บทสนทนานี้เกิดขึ้นใต้บรรยากาศร่มรื่นของบ้านก้ามปู ที่นัดพบที่ผู้ให้สัมภาษณ์เลือกเองด้วยเหตุผลว่า ‘ที่นี่มีต้นไม้ใหญ่เยอะ’ ทำให้เรารู้จักตัวตนของ ดร.ตรีชฎา โชติรัตนาภินันท์ คู่สนทนาของเราไม่น้อย 

ดร.ตรีชฎา หรือ อาจารย์ตุ๊กตา ที่นักศึกษาเรียกกัน เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาออกแบบผลิตภัณฑ์ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และอาจารย์ผู้ริเริ่มจัดทำรายวิชาการออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างยั่งยืน (Sustainable Product Design) วิชานี้มีเป้าหมายอยู่ที่การเพาะบ่มวิธีคิดเชิงระบบให้กับนักศึกษาด้านการออกแบบ เพื่อให้พิจารณาอย่างรอบด้านถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการสร้างสรรค์งานออกแบบของตนเอง ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องสำคัญ ในวันที่โลกกำลังตื่นตัวถึงปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นขยะพลาสติกหรือปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้คนในสังคม เพราะนักออกแบบเป็นอาชีพที่อยู่เบื้องหลังการผลิตสินค้าและบริการหลายๆ อย่าง ที่สร้างผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบต่อโลกของเรา กระนั้นวิชาลักษณะนี้กลับแทบไม่ปรากฏในกระแสหลักของระบบการศึกษาไทย

มีอาจารย์สอนออกแบบคนหนึ่งที่ผลักดันสิ่งนี้มาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ปี

อาจารย์ตกลงรับคำเชิญของเราให้มาพูดคุยเรื่องที่มาที่ไปของวิชานี้ โดยมีเงื่อนไขง่ายๆ ว่า “ขอพาลูกศิษย์มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ด้วย” ซึ่งเราก็ตอบรับด้วยความยินดี

ดร.ตรีชฎา โชติรัตนาภินันท์ ผู้ออกแบบวิชาออกแบบจากการปลูกหัวไชเท้า เข้าป่า และทำสมาธิ

ก่อนจะถามเรื่องห้องเรียน อยากรู้ว่าอาจารย์สนใจเรื่องความยั่งยืนมาตั้งแต่แรกเลยไหม

เท้าความก่อน เรียนปริญญาตรีใบแรกที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เราไม่ได้ชอบหรอก แต่แม่ภูมิใจที่ลูกสอบติดสถาบันที่แม่ชอบ เลยทำสัญญากันว่าถ้าเรียนจบได้เกียรตินิยม แม่จะปล่อยไปเรียนสิ่งที่เราต้องการ เราเลยยอมอดทนเพื่อเป้าหมายที่ใหญ่กว่า

ตอนฝึกงานเป็นจูเนียร์อาร์ตไดเรกเตอร์อยู่เอเจนซี่โฆษณา เรารู้สึกว่าการโฆษณามันเป็นปลายทางแล้ว ถ้าสินค้ามันไม่เวิร์ก แล้วเราพยายามใช้ความคิดสร้างสรรค์ทำให้มันขายได้ด้วยการโฆษณา ท้ายที่สุดแล้วสินค้านั้นจะไปสร้างปัญหาต่อ

ช่วงใกล้เรียนจบ มีโอกาสได้ไปดูงาน Degree Shows เป็นงานแสดงผลงานจบการศึกษาของนักศึกษาดีไซน์ที่เซนต์มาร์ติน (Central Saint Martins-University of the Arts London) ได้เห็นแนวคิดการออกแบบที่เป็นอิสระจากความคิดเชิงพาณิชย์ ผลงานมีความลุ่มลึก จุดประเด็นที่น่าสนใจ และแก้ปัญหาได้มากกว่าแค่ทำของให้ขายได้ในโลกทุนนิยม เราเลยสนใจเรียนปริญญาตรีอีกใบด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อจะได้สร้างสิ่งที่มีประโยชน์อย่างแท้จริง

แล้วได้ทำผลิตภัณฑ์อะไรที่มีประโยชน์สมใจไหม

สุดท้ายไม่ได้เลือกเรียนหลักสูตรออกแบบผลิตภัณฑ์ (หัวเราะ) ที่เซนต์มาร์ตินมีช่วงให้เรียนปรับพื้นฐาน ให้เราทดลองเรียนได้หลายอย่าง และได้ลิ้มลองเนื้อหาของหลักสูตรระดับปริญญาตรีที่เขาเปิดสอน พอลองเรียนออกแบบผลิตภัณฑ์แล้ว เรากลับไม่ชอบที่เขาแจกโจทย์ปลายปิดที่เจาะจงปลายทาง เช่น ให้ออกแบบบรรจุภัณฑ์ใส่ไข่ไก่ 

เราชอบโปรแกรมที่ชื่อว่า Arts, Design and Environment มากกว่า ซึ่งโจทย์เน้นไปที่บริบท ให้เราไปค้นหาประเด็นปัญหาที่อยู่ในบริบทนั้น ผลลัพธ์ของโปรเจกต์จะออกมาเป็นรูปแบบใดก็ได้ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ บริการ การตกแต่งภายใน สถาปัตยกรรม งานประติมากรรม ไปจนถึงการแสดง มันทำให้เรารู้สึกว่าเรามีอิสระและท้าทาย เพราะในโจทย์เดียวกันมีคำตอบได้หลากหลายมาก

ในชื่อโปรแกรมมีคำว่า Environment อยู่ แปลว่ามีประเด็นเรื่องความยั่งยืนเข้ามาเกี่ยว

ช่วงเรียนปีสอง มีวิชา Cultural Studies หนึ่งในเนื้อหาหลักที่ชอบคือบทบาทของศิลปินและนักออกแบบกับประเด็นสิ่งแวดล้อมในฐานะปัญหาหนึ่งของโลก นอกจากนี้เรามีโอกาสได้เข้าประกวดออกแบบ โจทย์มาจาก Social Enterprise แห่งหนึ่งที่เขารับเฟอร์นิเจอร์เก่าจากออฟฟิศในลอนดอนมาซ่อมแซม และขายให้คนในชุมชนในราคาถูก แต่มีของอย่างหนึ่งที่ขายไม่ออก คือพรมแผ่น ซึ่งผลิตจากตัววัสดุพีวีซีกับไนลอนผนึกแน่นอยู่ด้วยกัน มันรีไซเคิลตามวิธีปกติไม่ได้ด้วยซ้ำ ในโกดังมีพรมชิ้นสี่เหลี่ยมกองเป็นภูเขา 

เราก็เลยเลือกเจ้าพรมนี่แหละมา Redesign โดยเหลือเศษจากการผลิตใหม่ให้น้อยที่สุด และถอดประกอบได้เมื่อหมดอายุการใช้งาน เพื่อลดความยุ่งยากในการนำไปจัดการต่อ

งานที่ออกมาเป็นคอลเลกชันของแต่งบ้านสี่ถึงห้าชิ้น ตอนนั้นได้รางวัลด้วยนะ Social Enterprise แห่งนั้นเกือบขอซื้อแบบไปผลิตจริง แต่ช่วงเวลาเดียวกัน มีบริษัทในอุตสาหกรรมพรมหาวิธีการจัดการขยะพรมที่ดีกว่าได้ โดยการรับคืน (Reclaim) พรมแผ่นใช้แล้ว เอาไปบดเป็นผงละเอียด แล้วใช้เป็นวัสดุหลักในการผลิตพรมผืนใหม่ ซึ่งวิธีนั้นมันป้องกันปัญหาขยะพรมที่เล็ดลอดออกไปจากระบบได้สมบูรณ์กว่า งานออกแบบของเราก็เลยตกไป

ตอนนั้นไม่เข้าใจหรอก แต่พอโตแล้วมองกลับไปรู้สึกว่า โปรเจกต์นั้นสอนเราหลายอย่าง ดีไซเนอร์ไม่ใช่คนที่เจ๋งที่สุด ในทุกๆ ปัญหา อาจมีคนที่คิดหาทางออกได้ดีกว่าและยั่งยืนกว่าเรา อยู่ที่เราเปิดใจรับได้แค่ไหน และพัฒนาตัวเองต่อจากจุดนั้นได้อย่างไร

ดูเหมือนตอนนั้นเป็นนักออกแบบเต็มตัวเลย คิดอยากมาเป็นอาจารย์ตอนไหน

มาตอนได้ไปทำวิจัยระดับปริญญาโทที่อินโดนีเซีย เราได้ทุนวิจัยของ British Council ผ่านทางโกลด์สมิทธ์ (Goldsmiths, University of London) ทุนวิจัยนั้นให้อิสระในการทำงาน จะตั้งหัวข้อวิจัยเป็นอะไรก็ได้ ขอแค่เกี่ยวกับงานออกแบบหัตถอุตสาหกรรมของอินโดนีเซีย ด้วยความเป็นนักออกแบบ ตอนแรกเราสนใจเรื่องวัสดุธรรมชาติ แต่โกลด์สมิทธ์เป็นสถาบันที่เน้นคิดเชิงวิพากษ์ ผู้คนที่นั่นรักการดีเบต เราได้รับการส่งเสริมให้มองบริบทของงานออกแบบให้ลึกไปถึงเรื่องสังคม วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเมือง เราเลยต้องอ่านเพื่อหาข้อมูลเหล่านั้นเยอะมาก

ยิ่งศึกษาก็ยิ่งพบว่า อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ส่งออกหัตถอุตสาหกรรมอันดับต้นๆ ของโลก และมีอะไรหลายอย่างคล้ายกับไทย แต่สภาพความเป็นอยู่ของแรงงานที่เป็นผู้ผลิตเบื้องหลังสินค้าสวยงามเหล่านั้นไม่ได้สวยงามไปด้วย บริบทของเกาะชวาที่เป็นแหล่งผลิตงานที่สำคัญของประเทศ ประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมเคร่งครัด จึงไม่มีการคุมกำเนิด ทำให้พ่อแม่ในหลายครอบครัวต้องพาลูกๆ เข้ามาเลี้ยงในพื้นที่ทำงาน มีทั้งกลิ่นสีและทินเนอร์ รายได้อาจไม่ตอบรับกับโอกาสทางการศึกษาของเด็กๆ ด้วยซ้ำ ส่วนรูปแบบของงานที่พวกเขาผลิตก็มักไม่ได้ออกแบบโดยคนอินโดนีเซีย แต่เป็นแบบที่นักออกแบบในประเทศตะวันตกส่งมา ตอบโจทย์เพื่อปรนเปรอวิถีชีวิตแบบฝรั่ง

พอได้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างแบบนี้ เราจึงตระหนักว่า นักออกแบบเป็นแค่องค์ประกอบเล็กๆ ในโครงสร้างอำนาจที่ใหญ่โตอลังการ จึงเกิดคำถามขึ้นในใจว่า แล้วนักออกแบบตัวจ้อยอย่างเรา จะทำอะไรได้เพื่อบรรเทาปัญหาในสเกลที่เราทำไหว

ดร.ตรีชฎา โชติรัตนาภินันท์ ผู้ออกแบบวิชาออกแบบจากการปลูกหัวไชเท้า เข้าป่า และทำสมาธิ

แล้วนักออกแบบทำอะไรได้บ้าง

ถ้าผู้เรียนดีไซน์รู้ว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ใหญ่กว่า น่าจะทำให้เขามองโลกตามจริงด้วยความเข้าใจ และอาจมีเป้าหมายในชีวิตเปลี่ยนไปทันที ไม่ใช่แค่การทำงานพาณิชย์

คิดได้ดังนั้นแล้วเลยกลับมาเป็นอาจารย์

ก็ยังไม่ได้เป็นทันที ตอนนั้นกลับมาไทย ค.ศ. 2009 งานแรกคือทำ E-learning หัวข้อ Sustainable Product Design ให้กับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ขนานกับการทำงานที่ศูนย์นวัตกรรมด้านการออกแบบอุตสาหกรรมที่จุฬาฯ เราถึงได้รู้ว่า ไทยเริ่มตื่นตัวในเรื่องของความยั่งยืนแล้ว แต่รัฐมองความยั่งยืนเป็นแค่เทรนด์ที่มาแล้วก็ไป ผ่านไปสองปีงบประมาณ เขาก็ไปมองหาคำใหม่ที่น่าตื่นเต้นกว่ามาแทนที่ แต่สำหรับเรา ความยั่งยืนไม่ใช่เทรนด์ มันจะอยู่ไปอีกยาว

ด้วยข้อจำกัดหลายอย่างอันเป็นผลจากการทำงาน ทั้งบทบาทของเจ้าหน้าที่ศูนย์นวัตกรรมฯ และการทำ E-learning ที่เป็นการสื่อสารทางเดียว ทำให้เราไม่ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะด้านการออกแบบเพื่อความยั่งยืนอย่างเต็มที่ เราเลยมองหาตำแหน่งอาจารย์ประจำในมหาวิทยาลัยอื่นที่ไม่มีการสอนเรื่องความยั่งยืนในหลักสูตร จนได้เข้ามาเป็นอาจารย์ประจำที่มหาวิทยาลัยศิลปากร 

แล้วได้สอนเรื่องที่อยากสอนเลยไหม

ไม่ทันทีอีกเหมือนกัน ใช้เวลาต่อสู้อยู่ระยะหนึ่ง แม้เราพยายามสื่อสารตลอดตั้งแต่วันสอบสัมภาษณ์ว่าความเชี่ยวชาญของเราคืออะไร แต่อาจารย์อาวุโสที่เคารพรักท่านหนึ่งเป็นกระจกสะท้อนความจริงได้แจ่มชัดมาก ท่านตั้งชื่อเล่นให้กับเรียกสิ่งที่เราอยากสอนว่า ‘วิชาแปลกๆ’

ต่อสู้กับอะไรมาบ้าง

บริบทการศึกษาไทยมีข้อจำกัดค่อนข้างเยอะ เช่น โลกเปลี่ยนแปลงทุกวัน แต่จะมีการปรับปรุงหลักสูตรทุกๆ ห้าปี ต้องรอให้ถึงเวลาจึงจะเพิ่มลดรายวิชาได้ ซึ่งก็มีเงื่อนไขต่างๆ เช่น ความคิดเห็นที่อาจไม่สอดคล้องกันบ้างในกลุ่มคณาจารย์เกี่ยวกับทิศทางของหลักสูตร วิชาที่มีมาก่อนหน้าที่ยึดหัวหาดมานานแล้ว อาจมีความชอบธรรมที่จะอยู่ต่อไปมากกว่า

อีกความท้าทายหนึ่งคือ ตัวหลักสูตรเดิมเน้นการฝึกปฏิบัติเชิงวิชาชีพอย่างมาก อัตราส่วนของวิชาในหลักสูตรจึงมุ่งเน้นที่การพัฒนาทักษะฝีมือ เกิดเป็นวิถีชีวิตที่คุ้นชิน ที่นักศึกษาออกแบบทุกคนอดหลับอดนอนทำโมเดลกัน การที่เรานำเสนอวิชาที่มีเนื้อหาแหวกแนวและเน้นทักษะลักษณะอื่น จึงต้องพยายามเป็นพิเศษและใช้เวลาสื่อสารเพื่อโน้มน้าวใจคณาจารย์ในภาค

เราเริ่มจากขอสอนภายใต้ชื่อรายวิชาเลือกเสรีก่อน รอจนปรับหลักสูตรแล้ว ถึงได้บรรจุเป็นวิชาเลือกของภาควิชา ทุกวันนี้ก็ยังเป็นวิชาเลือกอยู่

ดร.ตรีชฎา โชติรัตนาภินันท์ ผู้ออกแบบวิชาออกแบบจากการปลูกหัวไชเท้า เข้าป่า และทำสมาธิ
ดร.ตรีชฎา โชติรัตนาภินันท์ ผู้ออกแบบวิชาออกแบบจากการปลูกหัวไชเท้า เข้าป่า และทำสมาธิ

วิชาการออกแบบเพื่อความยั่งยืนนี้สอนอะไร

ทักษะการคิดเชิงระบบ สอนให้เข้าใจองค์รวม เห็นโครงสร้างทั้งหมด แล้วสะท้อนเราอยู่ตรงไหนของความสัมพันธ์เหล่านั้น เราคิดว่าในฐานะมนุษย์จำเป็นต้องตระหนักเรื่องนี้ เพราะไม่ว่ามนุษย์จะทำอะไร มันมีผลจากการกระทำตามมาเสมอ 

แค่เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ใช้ชีวิตแต่ละวันก็สร้างผลกระทบได้ทั้งทางบวกและทางลบแล้ว ผลของเราอาจไปเป็นเหตุให้เกิดผลอื่นๆ ต่อเนื่องไปเรื่อย

ยิ่งถ้าเป็นนักออกแบบ การตัดสินใจอะไรก็ตามของนักออกแบบมันจะส่งผลใหญ่ขึ้นอีก เช่น ออกแบบอะไรแล้วเลือกวัสดุที่ไม่ยั่งยืน ก็ส่งต่อความไม่ยั่งยืนไป หรือตีโจทย์ผิด ก็ผิดไปยาวเลย อาจเผลอทำร้ายสังคม ทำร้ายโลกโดยไม่รู้ตัว

นักศึกษาสนใจวิชาแบบนี้มั้ยในเวลานั้น

คิดว่าเขามาเรียนเพราะเป็นวิชาแปลกๆ มาเพื่อมาเก็บหน่วยกิต ซึ่งพอเขามาเรียนด้วยเป้าหมายแบบนี้ มันไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง มันเป็นปัญหาชีวิตของเราในตอนนั้นเลยนะ มาทำอาชีพนี้เพราะอยากสอนวิชานี้ แต่พอสอนมาสองปีแล้ว อ้าว ไม่เห็นจะเปลี่ยนอะไรได้เลยว่ะ (หัวเราะ)

แล้วแก้ปัญหานั้นยังไง

หันมามองที่เทคนิคการสอน แล้วตัดสินใจเรียนต่อปริญญาเอก เอาปัญหาที่ว่า ‘สอนเท่าไหร่นักศึกษาก็สร้างการเปลี่ยนแปลงไม่ได้สักที’ นี่แหละ ไปเขียนเป็นหัวข้อวิจัย ไปยืมสมองของอาจารย์ที่ปรึกษาและคนอื่นๆ มาช่วยเรา

หัวข้อทีสิสมุ่งเน้นที่แวดวงการศึกษาด้านการออกแบบในประเทศไทย ว่ามีการเรียนการสอนด้านความยั่งยืนในประเด็นไหนบ้าง ทัศนคติของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มต่างๆ ต่อเรื่องความยั่งยืนเป็นอย่างไร เพื่อค้นหาเทคนิคการสอนที่จะเปลี่ยนแปลงผู้เรียนให้กลายมาเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอย่างยั่งยืน

จะขยับจากเด็กที่มาเรียนเพื่อเก็บเกรด ไปสู่ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง ฟังดูทะเยอทะยานมาก

เราอุตส่าห์มาอยู่ตรงนี้แล้ว มีรายวิชาที่ร่างขึ้นมาเองกับมือแล้ว มีนักศึกษาแล้ว แค่ต้องทำให้ได้ เลยตั้งโจทย์แบบนี้ออกมา

รอบนี้ไปเรียนที่ไหน

เรากลับไปที่โกลด์สมิทธ์ เพราะ ศาสตราจารย์เค สเตเบิล (Prof. Kay Stables) นักวิชาการรุ่นบุกเบิกด้าน Design Education อยู่ที่นั่น และช่วงสิบกว่าปีมานี้เขาทำวิจัยด้านการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Education for Sustainable Development) ด้วย เขารับเราไปเป็นเด็กในที่ปรึกษาคนสุดท้าย เฉียดฉิววัยเกษียณพอดี เพราะต่างมีความสนใจที่ตรงกัน คือการนำแนวคิดความยั่งยืนมาผนวกกับการศึกษาด้านการออกแบบ อาจารย์คนนี้เป็นไฟส่องทางให้เราเลย

การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) การเรียนรู้ร่วมกันและตัดสินใจร่วมกับคนอื่น (Collaborative Decision Making) ที่จะนำผู้เรียนไปสู่ความสามารถฉายภาพทางเลือกอนาคตของตนเองได้ (Imagining Future Scenarios) ซึ่งการไปสู่ปลายทางนั้นอย่างสมบูรณ์ ต้องใช้กระบวนการที่เรียกว่า Transformative Learning เป็นการเรียนรู้ผ่านการเปลี่ยนแปลงจากภายในของผู้เรียนเอง การเปลี่ยนแปลงจากภายในนี้จะเกิดก็ต่อเมื่อผู้สอนเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้ไตร่ตรองความคิดตัวเอง ได้สะท้อนความรู้สึกนึกคิดข้างใน และเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหากับชีวิตของเขา 

เราเลยกลับมาสะท้อนตัวเอง ว่าเนื้อหาที่เราเรียนในช่วงปริญญาเอกนี้เชื่อมโยงกับชีวิตเราได้ยังไงบ้าง นั่นทำให้เราลอง ‘เล่น’ อย่างอื่นไปด้วยระหว่างทาง

ดร.ตรีชฎา โชติรัตนาภินันท์ ผู้ออกแบบวิชาออกแบบจากการปลูกหัวไชเท้า เข้าป่า และทำสมาธิ

เล่นอะไรมาบ้าง

มีทั้งหมดสี่อย่าง อย่างแรก เราอ่านเจอทฎษฎี Ecological Literacy ที่ ฟริตจอฟ คาปรา (Fritjof Capra) อธิบายถึงกฎของธรรมชาติ เนื่องด้วยมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ หากเราเข้าใจความเป็นไปในธรรมชาติอย่างแท้จริง เราจะใช้ชีวิตตามครรลองอย่างยั่งยืนได้ แต่การอ่านอย่างเดียวก็พอเข้าใจได้ประมาณหนึ่ง เราเลยเริ่มปลูกผักที่ระเบียงห้อง เริ่มจากผักสลัด สมุนไพร เห็ด มะเขือเทศ ซึ่งก็งอกงามดี ไปจนถึงมันฝรั่งกับไชเท้าที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่

ได้เรียนรู้อะไรจากการปลูกไชเท้าที่ระเบียงห้อง

การปลูกผักทำให้เข้าใจหลักการของระบบนิเวศมากขึ้น หลายสิ่งถูกธรรมชาติออกแบบมาแล้วด้วยตรรกะเหตุผลอันชาญฉลาด อย่างเรื่องเบสิกที่สุด คือฤดูกาลหลากหลายเป็นวัฏจักร ผักต่างๆ มีกำหนดเวลาชัดเจน ว่าต้องปลูกตอนไหนให้ทันกินเดือนไหน ทุกอย่างมีเวลาของมัน ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ ทุกอย่างจะเป็นไปโดยง่าย แต่ถ้าฝืนธรรมชาติก็ไม่ได้ผลที่ควรเป็น ฟังดูธรรมะนิดๆ แต่นี่คือสิ่งที่การปลูกผักสอนเรา

การปลูกผักนำพาเราไปสมัครเรียนคอร์สสั้น นิเวศวิทยาเชิงลึก (Deep Ecology) ที่สอนให้เชื่อมโยงตัวตนของเรากับธรรมชาติ เราไปเรียนที่ Schumacher College โรงเรียนอยู่ในพื้นที่กึ่งป่า เป็นธรรมชาติมาก

นิเวศวิทยาเชิงลึกนี่สอนอะไรเรา

มีกิจกรรมที่ให้เราเข้าไปในพื้นที่รกร้าง แล้วนั่งอยู่ตรงนั้นแบบไม่ใส่นาฬิกา เราเลือกนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ที่มีสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยเต็มไปหมด มด แมลง เต่าทอง ถ้าเราอยู่ในเมืองเราอาจเลือกไม่นั่งใกล้สัตว์พวกนี้เพราะเรากลัวเขากัด แต่ตอนนั้นเขาน่าจะกลัวเรามากกว่า เพราะเราคือสิ่งแปลกปลอม และนั่นคือบ้านเขา

สักพักฝนตก ตัวเล็กตัวน้อยพยายามไต่ขึ้นต้นไม้ วิ่งช้าเร็วต่างกัน ในเสี้ยววินาที เราเผลอตัดสินในสมองเราเองว่า ตัวนี้วิ่งช้า ตัวนี้วิ่งเร็ว แล้วเราก็ระลึกได้ว่า ‘ไม่ตัดสินก็ได้นี่’ บางทีอยู่ในห้องเรียน เราก็คงเผลอตัดสินลูกศิษย์เหมือนกัน คนไหนมีแวว คนไหนหัวช้า แต่จริงๆ ความหลากหลายคือธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต

นั่งดูแมลงสักพักก็มารู้ตัวว่า อ้าว ตัวเราไม่เปียกเลย ต้นไม้หนึ่งต้นปกป้องสิ่งมีชีวิตอีกหลายชนิดให้ไม่เปียก เป็นอะไรที่มหัศจรรย์มาก ในขณะที่มนุษย์ต้องมีบ้านหลังใหญ่เพื่อปกป้องเราจากลม ฟ้า อากาศ แค่ช่วงสั้นๆ ต้นไม้ก็มีคุณกับเรามากขนาดนั้นแล้ว

วันรุ่งขึ้นเราทำพวงมาลัยจากดอกไม้ที่พอหาได้ ไปขอขมาต้นไม้ ขอโทษด้วยนะที่นักศึกษาเอาไม้มาใช้ในการทำงานออกแบบแบบไม่ตระหนักรู้ถึงคุณค่า เรารู้สึกเป็นหนี้บุญคุณเขา เราควรจะชื่นชมในสิ่งที่ธรรมชาติให้เรา ไม่มองว่าธรรมชาติเป็นแค่ทรัพยากร เขามีชีวิต แถมเจ๋งกว่าเราอีก เราเป็นใครวะ ไปใช้เขาแบบทิ้งๆ ขว้างๆ

อีก 2 อย่างที่เหลือคืออะไร

เราลองไปฝึก Dynamic Meditation ที่วัดป่าสุคะโต เขาสอนเจริญสติแบบเคลื่อนไหวตามแนวทางหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ บนพื้นฐานความเชื่อว่า การเจริญสติแบบนั่งสงบนิ่ง มันฝืนสภาพความเป็นจริงของโลกปัจจุบัน เพราะโลกนั้นเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ ดังนั้น ถ้ามีสติขณะเคลื่อนไหวร่างกายได้ น่าจะเหมาะกับการดำรงตนบนโลก 

มีอยู่วันหนึ่ง ถึงเวลาต้องกลับไปนอนที่กุฏิแล้ว หลวงพ่อบอกเราว่า อย่าเปิดไฟทิ้งไว้ตอนนอน ถ้าเปิดไฟทิ้งไว้ ไฟจะพาให้แมลงเข้ามาเล่นไฟ พอแมลงมา กบ คางคกก็มาเพื่อมากินแมลง เมื่อกบ คางคกมา งูก็จะมา เป็น Causality หรือ Cause-effect Relations ผ่านการยกตัวอย่างแบบง่าย ๆ คือ ‘อิทัปปัจจยตา’ นั่นเอง การกระทำที่เราทำโดยไม่คิด มันส่งผลที่ถึงชีวิตได้ 

อย่างสุดท้าย คือ เรียน Paulo Freire Formation Programme ซึ่ง University of Central Lancashire จัดทำขึ้นในรูปแบบออนไลน์ เพื่อเข้าใจทฤษฎีการศึกษาในภาพรวม วิพากษ์การศึกษาแบบดั้งเดิมที่มีโครงสร้างอำนาจที่ไม่สมดุลระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักวิชาการคนอื่นๆ ที่มาลงเรียนด้วยกัน เพื่อแสวงหาวิธีการในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในห้องเรียน เพื่อให้ผู้เรียนเติบโตด้วยการเรียนรู้ผ่านการเปลี่ยนแปลงจากภายในของผู้เรียนเอง

ดร.ตรีชฎา โชติรัตนาภินันท์ ผู้ออกแบบวิชาออกแบบจากการปลูกหัวไชเท้า เข้าป่า และทำสมาธิ

ทำทั้งหมดนี้แล้วได้วิธีการสอนแบบใหม่ออกมาหรือยัง

ได้เป็นแผนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เราได้ทำห้องเรียนทดลองเพื่อลองสอนวิชานี้ด้วยวิธีใหม่ กับผู้เรียนสิบกลุ่ม ในแปดมหาวิทยาลัย 

แนวทางการเรียนการสอนเริ่มที่การสร้างการเปลี่ยนแปลงจากภายในตัวผู้เรียน ทำความเข้าใจตัวเองในฐานะมนุษย์ เห็นตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของระบบสังคมและธรรมชาติ รวมถึงเห็นผลจากการกระทำของฐานะนักออกแบบ ผ่านกิจกรรมต่างๆ นำต้นไม้เข้ามาในห้องเพื่อให้ผู้เรียนลองนั่งคุยกับต้นไม้ เหมือนที่เราเคยไปนั่งใต้ต้นไม้ในคลาสนิเวศวิทยาเชิงลึก หรือคลาสที่เปรียบเทียบมุมมองแบบธรรมชาติกับมุมมองแบบมนุษย์ โดยเปรียบเทียบร่างกายคนเราเป็นตัวแทนของธรรมชาติ ที่ไม่สามารถแยกส่วนออกจากกัน ในขณะที่เราแยกชิ้นส่วนของโทรศัพท์ออกจากกันได้ เป็นต้น

เมื่อผู้เรียนเปลี่ยนแปลงจากภายในแล้ว ค่อยออกมาเปลี่ยนสิ่งที่อยู่ภายนอก โดยเรียนรู้แนวคิดและเครื่องมือที่ช่วยในการออกแบบที่ลดผลกระทบแง่ลบต่อโลก และสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกไปพร้อมๆ กัน

ฟีดแบ็กจากห้องเรียนทดลองทั้งหมดถูกนำมาพัฒนาต่อ จนได้แผนการสอนที่สมบูรณ์มาพร้อมกับปริญญาเอก และความเป็นไปได้ที่จะนำหลักสูตรมาใช้จริง

ดร.ตรีชฎา โชติรัตนาภินันท์ ผู้ออกแบบวิชาออกแบบจากการปลูกหัวไชเท้า เข้าป่า และทำสมาธิ

หลังจากนำมาสอนจริงแล้วได้ผลไหม

อันนี้คงต้องถามผู้เรียน

จังหวะที่คุยกันมาถึงตรงนี้ น้องๆ นักศึกษา ศิษย์เก่าวิชาการออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างยั่งยืนที่อาจารย์ชวนมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (บวกกับชวนทานข้าวเย็น) ก็เดินทางมาถึงกันพอดีอย่างกับรู้ใจ

น้องๆ เล่าให้เราฟังว่า ตั้งแต่บรรยากาศในห้องเรียนที่เปิดใจ ทำให้กล้าตั้งคำถาม วิชานี้สอนให้พวกเขาเรียนรู้จากทุกสิ่ง ไม่ได้จำกัดแค่เรียนจากครูเท่านั้น แต่รวมไปถึงการเรียนจากสิ่งมีชีวิตที่พูดไม่ได้อย่างต้นไม้ และเรียนจากเพื่อนร่วมห้องที่ช่วยสนับสนุนกัน

ตอนแรกพวกเขารู้สึกว่าเป็นวิชาที่ยาก ต้องใช้สมองคิดตามเยอะ แต่หลังจากเรียนไปสักพัก เริ่มปรับตัวได้ ก็มีแนวคิดในการทำงานออกแบบที่เปลี่ยนไป เริ่มอยากรู้ความต้องการของผู้ใช้งานจริงๆ มากขึ้น เพื่อไม่ให้งานออกแบบที่ทำกลายเป็นขยะในภายหลังเพราะใช้งานไม่ได้จริง หรือการมองไปมากกว่าแค่ผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์เพียงคนเดียว แต่รวมไปถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่อยู่ในบริบทของการออกแบบนั้นด้วย

นอกจากนี้ น้องกลุ่มนี้ยังทำหน้าที่เป็นผู้ส่งสารไปถึงคนรอบตัวว่า ประเด็นความยั่งยืนและปัญหาสิ่งแวดล้อมมีความเกี่ยวพันอย่างไรกับชีวิตพวกเขา ได้ฟังอย่างนี้แล้วเราเลยอดจะหันไปถามอาจารย์ไม่ได้

ได้ยินลูกศิษย์ตอบแบบนี้แล้วรู้สึกยังไงบ้าง

แม้การเปลี่ยนผู้เรียนให้เป็น ‘นักสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม’ จะไม่ได้เป็นเป้าหมายที่ระบุลงไปในเอกสารหลักสูตรอย่างเป็นทางการ แต่มันคือเป้าหมายของหลักสูตรแฝง (Hidden Curriculum) ที่ถ่ายทอดจากวัฒนธรรมและมุมมองของผู้สอนอย่างเรา ซึ่งถ้ามองแบบนั้น เราก็มองว่าเราบรรลุความต้องการของหลักสูตรแล้ว (ยิ้ม)

ในฐานะที่เป็นทั้งครูและนักออกแบบ มองว่าห้องเรียนนี้คืองานออกแบบที่ประสบความสำเร็จไหม

ถ้าถามว่าเป็นงานออกแบบไหม ขึ้นอยู่กับว่าให้นิยามคำว่าออกแบบว่าอะไร มุมมองที่ได้รับการขัดเกลาจากการเรียนที่โกลด์สมิทธ์ คือผู้เรียนที่เข้ามาเรียนออกแบบในสถาบัน ควรได้รับการส่งเสริมให้ทำหน้าที่ ‘ออกแบบ’ หรือ ‘ให้นิยาม’ คำว่า ‘การออกแบบ’ ใหม่ด้วยซ้ำ (Redefining the Discipline of Design)

ตราบใดที่เป้าหมายของเราชัด การออกแบบจะเป็นอะไรก็ได้ สำหรับเรา การออกแบบไม่จำเป็นต้องให้ผลออกมาเป็นสิ่งของ การเรียนรู้และและความสัมพันธ์ของทุกคนในห้องเรียนก็เป็นสิ่งที่ออกแบบได้ ห้องเรียนนี้ไม่ได้เป็นของเราคนเดียว ในขณะที่นักศึกษาเรียนกันในห้อง เราเองก็เรียนไปพร้อมกันด้วย มันคือการเรียนรู้ร่วมกัน บทบาทนี้คือ Teacher-as-learner Role นักศึกษาทุกรุ่น ทุกคน คือผู้ที่สอนให้เราพัฒนาการสอน ถ้าไม่มีผู้เรียน ผู้สอนก็จะพัฒนาตัวเองไม่ได้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องเชิญผู้เรียนมาพูดคุยพร้อมกันวันนี้ด้วย เพราะห้องเรียนลักษณะนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มีพวกเขา

ดร.ตรีชฎา โชติรัตนาภินันท์ ผู้ออกแบบวิชาออกแบบจากการปลูกหัวไชเท้า เข้าป่า และทำสมาธิ

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

‘โรงแรมดุสิตธานีที่อาจจะถูกทุบ, ตึกศรีเฟื่องฟุ้งมี facade เหมือนหนามทุเรียน, ตรงบีทีเอสศาลาแดงมีตึกที่สวยแต่ไฟไหม้ไปแล้ว, ธนาคารกรุงเทพรูปร่างเหมือนคอมพิวเตอร์, ในซอยคอนแวนต์มีตึกแถวสวยๆ อีก 2 – 3 ตึก’

ข้างต้นคือข้อความที่ เบียร์-วีระพล สิงห์น้อย ส่งมาในกล่องข้อความเมื่อผมถามว่าในย่านที่เรานัดพบกันมีอาคารใดน่าสนใจ

ผมรู้จักช่างภาพสถาปัตยกรรมผู้นี้ครั้งแรกจากเพจที่รวบรวมภาพถ่ายสถาปัตยกรรมเก่าๆ ชื่อ Foto_momo ซึ่งเขาเป็นผู้ก่อตั้ง

ภาพอาคารที่เขาถ่ายส่วนใหญ่เป็นสถาปัตยกรรมโมเดิร์นหลากหลายประเภท ไล่ตั้งแต่อาคารสำนักงาน ธนาคาร โรงภาพยนตร์ โรงแรม และอื่นๆ อีกมากมาย โดยแทบทุกภาพที่เขาถ่ายล้วนมีรายละเอียดกำกับ ทั้งที่ตั้งอาคาร ปีที่สร้าง หรือชื่อสถาปนิกผู้ออกแบบ

เรานัดพบกันใกล้โรงแรมที่เสี่ยงต่อการถูกทุบที่เขาบอกมาในกล่องข้อความ เพื่อพูดคุยกันเรื่องอาคารเก่าที่เขาหลงใหล จากบทสนทนาทำให้ผมรู้ว่าแม้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจะมีกระแสที่คนเริ่มหันมาสนใจสถาปัตยกรรมยุคเก่ากันมากขึ้น แต่อาคารเก่าๆ ก็ยังเสี่ยงต่อการถูกทุบทำลายอยู่ดี

บางอาคารที่หายไปทำเอาหัวใจผู้คนที่เกี่ยวข้องเจ็บปวดคล้ายถูกทุบไปด้วย ขณะที่บางอาคารก็ตายไปอย่างเงียบเชียบคล้ายไม่เคยมีอยู่

“ความผูกพันเป็นตัวที่ทำให้คนออกมาเรียกร้อง ถ้าเป็นอาคารที่ไม่ได้ผูกพันกับคน มันจะถูกทุบหายไปในกาลเวลาอย่างเงียบๆ” ผู้ถ่ายภาพสถาปัตยกรรมจนนับจำนวนภาพไม่ถ้วนบอกผม

ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่เขาพยายามตระเวนถ่ายภาพสถาปัตยกรรมเก่าๆ ให้ได้มากที่สุด-ให้เร็วที่สุด ไว้เพื่อเป็นภาพที่ระลึก

ทั้งไว้ระลึกว่าอาคารเหล่านี้มีความสำคัญ รวมถึงไว้ระลึกในวันพวกมันหายไป

และบรรทัดถัดจากนี้คือบทสนทนาที่ระลึกถึงอาคารเก่าเหล่านั้น

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

คุณสนใจการถ่ายภาพตั้งแต่ตอนไหน

ตั้งแต่ตอนเรียนแล้ว แต่ตอนนั้นเรายังไม่ได้ถูกจำกัดว่าต้องถ่ายสถาปัตย์ เวลาเรียนเราก็มีไปเปิดหนังสือดู ก็จะเห็นรูปอาคารสวยๆ ของต่างประเทศ เราก็สงสัยว่า เฮ้ย ทำไมสวยจัง เราอยากถ่ายให้ได้อย่างนี้ แต่ตอนนั้นยังไม่มีความรู้อะไร แค่รู้สึกว่าแล้วทำไมสถาปัตย์บ้านเราถ่ายไม่สวยเลย ถ่ายรูปไม่ขึ้น ก็โทษดินฟ้าอากาศ เมืองนอกฟ้าเขาสวย โทษอุณหภูมิ เราถ่ายสไตล์นี้ไม่สวยหรอก เสาไฟฟ้าเยอะแยะ สายไฟก็รก

แล้ววันหนึ่งอาจารย์ก็เชิญพี่สมคิด เปี่ยมปิยชาติ ช่างภาพสถาปัตย์ที่ตอนนี้เป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์ Fullstop มาบรรยาย พี่เขาก็เปิดสไลด์รูปสถาปัตย์ที่เขาถ่ายให้ดู มันเป็นรูปอาคารในยุโรปอาคารหนึ่ง ฉากหลังเป็นท้องฟ้าสีน้ำเงิน มีเนินหญ้าสีเขียวเป็นฉากหน้า อาคารโผล่มานิดนึงเป็นยอดแหลม มีผู้ชายใส่สูทเดินอยู่ 3 คน แล้วภาพนี้มันพิเศษตรงที่บนท้องฟ้าด้านหลังมีเครื่องบินกำลังพุ่งทะยาน ปล่อยไอพ่นสีขาว

ภาพนั้นประทับอยู่ในความทรงจำนานมาก พี่สมคิดบอกว่า ภาพนี้มันพิเศษตรงที่เป็นจังหวะช่วงโมเมนต์เดียวที่เขาไปตั้งกล้องรอ บวกกับความบังเอิญ ดวง และประสบการณ์ คือถ้าภาพนี้มีแค่อาคารกับคนสามคนมันก็ธรรมดา แต่พอมีโมเมนต์วูบเดียวที่เครื่องบินบินผ่าน มันกลายเป็นหนึ่งวินาทีที่เกิดขึ้นแล้วรูปเพอร์เฟกต์ที่สุด และมันอาจจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว เราก็เลยเข้าใจความเจ๋งของการจับช่วงเวลาดีๆ นี่คือสิ่งที่รู้สึกว่าเราน่าจะเรียนรู้ น่าจะทำได้ มันเหมาะกับเรา เรามีความรู้ทางสถาปัตย์ มีคุณสมบัติที่จะทำได้

บางคนเข้าใจว่าถ่ายภาพสถาปัตยกรรมไม่น่ามีอะไรยาก แค่ตั้งกล้องแล้วก็กดชัตเตอร์ ความจริงมันง่ายขนาดนั้นไหม

อยู่ที่การวางแผน อย่างน้อยเราต้องทำการบ้านมาก่อนว่าเราคิดยังไงกับตึกนี้ แล้วจะถ่ายมันออกมายังไง ทิศทางแสงเราต้องรู้ มันจะมีช่วงจังหวะที่เพอร์เฟกต์ ซึ่งเราจะคาดเดาได้ถ้าเราใส่ใจมัน แล้วพอทำงานไปเยอะขึ้น เราจะพอเดาได้ว่าเดี๋ยวสักพักมันจะเกิดอะไรขึ้น เช่น แสงตอนเช้าช่วงหกโมงเจ็ดโมงสวยกว่าอยู่แล้ว ตอนเย็นต้องช่วงแสงแบบ twilight ตอนกลางวันถ้าเราคิดว่าแสงมันไม่ได้บ่งบอกอะไร ไม่สวย ก็ไม่จำเป็นต้องถ่าย สิ่งพวกนี้เราคาดเดาได้ เราก็ไปตั้งกล้องรอเวลาที่เหมาะสมเท่านั้นเอง

คุณเชื่อในการรอคอย

ทุกวันนี้ก็รอคอยอยู่ คนมักเข้าใจว่าไปถึงจะถ่ายได้เลย บางทีมันไม่ง่ายขนาดนั้น มันจะเจอปัญหา เช่น รถมาจอด มีถังขยะ ป้ายโฆษณา ไฟไม่ติด กระจกไม่เช็ด ของที่เกินจากดีไซน์ของเขา เราต้องย้ายออกเพื่อความสมบูรณ์ มันเป็นงานใช้แรงงานเลยแหละ ถังขยะนี่ยกกันเป็นประจำ

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

คุณเริ่มสนใจสถาปัตยกรรมเก่าๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่

เราเป็นเด็กต่างจังหวัด ผูกพันกับพวกวัด พวกฝีมือช่าง ก็เลยเลือกเรียนสถาปัตย์ไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งจะเรียนต่างกับสถาปัตยกรรมหลักที่จะเรียนพวกอาคารโมเดิร์น พอเรียนจบสถาปัตย์ไทยมา ตอนใกล้จบเราก็ค้นหาว่าตัวเองอยากเป็นอะไร เพราะมันก็เลือกได้หลายทาง ไปเป็นอาจารย์ เป็นนักออกแบบ เป็นสถาปนิก ซึ่งคนที่จบสถาปัตย์ไทยในยุคนั้นหางานค่อนข้างยาก ใครจะไปจ้างออกแบบเรือนไทย มันน้อย แต่มันมีอีกทางที่ผมคิดว่าน่าสนใจคือ พวกทำงานอนุรักษ์

ผมเคยดูหนังญี่ปุ่นเรื่อง Calmi Cuori Appassionati พระเอกทำอาชีพอนุรักษ์ภาพเขียน เราก็อยากจะเท่อย่างพระเอก อนุรักษ์อาคารที่มันจะตายแล้วให้ฟื้นขึ้นมา ซึ่งยังเป็นอาชีพที่ใหม่มากสำหรับคนไทยในยุคประมาณเมื่อปี 2545 ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์อาคารเท่าไหร่ แล้วพอดีตอนทำงานผมได้จับพลัดจับผลูไปอยู่ในทางของฝ่ายผู้รับเหมา ช่วงนั้นธนาคารไทยพาณิชย์กำลังเห็นความสำคัญของอาคารเก่า เขาเป็นเจ้าของอาคารเก่าหลายอาคาร เป็นพวกตึกที่มีบัวหัวเสาหรือที่เรียกว่าเป็นตึก Colonial ตึกพวกนี้เขามีกรรมสิทธิ์รีโนเวตขึ้นมาเป็นสาขา ผมก็ไปเป็นสถาปนิกประจำไซต์งาน คุมช่าง ตอนนั้นก็ใฝ่ฝันอยากจะไปเรียนต่อด้านอนุรักษ์ แต่ว่าก็ไม่ทะเยอทะยานพอ ไม่สำเร็จ แต่นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจอาคารเก่าๆ

แล้วตอนไหนที่เริ่มถ่ายภาพอาคารเก่าสะสมจนกลายเป็นโปรเจกต์ Foto_momo

เริ่มมาจากเราไปถ่ายให้สมาคมสถาปนิกสยามฯ ทุกๆ ปีเขาจะมีการมอบรางวัลให้อาคารอนุรักษ์ดีเด่น เราก็ไปถ่ายมาหลายปี แรกๆ จะเป็นพวกอาคาร วัด ต่างๆ ที่ได้รับรางวัล พอปีหลังๆ สมาคมเริ่มจะให้ความสำคัญกับอาคารโมเดิร์นมากขึ้น ทีนี้เราก็ไปถ่ายตามต่างจังหวัด โคราช หาดใหญ่ แล้วก็รู้สึกประทับใจว่า เฮ้ย ต่างจังหวัดไกลๆ ยังมีอาคารเจ๋งๆ แบบนี้ซ่อนอยู่ พอเริ่มประทับใจ ไปไหนสายตามันก็จะเริ่มมองหา แล้วก็เลยถ่ายสะสมมาเรื่อยๆ เก็บเป็นคอลเลกชัน ที่จริงไอ้คำว่า Foto_momo มันก็ล้อมาจากชื่อองค์กรองค์กรหนึ่งด้วย คือ DOCOMOMO (Documentation and Conservation of Buildings, Sites and Neighbourhoods of the Modern Movement) องค์กรนี้ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์อาคารช่วงโมเดิร์น ส่วนเรามีฝีมือแค่ถ่ายรูป เราก็เลยล้อเลียนว่าเป็น Foto_momo แล้วกัน เป็น Fotograph of the Modern Movement

ตอนแรกๆ ก็ไม่ได้จริงจัง มาเริ่มจริงจังเมื่อข้อมูลเยอะขึ้น เพราะนอกจากไปถ่ายเรายังรีเสิร์ชข้อมูล ทั้งจากหนังสือเก่าๆ และจากการพูดคุย ทำให้เรารู้ว่าตึกนี้ใครออกแบบ สร้างปีไหน ข้อมูลพวกนี้ตอนแรกๆ เราจดเป็นแค่ short note ไว้ แต่พอมันมากขึ้นเป็นร้อยอาคาร เราต้องจัดระเบียบข้อมูลใหม่หมดถึงขนาดมานั่งพิมพ์เป็นตาราง แล้วเราก็จะเห็นภาพระดับหนึ่งว่าสถาปนิกคนนี้สไตล์จะเป็นอย่างนี้ เห็นลายเซ็นของเขา เห็นว่าตึกไหนสร้างก่อนหลัง แล้วลำดับพัฒนาการของการออกแบบเป็นยังไง นี่คือเบื้องหลังการทำงานที่มันหนักหนากว่าการออกไปถ่าย

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

จากที่รีเสิร์ชมาคุณคิดว่าอาคารยุคโมเดิร์นพิเศษตรงไหน

มันเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนจากรัฐสมัยเก่าไปเป็นรัฐสมัยใหม่ เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านในยุคก่อน ยุคนั้นเมืองเริ่มขยาย เมืองเริ่มวางแผนเศรษฐกิจแห่งชาติว่าอยากให้เมืองเติบโตไปยังไง มันเป็นการสร้างเมืองในอีกยุคหนึ่งของไทย เหมือนเป็นหน้าประวัติศาสตร์หนึ่งที่ถูกทำไว้

ถ้าสังเกตเราจะเห็นพัฒนาการของเมืองว่าเป็นอย่างไร เราจะเห็นเลยว่าตามถนนสุขุมวิท สีลม สุรวงศ์ เพชรบุรีตัดใหม่ จะมีตึกพวกนี้ แล้วกระจายอยู่แค่นี้ มันจะไม่ออกไปถึงบางนา เพราะว่ายุคนั้นเมืองเจริญเท่านี้ ส่วนตามต่างจังหวัดก็ดูง่ายเลย มันจะเกาะกลุ่มกันตามตัวเมือง ตามถนนหลัก แม่น้ำสายหลัก ธนาคาร โรงภาพยนตร์ สถานที่ราชการ จะอยู่เป็นเครือข่าย พวกนี้มักจะต้องแย่งชิงทำเลที่ดี เช่น สี่แยก วงเวียนของเมือง ซึ่งถ้าวันหนึ่งอาคารเหล่านี้หายไป เราก็จะไม่เห็นอดีตที่เคยเจริญตรงนี้

แล้วคุณตระเวนถ่ายรูปอาคารเก่าๆ เหล่านั้นไปทำไม มันมีประโยชน์อะไร

ตอนแรกก็ถ่ายเอาสวยอย่างเดียว แต่พอทำไปทำมาก็รู้สึกว่าภาพถ่ายมันมีพลังบางอย่างที่กระตุ้นให้คนเข้ามาดูแล้วเห็นคุณค่าของสิ่งที่ถูกมองข้ามในชีวิตประจำวัน บางทีเราก็ถ่ายตึกที่ทุกๆ คนเห็นแล้วก็มองผ่านมันไป เราก็อาศัยพลังภาพที่ถ่ายออกมาแล้วสวย ทำให้คนที่มาดูฉุกคิด เห็นรูปแล้วอยากจะมาดูด้วยตาตัวเองจริงๆ ตระหนักขึ้นมาจริงๆ ว่ายังมีของพวกนี้อยู่รอบตัวถ้าเราสังเกต ผมคิดว่านี่คือพลังของภาพถ่าย

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

เพราะอะไรเราถึงมองข้ามความพิเศษของอาคารที่คุณว่าในชีวิตประจำวัน

อาจจะเป็นเพราะถ้าเราเห็นมันที่เดียวอาจจะไม่พิเศษด้วยมั้ง ทีนี้พอเราทำเป็นคอลเลกชัน มันจะเห็นความหลากหลาย เรื่องจำนวนเป็นเครื่องช่วยกระตุ้นพลังของมันได้ ผมเลยอยากจะรวบรวมเป็นบันทึกเป็นคอลเลกชันให้ได้มากที่สุด เพราะคิดว่ายังไม่ค่อยมีใครรวบรวมเอาไว้ ตึกยุคโมเดิร์นถูกมองข้ามไปพอสมควร เรื่องการอนุรักษ์มันเริ่มมีกระแสไม่กี่ปีนี้เอง อย่างวัดหรือวังการอนุรักษ์นั้นเต็มที่อยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงแล้ว แต่อาคารที่ผมถ่ายพวกนี้มันก้ำกึ่ง อยากจะบอกว่ามันเป็นรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านสังคมสู่สมัยใหม่

บางตึกมันอาจจะไม่ได้สวยงามวิจิตรเหมือนวัดเหมือนวัง มันเรียบๆ กล่องๆ ไม่มีสิ่งประดับประดา ไม่ได้ทาสีด้วย ดูเหมือนทุบทิ้งไปก็ไม่เสียหาย แต่หลังๆ พอมันเริ่มทุบมากเข้ามันก็น่าเสียดายนะ เลยเป็นแรงให้ผมอยากรีบถ่ายรีบบันทึกไว้ ไม่ต้องถึงขั้นถูกทุบหรอก แค่ถูกเปลี่ยนหน้าตาต่อเติมผมก็เสียดายแล้ว

เสียดายอะไร

เสียดายความแท้ เสียดายความออริจินัลของมัน

สำคัญใช่ไหม ความแท้ ความออริจินัล

สำคัญสำหรับวงการสถาปัตย์ อย่างน้อยเราก็มีตัวอย่างให้คนรุ่นหลังดูได้ ถ้าเราไปต่อเติมดัดแปลงเสียหมด พอคนรุ่นหลังอยากจะดูก็หาดูไม่ได้ แต่มันเป็นเรื่องของยุคสมัยด้วยนะ บางทีตึกในยุคโมเดิร์นที่เขาทำมันก็มีเหตุผลในเรื่องของยุคสมัย เช่น เรื่องของฟาซาด (Facade) สมัยก่อนมีไว้กันแดดตามสภาพภูมิอากาศที่เราเป็น ทีนี้พอผ่านยุคนั้นมาแล้ว การกันแดดแบบนั้นมันมีปัญหา มันไม่ตอบโจทย์กับยุคนี้แล้ว ทำให้อาคารข้างในมืด หรือพอติดแอร์ก็ไม่รู้จะเอาแอร์ไปวางไว้ไหน

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้อาคารเก่าถูกดัดแปลง

เขาก็ดัดแปลงไปเรื่อย หรือถ้าไม่คุ้มค่าในด้านเศรษฐกิจเขาก็ทุบทิ้ง

ถ้าไม่ทุบทิ้ง เราควรทำอย่างไรกับอาคารที่ไม่เชื่อมโยงกับยุคสมัยแล้ว

อันดับแรก ก็น่าจะเปลี่ยนฟังก์ชันของมัน อย่างเคสพวกโรงภาพยนตร์แสตนด์อโลนเก่าที่ไม่ตอบโจทย์ยุคสมัยแล้ว บางที่เขาก็ปิดไป บางที่ก็ปรับปรุงเป็นมีเวทีข้างใน สองคือ ถ้าไม่เปลี่ยนฟังก์ชันก็ทำฐานข้อมูลเก็บไว้ มีการสำรวจรังวัด การบันทึกภาพ การทำโมเดลจำลองไว้ เพื่อที่ว่าถึงแม้จะทุบไปแล้ว อีกกี่ร้อยปีจะย้อนกลับมาดูมันก็ยังมีข้อมูลให้ระลึกถึง เราก็ทำในฐานะของเรา คือการบันทึกข้อมูลนี่แหละ เพราะเราไม่มีสิทธิ์ไปบอกเขาให้หยุดทุบ

คุณรู้สึกยังไงเวลาเห็นตึกเก่าถูกทุบทำลาย

จริงๆ ก็เสียดาย แต่คงไปพูดอะไรมากไม่ได้เพราะเราไม่ใช่เจ้าของตึก คือถ้าทุบแล้วยังมีตัวอย่างอาคารประเภทนั้นให้ดูอีกก็ไม่เสียดายเท่าไหร่ แต่ถ้ามันเป็นเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ผมจะเสียดายมากเลย เช่น โรงหนังสกาลา ถ้ามันมีโรงภาพยนตร์แบบนั้นหน้าตาอย่างนั้นที่บางนา หรือในอีกหลายๆ ที่ก็ทุบไปเถอะ ไม่เป็นไร แต่ถ้ามันเหลือหนึ่งเดียวแล้วเรายังทุบทิ้ง มันน่าเสียดาย

เราเองก็พยายามคิดในหลายๆ แง่ หลายๆ บทบาท เช่น ถ้าคนที่เป็นเจ้าของต้องมานั่งจมอยู่กับต้นทุนที่ไม่เกิดกำไรแบบนี้ เขาก็คงต้องปรับเปลี่ยน ทุบทิ้งไปสร้างอะไรที่มันคุ้มค่ากับตัวเงินมากกว่า แต่ความคุ้มค่ามันมองกันได้หลายวิธี อันนี้เรามองในแง่ที่เราเกี่ยวข้องกับสถาปัตย์ ภาพถ่าย ความงาม เราก็ตอบประมาณนี้ แต่ถ้าในแง่นักลงทุนเขาคงมองอีกอย่าง ในแง่ชาวบ้านที่เขาผูกพันกับอาคารนั้น เขาก็อาจตอบอีกอย่าง บางทีเขาอาจจะรู้สึกว่า เออ ตึกนี้ขยะเยอะเว้ย ทุบทิ้งไปได้ก็ดี คุณค่าพวกนี้มันตอบได้หลายอย่าง

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

ถ้ามันตอบได้หลายอย่าง เราควรจะตัดสินคุณค่าของอาคารเหล่านั้นจากมุมของใคร

ถ้าเป็นอาคารที่มีบทบาทกับสังคม บทบาทกับชุมชน ก็น่าจะให้คนในชุมชนนั้นเป็นคนร่วมการตัดสินใจ เช่น โรงภาพยนตร์หรืออาคารในมหาวิทยาลัย ถ้ามันจะถูกทุบหรือถูกปรับปรุงอะไรก็น่าจะรับฟังความเห็นของคนที่เกี่ยวข้อง แต่ถ้ากรณีที่เป็นอาคารเอกชน เช่น ตึกสำนักงาน หมู่บ้าน เราคงไปยุ่งเกี่ยวกับเขาได้ยาก เขาก็มีสิทธิ์ของเขา ยกตัวอย่างเรื่องสถานทูตออสเตรเลียตรงสาทร มันสวยมากเลย ถือว่าสมบูรณ์มาก ถ้าถามถึงอาคารที่ประทับใจ สถานทูตออสเตรเลียคือหนึ่งในนั้น เป็นอาคารที่มีเซรามิกสีเหลือง ติดกระเบื้องโทนเขียว แต่ตอนนี้เขาย้ายสถานทูตออกไปแล้ว และจะขายที่ดินแปลงนี้ ซึ่งเราก็ยังไม่รู้ว่าคนที่ซื้อจะเอาไปทำอะไรต่อไป ขึ้นอยู่กับทัศนคติของเจ้าของใหม่ คนที่รับช่วงต่อไป แต่ถ้าคิดในแง่การลงทุนแล้วมันคงต้องขึ้นเป็นตึกสูง เป็นคอนโดมิเนียม เพราะทำเลตรงนั้นมันดีมาก

แล้วมีเหตุผลไหนไหมที่เราควรเก็บอาคารเก่าไว้แทนที่จะสร้างอาคารที่ใหม่กว่า ทันสมัยกว่า

มันเป็นความหลากหลายของเมืองนะ ไม่ใช่เมืองมีอาคารใหม่เต็มไปหมดโดยไม่มีรากฐานประวัติศาสตร์เดิม การมีอยู่ของอาคารเก่าๆ จะเสริมประวัติศาสตร์ตรงนี้ให้ชัดเจน เเข็งเเรงขึ้น บางตึกยังก้ำๆ กึ่งๆ ระหว่างใหม่กับเก่า อายุมันยังแค่ 40 – 50 ปี มันไม่ได้เก่าแบบสมัยอยุธยาเลย แต่มันก็ไม่ได้ใหม่ มันถูกละเลย แต่ถ้ามันถูกยืดอายุไปอีก 50 – 100 ปี มันจะกลายเป็นของเก่าอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

แล้วคุณตั้งใจให้ Foto_momo เป็นส่วนหนึ่งในการยืดอายุให้สถาปัตยกรรมเก่าๆ ไหม

อยากให้เป็นอย่างนั้น อยากให้คนหันมาสนใจ เราก็ไม่รู้ว่าพอทำแล้วมันได้ผลมากน้อยแค่ไหนนะ แต่ถ้าในมโนคติ เราก็อยากให้มันยืดอายุไปนั่นแหละ เราก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ตามดู เวลาที่เราโพสต์ไป บางที่ที่เขาอยากให้เราไปถ่าย เขาก็จะบอกมา ก็มีหลังไมค์มาว่าตึกนี้สวยนะพี่ น่าจะถ่ายเก็บไว้หน่อย หรืออย่างบางทีก็มีบอกว่าตึกนี้จะทุบแล้วนะ

โปรเจกต์นี้คุณถ่ายอาคารเก่าไปแล้วกี่ที่ ได้นับไหม

ตอนนี้น่าจะร้อยห้าสิบกว่าแล้วนะ แต่ถ้าในลิสต์ที่ตั้งใจจะไปถ่ายรวมๆ แล้วน่าจะอยู่ที่ราว 200 เรามีกำลังแค่นี้ แค่ถ่ายภาพกับรีเสิร์ชเบื้องต้น จริงๆ เราอยากจะได้ข้อมูลที่ลึกกว่าที่เห็นในเพจ อยากจะไปเจาะประวัติในแต่ละอาคารให้ลึกๆ แต่เรายังไม่มีแรงหรือพลังมากพอ มันต้องอาศัยเครือข่ายเยอะเหมือนกัน เราก็ทำเท่าที่ทำได้ แต่ที่ผ่านมาเราทำแล้วมันสนุกด้วย เลยไม่รู้สึกว่ามันเหนื่อยอะไร

ทุกวันนี้คุณถ่ายรูปตึกใหม่ที่สวยบ้างหรือเปล่า

ก็มีแอบถ่ายเก็บไว้ อีก 10 ปี มันอาจจะเก่าก็ได้ แล้วรูปที่เราถ่ายอาจจะมีคุณค่าระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

แล้วอนาคตของโปรเจกต์ Foto_momo จะถูกต่อยอดไปเป็นอะไรบ้างไหมนอกจากลงรูปในเพจ

ถ้ามีคนขอความร่วมมือ ขอไปแชร์ หรือขอใช้รูป ผมก็ยินดี เพราะมีนักศึกษาไทยที่เรียนปริญญาโทอยู่ที่ญี่ปุ่นติดต่อมาเหมือนกันว่าเขากำลังรีเสิร์ชเรื่องนี้อยู่ พอดีเขาเห็นรูปที่เราไปถ่ายมามันดึงดูดกว่าที่เขาถ่าย แล้วที่เขาเรียนมันต้องมีการจัดแสดง exhibition เลยมาขออนุญาตว่าจะนำรูปไปใช้ได้ไหม นี่แหละ ข้อได้เปรียบของการที่เรามีทักษะในการถ่ายตึก คิดว่าถ้าเป็นช่างภาพแบบอื่นอาจจะไม่ได้มุมมองแบบสถาปัตย์ขนาดนี้ เราก็ยินดีเต็มที่ถ้ามันจะถูกเผยแพร่แล้วเป็นประโยชน์อะไรบ้าง แล้ววันหนึ่งก็อยากจะรวบรวมทำเป็นหนังสือให้มันถูกเก็บไว้เป็นเรื่องเป็นราว

การทำโปรเจกต์นี้สอนอะไรคุณบ้าง

สอนว่าอยากทำอะไรต้องทำเลย คือความเสียดายนี่มันเป็นความฝังใจนะ แบบว่า เฮ้ย ไม่ทันแล้วว่ะ ตึกนี้ถูกทุบไปแล้ว อย่างเช่นโรงแรม Siam Intercontinental ที่เป็นสยามพารากอนในปัจจุบัน อันนี้ผมไปถ่ายไม่ทัน น่าเสียดาย สมัยนั้นยังไม่ได้เป็นช่างภาพเต็มตัว แต่เพื่อนบอกเราแล้วว่าเขาจะทุบ ไปถ่ายเก็บไว้สิ สวยดี แล้วสมัยนั้นมีรถไฟฟ้าแล้ว มุมจากข้างบนสวยเลย แต่ผมก็ไม่ได้ถ่าย ผัดวันประกันพรุ่ง ผ่านไปอีกทีกลายเป็นห้างสรรพสินค้าแล้ว มันก็เลยเป็นแรงผลักดันว่าถ้าเราอยากทำอะไรให้รีบทำ ผมเลยทุ่มเวลาและเร่งค้นคว้าหาข้อมูลอาคารที่ใกล้จะถูกทุบแล้วรีบไปถ่าย

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

มีอาคารไหนที่เคยไปถ่ายแล้วทุกวันนี้มันถูกทุบไปแล้วบ้างไหม

มีธนาคารกรุงศรีฯ ตรงสี่แยกเพลินจิต ตอนนั้นถ่ายเก็บไว้เล่นๆ ยังไม่ได้คิดว่าจะเป็นโปรเจกต์อะไร เพียงแต่ว่าเราบังเอิญได้ถ่ายมา แต่ก็ไม่เคยเข้าไปถ่ายข้างใน ตอนนั้นชะล่าใจ รู้ว่าจะทุบก็ยังไม่อะไร ผ่านไปเดือนสองเดือน ทุบเกลี้ยงแล้ว

เวลาดูรูปอาคารเก่าๆ ที่ถูกทุบทำลายไปแล้วรู้สึกยังไง

เหมือนกลับไปดูรูปญาติโกโหติกาที่เสียไปแล้ว อยากจะกลับไปเดินวนถ่ายอีกทีก็ไม่มีโอกาสแล้ว

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo

ระลึกถึงอาคารเก่าเปี่ยมเสน่ห์กับ วีระพล สิงห์น้อย เจ้าของเพจ Foto_momo
ขอขอบคุณ : วีระพล สิงห์น้อย

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load