ในหนึ่งวัน คนเราควรมีเวลาทำสิ่งที่รักสักกี่นาที กี่ชั่วโมง

8 ชั่วโมงแรกสำหรับเวลาทำการ 8 ชั่วโมงถัดมาสำหรับการพักผ่อน 2 ชั่วโมงสำหรับการเดินทาง และ 3 ชั่วโมงสำหรับการปฏิบัติภารกิจประจำวัน ยังไม่นับเวลาสำหรับครอบครัว เพื่อน และคนที่รัก

สิ่งหนึ่งที่เรามักจะพบในคนที่ประสบความสำเร็จและมีความสุขในชีวิต คือ การบริหารเวลาที่ทำให้เขาหรือเธอทำหน้าที่และสิ่งที่รักที่ฝันได้อย่างลงตัว 

หนึ่งในนั้นคือ ตุ๊กตา-พนิดา เอี่ยมศิรินพกุล

ตุ๊กตาเป็นคนทำหนังสือ ที่จะไม่มีวันเลิกทำหนังสือ เธอบอกเราอย่างนั้น

อดีตนักเรียนออกแบบเริ่มต้นอาชีพในวงการสื่อสิ่งพิมพ์ด้วยการเข้ามาเป็นหนึ่งในทีมก่อตั้งนิตยสาร Hamburger ก่อนได้รับโอกาสสำคัญให้เป็นบรรณาธิการบริหารนิตยสาร Knock Knock! บรรณาธิการสำนักพิมพ์ Polkadot พร้อมๆ กับเป็นนักเขียนเจ้าของผลงานซีรีส์ กุ๊กกิ๊กไกด์ หนังสือเดินทางที่ชวนให้เราหลงใหลในของกระจุกกระจิก

ปัจจุบัน ตุ๊กตายังคงเขียนและทำหนังสือที่รักอย่างต่อเนื่อง เป็นผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารของสำนักพิมพ์ยาหยีของตัวเอง เป็นแม่และภรรยาที่ได้ทำงานที่รัก

คุณอาจจะคิดว่าเธอโชคดีที่ได้ทำงานที่สนุก แวดล้อมด้วยผู้คนมากมาย มีไลฟ์สไตล์ที่ใครๆ ก็ฝันถึง มีครอบครัวและลูกที่น่ารัก 

โชคดีก็เรื่องหนึ่ง แต่ถ้าไม่เตรียมตัวเองให้พร้อมรับโอกาสที่เข้ามาตลอดเวลา หรืออ้างเรื่องเวลาอย่างใคร เธอก็คงไม่ได้ทำในสิ่งที่หล่อหลอมตัวเธออย่างวันนี้

ฐานะที่เป็นแฟนหนังสือที่เติบโตมาพร้อมกับนิตยสารของเธอ ขอสารภาพว่าความกุ๊กกิ๊กที่มีนี้ได้แรงบันดาลใจจากเธอทั้งสิ้น แม้กระทั่งเป็นแม่เต็มเวลาแล้ว เธอก็ยังมีวิธีสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คุณแม่ยุคใหม่ให้ลุกขึ้นมาสดใสเป็นตัวเองอย่างเต็มที่ ผ่านงานเขียนของเธอในช่องทางต่างๆ จนคนไม่มีลูกอย่างเรายังรู้สึกอิจฉา

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา มาฟังเรื่องราวของเธอผู้ทำสิ่งต่างๆ ด้วยความรัก จากคนที่ไม่เคยรู้แม้แต่ความฝันของตัวเอง เธอรู้จักตัวเองจากการหยิบชิ้นส่วนที่อยู่รอบตัวมาค่อยประกอบร่าง ไม่เคยปิดกั้นตัวเองให้ลงมือทำสิ่งที่ฝัน ที่น่าสนใจคือเธอเอาเวลาจากไหนมาทำหลายสิ่งหลายอย่าง ทำให้จักรวาลความกุ๊กกิ๊กของเธอไม่มีที่สิ้นสุด

จากนั้นพบกับบทสัมภาษณ์แรกในชีวิตของ ชื่นใจ ภูมิรัตน เด็กหญิงผู้เป็นความรักและความฝันของตุ๊กตา

ตุ๊กตา พนิดา ตุ๊กตา พนิดา

อะไรคือความยากของการเป็นแม่เต็มเวลาที่ชอบทำงาน

คำถามที่ตอบยากที่สุดหลังจากลาออกจากงานมาเป็นแม่เต็มเวลาคือ ตอนนี้ทำอะไรอยู่

ไม่รู้จะตอบว่าอะไร พอตอบว่าดูแลลูกก็ฟังดูเหมือนเราไม่มีอะไรทำ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วไม่เลย งานอาชีพแม่คือหนักที่สุด จริงๆ เราก็ยังเป็นบรรณาธิการ เป็นนักเขียน ยังเป็นทุกอย่างที่เราเคยเป็นเพียงแค่ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง  ใครมาให้ทำอะไร ถ้าทำได้ก็ทำให้หมด ทำคอนเทนต์ออนไลน์ เขียนหนังสือ มีสำนักพิมพ์เป็นของตัวเอง เพียงแต่ทุกอย่างไม่ได้มีเป้าหมายที่กำหนดชัดเจนเหมือนเดิมว่า 1 ปีต้องออกหนังสือกี่เล่ม

จากเดิมในแต่ละปีจะมีงานที่ทั้งเขียนเองหรือเป็นบรรณาธิการเล่มอย่างน้อย 12 – 15 เล่ม แต่พอมาทำสำนักพิมพ์เองซึ่งมีแค่เรากับ พี่ป่าน (นิตตา ชินาลัย) คนหนึ่งเขียนอีกคนวาด ทำธุรกิจแบบคนที่ไม่ถนัดทั้งคู่ แต่เราก็ยังคงทำสำนักพิมพ์ต่อไป เพราะเป็นความฝันและความรักในอาชีพ ถามว่าได้เงินร่ำรวยไหม ก็ไม่เลย สิ่งหนึ่งที่แน่ใจคือ เราจะไม่มีวันหยุดทำสิ่งนี้

เพราะอะไร

เพราะเป็นสิ่งที่เรารักที่สุด เราเชื่อว่าถ้าไม่มีคนทำ วันหนึ่งสิ่งเหล่านี้ก็คงจะหายไป อย่างน้อยๆ เราจะขอยืนอยู่ในฝั่งที่เป็นคนทำมันไปตลอด

ตอนไหนที่คุณรู้ตัวว่าชอบทำหนังสือ

โดยทั่วไป คนทำงานกองบรรณาธิการมักจะเป็นคนในสายงานอักษรศาสตร์หรือวารสารศาสตร์ เป็นความโชคดีของเราที่ พี่โหน่ง (วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์) มองเห็นและให้โอกาสเรา ซึ่งพอได้เข้ามาทำนิตยสาร Hamburger เราก็รู้ว่านี่คืองานที่เราต้องการ เราไม่ได้อยากเป็นแค่อาร์ตไดเรกเตอร์ ซึ่งไม่ได้ต่างจากสิ่งที่เรียนมา ในวิชาเรียนออกแบบหนังสือเราเป็นเจ้าของโปรเจกต์ที่เริ่มต้นและจบงานด้วยตัวเอง การทำนิตยสารทำให้เราได้ใช้ศาสตร์อื่นๆ ที่มีอยู่ในตัวเราตั้งแต่เด็ก โดยหน้าที่ที่มากกว่านั้นคือการบริหารจัดการอย่างไรก็ได้ให้หนังสือออกมาให้ได้ดีที่สุด ซึ่งเราสนุกและชอบทุกกระบวนการของการทำหนังสือ ชอบเวลาเปิดเล่ม-ปิดเล่มแบบนั้น

เป็นบรรณาธิการบริหารครั้งแรก ยากไหม

ตอนนั้นเราไม่ได้รู้สึกว่ายาก แต่รู้สึกว่าท้าทายเพราะก็รู้ตัวว่ายังเด็ก ตอนเริ่มงานบรรณาธิการบริหารอายุประมาณ 24 แต่เรื่องที่ทำเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรา เราเคยผ่านมาแล้วทั้งนั้น เช่น เล่มแรกของ Knock Knock! คือเรื่องดาวโรงเรียน เล่มที่ 2 เรื่องทอมบอย โดยกลุ่มเป้าหมายของหนังสือคือเด็กมัธยม ซึ่งอายุเราห่างจากคนอ่านไม่เกิน 10 ปี เราจึงทำหนังสือผ่านการใช้ความรู้สึกที่เคยผ่านช่วงเวลาเหล่านั้น จน Knock Knock! กลายเป็นนิตยสารวัยรุ่นที่ประสบความสำเร็จ

จากวันนั้นจนวันนี้ คนที่เคยติดตามนิตยสาร Knock Knock! เขาก็ยังติดตามนิตยสารมาเรื่อยๆ สำหรับเราเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เราโตมาพร้อมๆ กับคนอ่านของเรา และช่วงเวลาและจังหวะชีวิตที่ทำให้เราได้เปลี่ยนรูปแบบการทำงานบ้างนิดๆ หน่อยๆ ตลอดเวลาที่ทำงานประจำมา ไม่ได้เปลี่ยนสายงานเลย ยังคงอยู่ในบริษัทเดิมทำงานที่แรกและที่เดียวที่นี่

งานที่ผ่านมาทั้งหมดส่งผลต่อชีวิตของคุณยังไง

งานทำให้เราแยกเรื่องงานและชีวิตส่วนตัวออกจากกันไม่ได้

อะไรคือข้อดีและข้อเสียของการที่งานและเรื่องส่วนตัวเป็นเรื่องเดียวกัน

เราไม่รู้ว่าเป็นข้อเสียมั้ย แต่ข้อดีก็คือทุกสิ่งที่ทำในวันนั้น เมื่อมาถึงวันนี้ก็ยังเป็นเรื่องเดียวกันอยู่เพราะเป็นเรื่องที่เราสนใจ สิ่งที่เราพูดออกไปคือสิ่งที่เราเป็น ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน งานภาพ หรืองานวิดีโอ ทั้งหมดเป็นตัวเราทั้งนั้น

ข้อเสียก็คือ เราไม่รู้ว่าเรื่องที่เราสนใจจะหมดลงเมื่อไหร่ หรือบ่อยครั้งก็คิดว่าเรากำลังขายตัวเองตลอดเวลาหรือเปล่า ตอนทำงานนิตยสารเราเคยคิดว่าแต่ละปีที่เราคิดหัวข้อของหนังสือครบทั้ง 12 เล่มประจำทั้ง 12 เดือนแล้วปีหน้าจะทำอะไรดี เพราะทุกอย่างที่มีถูกใช้ออกไปหมด แต่พอผ่านไปปีหน้าก็มีเรื่องมาให้ทำใหม่ เป็นอย่างนี้ไป 4 – 5 ปี ก็ยังทำได้ หรือตอนทำสำนักพิมพ์ polkadot เราก็คิดว่าทุกอย่างถูกใส่ไปหมดแล้ว ถ้าเกิดช่วงที่ความคิดถึงทางตันจะทำอย่างไร ซึ่งก็ไม่เคยถึงจุดนั้นนะ ยังคงไปต่อได้เรื่อยๆ เพราะมีเรื่องใหม่ๆ ถูกใส่เข้ามาในตัวเราเพิ่มเติมทุกวันๆ

วิธีที่คุณใช้ในการทำความรู้จักความต้องการของตัวเอง

อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเรา ทั้งจากคุณแม่ เพื่อนในวัยเด็ก คนและสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวของเรา หล่อหลอมจนรู้ว่าตัวเราเป็นอะไร เราเป็นใคร ชอบหรือไม่ชอบอะไร ย้อนกลับไปสมัยยังเป็นเด็ก เราไม่ชอบอ่านหนังสือเรียนเลย แต่ชอบอ่านหนังสือนอกเวลาเรียนมากๆ เช่น จดหมายจากลอนดอน ปุลากง เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก ได้คะแนนเต็มหรือเกือบเต็มตลอดสวนทางกับวิชาเรียนอื่น จุดเปลี่ยนของชีวิตคือการเรียนออกแบบนิเทศศิลป์ (คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ) ไม่เพียงรักทุกวิชาที่ได้เรียน จากเด็กเรียนไม่เก่งก็กลายเป็นคนที่ได้ A เกือบทุกวิชา เริ่มรู้สึกดีกับตัวเอง เพราะเราเริ่มเห็นตัวเอง

หลังจากแสดงงาน Thesis ซึ่งเราทำหนังสือชื่อ มือใหม่ไหว้เจ้า เป็นคู่มือไหว้เจ้าแต่ละเทศกาลสำหรับคนรุ่นใหม่ ทั้งย่อยข้อมูลและทำรูปเล่มออกมาอย่างสนุก ก็มีคนติดต่อให้ไปทำงานเป็นกราฟิกตามที่ต่างๆ แต่สุดท้ายเราเลือกไปทำงานกับพี่โหน่ง แม้เงินเดือนเริ่มต้นจะน้อยกว่าที่อื่นๆ เกือบครึ่ง จำได้ดีว่าเงินเดือนเริ่มต้นคือ 8,500 บาท

ทั้งๆ ที่มีประตูให้เลือกหลายบาน อะไรทำให้ตัดสินใจแบบนั้น

เราเลือกจากสิ่งที่เราอยากรู้อยากลอง มันไม่มีอะไรจะเสีย สำหรับเราเรื่องนี้จำเป็นมากที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะรู้ว่าตัวเองเป็นยังไง ชอบไม่ชอบอะไร นี่เป็นโจทย์สำคัญที่เราตั้งไว้ว่าชื่นใจจะต้องรู้จักตัวเองให้ได้ สำคัญมากกว่าจะต้องเรียนเก่งเสียอีก

การวนเวียนอยู่ในเรื่องที่ตัวเองชอบมีข้อดีคือทำให้ตัวตนชัดเจนขึ้น แต่นั่นทำให้เราไม่สามารถออกไปจากจุดเดิมๆ ได้เลยหรือเปล่า

ทุกอย่างในชีวิตวนเวียนๆ อยู่กับเรื่องเดิมๆ ทั้งหมดเลย ไม่ได้ออกไปไหนไกล หนังสือเล่มแรกที่ทำให้สำนักพิมพ์ polkadot คือหนังสือ It Bag เป็นไอเทมที่ชอบเป็นการส่วนตัว กระเป๋า รองเท้า ที่อยู่ใน polkadot ทุกเล่มมันคือเราหมดเลย ท่องเที่ยว เครื่องเขียน เครื่องประดับ งานเย็บปักถักร้อย หรืองานบ้าน และเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร อย่างในนิตยสาร Knock Knock! จะมีแจกแพตเทิร์นตัดเย็บเสื้อผ้าแบบในนิตยสารสตรีสารยุคก่อน เพราะเราโตมากับหนังสือเหล่านั้นซึ่งซึมซับมาจากแม่อีกที ก็ถ่ายทอดต่อมาเป็นอย่างนี้

กับสิ่งที่ไกลจากตัวเราในเวลาหนึ่ง วันนี้เราก็กำลังเก็บสิ่งเหล่านั้นกลับมา จะบอกว่าไม่ท้าทายก็ไม่เชิง เพราะเรามีเรื่องท้าทายตัวเองอยู่เรื่อยๆ ไม่ได้เป็นคนที่กลัว ต้องอยู่ใน Comfort Zone ตลอด

เคยรู้สึกเสียดายกับสิ่งที่คุณไม่ได้เลือกบ้างไหม

มีนะ มีหลายเรื่องที่เรารู้จักช้าไป คิดเสียดายว่าควรจะรู้เสียตั้งนานแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตัวเองไม่ได้ขวนขวายด้วย หรือเรื่องนั้นไม่ได้เดินมาแล้วตรงกับจังหวะชีวิตพอดี แต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต

ตอนที่เราเรียนมัธยมหรือเรียนมหา’ลัย เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าโลกนี้มี Work and Travel ถ้าเรารู้เราต้องไม่พลาดแน่ๆ แต่เราโอเคนะ เพราะวันนี้เราก็ได้ทำเรื่องที่คล้ายๆ กันในรูปแบบอื่น ในเวลาอื่น

แล้วเคยรู้สึกไม่เหมือนเดิมกับสิ่งที่เคยชอบมากๆ บ้างหรือเปล่า

มีเหมือนกันที่เกิดความรู้สึกไม่กรี๊ดแล้ว ยิ่งเดินทางบ่อย จากที่เคยชอบร้านประมาณนั้นหรือกรี๊ดร้านประมาณนี้เมื่อ 10 – 15 ปีก่อน พอวันนี้ความตื่นเต้นมันน้อยลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราไม่เห็นความแตกต่าง จริงๆ ความต่างเพียงเล็กน้อยก็กระตุ้นความสนใจกลับมาได้ อีกส่วนคงเป็นเพราะเราโตขึ้นความสนใจก็เปลี่ยนไป และผลของความไม่กรี๊ดจะทำให้เขียนไม่ค่อยออก ซึ่งเราเป็นคนเขียนหนังสือจากความรู้สึกมากๆ มีช่วงที่ใครๆ ต่างก็ออกหนังสือเดินทางกันหมด เราก็แอบกังวลเล็กๆ แต่เรารู้ว่ามีคนที่ชอบเราที่เป็นแบบนี้อยู่ เมื่อไม่เน้นปริมาณอันไหนที่เราไม่รู้สึกเราก็ไม่เขียนถึงหรือพูดถึง

แม้จะวนเวียนอยู่กับสิ่งที่ชอบซ้ำๆ แต่ทำไมเราถึงเห็นคุณทำหลายสิ่งหลายอย่างอยู่ตลอดเวลา

เราเป็นคนที่ชอบหาเวิร์กช็อปหรืองานอดิเรกใหม่ๆ มาก เมื่อมาคิดดูดีๆ ว่าชีวิตเราผ่านช่วงต่างๆ มาได้ยังไง ก็พบว่าที่ผ่านมาเรามีงานอดิเรกเป็นสิ่งที่ชุบชีวิตทำให้ตัวเองกลับมามีแรงได้ใหม่เสมอ เมื่อไหร่ที่ทำงานแล้วเหนื่อยเรามักจะมีสิ่งอื่นให้ทำ 

คุณมีวิธีเลือกงานอดิเรกยังไง

เลือกตามความชอบ ความสนใจ จะเย็บสมุดหรือคัดลายมือก็ลองดู บางเรื่องที่ลองแล้วชอบสิ่งนั้นก็จะอยู่กับเราไปเลย บางเรื่องก็ชอบแต่ทำได้เท่าไหร่ก็ไม่ดี เช่น การทำขนม เรารู้ตัวเลยว่าไม่มีพรสวรรค์ ต่อให้ใจรักแค่ไหนก็ทำไม่ได้ ตั้งแต่เด็กแล้วที่เราฝึกเย็บผ้าและทำขนมด้วยตัวเอง ซึ่งต่อให้อ่านแพตเทิร์นภาษาญี่ปุ่นไม่ออกก็พอจะเย็บเสื้อผ้าได้จากรูปประกอบ แต่กับขนมต่อให้ทำตามสูตรทุกอย่างก็ออกมาแบบไม่ได้มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง จึงได้แต่สรุปกับตัวเองว่าไม่มีพรสวรรค์เรื่องขนมจริงๆ เรื่องอื่นเราเป็นคนไม่ยอมแพ้นะ แต่เรื่องนี้เราขอยอมรับ ทุกวันนี้เราก็ยังพยายามอยู่ อยากมีสักเมนูสองเมนูที่ทำแล้วรู้สึกกรี๊ดกับตัวเอง

มีงานอดิเรกไหนบ้างที่ดูไม่น่าจะเป็นตัวคุณ แต่เมื่อลองทำแล้วกลับเปลี่ยนความคิดของคุณได้

ปลูกต้นไม้ แต่ก่อนคิดว่าเป็นคนปลูกต้นไม้ไม่ขึ้น ซึ่งจริงๆ แล้วที่ปลูกต้นไม้แล้วตายเป็นเพราะเราใส่ใจมันไม่มากพอ จนวันนี้เริ่มเข้าใจว่าต้นไม้เหมือนคนมากๆ เรื่องที่ต้องการคนรู้ใจมาดูแล ว่าฉันต้องการหรือไม่ต้องการแดดแค่ไหน ฉันต้องการน้ำแล้วนะ แม้พูดไม่ได้แต่ก็แสดงออกให้เราเห็น ไม่ถึงกับประสบความสำเร็จแต่เราชอบที่จะเรียนรู้ ตอนดอกไม้ออกดอกเป็นช่วงเวลาที่เรายืนมองอย่างมีความสุข พี่บอยยังเคยแซวว่าอยากให้เรามองเขาด้วยสายตาแบบเดียวกับที่ยืนมองดอกไม้บ้าง (ยิ้ม)

กับงานครัว คุณมีวิธีหาแรงบันดาลใจอย่างไรให้รู้สึกสนุกทุกครั้งเมื่อได้ทำ

ครัวเป็นอาณาจักรเล็กๆ ของเราในบ้าน เราชอบจาน ชาม เครื่องครัว ทั้งหมดนี้อยู่ในชีวิตเรามาโดยตลอดซึ่งมาจากแม่อีกเหมือนกัน เรามีความสุขเมื่อได้ใช้จานชามแก้วน้ำที่ชอบ ชอบสะสมด้วย โดยทุกอย่างจะถูกจัดวางไว้ในแบบที่เราชอบ เราไม่ได้วางเพื่อโชว์ให้ใครเห็น แต่วางเรียงกันไว้โดยที่รู้เองว่าเราอยากให้ชิ้นไหนอยู่ข้างหน้าข้างหลัง เพราะอยากเห็นและชอบที่จะเห็น เวลาเดินทางเรามักจะมีจานชามหรือเซรามิกเล็กๆ น้อยๆ ติดมือกลับมาด้วยเสมอ ชอบเดินตลาดเจอช้อน ส้อม ผ้าปูโต๊ะ แล้วตามตลาดพวกนี้เหมือนเป็นมิวเซียมไลฟ์สไตล์สำหรับเรา ได้เห็นชีวิตของแต่ละครัวเรือน แต่ละยุคสมัย

การชวนลูกเข้าครัวก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้สนุกกับงานครัว

เมื่อก่อนเรากับชื่นใจทำ เข้าครัวตัวจิ๋ว เป็นหนังสือและคลิปสอนทำอาหารร่วมกันสั้นๆ ซึ่งตอนนี้ที่โรงเรียนของชื่นใจก็ให้เด็กๆ ทำอาหารทานกันเองด้วย เขาเองโตพอที่จะทำตั้งแต่เริ่มต้นจนจบได้ด้วยมือของตัวเอง

สำคัญคือ ไม่ทำอะไรที่เกินความเป็นตัวเอง โลกทุกวันนี้ทำให้เราเห็นชีวิตคนอื่นเยอะมาก

เราเห็นคนที่ทำอาหารเอง สวยน่ากินไปหมด หรือเห็นใครเข้าร้านอาหารสวยๆ ตลอดเวลา ซึ่งการเห็นชีวิตคนอื่นมากไปก็เป็นการรบกวนตัวเอง รู้สึกอยากเป็นอย่างเขาได้ ไม่ผิด แต่ถ้าการทำอาหารสักมื้อทำให้คุณต้องรื้อทั้งครัว งัดหม้อไหกระทะจานชามสวยๆ มาใช้ทั้งหมด มันคงเหนื่อยเกินไป คงจะดีกว่าถ้ารู้จักตัวเอง รู้วิธีการ รู้ความต้องการของตัวเอง แล้วทำมันออกมาในแบบของตัวเอง

อีกอย่างเราให้ความสำคัญกับการแบ่งเวลามาทดลองทำสิ่งที่ฝัน จนทำได้ดี แม้จะไม่มีพรสวรรค์ด้านการทำขนม แต่เรื่องการทำอาหารเราว่าเราทำได้เพราะฝึกฝนมาตั้งแต่เด็กๆ มันวนเวียนกับเรื่องพวกนี้ ไปตลาดกับพ่อ ทำกินเสร็จแล้วก็ต้องเก็บล้างทำงานบ้านกันเองพี่น้องแบ่งงานกัน ซึ่งงานที่เรามักเลือกขอทำคือล้างจาน ต้องใช้น้ำยาล้างจานที่ดีทำให้ไม่ต้องล้างหลายที

โลกที่เปลี่ยนไปส่งผลกับการทำงานของคุณยังบ้าง

แม้จะมีเครื่องมือใหม่ๆ ให้ลองทำมากมากมาย แต่หลายอย่างก็ไม่เหมาะกับเรา เคยจะลองทำ Vlog แล้วแต่ไม่ถนัดเลย และในวันนี้ที่แทบจะไม่เหลือคนทำเว็บไซต์แล้วเพราะใช้พลังสูงกว่ามาก เราก็เลือกที่จะเขียนบทความลงเว็บไซต์ https://smileplease.mom ของตัวเอง คนอาจจะมองว่าเชยมาก แต่เราทำแล้วมีความสุข ในชีวิตเราควรมีบางอย่างที่ทำเพื่อความสุขของตัวเราเอง แล้วถ้าสิ่งที่เราทำมันเป็นประโยชน์กับคนอื่นได้ด้วย ทำให้คนอื่นได้สาระบันเทิง ผ่อนคลายไปกับเราด้วย มันคือพลังงานสำหรับเรานะ เคยมีคนอ่านบอกว่า ขอบคุณมากที่ทำเว็บไซต์แม่ยิ้มออกมา เพราะมีที่ให้เขาพักใจอันยุ่งๆ เข้ามาอ่านแล้วเขาได้ยิ้มกลับไป ฟังแล้วมีความสุขนะ

ตุ๊กตา พนิดา

ยิ้มของแม่อยู่ที่แม่ยิ้ม?

เราทำเว็บไซต์แม่ยิ้ม หรือ smileplease.mom ขึ้นมา เมื่อให้โลกของแม่ยิ้ม โลกรอบตัวของแม่ก็จะยิ้มไปด้วย เรากำลังพูดถึงเรื่องอะไรก็ตาม เรื่องความสวยงาม แฟชั่น งานอดิเรก หรือเรื่องที่ส่วนตัวมากๆ ของแม่ที่ให้แรงบันดาลใจ ไปจนถึงเรื่องความสุขจากการเดินทางคนเดียวหรือการยอมตัดเรื่องอื่นๆ ออกไปจากชีวิต

การที่แม่จะมีเวลาหรือชีวิตของตัวเองบ้างไม่ใช่เรื่องผิดนะ บ่อยครั้งที่คนเป็นแม่ทุ่มทุกอย่างที่มีให้คนที่รักหมดจนลืมตัวเอง ลืมสิ่งที่เคยชอบ เราคิดว่าในหนึ่งวันแม่ควรจะมีเวลาน้อยที่สุดก็สัก 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมงที่จะเป็นตัวของตัวเอง เราเชื่อเสมอว่าทุกคนมีชีวิตของตัวเอง ลูกมีชีวิตของตัวเอง สามีมีชีวิตของตัวเอง เราก็มี เพียงแต่ว่าเราต่างมีชีวิตที่ทับซ้อนกันอยู่ จำเป็นที่จะต้องมีน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตของแม่ให้มีชีวิตชีวา เพื่อที่จะทำอย่างอื่นหรือดูแลโลกใบอื่นได้

อะไรคือเป้าหมายที่ตั้งไว้เมื่อเริ่มต้นเขียนบทความหรือหนังสือเล่มใหม่

แม้จะเป็นเพียงบทความ แต่เรายังใช้วิธีคิดและกระบวนทำงานไม่ต่างจากหนังสือ ในการพิมพ์หนังสือแต่ละครั้งใช้ทรัพยากรธรรมชาติเยอะ ยิ่งทำให้ต้องคิดมากขึ้น วันนี้มีหนังสือที่เขียนเสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้พิมพ์ออกมา ทั้งคิดถึงต้นทุนราคาขาย จำนวนที่พิมพ์ วิธีขาย มีเรื่องที่ต้องระวังหลายอย่าง หนังสือเล่มล่าสุดยังคงเป็นซีรีส์กุ๊กกิ๊กแฟมิลี่ไกด์ หนังสือนำเที่ยวเพื่อการเที่ยวกันเป็นครอบครัว ตั้งแต่สถานที่และกิจกรรมสำหรับใช้เวลาร่วมกัน ร้านรวงโปรดของคุณแม่และคุณพ่อ

ความยากของการทำหนังสือนำเที่ยวในยุคนี้

เหมือนจะง่ายแต่ก็ไม่ได้ทำกันง่ายๆ แค่ดูลูกก็เหนื่อยแล้ว นี่ถ่ายรูป กลับมาต้องมาเขียนอีก ซึ่งเราจะรู้ของเราในหัวว่าเรื่องไหนจะเขียน แต่เราจะไม่ตั้งเป้าหมายในการเดินทางว่าไปเพื่อทำหนังสือ นั่นจะทำให้บรรยากาศเป็นอีกแบบหนึ่ง ไม่สนุก พออะไรที่คิดว่าเป็นงานมันจะเครียดขึ้น มันต้องกังวลหลายอย่างอีก กังวลว่าเก็บเรื่องถ่ายรูปพอหรือยัง

ความเป็นแม่และภรรยาที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มาพร้อมกันได้ไหม

เรายังเชื่อเสมอว่ามันเป็นไปได้ที่คนที่เป็นคุณแม่และประสบความสำเร็จในทุกๆ ด้านไปพร้อมกัน คนเราสวมหมวกกันทีละใบ ตอนนี้เป็นแม่เราก็สวมหมวกแม่ เพียงแต่ว่างานที่เป็นความฝันของเราต่างๆ เปรียบเสมือนเครื่องประดับ สมมติวันนี้ต้องทำงานเป็นบรรณาธิการ ความเป็นแม่ก็จะกลายเป็นเครื่องประดับหมวกแทน เราทำทุกอย่างไปด้วยกันได้ เพียงแต่ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญของเรื่องนั้นก็มาก่อน

เรื่องชื่นใจ

“คุยกับชื่นใจก่อนได้เลยค่ะ” ชื่นใจ ภูมิรัตน ในวัย 5 ขวบขยับโบผูกผมของเธอเล็กน้อย ก่อนนั่งหลังตรงรอเราอยู่

นี่คือการให้สัมภาษณ์สื่อครั้งแรกของชื่นใจ และชื่นใจก็เป็นคนอายุน้อยที่สุดที่ The Cloud เคยสัมภาษณ์มา

เราละลายพฤติกรรมกันด้วยสมุดวาดภาพ ปากกาสี สติกเกอร์รูปเด็กสาวผมม้า หลังชวนเธอตอบคำถามสั้นๆ บรรยากาศก็เปลี่ยนไป โดยเฉพาะช่วงหลังๆ ที่เปลี่ยนจากผู้ตอบมาเป็นผู้ถาม สมเป็นลูกสาวของบรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์และนักร้องนักแต่งเพลงคนดังของประเทศ

สมัยที่ชื่นใจยังเป็นชื่นจิ๋ว หรือชื่นใจในร่างจิ๋ว เธอเป็นทั้งแฟชั่นนิสต้าและบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวที่อายุน้อยที่สุดคนหนึ่ง วันเวลาผ่านไป นอกจากในเพจเที่ยวรอบลูก คุณยังติดตามทริปท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์และสนามเด็กเล่นของเธอได้ใน เรื่องชื่นใจ

ถ้าผู้ใหญ่ยังมี Cafe Hopper ได้ เด็กก็มี ‘สนามเด็กเล่น Hopper’ ได้เช่นกัน

ตุ๊กตา-พนิดา เอี่ยมศิรินพกุล แม่ของชื่นใจเขียนถึงชื่นใจในบทความ Robinson Playground สนามเด็กเล่นที่คล้ายค่ายลูกเสือขนาดย่อมที่เวียนนา ประเทศออสเตรีย ว่าการไปสนามเด็กเล่นของชื่นใจสอนเธอเรื่องความกล้า ความกลัว การตัดสินใจ ความสนุก ความเหงา

ยอมรับว่าตอนแรกเราก็ไม่เข้าใจหรอก เพราะสนามเด็กเล่นที่เราคุ้นตาไม่เคยสร้างความรู้สึกเช่นนั้น จนกระทั้งได้นั่งคุยกับชื่นใจยาวๆ ก็พบว่าไม่เด็กสาวคนนี้ไม่ใช่แฟชั่นนิสต้า ไม่ใช่เจ้าหญิง ไม่ใช่หนูน้อยยิ้มเก่ง แต่เธอนิ่งฟังคำถามและตั้งใจตอบทุกครั้ง แม้ในมือจะมีปากกาสีกับกระดาษ

ตุ๊กตา พนิดา

ชื่นใจในดวงใจ

“คุยกับชื่นใจก่อนได้เลยค่ะ” ชื่นใจเอ่ยปาก และเมื่อแม่ถามว่าอยากให้นั่งอยู่เป็นเพื่อนไหม ชื่นใจก็ยืนยันว่าเธออยู่คุยกับเราเพียงลำพังได้สบายมาก

ชื่นใจเล่าว่า 1 วันของเธอ ส่วนใหญ่หมดไปกับการวาดรูป โดยเฉพาะรูปผู้คนและรูปหัวใจ

“ทำไมรูปหัวใจของชื่นใจไม่เหมือนของคนอื่นที่เคยเห็นเลย” เราถาม

“เพราะมันต้องมีระบายด้วย” ชื่นใจบอกว่าเธอวาดตามแบบที่เห็นจากกระเป๋าของคุณแม่ ก่อนจะบรรจงวาดเชอร์รี่เติมเข้าไปในหัวใจจนเต็มดวง

นอกจากวาดรูป การอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมโปรดที่คุณแม่ปลูกฝังชื่นใจตั้งแต่ยังเล็กมากๆ

“อ่านหนังสือชื่อว่า ตด (เรื่องและภาพโดย ชินตะ โช สำนักพิมพ์แพรวเพื่อนเด็ก) แล้วก็ชอบอ่านเรื่อง Snow White หนูชอบเพราะเขาน่ารัก แต่ที่หนูชอบมากกว่าคือ มู่หลาน เพราะมู่หลานเขาเก่งและฉลาด” ชื่นใจเล่าเสียงใส แต่เมื่อถามจะเลือกเป็นสโนว์ไวท์หรือมู่หลานมากกว่ากัน ชื่นใจกลับบอกว่าเธอจะเป็นซูเปอร์ฮีโร่

“หนูอยากเป็น Batgirl, Supergirl, Wonder Woman, Poison Ivy และที่อยากเป็นมากที่สุดคือ Lady Shiva”

ตุ๊กตา พนิดา

การเดินทางของความฝัน

“โตขึ้นอยากเป็นอะไรคะ”  ไม่มีเด็กคนไหนโตมาโดยไม่เคยเจอคำถามนี้

“อยากเป็นแอร์โฮสเตส นักวิทยาศาสตร์ และหมอ แต่อยากเป็นแอร์โฮสเตสที่สุดค่ะ” ชื่นใจใช้เวลาคิดไม่นานก่อนตอบเสียงดังฟังชัด แล้วรีบอธิบายงานของแอร์โฮสเตสจากการเฝ้าสังเกตเมื่อออกเดินทางไกล “เสิร์ฟอาหาร เสิร์ฟขนม และบอกให้เรารู้ว่าต้องทำตัวยังไงบ้างเมื่ออยู่บนเครื่องบิน” เธอตอบอย่างตั้งใจ

“ชื่นใจทำได้ใช่ไหมคะ” เราถาม

“ได้ค่ะ” เธอรับคำ ก่อนบอกเราว่าเธอจะต้องตั้งใจให้มากกว่านี้และรู้ภาษาเกาหลีเพื่อจะเป็นแอร์โฮสเตสที่อยากเป็น ในชุดแอร์โฮสเตสที่ใส่เสื้อสีขาวด้านใน ตามด้วยแจ็กเก็ตสีชมพูแบบที่มีกระดุม จับคู่กับกระโปรงสีเทา เป็นเครื่องแบบพนักงานของสายการบินซีจัง ซึ่งมาจากชื่อ CJ ตัวย่อของชื่นใจ

ไม่ว่าปลายทางของสายการบินนี้จะเป็นที่ไหน รวมถึงจะเปิดทำการจริงเมื่อไหร่ สิ่งหนึ่งที่เรามั่นใจคือ โลโก้ของสายการบินจะต้องมีรูปหัวใจลายเชอร์รี่เป็นส่วนประกอบแน่ๆ

ขณะเดียวกันนักวิทยาศาสตร์หญิงชื่นใจก็ตั้งใจจะคิดค้นทำเครื่องทำคัพเค้กอัตโนมัติ ที่ลักษณะภายนอกดูเหมือนเครื่องปิ้งขนมปัง

“แล้วชื่นใจมีความฝันไหมคะ” เราถาม

“มีค่ะ (รีบตอบ) ความฝันของหนูคือการออกไปท่องโลก” ชื่นใจกางมืออธิบายขนาดของกระเป๋าเดินทางของเธอ ซึ่งไม่เล็กจนเกินไปและไม่ใหญ่จนสุดแขน พร้อมเล่าถึงของสำคัญที่เธอจะนำใส่กระเป๋าติดตัวไปด้วย ได้แก่ น้องบาร์บี้ เทเรซา และคลอเดีย สมุด ดินสอสี กระติกน้ำ หนังสือนิทานเรื่อง ตดลาแล้วนะ

“หนูจะผูกเจสซี่ (ตุ๊กตาตัวโปรด) ที่หูของกระเป๋าเดินทาง” เธอยิ้มให้หลังพูดถึงเพื่อนสนิทที่ชื่อเจสซี่

ก่อนหน้านี้เราคิดว่าคำถามต่อไปนี้จะยากเกินที่เด็กอายุ 5 ขวบจะเข้าใจ แต่ยิ่งคุยกันก็พบว่าไม่เพียงเธอเข้าใจ ชื่นใจยังตอบคำถามแทบจะในทันทีที่ได้ยิน ดังคำถามต่อไปนี้

ตุ๊กตา พนิดา

เมื่อคนเราโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่เรามักจะลืมความฝัน ชื่นใจอยากบอกพวกเขาว่าอะไรคะ

คนที่ลืมความฝันคือคนที่เชยที่สุด ถ้าไม่มีความฝันก็ไม่ต้องเกิดมา

ชื่นใจจะรู้สึกยังไงเมื่อทำความฝันนั้นสำเร็จ

หนูจะรู้สึกดีใจ และถ้าเกิดทำตามความฝันได้แล้วก็ให้ไปช่วยคนอื่นต่อไปเรื่อยๆ

ชื่นใจรู้ไหมว่าคุณแม่ทำงานอะไร

ทำงานเป็นคนทำหนังสือค่ะ

ชื่นใจมีส่วนช่วยงานคุณแม่บ้างไหม

ช่วยบ้างค่ะ แต่ช่วยทำงานครัวมากกว่า

งานอะไรในครัวที่ชื่นใจชอบทำ

ตอกไข่ ซึ่งหนูทำได้ตั้งแต่ 2 ขวบแล้ว เป็นงานที่ต้องฝึกฝนจะได้ตอกไข่สวยๆ และงานที่ยากที่สุดในครัวสำหรับหนูคืองานขูดเปลือกแครอท

เมนูที่ชอบกินที่สุด

ซุปมักกะโรนีที่โรงเรียน หนูเคยเติมถึง 5 ชาม มันอร่อยมากๆ จำได้เลยว่าเป็นของโปรดของหนูตั้งแต่อายุ 3 ขวบ

เมนูอะไรที่ชื่นใจไม่ชอบกิน

กุยช่าย หนูไม่ชอบกลิ่นของกุยช่าย

วิธีที่จะทำให้กุยช่ายอร่อยขึ้นด้วยสูตรของชื่นใจ

นำไปทอดแล้วชุบแยมสตรอว์เบอร์รี่

เมนูใหม่ทดลองทำของชื่นใจ

เทไข่เจียวลงไปทอด ตามด้วยวางแครอท ข้าว และหน่อไม้ฝรั่ง วางทอดบนไข่เจียว จากนั้นห่อให้สวยงาม เมนูนี้มีชื่อว่า ไข่เจียวห่อแครอท และของแท้ต้องเป็นแครอทรูปดาวเท่านั้น

จงแต่งนิทานสั้นๆ 1 เรื่องที่แทนความรู้สึกของวันนี้

เป็นเรื่องของคนปลูกต้นไม้ที่สอนว่าอย่าใจร้อน

ตุ๊กตา พนิดา

บทสัมภาษณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจของซันไลต์ที่มุ่งมั่นอยากสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนเริ่มทำสิ่งที่รัก เพราะซันไลต์ไม่ได้แค่มุ่งมั่นที่จะเป็นน้ำยาล้างจานที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังอยากเป็นผู้ช่วยคนสำคัญในห้องครัวที่จะทำให้เรื่องงานบ้านไม่เป็นเรื่องน่ากังวลใจอีกต่อไป ติดตามเรื่องราวการเริ่มทำในสิ่งที่รักของซันไลต์ต่อได้ที่นี่ ชีวิตที่มากกว่างานบ้าน

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

หากพูดถึงยูทูบเบอร์เกาหลีในประเทศไทย Kyutae Oppa น่าจะเป็นชื่อแรก ๆ ที่ใครต่อใครนึกถึง

หลายคนอาจคุ้นหูชื่อนี้จากการขึ้นอันดับ 1 บนเทรนด์ทวิตเตอร์ ทั้งที่จริง ๆ คิวเทคือยูทูบเบอร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในวงการ เส้นทางชีวิตของเขาอัดแน่นไปด้วยเรื่องราวที่มีคุณค่าและน่าสนใจมากมาย ที่แน่ ๆ มันมีอะไรมากกว่าแค่ข่าวร้ายช่วงต้นปีอย่างแน่นอน

ซิม คิวเท เจ้าของช่อง Kyutae Oppa ลืมตาและเริ่มเรียนรู้โลกที่จังหวัดชลบุรี แม้จะมีพ่อกับแม่เป็นคนเกาหลีแท้ ๆ จานโปรดที่ช่วยให้เขาเติบใหญ่กลับไม่ใช่กิมจิ แต่เป็นส้มตำไก่ย่าง 

เรียกว่าถึงจะมีสายเลือดแดนโสม แต่หัวใจก็เป็นไทยเต็มดวง

หนุ่มคิ้วเข้มนิยามตัวเองในวัยเด็กว่าเป็นคนขี้อาย การอกหักจากรักแรกตอนมัธยมเหมือนเป็นการสับสวิตช์ เปลี่ยนเด็กเก็บตัวให้กลายเป็นวัยรุ่นที่ทั้งรั่ว กล้า และบ้าบิ่น ช่องยูทูบ Kyutae Oppa หรือที่ก่อนหน้าใช้ชื่อ Kyutae TV ถือกำเนิดขึ้นในตอนนั้น

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

บุคลิกที่ขี้เล่น จริงใจ กล้าทำทุกอย่างที่ขวางหน้า ส่งให้ช่องของเขาพุ่งทะยานจนมีคนติดตามกว่า 8 ล้านใน 5 ปี เขาจริงจังกับเส้นทางนี้ถึงขั้นลาออกจากมหาวิทยาลัย หลังจากที่เรียนไปได้เพียง 3 เดือน

อาจเพราะความสำเร็จที่ไม่ธรรมดา หลายคนจึงไม่รู้ว่า ซิม คิวเท เพิ่งจะมีอายุเพียง 23 ปีเท่านั้น แต่นั่นก็ไม่ได้บ่งชี้ว่าประสบการณ์ของเขาน้อยไปกว่าใคร และอันที่จริง เขาน่าจะผ่านอะไรมามากกว่าคนที่แก่กว่าเขาไปแล้วด้วยซ้ำ

หลังปล่อยคลิปอธิบายความขัดแย้งระหว่างตนเองและทีมงาน สื่อแทบทุกสำนักก็ต่อคิวขอสัมภาษณ์จนเขาแทบไม่มีเวลาพักหายใจ เราจึงรู้สึกพิเศษไม่น้อยที่คิวเทเลือกเทคิวมาพูดคุยกับ The Cloud ในวันนี้

ขณะนั่งรอการมาถึงของโอปป้า เราได้แต่คาดเดาไปต่าง ๆ นานา ว่าหนุ่มอารมณ์ดีที่เราเห็นในช่อง หลังกล้องจะเป็นคนแบบไหน จะยิ้มแย้มบ้าบอแบบในคลิป หรือจะสุขุมนุ่มลึกเข้าถึงยาก

หนุ่มเกาหลีหัวใจไทยไม่ทิ้งให้สงสัยนาน ทันทีที่ได้เจอ คิวเทส่งยิ้มล้นปรี่ไม่ต่างจากที่เห็นในโซเชียลมีเดีย ความสนุกสนานในยูทูบเป็นอย่างไร ชีวิตจริงเขาก็เป็นแบบนั้น

อย่างไรก็ดี เมื่อการสนทนาเริ่มต้น เราจึงค่อย ๆ สัมผัสได้ถึงตัวตนความเป็นมนุษย์ของเขาทีละเล็กละน้อย เป็นชีวิตที่ไม่ได้มีเพียงมุมที่ยิ้มอิ่มสุข หากยังมีด้านที่จริงจัง ทุกข์ ไปจนถึงโศกเศร้า 

เขาเล่าทั้งหมดให้ฟังแบบตรงไปตรงมา 

ตรงหน้าของเราคือมนุษย์ที่จริงใจที่สุดคนหนึ่ง และคงถึงเวลาอันสมควรที่ทุกคนจะได้สัมผัสความจริงใจของยูทูบเบอร์วัยยังไม่เบญจเพสคนนี้

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

กิมจิไม่ค่อย ขอส้มตำดีกว่า

ชื่อ ‘ซิม คิวเท’ ของคุณ ที่แปลว่า คนที่ห่วงใยประเทศไทย มีที่มาจากอะไร

พ่อแม่ผมเป็นคนเกาหลี แต่ผมเกิดที่นี่ เมดอินไทยแลนด์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ตอนผมเกิด คุณปู่บินจากเกาหลีมาไทย เขาบอกพ่อกับแม่ว่า ไหน ๆ จะมาตั้งหลักที่ไทยอยู่แล้ว ลูกก็เกิดที่ไทยด้วย ก็อยากให้ตั้งชื่อที่เกี่ยวกับประเทศไทยหน่อย คุณปู่เสนอว่าให้ชื่อห่วงใยประเทศไทยดีมั้ย แต่ละพยางค์ในภาษาเกาหลีมีความหมายอยู่แล้ว ชื่อคิวเทลงตัวพอดี ซิมคือชื่อตระกูล ‘คิว’ ย่อมาจากคำว่าเข้าใจ ส่วน ‘เท’ มาจาก ‘แทกุก’ ที่แปลว่าประเทศไทย ก็เลยเป็น ซิม คิวเท แต่เพื่อนเรียกกันไม่ค่อยถูกนะ คิวเทบ้าง ไคยิวเทบ้าง เรียกหยาบ ๆ ก็มี ผมเลยให้เพื่อนเรียก ‘ซิม’ แล้วกัน น่าจะเรียกง่าย จำง่ายกว่า

แล้วคุณห่วงใยประเทศไทยจริงมั้ย

จริง ๆ ก็เหมือนผมเป็นคนไทยนะ ทุกครั้งที่ไปเกาหลีจะอยากกลับมาไทยตลอด ที่นั่นไม่มีอะไรที่เราคุ้นชินเลย เหมือนไปเที่ยวต่างประเทศมากกว่า รู้สึกชัดเจนเลยว่าประเทศไทยคือบ้านของเรา ถามว่าห่วงใยมั้ยก็ต้องห่วงอยู่แล้ว เพราะว่านี่คือบ้าน

ถามจริง ประเทศนี้มีอะไรให้คุณหลงรัก

อย่างแรกก็เรื่องอาหาร ผมชอบกินอาหารรสจัด เผ็ด ๆ อร่อย ๆ อย่างกิมจิผมก็ไม่ค่อย ขอเลือกส้มตำดีกว่า กินมาตั้งแต่เด็กแล้ว

และที่ประทับใจที่สุดคือผู้คน ผมว่านิสัยคนไทยไม่เหมือนคนเกาหลีนะ คนไทยค่อนข้างใจเย็น ใจดีกว่า คนเกาหลีแอบดุ (หัวเราะ) ถ้าไม่รู้จักกันจะเหมือนมีกำแพงกั้นอยู่ พออยู่เกาหลีนาน ๆ ผมกลายเป็นอีกคนหนึ่งเลย เป็นคนที่ไม่ค่อยกล้าแสดงออก เข้าไปเฮฮากับใครไม่ได้ แต่ที่ไทยเราได้เป็นตัวของตัวเองเต็มที่

หมายความว่าไม่มีความคิดจะไปใช้ชีวิตที่เกาหลีเลย

ปกติผมกลับเกาหลีปีละครั้งอยู่แล้ว แต่ไม่เคยคิดจะกลับไปใช้ชีวิตที่นั่นยาว ๆ เคยมีที่คิดเล่น ๆ ว่าอยากดังที่เกาหลีบ้างเหมือนกัน แต่คิดไปคิดมาก็รู้ตัวว่าวันนี้มีความสุขอยู่แล้ว ผมอยากประสบความสำเร็จในไทยให้สุดมากกว่า

หลายคนเรียกคุณว่าเกาหลีตัวปลอม บ้างก็แซวว่าคุณพูดภาษาไทยไม่ชัด เคยน้อยใจบ้างรึเปล่า

ไม่เลย ผมว่าเป็นอะไรที่ดี จริง ๆ แล้วหนึ่งในสี่ของคนที่ติดตามช่อง Kyutae Oppa ก็ไม่รู้นะว่าผมเป็นคนเกาหลี เขาคิดว่าผมเป็นคนไทยที่แกล้งเป็นเกาหลี แต่ผมไม่น้อยใจเพราะมันเป็นกิมมิกดี ให้คนงงว่าสรุปเป็นเกาหลีหรือไทยกันแน่ คนดูจะสงสัยว่าไอ้นี่เป็นใคร แล้วก็อาจจะไปค้นหา เข้าไปดูคลิปของเราต่อ

แต่ทุกวันนี้ภาษาไทยของผมก็เก่งขึ้นเยอะนะ 

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'
Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

อกหัก…จึงกล้าแสดงออก

จากเด็กที่อยากทำงานเบื้องหลัง ไม่ค่อยกล้าแสดงออกตอน ม.ปลาย เปลี่ยนแนวมาอยู่หน้ากล้อง ทำช่องยูทูบได้ยังไง

ผมอกหัก ด้วยความเป็นเด็กด้วยเลยรู้สึกอกหักอย่างแรง ตลกดีเหมือนกัน ตอนนั้นอยู่ที่สถานบันเทิงพอดี ไม่รู้เหมือนกันว่าคิดอะไร จู่ ๆ ก็อยากขึ้นไปเต้น จากที่เศร้า ๆ พอเต้นแล้วรู้สึกลืมเรื่องอกหักไปเลย เหมือนได้เจอความสุขที่แท้จริง เห็นผู้คนมองขึ้นมาบนเวที โฟกัสที่เราคนเดียว หลังจากวันนั้น ผมก็ลองเป็นคนอีกแบบหนึ่งดู ลองยกมือขอขึ้นเวทีในงานโรงเรียนบ้าง ลองทำตัวเป็นรุ่นพี่ที่ร้องเพลงตามบันไดบ้าง (หัวเราะ) ก่อนหน้านั้นผมไม่กล้าเลยนะ กลัวมาก 

พอรู้ตัวว่ามีความสุขที่ได้แสดงออก ทีแรกผมอยากเป็นนักร้อง แต่ก็คิดว่าเป็นไม่ได้ เพราะขนาดคนที่ร้องเพลงอยู่ข้าง ๆ ยังร้องเพราะกว่าเราเลย โลกนี้มี 7 พันล้านคน ผมคงไปถึงจุดที่เป็นนักร้องไม่ได้ ก็เลยมองหาอะไรบางอย่างที่จะทำให้เรามีชื่อเสียง ก็ได้เจอยูทูบ เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ฟรี จะมาจากไหน อายุเท่าไหร่ ก็สร้างได้ ก็ลองทำดู ทำมาเรื่อย ๆ จนถึงวันนี้

พอจะจำได้มั้ยว่าคลิปแรกมีคนดูเท่าไหร่

โห คลิปหนึ่ง 40 – 50 วิวเอง ตอนนั้นคิดเยอะมากนะ ผมเริ่มทำช่วง ม.6 ทำแล้วคนก็ล้อ เพื่อนที่โรงเรียนก็ล้อว่าไอ้นี่เป็นอะไร เด็ก ๆ รุ่นน้องก็หัวเราะ คุณครูก็ดูถูก ออกแนวเป็นห่วงเพราะใกล้จะต้องเข้ามหาลัยแล้ว แต่ไอ้นี่ยังไม่รู้เลยว่าจะไปมหาลัยไหน วัน ๆ ทำแต่คลิป

ยอดก็ไม่ได้ดี แถมมีคนดูถูกด้วย ทำไมคุณจึงยังทำต่อ

ก็โดนล้อโดนดูถูกไปแล้ว ผมขอทำต่อดีกว่า (หัวเราะ) 

แต่ผมไม่โกรธคนที่ล้อนะ เพราะผมก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริง ผมยังไม่ดังจริง ๆ และคุณภาพของคลิปที่เราทำก็ตลกด้วย สมัยนั้นคนยังไม่เข้าใจว่าทำยูทูบเป็นยังไง แต่เราไม่สนใจ โอเค มีคนล้อ งั้นลองทำอีกคลิปแล้วกัน ลองหาดูว่าแบบไหนคนถึงจะชอบ ทำไปก็ยังไม่ดีหรอก แต่มันทำให้เรากลายเป็นรุ่นพี่ทำคลิปประจำโรงเรียน แม้จะมียอดติดตามไม่ถึงร้อยคนก็เถอะ

แต่พอโดนล้อมาก ๆ เข้า ผมก็เขินจนทนไม่ไหว ทำคนเดียวเหงาไปหน่อย เลยบอกเพื่อนว่ามาทำด้วยกันเถอะ คุณครูจะได้ดูถูกมึงด้วยไง (หัวเราะ) แก๊งผมมี 4 คน ก็มาช่วยออกในคลิป พอทำด้วยกันกับแก๊งเพื่อนก็เหมือนยูทูบเป็นกิจกรรมที่ได้มาสนุกกัน ตอนผมถ่ายจะมีรุ่นน้องในโรงเรียนมาดูตลอด เพราะสิ่งที่เราทำตลกมาก ผมเลยมีกำลังใจจะทำต่อไป

ใครสอนคุณทำยูทูบ

ศึกษาเองหมดเลย หลายคนทำเป็นอยู่แล้ว มันแอบคล้ายหลักการตลาดนิดหน่อย เราต้องหาอะไรที่แตกต่างในตลาดเดียวกัน ในยูทูบมีคอนเทนต์กินแล้ว เฮ้ย เกาหลีเต้นสายย่อ เกาหลีดูหนังผีไทยยังไม่มีนี่หว่า งั้นผมลองทำดีกว่า 

ส่วนการตัดต่อ ผมก็ต้องเรียนเหมือนกัน ความโชคดีอย่างหนึ่งคือผมเรียนโรงเรียนอินเตอร์ เลยสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ไม่รู้อะไรก็เสิร์ช ยุคนั้นคลิปสอนตัดต่อที่เป็นภาษาไทยยังไม่ค่อยมี แต่ภาษาอังกฤษมีทุกอย่างที่เราอยากเรียน ได้เข้าใจตั้งแต่ตอนนั้นว่า ถ้าผมอยากเรียนอะไรก็เรียนเองได้ ไม่ต้องมีอาจารย์คอยสอน

ช่อง ‘Kyutae Oppa’ เริ่มเป็นที่รู้จักตอนไหน

คลิปแรกที่ดังน่าจะเป็นเกาหลีดูหนังผีไทย เราอัดคลิปตัวเองดูหนังผี แล้วตัดเฉพาะรีแอคชันตอนตกใจ ปรากฏว่ามีคนดูดคลิปผมไปลงในเพจ คนแชร์เป็นหมื่นเลย ผมรีบทักไปหาเขาว่าใส่เครดิตให้หน่อยได้มั้ย ตอนนั้นไม่มีความรู้ ไม่รู้เลยว่าการที่เขาเอาคลิปเราไปลงดีหรือไม่ดี คิดแค่ว่า ขอบคุณครับพี่ที่เอาคลิปผมไปลง ไหน ๆ ก็เอาไปแล้ว ฝากแปะชื่อผมด้วยได้มั้ย (หัวเราะ) วันนั้นยอดติดตามผมขึ้นมา 2,000 – 3,000 แล้วไม่นานก็ขึ้นไปถึงหลักหมื่น

ทุกวันนี้ คลิปที่คุณนำเพลงไทยมาแปลงเนื้อเป็นภาษาเกาหลีได้รับความนิยมมาก ๆ เล่าแรงบันดาลใจของคลิปแนวนี้ให้ฟังหน่อย

ช่วงโควิดผมว่างมาก เลยลองหาเพลงดัง ๆ ตอนนั้นเพลง วาฬเกยตื้น ของ GUNGUN มาแรง เลยลองแปลเนื้อเพลงดู วันเดียวก็เสร็จ ผมก็ร้องแล้วลงยูทูบ โอ้โห คนดูเยอะมาก 10 – 20 ล้าน งั้นผมทำต่อดีกว่า แค่นั้นเลย 

การร้องเพลงลงยูทูบทำให้คุณเข้าใกล้ความฝันวัยเด็กที่อยากเป็นนักร้องมากขึ้นมั้ย

ทุกวันนี้ก็ยังอยากเป็นนักร้องนะ แต่พอทำยูทูบ ผมก็ไม่มีเวลาเข้าหาดนตรีเท่าไหร่ มีช่วงที่ลืมความอยากเป็นศิลปินไปเหมือนกัน รู้สึกว่าศิลปินเป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง ต้องทุ่มเท ต้องให้เวลามาก ๆ เดี๋ยวนี้มีแอบทำเพลงบ้างเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร ยังตั้งใจเต็มที่กับยูทูบเหมือนเดิม แต่กับอะไรที่จะตามมา ผมก็พยายามทำเรื่อย ๆ เพื่อให้วันหนึ่งมันสมบูรณ์

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

ถ้ารู้สึกเครียด ผมไม่ทำ

เคล็ดลับอะไรที่ทำให้ ‘Kyutae Oppa’ โดดเด่นกว่าช่องอื่น ๆ ที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน

ผมขายตัวเองไว้ในนั้น เอาบางอย่างที่เป็นชีวิตจริงลงไปอยู่ในช่อง สิ่งที่ผมอยากเป็น การที่น้องสาวเป็นเด็กพิเศษ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่พบเจอ ผมก็เอาไปละลายในช่อง บางคนอาจจะมองว่านี่เป็นการขายวิญญาณ แต่ผมว่านี่คือวิถีชีวิต คือการนำเสนอตัวตนให้คนดูตามที่ตัวบุคคล วิธีนี้เป็นอะไรที่อยู่ได้นานที่สุด

แล้วบุคคลที่ชื่อ ซิม คิวเท น่าติดตามยังไง

ผมสัญญากับตัวเองว่า ตอนอยู่หน้ากล้องต้องสนุก พลังงานต้องเต็มร้อย จะเช็กก่อนทุกครั้งว่าเรามีเรื่องเครียดอะไรรึเปล่า ถ้ามี ผมจะไม่ถ่ายเลย ผมว่าเป็นการไม่ให้เกียรติคนดู เพราะคนดูส่วนใหญ่มีเรื่องเครียดอยู่แล้ว เขาไม่ได้มาเอาความรู้ แต่อยากมาดูว่าวันนี้ผมทำอะไร อยากหัวเราะในสิ่งที่ผมทำ อยากเห็นผมบ้า เห็นผมโชว์พลังในที่สาธารณะ อยากเห็นผมมั่นใจ เป็นตัวของตัวเอง ไม่ว่าจะทำอะไร ไปร่วมงานกับแขกรับเชิญคนไหน ผมจะไม่มีการเกร็งหรือกลัว ผมอยากให้พลังงานของผมช่วยให้คนดูมีความสุข นี่น่าจะเป็นจุดสำคัญที่สุดที่ทำให้คนติดตามผม 

คุณไม่ฝืนเลยเหรอที่ต้องเต้นหรือทำเรื่องตลกในที่สาธารณะ

ฝืนครับ ฝืนมาก ครั้งแรกผมก็ไม่กล้า คืนก่อนหน้านอนไม่หลับเลย วันนั้นนัดเพื่อนคนหนึ่งให้มาช่วยถ่าย ต้องเต้นกลางห้าง เราไม่เคยถ่ายคลิปในห้างมาก่อน ทั้งเกร็งทั้งกลัว (ทำท่าลุกลี้ลุกลน) เฮ้ย คนนั้นมองเราทำไม เฮ้ย คนนั้นสวยมากเลย เขินจัง ผมเกร็งไปหมด

จริง ๆ ผมลืมความรู้สึกนี้ไปแล้วนะ แต่ยูทูบเบอร์หลายคนก็ยังเป็นอยู่เวลาต้องถ่ายคลิปในที่สาธารณะ ทุกวันนี้ผมแบ่งช่องในสมองได้แล้ว ถ่ายคลิปคือถ่ายคลิป ทำอย่างอื่นคือทำอย่างอื่น ประสบการณ์ทำให้เราแบ่งได้ชัดเจนว่าเวลาไหนเครียดได้ เวลาไหนต้องถ่าย 

Kyutae Oppa ยูทูบเบอร์เกาหลี 8 ล้านซับใน 5 ปี กับขวบปีที่ได้รู้ว่า 'คนจริงใจหายาก'

ทุกวันนี้ก็คือเต้นกลางห้างได้แบบชิลล์ ๆ

ตอนนี้ดีดนิ้วปุ๊บ เต้นได้เลย (หัวเราะ)

อะไรทำให้เด็กปี 1 ที่เพิ่งเรียนมหาลัยได้แค่ 3 เดือน ตัดสินใจลาออกไปเปิดบริษัทเป็นของตัวเอง

ก่อนทำยูทูบ ผมอยากไปเรียนที่นิวยอร์ก อยากเป็นผู้กำกับอยู่หลังกล้อง แต่พออกหัก เริ่มทำยูทูบ ก็ไม่ได้อยากเรียนอะไรเป็นพิเศษ แต่พ่อแม่อยากให้เรียน และผมก็อยากรู้ เอ เรียนมหาลัยจะเป็นยังไง

ทีนี้มีอยู่วันหนึ่ง ผมไปถ่ายคลิปที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ลงคลิปเสร็จ มหาลัยก็ติดต่อมาว่าอยากให้ไปเรียนที่นั่น คณะนิเทศ ให้ทุนเรียนฟรี 4 ปีเลย ผมคิดในใจ ‘โห สบายจัด ทำยูทูบจนได้เข้ามหาลัย บ้าไปแล้ว (ทำเสียงสูง)’ 

แต่พอเข้าไปเรียนจริงไม่เหมือนที่คิดไว้ ผมต้องเรียนใหม่หมด ตั้งแต่วิธีเปิดกล้อง ชัตเตอร์สปีด เช็ดเลนส์ ตอนนั้นรู้สึกเหนื่อย ทำยูทูบ เรียนหนัก เดินทางก็ไกล เลยลองชั่งน้ำหนักดูว่า ระหว่างออกมาเรียนเองกับเรียนในมหาลัย อันไหนเร็วกว่า เรียนเองอาจจะไม่ละเอียดเท่ามหาลัย แต่ก็คงเร็วกว่า ได้เจอคนมากกว่า ผมมีเป้าหมายใหม่ด้วย อยากลองก้าวไปอีกขั้น เห็นยูทูบเบอร์หลายคนเริ่มเปิดบริษัทของตัวเอง ผมเลยลาออกหลังจากเรียนไปแค่ 3 เดือนเพื่อมาจดทะเบียนบริษัท ตอนนั้นอายุแค่ 19 

การเปิดบริษัทนับเป็นก้าวสำคัญของชีวิตเลยรึเปล่า

เป็นแรงบันดาลใจที่กระตุ้นให้เราตั้งใจทำงานมากขึ้น ตอนนั้นเป้าหมายผมเกินจริงมาก ยังเด็กด้วย คิดแผนว่าจะเปิดบริษัท จะมีลูกน้องกี่คน จะขายนู่นนี่นั่น ต้องมีเสื้อผ้านะ ต้องมีผู้ติดตาม 70 ล้านคนนะ จะมีรถกี่คัน วันหนึ่งต้องเปิดโรงเรียนสอนทำยูทูบให้ได้ 

ถึงวันนี้ทำอะไรไปแล้วบ้าง

ไม่ได้ทำเลยครับ (หัวเราะ)

พอลองทำบริษัทจริง ๆ ถึงได้รู้ว่าเราไม่ได้ชอบ เราแค่ทำตามคนอื่น ผมรวยขึ้น ดังขึ้นก็จริง แต่ว่าในใจรู้สึกว่าเดินผิดทาง ทุกวันนี้ยังมีบริษัทอยู่ แต่ก็ทำยูทูบเป็นหลัก ไม่ได้มีธุรกิจอะไรมากมาย

คิวเท ยูทูบเบอร์สายฮาชาวเกาหลี เด็กขี้อายที่ย้ายมาอยู่หน้ากล้อง ลองเปิดบริษัทในวัย 19 และการมองดาวเรียกสติ
คิวเท ยูทูบเบอร์สายฮาชาวเกาหลี เด็กขี้อายที่ย้ายมาอยู่หน้ากล้อง ลองเปิดบริษัทในวัย 19 และการมองดาวเรียกสติ

คนจริงใจมีน้อย

ทำยูทูบมา 5 ปี มีผู้ติดตามกว่า 8 ล้านคน เคยรู้สึกหมดไฟ อยากเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นบ้างรึเปล่า

ถ้าตอบว่าไม่ก็โกหกแล้ว มีแน่นอน ช่วงที่เหนื่อยและหมดไฟที่สุดคือ ตอนที่จะเปลี่ยนยูทูบจากงานอดิเรกมาเป็นอาชีพ ยากนะ ไม่รู้เลยว่าจุดเปลี่ยนคือตอนไหน ถามวันนี้ก็ยังตอบไม่ได้ 

มีช่วงที่บอกกับตัวเองเหมือนกันว่าจะทำยูทูบต่ออีกแค่ 3 ปี จริง ๆ ยูทูบเบอร์หลายคนเคยบอกตัวเองแบบนี้นะ แต่พอคิดแบบนี้แล้วชีวิตไม่มีความสุขเลย เหมือนเราให้วันหมดอายุกับตัวเอง ถึงจุดหนึ่งเลยเปลี่ยนความคิดใหม่ ได้รู้ว่าทำยูทูบไปเรื่อย ๆ ก็ดี จริง ๆ ไม่ว่าจะทำงานอะไรก็คงมีช่วงหมดไฟกันทั้งนั้น ผมลองตั้งใจใหม่ ลุยใหม่ จนความคิดที่จะทำยูทูบอีกแค่ 3 ปีหายไป ก็คงตั้งใจทำจนกว่าจะทำไม่ได้

หมายความว่าอาจจะมีวันที่คุณเลิกทำยูทูบ

มีอยู่แล้ว สักวันแหละ ทุกอย่างมีวันหมดอายุ แต่ก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าตอนไหน วันหนึ่งคนอาจจะไม่ดูเราแล้ว หรือเราอาจจะทำเหมือนเดิมไม่ได้ก็ได้ ไม่มีทางรู้ แต่ถ้าถามตอนนี้ก็ยังอยากทำช่องไปเรื่อย ๆ นะ

การเป็นบุคคลสาธารณะตั้งแต่เป็นวัยรุ่นให้อะไรและเอาอะไรไปจากคุณบ้าง

ให้ผมได้รู้จักกับธาตุแท้มนุษย์ ผมทำยูทูบมา 5 ปี ทุกคนรอบตัวเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ความคิด ความชอบ สังคม เวลาสั้น ๆ เอง แต่ทุกอย่างแทบไม่เหมือนเดิม ผมได้เรียนรู้เรื่องพวกนี้เยอะมาก

สิ่งที่เอาไปคือเวลา ผมได้สนุกสนานกับเพื่อนน้อยมาก ชีวิตผมไม่เหมือนของเพื่อนรุ่นเดียวกัน ตอนเพื่อนเรียนมหาลัย ผมทำงานแล้ว แทบไม่มีเพื่อนวัยเดียวกันเลย เพื่อนที่มีส่วนมากก็อายุมากกว่าเราหมด 

อีกอย่างที่เสียไปคือความเป็นส่วนตัวและความรู้สึก ผมไม่ได้มีสังกัดหรือบริษัทมาดูแล ต้องดูแลอารมณ์และชื่อเสียงของตัวเองตั้งแต่เด็ก เหนื่อยนะ ไม่มีผู้ใหญ่แนะนำ พ่อแม่เป็นคนเกาหลี เขาก็ไม่ได้เข้าใจทั้งหมดว่าสิ่งที่เราทำคืออะไร เราติดต่องานเอง ทำเองทุกอย่าง (นิ่งไป) 

ลืมไปเยอะเหมือนกันนะ ผ่านมานานแล้ว ตอนนั้นผมกลัวมาก กลัวไปหมดทุกอย่าง กลัวว่าจะพูดอะไรผิดรึเปล่า ไม่รู้ว่าออกจากบ้านแล้วจะมีคนว่าอะไรเรามั้ย เคยเจอดราม่าเหมือนกันเลยได้เข้าใจว่า อ๋อ เวลาดาราเจอเรื่องดราม่ารู้สึกแบบนี้นี่เอง แต่ถ้ามองถึงวันนี้ ผมคงบอกว่ามันดีแล้ว คุ้มแล้ว เพราะสิ่งนี้เป็นความสุขของเราจริง ๆ เราแค่ต้องหาให้เจอ เลือกโฟกัสให้ถูกจุด

คิวเท ยูทูบเบอร์สายฮาชาวเกาหลี เด็กขี้อายที่ย้ายมาอยู่หน้ากล้อง ลองเปิดบริษัทในวัย 19 และการมองดาวเรียกสติ

ช่วงปลายปีที่ผ่านมา คุณต้องเผชิญอุปสรรคครั้งใหญ่ในชีวิต ทั้งเรื่องความสัมพันธ์กับคนรักและเพื่อนร่วมงาน สิ่งที่ช่วยให้คุณผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้คืออะไร

เป็นเรื่องที่แปลกมากนะ ช่วงต้นปีมีวันหนึ่งที่เราเอามือขึ้นมาตบหน้าตัวเอง ไม่รู้เลยว่าเกิดจากอะไร ไม่รู้ว่าฝันอยู่รึเปล่า ช่วงนั้นชีวิตผมคงแย่เหมือนมีคนมาตบหน้าตลอดเวลา สมองเลยคิดแต่เรื่องไม่ดีจนมือเริ่มตบปึ้ง ตบปึ้ง ไม่ยอมหยุด ตบถึงตี 4 ช้ำเลยนะ แต่พอได้สติ ผมหันไปมองดาวที่อยู่บนฟ้าหน้าบ้าน ถึงได้รู้ตัวว่าเราอยู่ตรงนี้ ถ้าโฟกัสแค่สิ่งตรงนี้ ความคิดต่าง ๆ ก็จะไม่ทำร้ายเรา ไม่รู้สิ เหมือนสมองสอนตัวเอง อาจจะดูบ้านะ แต่เป็นอย่างนั้นจริง ๆ หลังจากวันนั้น ความคิดลบก็แทบไม่มีเลย ความโกรธก็น้อยลงมาก

ยากนะ กว่าจะผ่านมาได้ ตอนนั้นเหมือนมียมทูตคอยกระซิบตลอดว่า ทำแบบนี้ก็ได้นะ มีหลายวิธีที่สามารถแก้แค้นคนที่ทำไม่ดีกับเรา วิธีมืดก็มีตั้งเยอะ แต่ผมไม่ทำ ผมเลือกที่จะรอ 2 เดือน ให้ตำรวจดำเนินการ แต่ระหว่างนั้นผมก็ยังเห็นสิ่งไม่ดีที่เขาทำกับเรา ก็ทำได้แค่อดทน พออดทนได้ เรื่องดี ๆ ก็เกิดขึ้น คงเป็นความอดทนนี่แหละที่ทำให้ผมผ่านจุดนั้นมาได้

ถ้าให้สรุปเป็นบทเรียนหนึ่งข้อ

คนจริงใจหายาก

ตอนนี้ผมไม่กลัวอะไรแล้วนะ ถ้าโดนโกง โดนบอกเลิกอีก ก็รู้แล้วว่าต้องทำยังไง ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงานหรอก คนรอบตัวทั้งหมดแหละ เราต้องดูก่อนว่าใครหวังผลประโยชน์อะไรจากเรารึเปล่า ก่อนหน้านี้ผมมีเพื่อนเยอะมาก แต่พอเกิดเรื่องนี้ขึ้น ผมก็เข้าหาคนน้อยลง มีแค่ไม่กี่คนเองที่จริงใจกับเรา เพิ่งได้รู้ว่าจริง ๆ แล้ว คนจริงใจหายากนี่หว่า ตอนเด็กเราไม่รู้ นึกว่าคนจริงใจมีอยู่ทุกที่ ข้างบ้านก็มี แต่เปล่า คนจริงใจมีน้อย และในเมื่อมีน้อยก็ต้องรักษาให้ดี

วันนี้ในวัย 23 คุณคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วรึยัง

ผมว่ายังนะ ประสบความสำเร็จเหรอ (นิ่งไป 20 วินาที)

ใช่ ผมว่ายัง แต่ผมก็ไม่ได้มีเป้าหมายนะว่าอยากเป็นแบบไหน แต่ก็พูดไม่ได้ว่าประสบความสำเร็จแล้ว การประสบความสำเร็จน่าจะมาพร้อมความคิดที่แข็งแกร่ง มีความมั่นใจในตัวเอง ไม่เกรงกลัว มีปัญหาก็รับมือได้ทุกอย่าง วันนี้ผมมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้น ผมยังอายุน้อย มีอีกหลายอย่างที่ต้องเรียนรู้ ต้องเจออุปสรรคอีกเยอะในชีวิต

แสดงว่าคำว่า ‘ประสบความสำเร็จ’ ในนิยามของคุณไม่ใช่แค่หน้าที่การงาน แต่จิตใจต้องแข็งแกร่งด้วย

ถ้าคนติดตามในยูทูบเพิ่มขึ้น ผมดีใจอยู่แล้ว การได้ 10 ล้านซับก็สำคัญ (หัวเราะ) แต่ผมก็อยากให้ตัวเองโตขึ้นด้วย อยากให้เรา คนในทีม และช่องยูทูบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพไปพร้อมกัน อยากมั่นใจมากกว่านี้

ตอนนี้ยังมั่นใจไม่พออีกเหรอ

ผมว่ายังไม่พอ นี่เป็นแค่ช่วงเรียนรู้ ผมทำยูทูบมา 5 ปี แต่ก็เพิ่งได้เจออุปสรรคเกี่ยวกับคนครั้งแรก คนรอบตัวเคยโดนมาหมด ผมว่านี่คือประสบการณ์สำคัญที่คนทำธุรกิจทุกคนต้องเจอ ถ้าไม่เจอก็เหมือนยังไม่ได้เริ่ม ตอนนี้น่าจะเป็นแค่จุดเริ่มต้นของคิวเท โอปป้า

คิวเท ยูทูบเบอร์สายฮาชาวเกาหลี เด็กขี้อายที่ย้ายมาอยู่หน้ากล้อง ลองเปิดบริษัทในวัย 19 และการมองดาวเรียกสติ

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

Photographer

A.W.Y

ช่างภาพจากเชียงใหม่ที่ชอบของโบราณ ยุค 1900 - 1990

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load