18 สิงหาคม 2561
6 K

นี่คือการนั่งเครื่องบินแบบเช่าเหมาลำครั้งแรกของผม

เครื่องบินของสายการบินมะฮอกกานีแบบ 40 ที่นั่ง มีขนาดใกล้เคียงรถบัส รอบตัวผมคือผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวและสื่อมวลชนสายท่องเที่ยวจากทั่วโลก พวกเรามาร่วมงาน Zatex หรือ Zambia Travel Expo ที่เมืองลูซากา ประเทศแซมเบีย แต่ก่อนจะได้ฟังสัมมนาและเดินดูบูทขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทุกแขนงในแซมเบีย ผู้จัดงานพาพวกเราพวกเราบินไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในประเทศ นั่นคือเหตุผลที่ผมนั่งอยู่ในเครื่องบินลำนี้

ผมไม่แน่ใจว่า สายการบินอื่น สนามบินอื่น หรือประเทศอื่น มีระบบจัดการตั๋วสำหรับเครื่องบินเช่าเหมาลำยังไง แต่ที่นี่เจ้าหน้าที่หยิบปากกาลูกลื่นมาเขียนชื่อของผมและรายละเอียดการเดินทางลงบนบัตรโดยสาร และสติกเกอร์ติดกระเป๋า

โคตรคราฟต์!

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินก็น่ารัก เธอเดินมาทักทายและยื่นขนมถุงๆ พวกมันฝรั่งทอดให้ตลอดการเดินทาง แม้กระทั่งช่วงที่เครื่องบินก้มหน้าแลนดิ้ง ถ้าเป็นสายการบินอื่น ช่วงนี้ผู้โดยสารและลูกเรือต้องคาดเข็มขัดนิรภัยอยู่กับที่นั่ง แต่ในจังหวะที่เครื่องบินถลาเข้าหาพื้นสนามบิน เธอก็ยังเดินแจกลูกอมอย่างอารมณ์ดี ราวกับกลัวว่าพวกเราจะขาดน้ำตาลในเลือด

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

สุดท้าย ก้นของเธอก็แตะเบาะก่อนล้อแตะพื้นแค่ 10 วินาที

ที่นี่ ประเทศแซมเบีย

แซมเบียอยู่ตรงไหนในโลก

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

เห็นรถที่รอรับพวกเราหน้าสนามบินมฟูเว่ (Mfuwe Airport) แล้วรู้สึกถึงความเป็นซาฟารีทันที มันเป็นรถกระบะที่สั่งซื้อมาจากออสเตรเลีย แล้วดัดแปลงส่วนกระบะให้ยกสูงเป็นที่นั่ง เปิดโล่งรอบด้าน เหมาะกับการดูสัตว์ทุกทิศ

และรับสายฝนทุกทาง

ออกจากสนามบินมาไม่ถึง 10 นาที ฝนก็เทลงมา และสาดเข้ามารอบด้าน เปียกเหมือนซ้อนมอเตอร์ไซค์กลางสายฝน พี่คนขับชะลอรถเข้าข้างทางแล้วหยิบเสื้อกันฝนยื่นให้เราคนละตัว แล้วขับลุยฝนต่อ

เรากำลังมุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติเซาธ์ลวงวา (South Luangwa National Park)

ผมและเพื่อนร่วมทางทุกคนเพิ่งเคยมาแซมเบียเป็นครั้งแรก ยิ่งไปกว่านั้น ผมและอีกหลายคนก็ไม่รู้มาก่อนว่า แซมเบียอยู่ตรงไหนบนแผนที่โลก

หลายคนทำการบ้านมาอย่างตั้งใจ แต่พอผมรู้ว่าทริปนี้จะมีคนจัดการทุกอย่างให้ ผมเลยตั้งใจว่า จะไม่หาข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับแซมเบียล่วงหน้า ไม่อยากรู้ว่าอยู่ตรงไหน ภูมิประเทศเป็นยังไง ผู้คนหน้าตาแบบไหน พูดภาษาอะไร ไปเจอกันที่นั่นเลยดีกว่า ข้อมูลเดียวที่ผมตั้งใจหามาจากบ้านก็คือ อุณหภูมิ แซมเบียมีอากาศเย็นสบายคล้ายเชียงใหม่

ถ้าคุณอยากรู้ว่าแซมเบียอยู่ตรงไหน ผมให้เวลาคุณโยกหน้าจอไปเสิร์ชแผนที่ดูสักครู่ แต่ถ้าอยากลุ้นไปด้วยกัน ก็กระชับเสื้อกันฝนแล้วไปต่อเลย

แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นจุดเด่นของประเทศแซมเบียมี 2 อย่าง คือ น้ำตกวิกตอเรีย ซึ่งเราจะไปเที่ยวกันในตอนหน้า และการท่องเที่ยวซาฟารี ที่นี่ความสมบูรณ์และหลากหลายของสัตว์ป่าสูงมาก สัตว์ป่าตัวพ่อของซาฟารี 5 ชนิด หรือที่เรียกว่า Big 5 ก็มีครบถ้วน ไม่ว่าจะไปย่านไหนก็จะได้เห็นสัตว์ป่าเกือบจะครบทุกชนิด

แต่ถึงอย่างนั้น การท่องเที่ยวซาฟารีในแซมเบียก็ยังไม่เป็นที่รู้จักมากเท่าประเทศเพื่อนบ้าน

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

ช่วงที่ฝนเริ่มซา พี่คนขับรถเล่าว่า จุดเด่นของซาฟารีแบบแซมเบียที่ไม่ค่อยจะมีใครเหมือนก็คือ ซาฟารีแบบเดิน แทนที่เราจะนั่งรถไปดู ก็เปลี่ยนเป็นการเดินเรียงแถวกันไป มีไกด์พร้อมปืนยาวเดินนำหน้า นักท่องเที่ยวเดินตามอีก 5 – 6 คน ปิดท้ายด้วยทีมงานอีกคนพร้อมปืนยาว

พวกเรากระจายตัวกันพักในรีสอร์ต 3 แห่ง อยู่ห่างกันร่วมสิบกิโลเมตร Kafunta Safari Lodge ของผมไม่มีทริปซาฟารีแบบเดิน แต่อีกแห่งมี เพื่อนร่วมทริปของผมเล่าว่า ชาวคณะนั้นโหวตการเที่ยวซาฟารีแบบขึ้นรถแทนการเดิน เพราะไม่อยากแบกอุปกรณ์กล้องหนักๆ เดินไกลๆ

ฟังแล้วก็เสียดายแทน

ที่พักของผมไม่ได้อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเหมือนที่อื่น แต่อยู่ในพื้นที่กันชนรอบอุทยานฯ เป็นพื้นที่ซึ่งชาวบ้านเดินเข้ามาเก็บไม้ เก็บน้ำผึ้งได้ เช่นเดียวกับสัตว์ที่เข้ามาหากินแถวนี้ได้เช่นกัน พอเริ่มเข้าเขตพื้นที่กันชน เราก็เห็นฝูงกวางเยอะมาก คุณพี่คนขับบอกว่า พอคนไม่ล่ามันก็รู้สึกปลอดภัย เลยมาใช้ชีวิตในบริเวณนี้เยอะมาก

เขาเล่าต่อว่า ที่พักในเขตอุทยานฯ กับด้านนอกแทบไม่ต่างกัน ทั้งหมดเป็นของเอกชน ถ้าอยู่ในเขตอุทยานต้องขออนุญาตจากรัฐบาล ถ้าอยู่ข้างนอกต้องขอจากหัวหน้าชุมชน ใช้ระบบเช่า 99 ปี เหมือนกัน ขออนุญาตจากหน่วยงานไหนก็จ่ายค่าเช่าให้หน่วยงานนั้น

รีสอร์ตไม่ได้จ่ายแค่ค่าเช่าที่ แต่ต้องจ่ายเงินให้ชุมชนทุกปี และต้องช่วยสนับสนุนโครงการต่างๆ ของชุมชน เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล หรือถนน นั่นคือสิ่งที่ชุมชนได้จากการท่องเที่ยว เรื่องจ้างงานนั้นถือเป็นเรื่องเล็กมาก

ทุ่งรับแขก

พวกเราเดินลากกระเป๋าเข้ามาที่อาคารอเนกประสงค์ตรงกลางรีสอร์ต ที่นี่ใช้เป็นทั้งที่กินข้าว บาร์ ที่นั่งเล่น และที่ทำงาน เพราะเป็นจุดเดียวที่มีสัญญาณไวไฟ

แก้ว Welcome Drink คงกำลังเสียความมั่นใจ เพราะทุกคนพร้อมใจกันเดินผ่านพวกมันไปที่ระเบียง นาทีนี้ทุกคนอยากจะใช้มือทั้งสองข้างประคองกล้องถ่ายรูปแล้วรัวชัตเตอร์ก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากัน

จากระเบียงมองออกไปจะเห็นวิวพื้นที่ชุมน้ำแบบ 180 องศา อันที่จริงมันคือแม่น้ำ แต่ก็มีสันดอนผืนใหญ่หลายผืนโผล่ขึ้นมาซึ่งชะอุ่มไปด้วยหญ้าและพืชอีกหลายพันธุ์ ตรงนี้เป็นสวรรค์ของสัตว์กินพืช จึงเป็นสวรรค์ของสัตว์กินสัตว์ และสวรรค์ของคนที่อยากเห็นสัตว์กินสัตว์กินสัตว์กินพืช เพราะพื้นที่สุดท้ายที่ติดกับรีสอร์ตเป็นน้ำซึ่งกว้างเกินกว่าสัตว์ผู้ล่าจะกระโดดข้ามมาได้

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

ตรงหน้าพวกเรามีฝูงกวางกำลังยืนกินอาหารตามธรรมชาติ และมีนกอินทรีเกาะอยู่ที่ต้นไม้ซึ่งยืนตายซาก เป็นภาพที่ให้ความรู้สึกเหมือนผมกำลังยืนอยู่หน้าจอโทรทัศน์ขนาดยักษ์

ตัดเข้าโฆษณาสักครู่

ผู้จัดการรีสอร์ตเชิญพวกเรามารวมตัว แก้ว Welcome Drink เคลื่อนย้ายจากถาดมาแตะริมฝีปากพวกเราเรียบร้อย ผู้จัดการซึ่งเป็นชาวตะวันตกอธิบายว่า ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำคือพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติ พื้นที่ตรงนี้จึงมีสัตว์ป่าแวะเวียนมาไม่ขาด เก้งกวางนี่เห็นได้ทั้งวัน บาบูนก็อยู่กันเต็มรีสอร์ต ฮิปโปจะขึ้นมาช่วงดึก ช้างก็เคยเข้ามาบ้างช่วงที่ต้นมะม่วงป่าออกลูก เสือดาวกับสิงโตก็เป็นแขกประจำ

“คืนนี้คุณอาจจะเจอสิงโตนะ”

ผมพยายามวิเคราะห์ว่า ประโยคนี้เป็นข้อเท็จจริง เป็นมุก หรือเป็นคำขู่เพื่อให้เราปฏิบัติตามกฎ

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

“หลังพระอาทิตย์ตกและก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ห้ามเดินออกนอกอาคารโดยลำพัง ไม่ว่าจะไปไหนก็ตามต้องมีเจ้าหน้าที่ไปด้วยเสมอ ถ้าคุณอยากไปไหนให้ปรบมือ จะมีเจ้าหน้าที่พาคุณไป” คุณผู้จัดการพูดแบบจริงจัง

“ประตูทุกบานต้องล็อกกลอนเสมอ ไม่งั้นลิงบาบูนอาจจะเปิดเข้ามา ในห้องของคุณอาจจะมีค้างคาว ไม่ต้องกลัว มันเป็นพันธุ์กินพืช ส่วนแมงมุมก็เป็นพันธุ์ที่ไม่อันตราย ไม่ต้องตกใจ”

คำแนะนำยังไม่หมดแค่นั้น

“ถ้าตอนกลางคืนได้ยินเสียงบาบูนผิวปากหรือร้อง ไม่ต้องตกใจ มันกำลังเตือนสัตว์ด้วยกันว่าเสือดาวหรือสิงโตอยู่แถวนี้”

การออกไปวิ่งนอกรีสอร์ตในช่วงเย็นหรือเช้าเป็นสิ่งที่ผมไม่ได้รับอนุญาต ผมไม่ควรห้าวหาญทดลองทำ Running Safari

เดี๋ยวจะได้วิ่งกันป่าราบ

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

รอสัตว์กินสัตว์กินสัตว์กินพืช

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

อาหารเย็นมื้อนี้จัดโต๊ะแบบลองเทเบิ้ลริมน้ำ และเสิร์ฟอาหารเป็นคอร์สตามธรรมเนียมตะวันตก พวกเรานั่งกันฝั่งละ 6 คน มีไกด์ของรีสอร์ตนั่งหัวโต๊ะ รวมเป็น 13 คน

เพื่อนร่วมทริปของผมทุกคนมีนิสัยเหมือนกันคือ พวกเขารักการคุยกับเพื่อนใหม่ ทุกครั้งที่ขึ้นรถ ขึ้นเครื่องบิน หรือนั่งที่ไหนก็ตาม เขาจะเปลี่ยนตำแหน่งที่นั่งเสมอ เพื่อจะได้คุยกับเพื่อนใหม่ คุยตลอดเวลา ไม่มีใครหลับ และไม่มีใครหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเล่นฆ่าเวลา ถ้าพวกเขาไม่มีอะไรทำ เขาจะชวนคนข้างๆ คุย

จะบอกว่าพวกเขาว่างก็ไม่ใช่ เพราะหลายคนต้องเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมาปั่นงานในรถหรือแม้แต่ช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนมื้ออาหาร แต่พอส่งงานเสร็จ พวกเขาก็มองแต่หน้าเพื่อนๆ ไม่มีการก้มมองหน้าจอแต่อย่างใด

ที่ผ่านมา ผมคุ้นเคยกับลองเทเบิ้ลในฐานะของสไตล์มากกว่าแก่นแท้ของมัน เวลาเราไปกินอาหารที่จัดโต๊ะแบบยาว เราก็คุยกับเพื่อนที่ไปด้วยกันซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ อาหารมื้อนี้ไม่ได้เป็นแบบนั้น ด้วยขนาดโต๊ะที่ไม่ใหญ่จนเกินไป บทสนทนาที่เกิดขึ้นจึงเป็นของคนทั้งโต๊ะ คุยเรื่องเดียวกันด้วยกัน ไม่มีการแอบคุยกับคนข้างๆ แทรกระหว่างที่คนอื่นกำลังพูด

เรื่องราวที่เอามาแลกเปลี่ยนกันเริ่มต้นด้วยประสบการณ์การไปเที่ยวซาฟารีในประเทศอื่น แล้วขยับมาเป็นการเดินป่าบนเส้นทางสุดโหดทั้งหลาย จากนั้นก็ยกระดับมาเป็นประสบการณ์เสี่ยงตาย เช่น โดนช้างวิ่งไล่รถ เดินป่าในอเมริกาแล้วเจอหมีวิ่งเข้าหา ตั้งแคมป์แล้วเจอสัตว์ป่าระยะประชิด สักพักชื่อสัตว์ที่พูดถึงก็เริ่มแปลกขึ้นเรื่อยๆ จนผมงงว่ามันคือตัวอะไรกันบ้าง

นาทีนั้นถ้าผมจะเล่าสักเรื่องให้คนทั้งโต๊ะตื่นเต้นกว่าเรื่องที่ผ่านๆ มาได้ คงต้องเจอมังกร หรือไม่ก็ไดโนเสาร์

แต่เรื่องสิงโตที่อยู่ตรงหน้าของพวกเราก็พอจะได้อยู่

ไกด์ของรีสอร์ตเป็นชาวเบลเยียม สวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีกากีของ Camel ใส่กางเกงขาสั้นสีเดียวกัน ดึงถุงเท้าขึ้นมาครึ่งน่อง มีเคราบางๆ สีขาว ผิวขาวของเขาอมแดง คงจะด้วยแรงแดด คาแรกเตอร์เหมือนนักสำรวจธรรมชาติที่เราเห็นในหนังฮอลลีวูด

เขาคือคนที่เล่าเรื่องสนุกที่สุดในค่ำคืนนี้ เขาเล่าเรื่องสัตว์แถวนี้ว่าแต่ละตัวมีพฤติกรรมยังไง ฟังดูรู้จักรู้ใจเหมือนเล่าเรื่องหมาที่บ้าน เรื่องของเขาไม่มีฉากพิสดารเหมือนเรื่องของผู้ร่วมทริป แต่ก็ดึงดูดให้ทุกคนตั้งใจฟังแบบติดหนึบ

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

หลังของหวาน เขาชวนทุกคนไปยืนริมระเบียง ไฟสนามของรีสอร์ตที่ส่องลงไปที่ทุ่งหญ้าทำให้เราเห็นว่ากวางกำลังยืนกินหญ้า เห็นฮิปโปตัวเบ้อเริ่มขึ้นจากน้ำมาเดินบนทุ่ง พวกมันมากัน 5 – 6 ตัว มีลูกเล็กๆ ด้วย ไกด์บอกว่า ตอนกลางวันฮิปโปจะนอนแช่น้ำคุยกัน ช่วงกลางคืนค่อยออกมาหาอะไรกิน

ฮิปโปพวกนี้อยู่ใกล้เรามาก ระยะเดียวกับที่เราเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้างได้ด้วยการยกมือ

หลายคนยกมือขึ้นมากดชัตเตอร์ แต่ก็ออกมาไม่สวยนัก เพราะความสว่างตอนนี้เพียงพอแค่ตาเห็น แต่สลัวเกินกว่าเลนส์จะเพ่งไหว

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

พี่ไกด์เอาสปอตไลต์อันใหญ่มาฉายไฟไล่ไปตามจุดต่างๆ แล้วดวงไฟก็ไปหยุดที่สิงโตตัวหนึ่งซึ่งยืนอยู่ไกลๆ ทางด้านซ้าย มันกำลังย่องมาหาฝูงกวางที่อยู่ตรงกลาง

เหมือนพวกเรากำลังนั่งอยู่ในห้องรับแขกหลังมื้ออาหารแล้วเปิดดูรายการสารคดีสัตว์ป่าทางช่อง National Geographic

“กวางวิ่งเร็วกว่าสิงโต ถ้าวิ่งพร้อมกันสิงโตไล่ไม่ทันหรอก มันก็เลยต้องอ้อมไปซุ่มรอกวางเผลอแล้วกระโจนเข้าใส่” พี่ไกด์อธิบายกลยุทธ์ของสิงโต

“แต่กวางและสัตว์อื่นๆ พอเห็นสิงโตมันก็เตือนกัน ฝูงกวางเลยถอยห่างออกมาอีกสักร้อยสองร้อยเมตร ตัวที่อยู่ริมสุดก็จ้องสิงโตไว้ พอสิงโตขยับ มันก็วิ่งหนี” นี่คือกลยุทธ์ของฝั่งกวาง

พอฝูงกวางย้ายไปยืนกินหญ้าด้านขวา สิงโตก็เดินอ้อมแม่น้ำไปโผล่ทางขวา แล้วเหตุการณ์เดิมก็ฉายซ้ำ ฝูงกวางรู้ตัวมันเลยวิ่งกลับไปอยู่ตรงกลาง

“เป็นแบบนี้มาหลายคืนแล้ว” เจ้าหน้าที่บอก “มันมีลูกด้วยนะ” พูดจบเขาก็เอาไฟส่องลูกสิงโตที่ยังรอแม่ทางด้านซ้าย

“ถ้าสัปดาห์นี้มันยังล่าไม่ได้ ก็ไม่รู้ว่ามันจะรอดไหม”

“ทำไมไม่ล่าลูกฮิปโปแทน” ใครบางคนถาม

“แม่มันอยู่ ถึงแม่มันไม่อยู่ สิงโตตัวเดียวก็ล่าลูกฮิปโปไม่ได้ ต้องมีหลายตัวถึงจะช่วยกันฉีกเนื้อกินได้”

ค่ำคืนนี้เราไม่ได้ลาจากกันด้วยเรื่องเศร้า มีใครสักคนเล่าเรื่องนี้เป็นนิทานก่อนนอน

มีผู้ชาย 2 คนเข้าไปตั้งแคมป์ในป่า แล้วเจอสิงโต ทั้งคู่มองหน้ากันว่าจะทำยังไงดี ชายคนแรก หยิบรองเท้าผ้าใบขึ้นมาใส่ แล้วตั้งท่าเตรียมตัวออกวิ่ง

ชายคนที่สอง : จะบ้าเหรอ มึงคิดว่ามึงวิ่งเร็วกว่าสิงโตเหรอ

ชายคนแรก : กูไม่มีทางวิ่งเร็วกว่าสิงโตหรอก แต่กูวิ่งเร็วกว่ามึงแน่ๆ

เราต่างอยู่ในระยะปลอดภัยของกันและกัน

เช้านี้เรานัดกันตอนตี 5 ตอนที่ผมเปิดประตูห้องเดินออกมา ฟ้ายังมืดอยู่เลย

“คุณต้องปรบมือนะ” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งรีบเดินเข้ามาหาผม แล้วส่องไฟฉายไปตามทาง เขาบอกว่า ถึงเป็นตอนเช้ามืดก็ต้องระวัง เพราะแต่ละคืนที่เขายืนยาม เขาเจอตัวนั้นตัวนี้เดินเข้ามาในรีสอร์ต ซึ่งก็เป็นข้อมูลชุดเดียวกับที่ผู้จัดการรีสอร์ตบอกเมื่อวาน

พอผมเจอเพื่อนร่วมทริปคนแรก เขารีบเล่าว่า เมื่อคืนเขาได้ยินเสียงบาบูนร้องทั้งคืน

เราอยู่ใกล้ชิดสัตว์ป่าขนาดนี้เลยเหรอ

หลังอาหารเช้า เราขึ้นรถมุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติเพื่อดูสัตว์ เวลาที่เหมาะกับการดูสัตว์คือ ตอนเช้าตรู่ และตอนกลางคืน ช่วงกลางวันร้อนๆ สัตว์จะหลบแดดอยู่ใต้พุ่มไม้ ไม่มีกิจกรรมใดๆ

ผมถามคนขับรถว่า การนั่งรถเข้าไปดูสัตว์แบบนี้ทำให้พฤติกรรมของสัตว์เปลี่ยนไปบ้างไหม เขาตอบว่า “แน่นอน มันจะชินกับพวกเรามากขึ้น แล้วก็สนใจพวกเราน้อยลงเรื่อยๆ”

เขาอธิบายต่อว่า การทำซาฟารีไม่ใช่มีรถก็ออกไปดูสัตว์ได้ แต่ต้องมีงานวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมสัตว์ป่า จะได้รู้ว่ารถของเราอยู่ใกล้สัตว์ได้แค่ไหน ตามทฤษฎีมีอยู่ 3 ระยะ ระยะแรก เป็นระยะที่สัตว์ไม่รู้สึกว่าเป็นอันตราย มันจะใช้ชีวิตของมันตามปกติ ระยะที่สอง มันจะเริ่มตื่นตัว หันมามองที่รถเรื่อยๆ และระยะที่สาม มันกำลังรู้สึกว่าเป็นอันตราย มันจะหยุดทุกอย่าง จ้องมองมาที่รถด้วยความกังวลว่าเราเป็นใคร จะทำร้ายมันไหม มันอาจจะวิ่งหนีไป หรือไม่ก็วิ่งเข้ามาทำร้ายรถด้วยความกลัว

“เพื่อความปลอดภัย เราจะไม่ข้ามเส้นไปถึงระยะที่สามเด็ดขาด” เขาว่าสัตว์แต่ละชนิดก็มีระยะไม่เท่ากัน

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

สัตว์ที่เราเจอมากที่สุดในเช้านี้คือเหล่าเก้งกวาง เหมือนได้ฝึกท่องศัพท์ภาษาอังกฤษหมวดชื่อสัตว์อีกครั้ง เพราะมีทั้ง Puku ทั้ง Impala และเพื่อนพ้องร่วมวงศ์วานอีกมากมาย พี่คนขับสอนให้เราสังเกตความแตกต่างระหว่างพันธุ์ ให้ดูเขา ดูสี ดูลายที่ก้น พอเราเห็นแล้วแยกได้ว่ามันคือตัวอะไร มันก็จะมีความหมายกับเรามากขึ้น

แล้วก็ยังเจอหมูป่า ม้าลาย ยีราฟ พี่คนขับบอกว่า ชาวบ้านที่นี่ไม่ล่ายีราฟ เพราะมีความเชื่อว่า ถ้าใครกินยีราฟ คนในครอบตัวจะตัวลายเหมือนยีราฟ

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

ส่วนสิงโตก็ไม่ค่อยล่ายีราฟ เพราะถ้าเจอกันตัวๆ สิงโตอาจจะเอายีราฟไม่ลง

สิ่งที่คนทั้งรถตื่นเต้นที่สุด (ยกเว้นผม) ก็คือ ช้าง เป็นช้างป่าหลายโขลง พวกมันเดินเข้ามาใกล้เรามากด้วย

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

เขาว่าทั่วแอฟริกามีช้างราว 4 – 5 แสนตัว อยู่ที่แซมเบียราว 15,000 ตัว แต่ละวันทั่วแอฟริกามีช้างโดนล่าวันละ 96 ตัว เพราะต้องการงา

บางทีช้างมันก็ควรจะอยู่ห่างๆ คนบ้างนะ

เที่ยงกลับมา

พอแดดเริ่มจัด สัตว์หลบไปนอนใต้พุ่มไม้ พี่คนขับก็วนรถพาเรากลับมาหลบใต้พุ่มไม้บ้าง

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

เที่ยงนี้พวกเรากินอาหารกันบนร้านที่เหมือนบ้านบนต้นไม้ โดยปกติเวลาผมเดินทางไปต่างประเทศ ผมไม่เคยพกซอสหรือน้ำพริกใดๆ ติดตัวไปด้วย เพราะอยากลองอาหารท้องถิ่นมากกว่า และไม่เห็นความจำเป็นใดๆ จนกระทั่งมื้อนี้

อาหารอย่างหนึ่งของมื้อนี้คือไข่เจียวที่ด้านในมีไส้เป็นพริกหยวกและผักอื่นๆ เพื่อนชาวเกาหลีใต้หยิบซอสพริกที่เอามาจากบ้านขึ้นมาราดเพิ่มความเผ็ด เขาถามผมว่า อยากได้รสเผ็ดแบบเอเชียหน่อยไหม ผมตอบรับ แล้วก็พบว่า มันเป็นความเผ็ดที่ถูกลิ้นคนไทยมาก

ผมไม่ได้ส่งซอสต่อให้ไกด์ แต่ส่งคำถามว่า ที่นี่ดูแลไม่ให้คนล่าสัตว์ยังไง

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

“ทั่วประเทศมีเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าราว 1,800 คน ซึ่งไม่พอหรอก ถ้าใช้คนลาดตระเวนยังไงก็ไม่พอ เราเลยวางแผนว่าจะใช้โดรนบินสำรวจ มันช่วยให้เราประหยัดงบประมาณได้มาก ทำงานได้พื้นที่กว้างขึ้น ถ้าเจอการล่าสัตว์ตรงไหนก็ติดต่อเจ้าหน้าที่ที่อยู่ใกล้ที่สุดให้ขับรถเข้าไป” เขาตอบ

คนที่มาช่วยภาครัฐทำสิ่งนี้ก็คือองค์กรพัฒนาเอกชน พวกเขาเอาทักษะที่จำเป็นมาช่วย ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย ความรู้ในการดูแลสัตว์ป่า และเชื่อมต่อกับภาคเอกชนเพื่อหางบประมาณมาซื้อวิทยุสื่อสาร รถ โดรน และอุปกรณ์อื่นๆ ส่วนภาครัฐก็รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนเงินเดิน ค่าอาหารตอนลาดตระเวน

ร่วมมือกันยังไงก็ดีกว่า

ผมเอ่ยปากขอซอสพริกจากเพื่อนเกาหลีใต้อีกรอบ

มองความมืด

หลังจากที่ปล่อยให้พวกเรานอนเอนหลังตลอดบ่าย ก็ได้เวลาขึ้นรถไปดูสัตว์รอบเย็น

สัตว์ที่เราเห็นไม่ต่างจากเมื่อเช้า แต่เยอะกว่า และรอบนี้เขาจอดรถให้เราดูนกบ่อยขึ้น โดยเฉพาะ Masho Eagle ที่แข็งแรงขนาดกินลูกลิงได้

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

พอพลบค่ำ เราก็เริ่มดูสัตว์ด้วยการใช้ไฟส่อง พี่คนขับบอกว่า ทุกบริษัทที่ทำทัวร์ซาฟารีกลางคืนต้องได้รับอนุญาต และแต่ละจุดจะมีรถเข้าไปพร้อมกันได้แค่ 4 คันเท่านั้น หลักสำคัญอีกข้อก็คือ ต้องส่องไฟแบบกวาดๆ ไม่ส่องแช่ไปที่ตาสัตว์

วิธีหาสัตว์ในความมืดนั้นง่ายมาก เพราะเมื่อฉายไฟเข้าไปเราจะเห็นดวงตาของมันสะท้อนแสงออกมาในความมืด ถ้าผมเป็นสัตว์แล้วไม่อยากเจอคน ก็แค่หลับแต่ แค่นี้ก็ไม่มีใครเห็นแล้ว

พี่คนขับตั้งใจว่าต้องพาเราไปดูสิงโตหรือเสือดาวให้ได้ แต่ก็ยังได้เจอแค่ไฮยีนาที่เดินมาวนรอบรถแบบไม่สะทกสะท้าน และยีราฟที่หลับด้วยการนั่งกับพื้น เจ้าหน้าที่สวนสัตว์คนหนึ่งเคยบอกผมว่า ยีราฟจะนอนท่านี้เมื่อมันรู้สึกปลอดภัยมากเท่านั้น เพราะมันลุกยาก ถ้าภัยมากว่าจะลุกได้ก็โดนล่าพอดี

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

สุดท้ายรถของเราก็ไม่เห็นสิงโต

แต่พวกเราก็ยังได้เห็นสิงโตตัวเดิมจากระเบียงรีสอร์ต แล้วเหตุการณ์ก็ยังเป็นไปแบบเดิม คือมันได้แต่เดินวนไปวนมา เพราะเพื่อนสัตว์ต่างช่วยกันส่งเสียงให้สัญญาณ

บทสนทนาระหว่างรอสิงโตล่าเหยื่อของพวกเราเป็นเรื่องการล่าสัตว์

ไกด์บอกว่า ที่นี่มีการออกใบอนุญาตให้ล่าแบบถูกกฎหมาย ล่าได้เฉพาะเก้งกวาง มีการตรวจตราอย่างเข้มงวด แต่ละปีออกใบอนุญาตให้แค่ 50 ตัว ถือเป็นการช่วยควบคุมประชากรกวางไปในตัว ล่าได้แค่ช่วงเดียวในรอบปี นอกเขตอุทยานฯ จะมีเจ้าหน้าที่รัฐขึ้นรถไปด้วย ขออนุญาตล่ากี่ตัวก็ต้องล่าตามนั้น สนนราคาค่าใบอนุญาตประมาณตัวละ 500 เหรียญสหรัฐฯ

“ชาวบ้านก็ล่าเหมือนกัน บางทีชาวบ้านในชุมชนรอบๆ ปลูกพืชได้ไม่ดี ก็ล่าพวกกวาง ควายป่า เอาเนื้อไปขายที่ตลาด ได้เงินไม่เยอะหรอก ไม่เท่าขายหนังเสือดาว หรืองาช้าง ที่มีการสั่งมาจากเอเชียตะวันออกไกล นั่นคือตลาดใหญ่ แต่คนล่าเขาได้เงินแค่ 5 – 10 เปอร์เซ็นต์ของราคาขายเท่านั้นเอง” ไกด์อธิบาย

โทษของการล่าสัตว์คือติดคุก 5 ปี ถ้าเป็นช้างก็ 10 ปี

เพื่อนร่วมทริปแชร์ว่า โทษการล่าสัตว์ป่าของบางประเทศในแอฟริกาคือติดคุก 15 ปี อีกคนเสริมว่า เคยได้ยินข่าวว่ามีคนไปล่าสัตว์ แต่สุดท้ายโดนสิงโตล่าแทนด้วย

อีกคนบอกว่า มีบางประเทศแก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนให้คนล่าเป็นคนดูแลป่าแทน เพราะเขามีทักษะทุกอย่างพร้อมแล้ว

“เราก็พยายามแก้ปัญหานี้ด้วยการจ้างชาวบ้าน ให้เป็นคนคอยลาดตระเวนในท้องถิ่น เราให้เงินคุณแล้ว คุณต้องไม่ฆ่าสัตว์นะ ซึ่งมันได้ผลดีเลย ในแต่ละพื้นที่จึงมีเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าซึ่งเป็นทั้งคนของภาครัฐและคนในท้องถิ่น” ไกด์แลกเปลี่ยนข้อมูลจากฝั่งแซมเบีย

ประเทศไทยเราก็มีโครงการลักษณะนี้ที่ถือว่าประสบความสำเร็จ ผมกำลังจะอ้าปากแบ่งปันกรณีตัวอย่างจากเมืองไทย แต่ก็โดนโยนคำถามข้ามโต๊ะมาหาก่อน

“เมืองไทยก็มีสัตว์ป่าเยอะ เห็นว่ายังมีเสืออยู่ที่ไทยเยอะมาก โทษของคนล่าสัตว์ป่าที่เมืองไทยรุนแรงไหม”

ผมพยายามนึกถึงข่าวคนล่าสัตว์ป่าที่เคยได้ยิน ตอนนั้นนึกออกแค่คนล่าเสือดำ

โทษของคนล่าเสือดำคืออะไรนะ ผมพยายามคิด แต่ก็ยังนึกไม่ออก

ผมเลยเล่าเรื่องนี้ให้ทุกคนฟังไปพลางๆ แต่พอถึงบทสรุปว่า โทษของคนล่าเสือคืออะไร ผมก็ยังนึกไม่ออก

ถึงตอนนี้ผมก็ยังตอบพวกเขาไม่ได้เลย

ซาฟารี, สวนสัตว์, Zambia Safari, ประเทศแซมเบีย

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

“เดือนที่แล้วมีดาราไทยมานะ ให้ผมนำเที่ยว เนี่ยเดี๋ยวเดือนหน้าก็จะมีดาราไทยมาอีก” 

จันตาเอ่ยถึงดาราหญิงชายชื่อดังของไทย ลูกค้าหมาด ๆ ของเขาเมื่อเดือนก่อน มือก็บังคับพวงมาลัยรถตู้พาเราออกจากท่าอากาศยานนานาชาติวัตไต (Wattay International Airport) มุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟนครหลวงเวียงจันทน์อีกฟากหนึ่งของเมือง

ตั้งแต่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เปิดประเทศเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศก็ทยอยเดินทางเที่ยวไม่ขาดสาย รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวไทยบ้านใกล้เรือนเคียง เศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่ซบเซาของลาว (เช่นเดียวกันกับไทย) ก็ค่อย ๆ กระเตื้องขึ้น ดูจากแววตาและน้ำเสียงของจันตาก็พอจะบอกได้ 

ก่อนโควิด จันตาเป็นผู้นำทัวร์ของบริษัทท่องเที่ยวสำหรับชาวยุโรป บางครั้งก็ลงมือเป็นไกด์เอง ทั้งยังขยายธุรกิจเป็นเจ้าของรถบัสขนาดใหญ่ 3 คัน ถือเป็นผู้มีประสบการณ์คนหนึ่งในแวดวงธุรกิจท่องเที่ยวลาว แต่ก็อย่างที่รู้กัน โควิด-19 ซัดทุกอย่างเสียราพณาสูร

จากรถบัสสู่รถตู้ คือ ชีวิตในวันนี้ของจันตา รถตู้ของเขาคันใหญ่ ตกแต่งใหม่เอี่ยมทั้งคัน สำหรับพานักท่องเที่ยวทัศนาจรในลาว แม้ธุรกิจจะลดขนาดลง แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือประสบการณ์ชีวิตอันโชกโชน บวกด้วยความเป็นมืออาชีพในสายงาน 

จากสนามบินวัตไตถึงสถานีรถไฟนครหลวงเวียงจันทน์ใช้เวลาประมาณ 40 นาที แนะนำว่าให้เผื่อเวลาเดินทางไว้สักหน่อย จันตาบอกว่ามีนักท่องเที่ยวตกรถไฟมาหลายคนแล้ว บางคนเที่ยวบินดีเลย์ บางคนเจอรถติด แต่บางคนก็ชิลล์ไปหน่อย ประมาณว่าแวะกินข้าวเคล้าเบียร์นานเกินไป

“นี่ครับตั๋วรถไฟ เก็บไว้ให้ดี ห้ามหายเลยนะครับ เพราะว่าพอถึงปลายทาง เจ้าหน้าที่เขาจะขอตรวจอีกครั้ง ถ้าไม่มีเขาไม่ให้ออกจากสถานี ต้องซื้อตั๋วใหม่อย่างเดียว” จันตากำชับและยื่นตั๋วหรือปี้ในภาษาลาวให้เราเมื่อถึงสถานีรถไฟ

อาคารสถานีรถไฟเวียงจันทน์ใหญ่โตอลังการ สมศักดิ์ศรีกันดีกับขบวนรถไฟลาว-จีน ใหม่เอี่ยมป้ายแดง เชื่อมต่อระหว่างนครหลวงเวียงจันทน์กับจีนตอนใต้ ที่เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อเดือนธันวาคม 2564 ความจริงแล้วทางรถไฟสายนี้ยาวนับพันกิโลเมตร แต่ส่วนที่อยู่ในเขต สปป.ลาว นั้นยาว 414 กิโลเมตร เชื่อมสองชาติที่ด่านบ่อหาน ประเทศจีน เข้าสู่ลาวที่เมืองบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา และวิ่งผ่านเมืองท่องเที่ยว เช่น หลวงพระบาง วังเวียง และสิ้นสุดที่เวียงจันทน์

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม

ทริปนี้เริ่มขึ้นก็เพราะรถไฟสายใหม่นี้แหละ หลังจากลาวเปิดประเทศให้ท่องเที่ยวอีกครั้ง ภาพรถไฟหน้าตาล้ำสมัย และภาพนักเดินทางนั่งสบายในตู้โดยสารโอ่โถงก็เริ่มมีออกมายั่วใจมากขึ้นเรื่อย ๆ แถมวิ่งผ่านเมืองมรดกโลกอย่างหลวงพระบาง ที่แต่ก่อนหากเดินทางโดยรถยนต์ต้องใช้เวลาร่วม 6 – 7 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นรถไฟขบวนใหม่ที่วิ่งด้วยความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เวลาจึงหดสั้นเหลือเพียง 1 ชั่วโมง 50 นาที ดีขนาดนี้แล้วจะรออะไร อ๋อ รอซื้อตั๋วไง!

ตั๋วรถไฟสายใหม่นี้ต้องฟาดฟันแย่งกันซื้อ และเราจะนั่งจิ้มซื้อแบบออนไลน์ก็ไม่ได้ ตอนนี้เขายังไม่มีบริการในส่วนนั้น ถ้าคุณไม่มีเพื่อนคนลาวไปต่อคิวซื้อให้ ก็เหลือทางเดียวคือให้บริษัทนำเที่ยวจัดการเหมือนที่เราพึ่งพาจันตานี่แหละ และขณะนี้ความต้องการตั๋วพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ระบบการจัดการต่าง ๆ ยังไม่เสถียรนัก มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง ดูความอลหม่านการซื้อตั๋วและประกาศอัปเดตต่าง ๆ เกี่ยวกับรถไฟลาว-จีน ได้ที่นี่

สนนราคาค่าตั๋วเวียงจันทน์-หลวงพระบาง ที่นั่งชั้น 1 อยู่ที่ 313,000 กีบ คิดเป็นเงินไทยก็ 700 กว่าบาท ส่วนที่นั่งชั้น 2 ราคาอยู่ที่ 198,000 กีบ หรือเกือบ 500 บาท (ค่าเงินไว้คำนวณคร่าว ๆ คือ 450 กีบ เท่ากับ 1 บาท หรือจำในใจง่าย ๆ 10,000 กีบ เท่ากับประมาณ 20 บาท) อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวที่ซื้อตั๋วผ่านบริษัทท่องเที่ยวต้องจ่ายเพิ่มอีกประมาณ 50,000 กีบต่อตั๋ว เป็นค่ายืนต่อแถวที่แว่วว่าบางทีต้องยืนรอขาแข็งกว่า 2 ชั่วโมงกว่าจะได้มา แล้ว 1 คน ซื้อตั๋วได้มากสุด 3 ที่นั่งเท่านั้น

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม

รถไฟเคลื่อนตัวออกจากเวียงจันทน์ตรงตามเวลาเป๊ะ ตู้โดยสารสะอาดโอ่โถง เก้าอี้ตัวใหญ่ เบาะหนานุ่ม เสียงประกาศในรถที่ดังเรื่อย ๆ บอกว่าผู้โดยสารต้องใส่ผ้าอัดปากหรือหน้ากากตลอดการเดินทาง นอกจากเสียงประกาศนี้และเสียงประกาศว่าเรากำลังอยู่ในขบวนรถไฟลาว-จีน EMU ซึ่งย่อมาจาก Electric Multiple Unit เราก็ไม่ได้ยินเสียงอื่นอีก เพราะรถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ามันเงียบเรียบลื่นดีจริง

ถามว่าตู้โดยสารชั้น 1 และชั้น 2 ต่างกันอย่างไร ต้องบอกว่าต่างกันที่จำนวนที่นั่ง แน่นอนว่าชั้น 1 ก็หลวม ๆ กว่า เก้าอี้เป็นแบบคู่ แบ่ง 2 ฟากซ้ายขวา ในขณะที่ชั้น 2 ฟากหนึ่งเป็นเก้าอี้แถว 3 คน อีกฟากเป็นเก้าอี้คู่ แต่ละตู้มีห้องน้ำบริการ หน้าตาเหมือนห้องน้ำบนเครื่องบิน สะอาดสะอ้านดี ส่วนใครที่ห่วงใยเรื่องอาหารการกิน (เช่นเรา) ก็จงแวะซื้อหรือกินมาให้เรียบร้อยก่อน เพราะที่สถานีและบนรถไฟไม่มีอาหารขาย มีเฉพาะเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นตู้โดยสารเบอร์อะไรต้องคอยฟังเขาประกาศบอก

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
วิวนอกหน้าต่าง

1 ชั่วโมงจากเวียงจันทน์ ขบวนรถก็เข้าเทียบชานชาลาสถานีรถไฟวังเวียง อีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม ตลอดการเดินทางเราใช้เวลาเงียบ ๆ ละเลียดวิวนอกหน้าต่างที่พาดผ่านเทือกเขาสูง ทางรถไฟยกระดับเผยภาพงาม ทั้งสีเขียวของทุ่งนาและภูผาสูงใหญ่ คนชอบถ่ายรูปคงจะถ่ายสนุกแบบไม่ต้องกลัวแบตเตอรี่หมด เพราะทุกที่นั่งเขามีที่ชาร์จโทรศัพท์พร้อม และอีกราว 1 ชั่วโมงต่อมาเราก็มาถึงหลวงพระบาง

หลวงพระบางที่คิดถึง

หลวงพระบางต้อนรับเราด้วยคลื่นความร้อนปนความชื้นในอากาศ จินตนาการถึงแก้วน้ำเย็นที่วางทิ้งในห้องร้อนอ้าว เหงื่อที่ผุดพรายข้างแก้วเป็นอย่างไร เหงื่อบนร่างกายเราก็ประมาณนั้น ไม่เป็นไร คนเราต้องปรับตัวให้เข้ากับโลก ไม่ใช่ให้โลกปรับตัวเข้ากับเรา ว่าแล้วก็ลากกระเป๋าไปหารถเข้าเมือง นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งมีรถโรงแรมหรือรถส่วนตัวมารอรับ สำหรับคนที่ไม่มีใครมารับก็มีทางเลือกทั้งแท็กซี่แบบเหมา หรือรถตู้นั่งแชร์กับคนอื่น แน่นอน เราเลือกหนทางที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมและดีกับงบประมาณ (แต่ดีกับตัวเองหรือเปล่า ไม่แน่ใจ) นั่นคือรถตู้ที่ละ 35,000 กีบ หรือประมาณ 85 บาท นั่งหวานเย็นกันไป แวะส่งเพื่อนร่วมทางไปเรื่อย ๆ ซึ่งยังไง ๆ ทุกคนก็ลงในเมืองใกล้ ๆ กันนั่นแหละ

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
สถานีหลวงพระบาง

หลวงพระบางเป็นเมืองท่องเที่ยวที่หลายคนมามากกว่า 1 ครั้ง บางคนบอกว่าเมืองน้อยนี้มีเสน่ห์หนักหนา ทั้งบ้านเรือนอาคารโคโลเนียล ลูกผสมระหว่างศิลปะพื้นถิ่นกับเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส วัดวาอารามงดงาม ธรรมชาติทั้งน้ำโขงน้ำคานขนาบพื้นที่ อาหารการกินก็บริบูรณ์​ งามสงบในร่มเงาของวัฒนธรรมอันหลากหลาย แต่เมื่อโควิด-19 มาเยือน ทำเราสงสัยเสียจริง ๆ ว่า เมืองที่พึ่งพิงการท่องเที่ยวเป็นหลักจะผันเปลี่ยนไปมากเพียงใด

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม

แล้วเราก็ได้เห็นถนนศรีสว่างวงศ์​ (Sisavangvong) เส้นหลักกลางเมือง แล่นผ่านอาคารโคโลเนียลสองฟากฝั่ง ยาวไปถึงหน้าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบางและทางขึ้นพระธาตุพูสี ในอดีตเคยครึกครื้นเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ บัดนี้กว่าครึ่งปิดประตูเงียบ ความงามของอาคารโบราณยังคงอยู่ แต่โรคระบาดได้พรากชีวิตชีวาของผู้คนและธุรกิจท่องเที่ยวส่วนหนึ่งไปอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ร้านที่ยังอยู่ได้ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของตึกเอง ไม่ต้องเสียค่าเช่าให้ใคร ส่วนที่ปิดไว้ก็มักมีป้ายแขวนบอกให้เช่าแทบทั้งสิ้น

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม

แม้สีสันของการเป็นเมืองท่องเที่ยวจะจางลงไปบ้าง แต่จิตวิญญาณแท้จริงของหลวงพระบางที่แฝงฝังในพุทธสถาน อาหารการกิน ชีวิตของผู้คน และมหานทีอย่างลำโขง ยังอยู่ครบถ้วน จุดท่องเที่ยวสำคัญของหลวงพระบางที่อาจจะเคยไปแล้วก็ยังมีเสน่ห์ให้อยากไปอีก โดยเฉพาะในวันที่เพื่อนร่วมโลกต่างต้องการกำลังใจจากกัน

3 วันคืออย่างน้อยที่สุดที่คุณจะใช้เวลาเที่ยวหลวงพระบาง แต่ถ้าคุณไม่รีบ 5 วันคือจำนวนวันที่คุณจะเอื่อยไปได้เรื่อย ๆ ในเมืองน้อยนี้ จุดหมายเอื่อย ๆ แห่งแรกที่เราไปคือ ‘วัดเชียงทอง’ ไม่ได้คิดถึงแค่ความงามของสิมหรืออุโบสถที่ถือเป็นศิลปะล้านช้างสกุลช่างหลวงพระบางเท่านั้น แต่คิดถึงบันไดสีขาวสูงชันหน้าวัดที่ลาดลงสู่ริมโขงด้วย สายน้ำ แมกไม้ และสิ่งปลูกสร้างที่ผ่านกาลเวลา เป็นส่วนผสมที่อลังการใจเสมอ

นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
วัดเชียงทอง
นั่งรถไฟลาว-จีน ไปสะบายดีหลวงพระบาง เพราะอยากรู้ว่า หลวงพระบาง เธอยังสบายดีอยู่ไหม
งานประดับกระจกหอไหว้สีกุหลาบ

วัดเชียงทองคือพุทธสถานเก่าแก่ประจำเมืองที่พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์ผู้ครองอาณาจักรล้านช้างและล้านนา เป็นผู้สร้างขึ้นเมื่อราว พ.ศ.​ 2101 – 2103 สิ่งโดดเด่นและต้องไปชมให้ได้คือสิมหลังคาซ้อน 3 ตับ ดัดเส้นสายโค้งอ่อนและแอ่นแผ่ลงเกือบจรดพื้น เป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่ทำให้สิมแห่งนี้ต่างจากที่ไหน ๆ ด้านหลังสิมตกแต่งด้วยงานประดับกระจก เป็นลวดลายต้นทองเต็มผนังงามน่าทึ่ง เยื้องมาด้านหลังของสิมคือหอไหว้สีกุหลาบ ผนังด้านนอกเคลือบสีชมพูอ่อนหวาน ความโดดเด่นอยู่ที่งานประดับกระจกชิ้นเล็ก ๆ นับไม่ถ้วนแปะเรียงเป็นลวดลาย เล่าเรื่องนิทานพื้นบ้านที่แฝงคติสอนใจ

จากวัดเชียงทอง เรามุ่งไปอีกสองสถานที่สำคัญ หนึ่งคือ ‘พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง’ ซึ่งอดีตคือพระราชวังหลวงของเจ้ามหาชีวิตแห่งราชอาณาจักรลาว และสองคือ ‘พระธาตุพูสี’ ซึ่งทางขึ้นตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามพิพิธภัณฑ์

อดีตพระราชวังหลวงไม่ใหญ่โตโอฬารมากมาย แต่อะไรบางอย่างทำให้สถานที่แห่งนี้มีบรรยากาศขรึมขลังเข้มข้น อาจจะเพราะตั้งแต่ทางเดินยาวที่ทอดสู่ตัววัง ซึ่งถูกขนาบด้วยแนวต้นตาลสูงใหญ่เรียงเป็นระเบียบ ไปจนถึงตัวอาคารชั้นเดียวยกพื้นสูง ปลูกสร้างในรูปแบบสถาปัตยกรรมผสมระหว่างฝรั่งเศสสมัยอาณานิคมกับศิลปะล้านช้าง ตัวอาคารเรียบนิ่ง ไม่มีการประดับประดาอะไรจนพราวตา เว้นแต่เพียงตราสัญลักษณ์รูปช้างสามเศียรที่ประดับบนหน้าบันของพระราชวังหลวง

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง

ผู้สร้างพระราชวังนี้คือ เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ในระหว่าง ค.ศ. 1904 – 1909 อนุสาวรีย์ของพระองค์ประดิษฐานตระหง่านสูงอยู่กลางแจ้งใกล้บริเวณที่ซื้อปี้หรือบัตรเข้าชม เมื่อซื้อบัตรแล้วสิ่งที่ต้องทำลำดับต่อมาคือฝากข้าวของในตู้ล็อกเกอร์ จะทิ้งโทรศัพท์มือถือไว้ด้วยก็ได้ เพราะภายในพิพิธภัณฑ์ห้ามถ่ายรูป

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
พิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง

แม้พิพิธภัณฑ์ไม่ใหญ่โต แต่หากใครเป็นคอประวัติศาสตร์ ก็อาจใช้เวลาละเลียดอดีตของลาวในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์ไปเป็นระบอบสังคมนิยมได้ไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง บัลลังก์ที่เตรียมไว้สำหรับใช้ในพิธีบรมราชาภิเษกเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนาที่ไม่เคยถูกใช้ เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในขึ้นเสียก่อน เครื่องราชูปโภค ของส่วนพระองค์ของพระราชวงศ์ พระพุทธรูป ตลอดจนภาพเขียนวิถีชีวิตคนหลวงพระบาง โดยฝีมือศิลปินชาวฝรั่งเศส จัดแสดงอยู่ในห้องต่าง ๆ ที่ส่วนใหญ่ยังจำลองบรรยากาศของห้องในอดีตไว้ เช่น ท้องพระโรง ห้องทรงพระอักษร ห้องบรรทม ห้องรับรองแขก

ก่อนออกจากเขตพระราชวัง แวะกราบ ‘พระบาง’ ที่หอพระบางซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าใกล้ประตูใหญ่ทางเข้าพระราชวัง พระบางเป็นพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร สูงประมาณ 1.14 เมตร ถือเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองลาวนับตั้งแต่พระเจ้าฟ้างุ้ม กษัตริย์แห่งล้านช้างทรงอัญเชิญมาจากเขมรในคริสต์ศตวรรษที่ 14 ตามตำนานบอกไว้ว่า พระบางสร้างขึ้นที่อินเดีย ทำจากทองคำบริสุทธิ์ ประดิษฐานอยู่ที่ลังกา เขมร จนกระทั่งพระเจ้าฟ้างุ้มมีพระราชประสงค์จะเผยแผ่พุทธศาสนาให้มั่นคงในราชอาณาจักร จึงทูลขอพระบางจากพระเจ้าแผ่นดินเขมรให้มาประดิษฐาน ณ เมืองเชียงทอง (หรือหลวงพระบางในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรล้านช้างในเวลานั้น อย่างไรก็ตาม ระหว่างทางเกิดเหตุอัศจรรย์หลายประการ ทำให้พระบางประดิษฐานอยู่ที่เวียงจันทน์นานกว่า 100 ปี กว่าจะได้มาประดิษฐานที่หลวงพระบางในที่สุด

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
หอพระบางและตลาดมืด

ถนนหน้าพิพิธภัณฑ์ถือเป็นถนนเส้นหลักของเมือง พอแดดร่มลมตก พ่อค้าแม่ขายก็จะกางเต็นท์เตรียมตลาดมืดซึ่งหมายถึงตลาดกลางคืน จำหน่ายสินค้าของที่ระลึกจากหลวงพระบาง ตลอดจนงานหัตถกรรมชนเผ่า มีทั้งเครื่องเงิน ผ้าพื้นเมือง งานศิลปะ ไปจนถึงเสื้อผ้าแฟชั่นของจิปาถะต่าง ๆ เป็นสีสันเล็ก ๆ สำหรับราตรีที่ค่อนข้างเงียบสงบของหลวงพระบาง แต่ก่อนฟ้าจะมืดและก่อนตลาดมืดจะเปิดทำการ ยังมีอีกหนึ่งจุดหมายที่ท้าทายข้อเข่ารอทุกคนอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามพิพิธภัณฑ์

328 คือจำนวนขั้นบันไดที่ต้องปีนไต่ขึ้นไปสักการะพระธาตุจอมสีสีทองสุกปลั่งบนยอดเขาพูสี แม้ต้นจำปาลาวและดวงดอกของมันที่ขึ้นเรียงขนาบสองข้างทางจะดูสวยโรแมนติกเพียงใด ก็ไม่อาจบดบังความจริงที่ว่าเรากำลังเดินขึ้นบันไดคดเคี้ยวเชิดขึ้นที่สูง เหนื่อยต้องมี เหงื่อต้องมา เป็นของธรรมดาที่ต้องเตือนว่าก็ไม่ใช่ทุกคนจะไหว โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้มีปัญหาสุขภาพ รวมถึงคนที่เพิ่งกินข้าวมาอิ่ม ๆ แต่ถ้าคุณไหวก็ขอให้ไปต่อ เพราะวิวหลวงพระบางมุมสูงนั้นควรค่าแก่การทอดสายตามองจริง ๆ

บนยอดพูสีเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกยอดนิยมของหลวงพระบาง วิวสองฟากฝั่งพระธาตุก็ต่างกัน ด้านหนึ่งจะมองเห็นตัวเมืองหลวงพระบางอยู่ในโอบกอดของลำโขงสีน้ำตาลอ่อน ส่วนอีกฝั่งจะเห็นตัวเมืองอยู่ในอ้อมแขนของแม่น้ำคานสีเขียว แต่สิ่งที่เหมือนกันคือสภาพอาคารบ้านเรือนของหลวงพระบางที่ผสมผสานศิลปะตะวันตกและพื้นถิ่นเข้าด้วยกัน หลังคาจั่วปูกระเบื้องสีธรรมชาติ สอดแทรกท่ามกลางต้นไม้สลับสล้าง ไกลออกไปคือปราการขุนเขาที่โอบล้อมเมืองนี้ไว้ เป็นภาพสะอาดตาอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มาจากเมืองที่มีแต่ตึกสูง

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
วิวฝั่งแม่น้ำโขง
นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
วิวฝั่งแม่น้ำคาน

ทางเลือกในการชมพระอาทิตย์ตกไม่ได้มีแต่ที่พูสีเท่านั้น หากถามชาวหลวงพระบางที่ยืนโต๋เต๋อยู่ริมโขง ร้อยทั้งร้อยจะตอบแกมเชิญชวนว่า “ล่องเรือน้ำโขงชมพระอาทิตย์ตกก็ได้” จากนั้นเขาจะกุลีกุจอร่ายโปรแกรมทัวร์ที่ฟังดูก็น่าสนใจ เช่น ล่องเรือ 2 ชั่วโมง ระหว่างทางแวะเที่ยวบ้านจันเหนือ เมืองจอมเพ็ด อีกฝั่งหนึ่งของลำโขง บ้านจันเหนือโด่งดังเรื่องหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาที่คนในหมู่บ้านทำสืบทอดกันมานับร้อยปี ถามว่าแล้วเราซื้อทัวร์เขามั้ย ตอบเลยว่าซื้อ!

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
หมู่บ้านหัตถกรรมจันเหนือ

หยิบเงิน 400,000 กีบ จ่ายไปสำหรับล่องเรือ 2 ชั่วโมง คิดเป็นเงินไทยก็หย่อน 1,000 ไปไม่กี่บาท พอเห็นเรือก็ร้องอู้หู เรือสวยสะอาด ด้านในมีเก้าอี้เดี่ยวเรียง 2 แถว ด้านหน้าใกล้คนขับเรือเป็นเบาะยาว ปูผ้าขาวโรยดอกไม้ต้อนรับ ใครใคร่นั่งตรงไหนก็นั่งตามสบาย ล่องเรือไปเรื่อย ๆ ชมธรรมชาติสองข้างทางที่เขียวชอุ่ม จากในเรือก็มองเห็นเขาพูสีและองค์พระธาตุเจดีย์สีทองอยู่ลิบ ๆ แอบมองคนขับเรือหน้าละอ่อนผู้ทำหน้าที่ขมีขมัน สอบถามได้ความว่าเขานั้นดีใจเหลือหลายที่เห็นนักท่องเที่ยวกลับมา ตอนโควิดปิดเมือง เขาไร้งานไร้เงิน ต้องไปทำงานก่อสร้างบ้าง งานรับจ้างอื่น ๆ บ้าง ตอนนี้ได้กลับมาขับเรืออีกครั้งรู้สึกสุขหัวใจ

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง

ทริปหลวงพระบางคราวนี้ ถามว่าพาตัวเองไปเที่ยวอะไรแปลกใหม่ที่ไม่เคยไปมาก่อนหรือไม่ ก็เห็นจะต้องตอบว่าไม่ แต่จะให้บอกว่าทุกอย่างเหมือนเดิม ไม่มีอะไรว้าว ก็พูดอย่างนั้นไม่ได้อีกเหมือนกัน อย่างน้อย ๆ ก็มีรถไฟหนึ่งอย่างที่ใหม่ถอดด้าม และเอาเข้าจริง การได้ออกเดินทางอีกครั้งและมาเยี่ยมเยือนจุดหมายที่คิดถึง มาเห็นว่าเพื่อนร่วมทุกข์จากโรคระบาดในบ้านเมืองอื่นเขาเป็นอย่างไรกันบ้าง มันมีความหมายกับหัวจิตหัวใจที่แห้งผากได้มากกว่าการอัปเดตเทรนด์ใหม่ ร้านดัง และความ Unseen ใด ๆ เป็นไหน ๆ

เราละเลียดเวลา 5 วันที่หลวงพระบางอย่างเต็มอิ่ม เดินทุกตรอกออกทุกซอย แวะห้องสมุด ร้านกาแฟ เบเกอรี่ เจ้าที่ยังยืนยงฝ่าโควิดมาได้ เราได้รู้ว่าขนมอบที่ร้าน Joma ยังอร่อยเหมือนเดิม ได้รู้ว่าตำหมากหุ่ง ไส้อั่ว เบียร์ลาว เคล้าวิวโขง ยังไงก็จะเป็นมื้อที่ดีงามเสมอ ได้รู้ว่าค่ำคืนเมื่อฝนโปรยสายบาง ค็อกเทลเบา ๆ ที่โต๊ะหน้าอาคารโคโลเนียลแสนสวยมันโรแมนติกเพียงใด และจะยิ่งโรแมนติกหนักถ้ามีไคแผ่นหรือสาหร่ายน้ำจืดตำรับหลวงพระบางแท้ เสิร์ฟพร้อมเครื่องจิ้มอย่างแจ่วบองมาแกล้มด้วย

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
ร้านอ้ายหนูน้อย

บางบ่ายขณะแดดกำลังร้อนร้าย ก็พลันได้เจอจุดหมายเหนือความคาดหมาย ร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่ทำสิ่งยิ่งใหญ่ ‘อ้ายหนูน้อย (Big Brother Mouse)’ ร้านหนังสือที่ทำหนังสือ ขายหนังสือ เพื่อเอาเงินมาพิมพ์หนังสือ 2 ภาษาลาว-อังกฤษ และแจกเด็ก ๆ ที่เข้าถึงการอ่านยาก โดยใช้นักท่องเที่ยวเป็นผู้กระจายหนังสือ ที่นี่เขาจะจัดชุดหนังสือที่เหมาะกับเด็กเมืองและเด็กในพื้นที่ห่างไกลไว้เรียบร้อย ที่นักท่องเที่ยวต้องทำก็คือบริจาคเงินตามราคาชุดหนังสือที่ตัวเองเลือก แล้วก็หิ้วหนังสือชุดนั้นติดตัวไปด้วย ทำหน้าที่เป็นไปรษณีย์ที่มีชีวิตและอบอุ่นที่สุด อยากรู้รายละเอียดเพิ่ม ตามไปดูได้ที่ www.bigbrothermouse.com

อีกทั้งในบางเช้าเราก็ได้ตื่นมารอตักบาตรข้าวเหนียว เพื่อจะพบกับความอ่อนหวานของเอื้อยแม่ค้าที่กุลีกุจอเอาผ้ามาพาดไหล่ ส่งกระติ๊บข้าวเหนียวและถาดขนมให้ พาไปนั่งเก้าอี้รอพระบิณฑบาต และตอนสุดท้ายแจ้งราคาชุดใส่บาตรทั้งหมดที่ 100,000 กีบ หรือเกือบ ๆ 250 บาท ที่ทำเราเกือบตกเก้าอี้ และต้องจำไว้ในใจว่าก่อนจะรับของจากใครให้ถามราคาเขาก่อนนน (ฮ่า ๆๆ) แต่ก็นั่นแหละนะ ขึ้นชื่อว่าการเดินทาง มันต้องค้นหา เรียนรู้ ผิดพลาด ขำก๊ากเป็นบางเวลา และโกรธาเป็นบางที เพื่อที่ในที่สุดมันจะกลายเป็นความทรงจำให้เราได้นึกถึงอย่างเช่นในตอนนี้

นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง
นั่งรถไฟความเร็วสูงไปสะบายดีหลวงพระบาง เยี่ยมเมืองเก่าที่แสนคิดถึง และหลงเสน่ห์เมืองลาวอีกครั้ง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

แพร ปุโรทกานนท์

นักเขียนอิสระที่ทำงานประจำ อยากรู้อยากเห็นประวัติศาสตร์ สนใจศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนเรื่องอาหารการกิน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load