บทสนทนานี้เกิดขึ้นใต้บรรยากาศร่มรื่นของบ้านก้ามปู ที่นัดพบที่ผู้ให้สัมภาษณ์เลือกเองด้วยเหตุผลว่า ‘ที่นี่มีต้นไม้ใหญ่เยอะ’ ทำให้เรารู้จักตัวตนของ ดร.ตรีชฎา โชติรัตนาภินันท์ คู่สนทนาของเราไม่น้อย 

ดร.ตรีชฎา หรือ อาจารย์ตุ๊กตา ที่นักศึกษาเรียกกัน เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาออกแบบผลิตภัณฑ์ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และอาจารย์ผู้ริเริ่มจัดทำรายวิชาการออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างยั่งยืน (Sustainable Product Design) วิชานี้มีเป้าหมายอยู่ที่การเพาะบ่มวิธีคิดเชิงระบบให้กับนักศึกษาด้านการออกแบบ เพื่อให้พิจารณาอย่างรอบด้านถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการสร้างสรรค์งานออกแบบของตนเอง ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องสำคัญ ในวันที่โลกกำลังตื่นตัวถึงปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นขยะพลาสติกหรือปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้คนในสังคม เพราะนักออกแบบเป็นอาชีพที่อยู่เบื้องหลังการผลิตสินค้าและบริการหลายๆ อย่าง ที่สร้างผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบต่อโลกของเรา กระนั้นวิชาลักษณะนี้กลับแทบไม่ปรากฏในกระแสหลักของระบบการศึกษาไทย

มีอาจารย์สอนออกแบบคนหนึ่งที่ผลักดันสิ่งนี้มาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ปี

อาจารย์ตกลงรับคำเชิญของเราให้มาพูดคุยเรื่องที่มาที่ไปของวิชานี้ โดยมีเงื่อนไขง่ายๆ ว่า “ขอพาลูกศิษย์มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ด้วย” ซึ่งเราก็ตอบรับด้วยความยินดี

ดร.ตรีชฎา โชติรัตนาภินันท์ ผู้ออกแบบวิชาออกแบบจากการปลูกหัวไชเท้า เข้าป่า และทำสมาธิ

ก่อนจะถามเรื่องห้องเรียน อยากรู้ว่าอาจารย์สนใจเรื่องความยั่งยืนมาตั้งแต่แรกเลยไหม

เท้าความก่อน เรียนปริญญาตรีใบแรกที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เราไม่ได้ชอบหรอก แต่แม่ภูมิใจที่ลูกสอบติดสถาบันที่แม่ชอบ เลยทำสัญญากันว่าถ้าเรียนจบได้เกียรตินิยม แม่จะปล่อยไปเรียนสิ่งที่เราต้องการ เราเลยยอมอดทนเพื่อเป้าหมายที่ใหญ่กว่า

ตอนฝึกงานเป็นจูเนียร์อาร์ตไดเรกเตอร์อยู่เอเจนซี่โฆษณา เรารู้สึกว่าการโฆษณามันเป็นปลายทางแล้ว ถ้าสินค้ามันไม่เวิร์ก แล้วเราพยายามใช้ความคิดสร้างสรรค์ทำให้มันขายได้ด้วยการโฆษณา ท้ายที่สุดแล้วสินค้านั้นจะไปสร้างปัญหาต่อ

ช่วงใกล้เรียนจบ มีโอกาสได้ไปดูงาน Degree Shows เป็นงานแสดงผลงานจบการศึกษาของนักศึกษาดีไซน์ที่เซนต์มาร์ติน (Central Saint Martins-University of the Arts London) ได้เห็นแนวคิดการออกแบบที่เป็นอิสระจากความคิดเชิงพาณิชย์ ผลงานมีความลุ่มลึก จุดประเด็นที่น่าสนใจ และแก้ปัญหาได้มากกว่าแค่ทำของให้ขายได้ในโลกทุนนิยม เราเลยสนใจเรียนปริญญาตรีอีกใบด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อจะได้สร้างสิ่งที่มีประโยชน์อย่างแท้จริง

แล้วได้ทำผลิตภัณฑ์อะไรที่มีประโยชน์สมใจไหม

สุดท้ายไม่ได้เลือกเรียนหลักสูตรออกแบบผลิตภัณฑ์ (หัวเราะ) ที่เซนต์มาร์ตินมีช่วงให้เรียนปรับพื้นฐาน ให้เราทดลองเรียนได้หลายอย่าง และได้ลิ้มลองเนื้อหาของหลักสูตรระดับปริญญาตรีที่เขาเปิดสอน พอลองเรียนออกแบบผลิตภัณฑ์แล้ว เรากลับไม่ชอบที่เขาแจกโจทย์ปลายปิดที่เจาะจงปลายทาง เช่น ให้ออกแบบบรรจุภัณฑ์ใส่ไข่ไก่ 

เราชอบโปรแกรมที่ชื่อว่า Arts, Design and Environment มากกว่า ซึ่งโจทย์เน้นไปที่บริบท ให้เราไปค้นหาประเด็นปัญหาที่อยู่ในบริบทนั้น ผลลัพธ์ของโปรเจกต์จะออกมาเป็นรูปแบบใดก็ได้ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ บริการ การตกแต่งภายใน สถาปัตยกรรม งานประติมากรรม ไปจนถึงการแสดง มันทำให้เรารู้สึกว่าเรามีอิสระและท้าทาย เพราะในโจทย์เดียวกันมีคำตอบได้หลากหลายมาก

ในชื่อโปรแกรมมีคำว่า Environment อยู่ แปลว่ามีประเด็นเรื่องความยั่งยืนเข้ามาเกี่ยว

ช่วงเรียนปีสอง มีวิชา Cultural Studies หนึ่งในเนื้อหาหลักที่ชอบคือบทบาทของศิลปินและนักออกแบบกับประเด็นสิ่งแวดล้อมในฐานะปัญหาหนึ่งของโลก นอกจากนี้เรามีโอกาสได้เข้าประกวดออกแบบ โจทย์มาจาก Social Enterprise แห่งหนึ่งที่เขารับเฟอร์นิเจอร์เก่าจากออฟฟิศในลอนดอนมาซ่อมแซม และขายให้คนในชุมชนในราคาถูก แต่มีของอย่างหนึ่งที่ขายไม่ออก คือพรมแผ่น ซึ่งผลิตจากตัววัสดุพีวีซีกับไนลอนผนึกแน่นอยู่ด้วยกัน มันรีไซเคิลตามวิธีปกติไม่ได้ด้วยซ้ำ ในโกดังมีพรมชิ้นสี่เหลี่ยมกองเป็นภูเขา 

เราก็เลยเลือกเจ้าพรมนี่แหละมา Redesign โดยเหลือเศษจากการผลิตใหม่ให้น้อยที่สุด และถอดประกอบได้เมื่อหมดอายุการใช้งาน เพื่อลดความยุ่งยากในการนำไปจัดการต่อ

งานที่ออกมาเป็นคอลเลกชันของแต่งบ้านสี่ถึงห้าชิ้น ตอนนั้นได้รางวัลด้วยนะ Social Enterprise แห่งนั้นเกือบขอซื้อแบบไปผลิตจริง แต่ช่วงเวลาเดียวกัน มีบริษัทในอุตสาหกรรมพรมหาวิธีการจัดการขยะพรมที่ดีกว่าได้ โดยการรับคืน (Reclaim) พรมแผ่นใช้แล้ว เอาไปบดเป็นผงละเอียด แล้วใช้เป็นวัสดุหลักในการผลิตพรมผืนใหม่ ซึ่งวิธีนั้นมันป้องกันปัญหาขยะพรมที่เล็ดลอดออกไปจากระบบได้สมบูรณ์กว่า งานออกแบบของเราก็เลยตกไป

ตอนนั้นไม่เข้าใจหรอก แต่พอโตแล้วมองกลับไปรู้สึกว่า โปรเจกต์นั้นสอนเราหลายอย่าง ดีไซเนอร์ไม่ใช่คนที่เจ๋งที่สุด ในทุกๆ ปัญหา อาจมีคนที่คิดหาทางออกได้ดีกว่าและยั่งยืนกว่าเรา อยู่ที่เราเปิดใจรับได้แค่ไหน และพัฒนาตัวเองต่อจากจุดนั้นได้อย่างไร

ดูเหมือนตอนนั้นเป็นนักออกแบบเต็มตัวเลย คิดอยากมาเป็นอาจารย์ตอนไหน

มาตอนได้ไปทำวิจัยระดับปริญญาโทที่อินโดนีเซีย เราได้ทุนวิจัยของ British Council ผ่านทางโกลด์สมิทธ์ (Goldsmiths, University of London) ทุนวิจัยนั้นให้อิสระในการทำงาน จะตั้งหัวข้อวิจัยเป็นอะไรก็ได้ ขอแค่เกี่ยวกับงานออกแบบหัตถอุตสาหกรรมของอินโดนีเซีย ด้วยความเป็นนักออกแบบ ตอนแรกเราสนใจเรื่องวัสดุธรรมชาติ แต่โกลด์สมิทธ์เป็นสถาบันที่เน้นคิดเชิงวิพากษ์ ผู้คนที่นั่นรักการดีเบต เราได้รับการส่งเสริมให้มองบริบทของงานออกแบบให้ลึกไปถึงเรื่องสังคม วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเมือง เราเลยต้องอ่านเพื่อหาข้อมูลเหล่านั้นเยอะมาก

ยิ่งศึกษาก็ยิ่งพบว่า อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ส่งออกหัตถอุตสาหกรรมอันดับต้นๆ ของโลก และมีอะไรหลายอย่างคล้ายกับไทย แต่สภาพความเป็นอยู่ของแรงงานที่เป็นผู้ผลิตเบื้องหลังสินค้าสวยงามเหล่านั้นไม่ได้สวยงามไปด้วย บริบทของเกาะชวาที่เป็นแหล่งผลิตงานที่สำคัญของประเทศ ประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมเคร่งครัด จึงไม่มีการคุมกำเนิด ทำให้พ่อแม่ในหลายครอบครัวต้องพาลูกๆ เข้ามาเลี้ยงในพื้นที่ทำงาน มีทั้งกลิ่นสีและทินเนอร์ รายได้อาจไม่ตอบรับกับโอกาสทางการศึกษาของเด็กๆ ด้วยซ้ำ ส่วนรูปแบบของงานที่พวกเขาผลิตก็มักไม่ได้ออกแบบโดยคนอินโดนีเซีย แต่เป็นแบบที่นักออกแบบในประเทศตะวันตกส่งมา ตอบโจทย์เพื่อปรนเปรอวิถีชีวิตแบบฝรั่ง

พอได้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างแบบนี้ เราจึงตระหนักว่า นักออกแบบเป็นแค่องค์ประกอบเล็กๆ ในโครงสร้างอำนาจที่ใหญ่โตอลังการ จึงเกิดคำถามขึ้นในใจว่า แล้วนักออกแบบตัวจ้อยอย่างเรา จะทำอะไรได้เพื่อบรรเทาปัญหาในสเกลที่เราทำไหว

ดร.ตรีชฎา โชติรัตนาภินันท์ ผู้ออกแบบวิชาออกแบบจากการปลูกหัวไชเท้า เข้าป่า และทำสมาธิ

แล้วนักออกแบบทำอะไรได้บ้าง

ถ้าผู้เรียนดีไซน์รู้ว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ใหญ่กว่า น่าจะทำให้เขามองโลกตามจริงด้วยความเข้าใจ และอาจมีเป้าหมายในชีวิตเปลี่ยนไปทันที ไม่ใช่แค่การทำงานพาณิชย์

คิดได้ดังนั้นแล้วเลยกลับมาเป็นอาจารย์

ก็ยังไม่ได้เป็นทันที ตอนนั้นกลับมาไทย ค.ศ. 2009 งานแรกคือทำ E-learning หัวข้อ Sustainable Product Design ให้กับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ขนานกับการทำงานที่ศูนย์นวัตกรรมด้านการออกแบบอุตสาหกรรมที่จุฬาฯ เราถึงได้รู้ว่า ไทยเริ่มตื่นตัวในเรื่องของความยั่งยืนแล้ว แต่รัฐมองความยั่งยืนเป็นแค่เทรนด์ที่มาแล้วก็ไป ผ่านไปสองปีงบประมาณ เขาก็ไปมองหาคำใหม่ที่น่าตื่นเต้นกว่ามาแทนที่ แต่สำหรับเรา ความยั่งยืนไม่ใช่เทรนด์ มันจะอยู่ไปอีกยาว

ด้วยข้อจำกัดหลายอย่างอันเป็นผลจากการทำงาน ทั้งบทบาทของเจ้าหน้าที่ศูนย์นวัตกรรมฯ และการทำ E-learning ที่เป็นการสื่อสารทางเดียว ทำให้เราไม่ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะด้านการออกแบบเพื่อความยั่งยืนอย่างเต็มที่ เราเลยมองหาตำแหน่งอาจารย์ประจำในมหาวิทยาลัยอื่นที่ไม่มีการสอนเรื่องความยั่งยืนในหลักสูตร จนได้เข้ามาเป็นอาจารย์ประจำที่มหาวิทยาลัยศิลปากร 

แล้วได้สอนเรื่องที่อยากสอนเลยไหม

ไม่ทันทีอีกเหมือนกัน ใช้เวลาต่อสู้อยู่ระยะหนึ่ง แม้เราพยายามสื่อสารตลอดตั้งแต่วันสอบสัมภาษณ์ว่าความเชี่ยวชาญของเราคืออะไร แต่อาจารย์อาวุโสที่เคารพรักท่านหนึ่งเป็นกระจกสะท้อนความจริงได้แจ่มชัดมาก ท่านตั้งชื่อเล่นให้กับเรียกสิ่งที่เราอยากสอนว่า ‘วิชาแปลกๆ’

ต่อสู้กับอะไรมาบ้าง

บริบทการศึกษาไทยมีข้อจำกัดค่อนข้างเยอะ เช่น โลกเปลี่ยนแปลงทุกวัน แต่จะมีการปรับปรุงหลักสูตรทุกๆ ห้าปี ต้องรอให้ถึงเวลาจึงจะเพิ่มลดรายวิชาได้ ซึ่งก็มีเงื่อนไขต่างๆ เช่น ความคิดเห็นที่อาจไม่สอดคล้องกันบ้างในกลุ่มคณาจารย์เกี่ยวกับทิศทางของหลักสูตร วิชาที่มีมาก่อนหน้าที่ยึดหัวหาดมานานแล้ว อาจมีความชอบธรรมที่จะอยู่ต่อไปมากกว่า

อีกความท้าทายหนึ่งคือ ตัวหลักสูตรเดิมเน้นการฝึกปฏิบัติเชิงวิชาชีพอย่างมาก อัตราส่วนของวิชาในหลักสูตรจึงมุ่งเน้นที่การพัฒนาทักษะฝีมือ เกิดเป็นวิถีชีวิตที่คุ้นชิน ที่นักศึกษาออกแบบทุกคนอดหลับอดนอนทำโมเดลกัน การที่เรานำเสนอวิชาที่มีเนื้อหาแหวกแนวและเน้นทักษะลักษณะอื่น จึงต้องพยายามเป็นพิเศษและใช้เวลาสื่อสารเพื่อโน้มน้าวใจคณาจารย์ในภาค

เราเริ่มจากขอสอนภายใต้ชื่อรายวิชาเลือกเสรีก่อน รอจนปรับหลักสูตรแล้ว ถึงได้บรรจุเป็นวิชาเลือกของภาควิชา ทุกวันนี้ก็ยังเป็นวิชาเลือกอยู่

ดร.ตรีชฎา โชติรัตนาภินันท์ ผู้ออกแบบวิชาออกแบบจากการปลูกหัวไชเท้า เข้าป่า และทำสมาธิ
ดร.ตรีชฎา โชติรัตนาภินันท์ ผู้ออกแบบวิชาออกแบบจากการปลูกหัวไชเท้า เข้าป่า และทำสมาธิ

วิชาการออกแบบเพื่อความยั่งยืนนี้สอนอะไร

ทักษะการคิดเชิงระบบ สอนให้เข้าใจองค์รวม เห็นโครงสร้างทั้งหมด แล้วสะท้อนเราอยู่ตรงไหนของความสัมพันธ์เหล่านั้น เราคิดว่าในฐานะมนุษย์จำเป็นต้องตระหนักเรื่องนี้ เพราะไม่ว่ามนุษย์จะทำอะไร มันมีผลจากการกระทำตามมาเสมอ 

แค่เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ใช้ชีวิตแต่ละวันก็สร้างผลกระทบได้ทั้งทางบวกและทางลบแล้ว ผลของเราอาจไปเป็นเหตุให้เกิดผลอื่นๆ ต่อเนื่องไปเรื่อย

ยิ่งถ้าเป็นนักออกแบบ การตัดสินใจอะไรก็ตามของนักออกแบบมันจะส่งผลใหญ่ขึ้นอีก เช่น ออกแบบอะไรแล้วเลือกวัสดุที่ไม่ยั่งยืน ก็ส่งต่อความไม่ยั่งยืนไป หรือตีโจทย์ผิด ก็ผิดไปยาวเลย อาจเผลอทำร้ายสังคม ทำร้ายโลกโดยไม่รู้ตัว

นักศึกษาสนใจวิชาแบบนี้มั้ยในเวลานั้น

คิดว่าเขามาเรียนเพราะเป็นวิชาแปลกๆ มาเพื่อมาเก็บหน่วยกิต ซึ่งพอเขามาเรียนด้วยเป้าหมายแบบนี้ มันไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง มันเป็นปัญหาชีวิตของเราในตอนนั้นเลยนะ มาทำอาชีพนี้เพราะอยากสอนวิชานี้ แต่พอสอนมาสองปีแล้ว อ้าว ไม่เห็นจะเปลี่ยนอะไรได้เลยว่ะ (หัวเราะ)

แล้วแก้ปัญหานั้นยังไง

หันมามองที่เทคนิคการสอน แล้วตัดสินใจเรียนต่อปริญญาเอก เอาปัญหาที่ว่า ‘สอนเท่าไหร่นักศึกษาก็สร้างการเปลี่ยนแปลงไม่ได้สักที’ นี่แหละ ไปเขียนเป็นหัวข้อวิจัย ไปยืมสมองของอาจารย์ที่ปรึกษาและคนอื่นๆ มาช่วยเรา

หัวข้อทีสิสมุ่งเน้นที่แวดวงการศึกษาด้านการออกแบบในประเทศไทย ว่ามีการเรียนการสอนด้านความยั่งยืนในประเด็นไหนบ้าง ทัศนคติของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มต่างๆ ต่อเรื่องความยั่งยืนเป็นอย่างไร เพื่อค้นหาเทคนิคการสอนที่จะเปลี่ยนแปลงผู้เรียนให้กลายมาเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอย่างยั่งยืน

จะขยับจากเด็กที่มาเรียนเพื่อเก็บเกรด ไปสู่ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง ฟังดูทะเยอทะยานมาก

เราอุตส่าห์มาอยู่ตรงนี้แล้ว มีรายวิชาที่ร่างขึ้นมาเองกับมือแล้ว มีนักศึกษาแล้ว แค่ต้องทำให้ได้ เลยตั้งโจทย์แบบนี้ออกมา

รอบนี้ไปเรียนที่ไหน

เรากลับไปที่โกลด์สมิทธ์ เพราะ ศาสตราจารย์เค สเตเบิล (Prof. Kay Stables) นักวิชาการรุ่นบุกเบิกด้าน Design Education อยู่ที่นั่น และช่วงสิบกว่าปีมานี้เขาทำวิจัยด้านการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Education for Sustainable Development) ด้วย เขารับเราไปเป็นเด็กในที่ปรึกษาคนสุดท้าย เฉียดฉิววัยเกษียณพอดี เพราะต่างมีความสนใจที่ตรงกัน คือการนำแนวคิดความยั่งยืนมาผนวกกับการศึกษาด้านการออกแบบ อาจารย์คนนี้เป็นไฟส่องทางให้เราเลย

การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) การเรียนรู้ร่วมกันและตัดสินใจร่วมกับคนอื่น (Collaborative Decision Making) ที่จะนำผู้เรียนไปสู่ความสามารถฉายภาพทางเลือกอนาคตของตนเองได้ (Imagining Future Scenarios) ซึ่งการไปสู่ปลายทางนั้นอย่างสมบูรณ์ ต้องใช้กระบวนการที่เรียกว่า Transformative Learning เป็นการเรียนรู้ผ่านการเปลี่ยนแปลงจากภายในของผู้เรียนเอง การเปลี่ยนแปลงจากภายในนี้จะเกิดก็ต่อเมื่อผู้สอนเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้ไตร่ตรองความคิดตัวเอง ได้สะท้อนความรู้สึกนึกคิดข้างใน และเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหากับชีวิตของเขา 

เราเลยกลับมาสะท้อนตัวเอง ว่าเนื้อหาที่เราเรียนในช่วงปริญญาเอกนี้เชื่อมโยงกับชีวิตเราได้ยังไงบ้าง นั่นทำให้เราลอง ‘เล่น’ อย่างอื่นไปด้วยระหว่างทาง

ดร.ตรีชฎา โชติรัตนาภินันท์ ผู้ออกแบบวิชาออกแบบจากการปลูกหัวไชเท้า เข้าป่า และทำสมาธิ

เล่นอะไรมาบ้าง

มีทั้งหมดสี่อย่าง อย่างแรก เราอ่านเจอทฎษฎี Ecological Literacy ที่ ฟริตจอฟ คาปรา (Fritjof Capra) อธิบายถึงกฎของธรรมชาติ เนื่องด้วยมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ หากเราเข้าใจความเป็นไปในธรรมชาติอย่างแท้จริง เราจะใช้ชีวิตตามครรลองอย่างยั่งยืนได้ แต่การอ่านอย่างเดียวก็พอเข้าใจได้ประมาณหนึ่ง เราเลยเริ่มปลูกผักที่ระเบียงห้อง เริ่มจากผักสลัด สมุนไพร เห็ด มะเขือเทศ ซึ่งก็งอกงามดี ไปจนถึงมันฝรั่งกับไชเท้าที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่

ได้เรียนรู้อะไรจากการปลูกไชเท้าที่ระเบียงห้อง

การปลูกผักทำให้เข้าใจหลักการของระบบนิเวศมากขึ้น หลายสิ่งถูกธรรมชาติออกแบบมาแล้วด้วยตรรกะเหตุผลอันชาญฉลาด อย่างเรื่องเบสิกที่สุด คือฤดูกาลหลากหลายเป็นวัฏจักร ผักต่างๆ มีกำหนดเวลาชัดเจน ว่าต้องปลูกตอนไหนให้ทันกินเดือนไหน ทุกอย่างมีเวลาของมัน ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ ทุกอย่างจะเป็นไปโดยง่าย แต่ถ้าฝืนธรรมชาติก็ไม่ได้ผลที่ควรเป็น ฟังดูธรรมะนิดๆ แต่นี่คือสิ่งที่การปลูกผักสอนเรา

การปลูกผักนำพาเราไปสมัครเรียนคอร์สสั้น นิเวศวิทยาเชิงลึก (Deep Ecology) ที่สอนให้เชื่อมโยงตัวตนของเรากับธรรมชาติ เราไปเรียนที่ Schumacher College โรงเรียนอยู่ในพื้นที่กึ่งป่า เป็นธรรมชาติมาก

นิเวศวิทยาเชิงลึกนี่สอนอะไรเรา

มีกิจกรรมที่ให้เราเข้าไปในพื้นที่รกร้าง แล้วนั่งอยู่ตรงนั้นแบบไม่ใส่นาฬิกา เราเลือกนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ที่มีสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยเต็มไปหมด มด แมลง เต่าทอง ถ้าเราอยู่ในเมืองเราอาจเลือกไม่นั่งใกล้สัตว์พวกนี้เพราะเรากลัวเขากัด แต่ตอนนั้นเขาน่าจะกลัวเรามากกว่า เพราะเราคือสิ่งแปลกปลอม และนั่นคือบ้านเขา

สักพักฝนตก ตัวเล็กตัวน้อยพยายามไต่ขึ้นต้นไม้ วิ่งช้าเร็วต่างกัน ในเสี้ยววินาที เราเผลอตัดสินในสมองเราเองว่า ตัวนี้วิ่งช้า ตัวนี้วิ่งเร็ว แล้วเราก็ระลึกได้ว่า ‘ไม่ตัดสินก็ได้นี่’ บางทีอยู่ในห้องเรียน เราก็คงเผลอตัดสินลูกศิษย์เหมือนกัน คนไหนมีแวว คนไหนหัวช้า แต่จริงๆ ความหลากหลายคือธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต

นั่งดูแมลงสักพักก็มารู้ตัวว่า อ้าว ตัวเราไม่เปียกเลย ต้นไม้หนึ่งต้นปกป้องสิ่งมีชีวิตอีกหลายชนิดให้ไม่เปียก เป็นอะไรที่มหัศจรรย์มาก ในขณะที่มนุษย์ต้องมีบ้านหลังใหญ่เพื่อปกป้องเราจากลม ฟ้า อากาศ แค่ช่วงสั้นๆ ต้นไม้ก็มีคุณกับเรามากขนาดนั้นแล้ว

วันรุ่งขึ้นเราทำพวงมาลัยจากดอกไม้ที่พอหาได้ ไปขอขมาต้นไม้ ขอโทษด้วยนะที่นักศึกษาเอาไม้มาใช้ในการทำงานออกแบบแบบไม่ตระหนักรู้ถึงคุณค่า เรารู้สึกเป็นหนี้บุญคุณเขา เราควรจะชื่นชมในสิ่งที่ธรรมชาติให้เรา ไม่มองว่าธรรมชาติเป็นแค่ทรัพยากร เขามีชีวิต แถมเจ๋งกว่าเราอีก เราเป็นใครวะ ไปใช้เขาแบบทิ้งๆ ขว้างๆ

อีก 2 อย่างที่เหลือคืออะไร

เราลองไปฝึก Dynamic Meditation ที่วัดป่าสุคะโต เขาสอนเจริญสติแบบเคลื่อนไหวตามแนวทางหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ บนพื้นฐานความเชื่อว่า การเจริญสติแบบนั่งสงบนิ่ง มันฝืนสภาพความเป็นจริงของโลกปัจจุบัน เพราะโลกนั้นเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ ดังนั้น ถ้ามีสติขณะเคลื่อนไหวร่างกายได้ น่าจะเหมาะกับการดำรงตนบนโลก 

มีอยู่วันหนึ่ง ถึงเวลาต้องกลับไปนอนที่กุฏิแล้ว หลวงพ่อบอกเราว่า อย่าเปิดไฟทิ้งไว้ตอนนอน ถ้าเปิดไฟทิ้งไว้ ไฟจะพาให้แมลงเข้ามาเล่นไฟ พอแมลงมา กบ คางคกก็มาเพื่อมากินแมลง เมื่อกบ คางคกมา งูก็จะมา เป็น Causality หรือ Cause-effect Relations ผ่านการยกตัวอย่างแบบง่าย ๆ คือ ‘อิทัปปัจจยตา’ นั่นเอง การกระทำที่เราทำโดยไม่คิด มันส่งผลที่ถึงชีวิตได้ 

อย่างสุดท้าย คือ เรียน Paulo Freire Formation Programme ซึ่ง University of Central Lancashire จัดทำขึ้นในรูปแบบออนไลน์ เพื่อเข้าใจทฤษฎีการศึกษาในภาพรวม วิพากษ์การศึกษาแบบดั้งเดิมที่มีโครงสร้างอำนาจที่ไม่สมดุลระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักวิชาการคนอื่นๆ ที่มาลงเรียนด้วยกัน เพื่อแสวงหาวิธีการในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในห้องเรียน เพื่อให้ผู้เรียนเติบโตด้วยการเรียนรู้ผ่านการเปลี่ยนแปลงจากภายในของผู้เรียนเอง

ดร.ตรีชฎา โชติรัตนาภินันท์ ผู้ออกแบบวิชาออกแบบจากการปลูกหัวไชเท้า เข้าป่า และทำสมาธิ

ทำทั้งหมดนี้แล้วได้วิธีการสอนแบบใหม่ออกมาหรือยัง

ได้เป็นแผนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เราได้ทำห้องเรียนทดลองเพื่อลองสอนวิชานี้ด้วยวิธีใหม่ กับผู้เรียนสิบกลุ่ม ในแปดมหาวิทยาลัย 

แนวทางการเรียนการสอนเริ่มที่การสร้างการเปลี่ยนแปลงจากภายในตัวผู้เรียน ทำความเข้าใจตัวเองในฐานะมนุษย์ เห็นตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของระบบสังคมและธรรมชาติ รวมถึงเห็นผลจากการกระทำของฐานะนักออกแบบ ผ่านกิจกรรมต่างๆ นำต้นไม้เข้ามาในห้องเพื่อให้ผู้เรียนลองนั่งคุยกับต้นไม้ เหมือนที่เราเคยไปนั่งใต้ต้นไม้ในคลาสนิเวศวิทยาเชิงลึก หรือคลาสที่เปรียบเทียบมุมมองแบบธรรมชาติกับมุมมองแบบมนุษย์ โดยเปรียบเทียบร่างกายคนเราเป็นตัวแทนของธรรมชาติ ที่ไม่สามารถแยกส่วนออกจากกัน ในขณะที่เราแยกชิ้นส่วนของโทรศัพท์ออกจากกันได้ เป็นต้น

เมื่อผู้เรียนเปลี่ยนแปลงจากภายในแล้ว ค่อยออกมาเปลี่ยนสิ่งที่อยู่ภายนอก โดยเรียนรู้แนวคิดและเครื่องมือที่ช่วยในการออกแบบที่ลดผลกระทบแง่ลบต่อโลก และสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกไปพร้อมๆ กัน

ฟีดแบ็กจากห้องเรียนทดลองทั้งหมดถูกนำมาพัฒนาต่อ จนได้แผนการสอนที่สมบูรณ์มาพร้อมกับปริญญาเอก และความเป็นไปได้ที่จะนำหลักสูตรมาใช้จริง

ดร.ตรีชฎา โชติรัตนาภินันท์ ผู้ออกแบบวิชาออกแบบจากการปลูกหัวไชเท้า เข้าป่า และทำสมาธิ

หลังจากนำมาสอนจริงแล้วได้ผลไหม

อันนี้คงต้องถามผู้เรียน

จังหวะที่คุยกันมาถึงตรงนี้ น้องๆ นักศึกษา ศิษย์เก่าวิชาการออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างยั่งยืนที่อาจารย์ชวนมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (บวกกับชวนทานข้าวเย็น) ก็เดินทางมาถึงกันพอดีอย่างกับรู้ใจ

น้องๆ เล่าให้เราฟังว่า ตั้งแต่บรรยากาศในห้องเรียนที่เปิดใจ ทำให้กล้าตั้งคำถาม วิชานี้สอนให้พวกเขาเรียนรู้จากทุกสิ่ง ไม่ได้จำกัดแค่เรียนจากครูเท่านั้น แต่รวมไปถึงการเรียนจากสิ่งมีชีวิตที่พูดไม่ได้อย่างต้นไม้ และเรียนจากเพื่อนร่วมห้องที่ช่วยสนับสนุนกัน

ตอนแรกพวกเขารู้สึกว่าเป็นวิชาที่ยาก ต้องใช้สมองคิดตามเยอะ แต่หลังจากเรียนไปสักพัก เริ่มปรับตัวได้ ก็มีแนวคิดในการทำงานออกแบบที่เปลี่ยนไป เริ่มอยากรู้ความต้องการของผู้ใช้งานจริงๆ มากขึ้น เพื่อไม่ให้งานออกแบบที่ทำกลายเป็นขยะในภายหลังเพราะใช้งานไม่ได้จริง หรือการมองไปมากกว่าแค่ผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์เพียงคนเดียว แต่รวมไปถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่อยู่ในบริบทของการออกแบบนั้นด้วย

นอกจากนี้ น้องกลุ่มนี้ยังทำหน้าที่เป็นผู้ส่งสารไปถึงคนรอบตัวว่า ประเด็นความยั่งยืนและปัญหาสิ่งแวดล้อมมีความเกี่ยวพันอย่างไรกับชีวิตพวกเขา ได้ฟังอย่างนี้แล้วเราเลยอดจะหันไปถามอาจารย์ไม่ได้

ได้ยินลูกศิษย์ตอบแบบนี้แล้วรู้สึกยังไงบ้าง

แม้การเปลี่ยนผู้เรียนให้เป็น ‘นักสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม’ จะไม่ได้เป็นเป้าหมายที่ระบุลงไปในเอกสารหลักสูตรอย่างเป็นทางการ แต่มันคือเป้าหมายของหลักสูตรแฝง (Hidden Curriculum) ที่ถ่ายทอดจากวัฒนธรรมและมุมมองของผู้สอนอย่างเรา ซึ่งถ้ามองแบบนั้น เราก็มองว่าเราบรรลุความต้องการของหลักสูตรแล้ว (ยิ้ม)

ในฐานะที่เป็นทั้งครูและนักออกแบบ มองว่าห้องเรียนนี้คืองานออกแบบที่ประสบความสำเร็จไหม

ถ้าถามว่าเป็นงานออกแบบไหม ขึ้นอยู่กับว่าให้นิยามคำว่าออกแบบว่าอะไร มุมมองที่ได้รับการขัดเกลาจากการเรียนที่โกลด์สมิทธ์ คือผู้เรียนที่เข้ามาเรียนออกแบบในสถาบัน ควรได้รับการส่งเสริมให้ทำหน้าที่ ‘ออกแบบ’ หรือ ‘ให้นิยาม’ คำว่า ‘การออกแบบ’ ใหม่ด้วยซ้ำ (Redefining the Discipline of Design)

ตราบใดที่เป้าหมายของเราชัด การออกแบบจะเป็นอะไรก็ได้ สำหรับเรา การออกแบบไม่จำเป็นต้องให้ผลออกมาเป็นสิ่งของ การเรียนรู้และและความสัมพันธ์ของทุกคนในห้องเรียนก็เป็นสิ่งที่ออกแบบได้ ห้องเรียนนี้ไม่ได้เป็นของเราคนเดียว ในขณะที่นักศึกษาเรียนกันในห้อง เราเองก็เรียนไปพร้อมกันด้วย มันคือการเรียนรู้ร่วมกัน บทบาทนี้คือ Teacher-as-learner Role นักศึกษาทุกรุ่น ทุกคน คือผู้ที่สอนให้เราพัฒนาการสอน ถ้าไม่มีผู้เรียน ผู้สอนก็จะพัฒนาตัวเองไม่ได้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องเชิญผู้เรียนมาพูดคุยพร้อมกันวันนี้ด้วย เพราะห้องเรียนลักษณะนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มีพวกเขา

ดร.ตรีชฎา โชติรัตนาภินันท์ ผู้ออกแบบวิชาออกแบบจากการปลูกหัวไชเท้า เข้าป่า และทำสมาธิ

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“เราไม่เคยรู้ความหมายทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ในภาพวาดพวกนี้มาก่อน ครั้งแรกที่ได้ยินก็น้ำตาซึมเลย”

‘พลอย’ หญิงสาวร่างกายซูบผอมแต่แววตาประกายไปด้วยความตื้นตันพูดกับเรา ขณะมองไปที่สามีที่กำลังถ่ายรูปคู่กับคอลเลกชันศิลปะอยู่ที่ระเบียง

“ครั้งนี้ก็เหมือนกัน”

น้ำตาของพลอยรื้นขึ้นและหันมายิ้ม เมื่อรู้ว่าการสัมภาษณ์ในวันนี้กำลังจะจบลง หลังจากได้ขุดความรู้สึกเบื้องลึกของตัวเองมาเล่าให้เราฟังในวันนี้ด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ซึ่งเรารู้ว่าสำหรับเธอไม่ใช่เรื่องง่าย

ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ชั่วโมงก่อน พลอยไม่ได้อยู่ที่นี่ เราเดินทางมาเพื่อพบกับสามีของเธอ ต้นตอของแรงบันดาลใจครั้งใหญ่ที่ทำให้คนไม่กล้าเขียนหนังสืออย่างเราลุกขึ้นมาอาสาเขียนเรื่องนี้ หลังจากพบชื่อของเขาเป็นหนึ่งในศิลปินจาก Bangkok Illustration Fair (BKKIF) อีเวนต์ใหญ่รายปีที่รวบรวมศิลปินมาจัดแสดงผลงาน และเรื่องราวของเขาก็ทำให้เราต้องลุกไปเสิร์ชกูเกิลว่า ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก คือใครกันแน่ 

ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์

เขาคือเจ้าของผลงานสาวอ้วนไม่มีคอกำลังทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยสีสันสดใส มีร่องรอยความน่ารักปนหยอกล้อให้เห็นแล้วอมยิ้ม แต่ว่าเบื้องหลังที่เขาได้เล่าในงาน BKKIF คือการป่วยโรคไทรอยด์และหัวใจรั่วของพลอยที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปอย่างสิ้นเชิง จนออกมาเป็นงานศิลปะที่ตรงกันข้ามกับเรื่องจริงเพื่อเยียวยาตนเองกับครอบครัว ที่สำคัญคือมันได้ผล จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนมากมายถึงขนาดมีคนตีตั๋วเดินทางมาเพื่อขอจับมือเขาแน่น ๆ และกล่าวขอบคุณด้วยตัวเอง

ขณะที่เรากำลังทบทวนข้อมูลเหล่านี้ (ซึ่งเป็นข้อมูลเดียวที่หาได้) คุณชัชวาลย์ก็ได้เชิญเราเข้าไปนั่งพูดคุยในห้องทำงานที่เต็มไปด้วยบอร์ดเกม ฟิกเกอร์โมเดล หนังสือการ์ตูน มีแบกกราวน์เป็นเพลง City Pop เปิดคลอไปตลอดการสัมภาษณ์ โดยเขาเรียกแทนตัวเองว่า ‘ชัด’ และเล่าว่าภรรยากำลังออกไปรับลูกทั้งสองคนจากโรงเรียน 

จากข้อมูลเพียงน้อยนิดในอินเทอร์เน็ต เชื่อว่าคงไม่มีใครรู้จักผู้ชายคนนี้ถึงแก่นแท้มากนัก เราจึงขอเริ่มจากการย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นเสียหน่อย ระหว่างรอเจ้าหญิงของเรื่องนี้กลับมา

ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์

นี่มันเด็กชัดๆ

ชัดโตมาในครอบครัวใหญ่ที่อยู่ร่วมกับพี่น้องนับสิบคน แต่เขาจะสนิทกับพี่ชายที่ชอบศิลปะเหมือนกัน และมักจะแข่งกันวาดรูปเหมือนจากการ์ตูนเรื่องโปรดอย่าง ดราก้อนบอล หรือ เซนต์เซย์ย่า ส่วนตอนอยู่โรงเรียนก็จะวาดรูปในสมุด หาเงินได้หลายสิบบาทจากการออกแบบเกมตารางง่าย ๆ และขายการ์ดให้เพื่อน ภายใต้กฎเกณฑ์ที่เด็กประถมจินตนาการสูงคนหนึ่งตั้งขึ้นมาเอง

แต่ครั้งแรกที่ชัดรู้ว่าตัวเองอยากเป็นนักออกแบบคาแรกเตอร์ดีไซน์ ก็คือตอนที่เล่นเกมแล้วไปเจอกับ Slime แสนน่ารัก (เขาชี้ให้ดูฟิกเกอร์ Slime ยิ้มแฉ่งที่อยู่บนชั้นวาง)

ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์

“ผมเล่นเกม Dragon Quest ของ อาจารย์อากิระ โทริยามะ แล้วเขาวาดมอนสเตอร์น่ารักมาก ผมเป็นคนชอบอะไรน่ารัก ตอนเด็กก็คิดเลยว่าอยากออกแบบมอนสเตอร์ อยากเป็นคนออกแบบคาแรกเตอร์ดีไซน์ แต่ยังไม่รู้หรอกนะว่าหนทางที่จะไปสู่อาชีพนี้คืออะไร

“ตอนมีคนมาถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ก็ยังตอบไม่ได้ ไม่เคยมีใครปลูกฝังเราว่าควรจะเป็นอะไร ผมว่าศิลปะมันสนุก แต่เวลาเราเรียนเราก็ไม่ค่อยได้อินกับมัน สมัยนั้นก็สงสัยว่าทำไมคลาสเรียนศิลปะถึงได้น้อยจัง ตั้งแต่เรียนมาจนจบ ม.6 คิดว่ามีไม่เกิน 5 คลาสเลยมั้ง มันน้อยมากจนไม่ได้มีเวลาให้เราอย่างจริงจังทั้ง ๆ ที่เราอยากวาด จนมีอาจารย์มาบอกว่า ชอบวาดการ์ตูนก็ไปเรียนศิลปะสิ แค่นี้ก็เลยไปเรียนศิลปะ ง่าย ๆ เลย”

ด้วยความเป็นเด็กที่ยังไม่เห็นภาพอนาคต แต่รู้ว่าชอบศิลปะ ชัดจึงไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ คณะศิลปกรรมศาสตร์ วัน ๆ อยู่กับน้ำมันสน สีน้ำมัน สีอะคริลิก และ Drawing แต่ว่าอยู่ไปสักพักก็เกิดคำถามจากคุณพ่อ ว่าหลังจากเรียนจบจะไปทำอะไรกิน ซึ่งเขาเองก็สงสัยเหมือนกัน

“ในสมัยนั้นมันเป็นไปได้ยากมาก มันยังไม่มี Collector แล้วก็ยังไม่มีคอมมูนิตี้งานศิลปะให้คนได้มาพบเจอกัน เดี๋ยวนี้คนอายุ 30 ต้น ๆ เขาก็เริ่มสะสมกันแล้วใช่ไหม สมัยผมมันไม่มีแบบนั้น วัน ๆ ผมก็แบกกระดาน แบกสีไปนั่งเพนต์ ปั้น ปั้น แล้วก็ปั้น ตัวเลอะเทอะ แล้วก็ดูเหมือนไม่มีอะไรเลย”

การเจรจากับคุณพ่อจบลงที่มาเจอคนละครึ่งทาง ชัดย้ายมาเรียนต่อที่สาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เพราะว่านอกจากศิลปะแล้ว ยังได้เรียน Business ด้วย กระบวนการคิดแบบเด็ก ๆ ของเขาจึงจบลงเพียงแค่นั้น ต่อไปนี้คือหนทางของจริงที่ศิลปินทุกคนต้องตามล่าหาทางออกว่าจะสร้างเม็ดเงินจากมันได้อย่างไร 

“สิ่งที่ได้เรียนรู้เพิ่มมาเลยคือ Design for Communication และเป็น Designed for Business ในเส้นทางนี้อย่างน้อยก็รู้ว่าจะมีคนจ้างผมเพราะอะไร”

ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์
ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์

ภาพที่ไม่ชัด

ชัดสามารถวาดงานสไตล์ใดก็ได้จากการดูตัวอย่างเพียงครั้งเดียว และมีพลังเหลือล้น (เขาเรียกตัวเองในสมัยนั้นว่า ‘อีโมจังวะ’) เพราะทุกงานที่ทำต้องมาจากดินสอจริง สีจริง กระดาษจริง และต้องใส่รายละเอียดเยอะ ๆ แบบบ้าพลังลงไป

“เรียกได้ว่าตอนนั้นอีโมมาก ๆ จะค่อนข้างแอนตี้พวก Digital Painting เลย งานมันต้องใช้ดินสอ มันต้องใช้มือสิวะ คิดแบบนั้น แต่ช่วงนั้นเป็นช่วงที่กำลังตามหาตัวเอง ผลงานเลยมีหลายสไตล์มาก คือให้ทำแนวไหนผมทำได้หมดเลย แต่ไม่ได้เข้าใจว่ามันเป็นยังไง”

ชัดเปิดผลงานที่วาดด้วยดินสอให้เราดู รายละเอียดยิบย่อยที่ต้องเพ่งมองถึงจะเห็นทำให้เราทึ่ง นอกจากสงสัยว่าเหลาดินสอหมดไปกี่แท่ง ยังสงสัยว่างานเหล่านี้จะเล่าอะไร ชัดบอกว่าตัวเขาตอนนั้นยังไม่ได้คิดว่าศิลปะจะสะท้อนอะไร แต่ถ้าวันนี้มองย้อนกลับไปก็จะพบว่างานมันสะท้อนตัวตน ความคิด บุคลิก ของตัวศิลปินในช่วงเวลาต่าง ๆ ได้ชัดเจนมาก อย่างเช่นการวาดทุกอย่าง การใช้สีได้ทุกเฉด บอกได้ว่าเขาในวัย 20 ต้นๆ ยังเห็นตัวตนไม่ชัดเจนนัก 

อย่างไรก็ตาม ฝีมือโดดเด่นชนิดหาตัวจับยาก ทำให้ผลงานทีสิสคาแรกเตอร์ดีไซน์ของเขา ซึ่งเป็นชุดแรกในมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ไปเตะตาจนอาจารย์ชักชวนไปทำงานด้วย รวมถึงแตะหัวใจของพลอยซึ่งเป็นรุ่นน้องโดยที่เขาไม่รู้ตัว ทั้งคู่คบหากันตั้งแต่ตอนเรียน กระทั่งจดทะเบียนสมรสและอยู่เป็นคู่ชีวิตด้วยกันมาตั้งแต่วันนั้น

พลอยกลับมาถึงพอดีพร้อมกับพยานรักตัวจ้อยอีก 2 คน ที่ย้ำเตือนว่าเรื่องราวเหล่านั้นผ่านมาเป็นเวลานานแล้ว เสียงเด็ก ๆ ตะโกนโห่ร้องอย่างตื่นเต้นเมื่อพบว่ามีแขกมาที่บ้าน ชัดต้องหยุดการพูดคุยกับเราไปสักพักเพื่อช่วยพลอยปรามลูก ๆ เป็นภาพน่าเอ็นดูจนอดถามไปไม่ได้ว่า “แต่งงานกันมากี่ปีแล้วคะ”

“เราแต่งงานกันมากี่ปีแล้วนะคุณ” ชัดตะโกนถามพลอยที่อยู่ในครัว “20 แล้วไหม”

“ไม่ถึง!” พลอยชะโงกหน้ามาตอบ “แต่ถ้านับตั้งแต่อยู่ด้วยกันก็ 20 ปีมาแล้วแหละ”

ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์

หลังเรียนจบ ชัดเข้าไปทำงานในบริษัทตามคำชวน โดยไม่รู้มาก่อนว่าที่นั่นทำงานเกี่ยวกับ Production ภาพเคลื่อนไหว เด็กนิเทศศิลป์ผู้บ้าคลั่งคนนี้เลยวางดินสอแล้วมาจับเม้าส์หัดทำ After Effect กับ Final Cut Pro แบบงง ๆ เหมือนคนหลงทางเข้าไป

“ผมอยู่ที่นั่นตั้งแต่ทำอะไรไม่เป็นจนกลายเป็นผู้กำกับ ช่วงนั้นเลิกวาดรูปไปเลย แทบไม่ได้แตะ วัน ๆ เอาแต่ทำหนังส่งประกวด คุยกับลูกค้า วนอยู่แบบนี้ ไม่รู้หลงไปได้ยังไง”

“หลงไปนานแค่ไหนคะ”

“15 ปี”

โอเค นั่นดูเป็นการหลงทางที่ค่อนข้างไกล (แถมลึกด้วยแหละ) 

ภาพในตอนนั้นคงยังไม่ชัดเท่าไหร่ว่าเขากลับมาเป็นศิลปินได้ยังไง ซึ่งเรากำลังจะเล่าส่วนที่สำคัญที่สุดในบทความนี้ต่อด้านล่าง

ความชัดเจน

เราพบว่าผู้ชายคนนี้เลิกวาดรูปมาแล้ว 15 ปี เคยทำงานมาแล้ว 4 ที่ เคยเป็นผู้กำกับ เป็น Art Director และปัจจุบันเป็น Producer กับ Creative ทำหนังและโฆษณามาแล้วมากมาย ประสบการณ์ทั้งหมดยืนยันว่า เขาเป็นตัวเจ๋งของวงการนี้อยู่เหมือนกัน ซึ่งนั่นดูห่างไกลจากการเป็นศิลปินมากกว่าที่เราคิดไว้ในตอนแรก

แต่ทุกอย่างที่กำลังไหลไปตามเวลา กลับสะดุดลงในตอนเขาทำงานช่วงปีที่ 7

เมื่อลูกคนแรกลืมตาดูโลก

“สิ่งแรกที่ผมทำตอนผมมีลูกคือ ลาออกจากบริษัท”

นั่นฟังดูบ้าบิ่นมากพอสมควร ในขณะที่หลายคนตั้งเป้าถึงความมั่นคงในชีวิตและเงินทองเมื่อกำลังจะมีลูก แต่เขากลับทำสิ่งที่ตรงกันข้ามด้วยการลาออก ชัดเห็นอะไรที่ ‘ชัดเจน’ กว่านั้น เมื่อการเป็นพ่อคนทำให้เขาฉุกคิดขึ้นมาว่า เขาจะต้องสอนเด็ก ๆ เหล่านี้ และเขาดีพอจะสอนหรือยัง

“ผมเป็นคนที่ทำเพื่อบริษัทมาก จนบางครั้งมันไม่ได้ถูกต้องในความคิดของผม ผมทำสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ชอบนัก พอมีลูก ความคิดแรกก็คือ เราอยากบอกลูกได้เต็มปากว่า ลูกสามารถใช้ชีวิตอย่างที่ลูกเชื่อ แล้วถ้าหากว่าผมยังทำไม่ได้ ผมจะบอกเขาได้ยังไงว่าชีวิตเป็นของลูกนะ”

ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์

ชัดมองเห็นปัญหาหลาย ๆ อย่างในวงการ Production ทั้งราคาค่าแรงที่ต่ำลงสวนทางกับประสบการณ์ และวงการที่เสื่อมถอย เขาจึงไม่ทนกับสิ่งนี้อีกต่อไป เขาลาออกมาเพื่อตั้งบริษัทของตัวเองที่มีนโยบายค่าใช้จ่ายสมเหตุสมผล อะไรที่ไม่เมกเซ้นหรือทำร้ายคนทำงานก็จะไม่ทำเลย ถึงแม้ลูกค้าจะหายไปเป็นโหล จาก 30 เจ้า เหลือเพียง 2 เจ้า

เป็นก้าวเดินที่ขมขื่นแต่ไม่ฝืนใจ ชัดมีความสุขกับการได้เลือกเส้นทางใหม่ได้ไม่นาน ก็เกิดสถานการณ์โควิด จนทำให้งาน Production ทุกอย่างหยุดชะงัก ออกกองไม่ได้ งานหายวับไปกับตา และเขาก็ต้องกลับมาอยู่บ้านโดยไม่รู้จะเอาอย่างไรต่อ

“ทำไมไม่วาดรูปล่ะ” นั่นคือคำถามของพลอย 

ชัดตอบไปว่าไม่รู้จะเริ่มอย่างไร เมื่อมันห่างหายมานานมากแล้ว ถ้าหากกลับไปเป็นศิลปินก็ยังไม่รู้จะขายให้ใคร วาดจะให้ใครดู และอีกอย่างเขาคิดว่าสไตล์ของเขาไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบันแล้ว แต่ภรรยาก็ยังยืนยันที่จะให้เขาวาดรูป พร้อมกับเผยความในใจที่ไม่เคยบอกตั้งแต่แรกว่า

“รู้ไหม ฉันชอบเธอเพราะว่าเธอวาดรูปเก่งมาก เธอเป็นคนที่เท่และมีพรสวรรค์มากเลยนะ”

เพียงประโยคนั้นเอ่ยออกมา ดวงไฟเล็ก ๆ ก็ถูกจุดขึ้น พวกเขาคงไม่รู้ว่าทุกสิ่งจะเปลี่ยนไปตลอดกาล เพราะการกลับมาจับปากกาในครั้งนี้ 

ชัดได้มีเวลาตกตะกอนสิ่งที่เจอมาทั้งชีวิตและทำโปรเจกต์ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำ จนเริ่มมีผู้ติดตามผลงานมากขึ้น เขาได้เข้าร่วม BKKIF ในปี 2021 ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดีเพราะเสียงเชียร์จากภรรยาที่คอยให้กำลังใจ

จนกระทั่งวันที่พลอยล้มลง

ต้นปี 2022 พลอยเริ่มมีอาการอ่อนเพลีย มือสั่น หัวใจเต้นแรง เหนื่อยหอบ และน้ำหนักของเธอก็ลดลงเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็ว ในตอนแรกเธอไม่ได้ไปหาหมอเพราะคิดว่าเป็นผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน และที่สำคัญคือไม่มีคนดูแลลูก ๆ จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม เธอเข้า ICU พร้อมกับหัวใจที่เต้นถึง 150 ครั้งต่อนาที จนคุณหมอบอกว่า รู้ไหมว่าคุณอาจตายได้เลยนะ

พลอยตรวจพบโรคเกรฟ (Graves’ Disease) ชื่อเรียกภาษาไทยคือ คอพอกตาโปนหรือไทรอยด์เป็นพิษ และเจอโรค WPW Syndrome (Wolff-Parkinson-White Syndrome) เมื่อเธอเป็นพร้อมกันทั้ง 2 โรค ก็ส่งผลให้มีรูรั่วในหัวใจเพิ่มขึ้นมากถึง 4 – 5 รูจากอาการน้ำท่วมปอด อาการนั้นรุนแรงจนเธอยืนไม่ได้ ไม่มีแรงแม้กระทั่งเปิดขวดน้ำ และที่แย่ที่สุดคือเธออุ้มลูกไม่ได้

นอกจากสุขภายกายแล้ว สุขภาพจิตของพลอยก็ย่ำแย่ตามไปด้วย เธอเริ่มรู้สึกเป็นตัวถ่วงและอยากให้สามีออกไปทำงาน หาแรงบันดาลใจวาดรูป แทนที่จะต้องมาตัวติดอยู่กับเธอ ชัดรู้ดีกว่าเขาทำอย่างนั้นไม่ได้ และคิดหาวิธีที่จะทำอย่างไรให้ทุกคนผ่านสถานการณ์นี้ไป จนวันหนึ่งอยู่ ๆ ประโยคที่พลอยเคยพูดเมื่อสิบกว่าปีก่อนก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยว่า เธอก็วาดทุกอย่าง ยกเว้นฉัน

ศิลปินหนุ่มดีดนิ้วดังเป๊าะ

“ถ้าหากผมวาดคุณ คุณก็ไม่ต้องไล่ผมไปหาแรงบันดาลใจวาดรูป เอาล่ะ งาน BKKIF ปีนี้ผมจะวาดคุณนี่แหละ คุณจะเป็น Reference ที่ผมจะได้เจอทุกวัน มองทุกวัน คุยทุกวัน เพราะผมมีแต่คุณนี่ไง มันชัดเจนแล้ว”

ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022

ชัชวาลย์ และ พลอยไพรำ

คืนหนึ่ง ชัดเรียกพลอยเข้าไปดูอะไรบ้างอย่าง

“นี่ฉันอ้วนขนาดนี้เลยหรอ!”

พลอยอุทานกับรูปหญิงสาวตัวอ้วนจ้ำม่ำ ใส่ชุดว่ายน้ำ อวดแขนขาใหญ่ ๆ และไม่มีคอ กำลังอาบน้ำใต้ฝักบัวในชุดแดงสีสดใส 

“มันก็ต้องอ้วนแบบนี้แหละ! จะได้หมายความว่าคุณหายป่วยแล้วไง”

นั่นเป็นครั้งแรกที่ผลงาน Collection : Chubby Era ถือกำเนิดขึ้น มันเป็นวันธรรมดา ๆ หลังกลับมาจากกิจกรรมว่ายน้ำเล่นของครอบครัว ชัดลงมือวาดรูปภรรยาของเขา และหลังจากนั้น Chubby Era ก็ถ่ายถอดเรื่องราวของสาวอ้วนไร้คอ กำลังทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างน่ารักและมีความสุขออกมาเรื่อย ๆ โดยเรียกเสียงหัวเราะของพลอยได้ในทุกครั้งที่เขาเปิดภาพให้เธอดู 

ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022
ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022

ชัดใช้ Space ในผลงานมากขึ้นเริ่ม มีตำแหน่งจัดวางที่ชัดเจนมากขึ้น มีที่ให้สีได้เฉิดฉายมากขึ้นใน Collection เขาค้นพบความเรียบง่ายเหล่านี้จากตอนมีลูก ว่าแท้จริงแล้วชีวิตมันโคตรจะธรรมดา 

“งานของผมโดนนำเสนอออกมาในแบบที่เรียบมาก ๆ มีคนมาดูแล้วบอกว่า งานของคุณเหมือนงานของคนที่โตแล้ว เมื่อก่อนที่งานผมดีเทลเยอะมาก ๆ ตอนนี้เป็นอย่างนั้นไม่ได้ เพราะชีวิตมีอะไรให้ต้องทำเยอะแยะ เอาง่าย ๆ ถ้าลูกร้องไห้อยากอ่านหนังสือ ผมก็ต้องไปอ่านหนังสือ จะมามัวนั่งผสมสีอะคริลิกทิ้งไว้ แล้วกลับมาผสมไม่ได้สีเดิมก็ไม่ได้ไง ยิ่งพอมาเป็นคอลเลกชันนี้ ผมยิ่งเข้าใจตัวเองมากขึ้น”

สาเหตุที่ Chubby era ต้องอ้วน ก็เพราะเขาหวังว่าภรรยาจะกลับมากินอิ่ม นอนหลับ สุขภาพแข็งแรง ซึ่งหมายความว่ายารักษาจะได้ผล และการที่ไม่มีคอ นั่นหมายถึงอยากให้โรคไทรอยด์นี้หายไป และกิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องราวธรรมดา นั่นคือความปรารถนาสูงสุดที่เขาอยากเห็น

ทั่งคู่ได้นั่งพูดคุยกันมากขึ้น รู้จักกันมากขึ้น พลอยเป็นคนเลือกสี ชัดเป็นคนวาด พลอยเป็นต้นเรื่อง ชัดเป็นคนเล่า น้ำหนักของเธอเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ เรี่ยวแรงเริ่มกลับมา และหัวเราะบ่อยขึ้น ศิลปะได้เชื่อมโยงทั้งคู่เข้าด้วยกัน 

“ผมอยากให้ภรรยาแฮปปี้ แข็งแรง และมีความสุข มันสำคัญมากเพราะเราต้องคอยเลี้ยงอารมณ์เขา ต้องคอยอยู่กับเขาตลอดเวลา เรื่องทรวดทรงผอม ๆ สวย ๆ พอมาเป็นคู่ชีวิตกันแล้ว ผมมองว่าสิ่งนี้ไม่ได้สำคัญเลย ผมเป็นสามีที่อยากให้ภรรยาของตัวเองอ้วนขึ้น เพราะนั่นหมายถึงเขาจะกลับมาแข็งแรง
“บางรูปเขาก็ถามว่า นี่ฉันต้องขาใหญ่ขนาดนี้เลยหรอ ผมก็บอกว่าให้มันอ้วนแบบนี้เลย กระโดดลงไปในน้ำ น้ำหมดบ่อเลย วาดเขาเป็นโมนาลิซ่าบ้าง วีนัสบ้าง ผมตั้งใจบอกเขาว่า คุณเป็น Reference ของผมเลยนะ สิ่งสำคัญคือคุณต้องอยู่นะ ถ้าหากว่าไม่มีคุณอยู่ ผมนึกไม่ออกเลยว่าชีวิตจะเป็นยังไง”

ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022

หลังจากผลงานชุดนี้ได้ไปแสดงที่ BKKIF 2022 เรื่องราวของทั่งคู่ก็ถูกเล่าออกไป และคงไม่ใช่แค่เราที่อยากมาพบพวกเขาและดูผลงานชุดนี้ด้วยตาตัวเองชัด ๆ คนอีกมากมายก็มาด้วยจุดประสงค์เดียวกัน

“ในงานวันสุดท้าย มีคนมายืนจับมือ ตัวแข็งมองหน้าผม บอกว่าขอบคุณมากพี่! ผมก็ตกใจ เขาเล่าว่า น้องผมเป็นผู้ป่วยติดเตียงและได้อ่านเรื่องของพี่ เขาบอกว่าเขาไหวแล้ว ขอบคุณมากนะพี่ ผมตั้งใจจะมาที่นี่เพื่อบอกแค่นี้ 

“มันมีความหมายกับผมมาก คนดูงานของเราแล้วต้องได้อะไรกลับไป แค่นี้ก็เป็นงานศิลปะอย่างที่ควรจะเป็นแล้ว ผมคิดเสมอว่าศิลปินทำงานให้ตายยังไงมันก็เสร็จแค่ 80 เปอร์เซ็นต์ อีก 20 เปอร์เซ็นต์ คือมีคนมาดู ขอบคุณที่ทำให้งานของผมสมบูรณ์ ทำให้ผมกลับมารู้สึกเชื่อมั่นอีกครั้ง ว่าเราสร้างงานไปแล้วมันให้อะไรกับผู้คน ทำให้ผมกลับมาศรัทธาต่อศิลปะ

“ตอนนี้ชัดเจนกับตัวเองมากขึ้นแล้ว บอกลูกได้แล้วว่าปะป๊าเป็นศิลปิน ลูกอยากเป็นอะไรก็เป็นได้นะ อยากทำอะไรแบบที่เชื่อก็ทำนะ มันไม่เป็นไรหรอก”

ชัดกล่าวพร้อมกับมองลูก ๆ ทั้งสองคนที่วิ่งเล่นอยู่ไม่ห่าง 

และเราเชื่อว่า เขาสามารถทำอย่างนั้นอย่างที่พูดมาจริง ๆ

ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022
ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022

เรากับพลอยยืนมองชัชวาลย์ถ่ายรูปกับตากล้องอยู่ที่ระเบียงหลังการสัมภาษณ์อันยาวนานจบลง เราถามความรู้สึกถึงเรื่องที่ได้ฟังในวันนี้

“มันทำให้เรามีกำลังใจอยากกลับมาแข็งแรง จากตอนนั้นที่ยืนแทบไม่ได้เลย กลับมีแรงฮึดให้ครอบครัว เราเห็นเขาวาดรูปกำลังไปด้วยดี เลยอยากกลับมาแข็งแรงตามรูปที่เขาวาด 

“เรารู้มาตลอดว่าเขาชอบวาดรูป ทุกครั้งที่เห็นเขาวาดเราจะมีความสุข เพราะเขาจะสุขภาพจิตดีแตกต่างจากงานตอนทำงาน การวาดรูปทำให้เห็นรอยยิ้มเขาเยอะมากกว่า เราดีใจมากที่เห็นเขากลับมาวาดอีกครั้ง”

แววตาของเธอดูทั้งภูมิใจและอ่อนไหวในเวลาเดียวกันขณะมองไปที่สามี เธอบอกว่าเธอจะร้องไห้ง่ายกว่าปกติสักหน่อยเพราะโรคไทรอยด์ ซึ่งเราเข้าใจว่าถึงจะไม่ได้ป่วย แต่ถ้าได้ฟังคำพูดเหล่านั้น เราเองก็คงกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เช่นกัน

เราถามว่าแล้วจริง ๆ พลอยรู้สึกยังไงกับ Chubby Era เธอเงียบไปชั่วครู่

“เราไม่เคยรู้ความหมายทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ในภาพวาดพวกนี้มาก่อน ว่าทำไมถึงไม่มีคอ ทำไมถึงอ้วน จนมารู้ในงาน BKKIF นี่แหละ ครั้งแรกที่ได้ยินก็น้ำตาซึมเลย”

เราเห็นหยาดน้ำตาเล็ก ๆ ที่หางตาของเธอ

“ครั้งนี้ก็เหมือนกัน”

สุดท้ายแล้ว นี่อาจไม่ใช่เรื่องราวของศิลปะบำบัดผู้ป่วย 

ไม่ใช่เรื่องราวของศิลปินที่หลงทางไปเป็นผู้กำกับ

แต่เป็นเรื่องราวความรักระหว่าง ชัชวาลย์ และ พลอยไพรำ 

ที่มีเราและนักอ่านทั้งหลายเป็นพยาน

ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022

ติดตามผลงานได้ที่ Instagram : chatotsad

Writer

วรัมพร ศิริสวัสดิ์

Creative Video ที่จบภาพยนตร์ แต่อยากเขียนหนังสือ เป็นมือใหม่หัดวาด เก่งศาสตร์ฝันกลางวันและมีดวงจันทร์เป็นรอยสักกับนามปากกา

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load