28 Apr 2018
4 PAGES
910

ผมยังคงอยู่ที่ยามากาตะ เมืองแห่งหิมะ ออนเซ็น และสาเก หลังจากที่มาถึงวันแรกก็เจอกับอากาศแสนโหดร้าย เจอทั้งฝนทั้งหิมะขณะไปเดิน Snow Trekking จนเปียกปอนไปทั้งตัว แม้แต่ตอนกลับมาถึงโรงแรมแล้วหิมะก็ยังคงตกหนักตลอดคืน แม้จะฟังดูแย่ แต่ก็มีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือวิวแปลกตาของเมืองที่ถูกรายล้อมด้วยหิมะสูงหนาภายในชั่วข้ามคืน ยิ่งตอกย้ำให้ผมเชื่อว่าที่นี่เป็นเมืองหิมะตกหนักอันดับหนึ่งของเอเชียโดยปราศจากความสงสัยอีกต่อไป

ยามากาตะ

ยามากาตะ ยามากาตะ

 

เมืองน้ำพุร้อนโบราณ

วันนี้เราตื่นกันแต่เช้าตรู่เพื่อเดินทางต่อไปยังที่พักในค่ำคืนนี้ ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่ที่พิเศษมากๆ เพราะตั้งอยู่ในเมืองออนเซ็นเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 1,400 ปี

การเดินทางไปยังเมืองออนเซ็นเก่าแก่แห่งนี้ต้องข้ามภูเขาหิมะมากมาย และเพราะหิมะที่เพิ่งตกเมื่อวานทำให้ภูเขาหิมะเหล่านี้ถูกปกคลุมด้วยสีขาวสะอาดตา ช่วยขับให้วิวและท้องฟ้าสวยงามขึ้นอีกเป็นกอง

ยามากาตะ ยามากาตะ

หลังจากนั่งรถมาพักใหญ่ ในที่สุดเราก็มาถึง Gassan Hijiori Onsen โดยมีหิมะตกปรอยๆ ต้อนรับการมาถึง ไกด์พาเราเดินชมทั้งเมืองเพื่อให้เราซึมซับบรรยากาศในเมืองที่สุดแสนจะคลาสสิกและสวยงาม โดยเฉพาะฉากที่ทำการไปรษณีย์เก่าของเมืองท่ามกลางหิมะปรอยๆ ที่ทำให้เหมือนได้นั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปยังอดีต และทำให้เมืองนี้ดูสวยงามไม่ว่าจะดูด้วยตาหรือผ่านเลนส์กล้อง

นอกจากนี้สถานีที่ที่ไม่ควรพลาดแล้วไกด์ยังพาเราไปชิมรสชาติน้ำพุร้อนของที่นี่ด้วย ใช่ครับ ลองชิมน้ำในออนเซ็น (แต่เป็นน้ำที่ยังไม่ผ่านการอาบนะครับ!) เพราะความพิเศษที่สุดของออนเซ็นที่นี่ก็คือมีแร่ธาตุมากมายหลายชนิด และมีปริมาณกำมะถันอยู่น้อยทำให้ดื่มได้อย่างปลอดภัย แกพูดแล้วก็ตักน้ำพุร้อนหน้าออนเซ็นแห่งหนึ่งมาให้ชิม รสชาตินั้นเค็มปี๋ อืม ถึงบอกว่าดื่มได้ก็ไม่ได้จะแปลว่ามันอร่อยเสมอไปนี่นะ (หรือจริงๆ มันเป็นน้ำที่ผ่านจากบ่อออนเซ็นมาแล้วถึงได้เค็มปี๋แบบนั้น อึ๋ยย…)

ยามากาตะ

ยามากาตะ

ขณะที่เราเดินชมเมืองเก่าอยู่ย่างเพลิดเพลินก็เกิดพายุหิมะ ลมแรงซะจนบางคนต้องเดินถอยหลังเอา หิมะกระหน่ำตกลงมาจนเสื้อกันหนาวเปียกปอนไปหมด แผนการเดินชมเมืองเลยถูกหยุดไว้เพียงแค่นั้น แล้วเปลี่ยนให้ไปปีนเขาบนเส้นทางศักดิ์สิทธิ์ของยามากาตะแทน

 

เส้นทางเดินแสวงบุญ

จาก Gassan Hijiori Onsen เราออกเดินทางไปยังภูเขา Dewa Sanzan หรือภูเขาที่ประกอบไปด้วยยอดเขา 3 ลูก ซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางของจังหวัดยามากาตะ และเป็นที่ภูมิใจของชาวยามากาตะจนหยิบมาใช้เป็นมาสคอตประจำจังหวัด นอกจากนี้ภูเขาแห่งนี้ยังเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่นโบราณอีกด้วย  

เส้นทางแสวงบุญของภูเขา Dewa Sanzan ที่ตั้งอยู่ใจกลางจังหวัดยามากาตะนั้นประกอบไปด้วยภูเขาศักดิ์สิทธิ์ 3 ลูก คือยอดเขา Haguro ยอดเขา Gassan และยอดเขา Yudono ด้วยความเชื่อของศาสนาชินโตที่เชื่อว่าองค์ประกอบทางธรรมชาตินั้นมักจะมีวิญญาณของเทพเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาสถิตอยู่ แล้วภูเขาแห่งนี้มีอายุที่ค่อนข้างมาก ผสมกับมีพระภูเขามาตั้งวัดและศาลเจ้าอยู่บนยอดเขา ที่นี่จึงกลายเป็นสถานที่เพื่อการเดินแสวงบุญมาตั้งแต่สมัยก่อน

และด้วยความศักดิ์สิทธิ์นี้เอง ทุกๆ ปีเหล่าชาวญี่ปุ่นที่อยากมาแสวงบุญจึงใส่ชุดขาวล้วนมาเดินจากตีนเขาขึ้นมาสักการะศาลเจ้าบนยอดเขา ว่ากันว่าผู้ที่เดินแสวงบุญสำเร็จจะได้ขึ้นสวรรค์เมื่อตายไป แต่ในปัจจุบัน คนญี่ปุ่นที่มาก็ไม่ได้อยากขึ้นสวรรค์อะไร แต่มาที่นี่เพราะเจอปัญหาในชีวิตมากกว่า

อย่างคุณไกด์ของเราก็เคยมาเดินเหมือนกันเพราะปัญหาในชีวิตรุมเร้ามาก หลังจากที่เดินแล้วก็รู้สึกจิตใจปลอดโปร่งขึ้นและมีพลังในการจัดการปัญหาต่อไป ไกด์กระซิบบอกว่าจริงๆ การเดินแสวงบุญมันเหนื่อยซะจนไม่มีแรงจะไปคิดถึงปัญหาอะไรเลย พอมีสติคิดถึงปัญหาอีกครั้งก็เลยแก้ได้อย่างง่ายดาย

เมื่อฟังการอธิบายเกี่ยวกับเส้นทางที่เราจะเดินแบบสั้นๆ และเปลี่ยนรองเท้าบูทยางความสูงระดับครึ่งแข้งเพื่อป้องกันขาจมหิมะ พร้อมรับไม้ค้ำยันแบบที่ใช้เดิน Snow Trekking เมื่อคราวก่อน ก็ถึงเวลาลุย!

ยามากาตะ

ปากทางเข้าเส้นทางนี้มีประตูไม้ที่เรียกว่า ‘โทริอิ’ คอยต้อนรับอยู่ ความน่ารักของการจะเข้าไปในเส้นทางนี้ก็คือ เราต้องยืนเรียงแถวที่หน้าประตูโทริอิ พร้อมกับโค้งคำนับ ก่อนจะเดินเข้าไป เพื่อเป็นการขออนุญาตและขอขมาก่อนจะเข้าไปในพื้นที่

สิ่งที่รออยู่หลังประตูโทริอิคือขั้นบันไดหิน 2,446 ขั้นที่เรียงรายไปจนถึงยอดเขา (ซึ่งโชคดีที่เราไม่ต้องเดินไปถึงยอด) และต้นสนญี่ปุ่นที่ต้นใหญ่และสูงจนต้องแหงนหน้ามองขึ้นไปจึงจะเห็นยอด เพียงแค่เห็นเส้นทางเดินท่ามกลางต้นสนใหญ่มากมายแบบนี้ก็ทำให้เรารู้สึกสงบและสดชื่นขึ้นมาจริงๆ

ยามากาตะ

ส่วนการเดินลงบันไดแต่ละขั้นนั้นต้องเดินด้วยความระมัดระวัง ทุกย่างก้าวต้องใช้สติ เพราะหิมะที่ตกลงมาถึงเมื่อเช้าเริ่มละลายและกลับมาแข็งใหม่อีกรอบ ทำให้กลายเป็นชั้นน้ำแข็งบางและลื่นเคลือบอยู่บนขั้นบันได ผมคิดว่าถ้าอยากจะเดินทำสมาธิที่นี่ล่ะก็ก็คงไม่มีฤดูไหนเหมาะไปกว่าหน้าหนาวอีกแล้ว เพราะถ้าไม่มีสติจดจ่ออยู่ที่การเดินรับรองว่าได้ลื่นล้มกันตลอดทางแน่ๆ

หลังจากเดินลงบันไดมาสักพักเราก็เจอศาลเจ้าหลังเล็กๆ ที่ในสมัยโบราณเชื่อกันว่าช่วยปกป้องวิญญาณชั่วร้ายที่ซ่อนอยู่ในป่า ด้านหลังของศาลเจ้านี้คือน้ำตกที่ผู้มาแสวงบุญใช้ดื่มกัน บรรยากาศของที่นี่เวลานี้สวยและสงบดี ถ้าไม่ติดว่าอากาศเริ่มหนาวเย็นลงเรื่อยๆ เพราะแสงแดดเริ่มคล้อยต่ำลงทุกที

ยามากาตะ ยามากาตะ

เดินเข้าลึกเข้าไปอีกนิด ไกด์นำทางก็เรียกให้เราหยุดดูต้นสนต้นใหญ่ยักษ์ที่ยืนหยัดรับคนมาแสวงบุญบนยอดเขานี้มานานหลายร้อยปี จนคนตั้งชื่อให้ว่า ‘ต้นสนคุณปู่’ ตามความเก่าแก่ ก่อนหน้านี้มีอีกต้นหนึ่งที่เก่าแก่พอๆ กันซึ่งถูกเรียกว่า ‘ต้นสนคุณย่า’ แต่เพิ่งยืนต้นตายไปไม่นาน คุณปู่จึงอยู่อย่างลำพังตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา (อ้าว..ทำไมดราม่าซะงั้น)

ยามากาตะ

หลังจากร่ำลาคุณปู่แล้วเดินต่อมาอีกหน่อยก็เจอเจดีย์ห้าชั้น จุดหมายปลายทางของเส้นทางแสวงบุญในวันนี้ เจดีย์ไม้ขนาดใหญ่ถูกตกแต่งและแกะสลักอย่างสวยงามอลังการ ซึ่งในอดีตถูกใช้เป็นที่พักของผู้มาแสวงบุญ นอกจากความงามแล้วในทางงานช่างก็ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะเป็นการเข้าไม้ต่อด้วยกันโดยปราศจากตะปูแม้แต่ตัวเดียว มันสวยงามและยิ่งใหญ่สมกับที่เป็นหนึ่งในสมบัติแห่งชาติของญี่ปุ่นจริงๆ ผมคิดในใจว่าถ้าได้มีโอกาสมาพักในเจดีย์ที่ดูขลังขนาดนี้ก็คงจะเป็นบุญหัวไม่แพ้การเดินแสวงบุญเลยล่ะ

ยามากาตะ ยามากาตะ

ยืนชื่นชมความงามของเจดีย์อยู่พักใหญ่ ก็ได้เวลากลับ เราเดินย้อนกลับไปทางเดิม และยืนเรียงแถวโค้งคำนับประตูโทริอิอีกครั้งเพื่อขอบคุณป่าเขาและเทพเจ้าที่ทำให้เราปลอดภัย …เป็นการทำความเคารพที่น่ารักดีจริงๆ

ยามากาตะ

 

Outdoor Onsen

เสร็จจากเดินแสวงบุญเราก็เดินทางกลับมายัง Hijiori Onsen หิมะหยุดตกแล้ว อากาศอบอุ่นขึ้นเล็กน้อย ในช่วงเวลาที่ยังไม่ถึงมื้ออาหารแบบนี้ คงจะดีกว่าถ้าได้ไปเดินเล่นรอบๆ เมืองต่อจากเมื่อตอนเช้า

แผนที่ในมือถือบอกว่ามีอ่างเก็บน้ำอยู่ใกล้ๆ ผมเลยวางแผนว่าจะเดินเล่นในเมือง เลยต่อไปยังอ่างเก็บน้ำ แล้วค่อยกลับมาโรงแรมอีกที

หลังเดินสำรวจเมือง ระหว่างทางที่มุ่งไปยังอ่างเก็บน้ำ ร้านค้าข้างทางต่างปิดประตูเงียบเพราะพายุหิมะก่อนหน้านี้ ทำให้เมืองที่เงียบอยู่แล้วกลายสภาพเป็นเมืองแสนสงบ ผสมกับหิมะที่กองเป็นชั้นๆ ในทุกที่ทำให้อยู่ดีๆ เมืองนี้ก็ให้บรรยากาศหว่องๆ ขึ้นมาซะอย่างนั้น

เส้นทางที่ผมเดินกลายสภาพเป็นกำแพงหิมะยาวไปตลอดทางจนกระทั่งถึงอ่างเก็บ้ำ …และก็เพราะพายุหิมะอีกเช่นกันที่ทำให้ทางการล็อกประตูทางเข้าอ่างเก็บน้ำเพื่อความปลอดภัย ผมจึงทำได้แค่เพียงเดินชมวิวยามเย็นของ Hijiori Onsen และนอกอ่างเก็บน้ำนี้เพียงอย่างเดียว

ยามากาตะ

ยามากาตะ

แต่พายุหิมะก็ไม่ได้หอบมาแค่ความหว่อง เพราะเมื่อกลับถึงโรงแรมแล้วผมก็พบความพิเศษอีกข้อของโรงแรมแห่งนี้ นั่นคือประตูลับเล็กๆ ที่เปิดออกไปเป็นบ่อน้ำพุร้อนเอาต์ดอร์

หลังมื้ออาหารผมจึงรีบเปลี่ยนชุด ล้างตัว และไม่ลืมหยิบสาเกของยามากาตะ ออกไปแช่ออนเซ็นท่ามกลางวิวหิมะรอบตัว พอตัวเราจุ่มลงไปในบ่อน้ำพุร้อนแล้วมันทั้งอุ่นและสบายตัว สบายใจ แบบอธิบายไม่ถูก ใครจะไปคิดว่าเราจะสามารถแช่น้ำอุ่นแสนสบายได้แบบนี้ ทั้งที่ข้างนอกนั้นหนาวเหน็บ มีหิมะล้อมรอบอยู่ทุกด้าน

ยามากาตะ

เข้าใจแล้วว่าทำไมคนญี่ปุ่นถึงชอบแช่ออนเซ็น

เข้าใจแล้วว่าหิมะนั้นมีความหมายมากต่อชาวเมืองนี้ยังไง

เข้าใจแล้วว่าข้าวที่เติบโตด้วยน้ำจากหิมะนั้นมีรสชาติอร่อยและเอามาทำสาเกได้รสชาติดีเยี่ยม

และเข้าใจแล้วว่าทำไมเราถึงควรจะมาเที่ยวเมืองแห่งหิมะอย่างยามากาตะกัน

 

อ่่านตอนแรกได้ที่นี่

 

ยามากาตะ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

CONTRIBUTOR

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

อดีตนักศึกษาสถาปัตย์ที่หันเหเปลี่ยนอาชีพมาเป็นช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก และนักหัดเขียน โดยพึ่งมีหนังสือของตัวเองเล่มแรกชื่อ 'ราชาสถาน นิทานตื่นนอน'