11 พฤษภาคม 2561
2 K

ก่อนอื่นเลย ชื่อเมืองนี้อ่านว่า แวก-เควอ

ถ้าอยากให้สำเนียงเหมือนคนสวีเดน ตอนออกเสียง ค ควาย ในคำว่า เควอ ให้กัดริมฝีปากออกเป็นเสียง ฟ ฟัน ผสมด้วย

หรือถ้าจะให้ดีที่สุด เขียนชื่อเมืองตามที่ระบุด้านบนใส่กระดาษแล้วยื่นให้คนขายตั๋วที่สถานีรถไฟเลยเถอะ รับรองว่าไปถึงถูกที่ไม่มีหลง

แวกเควอ (Växjö) เป็นเมืองขนาดเล็กทางตอนใต้ของประเทศสวีเดน เขตทางตอนใต้ ถ้านั่งรถไฟมาจากฝั่งประเทศเดนมาร์กก็จะใกล้กว่าจากเมืองหลวงอย่างสตอกโฮล์มอยู่ราว 1 ชั่วโมง

Växjö

Växjö ไปสูดอากาศดีๆ ให้เต็มปอดที่ Växjö เมืองที่เขาว่ากันว่าเขียวที่สุดในยุโรป

แวกเควอได้ฉายาว่าเป็น The Greenest City of Europe หรือเมืองที่เขียวที่สุดในยุโรป ความเขียวในที่นี้ไม่ได้มาจากการมีต้นไม้เยอะที่สุด แต่มาจากการสนับสนุนการอนุรักษ์ธรรมชาติและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เลิกใช้พลังงานฟอสซิล ไปจนถึงการส่งเสริมให้คนรีไซเคิลขยะและหันมาปั่นจักรยานหรือใช้บริการรถสาธารณะเป็นหลัก (รถบัสในเมืองนี้เกือบทั้งหมดวิ่งด้วยพลังงานทดแทน เช่น ก๊าซที่มาจากขยะ) ซึ่งนโยบายเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของเมืองนี้มีมาตั้งแต่ช่วงปี 1990 ก่อนที่คนทั่วโลกจะเริ่มตระหนักถึงปัญหาภาวะโลกร้อนซะอีก

และนอกจากจะรักการรีไซเคิลกันสุดๆ แล้ว แวกเควอยังเป็นเมืองที่มีพื้นที่ป่าค่อนข้างเยอะ แม้แต่ในเขตเมืองก็มีต้นไม้ปลูกตามรายทาง อากาศดีจนรู้สึกว่ามาเที่ยวครั้งนี้ประหนึ่งมาฟอกปอด

สำหรับฉัน ความทรงจำดีๆ กับเมืองนี้อยู่ที่ริมทะเลสาบ

Växjö

แวกเควอเป็นเมืองที่ล้อมรอบด้วยทะเลสาบขนาดใหญ่ 3 แห่ง เรียกได้ว่าเดินยังไงก็เจอทะเลสาบ

น้ำในทะเลสาบที่นี่เป็นสีน้ำเงินเข้ม สะท้อนภาพผืนป่าและท้องฟ้าเหมือนแผ่นกระจก ในฤดูร้อนคนที่นี่มักจะลงไปพายเรือว่ายน้ำในทะเลสาบ ส่วนในฤดูหนาว (ถ้าปีนั้นหนาวจริงๆ) น้ำในทะเลสาบจะจับตัวกันเป็นน้ำแข็ง สามารถลงไปยืนได้ เดินได้ ขี่จักรยานผ่านได้ หรือถ้าไม่แน่ใจว่าน้ำแข็งจะปริมั้ย ก็ลองหลอกเพื่อนไปยืนทดสอบให้ดูก่อนก็ได้ (แต่ไม่รับประกันความปลอดภัยนะ)

Växjö

สิ่งที่ฉันชอบทำมากๆ ที่เมืองนี้คือการเดินชมวิวริมทะเลสาบ

เพราะทะเลสาบครอบคลุมพื้นที่หลายส่วนของเมือง ดังนั้น พื้นที่ริมทะเลสาบจึงมีทั้งส่วนที่ติดกับป่า บ้านคน เนินเขา หรือสนามหญ้าโล่งๆ ที่ดีอย่างหนึ่งก็คือรอบๆ ทะเลสาบมักจะมีชานไม้ยื่นออกไปสำหรับนั่งห้อยขาชมวิว ถ้าเป็นส่วนที่ติดกับบ้านคนอาจจะมีชานไม้พร้อมเก้าอี้ชมวิวเสร็จสรรพ หรือถ้าติดกับป่าก็จะเป็นทางเดินเทร็กกิ้งแบบสบายๆ

ฉันเคยซื้อข้าวกล่องมานั่งห้อยขากินริมทะเลสาบ หลับตานั่งรับลมเย็นๆ กับแดดอ่อนๆ มองวิวแนวต้นไม้ในป่าไปด้วย นับเป็นช่วงเวลาที่ดีมาก หรือถ้าใครไม่ชอบชีวิตติดทะเลสาบขนาดนั้น แวกเควอก็ยังมีร้านกาแฟดีๆ ให้เลือกนั่งหลายแห่ง

Växjö Växjö

คนสวีเดนมีวัฒนธรรมการดื่มกาแฟที่เหนียวแน่น การไปฟิก้า (Fika) หรือการไปนั่งดื่มกาแฟทานขนมหวานแบบชิลล์ๆ นั้นเป็นเรื่องปกติทำกันแทบทุกวัน อย่างเช่นเพิ่งเจอเพื่อนใหม่แล้วอยากทำความรู้จักกันให้มากขึ้นก็ชวนกันไปฟิก้า ปรึกษารายงานกลุ่มหลังคลาสก็ไปฟิก้า หรือวันอาทิตย์ว่างๆ ก็พาครอบครัวออกมาฟิก้า ดังนั้น ร้านกาแฟจึงมีให้เห็นอยู่ทั่วไป

นอกจากทะเลสาบ ในตัวเมืองแวกเควอก็มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอยู่เหมือนกัน

ที่แรกคือ Växjö Cathedral โบสถ์ประจำเมืองที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟมากนัก โบสถ์ที่นี่มีหลังคาทรงสูง ด้านในตกแต่งแบบเรียบง่ายเหมือนโบสถ์เล็กๆ ทั่วไป จุดเด่นอยู่ตรงที่มีงานศิลปะจากแก้วตั้งอยู่ด้วย เนื่องจากเมืองนี้มีชื่อเสียงเรื่องการเป่าแก้ว

และในช่วงก่อนวันคริสต์มาสที่โบสถ์จะจัดงาน Santa Lucia มีการแสดงร้องเพลงประสานเสียงสรรเสริญพระเจ้า แสดงโดยนักเรียนมัธยมซึ่งจะแต่งตัวด้วยชุดกะโปรงสีขาวกับผ้าคาดเอวสีแดง มือถือเทียนไข การไปนั่งรอฟังเพลงสรรเสริญพระเจ้าท่ามกลางบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์ในโบสถ์ถือเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ดีมากสำหรับฉัน แม้จะต้องต่อคิวเข้าโบสถ์กลางอากาศเฉียด 0 องศาฯ อยู่เป็นชั่วโมงก็ตามทีเถอะ

สถานที่แห่งที่สอง Växjö Glass Museum พิพิธภัณฑ์เรื่องแก้วของเมือง ค่าตั๋วจะรวมพิพิธภัณฑ์โซนประวัติศาสตร์ของเมือง รวมถึงนิทรรศการศิลปะที่จัดเวียนกันไปเรื่อยๆ ด้วย พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟเช่นกัน เดินไปไม่กี่นาทีก็ถึง

Växjö

ถัดมาไม่ไกลกันคือ The Bronze Statue รูปปั้นบรอนซ์ที่คนพากันไปถ่ายรูปเพราะมันแปลกดี เป็นรูปปั้นของผู้หญิง 2 คนหันหน้าเข้าหากัน คนหนึ่งอ้วนพุงพลุ้ย ส่วนอีกคนผอมจนเห็นกระดูก ฉันเองก็มารู้ทีหลังว่ารูปปั้นนี้ศิลปินเจ้าของผลงานต้องการสะท้อนให้เห็นถึงโรคอะนอเร็กเซีย (Anorexia) ซึ่งผู้หญิงในยุคนั้นเป็นกันมาก รูปปั้นที่ว่านี้ตั้งอยู่ที่หน้า Växjö Theater หรือโรงละครประจำเมือง

Växjö

ออกมาจากใจกลางเมืองหน่อยก็มี Teleborg Slott หรือปราสาทเทเลเบิร์ก ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาริมทะเลสาบ ปราสาทแห่งนี้เป็นของขวัญแต่งงานที่ท่านเคานต์สร้างให้กับภรรยา แต่โชคร้ายที่ทั้งสองเสียชีวิตลงหลังจากอาศัยอยู่ในปราสาทได้เพียงไม่นาน

ปัจจุบันปราสาทเปิดเป็นโรงแรมสุดหรูให้คนทั่วไปเข้าพักได้ ด้านในตกแต่งแบบคลาสสิกสุดๆ แถมยังมีจัดดินเนอร์พิเศษตามเทศกาลด้วย แม้จะราคาค่อนข้างแพง แต่ก็นับว่าคุ้มค่าถ้าเทียบกับการได้นั่งทานดินเนอร์ในปราสาทแบบหรูๆ ชิกๆ สวยๆ ปราสาทแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตของมหาวิทยาลัยลินเนียส (Linnaeus University) นั่งรถบัสจากตัวเมืองไปราวๆ 10 นาที หรือเดินเลียบทะเลสาบไปก็ได้ ใช้เวลาเดิน 30 – 50 นาที แต่ถ้าวันไหนอากาศดีเราแนะนำให้เดินเลียบทะเลสาบ รับรองว่าวิวระหว่างทางสวยประทับจิตประทับใจ

พูดถึงวัฒนธรรมฟิก้าของชาวสวีเดนแล้ว ก็อยากแนะนำกาแฟบรรยากาศดีในเมืองนี้ด้วย

Växjö

ที่แรก ร้าน Askelyckans Konditori ตั้งอยู่ในตัวเมือง ร้านเป็นเหมือนบ้านสไตล์แสกนดิเนเวีย ทาสีเหลืองทั้งหลัง และมีโซนที่นั่งด้านนอกที่ให้บรรยากาศเหมือนได้จิบกาแฟละเลียดเค้กในสวนหลังบ้าน เมนูแนะนำคือ Princess Cake ขนมหวานดั้งเดิมของสวีเดน

ส่วนใครที่อยากสัมผัสบรรยากาศริมทะเลสาบ ห้ามพลาดร้านกาแฟชื่อ Cafiket Strandbjörket ตัวร้านเป็นบ้านทาสีแดงเข้ม หลังคาบางส่วนปกคลุมด้วยหญ้ามอสสีเขียว มีสนามหญ้าให้เด็กวิ่งเล่น โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนบรรยากาศจะดีมาก ที่สำคัญคือ ร้านตั้งอยู่ริมทะเลสาบเลย

Växjö ช็อกโกแลตร้อน

ร้านสุดท้ายที่อยากแนะนำคือ Cafe Tufvan ตั้งอยู่ในเขตมหาวิทยาลัยลินเนียส ถ้าไปเยี่ยมชมปราสาทเทเลเบิร์กแล้ว แนะนำให้มาแวะนั่งพักเหนื่อยที่นี่ ตัวร้านเป็นอาคารสีขาว หลังคาสีส้มวินเทจ ถ่ายรูปสวยมาก โดยเฉพาะถ้ามาในช่วงเดือนตุลาคมที่ต้นไม้รอบๆ ร้านพากันเปลี่ยนเป็นสีส้มพร้อมกัน พนักงานในร้านกาแฟแห่งนี้ส่วนหนึ่งเป็นอาสาสมัครนักเรียนจากมหาวิทยาลัย เมนูที่พลาดไม่ได้คือช็อกโกแลตร้อนโรยหน้าด้วยมาชเมลโล่ ฟินอย่าบอกใคร

ในตัวเมืองเดินวันเดียวก็ทั่วแล้ว แต่เราแนะนำว่าให้พักที่นี่ 1 คืนเป็นอย่างน้อย เพราะโมเมนต์ที่รอดูพระอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าและลับฟ้าเหนือผิวทะเลสาบ เป็นภาพที่สวยงามจนลืมไม่ลงเลยล่ะ

การเดินทาง | นั่งรถไฟ Oresundtåg จากเมืองโคเปนเฮเกน ใช้เวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง (ระหว่างทางรถไฟจะวิ่งลงอุโมงค์ใต้ทะเล) หรือนั่งรถไฟเร็วจากเมืองสตอกโฮล์ม ใช้เวลา 3 ชั่วโมงครึ่ง และเปลี่ยนรถไฟ 1 ครั้งที่สถานี Alvesta

ฤดูที่เหมาะกับการมาเที่ยวแวกเควอ (รวมถึงเมืองอื่นๆ ในสวีเดน) คือช่วงหน้าร้อน เพราะอากาศดี มีแดด แถมยังมืดช้า แต่ถ้าใครอยากลองเดินบนทะเลสาบน้ำแข็งดูก็มาช่วงฤดูหนาวเลยโลด เดือนกุมภาพันธ์คือหนาวสุดๆ บอกเลย

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

กัลยรักษ์ นัยรักษ์เสรี

ช่างฝัน รักการเดินเล่น และชอบความรู้สึกของการได้ตกหลุมรักอะไรซ้ำๆ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ผมเห็นภาพถ่ายใบหนึ่งในเว็บท่องเที่ยว เป็นภาพคนสองคนยืนบนสะพานแขวน ฉากหลังเป็นภูเขาหิมะ ผมเกิดคำถามว่าที่นี่คือที่ไหนบนโลกใบนี้กันนะ นั่นเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้ค้นหาสถานที่ในภาพ จนในที่สุด ผมก็พาคนที่ผมรักทั้งสามคนมายืนในมุมที่เคยเห็นจากภาพ ผมยืนยิ้มให้กับตัวเองและกดชัตเตอร์บันทึกภาพแห่งความสุขไว้

คุณพ่อจัดทริปยกครอบครัวไป Hiking บนเส้นทางธรรมชาติ Hooker Valley Track นิวซีแลนด์

เดือนเมษายน 2015 ผมและครอบครัวมีโอกาสเดินทางมายังประเทศนิวซีแลนด์ 

เราเลือกมาเที่ยวกันที่เกาะใต้เพียงเกาะเดียว ไม่ได้เดินทางไปที่เกาะเหนือ หนึ่งในจุดหมายของการเดินทางทริปนี้คือ Mount Cook เพื่อจะตามหามุมถ่ายภาพที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น วันที่เราเดินทางมาถึง Mount Cook เป็นช่วงเวลาบ่ายคล้อย ขับรถกันมาจากเมืองควีนส์ทาวน์ แวะโน่น แวะนี่มาตามทาง พอเลี้ยวขวาตรงทางแยกเพื่อเข้ามา Mount Cook ได้ไม่นานก็เจอกับภาพทะเลสาบสีเทอร์คอยส์สวยเหมือนภาพวาด นั่นคือทะเลสาบ Pukaki อันเลื่องชื่อนั่นเอง 

ส่วนตัวผมเองขอยกให้ทะเลสาบ Pukaki เป็นทะเลสาบที่สวยที่สุดในทริปนิวซีแลนด์ทริปนี้เลย ภาพทะเลสาบสีฟ้าที่มี Mount Cook เป็นฉากหลังประกอบ กับถนนคดเคี้ยวที่ลัดเลาะเรียบทะเลสาบยังประทับใจจนทุกวันนี้ 

คุณพ่อจัดทริปยกครอบครัวไป Hiking บนเส้นทางธรรมชาติ Hooker Valley Track นิวซีแลนด์

ที่อุทยานแห่งชาติ Mount Cook เราเลือกพักกันที่ Auraki Court นับว่าเป็นบ้านพักที่สะดวกสบายและสะอาดมาก มีห้องครัวและเครื่องครัวสำหรับทำอาหารครบครัน เราทำอาหารมื้อเย็นง่ายๆ ทานกันเองที่บ้าน มีแซลมอนที่ซื้อมาจากฟาร์มที่ขับรถผ่านระหว่างทางมาที่นี่ อิ่มท้องแล้วก็นอนแช่น้ำอุ่นในอ่างอาบน้ำแสนสบาย แล้วก็แยกย้ายกันซุกตัวใต้ผ้าห่มบนเตียงนุ่มๆ เก็บแรงเพื่อภารกิจ Adventure ในวันพรุ่งนี้

เช้าวันรุ่งขึ้น เสียงเพลงจากโทรศัพท์มือถือ ปลุกเราให้ตื่นขึ้นมาบิดขี้เกียจอยู่บนที่นอนได้สักพัก ก็ต้องลุกไปอาบน้ำและรีบทานมื้อเช้า เสร็จแล้วก็เก็บกระเป๋าขึ้นรถ และเช็กเอาต์ออกจากที่พักเพื่อออกเดินทาง  เพราะวันนี้เรามีภารกิจที่ท้าทายคือการเดิน Hiking บนเส้นทาง Hooker Valley Track โดยจะเริ่มต้นจากปลายถนนฮุกเกอร์  ซึ่งเป็นถนนแยกจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติ Mount Cook ใช้เวลาขับรถเข้าไปประมาณ 10 นาที จะมีที่จอดรถลงเดินเท้ากับเส้นทางเดินป่าธรรมชาติไปสิ้นสุดที่ธารน้ำแข็งฮุกเกอร์ (Hooker Glacier)

พวกเราขับรถมาถึงจุดจอดรถก็ 9 โมงกว่าๆ แล้ว แยกย้ายกันไปเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย เพราะไม่แน่ใจว่าระหว่างทางที่เดินนั้นจะมีห้องน้ำให้เข้าอีกหรือเปล่า กลับมาที่รถหยิบกล้องถ่ายรูปและน้ำดื่มพกใส่เป้สะพายหลังได้เราก็เริ่มออกเดินทางกันทันที ออกเดินเท้าได้ไม่นานก็ถึงจุดชมวิวที่มองเห็นสะพานแขวนทอดยาวข้ามลำธารที่ไหลผ่านแนวก้อนหินก้อนกลมๆ ใหญ่น้อย ต้องเป็นเจ้าสะพานแขวนแห่งนี้แน่ๆ ที่เราเห็นในรูป จนทำให้เราค้นหาข้อมูลและตัดสินใจเดินทางมายังที่แห่งนี้

คุณพ่อจัดทริปยกครอบครัวไป Hiking บนเส้นทางธรรมชาติ Hooker Valley Track นิวซีแลนด์

ชื่นชมความงามและบันทึกภาพจากมุมสูงตรงนี้เป็นที่เรียบร้อย เราทั้งสี่คนก็ก้าวเดินลงเนินเขาจากจุดชมวิวนี้ลงไปด้านล่าง เพื่อเดินต่อไปยังสะพานแขวนที่เห็น เช้าวันนี้อากาศเย็นกำลังดี ทำให้การเดินเท้า Hiking ของเราในวันนี้เริ่มต้นด้วยดี เมื่อมาถึงสะพานแขวน ผมก็เดินแยกตัวลงไปด้านล่างตรงข้างๆ ลำธาร ให้ภรรยาและลูกชายทั้งสองเดินต่อขึ้นไปยืนบนสะพานแขวน ยกกล้องขึ้นมาซูมภาพไปที่คนสามคนบนสะพาน และบันทึกภาพที่ตั้งใจไว้ก่อนการเดินทาง

เราหยุดชื่นชมสายน้ำที่ไหลเย็นผ่านใต้สะพานแขวน สายน้ำที่นี่ไม่ใสเหมือนลำธารที่อื่น แต่เป็นสีออกฟ้าขุ่นๆ เนื่องจากเป็นสายน้ำที่เกิดจากการละลายของธารน้ำแข็งที่ต้นน้ำ ประกอบไปด้วยแร่ธาตุบางอย่าง จึงทำให้น้ำเป็นสีฟ้าเทอร์คอยส์สวยงามแปลกตาไปอีกแบบ

คุณพ่อจัดทริปยกครอบครัวไป Hiking บนเส้นทางธรรมชาติ Hooker Valley Track นิวซีแลนด์

เดินไปเรื่อยๆ ตามแนวทางเดินที่อุทยานจัดทำไว้เป็นอย่างดี รวมทั้งข้ามสะพานแขวนอีก 2 สะพาน เราก็มาถึงแนวทางเดินที่เป็นระแนงไม้ทอดยาวไปในทุ่งหญ้าสีทอง อาบด้วยแสงอาทิตย์ยามสายๆ เมื่อมองไปสุดสายตาจะเห็นยอด Mount Cook เจ้ายอดเขาขี้อายตั้งตระหง่านอยู่ที่ปลายทาง เราผู้เป็นพ่อเดินไปถ่ายรูปไป ผู้เป็นแม่กับลูกชายคนโตเดินอยู่ข้างหน้า ผลัดกันถ่ายรูปอย่างมีความสุข ส่วนเจ้าลูกชายคนเล็กนั้นวิ่งนำไปข้างหน้าก่อนแล้ว ด้วยว่าโดนพ่อหลอกล่อว่า ให้แข่งกันดูซิว่าใครจะถึงทะเลสาบที่ปลายทางก่อนกัน

บันทึกการเดินทางและภาพถ่ายฝีมือคุณพ่อในทริปเดินเท้า Hooker Valley Track เกาะใต้ ประเทศนิวซีแลนด์

ระหว่างทางเดินมีมุมถ่ายรูปสวยๆ ให้แวะถ่ายเต็มไปหมด มุมนั้นก็สวย มุมนี้ก็สวย Landscape ก็อยากถ่าย แต่แนว Portrait ก็ขาดไม่ได้ ไม่งั้น ผบ. ที่บ้านอาจจะไม่พอใจเอาได้ ทำให้เราใช้เวลาเดินทางถึง 2 ชม. กับระยะทางแค่เพียง 5 กม. และในที่สุดเราก็มาถึงปลายทางที่ Hooker Lake เป็นทะเลสาบที่มีก้อนน้ำแข็งที่ร่อนหลุดมาจากแนว Gracier ลอยอยู่เต็มทะเลสาบ ภาพที่เห็นตรงหน้าสวยงามตระการตา ช่างคุ้มค่ากับการเดินเท้าเข้ามา 5 กม. เสียจริงๆ

บันทึกการเดินทางและภาพถ่ายฝีมือคุณพ่อในทริปเดินเท้า Hooker Valley Track เกาะใต้ ประเทศนิวซีแลนด์

พวกเรานั่งเหนื่อยพักชมวิวทิวทัศน์ พูดคุยกับเพื่อนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาถึงพร้อมๆ กัน หันมองนาฬิกาอีกทีก็เกือบเที่ยงแล้ว ท้องเริ่มหิวขึ้นมาทันที เสียดายที่ไม่ได้วางแผนเอาของว่างรองท้องติดมาด้วย ยิ่งเห็นกลุ่มคุณป้าที่เดินมาด้วยกันนั่งล้อมวงกินขนมอย่างเอร็ดอร่อย ความหิวก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ จึงได้เวลาร่ำลาทะเลสาบแสนสวย เดินย้อนกลับทางที่เดินมาอีก 5 กม. เพื่อกลับไปที่จุดตั้งต้นที่พวกเราจอดรถกันเอาไว้

แม้ว่าเส้นทางที่เดินกลับจะเป็นเส้นทางเดิมกับที่เดินมา แต่ก็ได้มองเห็นภาพที่ต่างกันออกไป เราอาจจะใช้เวลาเดินน้อยลง เพราะแวะถ่ายรูปกันน้อยกว่าเดิม แต่ก็ได้ความประทับใจไม่แพ้กัน 

นี่คงเป็นอีกเส้นทาง Hiking ที่สวยงามและน่ามาเยือนกันสักครั้งถ้ามีโอกาส เป็นเส้นทางที่ไม่ได้ขึ้นเขาชันและเดินง่ายพอสมควร ผมคิดว่า Hooker Valley Track นี้เป็นอีกหนึ่งในลิสต์ที่ห้ามพลาดเลยทีเดียวสำหรับคนที่เดินทางมายังเกาะใต้ ประเทศนิวซีแลนด์ ขอแนะนำว่าให้มานอนพักที่ Mount Cook สักหนึ่งคืน ที่นี่เงียบสงบและดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืนสวยมาก และเช้าอีกวันก็ค่อยตื่นแต่เช้าออกมาเดิน Hiking บนเส้นทางสาย Hooker Valley Track กัน

ที่สำคัญ อย่าลืมพกของว่างไปแวะทานที่ทะเลสาบ Hooker กันด้วยนะครับ

บันทึกการเดินทางและภาพถ่ายฝีมือคุณพ่อในทริปเดินเท้า Hooker Valley Track เกาะใต้ ประเทศนิวซีแลนด์

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load