11 พฤษภาคม 2561
2 K

ก่อนอื่นเลย ชื่อเมืองนี้อ่านว่า แวก-เควอ

ถ้าอยากให้สำเนียงเหมือนคนสวีเดน ตอนออกเสียง ค ควาย ในคำว่า เควอ ให้กัดริมฝีปากออกเป็นเสียง ฟ ฟัน ผสมด้วย

หรือถ้าจะให้ดีที่สุด เขียนชื่อเมืองตามที่ระบุด้านบนใส่กระดาษแล้วยื่นให้คนขายตั๋วที่สถานีรถไฟเลยเถอะ รับรองว่าไปถึงถูกที่ไม่มีหลง

แวกเควอ (Växjö) เป็นเมืองขนาดเล็กทางตอนใต้ของประเทศสวีเดน เขตทางตอนใต้ ถ้านั่งรถไฟมาจากฝั่งประเทศเดนมาร์กก็จะใกล้กว่าจากเมืองหลวงอย่างสตอกโฮล์มอยู่ราว 1 ชั่วโมง

Växjö

Växjö ไปสูดอากาศดีๆ ให้เต็มปอดที่ Växjö เมืองที่เขาว่ากันว่าเขียวที่สุดในยุโรป

แวกเควอได้ฉายาว่าเป็น The Greenest City of Europe หรือเมืองที่เขียวที่สุดในยุโรป ความเขียวในที่นี้ไม่ได้มาจากการมีต้นไม้เยอะที่สุด แต่มาจากการสนับสนุนการอนุรักษ์ธรรมชาติและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เลิกใช้พลังงานฟอสซิล ไปจนถึงการส่งเสริมให้คนรีไซเคิลขยะและหันมาปั่นจักรยานหรือใช้บริการรถสาธารณะเป็นหลัก (รถบัสในเมืองนี้เกือบทั้งหมดวิ่งด้วยพลังงานทดแทน เช่น ก๊าซที่มาจากขยะ) ซึ่งนโยบายเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของเมืองนี้มีมาตั้งแต่ช่วงปี 1990 ก่อนที่คนทั่วโลกจะเริ่มตระหนักถึงปัญหาภาวะโลกร้อนซะอีก

และนอกจากจะรักการรีไซเคิลกันสุดๆ แล้ว แวกเควอยังเป็นเมืองที่มีพื้นที่ป่าค่อนข้างเยอะ แม้แต่ในเขตเมืองก็มีต้นไม้ปลูกตามรายทาง อากาศดีจนรู้สึกว่ามาเที่ยวครั้งนี้ประหนึ่งมาฟอกปอด

สำหรับฉัน ความทรงจำดีๆ กับเมืองนี้อยู่ที่ริมทะเลสาบ

Växjö

แวกเควอเป็นเมืองที่ล้อมรอบด้วยทะเลสาบขนาดใหญ่ 3 แห่ง เรียกได้ว่าเดินยังไงก็เจอทะเลสาบ

น้ำในทะเลสาบที่นี่เป็นสีน้ำเงินเข้ม สะท้อนภาพผืนป่าและท้องฟ้าเหมือนแผ่นกระจก ในฤดูร้อนคนที่นี่มักจะลงไปพายเรือว่ายน้ำในทะเลสาบ ส่วนในฤดูหนาว (ถ้าปีนั้นหนาวจริงๆ) น้ำในทะเลสาบจะจับตัวกันเป็นน้ำแข็ง สามารถลงไปยืนได้ เดินได้ ขี่จักรยานผ่านได้ หรือถ้าไม่แน่ใจว่าน้ำแข็งจะปริมั้ย ก็ลองหลอกเพื่อนไปยืนทดสอบให้ดูก่อนก็ได้ (แต่ไม่รับประกันความปลอดภัยนะ)

Växjö

สิ่งที่ฉันชอบทำมากๆ ที่เมืองนี้คือการเดินชมวิวริมทะเลสาบ

เพราะทะเลสาบครอบคลุมพื้นที่หลายส่วนของเมือง ดังนั้น พื้นที่ริมทะเลสาบจึงมีทั้งส่วนที่ติดกับป่า บ้านคน เนินเขา หรือสนามหญ้าโล่งๆ ที่ดีอย่างหนึ่งก็คือรอบๆ ทะเลสาบมักจะมีชานไม้ยื่นออกไปสำหรับนั่งห้อยขาชมวิว ถ้าเป็นส่วนที่ติดกับบ้านคนอาจจะมีชานไม้พร้อมเก้าอี้ชมวิวเสร็จสรรพ หรือถ้าติดกับป่าก็จะเป็นทางเดินเทร็กกิ้งแบบสบายๆ

ฉันเคยซื้อข้าวกล่องมานั่งห้อยขากินริมทะเลสาบ หลับตานั่งรับลมเย็นๆ กับแดดอ่อนๆ มองวิวแนวต้นไม้ในป่าไปด้วย นับเป็นช่วงเวลาที่ดีมาก หรือถ้าใครไม่ชอบชีวิตติดทะเลสาบขนาดนั้น แวกเควอก็ยังมีร้านกาแฟดีๆ ให้เลือกนั่งหลายแห่ง

Växjö Växjö

คนสวีเดนมีวัฒนธรรมการดื่มกาแฟที่เหนียวแน่น การไปฟิก้า (Fika) หรือการไปนั่งดื่มกาแฟทานขนมหวานแบบชิลล์ๆ นั้นเป็นเรื่องปกติทำกันแทบทุกวัน อย่างเช่นเพิ่งเจอเพื่อนใหม่แล้วอยากทำความรู้จักกันให้มากขึ้นก็ชวนกันไปฟิก้า ปรึกษารายงานกลุ่มหลังคลาสก็ไปฟิก้า หรือวันอาทิตย์ว่างๆ ก็พาครอบครัวออกมาฟิก้า ดังนั้น ร้านกาแฟจึงมีให้เห็นอยู่ทั่วไป

นอกจากทะเลสาบ ในตัวเมืองแวกเควอก็มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอยู่เหมือนกัน

ที่แรกคือ Växjö Cathedral โบสถ์ประจำเมืองที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟมากนัก โบสถ์ที่นี่มีหลังคาทรงสูง ด้านในตกแต่งแบบเรียบง่ายเหมือนโบสถ์เล็กๆ ทั่วไป จุดเด่นอยู่ตรงที่มีงานศิลปะจากแก้วตั้งอยู่ด้วย เนื่องจากเมืองนี้มีชื่อเสียงเรื่องการเป่าแก้ว

และในช่วงก่อนวันคริสต์มาสที่โบสถ์จะจัดงาน Santa Lucia มีการแสดงร้องเพลงประสานเสียงสรรเสริญพระเจ้า แสดงโดยนักเรียนมัธยมซึ่งจะแต่งตัวด้วยชุดกะโปรงสีขาวกับผ้าคาดเอวสีแดง มือถือเทียนไข การไปนั่งรอฟังเพลงสรรเสริญพระเจ้าท่ามกลางบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์ในโบสถ์ถือเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ดีมากสำหรับฉัน แม้จะต้องต่อคิวเข้าโบสถ์กลางอากาศเฉียด 0 องศาฯ อยู่เป็นชั่วโมงก็ตามทีเถอะ

สถานที่แห่งที่สอง Växjö Glass Museum พิพิธภัณฑ์เรื่องแก้วของเมือง ค่าตั๋วจะรวมพิพิธภัณฑ์โซนประวัติศาสตร์ของเมือง รวมถึงนิทรรศการศิลปะที่จัดเวียนกันไปเรื่อยๆ ด้วย พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟเช่นกัน เดินไปไม่กี่นาทีก็ถึง

Växjö

ถัดมาไม่ไกลกันคือ The Bronze Statue รูปปั้นบรอนซ์ที่คนพากันไปถ่ายรูปเพราะมันแปลกดี เป็นรูปปั้นของผู้หญิง 2 คนหันหน้าเข้าหากัน คนหนึ่งอ้วนพุงพลุ้ย ส่วนอีกคนผอมจนเห็นกระดูก ฉันเองก็มารู้ทีหลังว่ารูปปั้นนี้ศิลปินเจ้าของผลงานต้องการสะท้อนให้เห็นถึงโรคอะนอเร็กเซีย (Anorexia) ซึ่งผู้หญิงในยุคนั้นเป็นกันมาก รูปปั้นที่ว่านี้ตั้งอยู่ที่หน้า Växjö Theater หรือโรงละครประจำเมือง

Växjö

ออกมาจากใจกลางเมืองหน่อยก็มี Teleborg Slott หรือปราสาทเทเลเบิร์ก ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาริมทะเลสาบ ปราสาทแห่งนี้เป็นของขวัญแต่งงานที่ท่านเคานต์สร้างให้กับภรรยา แต่โชคร้ายที่ทั้งสองเสียชีวิตลงหลังจากอาศัยอยู่ในปราสาทได้เพียงไม่นาน

ปัจจุบันปราสาทเปิดเป็นโรงแรมสุดหรูให้คนทั่วไปเข้าพักได้ ด้านในตกแต่งแบบคลาสสิกสุดๆ แถมยังมีจัดดินเนอร์พิเศษตามเทศกาลด้วย แม้จะราคาค่อนข้างแพง แต่ก็นับว่าคุ้มค่าถ้าเทียบกับการได้นั่งทานดินเนอร์ในปราสาทแบบหรูๆ ชิกๆ สวยๆ ปราสาทแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตของมหาวิทยาลัยลินเนียส (Linnaeus University) นั่งรถบัสจากตัวเมืองไปราวๆ 10 นาที หรือเดินเลียบทะเลสาบไปก็ได้ ใช้เวลาเดิน 30 – 50 นาที แต่ถ้าวันไหนอากาศดีเราแนะนำให้เดินเลียบทะเลสาบ รับรองว่าวิวระหว่างทางสวยประทับจิตประทับใจ

พูดถึงวัฒนธรรมฟิก้าของชาวสวีเดนแล้ว ก็อยากแนะนำกาแฟบรรยากาศดีในเมืองนี้ด้วย

Växjö

ที่แรก ร้าน Askelyckans Konditori ตั้งอยู่ในตัวเมือง ร้านเป็นเหมือนบ้านสไตล์แสกนดิเนเวีย ทาสีเหลืองทั้งหลัง และมีโซนที่นั่งด้านนอกที่ให้บรรยากาศเหมือนได้จิบกาแฟละเลียดเค้กในสวนหลังบ้าน เมนูแนะนำคือ Princess Cake ขนมหวานดั้งเดิมของสวีเดน

ส่วนใครที่อยากสัมผัสบรรยากาศริมทะเลสาบ ห้ามพลาดร้านกาแฟชื่อ Cafiket Strandbjörket ตัวร้านเป็นบ้านทาสีแดงเข้ม หลังคาบางส่วนปกคลุมด้วยหญ้ามอสสีเขียว มีสนามหญ้าให้เด็กวิ่งเล่น โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนบรรยากาศจะดีมาก ที่สำคัญคือ ร้านตั้งอยู่ริมทะเลสาบเลย

Växjö ช็อกโกแลตร้อน

ร้านสุดท้ายที่อยากแนะนำคือ Cafe Tufvan ตั้งอยู่ในเขตมหาวิทยาลัยลินเนียส ถ้าไปเยี่ยมชมปราสาทเทเลเบิร์กแล้ว แนะนำให้มาแวะนั่งพักเหนื่อยที่นี่ ตัวร้านเป็นอาคารสีขาว หลังคาสีส้มวินเทจ ถ่ายรูปสวยมาก โดยเฉพาะถ้ามาในช่วงเดือนตุลาคมที่ต้นไม้รอบๆ ร้านพากันเปลี่ยนเป็นสีส้มพร้อมกัน พนักงานในร้านกาแฟแห่งนี้ส่วนหนึ่งเป็นอาสาสมัครนักเรียนจากมหาวิทยาลัย เมนูที่พลาดไม่ได้คือช็อกโกแลตร้อนโรยหน้าด้วยมาชเมลโล่ ฟินอย่าบอกใคร

ในตัวเมืองเดินวันเดียวก็ทั่วแล้ว แต่เราแนะนำว่าให้พักที่นี่ 1 คืนเป็นอย่างน้อย เพราะโมเมนต์ที่รอดูพระอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าและลับฟ้าเหนือผิวทะเลสาบ เป็นภาพที่สวยงามจนลืมไม่ลงเลยล่ะ

การเดินทาง | นั่งรถไฟ Oresundtåg จากเมืองโคเปนเฮเกน ใช้เวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง (ระหว่างทางรถไฟจะวิ่งลงอุโมงค์ใต้ทะเล) หรือนั่งรถไฟเร็วจากเมืองสตอกโฮล์ม ใช้เวลา 3 ชั่วโมงครึ่ง และเปลี่ยนรถไฟ 1 ครั้งที่สถานี Alvesta

ฤดูที่เหมาะกับการมาเที่ยวแวกเควอ (รวมถึงเมืองอื่นๆ ในสวีเดน) คือช่วงหน้าร้อน เพราะอากาศดี มีแดด แถมยังมืดช้า แต่ถ้าใครอยากลองเดินบนทะเลสาบน้ำแข็งดูก็มาช่วงฤดูหนาวเลยโลด เดือนกุมภาพันธ์คือหนาวสุดๆ บอกเลย

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

กัลยรักษ์ นัยรักษ์เสรี

ช่างฝัน รักการเดินเล่น และชอบความรู้สึกของการได้ตกหลุมรักอะไรซ้ำๆ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

24 มิถุนายน 2560
2 K

Croatia เป็นประเทศขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศแถบ Eastern Europe ที่สวยที่สุด เนื่องจากเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในแถบ Adriatic Sea ภูมิประเทศและภูมิอากาศในช่วงฤดูร้อนจึงเป็นช่วงที่เหมาะแก่การเดินทางท่องเที่ยวเมืองและธรรมชาติ

เหตุเกิดขึ้นเมื่อเราร่วมลงแข่งงานวิ่ง 100 Miles of Istria ระยะ 42 กิโลเมตรของ Ultra-Trail World Tour การตัดสินใจเป็นไปอย่างรวดเร็ว เพราะเคยใฝ่ฝันไว้ว่าอยากจะมาประเทศแถบนี้ อยากมาชิมบรรยากาศของทะเลเอเดรียติกเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

Adriatic Sea Croatia

เมืองที่มีงาน 100 Miles of Istria นี้ไม่ได้เป็นเมืองหลวง เลยทำให้การวางแผนในการเดินทางนี้ค่อนข้างจะยากลำบาก เพราะต้องต่อบินหลายต่อจาก Bangkok-London-Venice แล้วยังต้องนั่งรถจากเวนิซข้ามมา Slovenia (สโลวีเนีย) แล้วจึงถึงจุดหมายปลายทางที่อิสเตรีย ประเทศโครเอเชีย รวมแล้วทั้งหมดใช้เวลาการเดินทางเกือบ 40 ชั่วโมงเลยทีเดียว

อิสเตรียเป็นแคว้นเล็กๆ ที่ประกอบไปด้วยเมืองเล็กๆ อย่าง Umag, Rovinj, Motovun, Lovran ซึ่งแต่ละเมืองมีประชากรอยู่เพียงหมื่นกว่าคน และแน่นอน ชาวเอเชียเป็นความแปลกตาสำหรับคนพื้นเมือง เราพักอยู่ที่เมืองอูมัก ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของการแข่งขันครั้งนี้ อูมักเป็นเมืองที่ติดทะเล ร้านอาหารส่วนใหญ่จะเป็นแบบโฮมเมด มีทั้งพาสต้า สเต๊ก และอาหารทะเล อาหารที่นี่รสชาติต่างจากอาหารอิตาเลียน โดยจะปรุงอาหารแบบธรรมชาติ เน้นวัตถุดิบดี และอาหารรสไม่จัด นอกจากอูมักแล้ว เราขับรถไปเที่ยวเมืองโรวินจ์ที่อยู่ใกล้ๆ ซึ่งมีท่าเรือตกปลาของโครเอเชีย สถาปัตยกรรมแบบ Venetian และย่านเมืองเก่าใจกลางเมือง นับเป็นเมืองเล็กๆ ที่มีเสน่ห์ และถูกจัดให้เป็นเมืองที่โรแมนติกที่สุดในเอเดรียติกอีกด้วย

Croatia Croatia Croatia

ชื่องาน 100 Miles 0f Istria จริงๆ แล้วมาจากระยะ 100 ไมล์ซึ่งเป็นระยะสูงสุด และเป็นเส้นทางวิ่งรอบแคว้นอิสเตรียเลย อีเวนต์นี้เป็นงานวิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศ ดังนั้น การจัดการแข่งขันต้องบริหารจัดการหลายส่วน ซึ่งเป็นไปอย่างราบรื่นและมืออาชีพ ทุกคำถามมีคำตอบ มีข้อมูลให้อ่านครบถ้วน ทั้งการอธิบายเส้นทางวิ่ง คำแนะนำในการเดินทาง หรือการจองที่พัก แบบนี้สิที่เขาเรียกว่าระดับโลก

มาถึงเราบ้าง การเตรียมตัวก่อนวิ่งของเราเป็นไปอย่างเรียบง่าย เพราะระยะของเราไม่เยอะมาก แต่ก็แอบหวั่นใจว่าจะจบหรือไม่ เพราะไม่คุ้นเคยกับภูมิประเทศและภูมิอากาศ ระยะของเราคือ 42 km ปล่อยตัวที่เมืองโมโตวุน ซึ่งต้องนั่งรถออกไปจากอูมักอีก 45 นาที และต้องวิ่งจากจุดปล่อยตัว ผ่านอีก 3 เมือง 3 เขา และกลับมาจบที่อูมัก หลายคนอาจจะคิดว่าวิ่งต่างประเทศอากาศจะต้องเย็นสบาย แต่เรื่องจริงนั้นตรงกันข้าม ถึงอากาศจะเย็น แต่แดดแผดเผาไม่แพ้ประเทศไทยเลย

เวลาปล่อยตัวเริ่มใกล้เข้ามา ใจก็ตุบๆ นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มาร่วมแข่ง Ultra-Trail World Tour เราตื่นเต้นมากๆ ยืดเส้นรอเวลา พอเสียงแตรดังขึ้นก็ออก start! เพื่อไม่ให้ขายหน้าคนเอเชีย (เราเป็นเอเชียคนเดียวใน race นี้) เลยใส่ไปเต็มที่ พยายามวิ่งให้อยู่ในอันดับกลางๆ (ที่จริงอยากอยู่แนวหน้า แต่ไม่สามารถจริงๆ) ท่องในใจว่า pride of Asia อย่าทำให้ขายหน้าชาวโลก แค่ได้วิ่งแซงฝรั่ง เราก็ดีใจแล้ว

Ultra Trail World Tour

Ultra Trail World Tour Ultra Trail World Tour

ด้วยความที่ต้องขึ้นวิ่งเขา บวกกับใส่ไปเต็มในช่วงแรก ทำให้อุณหภูมิร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากที่กลัวหนาว กลับกลายเป็นว่าต้องถอดแขนยาวออก เก็บผ้า buff แล้วเหลือแต่แขนสั้น ก็ค่อยวิ่งได้สบายขึ้น และไหม้ไปตามระเบียบ เป็นการแข่งขันวิ่งที่ท้าทายและสนุกมาก ทางสวย ได้ผ่านทั้งเมืองยุโรปเก่าและทางวิ่ง มีชาวบ้านเชียร์ตลอดมุมเมือง และมีบรรยากาศที่เป็นมิตร อาหารที่มีให้นักวิ่งในงานเป็นพาร์มาแฮม ชีส และช็อกโกแลต อุดมสมบูรณ์ไปตลอดระยะทาง

วิ่งไปได้จนเหลือเพียง 10 กิโลเมตรสุดท้าย เวลา 2 ทุ่ม พระอาทิตย์ก็เริ่มตก อากาศพลิกอย่างมหันต์ จากที่ร้อนมากๆ กลายเป็นเย็นจัด เสื้อแขนยาวที่แบกมาตลอดสามสิบกว่าโลเลยได้มาเป็นประโยชน์อีกครั้ง จาก 10 โล เป็น 5 โล จาก 5 โล เป็น 500 เมตร ซึ่งเป็น 500 เมตรที่รู้สึกว่ามันไกลกว่า 42 โลทั้งหมดที่วิ่งมา ร่างกายเริ่มอ่อนล้า ท้องเริ่มร้อง ขาเริ่มก้าวไม่ออก จะเดินก็ไม่ได้เพราะตะคริวจะกิน และจะยิ่งทำให้ต้องใช้เวลานานกว่าเดิม สิ่งที่ทำได้ ณ เวลานั้นคือท่อง (อีกแล้ว) ว่า ให้มันจบๆ ไป อย่าหยุด ไปต่อ จนเห็นเส้นชัยแรงก็มาจากไหนไม่รู้ ขาหายล้า วิ่งเข้าเส้นชัยด้วยแรงพาร์มาแฮมทั้งหมดที่เหลือ จบเสียที 42 โลของเรา น้ำตาแทบไหลตอนที่ได้รับเหรียญ ดีใจ ได้กินข้าวแล้ว 

42 กิโลเมตรนี้เราใช้เวลาไปทั้งหมด 8 ชั่วโมงกว่าๆ ต้องขอบคุณผู้จัดที่ใจดีให้เวลากับนักวิ่งเหลือเฟือ ทำให้วิ่งจบได้อย่างสวยงาม นับว่าเป็นการแข่งวิ่งที่ต้องทุ่มเทเตรียมตัวพอสมควร การเดินทางค่อนข้างยากและใช้เวลาหลายชั่วโมง แต่เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าและหาที่ไหนไม่ได้อีก การวิ่งระยะยาวสำหรับเราไม่ใช่เพื่อแข่งขันกับคนอื่น แต่คือการแข่งกับตัวเอง เอาชนะใจตัวเอง อย่างที่มีคนเคยเขียนไว้ว่า “The real purpose of running is not to win the race but to test the limit of the human’s heart.”

Ultra Trail World Tour

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่ / บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue/โรงเรียนนานาชาติ’

ถ้าผลงานของคุณได้รับการตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ญดา เลิศวิเศษปัญญา

amateur runner และ brand manager แบรนด์เสื้อผ้า activewear

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load