ในหนึ่งวัน คนเราควรมีเวลาทำสิ่งที่รักสักกี่นาที กี่ชั่วโมง

8 ชั่วโมงแรกสำหรับเวลาทำการ 8 ชั่วโมงถัดมาสำหรับการพักผ่อน 2 ชั่วโมงสำหรับการเดินทาง และ 3 ชั่วโมงสำหรับการปฏิบัติภารกิจประจำวัน ยังไม่นับเวลาสำหรับครอบครัว เพื่อน และคนที่รัก

สิ่งหนึ่งที่เรามักจะพบในคนที่ประสบความสำเร็จและมีความสุขในชีวิต คือ การบริหารเวลาที่ทำให้เขาหรือเธอทำหน้าที่และสิ่งที่รักที่ฝันได้อย่างลงตัว 

หนึ่งในนั้นคือ ตุ๊กตา-พนิดา เอี่ยมศิรินพกุล

ตุ๊กตาเป็นคนทำหนังสือ ที่จะไม่มีวันเลิกทำหนังสือ เธอบอกเราอย่างนั้น

อดีตนักเรียนออกแบบเริ่มต้นอาชีพในวงการสื่อสิ่งพิมพ์ด้วยการเข้ามาเป็นหนึ่งในทีมก่อตั้งนิตยสาร Hamburger ก่อนได้รับโอกาสสำคัญให้เป็นบรรณาธิการบริหารนิตยสาร Knock Knock! บรรณาธิการสำนักพิมพ์ Polkadot พร้อมๆ กับเป็นนักเขียนเจ้าของผลงานซีรีส์ กุ๊กกิ๊กไกด์ หนังสือเดินทางที่ชวนให้เราหลงใหลในของกระจุกกระจิก

ปัจจุบัน ตุ๊กตายังคงเขียนและทำหนังสือที่รักอย่างต่อเนื่อง เป็นผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารของสำนักพิมพ์ยาหยีของตัวเอง เป็นแม่และภรรยาที่ได้ทำงานที่รัก

คุณอาจจะคิดว่าเธอโชคดีที่ได้ทำงานที่สนุก แวดล้อมด้วยผู้คนมากมาย มีไลฟ์สไตล์ที่ใครๆ ก็ฝันถึง มีครอบครัวและลูกที่น่ารัก 

โชคดีก็เรื่องหนึ่ง แต่ถ้าไม่เตรียมตัวเองให้พร้อมรับโอกาสที่เข้ามาตลอดเวลา หรืออ้างเรื่องเวลาอย่างใคร เธอก็คงไม่ได้ทำในสิ่งที่หล่อหลอมตัวเธออย่างวันนี้

ฐานะที่เป็นแฟนหนังสือที่เติบโตมาพร้อมกับนิตยสารของเธอ ขอสารภาพว่าความกุ๊กกิ๊กที่มีนี้ได้แรงบันดาลใจจากเธอทั้งสิ้น แม้กระทั่งเป็นแม่เต็มเวลาแล้ว เธอก็ยังมีวิธีสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คุณแม่ยุคใหม่ให้ลุกขึ้นมาสดใสเป็นตัวเองอย่างเต็มที่ ผ่านงานเขียนของเธอในช่องทางต่างๆ จนคนไม่มีลูกอย่างเรายังรู้สึกอิจฉา

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา มาฟังเรื่องราวของเธอผู้ทำสิ่งต่างๆ ด้วยความรัก จากคนที่ไม่เคยรู้แม้แต่ความฝันของตัวเอง เธอรู้จักตัวเองจากการหยิบชิ้นส่วนที่อยู่รอบตัวมาค่อยประกอบร่าง ไม่เคยปิดกั้นตัวเองให้ลงมือทำสิ่งที่ฝัน ที่น่าสนใจคือเธอเอาเวลาจากไหนมาทำหลายสิ่งหลายอย่าง ทำให้จักรวาลความกุ๊กกิ๊กของเธอไม่มีที่สิ้นสุด

จากนั้นพบกับบทสัมภาษณ์แรกในชีวิตของ ชื่นใจ ภูมิรัตน เด็กหญิงผู้เป็นความรักและความฝันของตุ๊กตา

ตุ๊กตา พนิดา ตุ๊กตา พนิดา

อะไรคือความยากของการเป็นแม่เต็มเวลาที่ชอบทำงาน

คำถามที่ตอบยากที่สุดหลังจากลาออกจากงานมาเป็นแม่เต็มเวลาคือ ตอนนี้ทำอะไรอยู่

ไม่รู้จะตอบว่าอะไร พอตอบว่าดูแลลูกก็ฟังดูเหมือนเราไม่มีอะไรทำ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วไม่เลย งานอาชีพแม่คือหนักที่สุด จริงๆ เราก็ยังเป็นบรรณาธิการ เป็นนักเขียน ยังเป็นทุกอย่างที่เราเคยเป็นเพียงแค่ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง  ใครมาให้ทำอะไร ถ้าทำได้ก็ทำให้หมด ทำคอนเทนต์ออนไลน์ เขียนหนังสือ มีสำนักพิมพ์เป็นของตัวเอง เพียงแต่ทุกอย่างไม่ได้มีเป้าหมายที่กำหนดชัดเจนเหมือนเดิมว่า 1 ปีต้องออกหนังสือกี่เล่ม

จากเดิมในแต่ละปีจะมีงานที่ทั้งเขียนเองหรือเป็นบรรณาธิการเล่มอย่างน้อย 12 – 15 เล่ม แต่พอมาทำสำนักพิมพ์เองซึ่งมีแค่เรากับ พี่ป่าน (นิตตา ชินาลัย) คนหนึ่งเขียนอีกคนวาด ทำธุรกิจแบบคนที่ไม่ถนัดทั้งคู่ แต่เราก็ยังคงทำสำนักพิมพ์ต่อไป เพราะเป็นความฝันและความรักในอาชีพ ถามว่าได้เงินร่ำรวยไหม ก็ไม่เลย สิ่งหนึ่งที่แน่ใจคือ เราจะไม่มีวันหยุดทำสิ่งนี้

เพราะอะไร

เพราะเป็นสิ่งที่เรารักที่สุด เราเชื่อว่าถ้าไม่มีคนทำ วันหนึ่งสิ่งเหล่านี้ก็คงจะหายไป อย่างน้อยๆ เราจะขอยืนอยู่ในฝั่งที่เป็นคนทำมันไปตลอด

ตอนไหนที่คุณรู้ตัวว่าชอบทำหนังสือ

โดยทั่วไป คนทำงานกองบรรณาธิการมักจะเป็นคนในสายงานอักษรศาสตร์หรือวารสารศาสตร์ เป็นความโชคดีของเราที่ พี่โหน่ง (วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์) มองเห็นและให้โอกาสเรา ซึ่งพอได้เข้ามาทำนิตยสาร Hamburger เราก็รู้ว่านี่คืองานที่เราต้องการ เราไม่ได้อยากเป็นแค่อาร์ตไดเรกเตอร์ ซึ่งไม่ได้ต่างจากสิ่งที่เรียนมา ในวิชาเรียนออกแบบหนังสือเราเป็นเจ้าของโปรเจกต์ที่เริ่มต้นและจบงานด้วยตัวเอง การทำนิตยสารทำให้เราได้ใช้ศาสตร์อื่นๆ ที่มีอยู่ในตัวเราตั้งแต่เด็ก โดยหน้าที่ที่มากกว่านั้นคือการบริหารจัดการอย่างไรก็ได้ให้หนังสือออกมาให้ได้ดีที่สุด ซึ่งเราสนุกและชอบทุกกระบวนการของการทำหนังสือ ชอบเวลาเปิดเล่ม-ปิดเล่มแบบนั้น

เป็นบรรณาธิการบริหารครั้งแรก ยากไหม

ตอนนั้นเราไม่ได้รู้สึกว่ายาก แต่รู้สึกว่าท้าทายเพราะก็รู้ตัวว่ายังเด็ก ตอนเริ่มงานบรรณาธิการบริหารอายุประมาณ 24 แต่เรื่องที่ทำเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรา เราเคยผ่านมาแล้วทั้งนั้น เช่น เล่มแรกของ Knock Knock! คือเรื่องดาวโรงเรียน เล่มที่ 2 เรื่องทอมบอย โดยกลุ่มเป้าหมายของหนังสือคือเด็กมัธยม ซึ่งอายุเราห่างจากคนอ่านไม่เกิน 10 ปี เราจึงทำหนังสือผ่านการใช้ความรู้สึกที่เคยผ่านช่วงเวลาเหล่านั้น จน Knock Knock! กลายเป็นนิตยสารวัยรุ่นที่ประสบความสำเร็จ

จากวันนั้นจนวันนี้ คนที่เคยติดตามนิตยสาร Knock Knock! เขาก็ยังติดตามนิตยสารมาเรื่อยๆ สำหรับเราเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เราโตมาพร้อมๆ กับคนอ่านของเรา และช่วงเวลาและจังหวะชีวิตที่ทำให้เราได้เปลี่ยนรูปแบบการทำงานบ้างนิดๆ หน่อยๆ ตลอดเวลาที่ทำงานประจำมา ไม่ได้เปลี่ยนสายงานเลย ยังคงอยู่ในบริษัทเดิมทำงานที่แรกและที่เดียวที่นี่

งานที่ผ่านมาทั้งหมดส่งผลต่อชีวิตของคุณยังไง

งานทำให้เราแยกเรื่องงานและชีวิตส่วนตัวออกจากกันไม่ได้

อะไรคือข้อดีและข้อเสียของการที่งานและเรื่องส่วนตัวเป็นเรื่องเดียวกัน

เราไม่รู้ว่าเป็นข้อเสียมั้ย แต่ข้อดีก็คือทุกสิ่งที่ทำในวันนั้น เมื่อมาถึงวันนี้ก็ยังเป็นเรื่องเดียวกันอยู่เพราะเป็นเรื่องที่เราสนใจ สิ่งที่เราพูดออกไปคือสิ่งที่เราเป็น ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน งานภาพ หรืองานวิดีโอ ทั้งหมดเป็นตัวเราทั้งนั้น

ข้อเสียก็คือ เราไม่รู้ว่าเรื่องที่เราสนใจจะหมดลงเมื่อไหร่ หรือบ่อยครั้งก็คิดว่าเรากำลังขายตัวเองตลอดเวลาหรือเปล่า ตอนทำงานนิตยสารเราเคยคิดว่าแต่ละปีที่เราคิดหัวข้อของหนังสือครบทั้ง 12 เล่มประจำทั้ง 12 เดือนแล้วปีหน้าจะทำอะไรดี เพราะทุกอย่างที่มีถูกใช้ออกไปหมด แต่พอผ่านไปปีหน้าก็มีเรื่องมาให้ทำใหม่ เป็นอย่างนี้ไป 4 – 5 ปี ก็ยังทำได้ หรือตอนทำสำนักพิมพ์ polkadot เราก็คิดว่าทุกอย่างถูกใส่ไปหมดแล้ว ถ้าเกิดช่วงที่ความคิดถึงทางตันจะทำอย่างไร ซึ่งก็ไม่เคยถึงจุดนั้นนะ ยังคงไปต่อได้เรื่อยๆ เพราะมีเรื่องใหม่ๆ ถูกใส่เข้ามาในตัวเราเพิ่มเติมทุกวันๆ

วิธีที่คุณใช้ในการทำความรู้จักความต้องการของตัวเอง

อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเรา ทั้งจากคุณแม่ เพื่อนในวัยเด็ก คนและสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวของเรา หล่อหลอมจนรู้ว่าตัวเราเป็นอะไร เราเป็นใคร ชอบหรือไม่ชอบอะไร ย้อนกลับไปสมัยยังเป็นเด็ก เราไม่ชอบอ่านหนังสือเรียนเลย แต่ชอบอ่านหนังสือนอกเวลาเรียนมากๆ เช่น จดหมายจากลอนดอน ปุลากง เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก ได้คะแนนเต็มหรือเกือบเต็มตลอดสวนทางกับวิชาเรียนอื่น จุดเปลี่ยนของชีวิตคือการเรียนออกแบบนิเทศศิลป์ (คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ) ไม่เพียงรักทุกวิชาที่ได้เรียน จากเด็กเรียนไม่เก่งก็กลายเป็นคนที่ได้ A เกือบทุกวิชา เริ่มรู้สึกดีกับตัวเอง เพราะเราเริ่มเห็นตัวเอง

หลังจากแสดงงาน Thesis ซึ่งเราทำหนังสือชื่อ มือใหม่ไหว้เจ้า เป็นคู่มือไหว้เจ้าแต่ละเทศกาลสำหรับคนรุ่นใหม่ ทั้งย่อยข้อมูลและทำรูปเล่มออกมาอย่างสนุก ก็มีคนติดต่อให้ไปทำงานเป็นกราฟิกตามที่ต่างๆ แต่สุดท้ายเราเลือกไปทำงานกับพี่โหน่ง แม้เงินเดือนเริ่มต้นจะน้อยกว่าที่อื่นๆ เกือบครึ่ง จำได้ดีว่าเงินเดือนเริ่มต้นคือ 8,500 บาท

ทั้งๆ ที่มีประตูให้เลือกหลายบาน อะไรทำให้ตัดสินใจแบบนั้น

เราเลือกจากสิ่งที่เราอยากรู้อยากลอง มันไม่มีอะไรจะเสีย สำหรับเราเรื่องนี้จำเป็นมากที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะรู้ว่าตัวเองเป็นยังไง ชอบไม่ชอบอะไร นี่เป็นโจทย์สำคัญที่เราตั้งไว้ว่าชื่นใจจะต้องรู้จักตัวเองให้ได้ สำคัญมากกว่าจะต้องเรียนเก่งเสียอีก

การวนเวียนอยู่ในเรื่องที่ตัวเองชอบมีข้อดีคือทำให้ตัวตนชัดเจนขึ้น แต่นั่นทำให้เราไม่สามารถออกไปจากจุดเดิมๆ ได้เลยหรือเปล่า

ทุกอย่างในชีวิตวนเวียนๆ อยู่กับเรื่องเดิมๆ ทั้งหมดเลย ไม่ได้ออกไปไหนไกล หนังสือเล่มแรกที่ทำให้สำนักพิมพ์ polkadot คือหนังสือ It Bag เป็นไอเทมที่ชอบเป็นการส่วนตัว กระเป๋า รองเท้า ที่อยู่ใน polkadot ทุกเล่มมันคือเราหมดเลย ท่องเที่ยว เครื่องเขียน เครื่องประดับ งานเย็บปักถักร้อย หรืองานบ้าน และเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร อย่างในนิตยสาร Knock Knock! จะมีแจกแพตเทิร์นตัดเย็บเสื้อผ้าแบบในนิตยสารสตรีสารยุคก่อน เพราะเราโตมากับหนังสือเหล่านั้นซึ่งซึมซับมาจากแม่อีกที ก็ถ่ายทอดต่อมาเป็นอย่างนี้

กับสิ่งที่ไกลจากตัวเราในเวลาหนึ่ง วันนี้เราก็กำลังเก็บสิ่งเหล่านั้นกลับมา จะบอกว่าไม่ท้าทายก็ไม่เชิง เพราะเรามีเรื่องท้าทายตัวเองอยู่เรื่อยๆ ไม่ได้เป็นคนที่กลัว ต้องอยู่ใน Comfort Zone ตลอด

เคยรู้สึกเสียดายกับสิ่งที่คุณไม่ได้เลือกบ้างไหม

มีนะ มีหลายเรื่องที่เรารู้จักช้าไป คิดเสียดายว่าควรจะรู้เสียตั้งนานแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตัวเองไม่ได้ขวนขวายด้วย หรือเรื่องนั้นไม่ได้เดินมาแล้วตรงกับจังหวะชีวิตพอดี แต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต

ตอนที่เราเรียนมัธยมหรือเรียนมหา’ลัย เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าโลกนี้มี Work and Travel ถ้าเรารู้เราต้องไม่พลาดแน่ๆ แต่เราโอเคนะ เพราะวันนี้เราก็ได้ทำเรื่องที่คล้ายๆ กันในรูปแบบอื่น ในเวลาอื่น

แล้วเคยรู้สึกไม่เหมือนเดิมกับสิ่งที่เคยชอบมากๆ บ้างหรือเปล่า

มีเหมือนกันที่เกิดความรู้สึกไม่กรี๊ดแล้ว ยิ่งเดินทางบ่อย จากที่เคยชอบร้านประมาณนั้นหรือกรี๊ดร้านประมาณนี้เมื่อ 10 – 15 ปีก่อน พอวันนี้ความตื่นเต้นมันน้อยลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราไม่เห็นความแตกต่าง จริงๆ ความต่างเพียงเล็กน้อยก็กระตุ้นความสนใจกลับมาได้ อีกส่วนคงเป็นเพราะเราโตขึ้นความสนใจก็เปลี่ยนไป และผลของความไม่กรี๊ดจะทำให้เขียนไม่ค่อยออก ซึ่งเราเป็นคนเขียนหนังสือจากความรู้สึกมากๆ มีช่วงที่ใครๆ ต่างก็ออกหนังสือเดินทางกันหมด เราก็แอบกังวลเล็กๆ แต่เรารู้ว่ามีคนที่ชอบเราที่เป็นแบบนี้อยู่ เมื่อไม่เน้นปริมาณอันไหนที่เราไม่รู้สึกเราก็ไม่เขียนถึงหรือพูดถึง

แม้จะวนเวียนอยู่กับสิ่งที่ชอบซ้ำๆ แต่ทำไมเราถึงเห็นคุณทำหลายสิ่งหลายอย่างอยู่ตลอดเวลา

เราเป็นคนที่ชอบหาเวิร์กช็อปหรืองานอดิเรกใหม่ๆ มาก เมื่อมาคิดดูดีๆ ว่าชีวิตเราผ่านช่วงต่างๆ มาได้ยังไง ก็พบว่าที่ผ่านมาเรามีงานอดิเรกเป็นสิ่งที่ชุบชีวิตทำให้ตัวเองกลับมามีแรงได้ใหม่เสมอ เมื่อไหร่ที่ทำงานแล้วเหนื่อยเรามักจะมีสิ่งอื่นให้ทำ 

คุณมีวิธีเลือกงานอดิเรกยังไง

เลือกตามความชอบ ความสนใจ จะเย็บสมุดหรือคัดลายมือก็ลองดู บางเรื่องที่ลองแล้วชอบสิ่งนั้นก็จะอยู่กับเราไปเลย บางเรื่องก็ชอบแต่ทำได้เท่าไหร่ก็ไม่ดี เช่น การทำขนม เรารู้ตัวเลยว่าไม่มีพรสวรรค์ ต่อให้ใจรักแค่ไหนก็ทำไม่ได้ ตั้งแต่เด็กแล้วที่เราฝึกเย็บผ้าและทำขนมด้วยตัวเอง ซึ่งต่อให้อ่านแพตเทิร์นภาษาญี่ปุ่นไม่ออกก็พอจะเย็บเสื้อผ้าได้จากรูปประกอบ แต่กับขนมต่อให้ทำตามสูตรทุกอย่างก็ออกมาแบบไม่ได้มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง จึงได้แต่สรุปกับตัวเองว่าไม่มีพรสวรรค์เรื่องขนมจริงๆ เรื่องอื่นเราเป็นคนไม่ยอมแพ้นะ แต่เรื่องนี้เราขอยอมรับ ทุกวันนี้เราก็ยังพยายามอยู่ อยากมีสักเมนูสองเมนูที่ทำแล้วรู้สึกกรี๊ดกับตัวเอง

มีงานอดิเรกไหนบ้างที่ดูไม่น่าจะเป็นตัวคุณ แต่เมื่อลองทำแล้วกลับเปลี่ยนความคิดของคุณได้

ปลูกต้นไม้ แต่ก่อนคิดว่าเป็นคนปลูกต้นไม้ไม่ขึ้น ซึ่งจริงๆ แล้วที่ปลูกต้นไม้แล้วตายเป็นเพราะเราใส่ใจมันไม่มากพอ จนวันนี้เริ่มเข้าใจว่าต้นไม้เหมือนคนมากๆ เรื่องที่ต้องการคนรู้ใจมาดูแล ว่าฉันต้องการหรือไม่ต้องการแดดแค่ไหน ฉันต้องการน้ำแล้วนะ แม้พูดไม่ได้แต่ก็แสดงออกให้เราเห็น ไม่ถึงกับประสบความสำเร็จแต่เราชอบที่จะเรียนรู้ ตอนดอกไม้ออกดอกเป็นช่วงเวลาที่เรายืนมองอย่างมีความสุข พี่บอยยังเคยแซวว่าอยากให้เรามองเขาด้วยสายตาแบบเดียวกับที่ยืนมองดอกไม้บ้าง (ยิ้ม)

กับงานครัว คุณมีวิธีหาแรงบันดาลใจอย่างไรให้รู้สึกสนุกทุกครั้งเมื่อได้ทำ

ครัวเป็นอาณาจักรเล็กๆ ของเราในบ้าน เราชอบจาน ชาม เครื่องครัว ทั้งหมดนี้อยู่ในชีวิตเรามาโดยตลอดซึ่งมาจากแม่อีกเหมือนกัน เรามีความสุขเมื่อได้ใช้จานชามแก้วน้ำที่ชอบ ชอบสะสมด้วย โดยทุกอย่างจะถูกจัดวางไว้ในแบบที่เราชอบ เราไม่ได้วางเพื่อโชว์ให้ใครเห็น แต่วางเรียงกันไว้โดยที่รู้เองว่าเราอยากให้ชิ้นไหนอยู่ข้างหน้าข้างหลัง เพราะอยากเห็นและชอบที่จะเห็น เวลาเดินทางเรามักจะมีจานชามหรือเซรามิกเล็กๆ น้อยๆ ติดมือกลับมาด้วยเสมอ ชอบเดินตลาดเจอช้อน ส้อม ผ้าปูโต๊ะ แล้วตามตลาดพวกนี้เหมือนเป็นมิวเซียมไลฟ์สไตล์สำหรับเรา ได้เห็นชีวิตของแต่ละครัวเรือน แต่ละยุคสมัย

การชวนลูกเข้าครัวก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้สนุกกับงานครัว

เมื่อก่อนเรากับชื่นใจทำ เข้าครัวตัวจิ๋ว เป็นหนังสือและคลิปสอนทำอาหารร่วมกันสั้นๆ ซึ่งตอนนี้ที่โรงเรียนของชื่นใจก็ให้เด็กๆ ทำอาหารทานกันเองด้วย เขาเองโตพอที่จะทำตั้งแต่เริ่มต้นจนจบได้ด้วยมือของตัวเอง

สำคัญคือ ไม่ทำอะไรที่เกินความเป็นตัวเอง โลกทุกวันนี้ทำให้เราเห็นชีวิตคนอื่นเยอะมาก

เราเห็นคนที่ทำอาหารเอง สวยน่ากินไปหมด หรือเห็นใครเข้าร้านอาหารสวยๆ ตลอดเวลา ซึ่งการเห็นชีวิตคนอื่นมากไปก็เป็นการรบกวนตัวเอง รู้สึกอยากเป็นอย่างเขาได้ ไม่ผิด แต่ถ้าการทำอาหารสักมื้อทำให้คุณต้องรื้อทั้งครัว งัดหม้อไหกระทะจานชามสวยๆ มาใช้ทั้งหมด มันคงเหนื่อยเกินไป คงจะดีกว่าถ้ารู้จักตัวเอง รู้วิธีการ รู้ความต้องการของตัวเอง แล้วทำมันออกมาในแบบของตัวเอง

อีกอย่างเราให้ความสำคัญกับการแบ่งเวลามาทดลองทำสิ่งที่ฝัน จนทำได้ดี แม้จะไม่มีพรสวรรค์ด้านการทำขนม แต่เรื่องการทำอาหารเราว่าเราทำได้เพราะฝึกฝนมาตั้งแต่เด็กๆ มันวนเวียนกับเรื่องพวกนี้ ไปตลาดกับพ่อ ทำกินเสร็จแล้วก็ต้องเก็บล้างทำงานบ้านกันเองพี่น้องแบ่งงานกัน ซึ่งงานที่เรามักเลือกขอทำคือล้างจาน ต้องใช้น้ำยาล้างจานที่ดีทำให้ไม่ต้องล้างหลายที

โลกที่เปลี่ยนไปส่งผลกับการทำงานของคุณยังบ้าง

แม้จะมีเครื่องมือใหม่ๆ ให้ลองทำมากมากมาย แต่หลายอย่างก็ไม่เหมาะกับเรา เคยจะลองทำ Vlog แล้วแต่ไม่ถนัดเลย และในวันนี้ที่แทบจะไม่เหลือคนทำเว็บไซต์แล้วเพราะใช้พลังสูงกว่ามาก เราก็เลือกที่จะเขียนบทความลงเว็บไซต์ https://smileplease.mom ของตัวเอง คนอาจจะมองว่าเชยมาก แต่เราทำแล้วมีความสุข ในชีวิตเราควรมีบางอย่างที่ทำเพื่อความสุขของตัวเราเอง แล้วถ้าสิ่งที่เราทำมันเป็นประโยชน์กับคนอื่นได้ด้วย ทำให้คนอื่นได้สาระบันเทิง ผ่อนคลายไปกับเราด้วย มันคือพลังงานสำหรับเรานะ เคยมีคนอ่านบอกว่า ขอบคุณมากที่ทำเว็บไซต์แม่ยิ้มออกมา เพราะมีที่ให้เขาพักใจอันยุ่งๆ เข้ามาอ่านแล้วเขาได้ยิ้มกลับไป ฟังแล้วมีความสุขนะ

ตุ๊กตา พนิดา

ยิ้มของแม่อยู่ที่แม่ยิ้ม?

เราทำเว็บไซต์แม่ยิ้ม หรือ smileplease.mom ขึ้นมา เมื่อให้โลกของแม่ยิ้ม โลกรอบตัวของแม่ก็จะยิ้มไปด้วย เรากำลังพูดถึงเรื่องอะไรก็ตาม เรื่องความสวยงาม แฟชั่น งานอดิเรก หรือเรื่องที่ส่วนตัวมากๆ ของแม่ที่ให้แรงบันดาลใจ ไปจนถึงเรื่องความสุขจากการเดินทางคนเดียวหรือการยอมตัดเรื่องอื่นๆ ออกไปจากชีวิต

การที่แม่จะมีเวลาหรือชีวิตของตัวเองบ้างไม่ใช่เรื่องผิดนะ บ่อยครั้งที่คนเป็นแม่ทุ่มทุกอย่างที่มีให้คนที่รักหมดจนลืมตัวเอง ลืมสิ่งที่เคยชอบ เราคิดว่าในหนึ่งวันแม่ควรจะมีเวลาน้อยที่สุดก็สัก 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมงที่จะเป็นตัวของตัวเอง เราเชื่อเสมอว่าทุกคนมีชีวิตของตัวเอง ลูกมีชีวิตของตัวเอง สามีมีชีวิตของตัวเอง เราก็มี เพียงแต่ว่าเราต่างมีชีวิตที่ทับซ้อนกันอยู่ จำเป็นที่จะต้องมีน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตของแม่ให้มีชีวิตชีวา เพื่อที่จะทำอย่างอื่นหรือดูแลโลกใบอื่นได้

อะไรคือเป้าหมายที่ตั้งไว้เมื่อเริ่มต้นเขียนบทความหรือหนังสือเล่มใหม่

แม้จะเป็นเพียงบทความ แต่เรายังใช้วิธีคิดและกระบวนทำงานไม่ต่างจากหนังสือ ในการพิมพ์หนังสือแต่ละครั้งใช้ทรัพยากรธรรมชาติเยอะ ยิ่งทำให้ต้องคิดมากขึ้น วันนี้มีหนังสือที่เขียนเสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้พิมพ์ออกมา ทั้งคิดถึงต้นทุนราคาขาย จำนวนที่พิมพ์ วิธีขาย มีเรื่องที่ต้องระวังหลายอย่าง หนังสือเล่มล่าสุดยังคงเป็นซีรีส์กุ๊กกิ๊กแฟมิลี่ไกด์ หนังสือนำเที่ยวเพื่อการเที่ยวกันเป็นครอบครัว ตั้งแต่สถานที่และกิจกรรมสำหรับใช้เวลาร่วมกัน ร้านรวงโปรดของคุณแม่และคุณพ่อ

ความยากของการทำหนังสือนำเที่ยวในยุคนี้

เหมือนจะง่ายแต่ก็ไม่ได้ทำกันง่ายๆ แค่ดูลูกก็เหนื่อยแล้ว นี่ถ่ายรูป กลับมาต้องมาเขียนอีก ซึ่งเราจะรู้ของเราในหัวว่าเรื่องไหนจะเขียน แต่เราจะไม่ตั้งเป้าหมายในการเดินทางว่าไปเพื่อทำหนังสือ นั่นจะทำให้บรรยากาศเป็นอีกแบบหนึ่ง ไม่สนุก พออะไรที่คิดว่าเป็นงานมันจะเครียดขึ้น มันต้องกังวลหลายอย่างอีก กังวลว่าเก็บเรื่องถ่ายรูปพอหรือยัง

ความเป็นแม่และภรรยาที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มาพร้อมกันได้ไหม

เรายังเชื่อเสมอว่ามันเป็นไปได้ที่คนที่เป็นคุณแม่และประสบความสำเร็จในทุกๆ ด้านไปพร้อมกัน คนเราสวมหมวกกันทีละใบ ตอนนี้เป็นแม่เราก็สวมหมวกแม่ เพียงแต่ว่างานที่เป็นความฝันของเราต่างๆ เปรียบเสมือนเครื่องประดับ สมมติวันนี้ต้องทำงานเป็นบรรณาธิการ ความเป็นแม่ก็จะกลายเป็นเครื่องประดับหมวกแทน เราทำทุกอย่างไปด้วยกันได้ เพียงแต่ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญของเรื่องนั้นก็มาก่อน

เรื่องชื่นใจ

“คุยกับชื่นใจก่อนได้เลยค่ะ” ชื่นใจ ภูมิรัตน ในวัย 5 ขวบขยับโบผูกผมของเธอเล็กน้อย ก่อนนั่งหลังตรงรอเราอยู่

นี่คือการให้สัมภาษณ์สื่อครั้งแรกของชื่นใจ และชื่นใจก็เป็นคนอายุน้อยที่สุดที่ The Cloud เคยสัมภาษณ์มา

เราละลายพฤติกรรมกันด้วยสมุดวาดภาพ ปากกาสี สติกเกอร์รูปเด็กสาวผมม้า หลังชวนเธอตอบคำถามสั้นๆ บรรยากาศก็เปลี่ยนไป โดยเฉพาะช่วงหลังๆ ที่เปลี่ยนจากผู้ตอบมาเป็นผู้ถาม สมเป็นลูกสาวของบรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์และนักร้องนักแต่งเพลงคนดังของประเทศ

สมัยที่ชื่นใจยังเป็นชื่นจิ๋ว หรือชื่นใจในร่างจิ๋ว เธอเป็นทั้งแฟชั่นนิสต้าและบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวที่อายุน้อยที่สุดคนหนึ่ง วันเวลาผ่านไป นอกจากในเพจเที่ยวรอบลูก คุณยังติดตามทริปท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์และสนามเด็กเล่นของเธอได้ใน เรื่องชื่นใจ

ถ้าผู้ใหญ่ยังมี Cafe Hopper ได้ เด็กก็มี ‘สนามเด็กเล่น Hopper’ ได้เช่นกัน

ตุ๊กตา-พนิดา เอี่ยมศิรินพกุล แม่ของชื่นใจเขียนถึงชื่นใจในบทความ Robinson Playground สนามเด็กเล่นที่คล้ายค่ายลูกเสือขนาดย่อมที่เวียนนา ประเทศออสเตรีย ว่าการไปสนามเด็กเล่นของชื่นใจสอนเธอเรื่องความกล้า ความกลัว การตัดสินใจ ความสนุก ความเหงา

ยอมรับว่าตอนแรกเราก็ไม่เข้าใจหรอก เพราะสนามเด็กเล่นที่เราคุ้นตาไม่เคยสร้างความรู้สึกเช่นนั้น จนกระทั้งได้นั่งคุยกับชื่นใจยาวๆ ก็พบว่าไม่เด็กสาวคนนี้ไม่ใช่แฟชั่นนิสต้า ไม่ใช่เจ้าหญิง ไม่ใช่หนูน้อยยิ้มเก่ง แต่เธอนิ่งฟังคำถามและตั้งใจตอบทุกครั้ง แม้ในมือจะมีปากกาสีกับกระดาษ

ตุ๊กตา พนิดา

ชื่นใจในดวงใจ

“คุยกับชื่นใจก่อนได้เลยค่ะ” ชื่นใจเอ่ยปาก และเมื่อแม่ถามว่าอยากให้นั่งอยู่เป็นเพื่อนไหม ชื่นใจก็ยืนยันว่าเธออยู่คุยกับเราเพียงลำพังได้สบายมาก

ชื่นใจเล่าว่า 1 วันของเธอ ส่วนใหญ่หมดไปกับการวาดรูป โดยเฉพาะรูปผู้คนและรูปหัวใจ

“ทำไมรูปหัวใจของชื่นใจไม่เหมือนของคนอื่นที่เคยเห็นเลย” เราถาม

“เพราะมันต้องมีระบายด้วย” ชื่นใจบอกว่าเธอวาดตามแบบที่เห็นจากกระเป๋าของคุณแม่ ก่อนจะบรรจงวาดเชอร์รี่เติมเข้าไปในหัวใจจนเต็มดวง

นอกจากวาดรูป การอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมโปรดที่คุณแม่ปลูกฝังชื่นใจตั้งแต่ยังเล็กมากๆ

“อ่านหนังสือชื่อว่า ตด (เรื่องและภาพโดย ชินตะ โช สำนักพิมพ์แพรวเพื่อนเด็ก) แล้วก็ชอบอ่านเรื่อง Snow White หนูชอบเพราะเขาน่ารัก แต่ที่หนูชอบมากกว่าคือ มู่หลาน เพราะมู่หลานเขาเก่งและฉลาด” ชื่นใจเล่าเสียงใส แต่เมื่อถามจะเลือกเป็นสโนว์ไวท์หรือมู่หลานมากกว่ากัน ชื่นใจกลับบอกว่าเธอจะเป็นซูเปอร์ฮีโร่

“หนูอยากเป็น Batgirl, Supergirl, Wonder Woman, Poison Ivy และที่อยากเป็นมากที่สุดคือ Lady Shiva”

ตุ๊กตา พนิดา

การเดินทางของความฝัน

“โตขึ้นอยากเป็นอะไรคะ”  ไม่มีเด็กคนไหนโตมาโดยไม่เคยเจอคำถามนี้

“อยากเป็นแอร์โฮสเตส นักวิทยาศาสตร์ และหมอ แต่อยากเป็นแอร์โฮสเตสที่สุดค่ะ” ชื่นใจใช้เวลาคิดไม่นานก่อนตอบเสียงดังฟังชัด แล้วรีบอธิบายงานของแอร์โฮสเตสจากการเฝ้าสังเกตเมื่อออกเดินทางไกล “เสิร์ฟอาหาร เสิร์ฟขนม และบอกให้เรารู้ว่าต้องทำตัวยังไงบ้างเมื่ออยู่บนเครื่องบิน” เธอตอบอย่างตั้งใจ

“ชื่นใจทำได้ใช่ไหมคะ” เราถาม

“ได้ค่ะ” เธอรับคำ ก่อนบอกเราว่าเธอจะต้องตั้งใจให้มากกว่านี้และรู้ภาษาเกาหลีเพื่อจะเป็นแอร์โฮสเตสที่อยากเป็น ในชุดแอร์โฮสเตสที่ใส่เสื้อสีขาวด้านใน ตามด้วยแจ็กเก็ตสีชมพูแบบที่มีกระดุม จับคู่กับกระโปรงสีเทา เป็นเครื่องแบบพนักงานของสายการบินซีจัง ซึ่งมาจากชื่อ CJ ตัวย่อของชื่นใจ

ไม่ว่าปลายทางของสายการบินนี้จะเป็นที่ไหน รวมถึงจะเปิดทำการจริงเมื่อไหร่ สิ่งหนึ่งที่เรามั่นใจคือ โลโก้ของสายการบินจะต้องมีรูปหัวใจลายเชอร์รี่เป็นส่วนประกอบแน่ๆ

ขณะเดียวกันนักวิทยาศาสตร์หญิงชื่นใจก็ตั้งใจจะคิดค้นทำเครื่องทำคัพเค้กอัตโนมัติ ที่ลักษณะภายนอกดูเหมือนเครื่องปิ้งขนมปัง

“แล้วชื่นใจมีความฝันไหมคะ” เราถาม

“มีค่ะ (รีบตอบ) ความฝันของหนูคือการออกไปท่องโลก” ชื่นใจกางมืออธิบายขนาดของกระเป๋าเดินทางของเธอ ซึ่งไม่เล็กจนเกินไปและไม่ใหญ่จนสุดแขน พร้อมเล่าถึงของสำคัญที่เธอจะนำใส่กระเป๋าติดตัวไปด้วย ได้แก่ น้องบาร์บี้ เทเรซา และคลอเดีย สมุด ดินสอสี กระติกน้ำ หนังสือนิทานเรื่อง ตดลาแล้วนะ

“หนูจะผูกเจสซี่ (ตุ๊กตาตัวโปรด) ที่หูของกระเป๋าเดินทาง” เธอยิ้มให้หลังพูดถึงเพื่อนสนิทที่ชื่อเจสซี่

ก่อนหน้านี้เราคิดว่าคำถามต่อไปนี้จะยากเกินที่เด็กอายุ 5 ขวบจะเข้าใจ แต่ยิ่งคุยกันก็พบว่าไม่เพียงเธอเข้าใจ ชื่นใจยังตอบคำถามแทบจะในทันทีที่ได้ยิน ดังคำถามต่อไปนี้

ตุ๊กตา พนิดา

เมื่อคนเราโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่เรามักจะลืมความฝัน ชื่นใจอยากบอกพวกเขาว่าอะไรคะ

คนที่ลืมความฝันคือคนที่เชยที่สุด ถ้าไม่มีความฝันก็ไม่ต้องเกิดมา

ชื่นใจจะรู้สึกยังไงเมื่อทำความฝันนั้นสำเร็จ

หนูจะรู้สึกดีใจ และถ้าเกิดทำตามความฝันได้แล้วก็ให้ไปช่วยคนอื่นต่อไปเรื่อยๆ

ชื่นใจรู้ไหมว่าคุณแม่ทำงานอะไร

ทำงานเป็นคนทำหนังสือค่ะ

ชื่นใจมีส่วนช่วยงานคุณแม่บ้างไหม

ช่วยบ้างค่ะ แต่ช่วยทำงานครัวมากกว่า

งานอะไรในครัวที่ชื่นใจชอบทำ

ตอกไข่ ซึ่งหนูทำได้ตั้งแต่ 2 ขวบแล้ว เป็นงานที่ต้องฝึกฝนจะได้ตอกไข่สวยๆ และงานที่ยากที่สุดในครัวสำหรับหนูคืองานขูดเปลือกแครอท

เมนูที่ชอบกินที่สุด

ซุปมักกะโรนีที่โรงเรียน หนูเคยเติมถึง 5 ชาม มันอร่อยมากๆ จำได้เลยว่าเป็นของโปรดของหนูตั้งแต่อายุ 3 ขวบ

เมนูอะไรที่ชื่นใจไม่ชอบกิน

กุยช่าย หนูไม่ชอบกลิ่นของกุยช่าย

วิธีที่จะทำให้กุยช่ายอร่อยขึ้นด้วยสูตรของชื่นใจ

นำไปทอดแล้วชุบแยมสตรอว์เบอร์รี่

เมนูใหม่ทดลองทำของชื่นใจ

เทไข่เจียวลงไปทอด ตามด้วยวางแครอท ข้าว และหน่อไม้ฝรั่ง วางทอดบนไข่เจียว จากนั้นห่อให้สวยงาม เมนูนี้มีชื่อว่า ไข่เจียวห่อแครอท และของแท้ต้องเป็นแครอทรูปดาวเท่านั้น

จงแต่งนิทานสั้นๆ 1 เรื่องที่แทนความรู้สึกของวันนี้

เป็นเรื่องของคนปลูกต้นไม้ที่สอนว่าอย่าใจร้อน

ตุ๊กตา พนิดา

บทสัมภาษณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจของซันไลต์ที่มุ่งมั่นอยากสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนเริ่มทำสิ่งที่รัก เพราะซันไลต์ไม่ได้แค่มุ่งมั่นที่จะเป็นน้ำยาล้างจานที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังอยากเป็นผู้ช่วยคนสำคัญในห้องครัวที่จะทำให้เรื่องงานบ้านไม่เป็นเรื่องน่ากังวลใจอีกต่อไป ติดตามเรื่องราวการเริ่มทำในสิ่งที่รักของซันไลต์ต่อได้ที่นี่ ชีวิตที่มากกว่างานบ้าน

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

สตีเฟ่น บอดลีย์ (Steven Bodley) หรือ อาจารย์สตีฟ แห่งมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี คือชาวออสเตรเลียที่พูดภาษาไทยชัดแจ๋วจากไวรัลดังบนอินเทอร์เน็ตซึ่งบันทึกโดยฝีมือนิสิต นั่นเป็นชนวนเหตุที่ทำให้เราอยากทำความรู้จักอาจารย์สอนภาษาอังกฤษท่านนี้อย่างมาก

การสนทนาร่วม 3 ชั่วโมงดำเนินด้วยภาษาไทย แน่นอนว่าชัดแจ๋ว ขนาดว่า ร.เรือ กระดกลิ้นแบบถูกต้องไม่มีผิดเพี้ยน แถมด้วยศัพท์แสงที่ไม่ธรรมดา จนเราถึงบางอ้อ เมื่ออาจารย์สตีฟเฉลยว่าอยู่ประเทศไทยมานานราว 30 ปี แม้เริ่มต้นด้วยความคิดที่ไม่อยากมาเยือนประเทศนี้เสียด้วยซ้ำ

Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี

เขาจับพลัดจับผลูเข้ามาทำงานในประเทศไทยกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สถาบันฝึกอบรมวิชาการโรงแรมและการท่องเที่ยว (สรท.), มหาวิทยาลัยบูรพา บางแสน และมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี ปัจจุบันอาจารย์สตีฟย้ายมาสอนและใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดจันทบุรีเข้าสู่ปีที่ 5 

ความน่าสนใจ คือ เขาเกิดและเติบโตในชนบทของประเทศออสเตรเลีย มีเพื่อนเป็นไก่ เป็ด แมว บางทีก็หนังสือและต้นไม้ เขามีความฝันว่าอยากเป็น ‘ครู’ เป็นครูเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคม เป็นครูเพื่อช่วยเหลือคนด้อยโอกาสให้หลุดพ้นจากกรงขังแสนคับแคบ ดังเช่นเรื่องราวชีวิตของเขาในวัยเด็ก

Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี

ภายในหน้าต่างออนไลน์ตรงหน้า ชายตาน้ำข้าวท่าทางใจดีสวมเสื้อม่อฮ่อมสีซีด พร้อมด้วย ‘มุทิตา’ แมวหญิงสีดำขลับ แววตาสีฟ้าเขียว ที่เจ้าของบอกว่าเป็นแมวแปลก เกลียดแมว รักหมา และไม่กลัวคน นั่งอยู่บนตักและคลอเคลียไม่ห่าง สตีเฟ่นยินดีแบ่งปันเรื่องราวของเขาตั้งแต่ยังเยาว์ เยือนไทยครั้งแรก อาชีพครูตามฝัน เรียนภาษาไทย จนกระทั่งการตัดสินใจดำเนินชีวิตบั้นปลายในจังหวัดจันทบุรี 

เด็กบ้านนอกจากออสเตรเลีย

สตีเฟ่นเป็นลูกหลง ในวันที่เขาอายุครบ 1 ขวบ ก็มีอายุห่างจากพี่สาวคนแรกและพี่สาวคนที่สอง 16 ปี และ 14 ปี ตามลำดับ แถมเขายังกลายเป็นน้า โดยมีหลาน ๆ อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน

“ครอบครัวผมผู้หญิงเป็นใหญ่ ผู้ชายเป็นรอง ผู้หญิงขับเคลื่อน ผู้ชายทำกับข้าว”

การเติบโตมาในครอบครัวที่ผู้หญิงเป็นใหญ่ สอนอะไรคุณบ้าง – เราถาม

“เยอะมาก ผมกล้าแสดงออก ไม่อายที่จะพูดว่าผมร้องไห้เป็น มันทำให้ผมเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากกว่าเดิม ผมเคารพนับถือผู้หญิงมาก ๆ และเคยเขียนวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับทฤษฎีสิทธิสตรีกับการนำไปประยุกต์ใช้กับผู้ชาย ผมนี่เป็นเฟมินิสต์ตัวดุเลยครับ” สตีเฟ่นเล่าด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ

เด็กหนุ่มเติบโตมาอย่างเดียวดายทว่าเด็ดเดี่ยว เพราะพี่สาวทั้งสองคนย้ายออกจากบ้านไปอยู่กับครอบครัวตั้งแต่เขาอายุ 4 ขวบ พ่อแม่จำเป็นต้องออกไปทำงานเลี้ยงชีพ หลังเลิกเรียนสตีเฟ่นใช้เวลาอยู่กับตัวเองเป็นหลัก หุงหาอาหารด้วยตัวเอง มีบัดดี้เป็นแมว ไก่ เป็ด บางทีก็ต้นไม้

“บ้านผมยากจนนะ พ่อเป็นเทศกิจ แม่เป็นพนักงานขายของในร้านชำ ผมมั่นใจว่าถ้าพ่อไม่เลี้ยงวัว ไม่เลี้ยงไก่ ไม่ตกปลา บางทีเราก็ไม่มีกิน ส่วนหมู่บ้านที่ผมอยู่ไม่มีอะไรเลย ไม่มีรถไฟ ไม่มีรถเมล์

“ไม่มีแม้แต่ความหวัง” เขาเปรยถึง ‘บ้านเกิด’ ในชนบทของประเทศออสเตรเลีย

“มันบ้านนอกมาก ๆ เป็นสังคมการเกษตร มีประชากรแค่ 600 คน คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่ย้ายออกและทิ้งบ้านให้ร้าง เพราะอยู่ที่นี่เขาไม่มีอนาคต ส่วนเด็กในชั้นเรียนเดียวกันกับผมก็มีไม่ถึง 20 คน กระจัดกระจายกันตามฟาร์ม ซึ่งสิ่งที่ทำให้ผมเอาตัวรอดจากตรงนั้นมาได้คือหนังสือ”

Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี
Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี

หนังสือเป็นเพื่อน เป็นประตู และเป็นความวิเศษที่โลกใบนี้มอบให้เด็กชายสตีเฟ่น

“หนังสือทำให้ผมท่องโลกกว้าง ท่องจักรวาล ผมได้อ่านเรื่องชีวิตสมัยก่อนของคนในอังกฤษ อ่านเรื่องชีวิตของคนในมหานครนิวยอร์ก มันเหมือนผมมีปีก ปีกที่ทำให้ผมบินออกจากกรงและสังคมแคบ ๆ ในหมู่บ้านยากจน ผมใช้จินตนาการเดินทางทะลุมิติและข้ามเวลาไปอยู่ในโลกของหนังสือเล่มนั้น 

“ผมอยากทำให้คนอื่นบินได้ด้วยหนังสือเช่นเดียวกันกับผม และผมรู้นะว่ารัฐบาลออสเตรเลียมองหมู่บ้านผมและผมเป็นคนด้อยโอกาส มันผิดนะ ในเมื่อเรามีการศึกษา เรามีหนังสือ เรามีความรู้เป็นอาวุธ เท่ากับว่าเราไม่ได้ด้อยโอกาส เพราะเรามองเห็นความจริงของสถานการณ์ เราวิเคราะห์และหาหนทางออกได้ ผมกลับมองว่าส่วนหนึ่งของความด้อยโอกาสและความยากไร้เกิดขึ้นเพียงแค่ทัศนคติ

“ซึ่งผมเห็นหนทางที่จะช่วยผู้อื่นไม่ให้ด้อยโอกาสเหมือนผม นั่นคือการเป็น ‘ครู’ มันเป็นโอกาสที่จะช่วยให้คนอื่น ๆ ไม่ต้องติดอยู่ในกรง” นี่คือจุดเริ่มต้นความฝันของเด็กชายสตีเฟ่นในวัยเยาว์

แม้คะแนนสอบเอนทรานซ์ของสตีเฟ่นจะยื่นเรียนแพทยศาสตร์ได้สบายบรื๋อ แต่เขาส่ายหัว

เพราะหัวใจทั้งดวงเขามอบให้กับวิชาชีพ ‘ครู’ ไปเรียบร้อยแล้ว

มาทัศนศึกษาประเทศไทย

สตีเฟ่นและคณะเพื่อนมาประเทศไทยครั้งแรก ด้วยทริปทัศนศึกษาสมัยเรียนปริญญาตรี

“พูดตรง ๆ นะ ใจไม่ค่อยอยากมา” เขาเปรยพร้อมรอยยิ้มน้อย ๆ 

“แต่อาจารย์คะยั้นคะยอ ตื๊อจนผมยอม พอมาแล้วก็ชอบมาก ที่ยั่วใจที่สุดคือ พอไปอยู่ชนบทในเมืองไทย ทำไมมันเหมือนชนบทที่บ้านจัง ทั้ง ๆ ที่ต่างทวีป ต่างวัฒนธรรม ต่างเผ่าพันธุ์ ทุกสิ่งก็น่าจะต่างกัน แต่มันเหมือนกันจนน่าตกใจ นั่นเลยจุดประกายไฟให้ผมสนใจวัฒนธรรมและสังคมไทย

“ผมสำเร็จการศึกษาแล้ว ก็ทำงาน เก็บตังค์ ช่วงนั้นเศรษฐกิจในออสเตรเลียไม่ค่อยดี เพื่อนสนิทในไทยเขาบอกว่าเศรษฐกิจไทยดีอยู่ค่า เชิญมาทำงานที่นี่ค่า ผมคิดว่าไม่เลวนะ ก็เลยมา ลองดู”

Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี

เขาเริ่มต้นอาชีพแรกในสยามเมืองยิ้มด้วยการทำงานกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพราะเคยเป็นมัคคุเทศก์และบังเอิญว่าบ้านเกิดของเขาอยู่ในภูมิภาคที่โด่งดังเรื่องการท่องเที่ยวระดับโลก ทำให้เขาข้องเกี่ยวกับภาษา การแปล การท่องเที่ยว วัฒนธรรมและสังคม มาโดยตลอด

ถนนสายอาชีพพาเขาเดินทางมาปักหลักที่จังหวัดชลบุรี เริ่มต้นอาชีพที่สองกับสถาบันฝึกอบรมวิชาการโรงแรมและการท่องเที่ยว (สรท.) หลังจากนั้น 4 ปี เขาก็กลายมาเป็น ‘ครู’ วิชาชีพที่เขาใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กที่มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี และมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี

จนเป็นครูสอนภาษาอังกฤษให้คนไทย

แล้วสอนอะไร – เราสงสัย คงพอจะเดาออกว่าหนีไม่พ้นวิชาภาษาอังกฤษเป็นแน่

“ผมเป็นอาจารย์เก็บตกครับ” เขาไม่รอให้ฉงนนาน “หมายความว่าวิชาไหนไม่มีคนอยากสอน ผมต้องสอน เช่น วิชาการพูด-ฟัง วิชาการแปล วิชาการล่าม ซึ่งผมไม่ชอบการแปลเท่าไหร่ แต่ด้วยเหตุจำเป็นทำให้ผมต้องสอน การที่ผมตั้งใจรับรู้ภาษาไทยทำให้ผมเป็นทรัพยากรสำคัญในวิชาการแปล ยิ่งสอนคู่กับอาจารย์คนไทยที่เรียนด้านวรรณกรรม ฟินเวอร์ ช่วยกันคิดภาษา ช่วยกันเกลา มันดี”

Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี

อาจารย์สตีฟสอนวิชาเก็บตกเป็นเวลามากกว่า 20 ปีในวิทยาเขตบางแสน 

เมื่อย้ายมาวิทยาเขตจันทบุรี ก็ยังสอนวิชาเก็บตกอยู่หรือไม่ – เราสงสัย ครั้งที่สอง 

“Yes! ตอบสั้น ๆ ง่าย ๆ ครับ” เป็นคำตอบที่มาพร้อมเสียงหัวเราะ 

“ผมสอนในสาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารเชิงธุรกิจ มุ่งเน้นภาษาอังกฤษ แต่เนื้อความเป็นเชิงธุรกิจ นี่เป็นความต้องการของคนในละแวกนี้ ทางมหาวิทยาลัยทำการสำรวจระยอง จันทบุรี สระแก้ว ตราด ปราจีนบุรี ว่าเขามีความต้องการใช้ภาษาอังกฤษอย่างไร ซึ่งเขาต้องการรู้ภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจ การสอนก็จะยกตัวอย่างเกี่ยวกับการเกษตรค่อนข้างเยอะ การท่องเที่ยวเชิงทะเล เชิงอาหาร 

“ที่นี่ปรับหลักสูตรทุก 4 ปี เรากำลังจะมีวิชาหนึ่งที่มีแต่ผมสอนได้ นั่นคือวิชาล่าม วิชานี้เกิดขึ้น เพราะหลังจากนิสิตฝึกงานและสำเร็จการศึกษาจนออกไปทำงาน อาจารย์มีหน้าที่ออกไปติดตามผลแล้วก็ขอคำแนะนำมาปรับปรุงหลักสูตร มีฟีดแบ็กค่อนข้างหนักจากภาคอุตสาหกรรมในระยอง ชลบุรี กรุงเทพฯ ว่าต้องการคนที่ทำล่ามเป็น ทุกคนในที่ประชุมก็หันหน้ามามองผม (หัวเราะ) ก็ได้วะ!

“ผมถึงเรียกว่าวิชาเก็บตก ผมยินดีครับ ถ้าทำให้เด็กผมเก่ง ผมทำ และการทำงานกับมหาวิทยาลัยขนาดเล็ก มันดีมาก ๆ วิทยาเขตจันทบุรีไม่ใหญ่เหมือนบางแสน เราทำงานเป็นทีมที่แน่นแฟ้นมาก เรารู้จักชื่อเด็กทุกคน สิ่งที่ผมภูมิใจมาก คือ วิทยาเขตของเราเด็กพิเศษมาอยู่เยอะมาก เรามีนิสิตในกลุ่ม LGBTI เยอะ มีนิสิตที่เป็นออทิสติก มีนิสิตที่เป็นโรคซึมเศร้า ผมภูมิใจที่เขากล้ามาอยู่กับเราและไว้ใจเรา”

อยากเป็นครูเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม

“ตอนเริ่มเรียนมหาวิทยาลัย ผมเห็นว่าการศึกษาเป็นเครื่องมือที่เปลี่ยนแปลงสังคมได้

“และการเป็นครู ก็เหมือนผมมีบทบาทลับ ๆ ผมไม่ใช่นักการเมืองหน้าใหญ่ที่ต้องออกมาชี้ทางนโยบาย ผมเพียงแต่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลัง แล้วค่อย ๆ แนะแนวทางให้ศิษย์ และผมสำนึกตลอดเวลาที่สอนอยู่ในห้องเรียน สิ่งที่ผมพูด สิ่งที่ผมทำ มันคือสิ่งที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมได้ในอนาคต”

เป้าหมายใหญ่ของการเป็นครูคือการเปลี่ยนแปลงสังคม – เราทวนความคิด

“ถูกครับ เพราะสังคมที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง คือสังคมที่ตายไปแล้ว” – เขาตอบทันที

Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี

จากที่อยู่ไทยมาเกือบ 30 ปี อาจารย์สตีฟคิดว่าสังคมไทยต้องเปลี่ยนแปลงอย่างไรให้ดีขึ้น

“เหนื่อยใจ” (ทำท่าปาดเหงื่อ) “ผมไม่อยากให้คนไทยทิ้งกำพืด การที่เมืองไทยเป็นเมืองเกษตร สำคัญมาก อย่าทิ้งการเกษตร และอย่าคิดว่าการพัฒนาเท่ากับความร่ำรวย ผมยอมรับว่าเงินมันอำนวยความสะดวกได้หลายสิ่ง แต่เงินไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง ในวันที่เราท้อแท้ เงินมันจะเอื้อมมากอดเรามั้ย เงินมันจะกระซิบข้างหูเรามั้ยว่า รักเธอนะ เงินมันมีประโยชน์ในวงจำกัดมาก ๆ สิ่งที่มีประโยชน์กว่าเงิน คือเพื่อนบ้าน คือคุณพ่อ คุณแม่ คือต้นกะเพราหน้าบ้านที่มีใบให้กินและรักษาดินไว้ให้เรา

“ผมอยากให้คนใส่ใจเรื่องสังคมมากกว่าใส่ใจเรื่องเงินทอง เช่น บ้านผมอยู่ที่อำเภอท่าใหม่ ก่อนหวยออก 2 สัปดาห์ ชาวบ้านบอกว่าเกลียดนายกนักหนาสาหัส แต่พอกลางเดือนกับสิ้นเดือนก็หาเงินเพื่อเขวี้ยงใส่เขาตลอดเวลา ผมว่าคนเราชอบลืมว่าการกระทำของเราเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดสังคม ถ้าเราต้องพัฒนาสังคม ก็จำเป็นต้องพัฒนาคนให้เจริญก้าวหน้า ให้คนมีเหตุมีผลและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น 

“ถ้าวันใดสังคมไม่มีความก้าวหน้า คุณนั่นแหละต้องเป็นจุดเปลี่ยน คุณต้องกล้าและมั่นใจพอที่จะเป็นจุดริเริ่มของการเปลี่ยนแปลง โดยให้การเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นในตัวคุณก่อน ซึ่งผมไม่ใช่คนโลกสวย แต่ผมเชื่อว่าถ้าคนเราอยากเปลี่ยนโลก ก็เปลี่ยนสิวะ มันอยู่ที่มือของคุณ อยู่ที่การกระทำของคุณ”

เขาเชื่อมั่นเช่นนั้นเสมอมา

จนค้นพบว่า นี่แหละ หัวใจของความเป็นครู

เราถามผู้ประกอบวิชาชีพครูมากว่าค่อนชีวิต ว่าเขายังสนุกกับการเป็น ‘ครู’ อยู่ไหม

“สนุกครับ ถ้าไม่สนุก ผมจะทำไปทำไม เหนื่อย ถ้าผมไม่รักอาชีพครู ผมไม่เป็นหรอก และในความรู้สึกของผม ไม่มีผู้ใดเลือกเป็นครูเพราะอยากรวย อาชีพครูไม่รวยครับ รวยแต่เขือน่ะสิ” หัวเราะ

“มีครั้งหนึ่ง เด็กที่ผมสอนออกเสียง S ท้ายคำไม่ได้ ปีหนึ่งก็ไม่ได้ ปีสองก็ไม่ได้ พอปีสาม ผมขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้าน วันนี้อีน้องไมค์มันออกเสียง S ท้ายคำได้ วันนี้กูพร้อมตาย ชีวิตนี้กูคุ้มแล้ว 

“นี่แหละครับค่าตอบแทนและความสุขที่แท้จริงของครู คือความรู้และความสำเร็จผลของลูกศิษย์ เหมือนผมเป็นพ่อแม่เขา ผมมีส่วนร่วมในการหล่อหลอมเขา นั่นยิ่งทำให้ผมรู้สึกมีคุณค่า มันเป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่นะ ผมว่าเด็ก ๆ เขาไม่ค่อยรู้ว่าครูส่วนใหญ่รู้สึกแบบนี้” ครูคนนี้เล่าด้วยแววตาภูมิใจ

Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี
Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี

ตลอด 30 กว่าปีของการเป็นเรือจ้าง คุณว่าคุณค่าของความเป็น ‘ครู’ คืออะไร

“ศักดิ์ศรีครับ ผมเป็นครูด้วยใจ ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจและหวังดี ซึ่งก่อให้เกิดการเข้าใจคุณค่าในตัวเอง ผมไม่สนใจเกียรตินะ ใครมาชี้หน้าด่าผม ผมจะมองหน้าแล้วบอกว่า ครับ ใครจะชื่นชมว่าผมดี คำชื่นชมยกย่อง ผมแดกไม่อิ่ม แต่การที่ผมรู้แก่ใจว่าผมรักนิสิต ผมทำให้เขาก้าวหน้า นั่นคือศักดิ์ศรีของผม”

เรารู้ว่าครูเป็นผู้ให้ ‘ความรู้’ ในทางกลับกัน การเป็นครูทำให้คุณ ‘เรียนรู้’ อะไรบ้าง

“ผมเรียนรู้ถึงคุณค่าของความเป็นระเบียบ เรียนรู้ถึงความเก่ง ความแกร่งของวัยรุ่น เรียนรู้ถึงจรรยาบรรณและศีลธรรมของวัยรุ่น วัยรุ่นมีใจให้ซึ่งกันและกัน ผมได้รับมิตรสหายจากครูด้วยกัน พวกเราเป็นนักรบต่อต้านความโง่และต่อสู้กับความทุจริตในสังคม เหมือนเรากลายเป็นพรรคพวกเดียวกัน”

ซึ่งจำเป็นต้องเรียนภาษาไทย

จากไวรัลที่อาจารย์สตีฟพูดไทยชัดแจ๋วก็อดถามถึงการเรียนภาษาไทยของเขาไม่ได้ การอยู่ไทยจะปาเข้าปีที่ 30 ก็พอตอบข้อสงสัยนั้น แต่ขอถามอีกหน่อยน่า ว่าเริ่มเรียนภาษาไทยตั้งแต่ตอนไหน

“ตอนจำเป็นที่ต้องขึ้นสองแถวและมอเตอร์ไซต์รับจ้าง ความจำเป็นเป็นครูที่ดีที่สุด” เขาเปรย 

“ในเมื่อคุณจำเป็นต้องพูดให้รู้เรื่อง คุณจะพูดรู้เรื่อง วิธีการรับรู้ภาษาคือการใช้แล้ว ใช้เล่า ใช้อีก ใช้ซ้ำ คุณต้องฝึกและเอาภาษามาใช้จริงในชีวิตประจำวัน ผมขออภัยนะครับ แต่ทำไมโสเภณีถึงใช้ภาษาเก่ง เพราะเขาจำเป็นจะต้องพูดรู้เรื่อง ไม่เช่นนั้นเขาหาเงินหาทองไม่ได้ มันก็เหมือนกันนั่นแหละ

“ผมบอกนิสิตเสมอว่าการเรียนภาษาให้เก่งก็เหมือนการปั่นจักรยานให้เป็น ถ้าคุณอ่านหนังสือประวัติความเป็นมาของจักรยาน คุณอ่านหนังสือวิธีการประกอบจักรยาน คุณอ่านนวนิยายเกี่ยวกับการปั่นจักรยาน คุณดูหลักการทฤษฎีการทรงตัวของมนุษย์ คุณไปอ่าน ไปสัมภาษณ์ ไปพูดคุย ไปเก็บตัวอย่างงานวิจัยเกี่ยวกับจักรยานมากแค่ไหน คุณจะปั่นไม่ได้จนกระทั่งคุณแหกตูดนั่งบนอานจักรยาน 

“คุณต้องล้มแล้ว ล้มเล่า ต้องเลือดออก ถึงจะปั่นจักรยานเป็น ภาษาก็เช่นเดียวกัน กว่าคุณจะเก่งภาษาต่างประเทศคุณต้องร้องไห้ ต้องเสียเหงื่อ ต้องเสียเวลา ต้องเจ็บ ไม่เช่นนั้นคุณไม่จำ”

สนทนาภาษาไทยกับ สตีเฟ่น บอดลีย์ ครูสอนภาษาอังกฤษ ถึงชีวิตวัยเด็ก หัวใจของความเป็นครู และชีวิตหลังเกษียณ

แล้วการเรียนภาษาไทยของอาจารย์สตีฟเหมือนการปั่นจักรยานไหม 

“โอ้โห เสียเวลา เสียเหงื่อ เสียเลือด แล้วก็เสียน้ำตาเยอะมาก” – เสียน้ำตาเพราะอะไร

“เพราะมีคนด่า มีคนเข้าใจผิด ผมใช้ภาษาผิด สื่อสารไม่ได้ แต่มันก็ทำให้ผมจำนะเว้ย”

อาจารย์สตีฟก้าวผ่านหยดน้ำตาและหยาดเหงื่อเหล่านั้นมาได้อย่างไร

“ด้วยการต่อสู้สิครับ ไม่มีอะไรบนโลกใบนี้ที่ได้มาฟรีนะลูก แม้แต่ความรักก็ต้องแลกด้วยอะไรบางอย่าง ผมพ้นผ่านด้วยความแกร่ง ความตั้งใจ เช่น วันนี้คนขับสองแถวหัวเราะเยาะเย้ยผมเวลาผมพูดไม่ชัด สัปดาห์หน้า ถ้ากูขึ้นสองแถวมึงนะ มึงไม่มีวันหัวเราะกูอีกต่อไป ครั้งหน้ากูจะพูดถูก ต้องสู้” 

แล้วใครเป็นคนสอนภาษาไทยให้คุณ (รู้ว่าเป็นคำถามพื้นฐานที่สุด แต่ก็อยากรู้อยู่ดี)

“ครูสอนภาษาไทยผมที่ดีที่สุดของผม คือ มอเตอร์ไซค์รับจ้างครับ” – ทำไมคะ

“เขามีเวลาว่างระหว่างรอคิว”

“ผมคุยทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาอยากคุย เพราะเขาเป็นเจ้าของภาษา บางทีเขาถามว่าออสเตรเลียเป็นยังไง ผมก็ต้องพยายามหาคำศัพท์เกี่ยวกับพืชพันธุ์ที่ปลูกในออสเตรเลีย เกี่ยวกับการเกษตรที่พ่อของผมทำ เกี่ยวกับภูมิอากาศ สภาพอากาศ เศรษฐกิจ การปกครอง เขาถาม ผมก็ต้องหาคำตอบ บางทีดึกดื่นก็นั่งคุยกับคุณยาม บางทีนั่งสองแถวไปทำงาน เห็นคุณป้าหน้าตาใจดีนั่งตรงกันข้ามก็ชวนกันคุย 

“แม่ค้าที่ตลาดก็ใจดีนะ ผมไปเดินตลาดวัดกลาง จังหวัดชลบุรี หยิบมังคุดขึ้นมา ถามเขาว่านี่เรียกว่าอะไร เขาก็ตอบว่า ‘มังคุด’ – มังคุด ฉันพูดถูกมั้ยจ๊ะพี่ ขอซื้อหนึ่งกิโลครับ พอนั่งสองแถวกลับบ้าน ผมก็หยิบมังคุดขึ้นมา แล้วก็ท่องว่า มังคุด มังคุด มังคุด หอมหวาน เนื้อขาว ผมต้องหาเรื่องคุยเกี่ยวกับมังคุด ต้องใช้คำว่ามังคุดให้เป็น แล้วก็ยั่วยุให้คนอื่นอยากจะพูดเรื่องมังคุดด้วย เพื่อผมจะได้จำ

“สิ่งสำคัญคือแอตติจูด ถ้ามีทัศนคติที่ดีต่อภาษา จะยิ่งเป็นแรงบันดาลใจและแรงกระตุ้น”

หัวใจหลักของภาษาคือการใช้ซ้ำและใช้จริง อาจารย์สตีฟบอกเราว่า ตอนเป็นเด็กคุณรับภาษาไทยมาเยี่ยงไร ก็จงรับภาษาอังกฤษเยี่ยงนั้น แล้วคุณจะเก่งภาษาอังกฤษเท่าเทียมกับภาษาไทย 

สนทนาภาษาไทยกับ สตีเฟ่น บอดลีย์ ครูสอนภาษาอังกฤษ ถึงชีวิตวัยเด็ก หัวใจของความเป็นครู และชีวิตหลังเกษียณ

พอพูดกันด้วยภาษาไทยแล้วยิ่งมันปาก ซึ่งอาจารย์สตีฟก็เห็นพ้องกับเรา 

“ภาษาไทยเป็นภาษาที่สนุก ๆ จริงนะ เป็นภาษาที่พร้อมจะหาเรื่องทะลึ่งมาแทรกตลอดเวลา แต่มีหนึ่งสิ่งที่ทำให้ผมเกือบยอมแพ้ต่อภาษาไทยคือคำศัพท์ ภาษาไทยคำศัพท์มันเยอะฉิบหายเลย 

“สำหรับคนอ้วนอย่างผม คำว่ากินเป็นคำที่สำคัญ มีครั้งหนึ่งมอเตอร์ไซต์รับจ้างถามผมว่า ‘จารย์แดกข้าวกันมั้ย’ ผมก็นึกว่าฟังผิด ‘อะไรแตกนะครับพี่ จานแตกหรอ’ เขาบอกว่า ‘ไม่ใช่แตก แดก’

“ถึงมารู้ว่าแดกแปลว่ากิน เขาบอกว่าพูดแดกแล้วมันสะใจกว่า พอผมรู้จักคำว่ากิน คำว่าแดก ยังโดนคำว่าทานอีก ยังมีรับประทาน เสวย ฉัน ยัดห่า ฟัด ฟาด สวาปาม มันเยอะมาก เหนื่อยนะ

“ตอนนี้เริ่มติดภาษาตะวันออก อย่างคำว่า อร่อยเหาะ แปลว่า อร่อยจัง หรือคำว่า เต็มเช่ด แปลว่า เต็มไปหมดเลย, จะนั่งสองแถวก็ไม่ได้ เต็มเช่ด แล้วมีบางคำที่นิสิตสอน เช่น อยู่ แปลว่า ไม่ได้ ถ้าพูดว่า ได้อยู่ ก็แปลว่า ไม่ได้” อาจารย์สตีฟเล่าด้วยอารมณ์ขัน พร้อมยกสถานการณ์ที่เอาไปใช้จริง

และความเป็นไทยสอนให้รู้ว่า

“ในภาพรวม ผมมองว่าวัฒนธรรมไทย สังคมไทย สอนคนให้เคารพกัน ผมค่อนข้างชอบยกมือไหว้นะ และความเป็นไทยสอนให้คนมีความเกรงใจ บางทีเกรงใจก็ดี บางทีเกรงใจมากเกินไปก็ไม่ดี แล้วก็สอนคนให้เป็นมิตร ต้อนรับเก่ง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมประเทศไทยติดอันดับการท่องเที่ยวของโลก 

“อีกอย่างคนไทยพร้อมที่จะสนุกสนานเฮฮาตลอดเวลา จิตใจกว้างไม่รังเกียจใครง่าย ๆ ในแง่ลบก็มีนะ สังคมและวัฒนธรรมไทยอาจจะสอนคนไทยให้ขี้อิจฉา สอนคนไทยให้หน้าใหญ่เกินไปหน่อย คนไทยจะสนใจหน้าตัวเองมากเกินไป และขี้ดราม่าเกินไปหน่อยด้วย ชอบเอาเรื่องเล็กมาเป็นเรื่องใหญ่ เหมือนว่าคนไทยพร้อมจะถือสาตลอด จะถืออะไรกันนักหนา ไม่หนักเหรอครับ (หัวเราะ) 

“บางทีคนไทยขี้น้อยใจ แล้วก็เชื่อคนง่ายเกินไป ควรเข้มแข็งกว่านี้หน่อยหนึ่ง อย่าไปบ้าเห่อนอก บ้าเห่อฝรั่ง อย่าไปคิดว่าโลกตะวันตกมันดีทุกอย่าง ทำไมมองไม่เห็นสิ่งดี ๆ ในบ้านตัวเองบ้าง 

“ที่เห็นบ่อยเลย คือ ผู้ใหญ่ชอบพูดว่าโลกตะวันตกดี อเมริกามันเลิศ เมืองไทยต้องไปทางนี้, ทำไมอะ เพราะอะไร เมืองไทยเป็นแบบไทย ๆ ก็ดีอยู่แล้ว ทำไมต้องไปทำเหมือนโลกตะวันตก ทำไมต้องทำตัวเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ วะ ฝรั่งตดที่ไหน คนไทยไม่ต้องสูดลึก ๆ หรอก ผมไม่ชอบ มันย้อนแย้งในตัวเองนะ เช่น ผู้ใหญ่ชอบดูถูกไทย ชื่นชมฝรั่ง พอวัยรุ่นแต่งตัว ใส่ไนกี้ ผู้ใหญ่ก็ว่า แล้วใครกันมาพูดให้วัยรุ่นไม่สนใจความเป็นไทย คุณนั่นแหละ คำพูดของคุณเป็นสิ่งที่ทำให้วัยรุ่นไม่เห็นคุณค่าของความเป็นไทย”

ส่วนบั้นปลายชีวิตขออยู่ที่ ‘จันทบุรี’

อาจารย์สตีฟยอมรับกับเราว่าเขาคือ ‘เด็กชล’ ยังคิดถึงอาหารรสอร่อยและเพื่อนพ้อง เราชวนคนวัย 54 คุยถึงแผนเกษียณ เขาว่าถ้าวันใดคนไทยเก่งภาษาอังกฤษทั้งประเทศ อาจารย์ท่านนี้คงหมดหน้าที่ และขอลาสิกขาไปบวชเป็นพระ ละทางโลก ไม่ข้องเกี่ยวฆราวาส แต่ไม่ละทิ้งความเป็นครูอย่างแน่นอน

สนทนาภาษาไทยกับ สตีเฟ่น บอดลีย์ ครูสอนภาษาอังกฤษ ถึงชีวิตวัยเด็ก หัวใจของความเป็นครู และชีวิตหลังเกษียณ

“ผมอยากบวชนะครับ เคยติดต่อวัดในจังหวัดชลบุรี คุยกับเจ้าอาวาสแล้ว เจ้าอาวาสยินดีต้อนรับแต่ท่านถามว่า โยมเคยคิดมั้ยว่าการเป็นครู เป็นการทำงานและทำบุญในเวลาเดียวกัน โยมควรพิจารณาว่าการที่โยมลางานมาบวชพระ จะเป็นการละเลยนิสิตหรือเปล่า, มันโดนใจผมนะ ผมสะดุ้งเลย 

“เจ้าอาวาสแนะนำว่าถ้าคิดจะบวชหลังเกษียณเห็นจะเป็นสิ่งที่ดีงามกว่า ผมก็เห็นชอบด้วย หลวงพ่อมีเหตุผลที่ดี คนเราจะถือสาอะไรกันหนักหนา เหตุผลของเขาดีกว่าก็ยอมเขาสิ ก็เลยรอเกษียณ

“ภายในชีวิตนี้ ถ้าเป็นไปได้ ผมก็อยากจะมีที่เพาะปลูกในจังหวัดจันทบุรีไว้ปลูกผักสวนครัวอยู่หลังเขา อยู่เงียบ ๆ พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง แค่นี้ผมแฮปปี้แล้ว และผมจะปักหลักอยู่ที่จันทบุรีไปตลอด จะใช้บั้นปลายชีวิตที่นี่ ผมเป็นเด็กบ้านนอก อยู่กับอากาศบริสุทธิ์และอยู่กับธรรมชาติมาโดยตลอด

“อีกอย่างที่นี่มีคนแก่ในหมู่บ้าน ผมมีความสุขเวลาคนแก่มาเด็ดพริก เด็ดผัก มีเด็กหนุ่มเล่นว่าวดุ๊ยดุ่ย บรรยากาศมันชวนให้มีความสุขนะ ส่วนกิจวัตรทุกวันนี้ ผมชอบปลูกต้นไม้มากเลยครับ

“ผมเป็นคนมือเย็น ปลูกดาหลาสองสี ตอนนี้เพิ่งลงฟักทอง มีพวกผักสวนครัว ตะไคร้ ข่า ถัดออกไปอีกมีลำไย เงาะ ทุเรียน มังคุด ชะมวง พริกไทย ต้นพริกไทยโคตรขยันออกผล พริกเต็มสวนเลย เผ็ดจะตายห่าสวนนี้เป็นอะไรไม่รู้ หน้าบ้านมีกล้วยไม้ เฟิร์น บอนสี เจ้าบอนสีมีคนเอามาให้ ก็เลยปลูกให้เขาเห็นทั้ง ๆ ผมที่ไม่ชอบเลย อยากให้เขาเห็นว่าผมไม่ได้ทิ้งนะ” นักปลูกมือเย็นพูดพลางหัวเราะ

สนทนาภาษาไทยกับ สตีเฟ่น บอดลีย์ ครูสอนภาษาอังกฤษ ถึงชีวิตวัยเด็ก หัวใจของความเป็นครู และชีวิตหลังเกษียณ

“แล้วก็เป็นคนชอบทำกับข้าวครับ อาหารที่ผมชอบกิน จะทำไม่อร่อย อาหารที่ผมไม่ชอบกิน ผมทำอร่อย ทำโจ๊กอร่อย มีแต่คนชม ผมไม่ชอบกิน และชาวบ้านฮือฮากันมากเวลาทำผมห่อหมก เขาตื่นเต้นกันมากเลย อะไรกันหนักหนาสาหัสแค่ห่อหมกอะ” เรายิ้มให้กับความน่ารักของคนจันท์ตาน้ำข้าว 

“ถ้ามีเวลาว่าง ผมจะไปซื้อของตามชุมชนเข้มแข็งต่าง ๆ อยากให้เงินเข้าไปถึงชุมชนดี ๆ ไปเป็นกำลังใจให้ชาวบ้าน ‘ขนมอร่อยมากเลยพี่’ ‘พริกไทยเจ้านี้หอมที่สุด’ ให้เขารู้สึกถึงคุณค่าของตัวเอง ผมอยากให้เขามั่นใจในตัวเอง ส่วนผ้าไทยก็ใส่ทุกวัน รักมาก มีหลายเจ้าที่ผมเป็นลูกค้าประจำ

“ผมไปถึงแหล่งเลย ในจังหวัดอุบลฯ จังหวัดสระแก้ว เวลาขับรถในภาคอีสานหรือเจอกี่อยู่ใต้ถุนบ้าน จอดรถเลยครับ ‘คุณน้องใส่ผ้าสวยมากเลย ทอเองหรือเปล๊า’ – ‘คุณแม่ทอค่ะ’ เอ้า คุณแม่อยู่มั้ย ผมอยากให้วัยรุ่นเห็นคุณค่าของสิ่งดี ๆ และ อยากให้เด็ก ๆ เห็นคุณค่าของความเป็นไทย”

อาจารย์สตีเฟ่น บอดเลย์ ไม่เพียงแต่พูดไทยชัดแจ๋ว แต่ชายชาวออสเตรเลียคนนี้เข้าใจสังคม วัฒนธรรม และความเป็นไทยชัดแจ๋วต่างหาก ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่เล่าเรื่องราวความประทับใจตลอด 30 ปีในประเทศไทยด้วยภาษาไทยอย่างฉะฉาน ชัดเจน และสนุกปากดังเช่นการสัมภาษณ์ในครั้งนี้ 

สนทนาภาษาไทยกับ สตีเฟ่น บอดลีย์ ครูสอนภาษาอังกฤษ ถึงชีวิตวัยเด็ก หัวใจของความเป็นครู และชีวิตหลังเกษียณ

แถม
อาจารย์สตีฟเล่าเรื่องภาษาใต้

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ปริญญา ชัยสิทธิ์

จบอักษรฯ ทำงานสายพัฒนา Digital platform - เชื่อว่าการมีอะไรที่ไม่สมบูรณ์แบบบ้าง เป็นเรื่องน่ารัก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load