19 มิถุนายน 2561
4 K

1

ในรถกระบะหน้าตาสมบุกสมบัน ฉันเอื้อมมือข้างหนึ่งเกาะราวจับข้างประตูรถแน่น ขณะที่อีกข้างควานหายาดมมาจ่อใต้จมูก ไม่ได้ทำเกินกว่าเหตุเลยจริงๆ-เพราะทางข้างหน้าตอนนี้ไม่ใช่ถนนลาดยางราบเรียบ แต่ประกอบด้วยดิน หิน กรวด ที่ทำให้กระดูกแทบทุกชิ้นสั่นสะเทือนไม่หยุด

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

นี่คือเส้นทางสู่ ‘เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก’ ในจังหวัดกาญจนบุรี ที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยจากข่าวคดีล่าเสือดำอันโด่งดัง

แต่แม้ทางสายนี้จะหฤโหดสำหรับคนเมืองอย่างฉัน กระบะคันโตกลับวิ่งบุกตะลุยไปบนถนนที่ขนาบด้วยหมู่ไม้สีเขียวเข้มอย่างราบรื่น เพราะมีคนขับผู้เชี่ยวชาญในชุดเครื่องแบบลวดลายสัตว์ป่าและต้นไม้

เขาคือหนึ่งในกลุ่มคนที่เราเรียกว่า `เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

ขณะที่มนุษย์เงินเดือนในเมืองขับรถมุ่งสู่ออฟฟิศบนตึกระฟ้า คนเหล่านี้ขับรถบนเส้นทางเช่นนี้สู่ป่าใหญ่

วันนี้ ฉันมุ่งหน้าไปยังออฟฟิศของพวกเขาตามคำชักชวนของโครงการระดมทุนเพื่อซื้อกรมธรรม์คุ้มครองชีวิตเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่ชื่อว่า ‘ใครรักป่ายกมือขึ้น’ ทีมงานตั้งใจไปมอบกรมธรรม์ส่วนแรกจำนวน 4,445 กรมธรรม์ให้ถึงมือผู้รับและพาผู้คนเข้าไปสัมผัสชีวิตเหล่าเจ้าหน้าที่

เวลา 2 วัน 1 คืนนับจากนี้ ฉันจะไปเรียนรู้เพื่อหาคำตอบว่าเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าคือใคร ภารกิจที่พวกเขาทำอยู่คืออะไรกันแน่

และทำไมคนเมืองอย่างเราต้องสนใจคนตัวเล็กกลางป่าใหญ่กลุ่มนี้

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

 

2

เสียงหยดฝนหล่นลงกระทบใบไม้ของป่าทุ่งใหญ่ดังเปาะแปะ ความเย็นชุ่มชื้นของผืนป่าฉ่ำฝนอบอวลอยู่รอบตัว แต่ฉันไม่ได้มีเวลาชมนกชมไม้ เพราะมัวแต่ตั้งสติกับทางเดินป่าข้างหน้าที่ทีมงานพามาเดินยามบ่าย

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

ทำไมต้องตั้งใจขนาดนั้น? ก็นั่นไง มีเสียงลื่นไถลดังมา พี่นักข่าวผู้ร่วมทริปล้มลงไปเรียบร้อย

เราออกเดินต่อไปตามทางที่หลายส่วนกลายเป็นโคลนเฉอะแฉะ อีกทั้งยังขึ้นลงเนิน แหวกพงหญ้าสูงท่วมหัวกันเป็นระยะ และยาวเหยียดหลายกิโลเมตรจนหลายคนเริ่มหายใจไม่ทัน หากเส้นทางเข้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ ว่าโหดแล้ว เมื่อเจอการเดินป่ารอบนี้ นั่นก็เป็นแค่เมนูเรียกน้ำย่อย

และนี่คือออฟฟิศของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า-ออฟฟิศที่เป็นธรรมชาติแท้จริงในทุกฤดูกาล

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

งานหลักของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าคือการออกลาดตระเวนตามเส้นทางแบบนี้เพื่อป้องกันผู้บุกรุกและเก็บข้อมูลสัตว์ป่า ซึ่งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งนี้นับเป็นหนึ่งในพื้นที่ทำงานสำคัญ เพราะทั้งเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ป่าตะวันตก’ ซึ่งเป็นป่าใหญ่ผืนสุดท้ายของไทยที่ขึ้นชื่อเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ และเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ป่ามรดกโลก’ ซึ่งกินอาณาเขตของผืนป่าห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่ทั้งสองด้าน

ระยะทาง 8 กิโลเมตรที่เราเดินกันคือระยะเบสิกที่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าเดินต่อวัน (แปลว่าบางวันก็ไกลกว่านี้) และการเข้าป่า 1 ครั้งก็ไม่ใช่การไปเช้าเย็นกลับแบบที่เราทำ แต่คือการหายเข้าไปในป่าหลายวัน บางหนกินเวลาร่วม 1 อาทิตย์โดยมีสัมภาระ เสบียง และอาวุธหนักอึ้งบนบ่าระหว่างเดินทาง

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

“ของหนักประมาณ 20 – 30 กิโล” พี่เจ้าหน้าที่กะน้ำหนักที่ต้องแบกรับ แล้วสาธิตวิธีใช้เครื่องมือกรองน้ำจากลำธารที่ต้องใช้ เพราะไม่อาจแบกน้ำสะอาดมาได้ไม่พอให้เราชม

แต่มากกว่าน้ำหนักและระยะทางยังมีสิ่งโหดหินกว่านั้น เพราะนี่ไม่ใช่การเดินตรวจตรารอบโรงแรมใหญ่สักที่ แต่คือผืนป่ากว้างไพศาล เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกมีพื้นที่ถึง 1,331,062 ไร่ เปรียบเทียบง่ายๆ คือใหญ่กว่ากรุงเทพฯ เสียอีก

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

ขณะที่จำนวนคนทำงาน-ซึ่งปกติควรแปรตามภาระงาน-ก็มีอยู่แค่ราว 190 คน

นี่คือเหตุผลที่เจ้าหน้าที่ต่างทำงานกันแทบไม่ได้หยุด (แม้รู้ว่าไม่มีทางเดินได้ทั่ว) อีกทั้งการออกลาดตระเวนแต่ละครั้งต้องใช้กำลังคนไม่ต่ำกว่า 5 คนเพื่อความปลอดภัย นั่นแปลว่าหากหน่วยย่อยไหนมีเจ้าหน้าที่แค่ 8 คน แต่ละเดือนก็ต้องมี 1 คนที่ ‘ควงกะ’ แทบไม่ได้โผล่หน้าออกมาจากป่า

“มันเกินกว่ารักกันแล้ว คนที่อยู่ที่นี่น่ะ” เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าคนหนึ่งเอ่ยถึงเหล่าเพื่อนร่วมงานที่เจอหน้ากันมากกว่าครอบครัว ก่อนจะบอกว่าคงดีถ้ามีคนเพิ่มมากกว่านี้

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

 ที่สำคัญ งานนี้ไม่ได้เหนื่อยแค่กายแต่ยังเสี่ยงต่อความปลอดภัย ถ้าคุณลองไปคุยกับเจ้าหน้าที่ ไม่ยากที่จะได้ยินวีรกรรมกลางป่าอย่างการถูกกระทิงพุ่งมาขวิดจากด้านหลังจนตัวลอย ไม่ก็การปะทะหรือเกือบปะทะกับผู้บุกรุกที่มีมาไม่ขาด

ฟังดูแล้ว ถ้าใช้บริบทคนเมืองมาวัดงานนี้คงต้องได้เงินเดือนสูงลิบ สวัสดิการพรั่งพร้อม

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

หากสิ่งที่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าได้รับในปัจจุบันคือรายได้ระหว่าง 7,500 – 9,500 บาท และสวัสดิการที่ไม่เพียงพอ ยิ่งเจ้าหน้าที่คนไหนเป็นพนักงานราชการซึ่งไม่ใช่ลูกจ้างประจำของรัฐก็แทบไม่มีสิทธ์คุ้มครองอะไร นอกจากสิทธิ์พื้นฐานอย่าง 30 บาทรักษาทุกโรคที่คนไทยมีกันอยู่แล้วถ้วนหน้า

เพราะไม่สำคัญถึงถูกมองข้าม? ฉันตั้งคำถาม แต่บางคำตอบก็ผุดพรายระหว่างทาง เมื่อความอุดมสมบูรณ์ของป่าทุ่งใหญ่ทำให้เราได้พบเจอรอยเท้าสัตวป่าน่าตื่นตาบนผิวดินนุ่ม

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

“นี่คือรอยเท้ากระทิง” พี่เจ้าหน้าที่บอกก่อนหยิบอุปกรณ์วัดรอยเท้า กล้องถ่ายรูป และแผ่นเอกสาร ออกมาจดเก็บข้อมูล จากนั้นก็เล่าให้เราฟังถึงการนำข้อมูลที่ได้จากป่ามาวางแผนเพื่อดูแลสัตว์ป่าต่อไป

นาทีนี้หลายคนคงเบื่อหากต้องมานั่งฟังว่าสัตว์ป่าและผืนป่าสำคัญต่อมนุษย์อย่างไร

แต่ที่น่ารู้คือขณะเราใช้ชีวิตอยู่ในเมือง มีคนกลุ่มหนึ่งใช้ชีวิตกลางป่าเพื่อพยายาม ‘พิทักษ์’ สิ่งเหล่านี้

เพราะไม่สำคัญถึงถูกมองข้าม?

ไม่หรอก-บางทีคนเราก็มองข้ามสิ่งสำคัญ

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

 

3

เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันลืมตาตื่นมาพบบรรยากาศเขียวสดและเย็นชื่นฉ่ำของป่าหมาดฝนที่มีเสียงนกนานาชนิดคลอเป็นฉากหลัง

ไม่มีโอที ทำงานเหมือนเซเว่น แต่สิ่งที่ได้คืออากาศบริสุทธิ์นี่แหละ-พี่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเคยบอกไว้

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

แล้วเมื่อออกจากที่พัก ฉันก็ได้เจอ หัวหน้าวิเชียร ชินวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธ์ุแห่งนี้ที่คนรู้จักกว้างขวางจากสื่อไม่แพ้เสือดำ การพบกันตั้งแต่เมื่อวานทำให้ฉันรู้ว่าภายใต้มาดเคร่งขรึมในเครื่องแบบ เขาคือชายวัยใกล้ 40 ที่เป็นมิตรและเปี่ยมอารมณ์ขัน

ก่อนต้องกลับสู่เมือง ฉันจึงชวนหัวหน้าของเหล่าเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าสนทนา

การเป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าต้องทำอะไรบ้างคะ?

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

“ว่าคนอย่างเดียว” หัวหน้าวิเชียรแกล้งบอกปนหัวเราะ ก่อนจะอธิบายถึงขอบเขตหน้าที่อันกว้างขวางตั้งแต่อบรมบริหารเจ้าหน้าที่ ดูแลงานเอกสารเรื่องการสำรวจสัตว์ป่า จนถึงการจัดการงบประมาณที่ได้รับมา ทำให้ฉันได้รู้ว่างานที่ ‘ออฟฟิศ’ แห่งนี้ไม่ได้มีแค่การเดินลาดตระเวน แต่ยังมีสิ่งอื่นต้องจัดการมากมายนัก

พร้อมกันนั้น การได้คุยกับผู้ดูแลภาพรวมก็ทำให้ฉันเห็นภาพกว้างของหลากปัญหาหนักหน่วงรวมถึงสิ่งสำคัญที่คนตัวเล็กกลางป่าใหญ่ขาดแคลน เช่น ที่ทุ่งใหญ่ด้านตะวันตกนี้มีอุปกรณ์เดินป่าเพียงพอ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องการคือเทคโนโลยีเพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นโดรนสำหรับบินถ่ายภาพในป่าหรือกล้องวงจรปิดสำหรับติดในป่าเพื่อตรวจจับผู้บุกรุก

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

แน่นอนว่าหลายเรื่องต้องอาศัยการแก้ไขโครงสร้างใหญ่ เป็นเรื่องที่คนทั่วไปอาจทำอะไรไม่ได้

แต่ก็แน่นอนว่ามีสิ่งที่เราทำได้ เหมือนที่โครงการใครรักป่ายกมือขึ้นระดมทุนจนช่วยบรรเทาปัญหาสวัสดิการของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าได้สำเร็จ

ด้วยเหตุนี้ แม้ฉันจะบอกลาหัวหน้าวิเชียรและก้าวขึ้นรถกระบะเพื่อกลับสู่เมือง เรื่องราวชีวิตคนตัวเล็กกลางป่าใหญ่ที่พบเห็นจึงยังกระจ่างชัดอยู่ในดวงตาและดวงใจ

ทั้งหมดนั้นหลอมรวมกัน ไม่ได้กลายเป็นคำตอบ แต่เป็นคำถาม

คำถามที่ทำให้ฉันก้มลงมอง 2 มือตัวเอง

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

ภาพ สุวิชา พุทซาคำ

ช่วยระดมทุนเพื่อซื้อกรมธรรม์คุ้มครองชีวิตเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ากับโครงการ ‘ใครรักป่ายกมือขึ้น’ ได้ที่นี่

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

สุวิชา พุทซาคำ

อาร์ตไดเรกเตอร์ผู้เชี่ยวชาญการก่อกองไฟ และกางเตนท์ พอๆกับที่เชี่ยวชาญการใช้โปรแกรมออกแบบ สนใจเรื่องราวสิ่งแวดล้อมพอๆกับที่ชื่นชอบอุปกรณ์ไอที ถ้า IG : @sleepbird มีการเคลื่อนไหว แสดงว่าเพิ่งออกจากป่า

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ถ้าหากพูดถึงช็อกโกแลตยอดฮิตคิทแคท (KITKAT) หลายคนคงนึกถึงญี่ปุ่นก่อนเป็นอันดับแรก เนื่องจากคิทแคทเป็นหนึ่งในของฝากยอตฮิตของคนไทยที่เดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่น คิทแคทที่ญี่ปุ่นมีตั้งแต่รสที่เป็นที่นิยม เช่น ชาเขียว สตรอว์เบอร์รี่ ไปจนถึงรสที่ดูประหลาดๆ เช่น รสซีอิ๊ว รสมันฝรั่ง และรสสาเก เป็นเรื่องจริงที่ญี่ปุ่นเป็นที่หนึ่งในประเทศที่มีรสคิทแคทหลากหลายมากที่สุดในโลก แต่ถ้าถามถึงต้นกำเนิดของขนมเวเฟอร์ช็อกโกแลตนี้ อาจจะมีน้อยคนที่เดาถูกว่าแท้จริงแล้วคิทแคทถือกำเนิดในเมือง York (ยอร์ก) สหราชอาณาจักร และในปี 2017 นี้ คิทแคทมีอายุร่วม 97 ปีแล้ว

การเดินทางครั้งนี้เราไม่ได้ตั้งใจไปเพื่อตามรอยคิทแคท แต่บังเอิญไปได้ความรู้เกี่ยวกับช็อกโกแลตมาพอสมควร เรื่องมีอยู่ว่าเราต้องการเดินทางไปธุระที่ Newcastle (นิวคาสเซิล) แต่ด้วยความสนใจอยากไปเห็นยอร์กด้วยตาตัวเอง จากคำร่ำลือของเพื่อนๆ ว่าเป็นเมืองที่สวยมาก เราจึงตัดสินใจแวะที่ยอร์ก แม้จะมีเวลาที่เมืองนี้แค่คืนเดียว

ยอร์กอาจเป็นที่รู้จักของคนไทยที่สนใจไปเรียนต่อสหาราชอาณาจักร เนื่องจาก University of York เป็นมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่ายอร์กเป็นหนึ่งในหัวเมืองการค้าที่สำคัญของอาณาจักร Northumbria (นอร์ธอัมเบรีย) ในยุคกลาง ซึ่งเป็นอาณาจักรทางเหนือของอังกฤษ เป็นที่ตั้งถิ่นฐานสำคัญของ Vikings ที่เข้ามาในหมู่เกาะ Great Britain ช่วงศตวรรษที่ 9 – 11 และยังเป็นเมืองสำคัญในช่วงที่ราชวงศ์ York (House of York) ปกครองอังกฤษอีกด้วย

พิพิธภัณฑ์ที่เราประทับใจที่สุดคือ York Castle Museum ซึ่งไม่ได้เป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับปราสาท แต่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในหลายๆ ธีม เช่น ช็อกโกแลต ของเล่น แฟชั่น เมืองยอร์กในสมัยวิกตอเรียน สงครามโลกครั้งที่ 1 ไปจนถึงประวัติศาสตร์ยุค 60 สาเหตุที่พิพิธภัณฑ์ได้ชื่อนี้มาเพราะตั้งอยู่บนพื้นที่ที่เคยมีปราสาทอยู่เดิม ซึ่งต่อมาผุพังไปตามกาลเวลาและถูกเปลี่ยนเป็นคุก และกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ในที่สุด

สาเหตุหลักที่เราสนใจนิทรรศการประวัติศาสตร์ช็อกโกแลต (Chocolate: York’s Sweet Past) ในพิพิธภัณฑ์นี้มากเป็นพิเศษ เพราะช็อกโกแลตเป็นอุตสาหกรรมหลักที่อาจเรียกได้ว่าสำคัญที่สุดของยอร์กในอดีต และด้วยเหตุผลส่วนตัว เพราะช็อกโกแลตทำให้เราย้อนนึกถึงวัยเด็ก และการได้มาค้นพบต้นกำเนิดของขนมที่ชอบกินตอนเด็กๆ (และตอนนี้) ก็ทำให้วัยเด็กของเราดูมีอะไรขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

หลายๆ คนอาจจะคุ้นเคยกับหนังสือของ Roald Dahl เรื่อง Charlie and the Chocolate Factory ที่เป็นหนัง Hollywood และละครเวทีด้วย รู้หรือไม่ว่าผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือมาจากวัยเด็กที่ผู้ผลิตช็อกโกแลตรายใหญ่ๆ จะส่งช็อกโกแลตไปให้เด็กๆ ชิมตามโรงเรียน และธุรกิจช็อกโกแลตในขณะนั้นก็มีการแข่งขันสูงมาก โดยในบรรดาผู้ผลิตรายยักษ์ก็คือ Rowntree’s ซึ่งมีต้นกำเนิดในยอร์ก (ปัจจุบันถูกซื้อไปโดย Nestlé) ผู้ผลิตคิทแคท กับสมาร์ตี้ (Smarties) ขนมที่ตอนเด็กๆ เราชอบสับสนกับ M&M และ Cadbury’s ที่กำเนิดใน Birmingham (ปัจจุบันเป็นของบริษัทอเมริกัน Mondelez International หรือ Kraft Foods)

สองบริษัทนี้แข่งขันกันสูงมาก และว่ากันว่ามีการส่งสปายเพื่อไปแอบดูสูตรการผลิตช็อกโกแลตของอีกฝ่าย ในปัจจุบันเราอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อ Rowntree’s แต่ Cadbury’s (ปัจจุบันคือ Cadbury) ยังคงเป็นผู้ผลิตช็อกโกแลตที่มีชื่อเสียงมากในสหราชอาณาจักรและมีผลิตภัณฑ์ที่สำคัญคือช็อกโกแลตรูปไข่ที่คนชอบซื้อช่วงวัน Easter

ถ้าหากใครเคยอ่านหนังสือของ Roald Dahl จะพบว่าเด็กจนๆ อย่าง Charlie ไม่สามารถซื้อช็อกโกแลตได้เนื่องจากเป็นของกินฟุ่มเฟือย แม้ว่าในช่วงที่ Dahl ตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ช็อกโกแลตจะเป็นสินค้าที่คนสามารถซื้อหาได้อย่างค่อนข้างแพร่หลาย แต่ในประวัติศาสตร์ช่วงก่อนศตวรรษที่ 19 มีเพียงแต่คนรวยเท่านั้นที่จะได้ลิ้มลองช็อกโกแลต เนื่องจากวัตถุดิบและวิธีการผลิตมีราคาแพงมาก โดยเฉพาะน้ำตาลซึ่งเป็นของหายากในอังกฤษ แม้กระทั่งช่วงต้นศตวรรษที่ 19 คนอังกฤษยังใช้น้ำผึ้งเป็นสารให้ความหวาน แต่น้ำผึ้งเองก็มีมูลค่ามากจนกระทั่งสามารถเอาไปใช้จ่ายค่าเช่าบ้านหรือจ่ายภาษีได้

ประวัติศาสตร์ของช็อกโกแลตก่อนศตวรรษที่ 20 จึงเป็นประวัติศาสตร์ของผู้มีอันจะกิน โดยคนมีเงินจะดื่มเครื่องดื่มโกโก้เพราะเชื่อว่าดีต่อสุขภาพ จนกระทั่งปี 1847 ถึงมีผู้ผลิตช็อกโกแลตแบบกินได้ และปี 1868 เริ่มมีช็อกโกแลตแบบกล่อง ในช่วงปี 1920 ช็อกโกแลตบรรจุกล่องผ้าไหมที่ตกแต่งระบายสีด้วยมือเป็นที่นิยมมากในฐานะของขวัญของคนรวย ช็อกโกแลตกล่องของ Rowntree’s มีมูลค่ามากถึง 100 ชิลลิ่ง หรือเทียบกับค่าเงินในปัจจุบันนั้นมีราคาถึง 250 ปอนด์!

ต้นกำเนิดของคิทแคทเองก็มาจากการเป็นช็อกโกแลตบรรจุกล่องของ Rowntree’s ซึ่งถ้าดูจากกล่องตัวอย่างที่พิพิธภัณฑ์เรียกว่า Kit-Cat เริ่มขายในราวๆ ปี 1920 ก่อนที่ในปี 1935 จะมีพนักงานในบริษัทเสนอความคิดที่จะทำช็อกโกแลตเป็นแท่งติดกัน 4 แท่งเหมือนนิ้ว 4 นิ้ว (four-fingered) โดยเรียกว่า ‘Chocolate Crisp’ (ฟังดูเหมือนเป็น chocolate chip เวอร์ชันบริติช) เนื่องจากต้องการให้เป็นช็อกโกแลตขนาดกะทัดรัดที่พกไปกินตอนพักกลางวันได้ หลังจากนั้นในปี 1937 จึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น KITKAT

หลายคนคงเคยได้ยินสโลแกน ‘คิดจะพัก คิดถึงคิทแคท’ ซึ่งเราคิดว่าคนแปลเก่งมากๆ เพราะนอกจากจะดูคล้องจองและติดหูในภาษาไทยแล้ว ยังเป็นสโลแกนที่แปลมาแบบใกล้เคียงต้นฉบับภาษาอังกฤษมากๆ ซึ่งก็คือ ‘Have a Break’ ที่บริษัทเริ่มใช้ในปี 1957

หลังจากนั้นก็มีโฆษณาคิทแคทที่ใช้คำพูดประมาณนี้ เช่น ‘Give Yourself a Kit Kat, Give Yourself a Break’ หรือเพลงโฆษณาที่ร้องว่า “Give me a break, give me a break, break me off a piece of that Kit Kat bar!” ซึ่งเป็นเป็นสโลแกนภาษาอังกฤษที่เราคิดว่าเลือกมาดีมากๆ เพราะคำว่า break สามารถใช้หมายถึงการพักจากการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อมากินคิทแคท (เช่น พักกลางวัน ตามที่บริษัทตั้งใจไว้แต่แรก) ซึ่งทำให้ผู้บริโภคโยงคิทแคทเข้ากับช่วงเวลาที่ผ่อนคลาย ในความคิดเรามันเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้คิทแคทดูเข้าถึงได้โดยชนชั้นแรงงาน และ break ยังหมายถึงการหักคิทแคทออกมากินเนื่องจากมันออกแบบมาให้หักกินทีละแท่งได้แบบที่เรารู้ๆ กันอยู่

นอกจากนี้สำนวน ‘Give someone a break’ ยังไม่ได้หมายความแค่ให้พัก หรือให้หยุดกดดัน แต่เป็นคำพูดที่ใช้เวลาเรารำคาญใคร หรือเวลาใครพูดอะไรแล้วเราไม่เชื่อ เราก็จะพูดใส่เค้าไปว่า “Give me a break!” ยิ่งเก๋เข้าไปอีก เหมือนบอกว่า อย่ามายุ่งนะ ฉันจะกินคิทแคท และสาเหตุที่คิทแคทเป็นที่นิยมมากในญี่ปุ่น ก็เป็นเพราะชื่อดันไปใกล้เคียงกับคำว่า きっと勝つ (Kitto Katsu) ที่แปลว่า ชนะแน่นอน ทำให้คนญี่ปุ่นนิยมซื้อไปให้เป็นของขวัญอวยพรให้โชคดี ซึ่งก็เป็นความเก่งในการเล่นคำเพื่อขายสินค้าอีกเช่นเดียวกัน

อีกแง่หนึ่งที่เราคิดว่าน่าสนใจมากๆ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมช็อกโกแลตในอังกฤษคือผู้ผลิตช็อกโกแลตรายใหญ่ในอดีต ได้แก่ Rowntree’s Cadbury’s และ Fry’s ล้วนแล้วแต่มีผู้ก่อตั้งเป็น Quakers หรือสมาชิกของ The Religious Society of Friends ซึ่งเป็นนิกายหนึ่งของศาสนาคริสต์ที่เชื่อว่าผู้มีศรัทธาทุกคนสามารถเข้าถึงพระเจ้าได้โดยไม่ต้องผ่านนักบวช ความเชื่อหนึ่งของ Quakers คือการต่อต้านการดื่มสุรา ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุให้กลุ่มนี้สนใจการทำช็อกโกแลต โดยเริ่มจากการสนับสนุนให้ดื่มเครื่องดื่มโกโก้เพื่อชักชวนให้คนเลิกสนใจแอลกอฮอล์ น่าสนใจมากที่ความเชื่อทางศาสนาทำให้ของกินอร่อยๆ อย่างช็อกโกแลตเป็นที่แพร่หลาย ถ้าเป็นคุณจะเลือกอะไรระหว่างช็อกโกแลตกับแอลกอฮอล์

นอกจากนี้ในยอร์ก บริษัท Rowntree’s ยังขึ้นชื่อว่ามีโรงงานที่ปฏิบัติต่อพนักงานดี เมื่อเทียบกับโรงงานอื่นๆ ซึ่งอาจจะเป็นอิทธิพลจากความเชื่อทางศาสนา ทำให้ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่สภาพความเป็นอยู่ของชนชั้นแรงงานยากลำบาก การได้งานทำในโรงงานช็อกโกแลตเป็นสิ่งที่คนงานจำนวนมากปรารถนา ซึ่งก็อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้โรงงานช็อกโกแลตเป็นสถานที่ที่เด็กยากจนอย่าง Charlie อยากจะเข้าไปให้ได้

หากใครไปเที่ยวยอร์กและสนใจเรื่องเกี่ยวกับช็อกโกแลต ที่นี่ยังมี York’s Chocolate Story แหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ช็อกโกแลตของยอร์กและวิธีการทำช็อกโกแลต ที่เราคงมีโอกาสได้ไปหากมีเวลาพอ ถึงแม้จะไม่มีโอกาสไปชิมช็อกโกแลตที่นั่น แต่อย่างน้อยตอนนี้เราก็หายเข้าใจผิดแล้วว่าคิทแคทมาจากญี่ปุ่น

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

มนฑิตา โรจน์ทินกร

อาจารย์สอนวรรณคดีอังกฤษ เคยเรียนที่สกอตแลนด์ ชอบท่องเที่ยว เข้าพิพิธภัณฑ์ สนใจประวัติศาสตร์ การเมือง วัฒนธรรม และดนตรียุค 60 กับ 70

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load