งานอีกด้านหนึ่งของทีมของพวกเราในฐานะสถานทูตไทยที่เพิ่งเปิดใหม่เอี่ยมอ่อง เห็นจะเป็นการทำความรู้จักกับฝ่ายเจ้าบ้านโมซัมบิก และแสดงน้ำใจไมตรีให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม

โดยเฉพาะในฐานะ ‘เพื่อนใหม่’ -เพื่อนที่เพิ่งมาใหม่เอี่ยมอ่องในบ้านของเขา

การพัฒนาชนบทแบบไทยๆ เป็นตัวอย่างที่ดี

พวกเราไปเปิดสถานทูตได้ไม่ทันไร ยังไม่ครบ 3 เดือนดี กระทรวงการต่างประเทศก็สั่งการให้เสนอฝ่ายโมซัมบิกว่า ฝ่ายไทยสนใจจะให้ความร่วมมือเพื่อพัฒนาชนบทอย่างยั่งยืน ผ่านหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไทยมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่พอจะแบ่งปันได้

แนวทางและวิธีการพัฒนาชนบทแบบไทยนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดีและปฏิบัติได้จริง สำหรับประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันอย่างโมซัมบิก 

วิธีการถูกๆ ที่ไม่ต้องใช้ต้นทุนในการผลิตสูง ไม่ต้องใช้ที่ดิน ทุน แรงงาน และเทคโนโลยีจำนวนมหาศาล

วิธีการง่ายๆ ที่เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น 

วิธีการพื้นๆ ที่ทำให้คนไม่อดอยาก มีกินแม้จะยากจน 

วิธีการบ้านๆ ที่ถูกแปรเปลี่ยนเป็นเครื่องจักรกลทุ่นแรงคน และเพิ่มผลผลิตการเกษตร 

เหล่านี้คือวิธีการพัฒนาชนบทแบบไทยที่เราควรจะภูมิใจ ว่าพอที่จะเป็นตัวอย่างให้กับเพื่อนใหม่ของเราได้

เคราะห์ร้ายของเขาที่ทำเกษตรไม่เป็น

โมซัมบิกเป็นประเทศที่ติดอันดับรั้งท้ายรายชื่อของประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก 

นาข้าว ปลานิล และมะม่วงกวน วิถีชนบทไทยในแอฟริกาที่ช่วยให้ชาวตวนในโมซัมบิกไม่อดอยาก, ประเทศโมซัมบิก
ชาวบ้านรวมกลุ่มกันช่วยขุดดินเพื่อเตรียมทำเป็นบ่อปลา

แม้ว่าโมซัมบิกเคยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำในแอฟริกาตะวันออกของเจ้าอาณานิคมโปรตุเกส เป็นพื้นที่เกษตรกรรมอันอุดมสมบูรณ์ ปลูกข้าว อ้อย มะม่วงหิมพานต์ เพื่อส่งออกกลับไปยังยุโรป 

โมซัมบิกได้รับเอกราชจากโปรตุเกสเมื่อ ค.ศ. 1975 ต่อมาอีก 2 ปี โมซัมบิกก็ต้องประสบกับสงครามกลางเมืองคนชาติเดียวกันหยิบอาวุธขึ้นมาสู้กันจนล้มตายจำนวนมาก เป็นสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า 15 ปี จนเพิ่งมาจบลงเมื่อ ค.ศ. 1992 นี้เอง

สงครามกลางเมือง คือหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้โมซัมบิกยากจน

 คนจนในแอฟริการวมถึงประเทศโมซัมบิกน่าสงสารจับใจ ผิดกับคนมีรายได้น้อยในเอเชียอย่างเช่นบ้านเราที่แม้จะจนอย่างไรก็ยังมีกิน แต่ประชากรของโมซัมบิกจนแล้วก็ยังไม่มีกินจนผอมแห้งอิดโรย ไม่มีเรี่ยวแรงลุกขึ้นมาทำอะไร 

นาข้าว ปลานิล และมะม่วงกวน วิถีชนบทไทยในแอฟริกาที่ช่วยให้ชาวตวนในโมซัมบิกไม่อดอยาก, ประเทศโมซัมบิก
นาข้าว ปลานิล และมะม่วงกวน วิถีชนบทไทยในแอฟริกาที่ช่วยให้ชาวตวนในโมซัมบิกไม่อดอยาก, ประเทศโมซัมบิก

การเกษตรกับเรื่องปากท้องคือเรื่องเดียวกัน ใครปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ได้อย่างน้อยก็ไม่อดตาย อาหารการกินที่ดีทำให้คนมีพลังและเรี่ยวแรง มีกำลังวังชาที่จะเพิ่มพูนผลิตผลทางการเกษตร ส่วนที่เกินมาก็ขายนำรายได้ที่เป็นเงินไปแลกเปลี่ยนสินค้าบริการที่ต้องการแต่ไม่สามารถผลิตเอง 

แต่น่าเสียดายที่ประชากรส่วนใหญ่ของโมซัมบิกยังทำเกษตรไม่เป็น ไม่นับว่าการถูกปกครองอยู่ภายใต้เจ้าอาณานิคมตะวันตกหลายร้อยปี ได้เปลี่ยนวัฒนธรรมการกินดั้งเดิมของชาวบ้านที่เคยกินของที่หาได้ในท้องถิ่น ให้มากินแต่ข้าวโพดและเม็ดถั่ว ชาวบ้านจึงไม่รู้จักเก็บผักหญ้าหรือสัตว์ในท้องถิ่นมากินเป็นอาหาร

ระยะเวลา 15 ปีของสงครามกลางเมืองอาจรุนแรงพอที่จะทำให้คนต้องล้มตายไปหนึ่งรุ่น และอาจนานพอที่จะความรู้ในการทำการเกษตรแบบดั้งเดิมที่เคยสั่งสอนและสะสมกันมาหายไป

ประชากรรุ่นต่อมาที่รอดจากสงครามจึงทำการเกษตรไม่เป็น 

ชนบทของเขาที่เราเห็น

หลังจากที่สถานทูตได้รับคำสั่งให้เสนอฝ่ายโมซัมบิกว่า ฝ่ายไทยอยากแบ่งปันประสบการณ์และขอให้เสนอพื้นที่ในการทำโครงการสาธิตให้เราทดลองทำให้ดู

ไม่นานหลังจากนั้น ฝ่ายโมซัมบิกก็มีคำตอบให้เรา โดยเสนอพื้นที่ใน 3 หมู่บ้านให้ฝ่ายไทยพิจารณา

พวกเราตัดหมู่บ้านแห่งสุดท้ายออกไปก่อน เพราะกว่าจะเดินทางเข้าถึง ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง แม้ระยะทางจะไม่ไกลจากตัวเมืองนัก สภาพถนนเป็นถนนทรายบนสันดอนชายฝั่ง ในวันที่เราสำรวจ รถขับเคลื่อนสี่ล้อที่เราเช่ามาติดหล่มทรายต้องลากกันออกมาหลายชั่วโมง กว่าจะกลับออกมาก็ได้ก็เป็นเวลามืดค่ำดึกดื่นแล้ว

เราจึงเหลือหมู่บ้านที่ต้องพิจารณาเลือกอีก 2 แห่ง

หมู่บ้านแห่งแรกเป็นหมู่บ้านที่มีความเป็นเมืองมากกว่าหมู่บ้านที่สอง ในขณะที่หมู่บ้านที่สองมีนายอำเภอที่พูดภาษาอังกฤษได้คล่อง และมีทีท่าตื่นเต้นที่จะให้ความร่วมมือกว่า 

นาข้าว ปลานิล และมะม่วงกวน วิถีชนบทไทยในแอฟริกาที่ช่วยให้ชาวตวนในโมซัมบิกไม่อดอยาก, ประเทศโมซัมบิก
นาข้าว ปลานิล และมะม่วงกวน วิถีชนบทไทยในแอฟริกาที่ช่วยให้ชาวตวนในโมซัมบิกไม่อดอยาก, ประเทศโมซัมบิก
ท่านทูตรัศม์ ชาลีจันทร์ ประชุมร่วมกับชาวบ้านในชุมชน

หมู่บ้านแห่งแรกมีโครงการที่ทางการเข้าไปส่งเสริมการเลี้ยงวัวเนื้ออยู่แล้ว ในขณะที่หมู่บ้านแห่งที่สอง เคยเป็นพื้นที่เกษตรเก่าของคนขาวที่เป็นเจ้าอาณานิคมโปรตุเกส แต่พื้นที่เพาะปลูกถูกปล่อยรกร้างมาเกือบ 50 ปีจนไม่เหลือสภาพเดิม 

หมู่บ้านแห่งแรกมีจำนวนประชากรในพื้นที่มาก ในขณะที่หมู่บ้านแห่งที่ 2 มีคนอยู่ไม่มาก ไม่ถึง 100 หลังคาเรือน มีโรงเรียนประถมฯ ตั้งอยู่คู่กับสถานีอนามัย ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางที่ทางการใช้เรียกประชุมคนในหมู่บ้าน 

นาข้าว ปลานิล และมะม่วงกวน วิถีชนบทไทยในแอฟริกาที่ช่วยให้ชาวตวนในโมซัมบิกไม่อดอยาก, ประเทศโมซัมบิก
ห้องเรียนหลังหนึ่งในโรงเรียนประถมประจำหมู่บ้าน

ในที่สุด หลังจากที่กระทรวงการต่างประเทศได้ส่งผู้เชี่ยวชาญจากกรมพัฒนาชุมชนของไทยมาดูพื้นที่ เราก็เลือกที่จะทำโครงการในหมู่บ้านที่สอง ชาวบ้านในหมู่บ้านและทางอำเภอประสงค์ให้เราสอนปลูกข้าวปลูกผัก เลี้ยงปลานิล และสอนอาชีพต่างๆ ตามแนวทางของเราให้เป็นตัวอย่าง 

นาข้าว ปลานิล และมะม่วงกวน วิถีชนบทไทยในแอฟริกาที่ช่วยให้ชาวตวนในโมซัมบิกไม่อดอยาก, ประเทศโมซัมบิก
ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศมาเดินทางมาสำรวจพื้นที่โครงการ

แม้ว่าจะอยู่ห่างจากถนนหลวงเพียงไม่ถึง 20 กิโลเมตร แต่หมู่บ้านแห่งที่สองเป็นหมู่บ้านกลางป่า ไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปา ชาวบ้านต้องเดินไกลมาโยกน้ำบาดาลจากบ่อที่โบสถ์คริสต์ของต่างประเทศมาขุดไว้ให้ไม่กี่บ่อ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ไม่มีอาชีพมั่นคง คนหนุ่มสาวต้องออกไปหางานทำในเมือง คนที่อยู่ก็เก็บฟืน เผาถ่าน ต้มเหล้าท้องถิ่น และเก็บลูกเสาวรสจากต้นที่ขึ้นอยู่เองตามธรรมชาติขายบ้างเป็นครั้งคราว

ปัญหาที่ต้องแก้ทีละเปลาะ

เมื่อเราเริ่มต้นทำงาน เราก็พบแต่ปัญหา

โชคดีที่หัวหน้าทีมของเราไม่เคยมองว่าเป็นปัญหา

โรงเรียนประถมในหมู่บ้านที่เก่าซอมซ่อ ซึ่งเราเคยใช้ประชุมร่วมกับชาวบ้านในวันฝนตกพรำ และน้ำหยดแหมะลงมาไม่ขาดสาย ที่เราคิดว่าจะใช้เป็นศูนย์การเรียนรู้ของชาวบ้าน ท่านทูตให้เราเสนอกระทรวงการต่างประเทศว่า เราควรจะสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ให้เขา 

ผู้เชี่ยวชาญด้านประมงจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน กำลังให้คำแนะนำแก่เกษตรกรท้องถิ่นที่สนใจจะเลี้ยงปลานิล

แผนการดำเนินงานของเราที่จะต้องเลี้ยงปลานิล แต่ในโมซัมบิกไม่มีลูกปลานิลที่ปรับปรุงพันธุ์แล้วขายเหมือนในบ้านเรา ท่านทูตก็เห็นด้วยกับผู้เชี่ยวชาญด้านปลานิลคนไทยที่แนะนำว่า เราควรสนับสนุนให้มีศูนย์เพาะพันธุ์ปลานิลระดับท้องถิ่น เพื่อผลิตลูกปลาให้เราใช้แจกจ่ายให้ชาวบ้านไปเลี้ยง ซึ่งต่อมาฝ่ายโมซัมบิกได้ขอให้เราจัดตั้งศูนย์เพาะพันธุ์ลูกปลานี้ร่วมกับเกษตรกรท้องถิ่น

นาข้าว ปลานิล และมะม่วงกวน วิถีชนบทไทยในแอฟริกาที่ช่วยให้ชาวตวนในโมซัมบิกไม่อดอยาก, ประเทศโมซัมบิก
นาข้าว ปลานิล และมะม่วงกวน วิถีชนบทไทยในแอฟริกาที่ช่วยให้ชาวตวนในโมซัมบิกไม่อดอยาก, ประเทศโมซัมบิก
บรรยากาศรอบฟาร์มปลาของเกษตร ที่รัฐบาลท้องถิ่นหวังว่าจะเป็นแหล่งผลิตลูกปลานิลสายพันธุ์ดีแจกจ่ายให้ชาวบ้าน

เมื่อเราจะต้องส่งอาสาสมัครมาช่วยดำเนินโครงการในปีต่อมา เพื่อช่วยเป็นหูเป็นตาให้กับผู้เชี่ยวชาญของไทยที่จะต้องเดินทางมาให้คำแนะนำในการดำเนินโครงการเพียงระยะสั้นๆ ท่านทูตก็เห็นว่า เราจะต้องสร้างที่พักชั่วคราวในหมู่บ้านซึ่งมีห้องน้ำห้องส้วมดีๆ ในพื้นที่บริเวณโรงเรียน ที่ฝ่ายไทยตั้งใจจะใช้ให้เป็นศูนย์เรียนรู้การทำเกษตรแบบผสมผสานภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

คนละไม้คนละมือ

บนกระดาษ ดูเหมือนว่าโครงการของเราเป็นรูปเป็นร่างได้อย่างไม่ยาก ฝ่ายโมซัมบิกก็ตั้งหน้าตั้งตารอที่จะเห็นแบบอย่างวิธีการพัฒนาชนบทแบบไทย ฝ่ายเราก็ดูเหมือนจะรู้ว่าเราจะไปช่วยเขาอย่างไร

แต่ในความเป็นจริง ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ผมในฐานะเจ้าหน้าที่สถานทูตคนหนึ่ง รับรู้ถึงความเครียดและความกดดันอย่างมาก

โชคดีที่การดำเนินงานของเรามีผู้เชี่ยวชาญของไทยที่คอยให้คำแนะนำ มีเจ้าหน้าที่ที่กระทรวงการต่างประเทศที่พร้อมที่จะสนับสนุน มีแรงงานไทยที่มาสร้างโรงไฟฟ้าซึ่งพร้อมจะช่วยเหลือ มีชุมชนไทยในโมซัมบิกที่คอยมาเยี่ยมเยียนสอบถามให้กำลังใจ มีนักเรียนทุนรัฐบาลไทยชาวโมซัมบิกที่เรียนจบแล้วมาร่วมทำงานกับเราด้วย

เสมือนว่าการดำเนินงานในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ไม่ใช่งานของพวกเรา สถานทูต แต่เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นงานสนุกและเป็นที่ภูมิใจของทุกคน โดยเฉพาะคนไทยที่อยู่ในกรุงมาปูโต

ภรรยาและแม่บ้านผู้ติดตามของ ท่านทูตรัศม์ ชาลีจันทร์ เข้าไปนอนค้างอยู่ในหมู่บ้าน เพื่อช่วยสอนหญิงชาวบ้านและเด็กเย็บผ้าด้วยจักรไฟฟ้าอุตสาหกรรม โดยใช้ไฟจากแผงโซลาร์เซลที่สำนักงานของบริษัท ปตท.สผ. ในโมซัมบิกได้ติดตั้งให้กับโครงการ 

นาข้าว ปลานิล และมะม่วงกวน วิถีชนบทไทยในแอฟริกาที่ช่วยให้ชาวตวนในโมซัมบิกไม่อดอยาก, ประเทศโมซัมบิก
คุณศิริรัตน์ ชาลีจันทร์ ภรรยาท่านทูตและแม่บ้านซึ่งเป็นผู้ติดตาม กับนักเรียนที่มาเรียนเย็บผ้าและผลงานของพวกเขา

ไม่น่าเชื่อว่า ท่ามกลางไอความร้อนใต้หลังจากสังกะสีจนเหงื่อซ่ก ชาวบ้านที่ไม่เคยเห็นแม้แต่เสาไฟฟ้าในหมู่บ้านของตัวเอง จะได้เรียนรู้เพิ่มพูนทักษะการเย็บผ้าแม้ไม่ดีเด่นได้ภายในระยะเวลาเพียงสั้นๆ

ครั้งหนึ่ง แก่น-จักกาย ศิริบุตร ศิลปินชาวไทย และ ย้ง-อำพล จิรมหาโภคา แห่งห้องเสื้อโซดา เดินทางมาจากไทยเพื่อช่วยชาวบ้านออกแบบถุงและเสื้อผ้าโดยเฉพาะ

นาข้าว ปลานิล และมะม่วงกวน วิถีชนบทไทยในแอฟริกาที่ช่วยให้ชาวตวนในโมซัมบิกไม่อดอยาก, ประเทศโมซัมบิก
พี่แก่น จักกาย ให้คำแนะนำหญิงชาวบ้านที่ดวงตามองเห็นเพียงข้างเดียว ซึ่งพยายามจะเย็บสายคล้องกระเป๋าให้ตรง 
นาข้าว ปลานิล และมะม่วงกวน วิถีชนบทไทยในแอฟริกาที่ช่วยให้ชาวตวนในโมซัมบิกไม่อดอยาก, ประเทศโมซัมบิก
พี่ย้งแห่งห้องเสื้อโซดากำลังอธิบายวิธีการเย็บกระเป๋าจากกระสอบแป้งให้เยาวชนที่เข้ามาเรียนเย็บผ้า
นาข้าว ปลานิล และมะม่วงกวน วิถีชนบทไทยในแอฟริกาที่ช่วยให้ชาวตวนในโมซัมบิกไม่อดอยาก, ประเทศโมซัมบิก
บรรยากาศการเย็บผ้าในบริเวณศูนย์

ดูเหมือนว่าปัญหาและอุปสรรคที่เป็นความท้าทายในการทำงานของเราก็ได้คลี่คลาย เพราะมีหลายคนมาช่วยกันคนละไม้คนละมือแบบนี้ 

โครงการเริ่มมีความก้าวหน้าให้เห็นเป็นรูปธรรมที่พอจะเริ่มจับต้องได้แล้ว

คนไทยมาเป็นอาสาสมัคร

งานทั้งหมดของโครงการที่ประกอบด้วยกิจกรรมยิบย่อยต่างๆ นี้ กระทรวงการต่างประเทศได้ส่งอาสาสมัครที่เป็นเยาวชนและเกษตรกรชาวไทย ภายใต้ชื่อ ‘อาสาสมัครเพื่อนไทย’ (Friends from Thailand) มาช่วยติดตามงานภายใต้แผนงานของโครงการเป็นระยะ

เราอาจจะหวังว่า การเดินทางมาทำงานในต่างประเทศของคนไทยจะช่วยให้เขาได้เห็นโลก ได้มีประสบการณ์เพิ่มพูนความรู้ แล้วกลับมานำประสบการณ์นั้นมาทำให้สังคมไทยของเราดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน อาสาสมัครเหล่านี้ก็ถือเป็นเรี่ยวแรงสำคัญของงานของเราอย่างมาก

ผมได้พบปะอาสาสมัครที่มาช่วยงาน 4 ชุดด้วยกัน แต่ละชุดและช่วงมีอาสาสมัครเพียงแค่ 1 – 2 คนเท่านั้น 

อาสาสมัครชุดแรกอยู่นานที่สุดคือ 1 ปีเต็ม และเป็นผู้หญิงเสียด้วย เธอมีหน้าที่ไปช่วยติดตามงานในศูนย์เพาะพันธุ์ปลานิล จนเลี้ยงปลานิลสายพันธุ์ไทยและผลิตลูกปลาได้ในอัตราเดือนละ 2 – 3 หมื่นตัว กระทั่งนำไปแจกจ่ายให้ชาวบ้านในหมู่บ้านไปทดลองเลี้ยงได้

นาข้าว ปลานิล และมะม่วงกวน วิถีชนบทไทยในแอฟริกาที่ช่วยให้ชาวตวนในโมซัมบิกไม่อดอยาก, ประเทศโมซัมบิก
อาสาสมัครหญิงที่จบการศึกษาด้านประมงกำลังเตรียมลูกปลานิลที่ผลิตได้ไปปล่อยในบ่อปลาของชาวบ้าน

อาสาสมัครชุดที่ 2 อยู่ได้ 6 เดือน แต่ต้องกลับไปเพราะติดเชื้อมาลาเรียถึง 2 ครั้ง เขาช่วยดำเนินโครงการในช่วงเริ่มแรก โดยเฉพาะการติดตามการเลี้ยงปลานิลแบบปล่อยธรรมชาติในบ่อขุดของชาวบ้าน และช่วยกำกับการดูงานก่อสร้างอาคารที่พัก

นาข้าว ปลานิล และมะม่วงกวน วิถีชนบทไทยในแอฟริกาที่ช่วยให้ชาวตวนในโมซัมบิกไม่อดอยาก, ประเทศโมซัมบิก
อาสาสมัครกำลังสำรวจข้อมูลพื้นฐานของชาวบ้าน
นาข้าว ปลานิล และมะม่วงกวน วิถีชนบทไทยในแอฟริกาที่ช่วยให้ชาวตวนในโมซัมบิกไม่อดอยาก, ประเทศโมซัมบิก
สอนชาวบ้านทำมะม่วงกวนแบบไทย

อาสาสมัครชุดต่อมาเป็นเกษตรตัวจริงที่เคยเป็นลูกจ้างของมูลนิธิชัยพัฒนามาอยู่ราว 3 เดือน เพื่อช่วยบุกเบิกและช่วยสาธิตทำแปลงปลูกข้าว ในพื้นที่รกร้างเต็มไปด้วยหญ้าขึ้นเต็ม แต่พื้นที่เดียวกันนี้แต่เริ่มเดิมทีชาวอาณานิคมโปรตุเกสเคยใช้เป็นพื้นที่ปลูกข้าวเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน

นาข้าว ปลานิล และมะม่วงกวน วิถีชนบทไทยในแอฟริกาที่ช่วยให้ชาวตวนในโมซัมบิกไม่อดอยาก, ประเทศโมซัมบิก
นาข้าว ปลานิล และมะม่วงกวน วิถีชนบทไทยในแอฟริกาที่ช่วยให้ชาวตวนในโมซัมบิกไม่อดอยาก, ประเทศโมซัมบิก
ผู้เชี่ยวชาญและอาสาสมัครจากไทยกำลังสำรวจพื้นที่รกร้างเพื่อเตรียมจัดทำเป็นแปลงปลูกข้าว

อาสาสมัครชุดสุดท้ายมาถึงตอนที่ผมใกล้จะครบวาระและต้องกลับมาทำงานที่ไทย เขาสองคนมาช่วยสอนเด็กนักเรียนทำการเกษตร ซึ่งเขาเล่าว่า โครงการกำลังจะดำเนินไป แต่ก็มาตรงกับช่วงที่ COVID-19 กำลังระบาด จนทำให้เขาต้องกลับมาเมืองไทยตามคำสั่ง

นาข้าว ปลานิล และมะม่วงกวน วิถีชนบทไทยในแอฟริกาที่ช่วยให้ชาวตวนในโมซัมบิกไม่อดอยาก, ประเทศโมซัมบิก
อาสาสมัครกับเด็กๆ บนรถอีแต๋นของไทย

ผมเคยบอกน้องอาสาสมัครว่า เขากำลังทำตามความฝันของใครหลายคนที่อยากมีโอกาสเช่นนี้ แต่ไม่มีโอกาสหรือเพียงแค่ไม่ได้ทำ

…ซึ่งถือเป็นความฝันที่ไม่ได้ทำของผมคนหนึ่งด้วย

ชาวบ้านกับโปงลาง มวยไทย และรถไถเดินตาม

การที่สถานทูตได้ทำกิจกรรมสาธิตเพื่อพัฒนาชนบทให้เป็นตัวอย่างแก่โมซัมบิกแบบนี้ นอกจากจะเป็นงานโดยตรงที่เราจะต้องทำตามหน้าที่แล้ว ในอีกทางหนึ่งถือเป็นโอกาสทำให้เราได้รู้จัก ได้เห็น และได้คุ้นเคยกับชาวบ้านที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศจริงๆ

นาข้าว ปลานิล และมะม่วงกวน วิถีชนบทไทยในแอฟริกาที่ช่วยให้ชาวตวนในโมซัมบิกไม่อดอยาก, ประเทศโมซัมบิก
เด็กนักเรียนในโรงเรียนประถมกำลังรดน้ำแปลงผักที่อาสาสมัครไทยชวนให้ร่วมดูแล

ความคุ้นเคยดั่งญาติมิตรจึงทำให้พวกเราคิดถึงเขาอยู่เสมอ

ตลอดระยะเวลา 3 ปี ทุกครั้งที่เรามีงานอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นงานด้านเผยแผ่วัฒนธรรมไทยหรือการส่งเสริมลู่ทางทางการค้า เราก็มักจะใช้โอกาสเหล่านี้ทำกิจกรรมร่วมกับคนในหมู่บ้านนี้แทบทุกครั้ง อย่างน้อยก็ถือเป็นโอกาสให้เขาเห็นอะไรใหม่ๆ ให้พวกเขาได้เปิดโลกทัศน์ หากไม่นับว่าเราก็อยากให้เขารู้จักประเทศไทยของเราให้ดีขึ้น

คนในหมู่บ้านนี้จึงรู้จักโปงลางของอีสานบ้านเรา ที่สถานทูตขอให้คณะนักดนตรีโปงลางมืออาชีพซึ่งเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาแสดงในที่อื่นๆ ของโมซัมบิก แวะมาแสดงให้พวกเขาดูด้วยเป็นของแถม

นาข้าว ปลานิล และมะม่วงกวน วิถีชนบทไทยในแอฟริกาที่ช่วยให้ชาวตวนในโมซัมบิกไม่อดอยาก, ประเทศโมซัมบิก

พวกเขายังรู้จักมวยไทย ที่เรานำพาคณะนักมวยที่เดินทางมาจากประเทศไทยเหมือนกันไปแสดง ไปสาธิต ไปสอนเด็กๆ ในโรงเรียนประถม ซึ่งอยู่ในที่ที่ห่างไกลความเจริญที่สุด

พวกเขาก็ยังคุ้นเคยกับรถไถเดินตาม ซึ่งเป็นเป็นเครื่องจักรกลเกษตรที่เรานำไปใช้ในแปลงสาธิต เรามั่นหมายว่าจะเป็นการแนะนำเทคโนโลยีการเกษตรของไทยและทดสอบตลาดโมซัมบิก วันหนึ่ง ผู้ประกอบการไทยอาจจะส่งเครื่องจักรกลทางการเกษตรที่ผลิตในไทยออกมาขายที่โมซัมบิก และบุกตลาดในแอฟริกาได้สำเร็จ 

นาข้าว ปลานิล และมะม่วงกวน วิถีชนบทไทยในแอฟริกาที่ช่วยให้ชาวตวนในโมซัมบิกไม่อดอยาก, ประเทศโมซัมบิก
เกษตรกรชาวไทยกำลังหัดให้คนท้องถิ่นใช้รถไถเดินตาม

โปงลาง มวยไทย และรถไถเดินตาม คือความเป็นไทยในอีกนิยามหนึ่งที่มีบริบทและลักษณะถูกใจเข้ากับคนแอฟริกาได้ดีเป็นพิเศษ

เมื่อรถของสถานทูตแล่นลัดเลาะไปตามถนนทรายเข้าไปในเขตหมู่บ้าน จะได้เห็นภาพเด็กๆ ในหมู่บ้านยกกำปั้นขึ้นตั้งการ์ดและยกเข่าขึ้นแบบนักมวยไทย บางคนก็รู้จักยกมือไหว้สวัสดี ในขณะที่ผู้ใหญ่และผู้เฒ่าต่างยกมือขึ้นโบกสูงให้กับเราที่นั่งอยู่ในรถจากริมทาง ชวนให้เราอดยิ้มไม่ได้ 

เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กๆ ที่พากันวิ่งกรูขึ้นซ้อนท้ายรถพ่วงอีแต๋นดังแต็กๆ ยิ่งเป็นภาพที่ทำให้มีความสุขขึ้นไปอีก

นาข้าว ปลานิล และมะม่วงกวน วิถีชนบทไทยในแอฟริกาที่ช่วยให้ชาวตวนในโมซัมบิกไม่อดอยาก, ประเทศโมซัมบิก
บรรยากาศชื่นมื่นเมื่อเด็กวิ่งกันขึ้นมาซ้อนท้ายรถอีแต๋นที่แล่นไปในหมู่บ้าน

เป็นบรรยากาศแห่งความหวัง ของทั้งเขา

…และของเรา

หมู่บ้านที่เราฝัน…แต่

ผมขอจบการเล่าไว้แต่เพียงเท่านี้ พร้อมๆ กับโครงการที่แทบจะหยุดไว้เพียงเท่านั้น เป็นความจริง หรือ Hard Truths ที่ยากที่จะยอมรับ

หากโครงการนี้ดำเนินต่อไปโดยไม่มีอุปสรรค งานของเราก็คงจะสำเร็จลุล่วง หมู่บ้านแห่งนี้คงเป็นไปได้ดังที่เราทุกคนที่เกี่ยวข้องวาดฝันถึง 

นาข้าว ปลานิล และมะม่วงกวน วิถีชนบทไทยในแอฟริกาที่ช่วยให้ชาวตวนในโมซัมบิกไม่อดอยาก, ประเทศโมซัมบิก
นาข้าว ปลานิล และมะม่วงกวน วิถีชนบทไทยในแอฟริกาที่ช่วยให้ชาวตวนในโมซัมบิกไม่อดอยาก, ประเทศโมซัมบิก
อาคารที่ฝ่ายโมซัมบิกมอบให้เป็นอาคารศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เดิมเป็นร้านค้าขายของเมื่อสมัยก่อนที่หมู่บ้านนี้เป็นพื้นที่ทางการเกษตรแปลงใหญ่ที่ดำเนินการโดยชาวโปรตุเกส
นาข้าว ปลานิล และมะม่วงกวน วิถีชนบทไทยในแอฟริกาที่ช่วยให้ชาวตวนในโมซัมบิกไม่อดอยาก, ประเทศโมซัมบิก

โดยเฉพาะคงเป็นไปตามความตั้งใจของ พี่ตุ๊ก-วรางคณา สิงหชาญ ที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็งตับ ในขณะที่โครงการนี้ที่พี่ตุ๊กฟูมฟักและเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการหลักในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ กำลังดำเนินไปตามจังหวะจะโคนของมัน

นาข้าว ปลานิล และมะม่วงกวน วิถีชนบทไทยในแอฟริกาที่ช่วยให้ชาวตวนในโมซัมบิกไม่อดอยาก, ประเทศโมซัมบิก
พี่ตุ๊ก ผู้รับผิดชอบโครงการนี้ของกระทรวงการต่างประเทศ ถ่ายภาพร่วมกับผู้เชี่ยวชาญของไทยและชาวบ้านโมซัมบิก

ผมมานั่งนึกในภายหลังว่า ในช่วงที่พี่ตุ๊กล้มป่วย เป็นช่วงที่พี่ตุ๊กต้องทำงานหนักดูแลงานลักษณะคล้ายๆ กันนี้ในหลายประเทศของแอฟริกา งานหนักคงมีส่วนที่ทำให้พี่ตุ๊กล้มป่วยลงและต้องจากไป ตามที่เรารู้กันว่า โรคร้ายนี้มักคร่าชีวิตของคนที่อ่อนแอและพักผ่อนไม่พอเสมอๆ

เกือบ 1 ปีก่อนผมเดินทางจากโมซัมบิกกลับมายังประเทศไทยเพราะครบวาระการทำงาน ผมไม่ได้ทำโครงการนี้ต่ออย่างที่ตั้งใจ ประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่พี่ตุ๊กล้มป่วย และจากโลกนี้ไปไม่นานหลังจากนั้นพอดิบพอดี

ผมเขียนเล่าเรื่องราวนี้ในขณะที่คิดถึงพี่ตุ๊ก และยอมรับถึงความล้มเหลวของตัวเองในการทำงานนี้โดยดุษณี

หรือบางที…งานแบบนี้ก็อาจไม่ต้องการจะให้สำเร็จก็ได้ 

อย่างน้อย เราก็ได้รู้จักกับเขา และเขาก็ได้รู้จักกับเรา

ภาพ : อาทิตย์ ประสาทกุล, ศุภวิฒย์ ปรารมภ์, สมพงษ์ วรกุล, พิเชฐ คำมีแก่น และ ทรงกลด บางยี่ขัน

Writer

อาทิตย์ ประสาทกุล

ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ และแฟนคลับ The Cloud

แอฟริกันเอง

เรื่องราวเกี่ยวกับแอฟริกาที่จะทำให้รู้สึกว่า เราไม่ได้อยู่ไกลกันอย่างที่คิด

ในวันที่ยังอ่อนต่อแอฟริกา ในวันที่แอฟริกายังเหมือนเป็นคนแปลกหน้า ผลงานของ ชาร์ลส์ เซกาโน (Charles Sekano) ศิลปินชาวแอฟริกาใต้ที่หนีภัยการเมืองของการแบ่งแยกสีผิวทำให้ผม ในขณะเป็นเจ้าหน้าที่การทูตวัยละอ่อน ทั้งอ่อนวัยและอ่อนต่อโลก ได้เข้าใจและรู้จักประเทศและทวีปที่ห่างไกลกับความรู้สึกเช่นนี้

ในอดีต ทุกประเทศที่อยู่ในทวีปแอฟริกาอาจเหมือนดั่งถูกคำสาป แม้มีทรัพยากรธรรมชาติล้ำค่ามหาศาล ตั้งแต่ของป่า เพชรพลอย จนกระทั่งถึงหินแร่มีค่าที่ถูกขนออกไปทั่วโลกในช่วงประวัติศาสตร์สมัยที่ผ่านมา แต่ก็ถูกกดขี่ข่มเหงจากผู้คนที่มาจากภายนอกทวีป ยุคที่น่าเห็นใจที่สุดเห็นจะไม่พ้นช่วงอาณานิคม ที่ประเทศมหาอำนาจในยุโรปเข้ามาประชันขันแข่งขยายอาณานิคมกันจ้าละหวั่น

การเข้ามาของคนต่างถิ่น โดยเฉพาะคนผิวขาวเช่นชาวยุโรป ทำให้เกิดการแบ่งแย่งสีผิว แบ่งแย่งชนชั้น ในรูปแบบทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ แต่ที่เห็นจะแย่ที่สุด คงไม่พ้นการแบ่งแยกซึ่งทำให้เหมือนถูกต้องด้วยกฎหมายและการปกครอง ตัวอย่างชัดที่สุดเห็นจะไม่พ้นการปกครองแบบแบ่งแยกสีผิว หรือ Apartheid ในแอฟริกาใต้ที่ผ่านมา

แรงกดดันและความร้ายกาจของการแบ่งแยกที่กดขี่คนผิวดำให้ต่ำต้อยกว่าคนผิวขาว ดั่งเรื่องเล่าที่ถูกนำมายกตัวอย่างบ่อยๆ ว่า หมาของคนขาวยังมีสิทธิมากกว่าคนผิวดำ ซึ่งเดินอยู่บนท้องถนนในยุคสมัยรัฐบาลแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้

นั่นคือเรื่องราว Charles Sekano ศิลปินที่ทำให้ผมได้รู้จักและเข้าใจแอฟริกาเป็นคนแรก

รู้จัก Apartheid การแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาและการปลดปล่อย ผ่านภาพวาดของ Charles Sekano
1

ประเทศแอฟริกาใต้ เป็นประเทศที่มีความมั่งคั่งและเจริญรุ่งเรือง มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของทวีป มีภูมิประเทศสวยงาม เต็มไปด้วยทุ่งโล่งสลับกับที่ราบสูงและเทือกเขาเป็นทิวริมชายฝั่งทะเล นอกจากจะโด่งดังเรื่องอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่มีเมืองเคปทาวน์ เป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลกแล้ว ยังมีอุตสาหกรรมหลักอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเหมืองแร่ ซึ่งรวมถึงเพชร ทองคำ และทองคำขาว การผลิตชิ้นส่วนและประกอบรถยนต์ การต่อเรือพาณิชย์ ผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะผลไม้เมืองหนาวด้วย

รูปแบบการปกครองบนแนวคิดแบ่งแยกชนชั้นจากสีผิวที่เรียกว่า Apartheid (อะพาไทด์) เกิดขึ้นในช่วง ค.ศ. 1948 และเพิ่งจบลงไปเมื่อไม่ถึง 30 ปีก่อน ในต้นทศวรรษ 1990 ถือเป็นฝันร้ายของชาวแอฟริกาใต้และตราบาปของโลก

การปกครองแบบแบ่งแยกที่ผู้ปกครองเป็นคนผิวขาว และใช้อำนาจปกครองแบบเผด็จการ บนพื้นฐานแนวคิดที่ว่า คนผิวขาวแม้จะเป็นเพียงคนส่วนน้อยที่มีอยู่เพียงหยิบมือ จะต้องเป็นใหญ่ในประเทศแอฟริกาใต้ ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เหนือคนท้องถิ่นที่เป็นคนผิวดำที่มีอยู่เดิม และคนผิวสีมาจากชนเผ่าต่างๆ ในแอฟริกา รวมทั้งคนอินเดียที่เดินทางมาตั้งรกรากตั้งแต่สมัยอาณานิคมอังกฤษ หรือคนจีน

ในภาษาอาฟรีกานส์ (Afrikaan) ซึ่งเป็นภาษาของคนขาวที่มีรากศัพท์มาจากภาษาดัตช์ Apartheid แปลว่า การแบ่งแยก (Separateness หรือ Apart-hood)

ในช่วง ค.ศ. 1948 – 1950 รัฐบาลของคนขาวใช้แนวคิดนี้ในการปกครอง โดยเฉพาะการออกกฎหมายแบ่งแยกชนชั้นตามสีผิว กฎหมายแรกๆ ที่เริ่มแสดงให้เห็นเป้าประสงค์ทางการเมืองของผู้ปกครอง คือการออกกฎหมายห้ามแต่งงานกันข้ามสีผิว และกฎหมายที่กำหนดว่าการมีสัมพันธ์ข้ามสีผิวถือเป็นการผิดศีลธรรม

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน รัฐบาลคนขาวเจ้าของลัทธิการแบ่งแยกก็ได้ออกกฎหมายมาอีกฉบับ เพื่อให้มีการสำรวจและทำสำมะโนประชากร แต่นั่นมิได้เพื่อให้เกิดการจัดเก็บข้อมูล หรือช่วยให้รัฐบาลกระจายทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างเป็นธรรมและทั่วถึงตามที่ควรจะเป็น แต่มีไว้แบ่งคนให้ชัดเจนตามสีผิว บนพื้นฐานของรูปลักษณ์ บรรพบุรุษที่สืบเสาะหาได้ สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม และรูปแบบการใช้ชีวิต โดยแบ่งเป็นคนผิวดำ คนผิวขาว คนผิวสี และคนอินเดีย ซึ่งมีสถานะย่อยๆ อีกมาก

การปกครองแบบ Apartheid ก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติมากมาย และเป็นการเลือกปฏิบัติที่ได้รับการรับรองหรือดำเนินการโดยรัฐบาลด้วยซ้ำ โดยผ่านการออกกฎหมายและการออกกฎระเบียบหยุมหยิมมากมาย เช่น คนผิวดำจะไม่ได้รับอนุญาตให้เดินเข้ามาในถิ่นที่อยู่อาศัยหรือศูนย์กลางธุรกิจของคนขาว ไม่นับรวมว่าคนผิวดำจะไม่สามารถดำเนินธุรกิจหรือเปิดกิจการใดๆ ในถิ่นคนขาวได้

…หากคนผิวสีดำจะต้องเข้าไปทำงานในถิ่นของคนผิวสีขาว ต้องมีบัตรแสดงตัวที่ออกให้กับเฉพาะคนผิวสีดำเท่านั้น และจะต้องทำงานเฉพาะงานรับใช้เท่านั้น

…คนผิวดำไม่สามารถเข้าโรงหนังที่อยู่ในเขตคนผิวขาวได้ (แต่ในเขตคนผิวดำก็ไม่มีโรงหนังตั้งอยู่สักโรง) หรือชายทะเลก็มีการแบ่งว่าหาดนี้เล่นได้เฉพาะคนผิวขาวเท่านั้น ไม่นับว่าห้องน้ำยังต้องมีการแบ่งแยกกันเป็นธรรมดา

ปมในใจ การเลือกปฏิบัติ และการถูกกดขี่ภายใต้ระบบการปกครองที่ไม่เป็นธรรมเช่นนี้ เริ่มแรกอาจจะเป็นที่ยอมรับและเกิดขึ้นได้ เพราะคนส่วนใหญ่ที่อยู่ใต้การปกครองยังไม่รับรู้หรือรู้เรื่อง แต่เมื่อคนผิวดำเริ่มได้รับการศึกษา อ่านออกเขียนได้ และเข้าถึงระบบและกระบวนการทางความคิดต่างๆ ก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความไม่เท่าเทียมและความไม่เป็นธรรม ที่เกิดขึ้นจากการเลือกปฏิบัติเช่นนี้มาเป็นสิบๆ ปี

คงไม่ต้องบอกว่า ความรู้สึกไม่เท่าเทียมกันโดยเฉพาะที่คนกลุ่มน้อย ซึ่งเป็นคนผิวขาวที่เป็นประชากรเพียงกลุ่มเล็กๆ กลุ่มเดียวได้รับโอกาสมากกว่าประชากรกลุ่มอื่นๆ ในสังคมเช่นนี้จะลงเอยอย่างไร

รู้จัก Apartheid การแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาและการปลดปล่อย ผ่านภาพวาดของ Charles Sekano
รู้จัก Apartheid การแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาและการปลดปล่อย ผ่านภาพวาดของ Charles Sekano
2

Charles Sekano เป็นคนแอฟริกาใต้โดยกำเนิด หนีความย่ำแย่ของประเทศตัวเองที่ปกครองด้วยรัฐบาลคนขาวซึ่งชูนโยบาย Apartheid หรือการปกครองแบบแบ่งแยกเป็นหลัก ไปยังหลายประเทศทั่วแอฟริกา ก่อนจะมาลงหลักปักฐานในเคนยา

ที่นั่น ในทศวรรษ 1990 เขาได้ใช้ชีวิตดั่งฝัน ในสังคมที่เต็มไปด้วยความหวัง เพราะเคนยาเพิ่งได้รับเอกราชจากอังกฤษ และการทะเลาะเบาะแว้งในประเทศได้สิ้นสุดไปแล้ว มีรัฐบาลนำโดยประธาธิบดีผิวดำที่ประชาชนเลือกตั้งขึ้นมาเอง

Charles Sekano ใช้ชีวิตแบบ Bohemian คนที่รู้จักเขาอธิบายได้ด้วยคำที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร P 3 คำในภาษาอังกฤษ

Pianist เขาเล่นเปียโนที่ผับบาร์ในกรุงไนโรบี เป็นอาชีพหลักที่ทำให้เขาอยู่อาศัยในเมืองใหญ่แห่งนี้ได้โดยไม่ขัดสน

Painter เขาเป็นศิลปินที่ไม่ได้ร่ำเรียนมาจากโรงเรียนศิลปะ สีและลายเส้นที่เขาวาดลงบนกระดาษ อธิบายสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจ อันโหยหาความเท่าเทียมและไม่แบ่งแยก และหญิงสาว

Poet ความเป็นศิลปินของเขาทำให้รู้จักพูดจา และเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน

เขาได้รับทั้งเงินเจือจุนชีวิตในฝัน และความสุขที่จุนเจือชีวิตบนความเป็นจริง

รู้จัก Apartheid การแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาและการปลดปล่อย ผ่านภาพวาดของ Charles Sekano
ทำความรู้จัก ‘Charles Sekano’ ศิลปินแนว Cubism แห่งแอฟริกาใต้ ผู้หนีการปกครองแบบแบ่งแยกชนชั้นสีผิว สู่อิสรภาพ ความเท่าเทียม และศิลปะ
3

ภาพวาดของ Charles Sekano ละม้ายงานของ ปิกัสโซ (Picasso) ที่ทุกคนรู้จัก

ลายเส้นแบบ Cubism ผสมกับเส้นสีเทียน ร่ายม้วนเลี้ยวไปมาบนกระดาษ การลงสีสดใสและภาพที่ปรากฏออกมาชวนให้คิดถึงความจริงบนโลก โลกที่เต็มไปด้วยความสวยงาม ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเท่าเทียมและความหลากหลาย ซึ่งเขาได้แสดงออกมาผ่านภาพของหญิงสาวต่างสีผิว ความรู้สึกรักใคร่ชอบพอกันของหญิงชาย ความฝัน ความหวัง และความจริง

เหล่านี้แม้เป็นความรู้สึก เป็นธรรมชาติ เป็นสัญชาตญาณของคนทั้งโลก แต่เราอาจพอจะนึกต่อไปได้ว่า คนที่อาศัยอยู่ในแอฟริกาช่วงนั้นจะรู้สึกแบบเดียวกัน แต่คงรู้สึกอย่างแรงกล้ากว่ามาก สภาพแวดล้อมที่รายล้อมไปด้วยการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่กดดัน จะรู้สึกมากกว่าคนที่อยู่ที่อื่นมากมายเช่นไร

ทำความรู้จัก ‘Charles Sekano’ ศิลปินแนว Cubism แห่งแอฟริกาใต้ ผู้หนีการปกครองแบบแบ่งแยกชนชั้นสีผิว สู่อิสรภาพ ความเท่าเทียม และศิลปะ
4

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ในวันแรกๆ ที่เดินทางถึงเคนยาใหม่ๆ

ผมรู้จักกับ Charles Sekano ศิลปินผู้ทำให้ผมเข้าใจอดีตของแอฟริกาที่นำมาสู่ปัจจุบัน จากแกลเลอรี่ชื่อดังใจกลางกรุงไนโรบี ในยุคสมัยใกล้ร่วงโรย

เศรษฐกิจโดยรวมของเคนยาไม่ได้ดีเหมือนแต่ก่อน สงครามกลางเมืองที่เกิดจากความไม่ลงรอยกันของชนเผ่าในเคนยา หลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีไม่กี่ปี ไม่นับเหตุการณ์การวางระเบิดสถานทูตอเมริกันโดยกลุ่มก่อการร้าย ทำให้กรุงไนโรบีในวันนั้น วันที่ผมเดินทางถึง ในช่วงต้นทศวรรษ 2010 ไม่ได้ครึกครึ้นและครื้นเครงเหมือนแต่ก่อน

ผมเดินเข้าไปในแกลเลอรี่ที่ดูหงอยๆ พนักงานเก่าแก่พาผมไปชมรูปที่ฝุ่นจับเกรอะกองซ้อนๆ กันอยู่ สายตาและความรู้สึกของผมในแวบนั้น สะดุดกับรูปภาพหลายภาพที่ทำให้บรรยากาศความหงอยเหงาของตัวเองที่ไปถึงไปทำงานใหม่ๆ ในสถานที่แห่งใหม่สดชื่นขึ้นมาทันทา

สนนราคาหลายพันดอลลาร์ ทำให้ผมไม่กล้าที่จะซื้อภาพที่ผมชอบ เพราะผมยังจะต้องซื้อรถ ซื้อของเข้าบ้าน และยังไม่รู้ว่าจะต้องใช้สตางค์ที่นำมาจากประเทศไทยทำอะไรอีกไหม ผมทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้กับพนักงานเฝ้าแกลเลอรี่คนนั้นอย่างแกนๆ

แล้วก็ไม่คิดว่าจะได้งานของเขามาครอบครอง

จนกระทั่งวันหนึ่งเกือบ 2 ปีผ่านไป ขณะที่ผมกำลังนั่งรถไปสนามบิน เพื่อไปพักร้อนที่ประเทศแอฟริกาใต้ ผมได้รับโทรศัพท์จากสุภาพสตรีที่ผมไม่รู้จัก

เธอแนะนำตัวว่า เธอเป็นลูกสาวของหุ้นส่วนเจ้าของแกลเลอรี่แห่งนั้น เธอได้เบอร์โทรศัพท์ผมมาจากพนักงาน และโทรมาถามว่าผมยังสนใจในงานของ Charles Sekano อยู่ไหม เธอต้องการขายภาพทั้งหมดที่อยู่ในแกลเลอรี่ของพ่ออย่างรวดเร็วที่สุด เพราะกำลังมีเรื่องที่ยังตกลงไม่ได้กับหุ้นส่วนอีกคน ซึ่งดูเหมือนกำลังจะพยายามฮุบทุกอย่างเอาไว้ เธอร้อนรนและร้อนใจมาก

เครื่องบินกำลังจะออกไปยังนครโจฮันเนสเบิร์ก-บ้านของ Charles Sakano ในแอฟริกาก็คงอยู่แถวๆ นั้น

คงเดาออกว่า ผมตอบและพูดคุยกับเสียงสุภาพสตรีปลายสายนั้นว่าอย่างไร

ทำความรู้จัก ‘Charles Sekano’ ศิลปินแนว Cubism แห่งแอฟริกาใต้ ผู้หนีการปกครองแบบแบ่งแยกชนชั้นสีผิว สู่อิสรภาพ ความเท่าเทียม และศิลปะ
ทำความรู้จัก ‘Charles Sekano’ ศิลปินแนว Cubism แห่งแอฟริกาใต้ ผู้หนีการปกครองแบบแบ่งแยกชนชั้นสีผิว สู่อิสรภาพ ความเท่าเทียม และศิลปะ
5

ปัจจุบัน Charles Sekano อายุใกล้ 80 ปีแล้ว

เขากลับไปแอฟริกาใต้อยู่ในเมืองเล็กๆ ใกล้กรุงพริทอเรีย เมืองหลวงของแอฟริกาใต้ ได้เป็นสิบปีแล้ว

เขาเลิกเล่นเปียโน เลิกวาดรูป และเลิกแต่งกลอนแล้ว

Writer

อาทิตย์ ประสาทกุล

ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ และแฟนคลับ The Cloud

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load