้ได้เลยว่านักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ ก็คงเฝ้ารอวันนี้เช่นกัน ไม่รอช้า ผมรีบเดินไปต่อท้ายแถว ก่อนหยิบเอาตั๋วใบสี่เหลี่ยมขึ้นมา และตรวจสอบเส้นทางการเดินทางให้แน่ใจอีกครั้ง

ภายหลังที่ยืนรอและมองเห็นคนตรงหน้าค่อย ๆ ทยอยเดินขึ้นรถบัสไปคันแล้วคันเล่า ในที่สุดผมก็ได้ยืนตำแหน่งหัวแถว พร้อมกับรีบยื่น SHORYUDO Bus Pass (ตั๋วแบบเหมาสำหรับท่องเที่ยวด้วยรถบัสแบบไม่จำกัดเที่ยว ในระยะเวลาและเส้นทางที่กำหนด) ที่กำลังจะหมดอายุวันนี้พอดี ให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบ ก่อนจัดเก็บสัมภาระและหาที่นั่ง โดยระยะทางจากเมืองทาคายาม่า (Takayama) ที่ผมอยู่ตอนนี้ไปยังหมู่บ้านชิราคาวาโกะใช้เวลาเดินทาง 50 นาที โดยประมาณ

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือในจังหวัดกิฟุ (Gifu) ประกอบไปด้วยบ้านเรือนรูปร่างแปลกตาที่มีอายุเก่าแก่กว่า 200 – 300 ปี กระจายไปในแนวเหนือ-ใต้ ตามที่ราบแคบ ๆ ขนานไปกับแม่น้ำโชกาวะ (Shokawa River) โดยมีบ้านลักษณะเฉพาะ เรียกว่า ‘บ้านแบบกัสโชสึคุริ’ (Gassho-Zukuri) ซึ่งเป็นบ้านแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม

ชื่อนี้ได้มาจากคำว่า ‘กัสโช’ ซึ่งแปลว่า พนมมือ ตามรูปแบบของบ้านที่หลังคาชันถึง 60 องศา มีลักษณะคล้ายสองมือที่พนมเข้าหากัน ทั้งนี้ เนื่องจากทำเลที่ตั้งอยู่ในหุบเขาที่มีภูเขาสูงล้อมรอบทุกด้าน ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ชาวบ้านแถบนี้จึงพัฒนาสังคมและวิถีชีวิตแตกต่างไปจากชุมชนอื่นในญี่ปุ่นมาช้านาน โดยในอดีตชุมชนแห่งนี้ยังชีพด้วยการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย

ในปี 1995 หมู่บ้านนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมโดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ที่นี่จึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของภูมิภาค บ้านเรือนต่าง ๆ แปรสภาพกลายเป็นร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ และบ้านพักค้างคืนแบบโฮมสเตย์ เรียกว่า Minshuku เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์และสัมผัสความเป็นอยู่ของชาวบ้าน

เที่ยวชมรอบหมู่บ้าน

หลังจากตื่นตาตื่นใจไปกับภาพบรรยากาศสวย ๆ ระหว่างทาง ในที่สุดรถบัสก็พาผมมาถึงยังจุดหมาย ซึ่งภายหลังจากนำสัมภาระไปเก็บที่จุดบริการรับฝากสิ่งของแล้ว ก็ถึงเวลาเริ่มเดินทางสำรวจพื้นที่รอบ ๆ หมู่บ้าน

เมื่อได้เดินชมบ้านไม้โบราณที่อยู่ตรงหน้า ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นคงเป็นความรู้สึกทึ่งในการออกแบบโครงสร้างของตัวบ้านซึ่งงดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะ ภายใต้หลังคาทรงสูงจากภายนอก เมื่อเข้าไปข้างในจะแบ่งเป็นชั้น ๆ ตั้งแต่ 2 – 4 ชั้น เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอย ส่วนชั้นล่างเป็นที่อยู่อาศัย

ส่วนหลังคา ชาวบ้านใช้วัสดุท้องถิ่นที่หาได้ไม่ยากมาใช้มุงหลังคา ประกอบด้วยเศษไม้ ต้นไผ่ ดินเหนียว และหญ้า โดยอาจมีความหนาถึง 1 เมตร เพื่อรองรับน้ำหนักหิมะและป้องกันไม่ให้น้ำซึมทะลุเข้ามาในบ้าน และเนื่องจากหลังคาพวกนี้ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่ในทุก 20 – 30 ปี ซึ่งการมุงหลังคาใหม่จะทำในช่วงฤดูใบไม้ผลิ หลังจากที่หิมะละลายหมดแล้ว โดยอาศัยแรงงานจากชาวบ้านช่วยกัน

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย
หลังคาบ้านที่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ ออกแบบเป็นทรงแหลมสูงลาดลงด้านข้าง เพื่อช่วยให้หิมะและน้ำฝนไหลลงมาตามหลังคา

ท่ามกลางอากาศหนาวและมีหิมะตกลงมาเป็นระยะ ๆ ทางเดินบนถนนในตอนนี้จึงเต็มไปหิมะสีขาวโพลนตลอดเส้นทาง หลังจากที่ผมเดินสัมผัสความนุ่มของเกล็ดหิมะฟู ๆ มาได้สักพัก ก็เดินมาพบกับสถานที่สำคัญของหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง นั่นคือ ‘ศาลเจ้าชิรากาวะ ฮาจิมัง’ (Shirakawa Hachiman Shrine) ซึ่งเป็นศาลเจ้าชินโต เมื่อได้เข้าไปแล้วก็รู้สึกว่าที่นี่เงียบสงบและร่มรื่นมาก

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย
หิมะสีขาวโพลนที่เต็มไปด้วยรอยเท้าของนักท่องเที่ยว
เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย
ศาลเจ้าชิรากาวะ ฮาจิมัง (Shirakawa Hachiman Shrine)

สำหรับไฮไลต์ของสถานที่ท่องเที่ยวในหมู่บ้านนี้ที่ไม่ควรพลาดอีกที่ นั่นคือบ้านโบราณ 3 หลังที่เรียงติดกัน เป็นจุดเช็กอินที่นักท่องเที่ยวพากันมาแวะเวียนไม่ขาดสาย ในช่วงที่ผมเดินไปถึงมีหิมะตกลงมาพอดี จึงได้ภาพบรรยากาศที่งดงามไปอีกแบบ นอกจากนี้ยังมี ‘บ้านโบราณวาดะ’ (Wada House) ซึ่งเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาและเรียนรู้การใช้ชีวิตของคนท้องถิ่นในอดีต

ทั้งนี้ แม้ว่าบ้านหลายหลังในหมู่บ้านชิราคาวาโกะจะเปิดให้เข้าชมเป็นสาธารณะ แต่อีกหลายหลังก็เป็นพื้นที่ส่วนบุคคล และดำรงวิถีชีวิตเหมือนดั่งในอดีต

บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
ภาพบรรยากาศบ้านเรือนในระหว่างเดินชมหมู่บ้านที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ
บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
บ้านโบราณ 3 หลัง (Shirakawa-go Three Houses)
บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
บ้านโบราณวาดะ (Wada House)

จุดชมวิว

ภายหลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบ ๆ หมู่บ้านจนอิ่มอกอิ่มใจแล้ว ผมเดินต่อไปยังจุดชมวิว ซึ่งต้องเดินขึ้นเนินชัน จึงต้องบังคับให้ตัวเองค่อย ๆ ก้าวเดินช้า ๆ เพื่อทรงตัวไม่ให้ลื่นล้มบนพื้นถนนที่เต็มไปด้วยหิมะ

บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
กิ่งไม้และต้นไม้แต่งแต้มไปด้วยหิมะสีขาว

หลังจากใช้เวลาเดินขึ้นเนินมาได้สักพักใหญ่ ในที่สุดผมก็มาถึงจุดชมวิว ซึ่งที่นี่ในแต่ละฤดูจะมีความงดงามแตกต่างกันไป เช่น ช่วงฤดูใบไม้ผลิ จะมองเห็นต้นซากุระสีชมพูบานสะพรั่ง หรือในฤดูใบไม้ร่วง จะมองเห็นใบไม้เปลี่ยนสี ช่วยแต่งแต้มสีสันไปทั่วทั้งภูเขา 

และในช่วงฤดูหนาว จะมีการจัดงานประดับไฟที่หมู่บ้านชิราคาวาโกะ (Shirkawa-go Light Up) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของการท่องเที่ยว จัดขึ้นเฉพาะวันอาทิตย์ ช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์เท่านั้น และต้องจองล่วงหน้าก่อนเข้าชม

สายลมพัดโชยเอาเกล็ดหิมะที่กำลังตกลงมาลอยละล่องในอากาศอีกครั้ง หมู่บ้านชิราคาวาโกะในตอนนี้เต็มไปด้วยหิมะสีขาวโพลน แม้ว่าตัวเลขอุณหภูมิจะลดต่ำลงไปเรื่อย ๆ จนร่างกายสัมผัสได้ถึงความเหน็บหนาว แต่ภายในใจของผมตอนนี้กลับอบอุ่น เมื่อได้ใช้เวลาดื่มด่ำไปกับภาพตรงหน้าที่กว้างไกลสุดสายตา ก่อนที่ผมจะเผลอยิ้มออกมาด้วยความสุขใจ

บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
ภาพแห่งความทรงจำ
ข้อมูลอ้างอิง
  • องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น 
  • Shirakawa village office
  • Gifu Prefecture Tourism Federation 
  • สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ธนวันต์ วนาภรณ์

ธนวันต์ วนาภรณ์

เภสัชกรที่ชอบความเป็นธรรมชาติ ชอบเวลาได้เดินทาง เพราะจะได้เรียนรู้โลกกว้าง และชอบการเป็นครูอาสา จึงทำเพจของตัวเองที่มีชื่อว่า ครูอาสานอกห้องเรียน (The Journey Memory)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load