18 สิงหาคม 2561
5 K

นี่คือการนั่งเครื่องบินแบบเช่าเหมาลำครั้งแรกของผม

เครื่องบินของสายการบินมะฮอกกานีแบบ 40 ที่นั่ง มีขนาดใกล้เคียงรถบัส รอบตัวผมคือผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวและสื่อมวลชนสายท่องเที่ยวจากทั่วโลก พวกเรามาร่วมงาน Zatex หรือ Zambia Travel Expo ที่เมืองลูซากา ประเทศแซมเบีย แต่ก่อนจะได้ฟังสัมมนาและเดินดูบูทขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทุกแขนงในแซมเบีย ผู้จัดงานพาพวกเราพวกเราบินไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในประเทศ นั่นคือเหตุผลที่ผมนั่งอยู่ในเครื่องบินลำนี้

ผมไม่แน่ใจว่า สายการบินอื่น สนามบินอื่น หรือประเทศอื่น มีระบบจัดการตั๋วสำหรับเครื่องบินเช่าเหมาลำยังไง แต่ที่นี่เจ้าหน้าที่หยิบปากกาลูกลื่นมาเขียนชื่อของผมและรายละเอียดการเดินทางลงบนบัตรโดยสาร และสติกเกอร์ติดกระเป๋า

โคตรคราฟต์!

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินก็น่ารัก เธอเดินมาทักทายและยื่นขนมถุงๆ พวกมันฝรั่งทอดให้ตลอดการเดินทาง แม้กระทั่งช่วงที่เครื่องบินก้มหน้าแลนดิ้ง ถ้าเป็นสายการบินอื่น ช่วงนี้ผู้โดยสารและลูกเรือต้องคาดเข็มขัดนิรภัยอยู่กับที่นั่ง แต่ในจังหวะที่เครื่องบินถลาเข้าหาพื้นสนามบิน เธอก็ยังเดินแจกลูกอมอย่างอารมณ์ดี ราวกับกลัวว่าพวกเราจะขาดน้ำตาลในเลือด

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

สุดท้าย ก้นของเธอก็แตะเบาะก่อนล้อแตะพื้นแค่ 10 วินาที

ที่นี่ ประเทศแซมเบีย

แซมเบียอยู่ตรงไหนในโลก

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

เห็นรถที่รอรับพวกเราหน้าสนามบินมฟูเว่ (Mfuwe Airport) แล้วรู้สึกถึงความเป็นซาฟารีทันที มันเป็นรถกระบะที่สั่งซื้อมาจากออสเตรเลีย แล้วดัดแปลงส่วนกระบะให้ยกสูงเป็นที่นั่ง เปิดโล่งรอบด้าน เหมาะกับการดูสัตว์ทุกทิศ

และรับสายฝนทุกทาง

ออกจากสนามบินมาไม่ถึง 10 นาที ฝนก็เทลงมา และสาดเข้ามารอบด้าน เปียกเหมือนซ้อนมอเตอร์ไซค์กลางสายฝน พี่คนขับชะลอรถเข้าข้างทางแล้วหยิบเสื้อกันฝนยื่นให้เราคนละตัว แล้วขับลุยฝนต่อ

เรากำลังมุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติเซาธ์ลวงวา (South Luangwa National Park)

ผมและเพื่อนร่วมทางทุกคนเพิ่งเคยมาแซมเบียเป็นครั้งแรก ยิ่งไปกว่านั้น ผมและอีกหลายคนก็ไม่รู้มาก่อนว่า แซมเบียอยู่ตรงไหนบนแผนที่โลก

หลายคนทำการบ้านมาอย่างตั้งใจ แต่พอผมรู้ว่าทริปนี้จะมีคนจัดการทุกอย่างให้ ผมเลยตั้งใจว่า จะไม่หาข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับแซมเบียล่วงหน้า ไม่อยากรู้ว่าอยู่ตรงไหน ภูมิประเทศเป็นยังไง ผู้คนหน้าตาแบบไหน พูดภาษาอะไร ไปเจอกันที่นั่นเลยดีกว่า ข้อมูลเดียวที่ผมตั้งใจหามาจากบ้านก็คือ อุณหภูมิ แซมเบียมีอากาศเย็นสบายคล้ายเชียงใหม่

ถ้าคุณอยากรู้ว่าแซมเบียอยู่ตรงไหน ผมให้เวลาคุณโยกหน้าจอไปเสิร์ชแผนที่ดูสักครู่ แต่ถ้าอยากลุ้นไปด้วยกัน ก็กระชับเสื้อกันฝนแล้วไปต่อเลย

แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นจุดเด่นของประเทศแซมเบียมี 2 อย่าง คือ น้ำตกวิกตอเรีย ซึ่งเราจะไปเที่ยวกันในตอนหน้า และการท่องเที่ยวซาฟารี ที่นี่ความสมบูรณ์และหลากหลายของสัตว์ป่าสูงมาก สัตว์ป่าตัวพ่อของซาฟารี 5 ชนิด หรือที่เรียกว่า Big 5 ก็มีครบถ้วน ไม่ว่าจะไปย่านไหนก็จะได้เห็นสัตว์ป่าเกือบจะครบทุกชนิด

แต่ถึงอย่างนั้น การท่องเที่ยวซาฟารีในแซมเบียก็ยังไม่เป็นที่รู้จักมากเท่าประเทศเพื่อนบ้าน

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

ช่วงที่ฝนเริ่มซา พี่คนขับรถเล่าว่า จุดเด่นของซาฟารีแบบแซมเบียที่ไม่ค่อยจะมีใครเหมือนก็คือ ซาฟารีแบบเดิน แทนที่เราจะนั่งรถไปดู ก็เปลี่ยนเป็นการเดินเรียงแถวกันไป มีไกด์พร้อมปืนยาวเดินนำหน้า นักท่องเที่ยวเดินตามอีก 5 – 6 คน ปิดท้ายด้วยทีมงานอีกคนพร้อมปืนยาว

พวกเรากระจายตัวกันพักในรีสอร์ต 3 แห่ง อยู่ห่างกันร่วมสิบกิโลเมตร Kafunta Safari Lodge ของผมไม่มีทริปซาฟารีแบบเดิน แต่อีกแห่งมี เพื่อนร่วมทริปของผมเล่าว่า ชาวคณะนั้นโหวตการเที่ยวซาฟารีแบบขึ้นรถแทนการเดิน เพราะไม่อยากแบกอุปกรณ์กล้องหนักๆ เดินไกลๆ

ฟังแล้วก็เสียดายแทน

ที่พักของผมไม่ได้อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเหมือนที่อื่น แต่อยู่ในพื้นที่กันชนรอบอุทยานฯ เป็นพื้นที่ซึ่งชาวบ้านเดินเข้ามาเก็บไม้ เก็บน้ำผึ้งได้ เช่นเดียวกับสัตว์ที่เข้ามาหากินแถวนี้ได้เช่นกัน พอเริ่มเข้าเขตพื้นที่กันชน เราก็เห็นฝูงกวางเยอะมาก คุณพี่คนขับบอกว่า พอคนไม่ล่ามันก็รู้สึกปลอดภัย เลยมาใช้ชีวิตในบริเวณนี้เยอะมาก

เขาเล่าต่อว่า ที่พักในเขตอุทยานฯ กับด้านนอกแทบไม่ต่างกัน ทั้งหมดเป็นของเอกชน ถ้าอยู่ในเขตอุทยานต้องขออนุญาตจากรัฐบาล ถ้าอยู่ข้างนอกต้องขอจากหัวหน้าชุมชน ใช้ระบบเช่า 99 ปี เหมือนกัน ขออนุญาตจากหน่วยงานไหนก็จ่ายค่าเช่าให้หน่วยงานนั้น

รีสอร์ตไม่ได้จ่ายแค่ค่าเช่าที่ แต่ต้องจ่ายเงินให้ชุมชนทุกปี และต้องช่วยสนับสนุนโครงการต่างๆ ของชุมชน เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล หรือถนน นั่นคือสิ่งที่ชุมชนได้จากการท่องเที่ยว เรื่องจ้างงานนั้นถือเป็นเรื่องเล็กมาก

ทุ่งรับแขก

พวกเราเดินลากกระเป๋าเข้ามาที่อาคารอเนกประสงค์ตรงกลางรีสอร์ต ที่นี่ใช้เป็นทั้งที่กินข้าว บาร์ ที่นั่งเล่น และที่ทำงาน เพราะเป็นจุดเดียวที่มีสัญญาณไวไฟ

แก้ว Welcome Drink คงกำลังเสียความมั่นใจ เพราะทุกคนพร้อมใจกันเดินผ่านพวกมันไปที่ระเบียง นาทีนี้ทุกคนอยากจะใช้มือทั้งสองข้างประคองกล้องถ่ายรูปแล้วรัวชัตเตอร์ก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากัน

จากระเบียงมองออกไปจะเห็นวิวพื้นที่ชุมน้ำแบบ 180 องศา อันที่จริงมันคือแม่น้ำ แต่ก็มีสันดอนผืนใหญ่หลายผืนโผล่ขึ้นมาซึ่งชะอุ่มไปด้วยหญ้าและพืชอีกหลายพันธุ์ ตรงนี้เป็นสวรรค์ของสัตว์กินพืช จึงเป็นสวรรค์ของสัตว์กินสัตว์ และสวรรค์ของคนที่อยากเห็นสัตว์กินสัตว์กินสัตว์กินพืช เพราะพื้นที่สุดท้ายที่ติดกับรีสอร์ตเป็นน้ำซึ่งกว้างเกินกว่าสัตว์ผู้ล่าจะกระโดดข้ามมาได้

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

ตรงหน้าพวกเรามีฝูงกวางกำลังยืนกินอาหารตามธรรมชาติ และมีนกอินทรีเกาะอยู่ที่ต้นไม้ซึ่งยืนตายซาก เป็นภาพที่ให้ความรู้สึกเหมือนผมกำลังยืนอยู่หน้าจอโทรทัศน์ขนาดยักษ์

ตัดเข้าโฆษณาสักครู่

ผู้จัดการรีสอร์ตเชิญพวกเรามารวมตัว แก้ว Welcome Drink เคลื่อนย้ายจากถาดมาแตะริมฝีปากพวกเราเรียบร้อย ผู้จัดการซึ่งเป็นชาวตะวันตกอธิบายว่า ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำคือพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติ พื้นที่ตรงนี้จึงมีสัตว์ป่าแวะเวียนมาไม่ขาด เก้งกวางนี่เห็นได้ทั้งวัน บาบูนก็อยู่กันเต็มรีสอร์ต ฮิปโปจะขึ้นมาช่วงดึก ช้างก็เคยเข้ามาบ้างช่วงที่ต้นมะม่วงป่าออกลูก เสือดาวกับสิงโตก็เป็นแขกประจำ

“คืนนี้คุณอาจจะเจอสิงโตนะ”

ผมพยายามวิเคราะห์ว่า ประโยคนี้เป็นข้อเท็จจริง เป็นมุก หรือเป็นคำขู่เพื่อให้เราปฏิบัติตามกฎ

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

“หลังพระอาทิตย์ตกและก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ห้ามเดินออกนอกอาคารโดยลำพัง ไม่ว่าจะไปไหนก็ตามต้องมีเจ้าหน้าที่ไปด้วยเสมอ ถ้าคุณอยากไปไหนให้ปรบมือ จะมีเจ้าหน้าที่พาคุณไป” คุณผู้จัดการพูดแบบจริงจัง

“ประตูทุกบานต้องล็อกกลอนเสมอ ไม่งั้นลิงบาบูนอาจจะเปิดเข้ามา ในห้องของคุณอาจจะมีค้างคาว ไม่ต้องกลัว มันเป็นพันธุ์กินพืช ส่วนแมงมุมก็เป็นพันธุ์ที่ไม่อันตราย ไม่ต้องตกใจ”

คำแนะนำยังไม่หมดแค่นั้น

“ถ้าตอนกลางคืนได้ยินเสียงบาบูนผิวปากหรือร้อง ไม่ต้องตกใจ มันกำลังเตือนสัตว์ด้วยกันว่าเสือดาวหรือสิงโตอยู่แถวนี้”

การออกไปวิ่งนอกรีสอร์ตในช่วงเย็นหรือเช้าเป็นสิ่งที่ผมไม่ได้รับอนุญาต ผมไม่ควรห้าวหาญทดลองทำ Running Safari

เดี๋ยวจะได้วิ่งกันป่าราบ

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

รอสัตว์กินสัตว์กินสัตว์กินพืช

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

อาหารเย็นมื้อนี้จัดโต๊ะแบบลองเทเบิ้ลริมน้ำ และเสิร์ฟอาหารเป็นคอร์สตามธรรมเนียมตะวันตก พวกเรานั่งกันฝั่งละ 6 คน มีไกด์ของรีสอร์ตนั่งหัวโต๊ะ รวมเป็น 13 คน

เพื่อนร่วมทริปของผมทุกคนมีนิสัยเหมือนกันคือ พวกเขารักการคุยกับเพื่อนใหม่ ทุกครั้งที่ขึ้นรถ ขึ้นเครื่องบิน หรือนั่งที่ไหนก็ตาม เขาจะเปลี่ยนตำแหน่งที่นั่งเสมอ เพื่อจะได้คุยกับเพื่อนใหม่ คุยตลอดเวลา ไม่มีใครหลับ และไม่มีใครหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเล่นฆ่าเวลา ถ้าพวกเขาไม่มีอะไรทำ เขาจะชวนคนข้างๆ คุย

จะบอกว่าพวกเขาว่างก็ไม่ใช่ เพราะหลายคนต้องเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมาปั่นงานในรถหรือแม้แต่ช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนมื้ออาหาร แต่พอส่งงานเสร็จ พวกเขาก็มองแต่หน้าเพื่อนๆ ไม่มีการก้มมองหน้าจอแต่อย่างใด

ที่ผ่านมา ผมคุ้นเคยกับลองเทเบิ้ลในฐานะของสไตล์มากกว่าแก่นแท้ของมัน เวลาเราไปกินอาหารที่จัดโต๊ะแบบยาว เราก็คุยกับเพื่อนที่ไปด้วยกันซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ อาหารมื้อนี้ไม่ได้เป็นแบบนั้น ด้วยขนาดโต๊ะที่ไม่ใหญ่จนเกินไป บทสนทนาที่เกิดขึ้นจึงเป็นของคนทั้งโต๊ะ คุยเรื่องเดียวกันด้วยกัน ไม่มีการแอบคุยกับคนข้างๆ แทรกระหว่างที่คนอื่นกำลังพูด

เรื่องราวที่เอามาแลกเปลี่ยนกันเริ่มต้นด้วยประสบการณ์การไปเที่ยวซาฟารีในประเทศอื่น แล้วขยับมาเป็นการเดินป่าบนเส้นทางสุดโหดทั้งหลาย จากนั้นก็ยกระดับมาเป็นประสบการณ์เสี่ยงตาย เช่น โดนช้างวิ่งไล่รถ เดินป่าในอเมริกาแล้วเจอหมีวิ่งเข้าหา ตั้งแคมป์แล้วเจอสัตว์ป่าระยะประชิด สักพักชื่อสัตว์ที่พูดถึงก็เริ่มแปลกขึ้นเรื่อยๆ จนผมงงว่ามันคือตัวอะไรกันบ้าง

นาทีนั้นถ้าผมจะเล่าสักเรื่องให้คนทั้งโต๊ะตื่นเต้นกว่าเรื่องที่ผ่านๆ มาได้ คงต้องเจอมังกร หรือไม่ก็ไดโนเสาร์

แต่เรื่องสิงโตที่อยู่ตรงหน้าของพวกเราก็พอจะได้อยู่

ไกด์ของรีสอร์ตเป็นชาวเบลเยียม สวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีกากีของ Camel ใส่กางเกงขาสั้นสีเดียวกัน ดึงถุงเท้าขึ้นมาครึ่งน่อง มีเคราบางๆ สีขาว ผิวขาวของเขาอมแดง คงจะด้วยแรงแดด คาแรกเตอร์เหมือนนักสำรวจธรรมชาติที่เราเห็นในหนังฮอลลีวูด

เขาคือคนที่เล่าเรื่องสนุกที่สุดในค่ำคืนนี้ เขาเล่าเรื่องสัตว์แถวนี้ว่าแต่ละตัวมีพฤติกรรมยังไง ฟังดูรู้จักรู้ใจเหมือนเล่าเรื่องหมาที่บ้าน เรื่องของเขาไม่มีฉากพิสดารเหมือนเรื่องของผู้ร่วมทริป แต่ก็ดึงดูดให้ทุกคนตั้งใจฟังแบบติดหนึบ

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

หลังของหวาน เขาชวนทุกคนไปยืนริมระเบียง ไฟสนามของรีสอร์ตที่ส่องลงไปที่ทุ่งหญ้าทำให้เราเห็นว่ากวางกำลังยืนกินหญ้า เห็นฮิปโปตัวเบ้อเริ่มขึ้นจากน้ำมาเดินบนทุ่ง พวกมันมากัน 5 – 6 ตัว มีลูกเล็กๆ ด้วย ไกด์บอกว่า ตอนกลางวันฮิปโปจะนอนแช่น้ำคุยกัน ช่วงกลางคืนค่อยออกมาหาอะไรกิน

ฮิปโปพวกนี้อยู่ใกล้เรามาก ระยะเดียวกับที่เราเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้างได้ด้วยการยกมือ

หลายคนยกมือขึ้นมากดชัตเตอร์ แต่ก็ออกมาไม่สวยนัก เพราะความสว่างตอนนี้เพียงพอแค่ตาเห็น แต่สลัวเกินกว่าเลนส์จะเพ่งไหว

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

พี่ไกด์เอาสปอตไลต์อันใหญ่มาฉายไฟไล่ไปตามจุดต่างๆ แล้วดวงไฟก็ไปหยุดที่สิงโตตัวหนึ่งซึ่งยืนอยู่ไกลๆ ทางด้านซ้าย มันกำลังย่องมาหาฝูงกวางที่อยู่ตรงกลาง

เหมือนพวกเรากำลังนั่งอยู่ในห้องรับแขกหลังมื้ออาหารแล้วเปิดดูรายการสารคดีสัตว์ป่าทางช่อง National Geographic

“กวางวิ่งเร็วกว่าสิงโต ถ้าวิ่งพร้อมกันสิงโตไล่ไม่ทันหรอก มันก็เลยต้องอ้อมไปซุ่มรอกวางเผลอแล้วกระโจนเข้าใส่” พี่ไกด์อธิบายกลยุทธ์ของสิงโต

“แต่กวางและสัตว์อื่นๆ พอเห็นสิงโตมันก็เตือนกัน ฝูงกวางเลยถอยห่างออกมาอีกสักร้อยสองร้อยเมตร ตัวที่อยู่ริมสุดก็จ้องสิงโตไว้ พอสิงโตขยับ มันก็วิ่งหนี” นี่คือกลยุทธ์ของฝั่งกวาง

พอฝูงกวางย้ายไปยืนกินหญ้าด้านขวา สิงโตก็เดินอ้อมแม่น้ำไปโผล่ทางขวา แล้วเหตุการณ์เดิมก็ฉายซ้ำ ฝูงกวางรู้ตัวมันเลยวิ่งกลับไปอยู่ตรงกลาง

“เป็นแบบนี้มาหลายคืนแล้ว” เจ้าหน้าที่บอก “มันมีลูกด้วยนะ” พูดจบเขาก็เอาไฟส่องลูกสิงโตที่ยังรอแม่ทางด้านซ้าย

“ถ้าสัปดาห์นี้มันยังล่าไม่ได้ ก็ไม่รู้ว่ามันจะรอดไหม”

“ทำไมไม่ล่าลูกฮิปโปแทน” ใครบางคนถาม

“แม่มันอยู่ ถึงแม่มันไม่อยู่ สิงโตตัวเดียวก็ล่าลูกฮิปโปไม่ได้ ต้องมีหลายตัวถึงจะช่วยกันฉีกเนื้อกินได้”

ค่ำคืนนี้เราไม่ได้ลาจากกันด้วยเรื่องเศร้า มีใครสักคนเล่าเรื่องนี้เป็นนิทานก่อนนอน

มีผู้ชาย 2 คนเข้าไปตั้งแคมป์ในป่า แล้วเจอสิงโต ทั้งคู่มองหน้ากันว่าจะทำยังไงดี ชายคนแรก หยิบรองเท้าผ้าใบขึ้นมาใส่ แล้วตั้งท่าเตรียมตัวออกวิ่ง

ชายคนที่สอง : จะบ้าเหรอ มึงคิดว่ามึงวิ่งเร็วกว่าสิงโตเหรอ

ชายคนแรก : กูไม่มีทางวิ่งเร็วกว่าสิงโตหรอก แต่กูวิ่งเร็วกว่ามึงแน่ๆ

เราต่างอยู่ในระยะปลอดภัยของกันและกัน

เช้านี้เรานัดกันตอนตี 5 ตอนที่ผมเปิดประตูห้องเดินออกมา ฟ้ายังมืดอยู่เลย

“คุณต้องปรบมือนะ” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งรีบเดินเข้ามาหาผม แล้วส่องไฟฉายไปตามทาง เขาบอกว่า ถึงเป็นตอนเช้ามืดก็ต้องระวัง เพราะแต่ละคืนที่เขายืนยาม เขาเจอตัวนั้นตัวนี้เดินเข้ามาในรีสอร์ต ซึ่งก็เป็นข้อมูลชุดเดียวกับที่ผู้จัดการรีสอร์ตบอกเมื่อวาน

พอผมเจอเพื่อนร่วมทริปคนแรก เขารีบเล่าว่า เมื่อคืนเขาได้ยินเสียงบาบูนร้องทั้งคืน

เราอยู่ใกล้ชิดสัตว์ป่าขนาดนี้เลยเหรอ

หลังอาหารเช้า เราขึ้นรถมุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติเพื่อดูสัตว์ เวลาที่เหมาะกับการดูสัตว์คือ ตอนเช้าตรู่ และตอนกลางคืน ช่วงกลางวันร้อนๆ สัตว์จะหลบแดดอยู่ใต้พุ่มไม้ ไม่มีกิจกรรมใดๆ

ผมถามคนขับรถว่า การนั่งรถเข้าไปดูสัตว์แบบนี้ทำให้พฤติกรรมของสัตว์เปลี่ยนไปบ้างไหม เขาตอบว่า “แน่นอน มันจะชินกับพวกเรามากขึ้น แล้วก็สนใจพวกเราน้อยลงเรื่อยๆ”

เขาอธิบายต่อว่า การทำซาฟารีไม่ใช่มีรถก็ออกไปดูสัตว์ได้ แต่ต้องมีงานวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมสัตว์ป่า จะได้รู้ว่ารถของเราอยู่ใกล้สัตว์ได้แค่ไหน ตามทฤษฎีมีอยู่ 3 ระยะ ระยะแรก เป็นระยะที่สัตว์ไม่รู้สึกว่าเป็นอันตราย มันจะใช้ชีวิตของมันตามปกติ ระยะที่สอง มันจะเริ่มตื่นตัว หันมามองที่รถเรื่อยๆ และระยะที่สาม มันกำลังรู้สึกว่าเป็นอันตราย มันจะหยุดทุกอย่าง จ้องมองมาที่รถด้วยความกังวลว่าเราเป็นใคร จะทำร้ายมันไหม มันอาจจะวิ่งหนีไป หรือไม่ก็วิ่งเข้ามาทำร้ายรถด้วยความกลัว

“เพื่อความปลอดภัย เราจะไม่ข้ามเส้นไปถึงระยะที่สามเด็ดขาด” เขาว่าสัตว์แต่ละชนิดก็มีระยะไม่เท่ากัน

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

สัตว์ที่เราเจอมากที่สุดในเช้านี้คือเหล่าเก้งกวาง เหมือนได้ฝึกท่องศัพท์ภาษาอังกฤษหมวดชื่อสัตว์อีกครั้ง เพราะมีทั้ง Puku ทั้ง Impala และเพื่อนพ้องร่วมวงศ์วานอีกมากมาย พี่คนขับสอนให้เราสังเกตความแตกต่างระหว่างพันธุ์ ให้ดูเขา ดูสี ดูลายที่ก้น พอเราเห็นแล้วแยกได้ว่ามันคือตัวอะไร มันก็จะมีความหมายกับเรามากขึ้น

แล้วก็ยังเจอหมูป่า ม้าลาย ยีราฟ พี่คนขับบอกว่า ชาวบ้านที่นี่ไม่ล่ายีราฟ เพราะมีความเชื่อว่า ถ้าใครกินยีราฟ คนในครอบตัวจะตัวลายเหมือนยีราฟ

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

ส่วนสิงโตก็ไม่ค่อยล่ายีราฟ เพราะถ้าเจอกันตัวๆ สิงโตอาจจะเอายีราฟไม่ลง

สิ่งที่คนทั้งรถตื่นเต้นที่สุด (ยกเว้นผม) ก็คือ ช้าง เป็นช้างป่าหลายโขลง พวกมันเดินเข้ามาใกล้เรามากด้วย

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

เขาว่าทั่วแอฟริกามีช้างราว 4 – 5 แสนตัว อยู่ที่แซมเบียราว 15,000 ตัว แต่ละวันทั่วแอฟริกามีช้างโดนล่าวันละ 96 ตัว เพราะต้องการงา

บางทีช้างมันก็ควรจะอยู่ห่างๆ คนบ้างนะ

เที่ยงกลับมา

พอแดดเริ่มจัด สัตว์หลบไปนอนใต้พุ่มไม้ พี่คนขับก็วนรถพาเรากลับมาหลบใต้พุ่มไม้บ้าง

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

เที่ยงนี้พวกเรากินอาหารกันบนร้านที่เหมือนบ้านบนต้นไม้ โดยปกติเวลาผมเดินทางไปต่างประเทศ ผมไม่เคยพกซอสหรือน้ำพริกใดๆ ติดตัวไปด้วย เพราะอยากลองอาหารท้องถิ่นมากกว่า และไม่เห็นความจำเป็นใดๆ จนกระทั่งมื้อนี้

อาหารอย่างหนึ่งของมื้อนี้คือไข่เจียวที่ด้านในมีไส้เป็นพริกหยวกและผักอื่นๆ เพื่อนชาวเกาหลีใต้หยิบซอสพริกที่เอามาจากบ้านขึ้นมาราดเพิ่มความเผ็ด เขาถามผมว่า อยากได้รสเผ็ดแบบเอเชียหน่อยไหม ผมตอบรับ แล้วก็พบว่า มันเป็นความเผ็ดที่ถูกลิ้นคนไทยมาก

ผมไม่ได้ส่งซอสต่อให้ไกด์ แต่ส่งคำถามว่า ที่นี่ดูแลไม่ให้คนล่าสัตว์ยังไง

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

“ทั่วประเทศมีเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าราว 1,800 คน ซึ่งไม่พอหรอก ถ้าใช้คนลาดตระเวนยังไงก็ไม่พอ เราเลยวางแผนว่าจะใช้โดรนบินสำรวจ มันช่วยให้เราประหยัดงบประมาณได้มาก ทำงานได้พื้นที่กว้างขึ้น ถ้าเจอการล่าสัตว์ตรงไหนก็ติดต่อเจ้าหน้าที่ที่อยู่ใกล้ที่สุดให้ขับรถเข้าไป” เขาตอบ

คนที่มาช่วยภาครัฐทำสิ่งนี้ก็คือองค์กรพัฒนาเอกชน พวกเขาเอาทักษะที่จำเป็นมาช่วย ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย ความรู้ในการดูแลสัตว์ป่า และเชื่อมต่อกับภาคเอกชนเพื่อหางบประมาณมาซื้อวิทยุสื่อสาร รถ โดรน และอุปกรณ์อื่นๆ ส่วนภาครัฐก็รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนเงินเดิน ค่าอาหารตอนลาดตระเวน

ร่วมมือกันยังไงก็ดีกว่า

ผมเอ่ยปากขอซอสพริกจากเพื่อนเกาหลีใต้อีกรอบ

มองความมืด

หลังจากที่ปล่อยให้พวกเรานอนเอนหลังตลอดบ่าย ก็ได้เวลาขึ้นรถไปดูสัตว์รอบเย็น

สัตว์ที่เราเห็นไม่ต่างจากเมื่อเช้า แต่เยอะกว่า และรอบนี้เขาจอดรถให้เราดูนกบ่อยขึ้น โดยเฉพาะ Masho Eagle ที่แข็งแรงขนาดกินลูกลิงได้

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

พอพลบค่ำ เราก็เริ่มดูสัตว์ด้วยการใช้ไฟส่อง พี่คนขับบอกว่า ทุกบริษัทที่ทำทัวร์ซาฟารีกลางคืนต้องได้รับอนุญาต และแต่ละจุดจะมีรถเข้าไปพร้อมกันได้แค่ 4 คันเท่านั้น หลักสำคัญอีกข้อก็คือ ต้องส่องไฟแบบกวาดๆ ไม่ส่องแช่ไปที่ตาสัตว์

วิธีหาสัตว์ในความมืดนั้นง่ายมาก เพราะเมื่อฉายไฟเข้าไปเราจะเห็นดวงตาของมันสะท้อนแสงออกมาในความมืด ถ้าผมเป็นสัตว์แล้วไม่อยากเจอคน ก็แค่หลับแต่ แค่นี้ก็ไม่มีใครเห็นแล้ว

พี่คนขับตั้งใจว่าต้องพาเราไปดูสิงโตหรือเสือดาวให้ได้ แต่ก็ยังได้เจอแค่ไฮยีนาที่เดินมาวนรอบรถแบบไม่สะทกสะท้าน และยีราฟที่หลับด้วยการนั่งกับพื้น เจ้าหน้าที่สวนสัตว์คนหนึ่งเคยบอกผมว่า ยีราฟจะนอนท่านี้เมื่อมันรู้สึกปลอดภัยมากเท่านั้น เพราะมันลุกยาก ถ้าภัยมากว่าจะลุกได้ก็โดนล่าพอดี

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

สุดท้ายรถของเราก็ไม่เห็นสิงโต

แต่พวกเราก็ยังได้เห็นสิงโตตัวเดิมจากระเบียงรีสอร์ต แล้วเหตุการณ์ก็ยังเป็นไปแบบเดิม คือมันได้แต่เดินวนไปวนมา เพราะเพื่อนสัตว์ต่างช่วยกันส่งเสียงให้สัญญาณ

บทสนทนาระหว่างรอสิงโตล่าเหยื่อของพวกเราเป็นเรื่องการล่าสัตว์

ไกด์บอกว่า ที่นี่มีการออกใบอนุญาตให้ล่าแบบถูกกฎหมาย ล่าได้เฉพาะเก้งกวาง มีการตรวจตราอย่างเข้มงวด แต่ละปีออกใบอนุญาตให้แค่ 50 ตัว ถือเป็นการช่วยควบคุมประชากรกวางไปในตัว ล่าได้แค่ช่วงเดียวในรอบปี นอกเขตอุทยานฯ จะมีเจ้าหน้าที่รัฐขึ้นรถไปด้วย ขออนุญาตล่ากี่ตัวก็ต้องล่าตามนั้น สนนราคาค่าใบอนุญาตประมาณตัวละ 500 เหรียญสหรัฐฯ

“ชาวบ้านก็ล่าเหมือนกัน บางทีชาวบ้านในชุมชนรอบๆ ปลูกพืชได้ไม่ดี ก็ล่าพวกกวาง ควายป่า เอาเนื้อไปขายที่ตลาด ได้เงินไม่เยอะหรอก ไม่เท่าขายหนังเสือดาว หรืองาช้าง ที่มีการสั่งมาจากเอเชียตะวันออกไกล นั่นคือตลาดใหญ่ แต่คนล่าเขาได้เงินแค่ 5 – 10 เปอร์เซ็นต์ของราคาขายเท่านั้นเอง” ไกด์อธิบาย

โทษของการล่าสัตว์คือติดคุก 5 ปี ถ้าเป็นช้างก็ 10 ปี

เพื่อนร่วมทริปแชร์ว่า โทษการล่าสัตว์ป่าของบางประเทศในแอฟริกาคือติดคุก 15 ปี อีกคนเสริมว่า เคยได้ยินข่าวว่ามีคนไปล่าสัตว์ แต่สุดท้ายโดนสิงโตล่าแทนด้วย

อีกคนบอกว่า มีบางประเทศแก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนให้คนล่าเป็นคนดูแลป่าแทน เพราะเขามีทักษะทุกอย่างพร้อมแล้ว

“เราก็พยายามแก้ปัญหานี้ด้วยการจ้างชาวบ้าน ให้เป็นคนคอยลาดตระเวนในท้องถิ่น เราให้เงินคุณแล้ว คุณต้องไม่ฆ่าสัตว์นะ ซึ่งมันได้ผลดีเลย ในแต่ละพื้นที่จึงมีเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าซึ่งเป็นทั้งคนของภาครัฐและคนในท้องถิ่น” ไกด์แลกเปลี่ยนข้อมูลจากฝั่งแซมเบีย

ประเทศไทยเราก็มีโครงการลักษณะนี้ที่ถือว่าประสบความสำเร็จ ผมกำลังจะอ้าปากแบ่งปันกรณีตัวอย่างจากเมืองไทย แต่ก็โดนโยนคำถามข้ามโต๊ะมาหาก่อน

“เมืองไทยก็มีสัตว์ป่าเยอะ เห็นว่ายังมีเสืออยู่ที่ไทยเยอะมาก โทษของคนล่าสัตว์ป่าที่เมืองไทยรุนแรงไหม”

ผมพยายามนึกถึงข่าวคนล่าสัตว์ป่าที่เคยได้ยิน ตอนนั้นนึกออกแค่คนล่าเสือดำ

โทษของคนล่าเสือดำคืออะไรนะ ผมพยายามคิด แต่ก็ยังนึกไม่ออก

ผมเลยเล่าเรื่องนี้ให้ทุกคนฟังไปพลางๆ แต่พอถึงบทสรุปว่า โทษของคนล่าเสือคืออะไร ผมก็ยังนึกไม่ออก

ถึงตอนนี้ผมก็ยังตอบพวกเขาไม่ได้เลย

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

เสียงหวูดรถไฟดังสะท้อนไปมาทั่วบริเวณ เสียงปี่ ฆ้อง และกลองดังขานขึ้นประสานกันอึกทึกกึกก้อง กลีบกุหลาบสารพัดสีถูกโปรยขึ้นจากสองข้างของทางเดิน ซึ่งเชื่อมต่อจากลานปูนขนาดกว้างเข้าสู่ชานชาลา ‘สถานีรถไฟฉัตรปตี ศิวาจี มหาราช’ (Chhatrapati Shivaji Maharaj Terminus) แห่งมหานครมุมไบ ประเทศอินเดีย ผู้โดยสารของรถไฟท่องเที่ยวขบวนพิเศษบริษัท The Deccan Odyssey | Luxury Train Travel ค่อยๆ ก้าวขึ้นสู่ชานชาลา เสียงเครื่องดนตรีสารพัดชนิดพร้อมใจกันประโคมขึ้นอีกครั้ง บอกให้รู้ว่าการเดินทางครั้งพิเศษของเรากำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว

ตะลุยเที่ยวรัฐราชสถานแห่งอินเดีย โหด มัน ฮา ในทริปรถไฟสุดหรู 7 คืน 8 วัน

การเดินทางมายังประเทศอินเดียครั้งนี้ ผมไม่ได้เดินทางมาในฐานะนักท่องเที่ยว แต่เดินทางมาในฐานะวิทยากรให้กับบริษัททัวร์แห่งหนึ่ง การเดินทางของเราประกอบด้วยหมู่คณะจากประเทศไทยทั้งสิ้น 24 ท่าน รวมตัวผมด้วย ในจำนวนทั้งหมดนี้มีสมาชิกร่วมเดินทางหรือ ‘ลูกทัวร์’ จำนวน 22 ท่าน และพี่มัคคุเทศก์อีกท่านหนึ่งชื่อ พี่ตุ้ย 

เราสองคนตกลงแบ่งหน้าที่กัน พี่ตุ้ยรับหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ในภาพรวมทั้งหมดของทริปนี้ 

ส่วนผมเป็นผู้จัดการโปรแกรมและเป็นผู้บรรยายหลักในแต่ละวัน

ตะลุยเที่ยวรัฐราชสถานแห่งอินเดีย โหด มัน ฮา ในทริปรถไฟสุดหรู 7 คืน 8 วัน
หน้าสถานีรถไฟ Chhatrapati Shivaji Maharaj Terminus, Mumbai

เส้นทางท่องเที่ยวของ The Deccan Odyssey มีหลายเส้นทาง สำหรับเส้นทางที่เราจะเดินทางกันในครั้งนี้ชื่อว่าเส้นทาง Indian Sojourn เราจะใช้ชีวิตอยู่บนรถไฟถึง 7 คืน 8 วัน ด้วยกัน รถไฟจะออกจากมหานครมุมไบ แล่นพาเราไปยังเมืองต่างๆ ได้แก่ เมืองวาโดดารา (Vadodara) ในรัฐคุชราต (Gujrat) เมืองอุทัยปุระ (Udaipur) เมืองโยธปุระ (Jodhpur) ไสว มัดโฮปุระ (Sawai Madhopur) และชัยปุระ (Jaipur) ในรัฐราชสถาน (Rajasthan) และอีกหนึ่งเมืองคือ เมืองอัครา (Agra) ในรัฐอุตตรประเทศ (Uttar Pradesh) และมีปลายทางอยู่ที่กรุงเดลี (Delhi)

เรานอนบนรถไฟกันทุกคืน ในแต่ละคืนรถไฟจะพาเราวิ่งจากเมืองหนึ่งไปสู่อีกเมืองหนึ่ง เมื่อถึงเมืองใดในช่วงเช้าของแต่ละวัน เราก็จะเที่ยวชมเมืองนั้นกันทั้งวัน ก่อนจะกลับขึ้นรถไฟอีกครั้งในช่วงค่ำเพื่อออกเดินทางต่อ เป็นเช่นนี้สลับกันไปทุกวัน อย่างไรก็ตามทาง The Cloud อนุญาตให้ผมเขียนต้นฉบับได้เพียง 8 หน้ากระดาษเท่านั้น 

เพราะฉะนั้นในครั้งนี้ผมจะพาทุกท่านไปพบกับเมืองต่างๆ ในรัฐราชสถานบนเส้นทางนี้ก่อนโดยเฉพาะ 

ส่วนเมืองอื่นในรัฐอื่นๆ ไว้มีโอกาสคงจะได้กลับมาเล่าให้ฟังในรอบหน้านะครับ

เปิดหวูด

ผมรับหน้าที่เป็นวิทยากรให้กับหมู่คณะต่างๆ มาแล้วหลายครั้งด้วยกัน แต่ประเทศที่ผมตื่นเต้นที่สุดเห็นจะเป็นประเทศอินเดีย เพราะอินเดียเป็นแผ่นดินที่เต็มไปด้วยเรื่องราวเหลือเชื่อและไม่คาดฝัน การวางแผนทุกสิ่งทุกอย่างที่คิดว่าดีที่สุดแล้ว ก็ยังอาจเกิดเหตุมหัศจรรย์ขึ้นระหว่างทาง อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของการเป็นวิทยากรบนรถไฟสายนี้ของผม เพราะฉะนั้นเจ้าหน้าที่บนรถไฟส่วนมาก ตั้งแต่ระดับผู้จัดการจนถึงพนักงานในภาคส่วนต่างๆ ล้วนคุ้นเคยกับผมดี ผมเบาใจไปได้ชั้นหนึ่ง ถ้าผมต้องการความช่วยเหลืออะไรขึ้นมา ‘เพื่อนๆ’ ของผมเหล่านี้ย่อมช่วยผมได้ไม่ยาก

“โปรแกรมเหมือนเดิมแหละทีเค” ผู้จัดการแผนกลูกค้าสัมพันธ์ที่ชื่อ คุณอทิติ (Aditi) บอกกับผม 

คำว่า ทีเค นั้นผมถือวิสาสะย่อเองจากคำว่า ‘ต้นคูน’ ซึ่งเป็นชื่อเล่นของผม ผมตระหนักดีว่าการออกเสียงคำว่าต้นคูนสำหรับชาวต่างชาตินั้นเป็นความทรมานชนิดหนึ่งของคู่สนทนา “ฉันเชื่อว่าคุณรู้หมดทุกอย่าง” เป็นบทสรุปการ ‘บรีฟทริป’ ที่ง่ายมาก เอาล่ะอทิติ รู้หมดก็รู้หมด ถ้าผมเจอเซอร์ไพรส์อะไรที่ผมไม่รู้จะแก้ไขได้อย่างไร 

พวกคุณต้องมาช่วยผมก็แล้วกันนะ…

รถไฟวิ่งออกจากมหานครมุมไบเลียบกับชายฝั่งทะเลทางทิศตะวันตกของอินเดียมุ่งหน้าสู่รัฐคุชราต 

เราแวะเที่ยวกันที่เมืองวาโดดารากันอย่างเต็มอิ่มตลอดวัน ก่อนจะพากันขึ้นรถไฟอีกครั้งเพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองแรกของรัฐราชสถานในการเดินทางครั้งนี้ นั่นคือเมืองอุทัยปุระ ออกเสียงแบบภาษาท้องถิ่นว่า อุดัยปูร์ 

ตะลุยเที่ยวรัฐราชสถานแห่งอินเดีย โหด มัน ฮา ในทริปรถไฟสุดหรู 7 คืน 8 วัน

Udaipur, The White Palace, and The Silver Lake

ชื่อรัฐราชสถานบ่งบอกความหมายอยู่ในตัวแล้วว่าเป็น ‘อาณาเขตของพระราชา’ เพราะภายในรัฐราชสถานประกอบด้วยหัวเมืองขนาดใหญ่ เคยมีเจ้าผู้ปกครองเป็นราชวงศ์ผู้มั่งคั่งหลายเมืองด้วยกัน เจ้าเมืองเหล่านี้เรียกตนเองว่ากลุ่มเจ้าราชปุตหรือบุตรของพระราชา และประมาณราวพันกว่าปีมาแล้ว ทางตอนเหนือของอินเดียถูกรุกรานโดยชนเผ่าภายนอก ทำให้บรรดาเจ้าเมืองต่างๆ ซึ่งป่าวประกาศว่าตนเองนั้นสืบเชื้อสายมาจากวรรณะกษัตริย์ถอยร่นลงมาตั้งมั่นอยู่บริเวณทางตะวันตกของประเทศอินเดีย เจ้าเมืองเหล่านี้ก็คือเจ้าผู้ครองนครที่ขานพระนามว่า ‘มหาราชา’ 

มหาราชาของแต่ละเมืองสถาปนาราชวงศ์ของตนเองขึ้นปกครอง จึงเป็นที่มาของเมืองน้อยใหญ่มากมายที่เต็มไปด้วยพระราชวังอันวิจิตรงดงามและป้อมปราการขนาดใหญ่ ภายหลังเมื่ออินเดียมีการจัดแบ่งเขตการปกครองเป็นระบบรัฐ หัวเมืองเหล่านี้จึงอาศัยอยู่รวมกันภายใต้ชื่อรัฐ ‘ราชสถาน’ แม้ว่าในปัจจุบันนี้มหาราชาซึ่งเคยเป็นเจ้าเมืองจะไม่ได้มีอำนาจในการปกครองเมืองแล้ว แต่ก็ยังได้รับเกียรติในฐานะราชตระกูลอันเก่าแก่ และพระราชวงศ์ของมหาราชาในแต่ละเมืองก็ยังคงประทับอยู่ในเขตพระราชฐาน หรือ The City Palace ที่พวกเราเข้าไปเยี่ยมชมได้นั่นเอง

ตะลุยเที่ยวรัฐราชสถานแห่งอินเดีย โหด มัน ฮา ในทริปรถไฟสุดหรู 7 คืน 8 วัน
พระลานหน้า City Palace of Udaipur
ตะลุยเที่ยวรัฐราชสถานแห่งอินเดีย โหด มัน ฮา ในทริปรถไฟสุดหรู 7 คืน 8 วัน

เมืองอุดัยปูร์ต้อนรับเราด้วยอากาศเย็นสบาย ความรู้สึกของลมที่พัดผ่านผิวกายคาดว่าอุณหภูมิในวันนี้อยู่ที่ประมาณ 20 องศาเซลเซียสเศษๆ อุดัยปูร์เป็นที่มั่นของราชวงศ์เมวาร์ เป็นราชวงศ์นักรบที่ยืนหยัดต่อสู้กับราชวงศ์โมกุล ซึ่งเป็นราชวงศ์ของชาวมุสลิมที่ปกครองอยู่ทางอินเดียตอนเหนือ มีเรื่องเล่าว่ามหาราชาแห่งอุดัยปูร์เคยเอางวงช้างปลอมไปติดอยู่ที่หน้าม้าศึก เพื่อหลอกล่อช้างทรงของจักรพรรดิราชวงศ์โมกุลให้สับสนจนได้รับชัยชนะในสงคราม สงครามครั้งนั้นชื่อว่า Battle of Haldighati ใน ค.ศ. 1576 กล่าวได้ว่านอกจากมหาราชาแห่งอุดัยปูร์จะทรงกล้าหาญชาญชัยในการรบแล้ว ยังทรงรู้จักใช้กลยุทธ์อันเป็นเลิศ ความยิ่งใหญ่ของอุดัยปูร์จึงเป็นสิ่งที่เราสัมผัสได้จนถึงทุกวันนี้

เมื่อแรกสร้างเมืองอุดัยปูร์กลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 นั้น มหาราชาได้ทรงสั่งให้ขุดดินขึ้นเป็นเนินสูงขนาดใหญ่สำหรับสร้างพระราชวัง เมื่อขุดดินเป็นบริเวณกว้างจึงทำให้บริเวณนั้นเกิดทะเลสาบขนาดใหญ่ขึ้นเรียกว่า Pichola Lake นักท่องเที่ยวนิยมมาล่องเรือสัมผัสบรรยากาศยามบ่ายภายในทะเลสาบแห่งนี้ พระราชวังสีขาวที่สะท้อนกับผืนน้ำสีเงินนั้นเป็นภาพที่งามจับตา ถ้าใครมีโอกาสเดินทางมาถึงอุดัยปูร์แล้ว การล่องเรือในทะเลสาบเป็นสิ่งที่พลาดไม่ได้

ตะลุยเที่ยวรัฐราชสถานแห่งอินเดีย โหด มัน ฮา ในทริปรถไฟสุดหรู 7 คืน 8 วัน

พระราชวังเมืองอุดัยปูร์นั้นมีแผนผังลดเลี้ยวเคี้ยวคดไปมาเพื่อป้องกันการรุกรานของข้าศึกศัตรู สร้างขึ้นด้วยศิลปะแบบโมกุลผสมกับสกุลช่างของรัฐราชสถาน แต่ละห้องแต่ละส่วนที่เรียกว่า นิวาส (Niwas) ประดับประดาด้วยหินสีและอัญมณีอันมีค่า บริเวณหน้าซุ้มประตูทางเข้าประดับรูปดวงอาทิตย์เป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์ เนื่องจากราชวงศ์เมวาร์เชื่อว่าตนเองสืบเชื้อสายมาจากดวงอาทิตย์ 

พระราชวังแห่งนี้มีบันไดสูงชันและช่องแคบให้มุดผ่านมากมาย ผมเองก็ต้องทำหน้าที่ของผมอย่างตรงไปตรงมาด้วยการประกาศแจ้งสมาชิกแบบไม่กั๊กว่าทางเดินในพระราชวังจะวิบากอย่างไรบ้าง และเสนอทางเลือกให้ท่านที่ไม่สะดวกจะมุดก้มหรือปีนป่ายปราสาทให้พักรอด้านล่าง สรุปว่าเรามีสมาชิกที่สมัครใจนั่งจิบชาชมปราสาทจากด้านล่างประมาณห้าคนด้วยกัน ส่วนท่านที่ปีนพระราชวังตามผมขึ้นไปก็ได้ผจญภัยสมใจกันทุกคน

ผมในฐานะวิทยากรก็คงคิดไม่ต่างจากผู้ที่เป็นมัคคุเทศก์ อันที่จริงก็อยากให้สมาชิกทุกท่านได้สัมผัสกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เราพาท่านไปชมอย่างเต็มที่ แต่กระนั้นความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับแรก และความสนุกสนานเพลิดเพลินก็เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงด้วย เพราะความเพลิดเพลินของคนหนึ่งอาจไม่ใช่ความเพลิดเพลินของอีกคนหนึ่งก็ได้

ตะลุยเที่ยวรัฐราชสถานแห่งอินเดีย โหด มัน ฮา ในทริปรถไฟสุดหรู 7 คืน 8 วัน

อทิติมากระซิบกับผมว่าในวันรุ่งขึ้นทางทีมงานจะจัด Waliking Tour เดินตลาดและนั่งสามล้ออินเดียในช่วงเช้าเป็นโปรแกรมพิเศษ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงเต็ม ผมฟังแล้วก็คุยกับอทิติว่าตลาดในประเทศอินเดียนั้นออกจะมหัศจรรย์สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยมากอยู่พอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เพิ่งเคยมาอินเดียเป็นครั้งแรก ถ้าอย่างไรวันนี้ช่วงบ่ายเราจะลองแวะตลาดในเมืองอุดัยปูร์ให้สมาชิกทุกท่าน ‘ชิมลาง’ ประกอบการตัดสินใจว่าจะร่วมทริปในวันพรุ่งนี้ สักประมาณ 15 นาทีจะเป็นได้หรือไม่ เพื่อที่ว่าถ้าท่านใดรู้สึกว่าการเดินถนนในอินเดียนั้น ‘หนัก’ เกินไป ก็อาจจะเลือกพักผ่อนบนรถไฟตลอดช่วงเช้าวันรุ่งขึ้นก็ได้ 

อทิติได้ฟังก็เห็นด้วยกับความคิดของผม เราจึงเลือกตลาดวุ่นวายแห่งหนึ่งในเมืองอุดัยปูร์ เพื่อให้สมาชิกได้สัมผัสกับวิถีชีวิตแบบอินเดีย ปรากฏว่าฝุ่นควัน วัว น้ำครำ และเสียงแตรรถที่แผดดังสั่นประสาทตลอดเวลาทำอันตรายหมู่คณะของเราไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นทุกคนจึงมีมติร่วมกันเป็นเอกฉันท์ว่า

พรุ่งนี้เราจะลงเดินตลาดกันต่อเนื่องตลอด 2 ชั่วโมงพร้อมกันทุกคน

“แต่วันนี้พี่ขอแวะร้านขายของที่มีแอร์เย็นๆ ก่อนขึ้นรถไฟหน่อยก็แล้วกันนะคะน้องต้นคูน พี่เหนื่อย”

เอ้า !!! แวะก็แวะครับพี่ ผมยินดีที่สุด เพราะผมเองก็อยากแวะเหมือนกัน!

Jodhpur, the Blue City

ตะลุยเที่ยวรัฐราชสถานแห่งอินเดีย โหด มัน ฮา ในทริปรถไฟสุดหรู 7 คืน 8 วัน

วันรุ่งขึ้นผมพาหมู่คณะที่ยืนยันกับผมเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าเต็มใจและพร้อมใจจะไปลุยตลาดกลางเมืองออกผจญภัยกัน เราจัดโปรแกรมให้กับทุกท่านที่ยินยอมล่มหัวจมท้ายกับเราในเมืองจอดปูร์อย่างจุใจ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งรถสามล้อเครื่องฉวัดเฉวียนไปตามตรอกซอกซอยที่ดูแล้วรถไม่น่าจะผ่านไปได้ จนถึงการเดินย่ำตามตรอกที่เต็มไปด้วยกองผักพะเนินเทินทึก และมีวัวเดินสวนเรามาเป็นระยะๆ ประกอบกับเสียงแตรที่ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ 

บรรยากาศเช่นนี้เป็นของที่ไม่มีใครคุ้นเคย แต่ (ผมก็เข้าใจเอาเอง) ว่าทุกท่านมีความสุขมาก เพราะสังเกตได้จากเสียงหัวเราะและรอยยิ้มที่ทั้งหมู่คณะมีให้กันตลอดเส้นทาง ดูเหมือนจะไม่มีใครเหนื่อยเลย ได้เห็นอย่างนี้แล้วผมก็อดชื่นใจไม่ได้

ตะลุยเที่ยวรัฐราชสถานแห่งอินเดีย โหด มัน ฮา ในทริปรถไฟสุดหรู 7 คืน 8 วัน
ตะลุยเที่ยวรัฐราชสถานแห่งอินเดีย โหด มัน ฮา ในทริปรถไฟสุดหรู 7 คืน 8 วัน

แอนดรูว์ (Andrew) บุรุษพยาบาลประจำขบวนรถไฟที่ติดตามคณะของเราไปทุกหนทุกแห่งบอกกับผมว่าเป็นเรื่องดีมาก ที่เมื่อวานนี้ผมให้สมาชิกทุกท่านชิมลางเดินตลาดในอินเดียเสียก่อนเพื่อเป็นการซ้อมใหญ่ก่อนมาเจอสนามจริง เพราะมีบางคณะที่ผู้ร่วมทริปไม่ได้เตรียมใจมาก่อนว่าต้องมาเจออะไรบ้าง พอเจอของจริงถึงกับเป็นลมล้มพับต้องปฐมพยาบาลกันยกใหญ่ แอนดรูว์ตบบ่าผมแล้วบอกว่าขอบใจมากที่ทำให้เขาว่างงาน ไม่ต้องปฐมพยาบาลใคร ผมฟังแล้วก็หัวเราะแล้วบอกว่าอีกวัน 2 วันอาจจะมีใครสักคนเป็นลมก็ได้ ถ้าสมาชิกของผมเป็นลม นั่นคือหน้าที่ของแอนดรูว์

ด้วยความจำเป็นโดยธรรมชาติที่เราจะต้องหาห้องน้ำเข้าในตอนท้ายของโปรแกรมครึ่งเช้า แต่ใครเคยไปอินเดียคงจะทราบว่าห้องน้ำในประเทศอินเดียนั้นคือการเสี่ยงโชคอย่างหนึ่ง ซึ่งผลมักจะออกมาในทางร้ายมากกว่าดี ผมบอกกับหมู่คณะตามตรงว่าเราไม่มีห้องน้ำดีๆ ให้ นอกจากจำเป็นต้องแวะร้านขายผ้าแห่งหนึ่งกลางเมือง 

นั่นหมายความว่าเราจะต้องฟังการขายผ้าขายพรมผืนแล้วผืนเล่าเพื่อแลกกับการเข้าห้องน้ำ ทุกท่านพอจะรับได้หรือไม่ ปรากฏว่าทุกท่านรับได้ ผมจึงพาทุกท่านไปที่ร้านขายผ้าและฝากให้พี่ตุ้ยช่วยดูแลสมาชิกมิให้เสียดุลการค้าระหว่างประเทศโดยไม่จำเป็น ส่วนตัวผมเรียกสามล้ออีกคันแยกไปกับอทิติเพื่อหาซื้อขนมหวานประจำเมืองจอดปูร์มาให้หมู่คณะลองชิม เมืองจอดปูร์เป็นบ้านเกิดของอทิติ เพราะฉะนั้นผมจึงได้ขนมอย่างที่ผมต้องการทุกรายการไม่มีพลาด เพราะเจ้าถิ่นแนะนำเองกับมือ

ตะลุยเที่ยวรัฐราชสถานแห่งอินเดีย โหด มัน ฮา ในทริปรถไฟสุดหรู 7 คืน 8 วัน

เมืองจอดปูร์แห่งรัฐราชสถานนี้จะว่าไปก็คล้ายกับจังหวัดเพชรบุรีบ้านเรา มีขนมหวานเลื่องชื่อหลายรายการเป็นของฝาก ผมไม่ลืมซื้อขนมแสนอร่อยกลับมาฝากพนักงานทุกคนบนรถไฟด้วย เพราะผมถือว่าเราควรมีน้ำใจต่อกัน ทุกอย่างไม่มีทางราบรื่นได้เลยถ้าผมไม่มีเพื่อนร่วมงานที่เป็นทีมคุณภาพเช่นนี้ และขนมนี้เองทำให้ผมมีความลับที่ไม่เคยบอกใคร ทุกมื้ออาหารผมจะได้เนื้อชิ้นใหญ่กว่าใครเขาอยู่เรื่อย เนื่องจากทีมงานในห้องครัวก็เป็นพรรคพวกของผมด้วยขนมเหล่านี้ ท่านไหนทราบแล้วก็ช่วยเก็บไว้เป็นความลับอย่าได้แพร่งพรายไปนะครับ เดี๋ยวผมจะเดือดร้อน (อิอิ)

เมื่อซื้อขนมเสร็จและกลับไปที่ร้านขายผ้าผมก็ต้องแปลกใจ เพราะร้านขายผ้าเงียบสงัดเหมือนไม่มีผู้คน ผมเดินไปถามผู้จัดการร้านว่าคณะของผมหายไปไหน ผู้จัดการหัวเราะแล้วชี้ลงไปที่ห้องใต้ดิน ผมรีบตามลงไปทันที ภาพที่เห็นคือสมาชิกของผมเต็มใจเสียดุลการค้าระหว่างประเทศเกือบทั้งคณะ แถมยังเสียดุลกันอย่างเพลิดเพลิน กระทรวงพาณิชย์น่าจะโกรธคณะของผมอยู่มากในเรื่องนี้ เพราะถึงกับต้องเอารถอีกคันมาช่วยสมาชิกขนผ้ากลับรถไฟเลยทีเดียว

เรื่องช้อปปิ้งเราไม่ทำให้เสียชื่อคนไทยแน่นอน

ตะลุยเที่ยวรัฐราชสถานแห่งอินเดีย โหด มัน ฮา ในทริปรถไฟสุดหรู 7 คืน 8 วัน

เย็นวันนั้นเรามีมื้อค่ำพิเศษกันบน ป้อมปราการเมห์รานคฤห์ (Mehrangarh) เป็นที่มั่นของราชวงศ์มัลวาร์ของมหาราชาผู้ปกครองเมืองจอดปูร์ ป้อมนี้ตั้งอยู่บนภูเขา จึงมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองจอดปูร์ได้อย่างชัดเจน ในเมืองแห่งนี้บ้านแทบทุกหลังในเขตเมืองเก่าจะทาสีฟ้า เพราะเชื่อกันว่าช่วยป้องกันแมลงได้และทำให้บ้านเย็น 

ป้อมเมห์รานคฤห์ได้รับการพรรณนาถึงความวิจิตรบรรจงและความยิ่งใหญ่โดย Radyard Kipling นักประพันธ์ชาวอังกฤษผู้แต่งเรื่องเมาคลีลูกหมาป่าว่า 

“…เป็นผลงานการสร้างสรรค์ของเหล่านางฟ้า ภูตพราย และยักษ์…” 

สะท้อนให้เห็นถึงความมหัศจรรย์ทุกมิติของป้อมแห่งนี้เป็นอย่างดี

ชีวิตบนรถไฟ

ผมเล่าเรื่องโปรแกรมและบรรยากาศการเดินทางติดกันมา 2 เมืองแล้ว เห็นทีต้องพาทุกท่านเที่ยวชมบนรถไฟที่พวกเราใช้ชีวิตกันถึง 7 คืน 8 วัน นั้นเป็นอย่างไรบ้าง อันที่จริงรถไฟขบวนท่องเที่ยวก็มีลักษณะคล้ายกับเรือสำราญ เพียงแต่สิ่งอำนวยความสะดวกจำกัดกว่า มีห้องอาหาร ห้องสมุด ห้องพักผ่อน ร้านทำผม สปา ฟิตเนส ร้านขายของที่ระลึก และบาร์ เรียกได้ว่าเราใช้ชีวิตบนรถไฟนี้อย่างสะดวกสบาย เป็นประสบการณ์โดยสารรถไฟที่พิเศษมากทีเดียว

ห้องสมุด

ด้วยความที่โปรแกรมของเราไม่แน่นมาก จึงมีเวลาใช้บริการสิ่งเหล่านี้อย่างเต็มที่ พื้นที่ที่ผมใช้งานแต่เพียงผู้เดียวเป็นประจำคือฟิตเนส อันที่จริงแล้วก็ไม่ใช่ผมคนเดียวที่มาใช้บริการ เพราะแอนดรูว์เองก็ชอบมาเล่นฟิตเนสเหมือนกัน แต่มักเป็นช่วงเวลาดึกหน่อยหลังจากที่คณะของเราแยกย้ายกันไปพักผ่อนแล้ว แอนดรูว์ชอบท้าผมงัดข้อ ผมก็ยังไม่รับคำท้าของเขาจนบัดนี้ เพราะตระหนักดีว่ายากจะสู้ไหว และผมชอบไปนั่งอ่านหนังสือที่บาร์ 

บาร์แห่งนี้บาร์เทนเดอร์ชื่อ ศุภาม (Shubham) คุ้นเคยกับผมดี ศุภามรู้ว่าผมไม่เคยเรียกร้องอะไรมากไปกว่าโซดาเย็นๆ หนึ่งขวดและเลมอนผ่าซีก ผมกับศุภามคุยกันบ่อย ผมมักจะคุยเรื่องบ้านเกิดของศุภามในรัฐอุตตรขัณฑ์ (Uttarakhand) ซึ่งผมไม่เคยไป

ผู้เขียน-ศุภาม มุมประจำในบาร์บนรถไฟ

ที่ประจำอีกที่หนึ่งของผมคือห้องอาหาร พี่ตุ้ยซึ่งเป็นมัคคุเทศก์ตัวจริงจะรับหน้าที่ประสานงานกับพ่อครัวและผู้จัดการห้องอาหารว่าจะทำเมนูเสริมอะไรบ้าง พี่ตุ้ยจะใช้กลเม็ดเด็ดพรายออดอ้อนให้พ่อครัวสับผักชีให้บ้าง เตรียมพริกเตรียมหอม ตลอดจนคั้นน้ำมะนาวสำหรับทำสารพัดเมนูยำบ้าง ตลอดจนสั่งให้พ่อครัวต้มข้าวต้มเอาไว้ทุกเช้า ส่วนผมก็จะต้องรับบรีฟเมนูอาหารเป็นประจำทุกวัน ซึ่งตัวเลือกอาหารในแต่ละมื้อจะมีอาหารจานหลักให้เลือก 4 รายการ

มีเมนูแบบตะวันตก 2 รายการ และเมนูท้องถิ่น อาหารถาดแบบอินเดีย (Thali) อีก 2 รายการ เมนูแบบตะวันตกไม่ได้ยากอะไรมากนักเพราะเป็นเมนูที่ผมคุ้นเคยดีอยู่แล้ว แต่เมนูชุดอาหารแบบอินเดียนั้นจะเสิร์ฟเมนูอาหารท้องถิ่นประจำเมืองที่เราเดินทางไปถึงสลับกันไปทุกวัน ผมจึงต้องทำการบ้านกับเมนูอาหารอินเดียทุกมื้อว่ามื้อนี้จะเสิร์ฟอะไร อาหารแต่ละอย่างประกอบด้วยส่วนผสมอะไรบ้าง เพื่อจะบรรยายรายละเอียดให้สมาชิกฟังถึงมื้ออาหาร 

ด้วยหน้าที่เช่นนี้ทำให้ผมคุ้นเคยกับทีมงานของห้องอาหารด้วยเช่นกัน

ตั้งแต่ คุณราเชศ (Rajesh) ผู้จัดการห้องอาหาร พนักงานเสิร์ฟอย่างอังกูร (Ankur) และ ศากุน (Shakun) ผมจะต้องไหว้วานทั้งสองคนนี้เป็นประจำ ขอความช่วยเหลือกันไปมาจนกระทั่งสนิทสนมกันไปโดยปริยาย

ที่สุดท้ายแต่สำคัญที่สุดบนรถไฟคือห้องนอนขนาด 9 ตารางเมตร ที่นอนได้สองคนและมีห้องน้ำในตัว รถไฟหนึ่งขบวนจะมีห้องนอนทั้งสิ้น 4 ห้อง มีผู้ดูแลหรือบัตเลอร์ประจำขบวน ถ้าผู้เข้าพักในแต่ละขบวนต้องการความช่วยเหลืออะไรก็เรียกบัตเลอร์ได้ตลอดเวลา นั่นหมายถึงบัตเลอร์หนึ่งคนจะมีหน้าที่ดูแลผู้โดยสาร 8 คน 

เนื่องจากรถไฟเที่ยวนี้มีผู้โดยสารไม่เต็ม และห้องนอนของผมเป็นห้องนอนที่หลุดไปเป็นเศษเพียงห้องเดียวของขบวนสุดท้ายบนรถไฟ ผมจึงเป็นผู้โดยสารเพียงคนเดียวบนรถไฟนี้ที่มีบัตเลอร์ส่วนตัวที่ดูแลผมเพียงคนเดียวไม่ต้องดูแลคนอื่น และบัตเลอร์ของผมว่างมากเพราะผมไม่เคยเรียกร้องอะไรมากไปกว่ากาแฟดำหนึ่งแก้วทุกเช้า 

นี่คือความลับอีกข้อหนึ่งที่ผมยังไม่เคยบอกใครเช่นกันครับ

The Ranthambore National Park of Sawai Madhopur

วันนี้ถือว่าเป็นวันที่ผมมีหน้าที่น้อยที่สุดตลอดทั้งโปรแกรม เพราะวันนี้เราจะเที่ยวกันแบบทัวร์ซาฟารีใน อุทยานแห่งชาติรันธัมบอร์ (Ranthambore National Park) เมืองสะวายมัดโฮปูร์ (Sawai Madhopur) ซึ่งมีเนื้อที่ 13,499 km2 เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์นานาชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เสือโคร่งลายพาดกลอนตัวเป็นๆ 

วันนี้เราจะใช้เวลาอยู่กับสิงสาราสัตว์ทั้งวัน หน้าที่การบรรยายประวัติศาสตร์ของผมจึงเป็นอันพักไปชั่วคราว เพราะในผืนป่าไม่มีประวัติศาสตร์อะไรมากนัก ตอนเช้าเราไปเดินเล่นที่หมู่บ้านรามสิงห์ (Ramsingh Village) ตั้งอยู่ใกล้อุทยานแห่งชาติ เป็นหมู่บ้านที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเดินเข้าไปสัมผัสวิถีชาวบ้านในชนบทของอินเดีย ชาวบ้านในชุมชนแห่งนี้มีฝีมือด้านศิลปะมากอยู่ เพราะวาดภาพทิวทัศน์ที่งดงามและเสือโคร่งตัวโตเป็นของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยวได้

ตอนบ่ายเราเปลี่ยนพาหนะจากสองเท้าของเราเป็นรถขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Canter เป็นรถท่องซาฟารียกสูงที่จุคนได้เกือบ 30 คน ผมมีความทรงจำที่ไม่มีวันลืมกับรถ Canter ในอุทยานแห่งชาตินี้เมื่อปีก่อน เพราะรถเจ้ากรรมนี้พาผมและสมาชิกอีกเกือบ 30 คน ติดหล่มโคลนตั้งแต่ต้นทาง ต้องลากจูงเร่งเครื่องอะไรกันยกใหญ่จนเสียงดังอึกทึก ส่งผลให้สัตว์ป่าน้อยใหญ่หนีหายไปหมด วันนั้นทั้งวันจึงไม่พบสัตว์ชนิดใดเลยนอกจากนก 

ปีนี้ผมภาวนาอย่าให้เราเจอเหตุการณ์เช่นที่ว่านี้อีก แอนดรูว์และอทิติบอกกับผมว่าถ้ารอบนี้รถติดหล่มโคลนอีก ผมอาจจะไม่ได้รับอนุญาตให้มาร่วมทริปนี้ด้วยอีกแล้ว เพราะไม่มีใครเคยเจอเหตุการณ์รถติดหล่มโคลนเลยจนกระทั่งผมมาเยือน (อ้าว!) พอพูดจบคนทั้งคู่ก็หัวเราะ

เคราะห์ดีที่รอบนี้รถของเราวิ่งได้โดยสะดวกจนกระทั่งทะลุเข้าไปถึงกลางอุทยานแห่งชาติ พอดีกับที่เจ้าหน้าที่เห็นรอยเท้าของเสือโคร่งอยู่ที่ชายป่าด้านหนึ่ง เราจึงค่อยๆ ลดความเร็วของรถเพื่อให้แล่นไปอย่างเงียบที่สุด พอรถเคลื่อนไปอีกสักระยะ เราได้กลิ่นซากกวางผู้เคราะห์ร้ายโชยเข้ามาปะจมูก เป็นสัญญาณจากธรรมชาติที่บ่งบอกให้รู้ว่าเข้าใกล้เขตของเสือโคร่งมากเต็มทีแล้ว เจ้าหน้าที่อุทยานบอกกับเราว่าเสือโคร่งจะไม่กินของเหลือของกันและกัน ซากกวางที่ปรากฏอยู่ในวันนี้อาจจะถูกล่ามาตั้งแต่วันหรือสองวันก่อน และเสือโคร่งจะย้อนกลับมากินซากกวางที่ตนเองหาได้ 

เรารอคอยนาทีที่เสือโคร่งปรากฏตัวขึ้นอย่างใจเย็น และแล้วก็สมหวัง เพราะเสือโคร่งปรากฏตัวตรงหน้าถึง 2 ตัว ตัวหนึ่งเดินตรงเข้ามายังซากกวางที่เคยล่าไว้ ส่วนอีกตัวหนึ่งกำลังหมอบคอยอย่างใจเย็นในพงหญ้า สายตาจ้องเล็งไปยังกวางคู่หนึ่งซึ่งกำลังเล็มหญ้าอยู่ไม่ไกล พี่ท่านหนึ่งที่เป็นสมาชิกของเรากระซิบว่า เสือตัวนี้คงจะกดสั่ง Food Delivery เจ้าดังให้มาส่งที่หน้าบ้าน พอพูดจบก็หัวเราะคิกคัก 

เราตั้งใจปล่อยให้ห่วงโซ่อาหารดำเนินไปตามครรลองของระบบนิเวศ ในขณะที่นักท่องเที่ยวชาวตะวันตกอีกกลุ่มหนึ่งลุ้นเต็มที่ให้การล่าเกิดขึ้น แต่แล้วคุณป้าอีกท่านหนึ่งก็พนมมือขึ้นพร้อมกับสวดมนต์แผ่เมตตาขอให้สัตว์โลกทั้งหลายอย่าได้จองเวรซึ่งกันและกันเป็นการใหญ่ และอานุภาพแห่งพระรัตนตรัยคงจะมีมาก กวาง 2 ตัวนั้นไหวตัวทันและกระโจนหนีหายเข้าไปในป่า พร้อมกับคุณป้าที่ยกมือขึ้นสาธุ

ในเมื่อธรรมชาติดำเนินไปเช่นนี้ พวกเราก็พร้อมใจกันสาธุด้วยคนครับ

Jaipur, the Pink City

เช้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายในรัฐราชสถาน เป็นวันสำหรับเมืองชัยปุระ หรือออกเสียงแบบท้องถิ่นว่า จัยปูร์ (Jaipur) ผมลงมาที่ห้องอาหารตั้งแต่เช้า นั่งคุยกับราเชศ อังกูร ศากุน และศุภามไปพลาง พร้อมอ่านรายละเอียดการเดินทางของวันนี้ไปพลาง สักพักหนึ่งอทิติก็เดินมาทักทายผมพร้อมกับกระซิบกระซาบอะไรบางอย่าง

“ทีเค ฉันมีข่าวจะบอก เมื่อวานนี้ที่จัยปูร์เราเจอนักท่องเที่ยวชาวจีนติดไวรัสสายพันธุ์ใหม่อะไรสักอย่าง เป็นผู้ติดเชื้อรายแรกในอินเดีย แต่ฉันว่าไม่น่ามีอะไรมากหรอก ฉันแค่มาบอกคุณเฉยๆ มันเป็นแค่ไวรัส 

“ฉันคิดว่าไวรัสที่ว่านี้อาจจะอยู่ในอินเดียไม่ได้ก็ได้ ไม่ต้องกังวล” พอพูดจบอทิติก็โยกคอไปมา

มันเป็นแค่ไวรัส… ในวันนั้นอทิติก็เชื่ออย่างที่คนส่วนมากในโลกนี้เชื่อนั่นแหละครับ 

แต่พูดผิดพูดใหม่ได้นะอทิติ ไม่มีใครโกรธคุณเลย (ร้องไห้)

จัยปูร์เป็นเมืองสีชมพู เนื่องจากเมื่อ ค.ศ.1876 มหาราชารามสิงห์ได้มีพระบัญชาให้ทาสีบ้านเรือนทั้งเมืองให้เป็นสีชมพู เพื่อเป็นเกียรติแก่มกุฎราชกุมารแห่งอังกฤษที่เสด็จพระราชดำเนินมายังเมืองนี้ สีชมพูเป็นสีโปรดของพระองค์ จึงทำให้บริเวณเมืองเก่าของจัยปูร์ทั้งหมดกลายเป็นสีชมพูอมส้มไปหมดทั้งเมือง เช้านี้คณะของเราเริ่มต้นเดินทางกันที่ City Palace ซึ่งยังคงเป็นที่ประทับของพระราชวงศ์มาจนถึงปัจจุบัน มหาราชาองค์ปัจจุบันคือ มหาราชาสะวายปัทมนาภสิงห์ (Maharaja Padmanabh Singh) พระชนม์เพิ่งจะ 20 พรรษาเศษๆ เท่านั้นและยังมิได้ทรงอภิเษกสมรส 

ได้ฟังเท่านี้สมาชิกหลายท่านก็ตื่นเต้นเป็นการใหญ่

ส่วนที่น่าสนใจของ City Palace มีอยู่หลายส่วนด้วยกัน ส่วนแรกคือ The Blue Room อยู่ส่วนบนของพระราชวัง เป็นส่วนที่เราจะต้องซื้อบัตรเข้าชมพิเศษแยกเข้าไปในราคาสูงพอสมควร ส่วนที่สองคือ พระราชวังสายลม หรือ Hawa Mahal เป็นสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นที่สุดของพระราชวังนี้ที่ปรากฏอยู่ในโปสเตอร์ส่งเสริมการท่องเที่ยวแทบทุกชิ้นของเมืองจัยปูร์ กำแพงสูง 5 ชั้นที่มีช่องหน้าต่างเล็กๆ เจาะอยู่ริมรั้วเขตพระราชฐานนั้นมีไว้สำหรับนางสนมกำนัลของมหาราชาในอดีตได้ออกมานั่งชมความเป็นไปของเมือง โดยที่บุคคลภายนอกมองลอดหน้าต่างเข้าไปเห็นความงามของนางกำนัลเหล่านี้ไม่ได้ 

และส่วนที่สามคือ หอดูดาว Jantar Mantar สร้างขึ้นโดย มหาราชาสะวายจัยสิงห์ที่ 2 (Maharaja Sawai Jai Singh II) ที่สนพระทัยด้านดาราศาสตร์มาก จึงทรงรับสั่งให้สร้างหอดูดาวแห่งนี้ขึ้นมาเครื่องมือทางดาราศาสตร์ทั้ง 19 ชิ้นบนพื้นที่นี้สร้างขึ้นด้วยหินและมีขนาดใหญ่โตมาก ส่วนหนึ่งน่าจะเอาไว้ใช้สำหรับการคำนวณฤกษ์ยามสำหรับออกศึกหรือการประกอบพิธีสำคัญต่างๆ ของเมือง

พระราชวังสายลม หรือ Hawa Mahal
หอดูดาว Jantar Mantar

ในตอนบ่ายเราเดินทางออกไปนอกเมืองจัยปูร์เพื่อเที่ยวชม ป้อมปราการแอเมอร์ (Amer Fort) มักจะเรียกกันคลาดเคลื่อนจนคุ้นชินว่า Amber Fort ป้อมปราการแห่งนี้เป็นป้อมสูงตระหง่านอยู่บนสันเขา ประดับประดาด้วยจิตรกรรมอันละเอียดลอออย่างมโหฬาร ส่วนที่น่าสนใจที่สุดเริ่มต้นตั้งแต่ลานประชุมพลบริเวณด้านหน้า (Jaleb Chowk) และที่ประทับสำหรับว่าราชการ (Diwan – i – Am) สีที่นำมาทาตกแต่งนั้นเป็นสีจากพืชพรรณธรรมชาติทั้งหมด

ยิ่งเมืองรายล้อมไปด้วยอัญมณีและหินสีที่มีค่าก็ยิ่งขับเน้นความงดงามของป้อมปราการแห่งนี้ให้งดงามขึ้นไปอีก ภายในเขตพระราชฐานของป้อมปราการแห่งนี้แบ่งออกเป็นหลายชั้น มีส่วนที่ประทับในฤดูร้อนและในฤดูหนาวที่มีการออกแบบเชิงสถาปัตยกรรมต่างกัน ส่วนที่ประทับในฤดูร้อนมีทางน้ำไหลผ่านเป็นช่องให้ลมพัดผ่านได้ ช่วยลดอุณหภูมิที่ร้อนจัดของดินแดนราชสถานได้เป็นอย่างดี ส่วนที่ประทับในฤดูหนาวก็เป็นห้องประทับที่มิดชิดแต่ก็ไม่อึดอัด ช่วยให้ผ่อนคลายและอบอุ่นสบายในช่วงที่ความหนาวเหน็บปกคลุมดินแดนแห่งนี้

The Summer residence of Amer Fort

ที่ Amer Fort นอกจากจะคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวแล้วก็ยังคลาคล่ำไปด้วยคนเร่ขายของเช่นเดียวกับสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไปในประเทศอินเดีย แต่ที่ Amer Fort นี้ผมเห็นว่าคนขายของออกจะต้องอุตสาหะมากกว่าที่อื่นๆ เพราะการจะเดินตามเพื่อ ‘ตื๊อ’ ให้เราซื้อของนั้น เขาจะต้องเดินขึ้นเดินลงภูเขากันวันละหลายสิบรอบเลยทีเดียว

ใจผมเองซึ่งเป็นคนที่ต้องดูแลสวัสดิภาพและความปลอดภัยของทั้งหมู่คณะก็ยอมรับว่ากังวลไม่น้อย เพราะเราไม่รู้ว่าใครเป็นใคร แต่ขณะเดียวกันก็เห็นใจว่าคนขายของทั้งหมดเขาก็ต้องประกอบอาชีพหาเลี้ยงตัวเช่นเดียวกับเราทุกคน ผมจึงขอร้องแกมดุเล็กน้อยว่าถ้านักท่องเที่ยวท่านใดปฏิเสธไม่ซื้อของแล้ว พวกคุณก็อย่าเสียเวลาเดินตามอีกเลย เพราะมาเดินล้อมหน้าล้อมหลังกันเป็นสิบยี่สิบคนเช่นนี้ไม่ดีแน่ 

บางคนที่เห็นว่าขายของไม่สำเร็จแน่แล้วก็ถอยกลับไป จนเหลือคนขายของคนสุดท้ายที่พยายามตามวิงวอนให้สมาชิกของผมท่านหนึ่งซื้อปากกาสี โดยลดราคาตั้งแต่ 800 รูปี (ประมาณ 400 บาท) จนเหลือ 100 รูปี (ประมาณ 50 บาท) เท่านั้น ผลสุดท้าย คนขายของผู้นี้เป็นคนเดียวที่ปิดการขายสำเร็จ หลังจากได้รับเงินเรียบร้อย เขาจึงหันมาพูดกับผมซึ่งพยายามจะหยุดลูกตื๊อของทุกคนว่า

“เป็นไงล่ะ ผมชนะ” แล้วเขาก็ยักคิ้วให้ผม เป็นอันว่าผมก็ต้องยอมแพ้ไปโดยปริยาย

จนกว่าจะพบกันใหม่

ผู้เขียน-อทิติ-พี่ตุ้ย

รถไฟของเราเดินทางมาถึงกรุงเดลี ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของรถไฟขบวนนี้แต่เช้า

แอนดรูว์เดินมาบอกกับผมว่าเขาตั้งหน้าตั้งตารอที่จะให้ผมพากลุ่มคนไทยมาเดินทางบนรถไฟสายนี้ด้วยกันอีก เพราะคนไทยเป็นนักท่องเที่ยวเพียงกลุ่มเดียวที่เชิญเขาเข้าไปถ่ายรูปหมู่ด้วย โดยไม่ตั้งแง่กีดกันว่าเขาเป็นเพียงพนักงานประจำรถไฟ เช่นเดียวกับอทิติที่สัญญากับผมเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าปีหน้าจะต้องมาล้มลุกคลุกคลานด้วยกันอีก

ตอนที่เราลงจากรถไฟ พนักงานทุกคนรวมตัวกันมาส่งเรา ผมโบกมือลาเพื่อนร่วมงานที่ร่วมงานกันมาตลอด 7 คืน ทุกคนรู้ว่าผมมีกำหนดการให้เดินทางไปอินเดียเป็นระยะ ทั้งเรื่องงานและการเดินทางส่วนตัว เพราะฉะนั้น เราทุกคนจึงรู้สึกว่า เมื่อไหร่ที่ผมมาเดลี เราค่อยนัดไปกินข้าวก็ได้ เราจึงน่าจะได้พบกันอีกเร็วๆ นี้

แอนดรูว์-ผู้เขียน

แต่เหตุการณ์ก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราหวัง เพราะเชื้อโรคตัวร้ายได้หมุนโลกใบนี้ให้ล้มคว่ำคะมำหงายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อโลกหยุดหมุน พวกเราทุกคนแตกกระสานซ่านเซ็นไปคนละทาง บางคนย้ายงานขึ้นไปประจำการที่รีสอร์ตบนเทือกเขาหิมาลัยเป็นการถาวร บางคนกลับไปพักกายพักใจอยู่ที่บ้านเกิดซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ที่ต้องเดินทางนับวันนับคืนกว่าจะไปถึง บางคนก็ยังรอคอยวันที่รถไฟสายเดิมจะได้กลับมาเปิดหวูดอย่างเต็มที่อีกครั้ง

โชคดีที่โลกออนไลน์ทำให้เราติดต่อกันได้บ้าง หลายคนบอกกับผมว่าบ้านเมืองของพวกเขายินดีต้อนรับผมเสมอ ผมก็ตอบกลับไปทุกครั้งที่ได้คุยกันว่าผมก็รอวันที่ทุกอย่างจะกลับไปเป็นปกติเช่นเดียวกัน

ผมหวังให้ทุกๆ คนสบายดี จนกว่าจะถึงวันที่เราได้พบกันอีก

แหล่งอ้างอิงประเภทเอกสาร

คุณากร วาณิชย์วิรุฬห์ และ พาฝัน ศุภวานิช (บรรณาธิการ). Incredible India: Rajasthan, Delhi & Agra. กรุงเทพฯ: วงกลม.

เทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระ. (2558). 

ประพาสราชสถาน. (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้ง.

Abigail Blasi, Lindsay Brown and Michael Benanav. (2017). Rajasthan, Delhi & Agra. 5th Edition. 

China: Lonely Planet Global.

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ณัฐพงศ์​ ลาภบุญทรัพย์

วิทยากรและครูสอนวิชาภาษาไทยและสังคมศึกษาฯ ผู้รักการเดินทางเพื่อรู้จักตนเองและรู้จักโลกเป็นชีวิตจิตใจ เดินทางไปแล้วครบทุกจังหวัดในประเทศไทย และกว่า 50 ประเทศทั่วโลก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load