19 มิถุนายน 2561
4 K

1

ในรถกระบะหน้าตาสมบุกสมบัน ฉันเอื้อมมือข้างหนึ่งเกาะราวจับข้างประตูรถแน่น ขณะที่อีกข้างควานหายาดมมาจ่อใต้จมูก ไม่ได้ทำเกินกว่าเหตุเลยจริงๆ-เพราะทางข้างหน้าตอนนี้ไม่ใช่ถนนลาดยางราบเรียบ แต่ประกอบด้วยดิน หิน กรวด ที่ทำให้กระดูกแทบทุกชิ้นสั่นสะเทือนไม่หยุด

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

นี่คือเส้นทางสู่ ‘เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก’ ในจังหวัดกาญจนบุรี ที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยจากข่าวคดีล่าเสือดำอันโด่งดัง

แต่แม้ทางสายนี้จะหฤโหดสำหรับคนเมืองอย่างฉัน กระบะคันโตกลับวิ่งบุกตะลุยไปบนถนนที่ขนาบด้วยหมู่ไม้สีเขียวเข้มอย่างราบรื่น เพราะมีคนขับผู้เชี่ยวชาญในชุดเครื่องแบบลวดลายสัตว์ป่าและต้นไม้

เขาคือหนึ่งในกลุ่มคนที่เราเรียกว่า `เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

ขณะที่มนุษย์เงินเดือนในเมืองขับรถมุ่งสู่ออฟฟิศบนตึกระฟ้า คนเหล่านี้ขับรถบนเส้นทางเช่นนี้สู่ป่าใหญ่

วันนี้ ฉันมุ่งหน้าไปยังออฟฟิศของพวกเขาตามคำชักชวนของโครงการระดมทุนเพื่อซื้อกรมธรรม์คุ้มครองชีวิตเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่ชื่อว่า ‘ใครรักป่ายกมือขึ้น’ ทีมงานตั้งใจไปมอบกรมธรรม์ส่วนแรกจำนวน 4,445 กรมธรรม์ให้ถึงมือผู้รับและพาผู้คนเข้าไปสัมผัสชีวิตเหล่าเจ้าหน้าที่

เวลา 2 วัน 1 คืนนับจากนี้ ฉันจะไปเรียนรู้เพื่อหาคำตอบว่าเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าคือใคร ภารกิจที่พวกเขาทำอยู่คืออะไรกันแน่

และทำไมคนเมืองอย่างเราต้องสนใจคนตัวเล็กกลางป่าใหญ่กลุ่มนี้

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

 

2

เสียงหยดฝนหล่นลงกระทบใบไม้ของป่าทุ่งใหญ่ดังเปาะแปะ ความเย็นชุ่มชื้นของผืนป่าฉ่ำฝนอบอวลอยู่รอบตัว แต่ฉันไม่ได้มีเวลาชมนกชมไม้ เพราะมัวแต่ตั้งสติกับทางเดินป่าข้างหน้าที่ทีมงานพามาเดินยามบ่าย

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

ทำไมต้องตั้งใจขนาดนั้น? ก็นั่นไง มีเสียงลื่นไถลดังมา พี่นักข่าวผู้ร่วมทริปล้มลงไปเรียบร้อย

เราออกเดินต่อไปตามทางที่หลายส่วนกลายเป็นโคลนเฉอะแฉะ อีกทั้งยังขึ้นลงเนิน แหวกพงหญ้าสูงท่วมหัวกันเป็นระยะ และยาวเหยียดหลายกิโลเมตรจนหลายคนเริ่มหายใจไม่ทัน หากเส้นทางเข้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ ว่าโหดแล้ว เมื่อเจอการเดินป่ารอบนี้ นั่นก็เป็นแค่เมนูเรียกน้ำย่อย

และนี่คือออฟฟิศของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า-ออฟฟิศที่เป็นธรรมชาติแท้จริงในทุกฤดูกาล

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

งานหลักของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าคือการออกลาดตระเวนตามเส้นทางแบบนี้เพื่อป้องกันผู้บุกรุกและเก็บข้อมูลสัตว์ป่า ซึ่งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งนี้นับเป็นหนึ่งในพื้นที่ทำงานสำคัญ เพราะทั้งเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ป่าตะวันตก’ ซึ่งเป็นป่าใหญ่ผืนสุดท้ายของไทยที่ขึ้นชื่อเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ และเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ป่ามรดกโลก’ ซึ่งกินอาณาเขตของผืนป่าห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่ทั้งสองด้าน

ระยะทาง 8 กิโลเมตรที่เราเดินกันคือระยะเบสิกที่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าเดินต่อวัน (แปลว่าบางวันก็ไกลกว่านี้) และการเข้าป่า 1 ครั้งก็ไม่ใช่การไปเช้าเย็นกลับแบบที่เราทำ แต่คือการหายเข้าไปในป่าหลายวัน บางหนกินเวลาร่วม 1 อาทิตย์โดยมีสัมภาระ เสบียง และอาวุธหนักอึ้งบนบ่าระหว่างเดินทาง

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

“ของหนักประมาณ 20 – 30 กิโล” พี่เจ้าหน้าที่กะน้ำหนักที่ต้องแบกรับ แล้วสาธิตวิธีใช้เครื่องมือกรองน้ำจากลำธารที่ต้องใช้ เพราะไม่อาจแบกน้ำสะอาดมาได้ไม่พอให้เราชม

แต่มากกว่าน้ำหนักและระยะทางยังมีสิ่งโหดหินกว่านั้น เพราะนี่ไม่ใช่การเดินตรวจตรารอบโรงแรมใหญ่สักที่ แต่คือผืนป่ากว้างไพศาล เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกมีพื้นที่ถึง 1,331,062 ไร่ เปรียบเทียบง่ายๆ คือใหญ่กว่ากรุงเทพฯ เสียอีก

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

ขณะที่จำนวนคนทำงาน-ซึ่งปกติควรแปรตามภาระงาน-ก็มีอยู่แค่ราว 190 คน

นี่คือเหตุผลที่เจ้าหน้าที่ต่างทำงานกันแทบไม่ได้หยุด (แม้รู้ว่าไม่มีทางเดินได้ทั่ว) อีกทั้งการออกลาดตระเวนแต่ละครั้งต้องใช้กำลังคนไม่ต่ำกว่า 5 คนเพื่อความปลอดภัย นั่นแปลว่าหากหน่วยย่อยไหนมีเจ้าหน้าที่แค่ 8 คน แต่ละเดือนก็ต้องมี 1 คนที่ ‘ควงกะ’ แทบไม่ได้โผล่หน้าออกมาจากป่า

“มันเกินกว่ารักกันแล้ว คนที่อยู่ที่นี่น่ะ” เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าคนหนึ่งเอ่ยถึงเหล่าเพื่อนร่วมงานที่เจอหน้ากันมากกว่าครอบครัว ก่อนจะบอกว่าคงดีถ้ามีคนเพิ่มมากกว่านี้

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

 ที่สำคัญ งานนี้ไม่ได้เหนื่อยแค่กายแต่ยังเสี่ยงต่อความปลอดภัย ถ้าคุณลองไปคุยกับเจ้าหน้าที่ ไม่ยากที่จะได้ยินวีรกรรมกลางป่าอย่างการถูกกระทิงพุ่งมาขวิดจากด้านหลังจนตัวลอย ไม่ก็การปะทะหรือเกือบปะทะกับผู้บุกรุกที่มีมาไม่ขาด

ฟังดูแล้ว ถ้าใช้บริบทคนเมืองมาวัดงานนี้คงต้องได้เงินเดือนสูงลิบ สวัสดิการพรั่งพร้อม

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

หากสิ่งที่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าได้รับในปัจจุบันคือรายได้ระหว่าง 7,500 – 9,500 บาท และสวัสดิการที่ไม่เพียงพอ ยิ่งเจ้าหน้าที่คนไหนเป็นพนักงานราชการซึ่งไม่ใช่ลูกจ้างประจำของรัฐก็แทบไม่มีสิทธ์คุ้มครองอะไร นอกจากสิทธิ์พื้นฐานอย่าง 30 บาทรักษาทุกโรคที่คนไทยมีกันอยู่แล้วถ้วนหน้า

เพราะไม่สำคัญถึงถูกมองข้าม? ฉันตั้งคำถาม แต่บางคำตอบก็ผุดพรายระหว่างทาง เมื่อความอุดมสมบูรณ์ของป่าทุ่งใหญ่ทำให้เราได้พบเจอรอยเท้าสัตวป่าน่าตื่นตาบนผิวดินนุ่ม

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

“นี่คือรอยเท้ากระทิง” พี่เจ้าหน้าที่บอกก่อนหยิบอุปกรณ์วัดรอยเท้า กล้องถ่ายรูป และแผ่นเอกสาร ออกมาจดเก็บข้อมูล จากนั้นก็เล่าให้เราฟังถึงการนำข้อมูลที่ได้จากป่ามาวางแผนเพื่อดูแลสัตว์ป่าต่อไป

นาทีนี้หลายคนคงเบื่อหากต้องมานั่งฟังว่าสัตว์ป่าและผืนป่าสำคัญต่อมนุษย์อย่างไร

แต่ที่น่ารู้คือขณะเราใช้ชีวิตอยู่ในเมือง มีคนกลุ่มหนึ่งใช้ชีวิตกลางป่าเพื่อพยายาม ‘พิทักษ์’ สิ่งเหล่านี้

เพราะไม่สำคัญถึงถูกมองข้าม?

ไม่หรอก-บางทีคนเราก็มองข้ามสิ่งสำคัญ

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

 

3

เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันลืมตาตื่นมาพบบรรยากาศเขียวสดและเย็นชื่นฉ่ำของป่าหมาดฝนที่มีเสียงนกนานาชนิดคลอเป็นฉากหลัง

ไม่มีโอที ทำงานเหมือนเซเว่น แต่สิ่งที่ได้คืออากาศบริสุทธิ์นี่แหละ-พี่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเคยบอกไว้

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

แล้วเมื่อออกจากที่พัก ฉันก็ได้เจอ หัวหน้าวิเชียร ชินวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธ์ุแห่งนี้ที่คนรู้จักกว้างขวางจากสื่อไม่แพ้เสือดำ การพบกันตั้งแต่เมื่อวานทำให้ฉันรู้ว่าภายใต้มาดเคร่งขรึมในเครื่องแบบ เขาคือชายวัยใกล้ 40 ที่เป็นมิตรและเปี่ยมอารมณ์ขัน

ก่อนต้องกลับสู่เมือง ฉันจึงชวนหัวหน้าของเหล่าเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าสนทนา

การเป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าต้องทำอะไรบ้างคะ?

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

“ว่าคนอย่างเดียว” หัวหน้าวิเชียรแกล้งบอกปนหัวเราะ ก่อนจะอธิบายถึงขอบเขตหน้าที่อันกว้างขวางตั้งแต่อบรมบริหารเจ้าหน้าที่ ดูแลงานเอกสารเรื่องการสำรวจสัตว์ป่า จนถึงการจัดการงบประมาณที่ได้รับมา ทำให้ฉันได้รู้ว่างานที่ ‘ออฟฟิศ’ แห่งนี้ไม่ได้มีแค่การเดินลาดตระเวน แต่ยังมีสิ่งอื่นต้องจัดการมากมายนัก

พร้อมกันนั้น การได้คุยกับผู้ดูแลภาพรวมก็ทำให้ฉันเห็นภาพกว้างของหลากปัญหาหนักหน่วงรวมถึงสิ่งสำคัญที่คนตัวเล็กกลางป่าใหญ่ขาดแคลน เช่น ที่ทุ่งใหญ่ด้านตะวันตกนี้มีอุปกรณ์เดินป่าเพียงพอ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องการคือเทคโนโลยีเพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นโดรนสำหรับบินถ่ายภาพในป่าหรือกล้องวงจรปิดสำหรับติดในป่าเพื่อตรวจจับผู้บุกรุก

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

แน่นอนว่าหลายเรื่องต้องอาศัยการแก้ไขโครงสร้างใหญ่ เป็นเรื่องที่คนทั่วไปอาจทำอะไรไม่ได้

แต่ก็แน่นอนว่ามีสิ่งที่เราทำได้ เหมือนที่โครงการใครรักป่ายกมือขึ้นระดมทุนจนช่วยบรรเทาปัญหาสวัสดิการของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าได้สำเร็จ

ด้วยเหตุนี้ แม้ฉันจะบอกลาหัวหน้าวิเชียรและก้าวขึ้นรถกระบะเพื่อกลับสู่เมือง เรื่องราวชีวิตคนตัวเล็กกลางป่าใหญ่ที่พบเห็นจึงยังกระจ่างชัดอยู่ในดวงตาและดวงใจ

ทั้งหมดนั้นหลอมรวมกัน ไม่ได้กลายเป็นคำตอบ แต่เป็นคำถาม

คำถามที่ทำให้ฉันก้มลงมอง 2 มือตัวเอง

เข้าป่าหน้าฝนกับหัวหน้าวิเชียร ไปสัมผัสชีวิต ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า’ แห่งทุ่งใหญ่ฯ ตะวันตก

ภาพ สุวิชา พุทซาคำ

ช่วยระดมทุนเพื่อซื้อกรมธรรม์คุ้มครองชีวิตเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ากับโครงการ ‘ใครรักป่ายกมือขึ้น’ ได้ที่นี่

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

สุวิชา พุทซาคำ

อาร์ตไดเรกเตอร์ผู้เชี่ยวชาญการก่อกองไฟ และกางเตนท์ พอๆกับที่เชี่ยวชาญการใช้โปรแกรมออกแบบ สนใจเรื่องราวสิ่งแวดล้อมพอๆกับที่ชื่นชอบอุปกรณ์ไอที ถ้า IG : @sleepbird มีการเคลื่อนไหว แสดงว่าเพิ่งออกจากป่า

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

เตรียมพร้อมร่างกายก่อนขึ้นภูเขา

เราเดินทางมาจาก กรุงเทพฯ (DMK) – มาเลเซีย (KLIA) – โกตา คินาบาลุ (KKIA) มาพักในตัวเมืองโกตา คินาบาลุ ก่อน 1 วัน เพื่อปรับสภาพร่างกายให้พร้อมก่อนเดินทางขึ้นยอดเขา วันแรกที่มาถึง เราเดินเล่นชมบรรยากาศในตัวเมือง ด้วยความที่เมืองนี้ติดทะเล ทำให้เห็นวิวสวยงามยามพระอาทิตย์ตก มาถึงเมืองติดทะเลทั้งทีเลยตัดสินใจกินอาหารทะเลในย่านสตรีทฟู้ดของเมือง อาหารทะเลที่ว่าสด อร่อย เด็ด แล้วนั้น เจอของเด็ดกว่าคือ น้ำจิ้ม เพราะเป็นน้ำจิ้มที่ดูเหมือนน้ำพริกกะปิบ้านเรา แต่ผสมน้ำเปล่าลงไปเพื่อให้รสชาติจางลง เปิดประสบการณ์ใหม่ในชีวิตเลย

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

เดินทางไป Kinabalu Park เพื่อเริ่มต้นการเดินขึ้นเขา Gunung Kinabalu

วันต่อมาเราต้องเดินทางไปที่ Kinabalu Park เพื่อเดินขึ้นเขา Kinabalu การมาปีนเขาที่นี่ต้องจองก่อน ซึ่งจองได้ที่เว็บไซต์ของอุทยาน มีหลากหลายโปรมแกรม ทั้ง 2 วัน 1 คืน หรือ 3 วัน 2 คืน โดยจะออกไปเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ ในอุทยานด้วย เลือกได้ว่าจะพักในตัวเมืองก่อน แล้ววันรุ่งขึ้นให้รถจากอุทยานมารับ หรือจะมาพักที่อุทยานก่อนก็ได้ จะแตกต่างกันแค่เวลาพักผ่อน ถ้าเรานอนที่ตัวเมืองก่อน ในวันเดินขึ้นเขาต้องตื่นเช้าขึ้นเพื่อมาอุทยาน ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง แต่ถ้าเลือกนอนที่อุทยาน จะมีเวลาพักร่างกายได้นานขึ้น

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

เมื่อเดินทางมาถึงที่ Kinabalu Park จะพบกับนักท่องเที่ยวที่ร่วมเดินทางไปกับเรา ซึ่งในหนึ่งวันจำกัดนักท่องเที่ยวไม่เกิน 185 คน ก่อนจะเดินทางขึ้นเขาต้องไปลงทะเบียนและเราได้พี่ไกด์ 1 ท่านเพื่อมาดูแลกลุ่ม แต่ถ้ามาคนเดียวก็แชร์ค่าไกด์กับคนอื่นได้ หรือจะขอไกด์ดูแลเราคนเดียวก็ได้เช่นกัน 

หลังจากลงทะเบียนเรียบร้อย เราได้บัตรประจำตัวเพื่อยืนยันตัวตนว่าจะขึ้น-ลงเขาวันไหน บัตรประจำตัวนี้เปรียบเสมือนของที่ระลึกอันแรก และเป็นสิ่งยืนยันตัวนักท่องเที่ยวท่านนั้นได้ ที่อุทยานมีบริการฝากอุปกรณ์เดินทางขนาดใหญ่ เช่น กระเป๋าเป้ใบใหญ่หรือสัมภาระ ซึ่งควรแบกแค่กระเป๋าเล็ก ๆ เอาสิ่งของที่จำเป็นสำหรับการอยู่บนนั้นในหนึ่งวันก็พอ

การเดินทางอันแสนยาวไกลได้เริ่มต้น ณ ประตู Timpohon gate

การพิชิต Low’s Peak Summit ที่มีความสูง 4,095 เมตร (ภูเขานี้ถือว่าเป็น ‘ภูเขาใหม่’ ตัวเลขเปลี่ยนแปลงตลอด เพราะยอดเขาสูงขึ้นทุกปี) สูงกว่าภูกระดึงประมาณ 3 เท่า และสูงกว่าฟูจิซัง (3,776 เมตร) ต้องแบ่งเวลาการเดินเขาเป็น 2 วัน วันแรกเดินจาก Timpohon Gate จุดเริ่มต้นไปที่พัก Laban Rata ระยะทาง 6 กม. (ใช้เวลา 5 – 8 ชม.) วันที่สองเดินจากที่พักไปยัง Low’s Peak Summit อีก 2.5 กม. (ใช้เวลา 3 – 4 ชม.) ต้องออกเดินทางตั้งแต่ตี 2 เพื่อไปชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า 

จุดเริ่มต้นวันแรกเริ่มจากประตู Timpohon Gate มีการลงทะเบียนอีกครั้งก่อนออกเดินทาง ซึ่งไกด์ให้คำแนะนำก่อนออกลุยกันตอนเวลา 09.00 น. วิวระหว่างทางในช่วงแรกเห็นต้นไม้หลากหลายชนิดพร้อมน้ำตกน้อย ๆ คอยตอนรับ แต่ความหิน ความโหด ความเจ๋งของที่นี่ คือการได้เจอสภาพอากาศครบ 3 ฤดู ช่วงเริ่มต้นรู้สึกร้อนอบอ้าว พอขึ้นมาอีกสักพักอากาศเย็นขึ้น เพราะไต่มาอยู่ระดับเดียวกับก้อนเมฆ และเมื่อเดินผ่านเข้ากลุ่มก้อนเมฆจะเจอกับฝนและหมอกที่ถาโถมเข้ามา ตลอดเวลาที่เดินขึ้นจึงไม่รู้สึกเบื่อเลย เพราะต้องรอรับมือกับสภาพอากาศที่แปรปรวนตลอดเวลา 

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

ระหว่างทางมีจุดให้พัก มีห้องน้ำให้เข้า เฉลี่ยทุก ๆ 1 กม. เสน่ห์ของการเดินเขาแห่งนี้อีกอย่างหนึ่งคือการได้เดินสวนทางกับนักท่องเที่ยวกลุ่มก่อนหน้าที่กำลังเดินลงมา เราได้สนทนากับนักท่องเที่ยวหลากหลายชาติ หลายภาษา แต่มีคำพูดหนึ่งที่แปลความหมายเหมือนกันและพบเจอได้ทุกภูเขาทั่วโลก นั่นคือ “สู้ ๆ อีกนิดเดียวจะถึงแล้ว” 

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

ตลอดเส้นทางการขึ้นเขานั้น บอกเลยว่ามันคือการเดินขึ้น ขึ้นแบบขั้นบันไดอย่างเดียว ทางลาดปกติมีไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์จากเส้นทางทั้งหมด เพราะฉะนั้นต้องเตรียมร่างกายมาให้แข็งแรงพอสมควร เพราะมีบางคนเจ็บระหว่างทางจนไปไม่ถึงที่พัก เราเดินมาถึงที่พักตอน 19.00 น. พอถึงก็รีบจัดแจงวางกระเป๋าเพื่อไปกินบุฟเฟต์มื้อเย็นตุนพลังงาน 

ห้องพักที่นี่เป็นเตียง 2 ชั้น ห้องน้ำรวมแยกชายหญิง น้ำสำหรับใช้บอกเลยว่าโคตรเย็น เย็นจนแสบผิว ถ้าใครคิดจะอาบน้ำต้องบอกว่าใจกล้ามาก ที่พักมีเครื่องทำน้ำอุ่นให้ แต่ต้องมีแสงแดดด้วย เพราะใช้พลังงานโซลาร์เซลล์ ซึ่งวันที่เราไปหมอกลงจัด ไฟปั่นไม่มีกำลังพอ น้ำที่อาบวันนี้เลยโคตรหนาวแบบหาคำมาเปรียบไม่ได้จริง ๆ

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

จุดสูงสุดที่ไม่ใช่ทุกคนจะไปถึงได้ง่าย ๆ Kota Kinabalu Low’s Peak Summit

ณ เวลา 02.00 น. เสียงใน Laban Rata เริ่มดังขึ้นอีกครั้งจากนักท่องเที่ยวที่กำลังเตรียมตัวไป Low’s Peak Summit จุดสูงสุดของการเดินทางในครั้งนี้ แต่การเดินทางไปต่อนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ Laban Rata อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 3,272 เมตร บางคนจึงเจอกับอาการ AMS (Acute Mountain Sickness) ที่เกิดขึ้นเมื่ออยู่บนที่สูงมากกว่า 2,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีอาการปวดศีรษะ มึนศีรษะ หายใจไม่สะดวก เหนื่อยง่าย หรือนอนไม่หลับ ต้องใช้เวลา 1 – 2 วัน เพื่อปรับตัว บางคนอาจจะไม่เป็นอะไรเลยก็ได้ ทำให้นักท่องเที่ยวบางคนตัดสินใจไม่เดินทางต่อ 

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

การเดินทางรอบนี้ต้องเดินตอนกลางคืน มีแค่แสงไฟจากไฟฉายคาดหัวที่คอยนำทางเท่านั้น ถ้าไม่มีไฟฉายคาดหัว อุทยานไม่อนุญาตให้เดินขึ้น เมื่อถึงเวลาเดินทุกคนก็เริ่มทยอยต่อแถว ความยากคือการเดินขึ้นแบบขั้นบันได มองเห็นทางข้างหน้าแค่ 3 ขั้นเท่านั้น บวกกับสภาพอากาศหนาวเย็นและมีลม ทำให้เราต้องใส่เสื้อกันลมไว้ แต่เมื่อเราใช้พลังงานที่มากขึ้น เริ่มมีเหงื่อ ร่างกายต้องการระบายความร้อนแต่ระบายออกมาไม่ได้ เพราะเสื้อผ้าไม่ระบายอากาศ ทำให้รู้สึกอึดอัดตัวเองหรือเกิดอาการหน้ามืดได้ จนส่งผลให้นักท่องเที่ยวบางคนตัดสินใจถอยหลังกลับไปที่พัก

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

“จะไปให้ถึงหรือจะหันหลังกลับ แล้วมาแก้ตัวอีกรอบ” 

นี่เป็นคำพูดที่วนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลาท่ามกลางความมืด ความเหนื่อยล้าจากสภาพร่างกายและจิตใจ แต่การนึกภาพว่าเห็นตัวเองอยู่จุดที่สูงสุดพร้อมกางแขนรับความสำเร็จ คือแรงผลักดันทำให้เราก้าวต่อไปเรื่อย ๆ จนถึง Sayat Sayat Gate เป็นจุด Check Point โดยอุทยานแจ้งว่าต้องมาถึงจุดนี้ก่อนเวลาตี 5 ถ้าช้ากว่านี้ไม่อนุญาตให้ขึ้นไปจุด Low Peak เพราะการเดินสวนทางกับนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปแล้วและกำลังลงมาอาจเป็นอันตรายได้ 

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

หลังจากเดินผ่านจุดนี้ไปเหมือนจะเดินสบายขึ้น เพราะมองไปไม่เห็นขั้นบันไดแล้ว แต่ที่เห็นคือ เชือกเส้นเดียวใหญ่ ๆ เชือกที่ต้องคอยจับเพื่อไต่ขึ้นเขาต่อไป ใช่ครับ… ต้องไต่ขึ้นไปโดยไม่มีที่กั้นข้างทางเพราะที่นี่เป็นภูเขาหินแกรนิต ไม่มีต้นไม้หรือใบหญ้าบนยอดเขา มีแต่หินก้อนใหญ่ ๆ ที่จับเกาะเพื่อปีนป่ายได้เท่านั้น วันที่เดินทางขึ้นไปนั้นเป็นวันที่หมอกลงเยอะมาก ทำให้วิสัยทัศน์ในการมองค่อนข้างจำกัด การมองหาพี่ไกด์เป็นไปได้ยากมาก หลังจากไต่เชือกขึ้นมาได้ ก็เจอทางเรียบ ๆ แต่มันคือทางเรียบที่เอียงขึ้นไปยอดเขา ต้องเดินระมัดระวัง เพราะค่อนข้างลื่น อาจกลิ้งลงได้

ทริปหนีคอมฟอร์ตโซนไปยืนเหนือเมฆ ปีนเขา 4,000 เมตร พิชิต Mount Kinabalu มาเลเซีย ใน 2 วัน

ในวันที่เรายืนเหนือก้อนเมฆ เปรียบเสมือนดั่งอยู่ในสวรรค์ ณ Low’s Peak Summit

เราเดินขึ้นมาจนถึงเวลาประมาณ 06.00 น. ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้น มองเห็นรอบด้านชัดเจน ความอลังการของมันก็ปรากฏตัวออกมา เปรียบเสมือนเราได้ชาร์จพลังตัวเองด้วยความสวยงามจากภาพที่ได้เห็น ทำให้มีแรงเดินต่อเพื่อไปจุด Low’s Peak Summit จุดสูงสุดที่ขึ้นไปถึงได้ ต้องปีนป่ายขึ้นยอดเขาอีกเล็กน้อย จนในที่สุดเราก็ถึงเป้าหมาย 

ความรู้สึกแรกที่รู้สึกนั้น มันปลื้มปริ่ม เต็มไปด้วยความสุขทั้งกายและหัวใจ รู้สึกภูมิใจในตัวเองที่พาตัวเองมาถึงจุดนี้จนได้ มองเห็นภาพที่บรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ไม่ดีเท่ากับเห็นด้วยตาตัวเอง มองไปรอบทิศได้เห็นยอดเขาอีกมากมาย เห็นตัวเองยืนเหนือก้อนเมฆ พร้อมได้รับแดดอุ่น ๆ จากพระอาทิตย์ยามเช้า ยิ่งทำให้รู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้คุ้มค่าจริง ๆ

การเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ยืนเหนือก้อนเมฆบนความสูงกว่า 4,000 เมตร ณ ยอดเขากีนาบาลู ประเทศมาเลเซีย
การเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ยืนเหนือก้อนเมฆบนความสูงกว่า 4,000 เมตร ณ ยอดเขากีนาบาลู ประเทศมาเลเซีย

ถึงเวลาที่ต้องลงจากยอดเขากันแล้ว ขาขึ้นเราเดินในความมืด จึงไม่ได้มองเห็นวิวข้างทางมากนัก แต่พอถึงเวลาเดินลง พอฟ้าเปิดแล้ว ทำให้มองเห็นภาพได้เต็มตา เป็นภาพเมืองจุดเล็ก ๆ ล้อมรอบด้วยธรรมชาติกว้างใหญ่ เราใช้เวลาเดิน 2 ชั่วโมงจากยอดเขาลงมาถึงที่พัก Laban Rata เพื่อทานอาหารเช้าพร้อมเก็บกระเป๋าเตรียมตัวเดินลงไป Timpohon Gate ต่อไป แต่การที่เราใช้พลังขาไปอย่างหนักหน่วงตั้งแต่เดินขึ้นมา ทำให้ตอนเดินลงมีอาการปวดหัวเข่าเวลาก้าวลงขั้นบันไดทุกครั้ง ต้องฝืนลากตัวเองลงไป 6 ชั่วโมงพร้อมกับโชคที่เข้าข้างอย่างหนัก นั่นคือ ฝนตกตลอดทาง 

การเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ยืนเหนือก้อนเมฆบนความสูงกว่า 4,000 เมตร ณ ยอดเขากีนาบาลู ประเทศมาเลเซีย

ถือว่าเป็นความทรงจำที่ไม่อาจลืมเลือนได้เลยในชีวิต เรากลับมาเช็กอินตรง Timpohon Gate และเดินทางต่อไปที่จุดลงทะเบียนในวันแรก สำหรับนักท่องเที่ยวทุกท่านที่ขึ้นไปถึง Low’s Peak Summit จะได้ใบ Certification ว่าเป็นผู้พิชิต สำหรับคนที่ไปถึงเพียงที่พักก็ได้เช่นกัน แต่รูปแบบต่างกันเท่านั้นเอง

ความสุขที่เกิดจากการลงมือทำ ไม่ใช่แค่คิดว่าจะทำแล้วไม่ได้ทำ

มนุษย์ทุกคนย่อมมีพื้นที่ปลอดภัย (Comfort Zone) ที่ทำให้เราอยู่อย่างสบายใจ จนเกิดเป็นความเคยชินโดยไม่ต้องทำอะไรใหม่ ๆ ในชีวิต ตัวผมก็เป็นคนหนึ่งในนั้น กลัวการไปเจอสิ่งใหม่ ๆ กลัวเป็นเรื่องเลวร้ายที่ทำให้ชีวิตแย่ลง จนวันหนึ่งผมได้รู้สึกว่าตัวเองหมดแรงผลักดันทำสิ่งต่าง ๆ เบื่อทุกสิ่งที่ทำทั้งหมด ทำให้ผมต้องตัดสินใจทำอะไรใหม่ ๆ จนเลือกมา Low’s Peak Summit เพื่อปลุกพลังกายและพลังใจให้เลือดสูบฉีดมากขึ้น ถึงผมต้องใช้เวลาเดินกว่า 14 ชั่วโมง ต้องตื่นตี 2 เพื่อมาเดินในที่มืด ๆ ปีนป่ายเชือกเพื่อข้ามก้อนหินต่าง ๆ บนภูเขาโดยไม่มีอะไรกั้นระหว่างทาง

ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามานี้ควรจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกเหนื่อย มีความคิดมากมายลอยเข้ามาในหัวอยู่ตลอดเวลาว่าเอาตัวเองมาลำบากทำไม เราทำไม่ได้หรอก นอนอยู่บ้าน ดูหนังเล่นเกมก็สบายใจแล้ว แต่พอมาถึงจุดสูงสุด ได้เห็นด้วยตาจริง ๆ กลับทำให้ผมรู้สึกขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจเลือกออกเดินทาง แล้วพาตัวเองมาเจอสิ่งที่ทุกคนไม่ได้มีโอกาสมาเจอแบบนี้ ขอบคุณ Kota Kinabalu ที่ทำให้ชีวิตคุ้มมากขึ้น และผมอยากให้ทุกคนได้มาเยือนสักครั้งในชีวิต 

บางครั้งความสุขอาจจะต้องแลกกับความยากลำบาก ความเหนื่อยล้า ความท้อใจ ความคิดตีกันในหัวตลอดเวลาว่า ควรจะกลับดีไหม มาลำบากทำไม เราทำไม่ได้หรอก แต่ถ้าตัดสินใจย้อนกลับระหว่างที่เดินขึ้นเขานั้น ผมจะไม่มีทางได้รู้เลยว่าข้างบนสวยเพียงไหน ผมได้แต่หวังว่ามันจะคุ้มที่เสียแรงเดินทางขึ้นไปบนนั้น

คำตอบที่ผมได้ก็เป็นจริงอย่างที่ตั้งใจ มันงดงามมากกว่าที่ผมคาดหวังไว้เสียอีก นั่นทำให้ผมรู้สึกขอบคุณตัวเอง รักตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม และการเดินทางครั้งนี้ก็สอนผมอยู่อย่าง ‘อย่าประเมินตัวเองว่าทำไม่ได้ ถ้ายังไม่ลงมือทำ’

การเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ยืนเหนือก้อนเมฆบนความสูงกว่า 4,000 เมตร ณ ยอดเขากีนาบาลู ประเทศมาเลเซีย

อุปกรณ์สำคัญ

  • ถุงมือกันหนาว
  • ไฟฉายคาดหัว! (ถ้าไม่มีไฟฉายคาดหัวจะไม่ให้ขึ้น Low Peak)
  • ไม้เดินเขา (แล้วแต่ความฟิต ไม่ได้บังคับต้องมี)
  • เสื้อกันลม เสื้อกันฝน
  • ยาแก้อาการ AMS หรือยารักษาโรคประจำตัว

สิ่งที่ควรรู้

  • ทางขึ้นค่อนข้างชันและมีการไต่เชือกในบางเส้นทาง ต้องระวังการเดินให้ดี ๆ
  • ข้างบนที่พักมีแผงโซลาร์เซลล์ทำน้ำอุ่นไว้อาบน้ำ แต่ขึ้นอยู่สภาพอากาศวันนั้น ถ้าแสงแดดไม่พอก็จะได้น้ำเย็นมากมาอาบแทน
  • ต้องเตรียมร่างกายมาพอสมควร เพราะต้องเจออากาศหนาว ร้อน ฝนตก ตลอดเส้นทางมีหลายคนที่ไปถึงที่พักและไม่ได้ไปต่อ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ธลินท์ ท.ธรรมธาดา

พนักงานบริษัทฝ่ายทรัพยากรบุคคล ผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวผจญภัยทุกรูปแบบ เดินป่า ปีนเขา ดำน้ำ แคมป์ปิ้ง ชอบสถานที่ประวัติศาสตร์ อารยธรรมโบราณ เพื่อต้องการใช้ชีวิตให้คุ้มค่ามากที่สุด และสร้างความทรงจำการท่องเที่ยวของตัวเองไว้ที่ Tlintrip

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load