11 May 2018
4 PAGES
723

ก่อนอื่นเลย ชื่อเมืองนี้อ่านว่า แวก-เควอ

ถ้าอยากให้สำเนียงเหมือนคนสวีเดน ตอนออกเสียง ค ควาย ในคำว่า เควอ ให้กัดริมฝีปากออกเป็นเสียง ฟ ฟัน ผสมด้วย

หรือถ้าจะให้ดีที่สุด เขียนชื่อเมืองตามที่ระบุด้านบนใส่กระดาษแล้วยื่นให้คนขายตั๋วที่สถานีรถไฟเลยเถอะ รับรองว่าไปถึงถูกที่ไม่มีหลง

แวกเควอ (Växjö) เป็นเมืองขนาดเล็กทางตอนใต้ของประเทศสวีเดน เขตทางตอนใต้นี้เรียกว่า สโกเน่ (Skåne) หรือ สแกนเนีย (Scania) ถ้านั่งรถไฟมาจากฝั่งประเทศเดนมาร์กก็จะใกล้กว่าจากเมืองหลวงอย่างสตอกโฮล์มอยู่ราว 1 ชั่วโมง

Växjö

Växjö ไปสูดอากาศดีๆ ให้เต็มปอดที่ Växjö เมืองที่เขาว่ากันว่าเขียวที่สุดในยุโรป

แวกเควอได้ฉายาว่าเป็น The Greenest City of Europe หรือเมืองที่เขียวที่สุดในยุโรป ความเขียวในที่นี้ไม่ได้มาจากการมีต้นไม้เยอะที่สุด แต่มาจากการสนับสนุนการอนุรักษ์ธรรมชาติและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เลิกใช้พลังงานฟอสซิล ไปจนถึงการส่งเสริมให้คนรีไซเคิลขยะและหันมาปั่นจักรยานหรือใช้บริการรถสาธารณะเป็นหลัก (รถบัสในเมืองนี้เกือบทั้งหมดวิ่งด้วยพลังงานทดแทน เช่น ก๊าซที่มาจากขยะ) ซึ่งนโยบายเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของเมืองนี้มีมาตั้งแต่ช่วงปี 1990 ก่อนที่คนทั่วโลกจะเริ่มตระหนักถึงปัญหาภาวะโลกร้อนซะอีก

และนอกจากจะรักการรีไซเคิลกันสุดๆ แล้ว แวกเควอยังเป็นเมืองที่มีพื้นที่ป่าค่อนข้างเยอะ แม้แต่ในเขตเมืองก็มีต้นไม้ปลูกตามรายทาง อากาศดีจนรู้สึกว่ามาเที่ยวครั้งนี้ประหนึ่งมาฟอกปอด

สำหรับฉัน ความทรงจำดีๆ กับเมืองนี้อยู่ที่ริมทะเลสาบ

Växjö

แวกเควอเป็นเมืองที่ล้อมรอบด้วยทะเลสาบขนาดใหญ่ 3 แห่ง เรียกได้ว่าเดินยังไงก็เจอทะเลสาบ

น้ำในทะเลสาบที่นี่เป็นสีน้ำเงินเข้ม สะท้อนภาพผืนป่าและท้องฟ้าเหมือนแผ่นกระจก ในฤดูร้อนคนที่นี่มักจะลงไปพายเรือว่ายน้ำในทะเลสาบ ส่วนในฤดูหนาว (ถ้าปีนั้นหนาวจริงๆ) น้ำในทะเลสาบจะจับตัวกันเป็นน้ำแข็ง สามารถลงไปยืนได้ เดินได้ ขี่จักรยานผ่านได้ หรือถ้าไม่แน่ใจว่าน้ำแข็งจะปริมั้ย ก็ลองหลอกเพื่อนไปยืนทดสอบให้ดูก่อนก็ได้ (แต่ไม่รับประกันความปลอดภัยนะ)

Växjö

สิ่งที่ฉันชอบทำมากๆ ที่เมืองนี้คือการเดินชมวิวริมทะเลสาบ

เพราะทะเลสาบครอบคลุมพื้นที่หลายส่วนของเมือง ดังนั้น พื้นที่ริมทะเลสาบจึงมีทั้งส่วนที่ติดกับป่า บ้านคน เนินเขา หรือสนามหญ้าโล่งๆ ที่ดีอย่างหนึ่งก็คือรอบๆ ทะเลสาบมักจะมีชานไม้ยื่นออกไปสำหรับนั่งห้อยขาชมวิว ถ้าเป็นส่วนที่ติดกับบ้านคนอาจจะมีชานไม้พร้อมเก้าอี้ชมวิวเสร็จสรรพ หรือถ้าติดกับป่าก็จะเป็นทางเดินเทร็กกิ้งแบบสบายๆ

ฉันเคยซื้อข้าวกล่องมานั่งห้อยขากินริมทะเลสาบ หลับตานั่งรับลมเย็นๆ กับแดดอ่อนๆ มองวิวแนวต้นไม้ในป่าไปด้วย นับเป็นช่วงเวลาที่ดีมาก หรือถ้าใครไม่ชอบชีวิตติดทะเลสาบขนาดนั้น แวกเควอก็ยังมีร้านกาแฟดีๆ ให้เลือกนั่งหลายแห่ง

Växjö Växjö

คนสวีเดนมีวัฒนธรรมการดื่มกาแฟที่เหนียวแน่น การไปฟิก้า (Fika) หรือการไปนั่งดื่มกาแฟทานขนมหวานแบบชิลล์ๆ นั้นเป็นเรื่องปกติทำกันแทบทุกวัน อย่างเช่นเพิ่งเจอเพื่อนใหม่แล้วอยากทำความรู้จักกันให้มากขึ้นก็ชวนกันไปฟิก้า ปรึกษารายงานกลุ่มหลังคลาสก็ไปฟิก้า หรือวันอาทิตย์ว่างๆ ก็พาครอบครัวออกมาฟิก้า ดังนั้น ร้านกาแฟจึงมีให้เห็นอยู่ทั่วไป

นอกจากทะเลสาบ ในตัวเมืองแวกเควอก็มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอยู่เหมือนกัน

ที่แรกคือ Växjö Cathedral โบสถ์ประจำเมืองที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟมากนัก โบสถ์ที่นี่มีหลังคาทรงสูง ด้านในตกแต่งแบบเรียบง่ายเหมือนโบสถ์เล็กๆ ทั่วไป จุดเด่นอยู่ตรงที่มีงานศิลปะจากแก้วตั้งอยู่ด้วย เนื่องจากเมืองนี้มีชื่อเสียงเรื่องการเป่าแก้ว

และในช่วงก่อนวันคริสต์มาสที่โบสถ์จะจัดงาน Santa Lucia มีการแสดงร้องเพลงประสานเสียงสรรเสริญพระเจ้า แสดงโดยนักเรียนมัธยมซึ่งจะแต่งตัวด้วยชุดกะโปรงสีขาวกับผ้าคาดเอวสีแดง มือถือเทียนไข การไปนั่งรอฟังเพลงสรรเสริญพระเจ้าท่ามกลางบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์ในโบสถ์ถือเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ดีมากสำหรับฉัน แม้จะต้องต่อคิวเข้าโบสถ์กลางอากาศเฉียด 0 องศาฯ อยู่เป็นชั่วโมงก็ตามทีเถอะ

สถานที่แห่งที่สอง Växjö Glass Museum พิพิธภัณฑ์เรื่องแก้วของเมือง ค่าตั๋วจะรวมพิพิธภัณฑ์โซนประวัติศาสตร์ของเมือง รวมถึงนิทรรศการศิลปะที่จัดเวียนกันไปเรื่อยๆ ด้วย พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟเช่นกัน เดินไปไม่กี่นาทีก็ถึง

Växjö

ถัดมาไม่ไกลกันคือ The Bronze Statue รูปปั้นบรอนซ์ที่คนพากันไปถ่ายรูปเพราะมันแปลกดี เป็นรูปปั้นของผู้หญิง 2 คนหันหน้าเข้าหากัน คนหนึ่งอ้วนพุงพลุ้ย ส่วนอีกคนผอมจนเห็นกระดูก ฉันเองก็มารู้ทีหลังว่ารูปปั้นนี้ศิลปินเจ้าของผลงานต้องการสะท้อนให้เห็นถึงโรคอะนอเร็กเซีย (Anorexia) ซึ่งผู้หญิงในยุคนั้นเป็นกันมาก รูปปั้นที่ว่านี้ตั้งอยู่ที่หน้า Växjö Theater หรือโรงละครประจำเมือง

Växjö

ออกมาจากใจกลางเมืองหน่อยก็มี Teleborg Slott หรือปราสาทเทเลเบิร์ก ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาริมทะเลสาบ ปราสาทแห่งนี้เป็นของขวัญแต่งงานที่ท่านเคานต์สร้างให้กับภรรยา แต่โชคร้ายที่ทั้งสองเสียชีวิตลงหลังจากอาศัยอยู่ในปราสาทได้เพียงไม่นาน

ปัจจุบันปราสาทเปิดเป็นโรงแรมสุดหรูให้คนทั่วไปเข้าพักได้ ด้านในตกแต่งแบบคลาสสิกสุดๆ แถมยังมีจัดดินเนอร์พิเศษตามเทศกาลด้วย แม้จะราคาค่อนข้างแพง แต่ก็นับว่าคุ้มค่าถ้าเทียบกับการได้นั่งทานดินเนอร์ในปราสาทแบบหรูๆ ชิกๆ สวยๆ ปราสาทแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตของมหาวิทยาลัยลินเนียส (Linnaeus University) นั่งรถบัสจากตัวเมืองไปราวๆ 10 นาที หรือเดินเลียบทะเลสาบไปก็ได้ ใช้เวลาเดิน 30 – 50 นาที แต่ถ้าวันไหนอากาศดีเราแนะนำให้เดินเลียบทะเลสาบ รับรองว่าวิวระหว่างทางสวยประทับจิตประทับใจ

พูดถึงวัฒนธรรมฟิก้าของชาวสวีเดนแล้ว ก็อยากแนะนำกาแฟบรรยากาศดีในเมืองนี้ด้วย

Växjö

ที่แรก ร้าน Askelyckans Konditori ตั้งอยู่ในตัวเมือง ร้านเป็นเหมือนบ้านสไตล์แสกนดิเนเวีย ทาสีเหลืองทั้งหลัง และมีโซนที่นั่งด้านนอกที่ให้บรรยากาศเหมือนได้จิบกาแฟละเลียดเค้กในสวนหลังบ้าน เมนูแนะนำคือ Princess Cake ขนมหวานดั้งเดิมของสวีเดน

ส่วนใครที่อยากสัมผัสบรรยากาศริมทะเลสาบ ห้ามพลาดร้านกาแฟชื่อ Cafiket Strandbjörket ตัวร้านเป็นบ้านทาสีแดงเข้ม หลังคาบางส่วนปกคลุมด้วยหญ้ามอสสีเขียว มีสนามหญ้าให้เด็กวิ่งเล่น โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนบรรยากาศจะดีมาก ที่สำคัญคือ ร้านตั้งอยู่ริมทะเลสาบเลย

Växjö ช็อกโกแลตร้อน

ร้านสุดท้ายที่อยากแนะนำคือ Cafe Tufvan ตั้งอยู่ในเขตมหาวิทยาลัยลินเนียส ถ้าไปเยี่ยมชมปราสาทเทเลเบิร์กแล้ว แนะนำให้มาแวะนั่งพักเหนื่อยที่นี่ ตัวร้านเป็นอาคารสีขาว หลังคาสีส้มวินเทจ ถ่ายรูปสวยมาก โดยเฉพาะถ้ามาในช่วงเดือนตุลาคมที่ต้นไม้รอบๆ ร้านพากันเปลี่ยนเป็นสีส้มพร้อมกัน พนักงานในร้านกาแฟแห่งนี้ส่วนหนึ่งเป็นอาสาสมัครนักเรียนจากมหาวิทยาลัย เมนูที่พลาดไม่ได้คือช็อกโกแลตร้อนโรยหน้าด้วยมาชเมลโล่ ฟินอย่าบอกใคร

ในตัวเมืองเดินวันเดียวก็ทั่วแล้ว แต่เราแนะนำว่าให้พักที่นี่ 1 คืนเป็นอย่างน้อย เพราะโมเมนต์ที่รอดูพระอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าและลับฟ้าเหนือผิวทะเลสาบ เป็นภาพที่สวยงามจนลืมไม่ลงเลยล่ะ

การเดินทาง | นั่งรถไฟ Oresundtåg จากเมืองโคเปนเฮเกน ใช้เวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง (ระหว่างทางรถไฟจะวิ่งลงอุโมงค์ใต้ทะเล) หรือนั่งรถไฟเร็วจากเมืองสตอกโฮล์ม ใช้เวลา 3 ชั่วโมงครึ่ง และเปลี่ยนรถไฟ 1 ครั้งที่สถานี Alvesta

ฤดูที่เหมาะกับการมาเที่ยวแวกเควอ (รวมถึงเมืองอื่นๆ ในสวีเดน) คือช่วงหน้าร้อน เพราะอากาศดี มีแดด แถมยังมืดช้า แต่ถ้าใครอยากลองเดินบนทะเลสาบน้ำแข็งดูก็มาช่วงฤดูหนาวเลยโลด เดือนกุมภาพันธ์คือหนาวสุดๆ บอกเลย

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

CONTRIBUTOR

กัลยรักษ์ นัยรักษ์เสรี

ช่างฝัน รักการเดินเล่น และชอบความรู้สึกของการได้ตกหลุมรักอะไรซ้ำๆ