พอพูดถึงคำว่า ‘วัดไทย’ เราก็มักจะเข้าใจว่าต้องสร้างโดยคนไทย เพราะมีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบไทย พระพุทธรูปแบบไทย จิตรกรรมแบบไทย แต่ในบรรดาวัดไทยกว่าหมื่นวัด มีวัดจำนวนไม่น้อยที่สร้างโดยคนเชื้อชาติอื่นที่มาอาศัยอยู่ในดินแดนสยามหรือประเทศไทยในปัจจุบัน หนึ่งในนั้นตั้งอยู่ในเขตราษฎร์บูรณะ วัดที่ว่าก็คือ วัดประเสริฐสุทธาวาส

วัดประเสริฐสุทธาวาส, จิตรกรรม, สามก๊ก, วัดไทย

ตามประวัติกล่าวว่า วัดประเสริฐสุทธาวาสสร้างโดยชาวจีนเลี้ยงหมู ด้วยเงินในตุ่ม 3 ใบที่พบก่อนที่พระประเสริฐวาณิชจะมาปฏิสังขรณ์และทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) และได้รับพระราชทานนามวัดว่า ‘วัดประเสริฐบุญพสุทธาวาส’ ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น ‘วัดประเสริฐสุทธาวาส’ กันมาจนถึงปัจจุบัน เรียกได้ว่าทั้งคนสร้างและคนปฏิสังขรณ์ต่างก็เป็นชาวจีนด้วยกันทั้งคู่

ความเป็นจีนในวัดนี้ปรากฏอย่างชัดเจนในจารึกที่ติดอยู่ที่ผนังภายในพระอุโบสถ จารึกเขียนทั้งภาษาไทยและภาษาจีน บอกศักราชการสร้างทั้งแบบจีนคือ ‘รัชสมัยเต้ากวงปีที่ 18 ปีอู้ซวีถัดมา’ และ ‘ศุภมัสดุ พระพุทธศักราชล่วงแล้ว ได้สองพันสามร้อยแปดสิบเอ็ด ปีจอ สัมฤทธิ์ศก ตกในวสันตฤดู’ นอกจากนี้จารึกยังบอกอีกว่า พระประเสริฐวาณิชเป็นชาวจีนเพราะมีการระบุแซ่แต้หรือแซ่เจิ้ง

วัดประเสริฐสุทธาวาส, จิตรกรรม, สามก๊ก, วัดไทย

จารึกยังบอกให้รู้ถึงความเชื่อของชาวจีนในไทยที่มีความเชื่อในทางพุทธศาสนาแบบที่ชาวไทยคุ้นเคย เช่น ขอให้ได้เกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต ซึ่งเป็นสวรรค์ชั้นของพระโพธิสัตว์ที่จะมาเป็นพระพุทธเจ้า ขอให้ทันยุคพระศรีอาริย์ หรือขอให้ได้บรรลุนิพพาน ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นเป้าหมายของชาวไทยที่นับถือศาสนาพุทธแทบทั้งสิ้น

เท่านั้นยังไม่พอ ความเป็นจีนในวัดยังสื่อผ่านสถาปัตยกรรมของอุโบสถซึ่งคล้ายกับเก๋งจีนอย่างมาก แถมหน้าบันยังมีรูปพระอ้วนคล้ายพระปู้ไต้ หรือพระศรีอาริย์เวอร์ชันจีน (หรือที่คนไทยชอบเรียกว่าพระสังกัจจายน์นั่นแหละ) อยู่ที่กึ่งกลางหน้าบัน ไม่เพียงเท่านั้น ข้างในยังจัดแสดงโครงสร้างเครื่องไม้แบบที่พบได้ทั่วไปตามศาลเจ้า แต่ไม่ใช่ในวัดไทยที่นิยมปิดฝ้าเพดานแน่นอน

วัดประเสริฐสุทธาวาส, จิตรกรรม, สามก๊ก, วัดไทย วัดประเสริฐสุทธาวาส, จิตรกรรม, สามก๊ก, วัดไทย

วัดประเสริฐสุทธาวาสยังเป็นวัดหนึ่งเดียวในไทยที่เขียนจิตรกรรมฝาผนังด้วยหมึกจีนเล่าเรื่อง สามก๊ก วรรณกรรมจีนระดับมหากาพย์ 1 ใน 4 สุดยอดวรรณกรรมจีนร่วมกับ ไซอิ๋ว ซ้องกั๋ง และ ความฝันในหอแดง สามก๊ก ที่วัดแห่งนี้ยังถือว่าสมบูรณ์ที่สุด เพราะเขียนมากถึง 364 ตอน มากสุดในไทยไม่ว่าจะเทียบกับวัดหรือศาลเจ้าใดๆ ก็ตาม

วัดประเสริฐสุทธาวาส, จิตรกรรม, สามก๊ก, วัดไทย

สามก๊ก ที่วัดนี้เล่าเรื่องตั้งแต่ตอนที่เล่าปี่ เชื้อพระวงศ์ตกยาก พระเอกเจ้าน้ำตาของเรื่อง เจอกับเตียวหุยคนขายหมู ตอนอ่านป้ายประกาศสมัครเป็นทหารเพื่อปราบโจรโพกผ้าเหลือง จนถึงตอนที่กุนซือเทวดาขงเบ้งมอบตำแหน่งเจ้าเมืองเกงจิ๋วแก่กวนอูหน้าแดง และยกทัพไปช่วยเล่าปี่ตีเมืองเสฉวน

ถ้าถามว่า ทำไมถึงไม่เขียนให้มันจบเรื่อง เอาให้ถึงตอนที่สุมาอี้สอนหลานแบบในซีรีส์ สามก๊ก 2010 ที่เพิ่งฉายทางช่อง 3 หรือเอาให้ถึงตอนจบจริงๆ ของ สามก๊ก คือ ตอนพระเจ้าสุมาเอี๋ยน หลานของสุมาอี้รวมแผ่นดินเป็นหนึ่ง ตอบง่ายครับ ผนังหมด แม้จะซอยแต่ละฉากเป็นช่องเล็กๆ มากขนาดนี้ก็ยังไม่พอจะเล่ามหากาพย์เรื่องนี้ตั้งแต่ต้นจนจบอย่างแท้จริง

วัดประเสริฐสุทธาวาส, จิตรกรรม, สามก๊ก, วัดไทย

แต่หากใครดูภาพไม่รู้เรื่องแต่แตกฉากภาษาจีนอย่างยิ่ง ลองมองเข้าในภาพแต่ละภาพได้เลยครับ ทุกภาพ นอกจากลายเส้นที่ดูยังไงก็ช่างจีนมาฝากฝีมือเอาไว้แน่ๆ ยังมีตัวอักษรภาษาจีนลายเส้นงดงาม ซึ่งไม่มีทางที่ชาวสยามในสมัยโน้นจะเขียนได้งามเท่านี้แน่ๆ คอยกำกับเอาไว้ บางช่องเขียนแต่ชื่อตัวละคร บางช่องอธิบายฉากในภาพ บางช่องมีครบทั้ง 2 อย่าง ดูอย่างภาพด้านล่าง ฉากสุด Epic ที่สามพี่น้องแห่งสวนท้อ เล่าปี่ กวนอู และเตียวหุย รบ (รุม) เทพสงครามสามพ่ออย่างลิโป้ ที่ด่านเฮาโลก๋วนสิครับ มีครบหมดทั้ง 2 อย่างเลย

ทว่าภาพมันออกจะเล็กสักหน่อย ตัวหนังสือก็เล็กไปนิด ถ้าจะดูจริงๆ ติดกล้องส่องทางไกลหรือกล้องถ่ายรูปติดเลนส์ซูมมาด้วยจะช่วยได้มากเลยทีเดียว แถมหลายภาพก็ชำรุดจากอิทธิพลของกาลเวลาและความชื้น ทำให้รายละเอียดที่เคยมีเลือนหายไปอย่างน่าเสียดาย

วัดประเสริฐสุทธาวาส, จิตรกรรม, สามก๊ก, วัดไทย

ดังนั้น หากใครอยากรู้จัก สามก๊ก อย่างลึกซึ้ง อ่านการ์ตูนแล้วยังไม่พอ หรือดู สามก๊ก ในทีวีแล้วไม่จุใจ วัดประเสริฐสุทธาวาสก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เราสามารถเดินทางเข้ามาเสพเรื่องราวนี้อย่างเต็มอิ่มไม่แพ้สื่ออื่นใดทั้งสิ้น

เกร็ดแถมท้าย

  1. อุโบสถวัดประเสริฐสุทธาวาสเปิดทุกวันจันทร์-ศุกร์ สามารถแวะเวียนเข้าไปไหว้พระพร้อมกับชมภาพจิตรกรรมฝาผนังนี้ได้ตลอด
  2. หากนำรถมา สามารถจอดบริเวณหน้าอุโบสถได้ หรือถ้าจะนั่งรถเมล์มา มีรถเมล์สาย 17 และสาย 37 ผ่านหน้าวัด
  3. ภายในวัดประเสริฐสุทธาวาสยังมีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเขตราษฎร์บูรณะซึ่งเล่าเรื่องราวของชุมชนราษฎร์บูรณะ ชุมชนชาวสวน และเส้นทางคมนาคมขนส่งสินค้าการเกษตรที่สำคัญ โดยจัดแสดงทั้งแผ่นป้ายและวัตถุจริงที่ได้จากทั้งวัดประเสริฐสุทธาวาสและชาวบ้านในพื้นที่ด้วย

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

เวลานึกถึงพระพุทธรูปภายในโบสถ์วิหาร เราจะนึกถึงพระประธานองค์ใหญ่องค์เดียว หรือไม่ก็อาจจะมีพระอันดับตั้งอยู่โดยรอบ มีบ้างที่พระประธาน 2 องค์หันหลังชนกัน หรือพระประธาน 4 องค์หันหลังชนกัน แต่นั่นเทียบไม่ได้เลยกับพระประธานภายในพระอุโบสถของ ‘วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร’ เพราะที่นี่มีพระประธานมากถึง 28 พระองค์

วัดอัปสรสวรรค์ : จากวัดโบราณที่ไม่รู้อายุ สู่วัดงามสมัยพระนั่งเกล้า

วัดอัปสรสวรรค์เป็นวัดโบราณที่ตั้งอยู่ริมคลองด่าน เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ แต่จะเก่าขนาดไหนไม่มีใครรู้ รู้แต่เพียงคำบอกเล่าที่ว่า คนสร้างวัดนี้คือ จีนอู๋ ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในย่านนี้ ซึ่งน่าจะเคยเป็นที่อยู่ของชาวจีนที่ประกอบอาชีพเลี้ยงหมู เพราะปรากฏใน นิราศเมืองเพชร ที่สุนทรภู่บรรยายถึงย่านนี้ว่า

ถึงบางหลวงล่วงล่องเข้าคลองเล็ก 

ล้วนบ้านเจ๊กขายหมูอยู่อักโข

เมียขาวขาวสาวสวยล้วนรวยโป

หัวอกโอ้อายใจมิใช่เล็ก

ต่อมาในแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เจ้าจอมน้อย (สุหรานากง) ธิดาของเจ้าพระยาพลเทพ (ฉิม) พระสนมเอกของพระองค์ผู้มีความสามารถในการเล่นเป็นตัวละคร ‘สุหรานากง’ ตัวละครในเรื่อง อิเหนา ได้มาสถาปนาวัดใหม่ทั้งวัด โครงการนี้ได้รับการสานต่อโดยพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 เมื่อการปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จ พระองค์ได้พระราชทานนามวัดนี้ใหม่ว่า ‘วัดอัปสรสวรรค์ พร้อมกับพระราชทานพระพุทธรูปปางฉันสมอไว้กับวัดนี้ด้วย

วัดอัปสรสวรรค์ : พระเจ้า 28 พระองค์หนึ่งในสยาม

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

วัดนี้ได้รับการสถาปนา (aka สร้างใหม่) ทั้งวัดในสมัยรัชกาลที่ 3 ดังนั้น งานศิลปกรรมหลักในฝั่งพุทธาวาสของวัดนี้เลยเป็นงานแบบที่เรียกว่า ‘พระราชนิยมรัชกาลที่ 3’ ซึ่งเป็นงานศิลปกรรมที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้รับอิทธิพลจากศิลปะจีน ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกที่วัดราชโอรสาราม แต่หากให้พูดแบบสั้น ๆ พระอุโบสถและพระวิหารของวัดอัปสรสวรรค์เป็นอาคารสไตล์จีนที่ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ แต่ประดับทั้งหมดด้วยปูนปั้นประดับกระเบื้องอย่างจีน เป็นรูปโขดหิน ดอกไม้ สัตว์ และสัญลักษณ์ต่าง ๆ

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

ทว่าสิ่งที่ถือเป็นไฮไลต์ของวัดอัปสรสวรรค์อยู่ภายในพระอุโบสถของวัด นั่นก็คือพระประธาน 28 องค์ อ่านไม่ผิดครับ 28 องค์จริง ๆ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยหน้าตาเหมือน ๆ กันขนาดเท่า ๆ กัน ตั้งบนฐานชุกชีเดียวกัน แต่ตั้งให้ลดหลั่นลงมาเป็นขั้นบันได มีทั้งที่หันไปทางประตูและหันออกไปด้านข้างทั้ง 2 ฝั่ง โดยไม่มีองค์ไหนหันไปทางด้านหลัง

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

แล้วทำไมถึงต้องเป็น 28 องค์ ตัวเลข 28 เป็นตัวเลขสำคัญ เพราะเป็นตัวเลขจำนวนพระอดีตพุทธเจ้า ซึ่งหลายคนอาจจะนึกในใจว่า พระพุทธเจ้ามีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนดั่งเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาไม่ใช่หรือ ใช่ครับ แต่จะมีอยู่ 28 องค์ที่ถูกพูดถึงเป็นพิเศษ ซึ่งจริง ๆ แล้วตัวเลข 28 นี้มาจากสูตร 24 + 3 + 1

24 คือ จำนวนพระอดีตพุทธเจ้าที่ได้พบพระพุทธเจ้าศากยมุนีในขณะที่ยังเป็นพระโพธิสัตว์ และมีพุทธพยากรณ์ว่าพระองค์จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่ ๆ เริ่มด้วยพระพุทธทีปังกรจนถึงพระพุทธเจ้ากัสสปะ

3 คือ จำนวนของพระอดีตพุทธเจ้าที่อยู่ร่วมสารมัณฑกัลป์กับพระพุทธเจ้าทีปังกร ที่ให้พุทธพยากรณ์กับพระพุทธเจ้าศากยมุนี ประกอบด้วย พระพุทธเจ้าตัณหังกร พระพุทธเจ้าเมธังกร และพระพุทธเจ้าสรณังกร

1 คือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน คือ พระพุทธเจ้าศากยมุนี หรือพระสมณโคดมนั่นเอง

ความเชื่อเรื่องพระอดีตพุทธเจ้ามีมานานแล้ว ในบ้านเราอย่างน้อยก็มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ล้านนารวมถึงอยุธยาในยุคแรก ๆ ด้วย แต่ในสมัยโน้นมาในรูปของจิตรกรรมฝาผนัง เป็นภาพพระพุทธเจ้านั่งเรียงแถวกัน ซึ่งก็มีทั้งที่ตัวเลขจำนวนมีความหมายและแบบที่วาดให้เยอะเข้าไว้ แสดงถึงความเชื่อเรื่องพระพุทธเจ้ามีมากมายมหาศาลนั่นเอง แต่ในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้เกิดการแสดงพระอดีตพุทธเจ้าแนวใหม่ ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูป 28 องค์แบบวัดอัปสรสวรรค์แห่งนี้ หรือเจดีย์ 28 องค์แบบวัดราชคฤห์ 

แล้วในเมื่อพระพุทธรูปทั้ง 28 องค์ที่วัดอัปสรสวรรค์หน้าตาเหมือนกันหมด เราจะแยกพระอดีตพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ออกจากกันได้ยังไง ให้ดูที่ฐานครับ ที่ฐานของพระพุทธรูปแต่ละพระองค์มีแผ่นจารึกระบุชื่อพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์เอาไว้แล้ว โดยวิธีการเรียงลำดับนั้น พระพุทธเจ้าตัณหังกรเป็นองค์แรกในชุด 28 พระองค์จะอยู่บนสุด จากนั้นจะเรียงลดหลั่นกันลงมาเรื่อย ๆ ซึ่งที่วัดมีแผนผังแสดงการจัดเรียงเอาไว้แล้วเรียบร้อย

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน
วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

วัดอัปสรสวรรค์ : หอไตรหลังงามกลางน้ำ

มณีอีก 1 เม็ดของวัดอัปสรสวรรค์ที่ควรค่าแก่การชมอย่างยิ่ง ก็คือหอไตรของวัดซึ่งตั้งอยู่เยื้อง ๆ กับพระอุโบสถ จุดเด่นอย่างแรกของหอไตรหลังนี้คือเป็นอาคารไม้สไตล์ไทยประเพณียกพื้นสูงที่ยังรักษารูปแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ มีคันทวยรับชายคา ผนังอาคารประดับด้วยกระจกสี ซึ่งหาชมได้ยากมากแล้วในยุคปัจจุบัน ด้วยเหตุผลว่าต่อมาเกิดความนิยมหอไตร 2 ชั้นแทน

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

มากไปกว่านั้น หอไตรนี้ยังตั้งอยู่กลางน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมดหรือปลวกเข้าไปกัดกินคัมภีร์หรือพระไตรปิฎกที่เก็บรักษาเอาไว้ใต้ตู้พระธรรมภายในหอไตร ซึ่งเป็นสิ่งที่หอไตรแทบทุกหลังที่สร้างด้วยไม้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เนื่องจากความสำคัญของหอไตรในยุคหลัง ๆ ลดลง สระน้ำหลายสระจึงถูกถม ทำให้หอไตรไม้จำนวนหนึ่งขึ้นมาตั้งบนบกแล้ว

อนึ่ง หอไตรหลังนี้น่าจะสร้างขึ้นพร้อมกับพระอุโบสถ พระวิหารและพระปรางค์ในสมัยรัชกาลที่ 3 ไม่น่าจะสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาเหมือนที่บางที่เขียนไว้นะครับ

วัดอัปสรสวรรค์ : พระเจ้าฉันสมอจากลาว?

อย่างที่ผมเล่าไว้ตอนแรกว่า วัดอัปสรสวรรค์แห่งนี้มีหลวงพ่อฉันสมอ พระพุทธรูปสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้ ซึ่งพระพุทธรูปปางนี้ถือเป็นพระพุทธรูปที่หาชมได้ไม่ง่ายนักเพราะเป็นปางที่ไม่ได้นิยมเท่าไหร่ โดยพระพุทธรูปปางฉันสมอเป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิ ครองจีวรอย่างจีนดูแปลกตา พระหัตถ์ขวาวางบนพระชานุ (เข่า) ส่วนพระหัตถ์ซ้ายซึ่งถือผลสมอนั้นจะวางบนพระเพลา (ตัก)

พระพุทธรูปปางนี้สร้างขึ้นตามเหตุการณ์ในพุทธประวัติในสัปดาห์ที่ 7 หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระองค์ประทับเสวยวิมุตติสุข (สุขจากการตรัสรู้) ใต้ต้นราชายตนะหรือต้นเกด พระอินทร์ทราบว่าพระพุทธเจ้ายังไม่ได้ฉันอะไรเลยตลอด 7 สัปดาห์นับจากตรัสรู้ จนกระทั่ง 2 พ่อค้าตปุสสะและภัลลิกะถวายพระกระยาหารมื้อแรก พระอินทร์จึงได้นำผลสมอมาถวายให้พระพุทธเจ้าฉันเป็นยา

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับพระพุทธรูปองค์นี้คือ ตามประวัติระบุว่า หลวงพ่อฉันสมอองค์นี้เป็นพระพุทธรูปที่อัญเชิญมาจากเมืองเวียงจันทน์ ปรากฏในหมายรับสั่ง จ.ศ. 1189 (ตรงกับ พ.ศ. 2370 ในสมัยรัชกาลที่ 3) ว่าหลังเสร็จศึกเจ้าอนุวงศ์ มีการอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญจากเวียงจันทน์มาหลายองค์ หลวงพ่อฉันสมอเป็นหนึ่งในนั้น เดิมเคยประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหารพระนาก ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ก่อนจะอัญเชิญมาไว้ที่วัดนี้ จึงมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพระพุทธรูปในศิลปะลาวล้านช้าง เพราะอัญเชิญมาจากลาว

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

แต่ถ้าดูจากพุทธศิลป์ของพระพุทธรูปองค์นี้แล้วกลับแตกต่างกับพระพุทธรูปในศิลปะล้านช้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการครองจีวรอย่างจีน ซึ่งไม่พบมาก่อนในศิลปะล้านช้าง แต่กลับพบในบ้านเรามาตั้งแต่สมัยอยุธยา หรือแม้แต่ในสมัยต้นกรุงก็มีพระคันธารราษฎร์ภายในวัดพระศรีรัตนศาสดารามที่ครองจีวรจีนเช่นกัน ดังนั้น หลวงพ่อฉันสมอองค์นี้จึงน่าจะเป็นพระพุทธรูปศิลปะรัตนโกสินทร์ที่อัญเชิญไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ ก่อนจะอัญเชิญกลับมายังกรุงเทพฯ อีกครั้ง

นอกจากนี้ ไม่ได้มีกฎว่าพระพุทธรูปที่อัญเชิญมาจากประเทศลาวต้องเป็นพระพุทธรูปในศิลปะลาวล้านช้างเสมอไป เพราะไม่ว่าจะเป็นพระแก้วมรกต หลวงพ่อแซกคำ หรือพระพุทธรูปอีกหลายองค์ที่อัญเชิญมาจากลาวก็ไม่ใช่พระพุทธรูปศิลปะล้านช้าง ดังนั้น อย่าเพิ่งรีบเชื่อหรือตีความว่าพระพุทธรูปอัญเชิญมาจากที่ไหน จะต้องเป็นพระพุทธรูปจากประเทศนั้นนะ

แต่ ๆๆ หลวงพ่อฉันสมอต่างจากพระเจ้า 28 พระองค์ในพระอุโบสถนะครับ เพราะไม่ได้เข้าชมหรือนมัสการได้ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าระหว่างพระอุโบสถและพระวิหารจะมีมณฑปหลวงพ่อฉันสมออยู่ แต่หลวงพ่อฉันสมอองค์นั้นเป็นองค์จำลอง องค์จริงจะอัญเชิญออกมาให้คนกราบไหว้เฉพาะในโอกาสพิเศษเท่านั้น

วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร : พระประธาน 28 พระองค์ และพระพุทธรูปปางฉันสมอครองจีวรอย่างจีน

วัดอัปสรสวรรค์ : มณีที่ซ่อนอยู่ในชุมชนเก่า

ดังนั้น ถึงแม้ว่าวัดอัปสรสวรรค์จะเป็นวัดที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 ตามสไตล์พระราชนิยมรัชกาลที่ 3 ซึ่งถ้าว่ากันตามตรงก็ค่อนข้างโหลพอสมควร มีวัดที่คล้าย ๆ กันหลายวัด ทั้งในพระนคร ธนบุรี และต่างจังหวัด แต่ในความคล้ายของวัดรุ่นนี้ ในทุกวัดมักจะมีการออกแบบกิมมิกที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นหน้าบัน พระประธาน จิตรกรรม ฯลฯ ทำให้ถ้าเราดูดี ๆ การดูวัดเหล่านี้จะไม่มีทางจำเจแน่นอน

เกร็ดแถมท้าย

1. วัดอัปสรสวรรค์ตั้งอยู่ค่อนข้างลึก ใครสนใจไปแนะนำให้ใช้รถส่วนตัวครับ แต่ถ้าจะนั่งรถเมล์ก็ได้เหมือนกัน โดยพระอุโบสถที่ประดิษฐานพระเจ้า 28 พระองค์นั้นเปิดทุกวัน แถมยังไปชมวัดใกล้ ๆ ได้อีกหลายวัด ไม่ว่าจะเป็นวัดปากน้ำภาษีเจริญ วัดขุนจันทร์ วัดนางชีโชตนาราม วัดนาคปรก ฯ

2. หากสนใจเรื่องหลวงพ่อฉันสมอ เท่าที่ทราบ ทางวัดอัปสรสวรรค์จะอัญเชิญออกมาช่วงสงกรานต์ของทุกปี แต่ถ้าอยากชมพระพุทธรูปปางฉันสมอองค์อื่น ๆ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มีอยู่ในห้องรัตนโกสินทร์ ไปชมได้ หรือถ้าอยากจะไปชมในวัด ก็มีที่วัดนาคกลาง กรุงเทพฯ ครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load