บทสนทนานี้เกิดขึ้นใต้บรรยากาศร่มรื่นของบ้านก้ามปู ที่นัดพบที่ผู้ให้สัมภาษณ์เลือกเองด้วยเหตุผลว่า ‘ที่นี่มีต้นไม้ใหญ่เยอะ’ ทำให้เรารู้จักตัวตนของ ดร.ตรีชฎา โชติรัตนาภินันท์ คู่สนทนาของเราไม่น้อย 

ดร.ตรีชฎา หรือ อาจารย์ตุ๊กตา ที่นักศึกษาเรียกกัน เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาออกแบบผลิตภัณฑ์ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และอาจารย์ผู้ริเริ่มจัดทำรายวิชาการออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างยั่งยืน (Sustainable Product Design) วิชานี้มีเป้าหมายอยู่ที่การเพาะบ่มวิธีคิดเชิงระบบให้กับนักศึกษาด้านการออกแบบ เพื่อให้พิจารณาอย่างรอบด้านถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการสร้างสรรค์งานออกแบบของตนเอง ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องสำคัญ ในวันที่โลกกำลังตื่นตัวถึงปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นขยะพลาสติกหรือปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้คนในสังคม เพราะนักออกแบบเป็นอาชีพที่อยู่เบื้องหลังการผลิตสินค้าและบริการหลายๆ อย่าง ที่สร้างผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบต่อโลกของเรา กระนั้นวิชาลักษณะนี้กลับแทบไม่ปรากฏในกระแสหลักของระบบการศึกษาไทย

มีอาจารย์สอนออกแบบคนหนึ่งที่ผลักดันสิ่งนี้มาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ปี

อาจารย์ตกลงรับคำเชิญของเราให้มาพูดคุยเรื่องที่มาที่ไปของวิชานี้ โดยมีเงื่อนไขง่ายๆ ว่า “ขอพาลูกศิษย์มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ด้วย” ซึ่งเราก็ตอบรับด้วยความยินดี

ดร.ตรีชฎา โชติรัตนาภินันท์ ผู้ออกแบบวิชาออกแบบจากการปลูกหัวไชเท้า เข้าป่า และทำสมาธิ

ก่อนจะถามเรื่องห้องเรียน อยากรู้ว่าอาจารย์สนใจเรื่องความยั่งยืนมาตั้งแต่แรกเลยไหม

เท้าความก่อน เรียนปริญญาตรีใบแรกที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เราไม่ได้ชอบหรอก แต่แม่ภูมิใจที่ลูกสอบติดสถาบันที่แม่ชอบ เลยทำสัญญากันว่าถ้าเรียนจบได้เกียรตินิยม แม่จะปล่อยไปเรียนสิ่งที่เราต้องการ เราเลยยอมอดทนเพื่อเป้าหมายที่ใหญ่กว่า

ตอนฝึกงานเป็นจูเนียร์อาร์ตไดเรกเตอร์อยู่เอเจนซี่โฆษณา เรารู้สึกว่าการโฆษณามันเป็นปลายทางแล้ว ถ้าสินค้ามันไม่เวิร์ก แล้วเราพยายามใช้ความคิดสร้างสรรค์ทำให้มันขายได้ด้วยการโฆษณา ท้ายที่สุดแล้วสินค้านั้นจะไปสร้างปัญหาต่อ

ช่วงใกล้เรียนจบ มีโอกาสได้ไปดูงาน Degree Shows เป็นงานแสดงผลงานจบการศึกษาของนักศึกษาดีไซน์ที่เซนต์มาร์ติน (Central Saint Martins-University of the Arts London) ได้เห็นแนวคิดการออกแบบที่เป็นอิสระจากความคิดเชิงพาณิชย์ ผลงานมีความลุ่มลึก จุดประเด็นที่น่าสนใจ และแก้ปัญหาได้มากกว่าแค่ทำของให้ขายได้ในโลกทุนนิยม เราเลยสนใจเรียนปริญญาตรีอีกใบด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อจะได้สร้างสิ่งที่มีประโยชน์อย่างแท้จริง

แล้วได้ทำผลิตภัณฑ์อะไรที่มีประโยชน์สมใจไหม

สุดท้ายไม่ได้เลือกเรียนหลักสูตรออกแบบผลิตภัณฑ์ (หัวเราะ) ที่เซนต์มาร์ตินมีช่วงให้เรียนปรับพื้นฐาน ให้เราทดลองเรียนได้หลายอย่าง และได้ลิ้มลองเนื้อหาของหลักสูตรระดับปริญญาตรีที่เขาเปิดสอน พอลองเรียนออกแบบผลิตภัณฑ์แล้ว เรากลับไม่ชอบที่เขาแจกโจทย์ปลายปิดที่เจาะจงปลายทาง เช่น ให้ออกแบบบรรจุภัณฑ์ใส่ไข่ไก่ 

เราชอบโปรแกรมที่ชื่อว่า Arts, Design and Environment มากกว่า ซึ่งโจทย์เน้นไปที่บริบท ให้เราไปค้นหาประเด็นปัญหาที่อยู่ในบริบทนั้น ผลลัพธ์ของโปรเจกต์จะออกมาเป็นรูปแบบใดก็ได้ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ บริการ การตกแต่งภายใน สถาปัตยกรรม งานประติมากรรม ไปจนถึงการแสดง มันทำให้เรารู้สึกว่าเรามีอิสระและท้าทาย เพราะในโจทย์เดียวกันมีคำตอบได้หลากหลายมาก

ในชื่อโปรแกรมมีคำว่า Environment อยู่ แปลว่ามีประเด็นเรื่องความยั่งยืนเข้ามาเกี่ยว

ช่วงเรียนปีสอง มีวิชา Cultural Studies หนึ่งในเนื้อหาหลักที่ชอบคือบทบาทของศิลปินและนักออกแบบกับประเด็นสิ่งแวดล้อมในฐานะปัญหาหนึ่งของโลก นอกจากนี้เรามีโอกาสได้เข้าประกวดออกแบบ โจทย์มาจาก Social Enterprise แห่งหนึ่งที่เขารับเฟอร์นิเจอร์เก่าจากออฟฟิศในลอนดอนมาซ่อมแซม และขายให้คนในชุมชนในราคาถูก แต่มีของอย่างหนึ่งที่ขายไม่ออก คือพรมแผ่น ซึ่งผลิตจากตัววัสดุพีวีซีกับไนลอนผนึกแน่นอยู่ด้วยกัน มันรีไซเคิลตามวิธีปกติไม่ได้ด้วยซ้ำ ในโกดังมีพรมชิ้นสี่เหลี่ยมกองเป็นภูเขา 

เราก็เลยเลือกเจ้าพรมนี่แหละมา Redesign โดยเหลือเศษจากการผลิตใหม่ให้น้อยที่สุด และถอดประกอบได้เมื่อหมดอายุการใช้งาน เพื่อลดความยุ่งยากในการนำไปจัดการต่อ

งานที่ออกมาเป็นคอลเลกชันของแต่งบ้านสี่ถึงห้าชิ้น ตอนนั้นได้รางวัลด้วยนะ Social Enterprise แห่งนั้นเกือบขอซื้อแบบไปผลิตจริง แต่ช่วงเวลาเดียวกัน มีบริษัทในอุตสาหกรรมพรมหาวิธีการจัดการขยะพรมที่ดีกว่าได้ โดยการรับคืน (Reclaim) พรมแผ่นใช้แล้ว เอาไปบดเป็นผงละเอียด แล้วใช้เป็นวัสดุหลักในการผลิตพรมผืนใหม่ ซึ่งวิธีนั้นมันป้องกันปัญหาขยะพรมที่เล็ดลอดออกไปจากระบบได้สมบูรณ์กว่า งานออกแบบของเราก็เลยตกไป

ตอนนั้นไม่เข้าใจหรอก แต่พอโตแล้วมองกลับไปรู้สึกว่า โปรเจกต์นั้นสอนเราหลายอย่าง ดีไซเนอร์ไม่ใช่คนที่เจ๋งที่สุด ในทุกๆ ปัญหา อาจมีคนที่คิดหาทางออกได้ดีกว่าและยั่งยืนกว่าเรา อยู่ที่เราเปิดใจรับได้แค่ไหน และพัฒนาตัวเองต่อจากจุดนั้นได้อย่างไร

ดูเหมือนตอนนั้นเป็นนักออกแบบเต็มตัวเลย คิดอยากมาเป็นอาจารย์ตอนไหน

มาตอนได้ไปทำวิจัยระดับปริญญาโทที่อินโดนีเซีย เราได้ทุนวิจัยของ British Council ผ่านทางโกลด์สมิทธ์ (Goldsmiths, University of London) ทุนวิจัยนั้นให้อิสระในการทำงาน จะตั้งหัวข้อวิจัยเป็นอะไรก็ได้ ขอแค่เกี่ยวกับงานออกแบบหัตถอุตสาหกรรมของอินโดนีเซีย ด้วยความเป็นนักออกแบบ ตอนแรกเราสนใจเรื่องวัสดุธรรมชาติ แต่โกลด์สมิทธ์เป็นสถาบันที่เน้นคิดเชิงวิพากษ์ ผู้คนที่นั่นรักการดีเบต เราได้รับการส่งเสริมให้มองบริบทของงานออกแบบให้ลึกไปถึงเรื่องสังคม วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเมือง เราเลยต้องอ่านเพื่อหาข้อมูลเหล่านั้นเยอะมาก

ยิ่งศึกษาก็ยิ่งพบว่า อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ส่งออกหัตถอุตสาหกรรมอันดับต้นๆ ของโลก และมีอะไรหลายอย่างคล้ายกับไทย แต่สภาพความเป็นอยู่ของแรงงานที่เป็นผู้ผลิตเบื้องหลังสินค้าสวยงามเหล่านั้นไม่ได้สวยงามไปด้วย บริบทของเกาะชวาที่เป็นแหล่งผลิตงานที่สำคัญของประเทศ ประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมเคร่งครัด จึงไม่มีการคุมกำเนิด ทำให้พ่อแม่ในหลายครอบครัวต้องพาลูกๆ เข้ามาเลี้ยงในพื้นที่ทำงาน มีทั้งกลิ่นสีและทินเนอร์ รายได้อาจไม่ตอบรับกับโอกาสทางการศึกษาของเด็กๆ ด้วยซ้ำ ส่วนรูปแบบของงานที่พวกเขาผลิตก็มักไม่ได้ออกแบบโดยคนอินโดนีเซีย แต่เป็นแบบที่นักออกแบบในประเทศตะวันตกส่งมา ตอบโจทย์เพื่อปรนเปรอวิถีชีวิตแบบฝรั่ง

พอได้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างแบบนี้ เราจึงตระหนักว่า นักออกแบบเป็นแค่องค์ประกอบเล็กๆ ในโครงสร้างอำนาจที่ใหญ่โตอลังการ จึงเกิดคำถามขึ้นในใจว่า แล้วนักออกแบบตัวจ้อยอย่างเรา จะทำอะไรได้เพื่อบรรเทาปัญหาในสเกลที่เราทำไหว

ดร.ตรีชฎา โชติรัตนาภินันท์ ผู้ออกแบบวิชาออกแบบจากการปลูกหัวไชเท้า เข้าป่า และทำสมาธิ

แล้วนักออกแบบทำอะไรได้บ้าง

ถ้าผู้เรียนดีไซน์รู้ว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ใหญ่กว่า น่าจะทำให้เขามองโลกตามจริงด้วยความเข้าใจ และอาจมีเป้าหมายในชีวิตเปลี่ยนไปทันที ไม่ใช่แค่การทำงานพาณิชย์

คิดได้ดังนั้นแล้วเลยกลับมาเป็นอาจารย์

ก็ยังไม่ได้เป็นทันที ตอนนั้นกลับมาไทย ค.ศ. 2009 งานแรกคือทำ E-learning หัวข้อ Sustainable Product Design ให้กับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ขนานกับการทำงานที่ศูนย์นวัตกรรมด้านการออกแบบอุตสาหกรรมที่จุฬาฯ เราถึงได้รู้ว่า ไทยเริ่มตื่นตัวในเรื่องของความยั่งยืนแล้ว แต่รัฐมองความยั่งยืนเป็นแค่เทรนด์ที่มาแล้วก็ไป ผ่านไปสองปีงบประมาณ เขาก็ไปมองหาคำใหม่ที่น่าตื่นเต้นกว่ามาแทนที่ แต่สำหรับเรา ความยั่งยืนไม่ใช่เทรนด์ มันจะอยู่ไปอีกยาว

ด้วยข้อจำกัดหลายอย่างอันเป็นผลจากการทำงาน ทั้งบทบาทของเจ้าหน้าที่ศูนย์นวัตกรรมฯ และการทำ E-learning ที่เป็นการสื่อสารทางเดียว ทำให้เราไม่ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะด้านการออกแบบเพื่อความยั่งยืนอย่างเต็มที่ เราเลยมองหาตำแหน่งอาจารย์ประจำในมหาวิทยาลัยอื่นที่ไม่มีการสอนเรื่องความยั่งยืนในหลักสูตร จนได้เข้ามาเป็นอาจารย์ประจำที่มหาวิทยาลัยศิลปากร 

แล้วได้สอนเรื่องที่อยากสอนเลยไหม

ไม่ทันทีอีกเหมือนกัน ใช้เวลาต่อสู้อยู่ระยะหนึ่ง แม้เราพยายามสื่อสารตลอดตั้งแต่วันสอบสัมภาษณ์ว่าความเชี่ยวชาญของเราคืออะไร แต่อาจารย์อาวุโสที่เคารพรักท่านหนึ่งเป็นกระจกสะท้อนความจริงได้แจ่มชัดมาก ท่านตั้งชื่อเล่นให้กับเรียกสิ่งที่เราอยากสอนว่า ‘วิชาแปลกๆ’

ต่อสู้กับอะไรมาบ้าง

บริบทการศึกษาไทยมีข้อจำกัดค่อนข้างเยอะ เช่น โลกเปลี่ยนแปลงทุกวัน แต่จะมีการปรับปรุงหลักสูตรทุกๆ ห้าปี ต้องรอให้ถึงเวลาจึงจะเพิ่มลดรายวิชาได้ ซึ่งก็มีเงื่อนไขต่างๆ เช่น ความคิดเห็นที่อาจไม่สอดคล้องกันบ้างในกลุ่มคณาจารย์เกี่ยวกับทิศทางของหลักสูตร วิชาที่มีมาก่อนหน้าที่ยึดหัวหาดมานานแล้ว อาจมีความชอบธรรมที่จะอยู่ต่อไปมากกว่า

อีกความท้าทายหนึ่งคือ ตัวหลักสูตรเดิมเน้นการฝึกปฏิบัติเชิงวิชาชีพอย่างมาก อัตราส่วนของวิชาในหลักสูตรจึงมุ่งเน้นที่การพัฒนาทักษะฝีมือ เกิดเป็นวิถีชีวิตที่คุ้นชิน ที่นักศึกษาออกแบบทุกคนอดหลับอดนอนทำโมเดลกัน การที่เรานำเสนอวิชาที่มีเนื้อหาแหวกแนวและเน้นทักษะลักษณะอื่น จึงต้องพยายามเป็นพิเศษและใช้เวลาสื่อสารเพื่อโน้มน้าวใจคณาจารย์ในภาค

เราเริ่มจากขอสอนภายใต้ชื่อรายวิชาเลือกเสรีก่อน รอจนปรับหลักสูตรแล้ว ถึงได้บรรจุเป็นวิชาเลือกของภาควิชา ทุกวันนี้ก็ยังเป็นวิชาเลือกอยู่

ดร.ตรีชฎา โชติรัตนาภินันท์ ผู้ออกแบบวิชาออกแบบจากการปลูกหัวไชเท้า เข้าป่า และทำสมาธิ
ดร.ตรีชฎา โชติรัตนาภินันท์ ผู้ออกแบบวิชาออกแบบจากการปลูกหัวไชเท้า เข้าป่า และทำสมาธิ

วิชาการออกแบบเพื่อความยั่งยืนนี้สอนอะไร

ทักษะการคิดเชิงระบบ สอนให้เข้าใจองค์รวม เห็นโครงสร้างทั้งหมด แล้วสะท้อนเราอยู่ตรงไหนของความสัมพันธ์เหล่านั้น เราคิดว่าในฐานะมนุษย์จำเป็นต้องตระหนักเรื่องนี้ เพราะไม่ว่ามนุษย์จะทำอะไร มันมีผลจากการกระทำตามมาเสมอ 

แค่เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ใช้ชีวิตแต่ละวันก็สร้างผลกระทบได้ทั้งทางบวกและทางลบแล้ว ผลของเราอาจไปเป็นเหตุให้เกิดผลอื่นๆ ต่อเนื่องไปเรื่อย

ยิ่งถ้าเป็นนักออกแบบ การตัดสินใจอะไรก็ตามของนักออกแบบมันจะส่งผลใหญ่ขึ้นอีก เช่น ออกแบบอะไรแล้วเลือกวัสดุที่ไม่ยั่งยืน ก็ส่งต่อความไม่ยั่งยืนไป หรือตีโจทย์ผิด ก็ผิดไปยาวเลย อาจเผลอทำร้ายสังคม ทำร้ายโลกโดยไม่รู้ตัว

นักศึกษาสนใจวิชาแบบนี้มั้ยในเวลานั้น

คิดว่าเขามาเรียนเพราะเป็นวิชาแปลกๆ มาเพื่อมาเก็บหน่วยกิต ซึ่งพอเขามาเรียนด้วยเป้าหมายแบบนี้ มันไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง มันเป็นปัญหาชีวิตของเราในตอนนั้นเลยนะ มาทำอาชีพนี้เพราะอยากสอนวิชานี้ แต่พอสอนมาสองปีแล้ว อ้าว ไม่เห็นจะเปลี่ยนอะไรได้เลยว่ะ (หัวเราะ)

แล้วแก้ปัญหานั้นยังไง

หันมามองที่เทคนิคการสอน แล้วตัดสินใจเรียนต่อปริญญาเอก เอาปัญหาที่ว่า ‘สอนเท่าไหร่นักศึกษาก็สร้างการเปลี่ยนแปลงไม่ได้สักที’ นี่แหละ ไปเขียนเป็นหัวข้อวิจัย ไปยืมสมองของอาจารย์ที่ปรึกษาและคนอื่นๆ มาช่วยเรา

หัวข้อทีสิสมุ่งเน้นที่แวดวงการศึกษาด้านการออกแบบในประเทศไทย ว่ามีการเรียนการสอนด้านความยั่งยืนในประเด็นไหนบ้าง ทัศนคติของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มต่างๆ ต่อเรื่องความยั่งยืนเป็นอย่างไร เพื่อค้นหาเทคนิคการสอนที่จะเปลี่ยนแปลงผู้เรียนให้กลายมาเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอย่างยั่งยืน

จะขยับจากเด็กที่มาเรียนเพื่อเก็บเกรด ไปสู่ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง ฟังดูทะเยอทะยานมาก

เราอุตส่าห์มาอยู่ตรงนี้แล้ว มีรายวิชาที่ร่างขึ้นมาเองกับมือแล้ว มีนักศึกษาแล้ว แค่ต้องทำให้ได้ เลยตั้งโจทย์แบบนี้ออกมา

รอบนี้ไปเรียนที่ไหน

เรากลับไปที่โกลด์สมิทธ์ เพราะ ศาสตราจารย์เค สเตเบิล (Prof. Kay Stables) นักวิชาการรุ่นบุกเบิกด้าน Design Education อยู่ที่นั่น และช่วงสิบกว่าปีมานี้เขาทำวิจัยด้านการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Education for Sustainable Development) ด้วย เขารับเราไปเป็นเด็กในที่ปรึกษาคนสุดท้าย เฉียดฉิววัยเกษียณพอดี เพราะต่างมีความสนใจที่ตรงกัน คือการนำแนวคิดความยั่งยืนมาผนวกกับการศึกษาด้านการออกแบบ อาจารย์คนนี้เป็นไฟส่องทางให้เราเลย

การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) การเรียนรู้ร่วมกันและตัดสินใจร่วมกับคนอื่น (Collaborative Decision Making) ที่จะนำผู้เรียนไปสู่ความสามารถฉายภาพทางเลือกอนาคตของตนเองได้ (Imagining Future Scenarios) ซึ่งการไปสู่ปลายทางนั้นอย่างสมบูรณ์ ต้องใช้กระบวนการที่เรียกว่า Transformative Learning เป็นการเรียนรู้ผ่านการเปลี่ยนแปลงจากภายในของผู้เรียนเอง การเปลี่ยนแปลงจากภายในนี้จะเกิดก็ต่อเมื่อผู้สอนเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้ไตร่ตรองความคิดตัวเอง ได้สะท้อนความรู้สึกนึกคิดข้างใน และเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหากับชีวิตของเขา 

เราเลยกลับมาสะท้อนตัวเอง ว่าเนื้อหาที่เราเรียนในช่วงปริญญาเอกนี้เชื่อมโยงกับชีวิตเราได้ยังไงบ้าง นั่นทำให้เราลอง ‘เล่น’ อย่างอื่นไปด้วยระหว่างทาง

ดร.ตรีชฎา โชติรัตนาภินันท์ ผู้ออกแบบวิชาออกแบบจากการปลูกหัวไชเท้า เข้าป่า และทำสมาธิ

เล่นอะไรมาบ้าง

มีทั้งหมดสี่อย่าง อย่างแรก เราอ่านเจอทฎษฎี Ecological Literacy ที่ ฟริตจอฟ คาปรา (Fritjof Capra) อธิบายถึงกฎของธรรมชาติ เนื่องด้วยมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ หากเราเข้าใจความเป็นไปในธรรมชาติอย่างแท้จริง เราจะใช้ชีวิตตามครรลองอย่างยั่งยืนได้ แต่การอ่านอย่างเดียวก็พอเข้าใจได้ประมาณหนึ่ง เราเลยเริ่มปลูกผักที่ระเบียงห้อง เริ่มจากผักสลัด สมุนไพร เห็ด มะเขือเทศ ซึ่งก็งอกงามดี ไปจนถึงมันฝรั่งกับไชเท้าที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่

ได้เรียนรู้อะไรจากการปลูกไชเท้าที่ระเบียงห้อง

การปลูกผักทำให้เข้าใจหลักการของระบบนิเวศมากขึ้น หลายสิ่งถูกธรรมชาติออกแบบมาแล้วด้วยตรรกะเหตุผลอันชาญฉลาด อย่างเรื่องเบสิกที่สุด คือฤดูกาลหลากหลายเป็นวัฏจักร ผักต่างๆ มีกำหนดเวลาชัดเจน ว่าต้องปลูกตอนไหนให้ทันกินเดือนไหน ทุกอย่างมีเวลาของมัน ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ ทุกอย่างจะเป็นไปโดยง่าย แต่ถ้าฝืนธรรมชาติก็ไม่ได้ผลที่ควรเป็น ฟังดูธรรมะนิดๆ แต่นี่คือสิ่งที่การปลูกผักสอนเรา

การปลูกผักนำพาเราไปสมัครเรียนคอร์สสั้น นิเวศวิทยาเชิงลึก (Deep Ecology) ที่สอนให้เชื่อมโยงตัวตนของเรากับธรรมชาติ เราไปเรียนที่ Schumacher College โรงเรียนอยู่ในพื้นที่กึ่งป่า เป็นธรรมชาติมาก

นิเวศวิทยาเชิงลึกนี่สอนอะไรเรา

มีกิจกรรมที่ให้เราเข้าไปในพื้นที่รกร้าง แล้วนั่งอยู่ตรงนั้นแบบไม่ใส่นาฬิกา เราเลือกนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ที่มีสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยเต็มไปหมด มด แมลง เต่าทอง ถ้าเราอยู่ในเมืองเราอาจเลือกไม่นั่งใกล้สัตว์พวกนี้เพราะเรากลัวเขากัด แต่ตอนนั้นเขาน่าจะกลัวเรามากกว่า เพราะเราคือสิ่งแปลกปลอม และนั่นคือบ้านเขา

สักพักฝนตก ตัวเล็กตัวน้อยพยายามไต่ขึ้นต้นไม้ วิ่งช้าเร็วต่างกัน ในเสี้ยววินาที เราเผลอตัดสินในสมองเราเองว่า ตัวนี้วิ่งช้า ตัวนี้วิ่งเร็ว แล้วเราก็ระลึกได้ว่า ‘ไม่ตัดสินก็ได้นี่’ บางทีอยู่ในห้องเรียน เราก็คงเผลอตัดสินลูกศิษย์เหมือนกัน คนไหนมีแวว คนไหนหัวช้า แต่จริงๆ ความหลากหลายคือธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต

นั่งดูแมลงสักพักก็มารู้ตัวว่า อ้าว ตัวเราไม่เปียกเลย ต้นไม้หนึ่งต้นปกป้องสิ่งมีชีวิตอีกหลายชนิดให้ไม่เปียก เป็นอะไรที่มหัศจรรย์มาก ในขณะที่มนุษย์ต้องมีบ้านหลังใหญ่เพื่อปกป้องเราจากลม ฟ้า อากาศ แค่ช่วงสั้นๆ ต้นไม้ก็มีคุณกับเรามากขนาดนั้นแล้ว

วันรุ่งขึ้นเราทำพวงมาลัยจากดอกไม้ที่พอหาได้ ไปขอขมาต้นไม้ ขอโทษด้วยนะที่นักศึกษาเอาไม้มาใช้ในการทำงานออกแบบแบบไม่ตระหนักรู้ถึงคุณค่า เรารู้สึกเป็นหนี้บุญคุณเขา เราควรจะชื่นชมในสิ่งที่ธรรมชาติให้เรา ไม่มองว่าธรรมชาติเป็นแค่ทรัพยากร เขามีชีวิต แถมเจ๋งกว่าเราอีก เราเป็นใครวะ ไปใช้เขาแบบทิ้งๆ ขว้างๆ

อีก 2 อย่างที่เหลือคืออะไร

เราลองไปฝึก Dynamic Meditation ที่วัดป่าสุคะโต เขาสอนเจริญสติแบบเคลื่อนไหวตามแนวทางหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ บนพื้นฐานความเชื่อว่า การเจริญสติแบบนั่งสงบนิ่ง มันฝืนสภาพความเป็นจริงของโลกปัจจุบัน เพราะโลกนั้นเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ ดังนั้น ถ้ามีสติขณะเคลื่อนไหวร่างกายได้ น่าจะเหมาะกับการดำรงตนบนโลก 

มีอยู่วันหนึ่ง ถึงเวลาต้องกลับไปนอนที่กุฏิแล้ว หลวงพ่อบอกเราว่า อย่าเปิดไฟทิ้งไว้ตอนนอน ถ้าเปิดไฟทิ้งไว้ ไฟจะพาให้แมลงเข้ามาเล่นไฟ พอแมลงมา กบ คางคกก็มาเพื่อมากินแมลง เมื่อกบ คางคกมา งูก็จะมา เป็น Causality หรือ Cause-effect Relations ผ่านการยกตัวอย่างแบบง่าย ๆ คือ ‘อิทัปปัจจยตา’ นั่นเอง การกระทำที่เราทำโดยไม่คิด มันส่งผลที่ถึงชีวิตได้ 

อย่างสุดท้าย คือ เรียน Paulo Freire Formation Programme ซึ่ง University of Central Lancashire จัดทำขึ้นในรูปแบบออนไลน์ เพื่อเข้าใจทฤษฎีการศึกษาในภาพรวม วิพากษ์การศึกษาแบบดั้งเดิมที่มีโครงสร้างอำนาจที่ไม่สมดุลระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักวิชาการคนอื่นๆ ที่มาลงเรียนด้วยกัน เพื่อแสวงหาวิธีการในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในห้องเรียน เพื่อให้ผู้เรียนเติบโตด้วยการเรียนรู้ผ่านการเปลี่ยนแปลงจากภายในของผู้เรียนเอง

ดร.ตรีชฎา โชติรัตนาภินันท์ ผู้ออกแบบวิชาออกแบบจากการปลูกหัวไชเท้า เข้าป่า และทำสมาธิ

ทำทั้งหมดนี้แล้วได้วิธีการสอนแบบใหม่ออกมาหรือยัง

ได้เป็นแผนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เราได้ทำห้องเรียนทดลองเพื่อลองสอนวิชานี้ด้วยวิธีใหม่ กับผู้เรียนสิบกลุ่ม ในแปดมหาวิทยาลัย 

แนวทางการเรียนการสอนเริ่มที่การสร้างการเปลี่ยนแปลงจากภายในตัวผู้เรียน ทำความเข้าใจตัวเองในฐานะมนุษย์ เห็นตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของระบบสังคมและธรรมชาติ รวมถึงเห็นผลจากการกระทำของฐานะนักออกแบบ ผ่านกิจกรรมต่างๆ นำต้นไม้เข้ามาในห้องเพื่อให้ผู้เรียนลองนั่งคุยกับต้นไม้ เหมือนที่เราเคยไปนั่งใต้ต้นไม้ในคลาสนิเวศวิทยาเชิงลึก หรือคลาสที่เปรียบเทียบมุมมองแบบธรรมชาติกับมุมมองแบบมนุษย์ โดยเปรียบเทียบร่างกายคนเราเป็นตัวแทนของธรรมชาติ ที่ไม่สามารถแยกส่วนออกจากกัน ในขณะที่เราแยกชิ้นส่วนของโทรศัพท์ออกจากกันได้ เป็นต้น

เมื่อผู้เรียนเปลี่ยนแปลงจากภายในแล้ว ค่อยออกมาเปลี่ยนสิ่งที่อยู่ภายนอก โดยเรียนรู้แนวคิดและเครื่องมือที่ช่วยในการออกแบบที่ลดผลกระทบแง่ลบต่อโลก และสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกไปพร้อมๆ กัน

ฟีดแบ็กจากห้องเรียนทดลองทั้งหมดถูกนำมาพัฒนาต่อ จนได้แผนการสอนที่สมบูรณ์มาพร้อมกับปริญญาเอก และความเป็นไปได้ที่จะนำหลักสูตรมาใช้จริง

ดร.ตรีชฎา โชติรัตนาภินันท์ ผู้ออกแบบวิชาออกแบบจากการปลูกหัวไชเท้า เข้าป่า และทำสมาธิ

หลังจากนำมาสอนจริงแล้วได้ผลไหม

อันนี้คงต้องถามผู้เรียน

จังหวะที่คุยกันมาถึงตรงนี้ น้องๆ นักศึกษา ศิษย์เก่าวิชาการออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างยั่งยืนที่อาจารย์ชวนมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (บวกกับชวนทานข้าวเย็น) ก็เดินทางมาถึงกันพอดีอย่างกับรู้ใจ

น้องๆ เล่าให้เราฟังว่า ตั้งแต่บรรยากาศในห้องเรียนที่เปิดใจ ทำให้กล้าตั้งคำถาม วิชานี้สอนให้พวกเขาเรียนรู้จากทุกสิ่ง ไม่ได้จำกัดแค่เรียนจากครูเท่านั้น แต่รวมไปถึงการเรียนจากสิ่งมีชีวิตที่พูดไม่ได้อย่างต้นไม้ และเรียนจากเพื่อนร่วมห้องที่ช่วยสนับสนุนกัน

ตอนแรกพวกเขารู้สึกว่าเป็นวิชาที่ยาก ต้องใช้สมองคิดตามเยอะ แต่หลังจากเรียนไปสักพัก เริ่มปรับตัวได้ ก็มีแนวคิดในการทำงานออกแบบที่เปลี่ยนไป เริ่มอยากรู้ความต้องการของผู้ใช้งานจริงๆ มากขึ้น เพื่อไม่ให้งานออกแบบที่ทำกลายเป็นขยะในภายหลังเพราะใช้งานไม่ได้จริง หรือการมองไปมากกว่าแค่ผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์เพียงคนเดียว แต่รวมไปถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่อยู่ในบริบทของการออกแบบนั้นด้วย

นอกจากนี้ น้องกลุ่มนี้ยังทำหน้าที่เป็นผู้ส่งสารไปถึงคนรอบตัวว่า ประเด็นความยั่งยืนและปัญหาสิ่งแวดล้อมมีความเกี่ยวพันอย่างไรกับชีวิตพวกเขา ได้ฟังอย่างนี้แล้วเราเลยอดจะหันไปถามอาจารย์ไม่ได้

ได้ยินลูกศิษย์ตอบแบบนี้แล้วรู้สึกยังไงบ้าง

แม้การเปลี่ยนผู้เรียนให้เป็น ‘นักสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม’ จะไม่ได้เป็นเป้าหมายที่ระบุลงไปในเอกสารหลักสูตรอย่างเป็นทางการ แต่มันคือเป้าหมายของหลักสูตรแฝง (Hidden Curriculum) ที่ถ่ายทอดจากวัฒนธรรมและมุมมองของผู้สอนอย่างเรา ซึ่งถ้ามองแบบนั้น เราก็มองว่าเราบรรลุความต้องการของหลักสูตรแล้ว (ยิ้ม)

ในฐานะที่เป็นทั้งครูและนักออกแบบ มองว่าห้องเรียนนี้คืองานออกแบบที่ประสบความสำเร็จไหม

ถ้าถามว่าเป็นงานออกแบบไหม ขึ้นอยู่กับว่าให้นิยามคำว่าออกแบบว่าอะไร มุมมองที่ได้รับการขัดเกลาจากการเรียนที่โกลด์สมิทธ์ คือผู้เรียนที่เข้ามาเรียนออกแบบในสถาบัน ควรได้รับการส่งเสริมให้ทำหน้าที่ ‘ออกแบบ’ หรือ ‘ให้นิยาม’ คำว่า ‘การออกแบบ’ ใหม่ด้วยซ้ำ (Redefining the Discipline of Design)

ตราบใดที่เป้าหมายของเราชัด การออกแบบจะเป็นอะไรก็ได้ สำหรับเรา การออกแบบไม่จำเป็นต้องให้ผลออกมาเป็นสิ่งของ การเรียนรู้และและความสัมพันธ์ของทุกคนในห้องเรียนก็เป็นสิ่งที่ออกแบบได้ ห้องเรียนนี้ไม่ได้เป็นของเราคนเดียว ในขณะที่นักศึกษาเรียนกันในห้อง เราเองก็เรียนไปพร้อมกันด้วย มันคือการเรียนรู้ร่วมกัน บทบาทนี้คือ Teacher-as-learner Role นักศึกษาทุกรุ่น ทุกคน คือผู้ที่สอนให้เราพัฒนาการสอน ถ้าไม่มีผู้เรียน ผู้สอนก็จะพัฒนาตัวเองไม่ได้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องเชิญผู้เรียนมาพูดคุยพร้อมกันวันนี้ด้วย เพราะห้องเรียนลักษณะนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มีพวกเขา

ดร.ตรีชฎา โชติรัตนาภินันท์ ผู้ออกแบบวิชาออกแบบจากการปลูกหัวไชเท้า เข้าป่า และทำสมาธิ

Writer

Avatar

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

1 กุมภาพันธ์ 2566
4 K

“รางวัลกินรีทอง มหาชน ครั้งที่ 8 สาขาอนุรักษ์การแสดงศิลปะพื้นบ้าน ได้แก่…”

ในฮอล์ที่กระหึ่มไปด้วยเสียงเฮฮา จู่ ๆ ก็เงียบดุจดั่งป่าช้า เสมือนรอคอยแสงอาทิตย์สาดส่องให้พื้นที่นี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จนกระทั่งทราบว่า รางวัลนี้ตกเป็นของ คลังพลอย ไวยพัฒน์ จากหมอลำเสียงวิหค พ่อยกแม่ยกหมอลำชาวที่ราบสูงหลาย ๆ ท่านคงต้องทำหน้าฉงนสงสัย ว่าเด็กสาวที่ได้รับรางวัลนี้คือใครกันหนอ

แต่พอได้ทราบว่านั่นคือชื่อเสียงเรียงนามที่แท้จริงของ ยูกิ เพ็ญผกา จากใบหน้าที่ฉงนสงสัยก็แปรเปลี่ยนเป็นร้องอ๋อกันทันใด

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ก่อนเริ่มพูดคุยกัน ภาพของสาวชาวอำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ นางเอกหมอลำในวัยเพียง 15 ปี ได้ปรากฏขึ้นมายังจอคอมพิวเตอร์ ภาพลักษณ์ของสาวน้อยแลดูอ่อนน้อม เหนียมอาย ไร้เดียงสา ช่างแตกต่างจากตอนเธอสวมหัวโขนเป็นนางเอกหมอลำที่พกความมั่นใจและพลังเกินร้อยอย่างสิ้นเชิง

ตอนนี้เรากำลังพูดคุยกับ ‘ยูกิ คลังพลอย’ ไม่ใช่ ‘ยูกิ เพ็ญผกา’ ที่เราและหลาย ๆ ท่านคุ้นเคย

ออกจะเป็นเรื่องแปลกที่นักแสดงหมอลำมีชื่อเล่นเหมือนการ์ตูนอนิเมะ ทั้งที่ปากยังเว้าภาษาอีสานแจ๋ว ๆ ยูกิย้ำว่านี่คือชื่อที่มารดาตั้งให้ เนื่องจากเลือดครึ่งหนึ่งในกายเธอสืบมาจากแดนอาทิตย์อุทัย

“ชื่อ ยูกิ เป็นชื่อตั้งแต่เกิด คุณแม่เป็นคนตั้งให้ค่ะ หนูเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น คุณแม่เป็นคนอีสาน คุณพ่อเป็นคนญี่ปุ่น” เธอตอบคำถามที่หลายคนคาใจ

“ยูกิ (雪) แปลว่า หิมะ ค่ะ” เด็กสาวกล่าวเสริมเผื่อคนที่ไม่มีความรู้ด้านภาษาข้างพ่อเธอ

13 เมษายน พ.ศ. 2550 คือวันที่เด็กหญิงคลังพลอยหรือยูกิลืมตาดูโลก เธอเติบโตมาภายใต้การเลี้ยงดูของคุณแม่และพ่อเลี้ยงแสนดี ห้อมล้อมด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขง ยูกิค้นพบว่าเสียงเพลงคือของขวัญจากฟากฟ้าที่ประทานความสุขสำราญให้กับเธอมาแต่เล็กแต่น้อย เธอจึงหลงใหลในเสียงเพลงและดนตรีนานาชนิด ทั้งเพลงสมัยใหม่และสมัยเก่า

“หนูชอบร้องเพลงมากค่ะ ร้องมาตั้งแต่ 3 ขวบได้ เพลงที่ร้องตอนนั้นก็เป็นเพลงลูกทุ่ง ยังไม่ใช่เพลงหมอลำ เพลงแรกที่ร้องคือเพลง นักร้องบ้านนอก ค่ะ” สาวลูกครึ่งเผยงานอดิเรกของตนด้วยยิ้มพิมพ์ใจ 

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“นอกจากเพลงลูกทุ่งแล้ว หนูชอบฟังพวกเพลงสตริง เพลงแร็ป เพลง K-POP ด้วย พี่ลิซ่า BLACKPINK หนูก็ชอบ ชอบมาก ๆ ค่ะ”

อย่างไรก็ดี ความชอบทั้งหมดทั้งมวลนี้ยังเป็นรองดนตรีหมอลำ

พจนานุกรมภาษาถิ่นไทยอีสานแจงรากศัพท์ของหมอลำออกเป็น 2 คำ ได้แก่ ‘หมอ’ ที่หมายถึงผู้มีความชำนาญ กับ ‘ลำ’ ที่แปลว่าการบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยทำนองอันไพเราะ ‘หมอลำ’ จึงเป็นคำประสมที่แปลเป็นภาษาไทยกลางได้ว่า ผู้ชำนาญด้านการขับทำนองเล่าเรื่อง

เพลงหมอลำเป็นประเพณีการละเล่นที่แพร่หลายไปทั้ง 2 ฝั่งโขง จะประเทศลาวหรือภาคอีสานของไทย งานวัดงานบุญของ 2 แผ่นดินนี้ไม่เคยขาดเสียงแคนและคำร้องที่มีต้นแบบมาจากเพลงลูกทุ่ง ความแพร่หลายของหมอลำนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดเป็นหมอลำสารพัดชนิด

“หมอลำจะมีหลายประเภทค่ะ เช่น หมอลำซิ่ง หมอลำกลอน หมอลำหมู่ ฯลฯ แตกต่างกันออกไปในบางสาขาอาชีพ แต่ที่หนูลำอยู่ทุกมื้อนี้เป็นหมอลำหมู่ ลำเรื่องต่อกลอนทำนองขอนแก่นค่ะ”

นี่คือหมอลำชนิดที่กำเนิดใหม่เมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นรูปแบบหมอลำที่เติบโตมาจากการผสมผสานระหว่างหมอลำพื้นกับลิเกของภาคกลาง เห็นได้จากชุดผู้แสดงที่รับมาจากลิเกเต็ม ๆ กับการร้องแบบหมอลำพื้น ร้องรำกันเป็นหมู่คณะ แต่ละคนสวมบทบาทเป็นตัวละครแนวจักร ๆ วงศ์ ๆ เช่น พระราชา เจ้าหญิง ฤๅษี เทวดา ผีสาง เรื่องที่ใช้ลำโดยมากอ้างอิงจากนิทานชาดกท้องถิ่นของภาคอีสาน ใจความของเรื่องที่ใช้แสดงคือการมุ่งสอนให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ

แต่หมอลำหมู่ในยุคนี้ได้ปรับปรุงรูปแบบการแสดงให้ถูกจริตคนยุคใหม่ การแสดงของยูกิจึงมีมากกว่าหมอลำตามแบบฉบับดั้งเดิมที่ทุกคนคุ้นเคย

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“จะมีช่วงคอนเสิร์ต ก็ร้องเพลงตลาดทั่วไป เพลงอินดี้ เพลงหมอลำ ร้องสลับกันไป พอตกดึกก็ลำเรื่องต่อกลอน เป็นคล้าย ๆ ลิเก แต่ว่าเป็นภาษาอีสาน คนละทำนองกัน แล้วก็มีแสดงละครเข้าถึงบทบาทกันบ้าง” เธอเริ่มใช้ภาษาบ้านเกิดเมื่อบรรยากาศการพูดคุยอบอวลไปด้วยความสนุกสนาน

เมื่อพิจารณาอายุของยูกิ อาจคิดว่าเส้นทางหมอลำของเธอเพิ่งเริ่มต้นขึ้น แต่ถ้าย้อนกลับไปจริง ๆ แล้ว บนถนนเส้นนี้ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่เธอยังเป็นวัยรุ่นฟันน้ำนม เรียนอยู่ชั้น ป.2 โน่นแล้ว

“ตอนเด็ก ๆ คุณพ่อคุณแม่พาเบิ่งหมอลำ ส่วนใหญ่ดูหมอลำซิ่ง ตอนนั้นหนูดูในคลิปอยู่เลยค่ะ ยังไม่ได้ไปดูหน้างาน พอโตขึ้นก็มีโอกาสได้ไปหน้างาน เห็นพี่เขาแต่งตัวสวย มีคนดูเยอะ อยากแต่งตัว อยากเป็นแบบพี่เขาบ้าง” แววตาเป็นประกายถูกส่งทอดจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ทำให้เหมือนย้อนเห็นภาพเด็กหญิงอายุไม่เกิน 10 ปีที่มีแววตาเต็มไปด้วยความฝัน

“หนูมีไอดอลคือ พี่แอน อรดี แล้วก็ พี่ใหม่ พัชรี ค่ะ หนูชอบดูพวกพี่เขามาก ดูคลิปตลอด ดูทั้งวันเลยค่ะ” ยูกิบอกด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

“หลังจากตอนนั้นก็ได้ไปบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าอยากเป็นหมอลำ เลยหาประสบการณ์ด้วยการประกวดร้องเพลงไปเรื่อย ๆ ก่อน จุดเปลี่ยนอยู่ที่เขาพาหนูขึ้นรถแห่ ไปร้องเพลงอยู่บนรถแห่ตอนอายุ 10 ปี ตอนนั้นไปที่อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ พ่อกับแม่ค่อยมาตัดสินใจว่าจะพาขึ้นวงหมอลำจริง ๆ เลยมาเป็นหมอลำหมู่ค่ะ” เธอจูงมือพาเราหวนคืนยังอดีตที่เป็นจุดเริ่มต้นในการเดินตามความฝันของเธอ

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

เรียกว่าหมอลำเสียงวิหคกับยูกิเติบโตมาด้วยกันคงจะได้ เพราะวันที่คุณพ่อและคุณแม่ของเธอพาไปสมัคร หมอลำเสียงวิหคก็เพิ่งเปิดใหม่ได้ปีแรก

“ตอนคุณพ่อคุณแม่พาไปสมัคร ตอนนั้นคณะเขาเพิ่งเปิดใหม่ปีแรก หนูอายุ 11 จะเข้า 12 ขวบ ตอนนั้นเราแสดงเป็นตัวลูก ยังไม่ได้เป็นนางเอก”

หมอลำรุ่นเยาว์เล่าความรู้สึกวันแรกบนเวทีซึ่งเธอยังจำได้ไม่มีเลือน

“ตอนนั้นไปแสดงที่วัดสีชมพู กรุงเทพฯ ความรู้สึกของการเป็นคนดูกับคนที่ได้ขึ้นแสดงมันต่างกันมาก ๆ เลยนะคะ ตอนดูหน้าเวทีเหมือนเราไปนั่งดูผลงานเขาเฉย ๆ แต่ตอนนี้เราเป็นผู้สร้างผลงานให้ผู้ชมหน้าเวทีดู ตอนแรกก็กดดัน แต่ตอนนี้เริ่มชินแล้วค่ะ”

เพราะคณะหมอลำเสียงวิหค ยูกิ เพ็ญผกา จึงมีตัวตนขึ้นมาท่ามกลางเสียงแคน

“ชื่อ ยูกิ เพ็ญผกา หัวหน้าวงเป็นคนตั้งให้ค่ะ เป็นชื่อที่ใช้ในวงการ หนูว่ามันเพราะดี”

จากสเต็ปการเติบโตของกันและกัน คณะกับนักแสดง ยูกิเข้ามารับบทบาทในฐานะนักแสดงสมทบ ฝึกร้องเพลง ฝึกการแสดง และศึกษาสิ่งที่เกี่ยวกับหมอลำในทุก ๆ วัน

“ท่าทางไม่ยาก เรื่องร้องยากกว่าค่ะ ร้องหมอลำยากกว่าร้องเพลงลูกทุ่งด้วย เพราะเพลงหมอลำจะมีเกริ่น หัวเพลงจะเป็นการเกริ่น แล้วก็จะเป็นทำนองรำซึ่งจะแตกต่างกันออกไป แล้วช่วงถัดมาจะเป็นเพลงธรรมดาเลยค่ะ เป็นทำนองที่แล้วแต่อาจารย์นักแต่งเพลงจะแต่งไป จะมีช่วงรำสลับกันกับท่อนร้อง ส่วนท่อนลงก็จะมีลูกเอื้อนนิดหน่อย ผสมกันไปจนจบเพลง

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“หนูก็ฝึกร้องเพลงอยู่เรื่อย ๆ ร้องเพลงทุกวัน ฝึกการแสดง ดูอะไรหลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวกับหมอลำ เวลาซ้อมต้องมาซ้อมเองที่บ้าน ให้คุณพ่อ (พ่อเลี้ยง) ซ้อมให้ เพราะคุณพ่อร้องได้ค่ะ”

ครั้นแล้ววันหนึ่ง โอกาสพลิกชีวิตก็ล่องลอยมาหาเมื่อเธอมีอายุได้ 13 ปี

“หัวหน้าคณะเขามาบอกคุณแม่ค่ะว่าจะให้น้องมาเป็นนางเอก แต่น้องต้องลดหุ่น เพราะตอนนั้นหนูอ้วนอวบ ตัวกลมเลย” กว่ายูกิจะก้าวขึ้นมาเป็นนางเอก ไม่ได้มาด้วยโชคช่วย แต่เป็นความพยายาม มุ่งมั่น พัฒนาทั้งการร้องและภาพลักษณ์ 

“หนูใช้เวลา 2 เดือน ลดน้ำหนักไปเกือบ 10 กิโลกรัม ออกกำลังกาย งดอาหารเย็น บวกกับลดปริมาณอาหาร จากที่เคยกินของหวาน น้ำหวาน ช่วงนั้นหนูก็งดไปเลยค่ะ”

ในวัย 13 ปี เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่น่าจะยังดิ้นรนกับชีวิตใหม่ในชั้นมัธยมศึกษา แต่เด็กหญิงยูกิกลับต้องเผชิญความกดดันเพิ่มจากภาระการเรียน นั่นคือการเดินสายออกแสดงไปทั่วภูธร

“หมอลำจะมีงานแสดงตามงานวัดหรืองานอื่น ๆ ที่เจ้าภาพจ้างไป เช่น งานทำบุญบ้านใหม่ ไปภาคอื่นด้วย อย่างเวลาลงกรุงเทพฯ ก็จะมีผู้จัดเขาจ้างไปลง 3 – 4 วัน งานจะไม่ไกลกันมาก แต่กรุงเทพฯ เล่นได้ถึงเที่ยงคืน ปกติเล่นถึงสว่าง”

ในช่วงแรกที่เพชรเม็ดใหม่ในวงการเริ่มเฉิดฉาย ชื่อต้นของเธอเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจจากพ่อแก่แม่เฒ่าไม่น้อย หลายคนลุกลี้ลุกลนที่จะได้รู้จักนางเอกอายุ 13 ที่มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น

“การที่เป็นลูกครึ่งและอายุน้อย หนูว่าน่าจะมีส่วนให้มีชื่อเสียงนะคะ คนที่เขามาดูพอรู้ว่าชื่อยูกิ ก็สงสัยและตื่นเต้นด้วยค่ะ บางคนก็มีเข้ามาถาม เราก็อธิบายให้เขาฟังไปว่าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น เลยชื่อยูกิ”

จากตัวสมทบ สู่ตัวหลักของการแสดงหมอลำ ความกดดัน ความตื่นเต้น เสียงติชม เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพบเจอ

“วันแรกที่ได้ขึ้นเป็นนางเอก ตอนนั้นหนูไปเล่นอำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี เปิดวงปีที่ 2 ค่ะ ตอนนั้นรู้สึกกดดันมาก ๆ อยู่ในห้องแต่กับเสียงเพลงอย่างเดียวเลยค่ะ ซ้อมทั้งวัน กดดัน กลัวมันออกมาไม่ดีเลยซ้อม ๆ ตลอดเลยค่ะ” เธอยังจดจำเรื่องราวทุกรายละเอียดของวันนั้นได้เป็นอย่างดี

“พอแสดงเสร็จก็โล่งเลยค่ะ โล่งมาก ๆ ความรู้สึกตอนนั้นคือตื่นเต้นแล้วก็ดีใจ เหมือนมันตื้นตันใจอยู่ตลอดเวลาที่มีคนหน้าเวที แล้วก็ดีใจที่ตัวเองได้ขึ้นเป็นนางเอก คืนนั้นก็คือสั่นทั้งคืนเลยค่ะ”

เป็นธรรมดาของมือใหม่ที่ต้องประสบผลตอบรับทั้งแง่บวกแง่ลบ ยูกิได้เก็บคำวิจารณ์เหล่านั้นมาใช้ในการผลักดันตนเองให้มีพลังสู้ต่อ ชั่วเวลาไม่นานก็มีแม่ยกทยอยมาติดพันเธอ

“ก็มีทั้งคนชมแล้วก็คนตินะคะ ปน ๆ กันไป” ยูกิ เพ็ญผกา กล่าวยิ้ม ๆ “หนูก็จำทุกคำพูดของทุกคนที่มาหา เพราะหนูดีใจและปลื้มใจทุกครั้งที่มีคนมาให้กำลังใจ ประทับใจทุกคน ทุกคำพูดเลย”

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ภายในเวลาไม่กี่ปีที่ได้เลื่อนขั้นเป็นนางเอกประจำคณะ หมอลำสาวลูกครึ่งรายนี้ได้ตระเวนไปทั่วภาคอีสาน งานที่จังหวัดไหนเป็นอย่างไร เธอสาธยายได้เป็นฉาก ๆ

“ที่แสดงในอีสาน จะไปแถวอุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม อุบลราชธานีเป็นส่วนมากค่ะ อีสานใต้ก็ไปบ่อยเหมือนกัน แต่ละงานก็จะเหมือน ๆ กัน จังหวัดที่คนดูเยอะก็มีที่นครพนม บึงกาฬ แล้วก็หลายจังหวัด น่าจะเยอะหลายที่เลยค่ะ แต่หนูก็จำได้ไม่หมด

“เดินทางบ่อย ๆ ก็เหนื่อยอยู่ค่ะ อย่างเวลามีงานติดต่อกันหลายงาน ก็มีเพลียบ้างนิดหนึ่ง”

เสียงไก่ขันมักใช้เป็นสัญญาณของการแจ้งว่าเช้าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่เหล่าหมอลำใช้เสียงนี้เป็นสัญญาณของการจบการแสดงของพวกเขา

“วันที่มีแสดง หลังจากเล่นจนสว่างของงานที่แล้วมา หนูจะขึ้นรถมาล้างหน้า เสร็จแล้วหนูก็กินข้าวและนอนบนรถค่ะ พอถึงหน้างานก็ลงไปอาบน้ำ แต่งหน้าเตรียมขึ้นแสดงค่ะ แสดงทั้งคืนเลยถึงสว่างอีกเหมือนเดิมค่ะ แล้วก็นอนบนรถอีกเหมือนเดิม” ชีวิตที่วนลูปของเธอถูกบรรยายเหมือนวงกลมที่ไม่มีวันจบสิ้น แต่เปี่ยมไปด้วยพลังไฟที่เธอสนุกไปกับมัน

ภาพสวยงามบนเวทีหมอลำเบื้องหลังต้องแลกมาด้วยความยากลำบาก เสื้อผ้าสวยงามที่สวมใส่ต้องคอยปกป้องไม่ให้เลอะโคลนดินที่ชื้นแฉะจากฝนที่โหมกระหน่ำ เวทีที่ตกแต่งสวยงาม ด้านหลังต้องเนรมิตให้กลายเป็นเหมือนบ้านเพื่ออยู่อาศัยตลอดคืน

“ชีวิตหมอลำ นอนกลางดิน กินกลางทราย ถ่ายกลางทุ่งนาค่ะ ไปหน้างานบางวันมีแต่ป่า ห้องน้ำไม่มีเลย ลำบากในการเดินทาง ในการใช้ชีวิตอยู่หลังเวที มีบ้างที่มีฝนตก ขึ้นเวทีก็ต้องตากฝนเล่น แต่ถ้าฝนตกหนักก็ต้องหยุด เพราะไม่งั้นฉากเวทีมันอาจจะล้มทับคน อันตรายมากค่ะ” เธอถ่ายทอดชีวิตของหมอลำอีกด้านหนึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ “เวลานอนก็มีเต็นท์ที่กาง เป็นเต็นท์ส่วนตัว เต็นท์ใครเต็นท์มัน เอาผ้าสีฟ้า ๆ มาอ้อมเต็นท์ ปูเสื่อนอนกันในนั้น เหมือนเป็นบ้าน”

กาลเวลาผันเปลี่ยน ความคิด และความรู้สึกของผู้คนย่อมแปรเปลี่ยนตาม สิ่งที่เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของไทยกลับถูกคนไทยด้วยกันด้อยค่า มองเป็นของราคาถูก

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

“น่าจะมีช่วงหนึ่งที่มีดราม่าบ่อย ๆ ก็จะกดดันตัวเอง ชอบไปอ่านคอมเมนต์ที่เขาเมนต์มา เมนต์ดราม่า เมนต์ด่า แต่ช่วงหลัง ๆ ก็โฟกัสไปที่คนให้กำลังใจ พ่อกับแม่ก็จะคอยบอกว่าอย่าคิดมาก”

แม้จะมีอาชีพการงานที่หาเลี้ยงครอบครัวได้เป็นมั่นเหมาะ แต่ยูกิก็ยังไม่ทอดทิ้งการเรียนเฉกเช่นเยาวชนทุกคน เธอยังคงศึกษาด้านคอมพิวเตอร์ธุรกิจในวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่จังหวัดบ้านเกิด

ถึงอย่างไร ความฝันของเธอก็ยังคงมีหมอลำเป็นที่หนึ่งในใจเสมอ

“อยากมีชื่อเสียงโด่งดังค่ะ อนาคตที่วางไว้ก็น่าจะเกี่ยวกับครู อยากสอนหมอลำ”

อนาคตนั้นทำท่าจะเฉียดใกล้ความจริงเข้าไปทุกที ด้วยความเป็นคนกล้าฝัน กล้าลงมือทำ ตั้งใจจริง และไม่ละเลยความอ่อนน้อมถ่อมตน ผู้ใหญ่ในแวดวงหมอลำเพลงลูกทุ่งหลายคนจึงพากันเอ็นดูยูกิ และหยิบยื่นโอกาสแสดงฝีมือให้เธอเนือง ๆ หนึ่งในนั้นคือเจ้าของสมญา ‘ราชินีลูกทุ่งหมอลำ’ จินตหรา พูนลาภ ที่ยูกิออกปากเรียก ‘แม่จิน’ ได้โดยสนิทใจ

เธอเชื่อว่าต่อไปภายภาคหน้า ศิลปะการแสดงที่เธอรักอาจเป็นที่สนอกสนใจมากขึ้น จากการที่สื่อสังคมออนไลน์อย่าง TikTok นิยมเอาคลิปหมอลำไปเผยแพร่กัน

“หนูบังคับความคิดของใครไม่ได้ บางคนไม่ชอบหมอลำ ก็ไม่ได้บังคับให้มาชอบหมอลำ หนูเองแค่อยากอนุรักษ์ อยากสืบสานศิลปะของคนอีสานไว้ ถ้าไม่มีใครสืบสาน มันก็จะหายไป แล้วหนูเองก็ชอบของหนู ใครไม่ชอบก็ไม่เป็นไร” ความคิดที่ดูโตเกินวัยและแรงปราถนาอันแรงกล้าเปล่งออกมาจากสาวลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นจากเมืองชัยภูมิคนนี้

“อยากฝากสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักพวกเรานะคะ หมอลำเสียงวิหคถือว่าเป็นหมอลำน้องใหม่ของวงการหมอลำ เพิ่งตั้งมาได้ 3 ปี อาจจะผิดพลาดบ้าง อยากให้ทุกคนได้ลองมาดู ลองเปิดใจ และมาสนุกร่วมกัน การแสดงรับรองว่าน่าจะม่วน ติดตามคิวงานได้ที่เพจหมอลำเสียงวิหค มีอัปเดตทุก ๆ เดือน ใครไปดูหน้างานไม่ได้ก็มีไลฟ์ออนไลน์อยู่ตลอดค่ะ” นางเอกหมอลำหน้าละอ่อนเชิญชวนทิ้งท้าย

ความพยายามตลอดเส้นทางหมอลำของยูกิ จากจุดเริ่มต้นมันช่างยาวไกล ในระหว่างการเดินทางอาจเจอลูกรัง ดินทรุด การจราจรติดขัดบ้าง แต่ทุกอย่างเป็นเหมือนบทเรียนที่ทำให้เธอกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งมากขึ้น และถนนที่มีชื่อว่าหมอลำเส้นนี้คงมีความยาวอีกไกลแสนไกล ให้เธอได้โลดแล่นไปอีกนานแสนนาน

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

Writers

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Avatar

ธนกร จตุรงค์ชัยสถิต

นัก(เรียน)วิทยาศาสตร์ ที่อยากเป็น นักวิจัยการเล่าเรื่อง แต่ตอนนี้เป็นเป็ดที่อยากบินให้สูงเหมือนนก อยากตัวใหญ่ให้เหมือนห่าน

Photographer

Avatar

ทศพล คามะดา

เรียนจบมหาลัย ปี 2555 ทำอาชีพช่างภาพ มาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน เป็นคนอารมณ์ดี ชอบเลี้ยงแมวไว้ 2 ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load